100_story_ep1_ความหมายชีวิต_Cover_1.jpg

kinyupen_adminFebruary 17, 2021

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต นำแง่คิดดีๆ จาก พิพัฒน์ ละเอียดอ่อน หรือ Khunphiphat เจ้าของผลงาน 100+ Podcast ที่มาพร้อมกับการไขความลับใช้ชีวิตให้ยืนยาว และเป็นนักวิ่งชาวไทยเพียงไม่กี่คนที่สามารถพิชิต Everest Marathon 2019

 

ด้วยความที่เป็นคนไม่เคยหยุดอยู่กับที่และมักแสวงหาความท้าทายใหม่ๆ อยู่เสมอ วันนี้จึงมาแชร์สาระแง่คิด ชีวิต สำหรับใครที่รู้สึกเหมือนใช้ชีวิตไปวันๆ ไม่มีเป้าหมาย ไม่รู้จะทำอะไร ลองอ่านบทความนี้กันดู

 

 

ชีวิตนอกจากหายใจได้แล้วเรายังต้องการเหตุผลในการหายใจต่อไป เมื่อเราย้อนกลับไปช่วงชีวิตแต่แรกเริ่ม เหตุผลในการมีชีวิตในแต่ละช่วงอยู่ในกรอบความคิดที่แตกต่างกัน

 

วัยที่ไม่ได้เคร่งครัด ไม่เร่งรีบดำเนินชีวิต มีแต่เรื่องสนุกว่า สิ่งใหม่ๆ ดึงดูดเราจากจุดหนึ่งไปสู่อีกจุดจุดหนึ่ง พาเราเดินไปยังเดินแดนใหม่ๆ มากมายไกลสุดขอบจินตนาการ

เมื่อเวลาเดินไป รูปแบบชีวิตค่อยๆ เปลี่ยนไปตามกาลเวลา ขอบฟ้าค่อยๆ แคบลง ทางเลือกเดินถูกบีบในกรอบทางที่แคบลงไปเรื่อยๆ เดินวนเวียนในแบบที่คนอื่นคาดหวัง

 

ชีวิตที่ปล่อยให้เอียงไหลไปด้านใดด้านหนึ่งอย่างสุดขีด หรือวางมันไว้นิ่งเฉยจนถูกความเคยชินตีตรวน ไม่ต่างอะไรกับการอ่านคำพิพากษา จองจำตัวเองกับสิ่งเดิมทีละนิดๆ

 

วัย 50 ไม่ใช่จุดปลายสุดความฝันเรา จินตนาการกับความฝันมันยังทรงพลังไม่เคยลดคุณค่าลงสำหรับคนที่เชื่อ เมื่อต้องมองผ่านรอยร้าว บาดแผลที่กร้านประสบการณ์ช้ำแล้วช้ำเล่า บอกเล่าเรื่องราวที่ผ่านพาเรามาไกลขนาดนี้ ขอบฟ้ายังไปได้อีกไกล ถ้าเราจะไป

ลองออกเดินทาง ออกค้นหาโลกใหม่ในตัวของเราเอง กลับไปอย่าเร่งรีบดำเนินชีวิต ปล่อยให้ความฝันพาไปค้นหาเป้าหมาย สิ่งท้าทายใหม่ๆ โลกใบนั้นน่าตื่นเต้นเสมอ เมื่อเราตื่นขึ้นมาในเช้าวันธรรมดาเหมือนกับทุกวัน แต่มีสิ่งใหม่ที่ท้าทายรอเราอยู่ทุกๆ วัน

Research shows that you’re more likely to be happy if you’re….

 

งานวิจัยพบว่าคุณจะมีความสุข เมื่อคุณได้ใช้ชีวิตที่เต็มไปด้วยความหวัง มุ่งมั่นมองไปข้างหน้า โฟกัสไปกับสิ่งที่มีความหมาย การตั้งเป้าหมายที่ท้าทายและเฝ้าติดตามความเปลี่ยนแปลง ที่ค่อยๆ พัฒนาไปข้างหน้า

การวิจัยยังย้ำให้เห็นว่าผู้ที่ตั้งเป้าหมายและเฝ้าติดตาม จะมีความสุขในระยะยาวของช่วงชีวิต อาจเป็นเพราะพวกเขามีแนวโน้มที่จะได้รับสิ่งที่ต้องการจากชีวิตมากขึ้น

(ผลวิจัยยังชี้ชัดลงลึกไปอีก ถึงแม้พวกเขาจะไม่ชนะ หรือไม่บรรลุเป้าหมาย คาดการณ์ผิดพลาดมากกว่าครึ่งหนึ่งก็ตาม!)

หรือนั่นอาจเป็นเพราะกระบวนการการผ่านอุปสรรค เพื่อไปสู่เป้าหมายที่ท้าทายนั้นสนุก และเป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตมีความสุขมากขึ้น!!!

 

เมื่อคุณมีเป้าหมาย ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาอย่างไร คุณก็จะเป็น “ผู้ชนะ”

 

“It always seems impossible until it’s done.”

Nelson Mandela

 

อ่านประกอบ :

เปิดบันทึก “คนไทยผู้พิชิต Everest Marathon 2019” บอกเล่าเส้นทาง อารมณ์ ความรู้สึกผ่านภาพถ่าย 

เส้นชัยไม่สิ้นสุด…ปักหมุดด้วยแรงบันดาลใจ


3-เรื่องแชร์ทางไลน์-ใช้ชีวิตสุข_Cover_1.jpg

kinyupen_adminNovember 24, 2020

กูรูชีวิต ขอนำ 3 เรื่องที่ได้รับแชร์มาทางไลน์มาบอกต่อเพราะเรื่องเล่านี้คือพื้นฐานของชีวิต ที่หากปรับใช้แล้วเชื่อว่าเราจะมีความสุขในแต่ละวันได้มากขึ้น วางเส้นทางชีวิตแบบเข้าใจและลดทุกข์ ลดกังวล


BIGBANG_Cover_1.jpg

zebertoothApril 3, 2020

ยุคนี้เมื่อเอ่ยชื่อ “แทยัง-ทงยองเบ” (Taeyang หรือ Dong Young-bae) แห่งวง BIGBANG คงไม่มีใครไม่รู้จักเขาในฐานะศิลปินจากแดนกิมจิที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก ไม่เพียงความสามารถและเสียงร้องที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ในฐานะนักร้องนำแล้ว รูปโฉมอันหล่อเหลายังทำให้แทยังเป็นหนึ่งในศิลปินบอยแบนด์เกาหลีที่มีแฟนคลับมากที่สุดในโลกอีกด้วย

 

ภาพจาก koreaboo

 

แต่กว่าแทยังจะก้าวมาถึงวันนี้ เส้นทางก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะชีวิตเขาก็เหมือนกับวัยรุ่นอีกจำนวนมากที่ต้องต่อสู้ฝึกฝนทุ่มเทพละกำลังทั้งหมดเพื่อให้ถึงเป้าหมาย เรื่องราวของเขาน่าจะเป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจให้กับผู้ที่กำลังมุ่งมั่นเดินตามฝันของตนเองไม่ว่าอาชีพใด

 

ย้อนไปสมัยเด็ก แทยังเกิดในครอบครัวชาวเกาหลีหาเช้ากินค่ำทั่วไป เมื่อเขาเริ่มโตก็เป็นช่วงที่เกาหลีกำลังเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจอย่างหนัก ครอบครัวของเขามีรายได้ไม่เพียงพอเลี้ยงทุกปากท้อง แทยังในวัย 13 ปีจึงถูกส่งให้ไปอยู่กับป้าในกรุงโซล และนี่คือจุดเริ่มต้นเส้นทางการเป็นศิลปินครั้งแรกของเขา

 

“ผมชอบดนตรีมาตั้งแต่เด็ก แต่ไม่เคยแสดงออกเลย เพราะว่าผมขี้อายเกินไป ตอนที่อยู่เกรด 4 ผมก็มีโอกาสได้ไปโรงเรียนการแสดง แต่ครอบครัวมีปัญหาการเงินผมเลยถูกส่งให้ไปอยู่กับป้า ช่วงนั้นผมต้องออกไปข้างนอกพร้อมกับลูกพี่ลูกน้องที่โรงเรียน ซึ่งพอดีกับที่มีเจ้าของค่ายเพลงคัดเลือกศิลปินฮิปฮอป ผมเลยไปลองออดิชั่นกแล้วเขาก็เลือกผม นั่นเป็นจุดเริ่มต้นทำให้ผมรู้จักกับเพลงฮิปฮอปเป็นครั้งแรกและทำให้ผมอยากเป็นศิลปินฝึกหัดด้วย”

 

หลังพบว่ามีความรักในดนตรีฮิปฮอปจากเด็กขี้อายมาก ก็กลายเป็นเด็กที่กล้าแสดงออก ต่อมาเขาได้เข้าไปอยู่ค่ายวายจี พร้อมกับ ควอนจียง หรือ จีดรากอน (G-Dragon) ศิลปินร่วมวง BIGBANG โดยช่วงที่เป็นเด็กฝึกหัดค่ายวายจี ทั้งจีดรากอนและแทยังเป็นที่รู้จักในนาม GDYB มีแฟนเพลงมากมายแม้จะยังไม่เคยมีอัลบั้มของตนเอง นอกจากนี้แทยังก็ต้องรับหน้าที่เดินสายร้องแร็ปแทนศิลปินรุ่นพี่ที่ไม่ว่างขึ้นเวทีด้วย และด้วยความมุ่งมั่นที่มีอยู่ทำให้แทยังตัดสินใจเข้าพบเจ้าของค่ายเพลงเพื่อขอเป็นเด็กฝึกในฐานะนักร้อง

 

“ตอนนั้นผมรู้สึกว่า ทำงานที่สตูก็ไม่มีอะไรดีขึ้นผมต้องกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมทุกวัน ผมอยากเดินไปข้างหน้า จึงตัดสินใจเข้าไปคุยกับผู้ใหญ่ด้วยตัวเองเพื่อขอเป็นนักร้องและผู้ใหญ่ก็ให้โอกาส ตอนนั้นคิดว่าเขาคงเห็นในความตั้งใจและความมุ่งมั่นที่มีอยู่ของผม และนั่นก็คือโอกาสที่ผมได้รับมา” แทยังเล่าด้วยความภาคภูมิใจ

 

ในช่วงที่ค่ายเพลงของเขายังไม่โด่งดังมากนัก เหล่าศิลปินทั้งหลายต้องฝึกฝนร่วมกันในสตูดิโอเล็กๆ นั่นทำให้แทยังได้รู้จักกับจีดรากอนได้ฝึกฝนร่วมกันอย่างหนักหน่วงและต่างคอยปลอบในกันในวันที่ท้อแท้ ทั้งสองจึงกลายเป็นเพื่อนสนิทในเวลาต่อมาและนั่นทำให้ทุกความทรงจำวัยเด็กของแทยังมักมีจีดรากอนร่วมด้วยเสมอ

 

ก่อนที่เวลาต่อมามี ชเวซึงฮยอน หรือ ท็อป (T.O.P) มาร่วมด้วยอีกคนหนึ่ง ชีวิตแต่ละวันของพวกเขามีแต่ฝึกกับฝึกเท่านั้น การเรียนหนังสือ เดินห้างเที่ยวเตร่แบบวัยรุ่นทั่วไปแทบไม่เคยสัมผัส ทั้งสามคนกัดฟันอดทนข้ามผ่านทุกอุปสรรคและบทพิสูจน์ที่เข้มข้นจนก้าวมาสู่จุดสูงสุด นั่นคือซุปเปอร์สตาร์เบอร์หนึ่งของเกาหลีที่คนทั่วโลกรู้จักในนาม “BIGBANG“

 

เส้นทางของแทยัง ถือเป็นหนึ่งในบทพิสูจน์ “ความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั่น” ได้เป็นอย่างดี แม้ว่าชีวิตจะเริ่มต้นไม่สมบูรณ์นัก แต่ทุกคนก็สามารถก้าวถึงจุดสูงสุดของชีวิตได้ หากมีความมุ่งมั่น อดทน พยายามเหมือนกับ ศิลปินหนุ่ม “แทยัง” แห่งวง BIGBANG คนนี้นั่นเอง

 

ขอบคุณที่มาและรูปภาพจาก koreaboo , Facebook @BIGBANG


แกงกะหรี่ในอ่าง_ฝันไม่ต้องไกลแต่ขอให้ไปให้ถึง_Cover_2.jpg

kinyupen_adminMarch 18, 2020

เพราะคนเราย่อมมีฝันที่แปลกประหลาดลึกในใจกันทั้งนั้น ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ชายชาวญี่ปุ่นคนนี้จะพยายามทำความฝันของเขาให้เป็นจริง ด้วยการใช้เวลาเกือบสี่ชั่วโมงในการปรุงอาหารเป็นข้าวแกงกะหรี่ปริมาณมหาศาลเพื่อใส่ลงในอ่างอาบน้ำภายในบ้านก่อนที่จะถ่ายรูปและอัปโหลดลงบนทวิตเตอร์จนได้รับความสนใจจากชาวเน็ตยุ่น พากันรีทวิตและแชร์กันไปสังคมออนไลน์เป็นไวรัลในข้ามคืนเพราะชื่นชมในความมุ่งมั่น และความพยายาม ที่ตั้งใจทำแม้เป็นความฝันเล็กๆ ที่อาจจะมีคนดูถูก เรียกได้ว่าการลงทุนกว่า 5,000 เยน หรือราว 15,000 บาทครั้งนี้ทำให้เขาฟินสุดๆ ไปเลยทีเดียว

 

ภาพจาก Twitter @tsutomaru
ภาพจาก Twitter @tsutomaru

 

ภาพถ่ายดังกล่าวถูกอัปโหลดขึ้นภายใต้บัญชี Twitter @tsutomaru มันเป็นภาพถ่ายอ่างอาบน้ำที่เต็มไปด้วยข้าวแกงกะหรี่ อาหารที่ชาวญี่ปุ่นที่ชื่นชอบ โดยภาพมีความโดดเด่น จากความละเอียดอ่อนในการตกแต่งและจัดวางอย่างสวยงาม การใส่ข้าวและแกงลงในอ่างอาบน้ำถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนอย่างชัดเจน และดูเหมือนว่ามันจะไม่มีความเลอะเทอะอะไรเลย แถมแกงกะหรี่ยังมองเห็นเนื้อวัว และแครอท ที่ถูกใส่ไว้อย่างครบถ้วน ในขณะที่ด้านหนึ่งของอ่างอาบน้ำยังมีมันฝรั่งทอด และ ผักดองและซอสถั่วเหลืองไว้ด้านข้าง นอกจากนี้เขายังเขียนข้อความด้วยว่า “ได้โปรดกินนี่สิ”

 

หลายคนอาจจะคิดว่าเขาสร้างอาหารในอ่างอาบน้ำขึ้นมาแบบลวกๆ อยากคิดก็ทำขึ้นมาเลยแบบบ้าคลั่ง แต่มันไม่ใช่เลย เพราะโครงการนี้ได้ถูกวางแผนไว้นานแล้ว และมีการจัดเตรียมทุกอย่างมาอย่างดี โดยใช้เวลาเกือบสี่ชั่วโมงในการปรุงอาหารและจัดการกับ “อ่างอาบน้ำ” ทุกอย่าง รวมใช้เงินไปทั้งสิ้นประมาณ 5,000 เยน (ประมาณ 15,000 บาท) นอกจากนี้เขายังระบุในภาพว่า ภาพถ่ายดังกล่าวถ่ายเมื่อสิบปี ตอนที่เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ในอพาร์ทเมนต์แห่งนี้ใหม่ๆ ดังนั้นอ่างอาบน้ำจึงยังสะอาดอยู่ แต่ก่อนจะใส่ข้าวลงไปเขาก็ทำความสะอาดมันก่อนด้วย

 

“ความฝันของผมคืออยากจะเห็นอ่างอาบน้ำที่เต็มไปด้วยข้าวแกงกะหรี่ญี่ปุ่น และรู้สึกอยากเห็นมากขึ้นเรื่องและมันจะไม่ทำให้ความรู้สึกที่ดีขึ้นเลยถ้าผมไม่สามารถทำความฝันให้สำเร็จได้” ดังนั้นเขาจึงเริ่มทำความฝันจากแผนที่วางไว้ทั้งหมดโดยเริ่มใช้กระดาษฟอยล์ลงไปบนอ่างอาบน้ำอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้อ่างอาบน้ำเปรอะเปื้อนจากสีของแกงกะหรี่ และยังใช้แผ่นพลาสติกคลุมพื้นห้องน้ำทั้งหมดอีกด้วย เรียกได้ว่าป้องกันการเลอะเทอะไว้อย่างดี และหลังจากถ่ายรูปเสร็จก็กินข้าวนั้นกับเพื่อนผู้ชายอีก 3 คน

 

ภาพความฝันของชายคนนี้ ได้ถูกชาวเน็ตแชร์ไปมากกว่า 47,900 รีทวีตและ 189,400 ไลค์ @toadamemogura โดยส่วนใหญ่แสดงความคิดเห็นว่า มันเป็นความพยายามที่น่าทึ่ง และชื่นชมในความมุ่งมั่นที่จะทำความฝันให้สำเร็จแม้จะเป็นเพียงสิ่งที่บางคนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องไร้สาระ เพราะแท้จริงแล้วความฝันของแต่ละคนมีระดับที่แตกต่างกัน ความฝันเล็กๆ ก็เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้หากเทียบกับความตั้งใจและความมุ่งมั่นในการจะเดินทางไปถึง

 

“คุณเป็นคนงี่เง่า (ชมนะ) ขอบคุณมาก ในอนาคตฉันอยากจะเป็นคนโง่ที่มีความมุ่งมั่นแบบคุณต่อไป” ชาวเน็ตรายหนึ่งคอมเมนต์ในทวิตเตอร์ของเขา

 

ขอบคุณภาพจาก Twitter @tsutomaru


ใจดีสู้เสือ-ภัยแล้ง_Cover_2.jpg

kinyupen_adminMarch 12, 2020

หากพูดถึงภัยแล้งแล้วนั้นถือได้ว่าเป็นปัญหาที่อยู่คู่กับคนไทยมายาวนานแต่ปีนี้ด้วยสภาวะโลกร้อนและสภาพอากาศที่ผันผวนกว่าในอดีตทำให้ปีนี้ภัยแล้งมีท่าทีขยายวงกว้างและยืดเยื้อยาวนาน จนอาจส่งผลกระทบรุนแรงกว่าในอดีตที่เคยประสบมา

 

แม้กรมชลประทานออกมายืนยันว่าปีนี้ประชาชนจะมีน้ำเพียงพอต่อการอุปโภคบริโภคจนถึงเดือนกรกฎาคม แต่ก็อดหวั่นใจไม่ได้จากสัญญาณขาดแคลนน้ำที่เริ่มปรากฏตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมาทั้งจากแหล่งน้ำธรรมชาติที่เริ่มแห้งขอด แม่น้ำโขงลดต่ำสุดในรอบ 50 ปีจนเห็นสันดอนทราย ปริมาณน้ำในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั่วประเทศก็น้อยกว่าปีก่อนอยู่ประมาณ 12%

 

เหตุเพราะแหล่งน้ำสำคัญของไทยที่มีเพียงแหล่งเดียว คือ “น้ำฝน” เกิดทิ้งช่วงนาน ขณะที่เขื่อนกั้นลำแม่น้ำโขงตั้งแต่จีนลงมาจนถึงลาวปล่อยน้ำลงมาสู่ปลายลำน้ำน้อยลง นอกจากนี้บางช่วงน้ำทะเลหนุนสูงก็ทำให้น้ำประปาเพื่อการอุปโภค-บริโภคมีปัญหาน้ำเค็มตามมา ขณะที่การอุปโภค – บริโภคของภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรมและภาคครัวเรือนยังคงเพิ่มขึ้น

 

แม้ขณะนี้ภาครัฐกำลังระดมมาตรการและมองหานโยบายแก้ภัยแล้งในปีนี้อย่างเร่งด่วน หากในความเป็นจริงนั้น การแก้ปัญหาภัยแล้งจะผลักภาระให้เป็นหน้าที่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งคงไม่ได้ แต่ต้องแก้แบบบูรณาการที่องค์รวมให้ทุกภาคส่วนขับเคลื่อนไปพร้อมกัน ทั้งระดับนโยบายเชิงมหภาคต้องวางสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ ฟื้นฟู การพัฒนาแหล่งน้ำและเชื่อมโยงแหล่งกักเก็บน้ำอย่างเหมาะสมทั่วถึง ขณะที่เครือข่ายระดับชุมชนต้องรู้จักวิธีบริหารจัดการที่เหมาะสม ส่วนระดับบุคคลก็ต้องช่วยกันประหยัดใช้น้ำอย่างรู้ค่า ด้วยการน้อมนำศาสตร์พระราชาที่เคยสัมฤทธิ์ผลเชิงประจักษ์มาแล้วมากมายมาเป็นแนวทางในการบริหารจัดการ

 

 

หลักการสำคัญมีอยู่ว่า พื้นที่ต้นน้ำต้องอนุรักษ์ฟื้นฟู พื้นที่กลางน้ำต้องจัดการกักเก็บน้ำและพื้นที่ปลายน้ำต้องบำบัดป้องกันโดยดำเนินการมุ่งทำทั้งกระบวนที่เกี่ยวเนื่องทั้งดิน น้ำ ป่า คนที่ต้องสอดคล้องเป็นอันหนึ่งอันเดียว สำหรับระดับบุคคลเช่นพวกเราทุกคนนั้นพระองค์ทรงพระราชทานแนวคิดไว้ว่า

 

“หน่วยเล็กๆ อย่างเราก็สามารถรักษาน้ำได้ การรักษาน้ำนั้นทำได้ไม่ยาก นั่นคือ เราควรคิดอยู่เสมอว่า สภาวการณ์ของน้ำตอนนี้อยู่ในภาวะที่กำลังจะขาดแคลน น้ำจึงถือว่าเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าที่สุด เราต้องใช้อย่างรู้คุณค่าและประหยัดให้มาก รู้จักการหมุนเวียนการใช้น้ำให้เกิดประโยชน์ เช่น น้ำที่เหลือจากการซักล้าง ก็สามารถนำมารดน้ำต้นไม้ได้อีก นอกจากจะเป็นการไม่ทิ้งน้ำให้เปล่าประโยชน์แล้ว ยังเป็นการประหยัดเงินค่าน้ำอีกด้วย”

 

ทั้งหมดนี้เพราะ “น้ำคือชีวิต” คือปัจจัยสำคัญที่คงอยู่คู่คนไทยเสมอมา

 

“…หลักสำคัญว่า ต้องมีน้ำ น้ำบริโภคและน้ำใช้ น้ำเพื่อการเพราะปลูก เพราะชีวิตอยู่ที่นั่น ถ้ามีน้ำ คนอยู่ได้ ถ้าไม่มีน้ำ คนอยู่ไม่ได้ ไม่มีไฟฟ้า คนอยู่ได้ แต่ถ้ามีไฟฟ้าไม่มีน้ำคนอยู่ไม่ได้…”

พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พระราชทานเมื่อวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ.2529 ณ พระราชตำหนักจิตรลดารโหฐาน

 

ขอขอบคุณภาพจาก : สราวุธ อิสรานุวรรธน์ / Facebook : Iamzoof

////////////////////////////////////////////////////////////


ใจดีสู้เสือ-การเมือง_Cover_2.jpg

kinyupen_adminMarch 11, 2020

เสือร้ายตัวที่ 3 “ความเห็นต่างทางความคิด” ไม่มีผู้ชนะ ทุกฝ่ายควรหันหน้าเข้าหากัน

 

ความเห็นต่างทางความคิด โดยเฉพาะด้านการเมืองเป็นเรื่องปกติทุกหนแห่งบนโลกใบนี้ เป็นเรื่องที่ “ไม่มีใครถูก – ใครผิด” เพราะทุกฝ่ายล้วนอยากให้บ้านเมืองดีขึ้นดั่งภาพตามอุดมคติของตน  หากภาพที่เพ้นท์ขึ้นของแต่ละฝ่ายมักเป็นภาพที่ต่างกันอันเกิดจากสิ่งรอบตัวที่บ่มเพาะปลูกฝังมาของแต่ละคน ซึ่งความเห็นต่างในบ้านเราวันนี้ หากพิเคราะห์แล้วพบได้ว่า “ความต่างของช่วงวัย” เป็นหนึ่งปัจจัยสำคัญ เพราะด้วยประสบการณ์ชีวิตที่ไม่เหมือนกันของแต่ละ Gen ส่งผลให้การเมืองในอุดมคติ มุมมอง ความคาดหวังสวนทางกันโดยสิ้นเชิง

 

 

มุมที่หนึ่ง เปลี่ยนแปลงเพื่ออนาคตที่ดีขึ้น หากพิจารณาการเลือกตั้งที่ผ่านมา พบว่า คนรุ่นใหม่ที่มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งครั้งแรกอยู่ในคนรุ่น Gen Y (เกิดปี พ.ศ.2523-2543) เป็นส่วนใหญ่ เราจึงเห็นการแสดงออกของคนกลุ่มนี้รวมถึงกลุ่มคนวัย Gen Z หรือปลาย Gen Y ที่มีอายุราว 18-23 ปีเพิ่มมากขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะเป็นวัยที่กำลังแสวงหาตัวตน แสวงหาความสำเร็จ แสวงหาอนาคต ต้องการสิทธิเสรีภาพที่สมบูรณ์แบ กล้าเสี่ยง รวมถึงมักเปิดรับมุมมองความคิดและวัฒนธรรมใหม่ที่แตกต่างซึ่งคิดว่าจะช่วยให้มีอนาคตที่ดีขึ้น จึงมักเรียกร้องและแสดงออกมาผ่านพฤติกรรมต่างๆ ที่อาจขัดต่อขนบที่คนอีกกลุ่มไม่คุ้นเคย

 

วิธีคิดของคนกลุ่มนี้ ไม่ได้ถูก หรือ ผิดไปเสียหมด บางมิติเป็นเรื่องดี อาทิ การบังคับใช้กฎหมายที่เท่าเทียมเป็นธรรม แต่บางมิติยังขาดการมองผลกระทบที่รอบด้าน อันเป็นเรื่องปกติตามประสบการณ์ชีวิต ซึ่งสิ่งที่กลุ่มนี้แสดงออกมาก็อาจเป็นสิ่งที่คนกลุ่ม Gen X และ Baby Boomer อาจเคยผ่านและแสดงออกมาก่อนแล้วในอดีต

 

มุมที่สอง สังคมนี้ก็ดีอยู่แล้ว มักเป็นมุมมองของคนกลุ่ม Baby Boomer หรือ Gen X ที่ได้รับอิทธิพลจากบริบททางสังคมอันแตกต่างจากอีกกลุ่มโดยสิ้นเชิง จึงเคร่งครัดต่อขนบธรรมเนียมประเพณีนิยม ให้ความสำคัญต่อหน้าที่พลเมือง ดังนั้นจึงนิยมมองหาความสงบสุขและการขับเคลื่อนสังคมตามระเบียบ ไม่ต้องการความเปลี่ยนแปลงสู่สังคมที่ตนไม่คุ้นเคย

 

ความขัดแย้งทางความคิดแม้จะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตามปกติ แต่คนในสังคมต้องตั้งสติให้ดีเพื่อป้องกันไม่ให้กงล้อแห่งความรุนแรงในอดีตเวียนกลับเข้ามา ดังนั้นจึงควร “เอาใจเขามาใส่ใจเรา” เปิดใจรับฟังเพื่อนำมุมที่ดีสองฝ่ายมาปรับหาจุดร่วม

 

เพราะผู้ใหญ่ที่มากประสบการณ์อาจมีมุมมองรอบคอบกว่า ผ่านร้อนผ่านหนาวมาก่อน ได้เห็นหลายมุมในอดีตที่คนรุ่นใหม่อาจยังไม่เคยเห็น ขณะที่ทัศนคติการแสดงออกของคนรุ่นใหม่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่ดีเสมอไป เพราะอาจมองว่ายังมีอนาคตอีกยาวไกลจึงต้องการแสวงหาสิ่งที่คิดว่าดีสำหรับตนในอนาคต แต่วันหนึ่งเมื่อช่วงวัยเปลี่ยนไปมุมมองก็อาจจะเปลี่ยนไปเป็นมุมเดียวกับที่ผู้ใหญ่ในปัจจุบันมองอยู่ก็เป็นได้”

 

อย่างไรก็ตาม หากตั้งสติย้อนมองบันทึกหน้าประวัติศาสตร์ทั่วโลกจะพบว่า มักเริ่มจากจุดปะทุเล็กๆ หรือ  ความขัดแย้งในสภาที่ลุกลามขยายวงสู่ท้องถนนจนบานปลาย นำสู่ความรุนแรง บาดเจ็บ สูญเสียเกินควบคุม ซึ่งทุกเหตุการณ์ขัดแย้งบนโลกใบนี้ ท้ายสุดแล้ว “ไม่เคยมีฝ่ายใดเป็นผู้ชนะแท้จริง ทุกฝ่ายล้วนเป็นผู้แพ้ทั้งนั้นและผู้แพ้ที่ได้รับผลกระทบมากสุดก็คือประชาชน” นั่นเอง

 

 

“เพราะประเทศของเราไม่ใช่ของหนึ่งคน สองคน เป็นประเทศของทุกคน ต้องเข้าหากันไม่เผชิญหน้ากันแก้ปัญหา เพราะอันตรายมีอยู่ เวลาคนเราเกิดความบ้าเลือดปฏิบัติการรุนแรงต่อกันมันลืมตัว ลงท้ายก็ไม่รู้ว่าตีกันเพราะอะไรแล้วก็จะแก้ปัญหาอะไร เพียงแต่จะต้องเอาชนะแล้วใครจะชนะ ไม่มีทาง อันตรายทั้งนั้น มีแต่แพ้คือต่างคนต่างแพ้ ผู้ที่เผชิญหน้าก็แพ้ แล้วที่แพ้ที่สุดก็คือประเทศชาติ ประชาชนจะเป็นประชาชนทั้งประเทศ ไม่ใช่เฉพาะในกรุงเทพมหานคร ถ้าสมมติว่ากรุงเทพมหานครเสียหาย ประเทศก็เสียหายไปทั้งหมด จะมีประโยชน์อะไรที่จะทะนงตัวว่าชนะเวลาอยู่บนกองสิ่งปรักหักพัง”

พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พระราชทานแก่ผู้นำฝ่ายรัฐบาล และ ฝ่ายผู้ชุมนุมประท้วงช่วงเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ พ.ศ.2535

 

ขอขอบคุณภาพจาก : สราวุธ อิสรานุวรรธน์ / Facebook : Iamzoof

////////////////////////////////////////////////////////////

 


ใจดีสู้เสือ-ไวรัส_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 9, 2020

“ไวรัสโควิด-19” ไม่ได้เป็นวิกฤตโรคระบาดที่เพิ่งเคยเกิดขึ้นครั้งแรกในบ้านเรา แต่เราเผชิญมาแล้วหลายครั้งและรับมือได้เป็นอย่างดี โดยช่วงปลายปี พ.ศ.2546 ประเทศไทยเริ่มพบการระบาดของไข้หวัดนก (ไวรัส H5N1) ก่อนลุกลามทั่วประเทศกินเวลากว่า 3 ปีมีผู้เสียชีวิต 17 ราย ไก่ตาย 160-200 ล้านตัว คนตื่นกลัวไม่กล้า “กินไก่” รัฐบาลจึงแต่งตั้งคณะทำงานชุดต่างๆ เพื่อควบคุมและป้องกันโรคไข้หวัดนก เร่งปฏิบัติงานเชิงวิชาการ ภาคสนาม ตลอดจนกิจกรรมเชิงจิตวิทยากระตุ้นความเชื่อมั่นประชาชน ในที่สุดด้วยความร่วมมือของคนทั้งประเทศก็สามารถตัดตอนห่วงโซ่ไวรัสจากไก่สู่คนจนพ้นวิกฤตและได้รับคำชมเชยจากองค์การอนามัยโลก ซึ่งเหตุการณ์นี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นการปฏิรูปการควบคุมโรคในสัตว์ครั้งสำคัญของประเทศด้วย

 

ต่อมาในปี พ.ศ.2552  ไข้หวัดใหญ่พันธุ์ A 2009 (ไวรัส H1N1) ระบาดทั่วประเทศมีผู้เสียชีวิตกว่า 200 ราย (สูงกว่าโควิด-19 มาก) ภาครัฐเร่งสกัดด้วยมาตรการตรวจคัดกรองผู้มาจากพื้นที่เสี่ยง จัดหาวัคซีนป้องกันโรคมาฉีดให้ประชาชน รวมถึงรณรงค์ “กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ” สวมใส่หน้ากากอนามัยเมื่อไอเพื่อลดการแพร่ระบาดที่ส่งผลให้เกิดการตื่นตัวและตระหนักของคนไทยอย่างมากจนสามารถผ่านพ้นไปได้ด้วยดี

 

 

สำหรับไวรัสโควิด–19 ที่กำลังระบาดลุกลามสร้างความอกสั่นขวัญแขวนทั่วโลกรวมถึงไทย ทั้งถูกผสมโรงจาก Fake news ที่หลั่งไหลเข้ามาทำให้หลายคนวิตกกังวลจนใช้ชีวิตด้วยความหวาดระแวง ขอแนะนำว่าควรยึดหลักกาลามสูตรให้มั่นอย่าเชื่อแหล่งข่าวใดที่ขาดการกลั่นกรอง หรือ ขาดการพิสูจน์แน่ชัดเพื่อรับมือได้ถูกทาง ทั้งอย่าประมาทควรหมั่นล้างมือบ่อยๆ เฝ้าระวังและหลีกเลี่ยงไปในพื้นที่ที่มีความเสี่ยง หากเลี่ยงไม่ได้ก็อย่าตระหนกจนเกินไป แต่ให้เตรียมการป้องกันด้วยอุปกรณ์ที่มีมาตรฐาน รวมถึงหมั่นรักษาสุขอนามัยขั้นต้นด้วยการ “กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ” อย่างเคร่งครัดเป็นสำคัญ พร้อมกันนี้ขอนำข้อคิดดีๆ เกี่ยวกับการรับมือวิกฤตมาฝากกัน

 

“..วิถีชีวิตมนุษย์นั้น จะให้มีแต่ความปรกติสุขอย่างเดียวไม่ได้ จะต้องมีทุกข์ มีภัย มีอุปสรรค ผ่านเข้ามาด้วยเสมอ ยากจะหลีกเลี่ยงพ้น ข้อสำคัญ อยู่ที่ทุกๆ คนจะต้องเตรียมกาย เตรียมใจและเตรียมการไว้ให้พร้อมทุกเวลา เพื่อเผชิญและแก้ไขความไม่ปรกติเดือดร้อนทั้งนั้นด้วยความไม่ประมาท ด้วยเหตุผล ด้วยหลักวิชา และด้วยความสามัคคีธรรม จึงจะผ่อนหนักให้เป็นเบา และกลับร้ายให้กลายเป็นดีได้…”

พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พระราชทานเนื่องในโอกาสขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2528

 

ขอขอบคุณภาพจาก : สราวุธ อิสรานุวรรธน์ / Facebook : Iamzoof

////////////////////////////////////////////////////////////