-ลำโพงบางเฉียบติดผิวหนัง-เปิดเพลงฟังได้_web-1.jpg

kinyupen_adminSeptember 15, 2018

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของนักวิจัยจากเกาหลีใต้ เปิดผลงานพัฒนา “ลำโพง” มีลักษณะเป็นแผ่นบางเฉียบ สามารถแปะผิวหนังและเปิดเพลงฟังได้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นักวิจัยจาก Ulsan National Institute of Science and Technology (UNIST) ในประเทศเกาหลีใต้ เปิดผลงานพัฒนา “ลำโพง” ที่มีลักษณะเป็นแผ่นบางเฉียบที่สามารถแปะผิวหนังได้เหมือนกับเทปกาว สำหรับกลไกที่ลำโพงของทีมนักวิจัยจากเกาหลีใช้เพื่อเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้กลายเป็นเสียงเรียกว่า thermoacoustics คือการเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าที่ไหลผ่านลวดที่ทำจากเงินให้กลายเป็นพลังงานความร้อน

ผลจากการเปลี่ยนแปลงของความร้อนที่ถูกปลดปล่อยออกมาทำให้อากาศในบริเวณใกล้เคียงเกิดการขยายตัวและลอยตัว เมื่อความร้อนจากลวดเงินเปลี่ยนแปลงด้วยความถี่และขนาดที่เปลี่ยนแปลงไปตามสัญญาณเสียงที่ถูกแปลงมาเป็นสัญญาณไฟฟ้า อากาศก็ที่ได้รับผลกระทำจากความร้อนก็จะสั่นสะเทือนตามไปด้วยจนเกิดเป็นเสียงในท้ายที่สุด

ทั้งนี้ แม้ผลงานของทีมวิจัยจาก UNIST ชิ้นนี้จะยังไม่สามารถนำมาใช้งานจริงได้ทันที แต่ก็เป็นการยืนยันแนวคิดเรื่องการใช้นาโนเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้กับอุปกรณ์ด้านสื่อเสียงได้สำเร็จโดยอาศัยหลักการเปลี่ยนพลังงานที่แตกต่างจากลำโพงและไมโครโฟนที่มีอยู่ทั่วไป ซึ่งเป็นการเปิดประตูบานใหม่ให้กับวงการฮาร์ดแวร์ ในอนาคตก็น่าจะสามารถออกแบบอุปกรณ์สื่อสารให้มีขนาดเล็กและบางลงได้อีก รวมทั้งการพัฒนาอุปกรณ์สวมใส่ที่สามารถเลือกติดตั้งชิ้นส่วนลำโพงและไมโครโฟนด้วยวิธีการใหม่ๆ ด้วย และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


5-วิธีถนอมแบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือ-ดูแลอย่างไรให้อยู่กับเราไปนานๆ_web.jpg

kinyupen_adminSeptember 13, 2018

ปัจจุบัน ทุกๆ คนจะต้องมี “โทรศัพท์มือถือ” ติดตัวไว้ ซึ่งเปรียบเสมือนปัจจัยที่ 5 ของการดำรงชีวิตเลยก็ว่าได้ ฉะนั้น เพื่อให้โทรศัพท์มือถือของเราอยู่ไปนานๆ โดยที่เราไม่ต้องไปเสียงเงินซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่อยู่บ่อยๆ “กินอยู่เป็น” 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงขอเสนอ 5 วิธีถนอมแบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือ ดูแลอย่างไรให้อยู่กับเราไปนานๆ

เชื่อว่าในโลกสมัยนี้ ทุกๆ คนจะต้องมี “โทรศัพท์มือถือ” ติดตัวไว้ ซึ่งเปรียบเสมือนปัจจัยที่ 5 ของการดำรงชีวิตเลยก็ว่าได้ เพราะถือเป็นส่วนหนึ่งในการเข้ามาช่วยและอำนวยความสะดวกในการดำเนินชีวิตทุกรูปแบบ สามารถติดต่อสนทนา นัดหมายต่างๆ นาๆ ได้ทุกที่ ทุกเวลา และยิ่งปัจจัยเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในสังคมอย่างมาก จากโทรศัพท์มือถือก็พัฒนาเป็นสมาร์ทโฟน ซึ่งมีคุณสมบัติมากกว่าการโทรออกและรับสายเท่านั้น

เมื่อโทรศัพท์มือถือสามารถช่วยให้ชีวิตของเราดำเนินไปได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้น ตัวเราเองก็ต้องดูแลโทรศัพท์มือถือให้ดีด้วยเช่นกัน เพื่อที่โทรศัพท์มือถือของเราจะได้อยู่ไปนานๆ โดยที่เราไม่ต้องไปเสียงเงินซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่อยู่บ่อยๆ สิ่งสำคัญที่สุดของการดูแลโทรศัพท์มือถือ นั่นก็คือ “แบตเตอรี่” ของโทรศัพท์มือถือนั่นเอง “กินอยู่เป็น” 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงขอนำเสนอ 5 วิธีถนอมแบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือ ดูแลอย่างไรให้อยู่กับเราไปนานๆ ซึ่งวิธีการก็ไม่ได้ยากเลย

1. เลิกพฤติกรรมใช้โทรศัพท์มือถือขณะกำลังชาร์จ
เชื่อว่าทุกๆ คนเป็นคนที่ติดโทรศัพท์มือถืออย่างมาก ฉะนั้น เมื่อแบตโทรศัพท์ใกล้หมด ทุกคนก็จะหาที่ชาร์ตแบตโทรศัพท์เป็นอันดับแรก แต่อย่าลืมว่าการใช้งานโทรศัพท์มือถือขณะทำการชาร์ต ถือเป็นพฤติกรรมที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะการใช้โทรศัพท์มือถือในขณะที่ทำการชาร์จแบตเตอรี่อยู่ จะทำให้แบตเตอรี่ต้องทำงานมากกว่าปกติ และส่งผลให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็ว

2. ไม่ควรชาร์จโทรศัพท์ทิ้งไว้ ทั้งๆ ที่แบตเต็ม 100%
หากว่าแบตเตอรี่ของโทรศัพท์ยังมีพลังงานเหลืออยู่มากๆ ก็ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะชาร์จ และไม่ควรชาร์จทิ้งไว้ตลอด 24 ชั่วโมง เพราะจะทำให้แบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือเสื่อมเร็ว แต่ถ้าสายชาร์จหรือโทรศัพท์มีระบบตัดไฟ เพราะแบตเตอรี่นั้นมีรอบอายุการชาร์จกำหนดไว้ ว่าแบตเตอรี่ตัวหนึ่งจะสามารถชาร์จได้กี่ครั้ง ดังนั้นเราจึงควรชาร์จเมื่อแบตเตอรี่ใกล้จะหมดดีกว่าครับ เพื่อให้ใช้รอบชาร์จอย่างคุ้มค่า

3. ใช้ที่ชาร์จแบตที่ได้มาตรฐาน
ควรใช้อุปกรณ์สายชาร์จที่ได้มาตรฐานจากศูนย์บริการหรือร้านตัวแทนจำหน่ายจะดีกว่า หลีกเลี่ยงการใช้อุปกรณ์สายชาร์จที่ไม่ได้มาตรฐานและราคาถูกกว่าท้องตลาด เพราะแบตโทรศัพท์อาจจะเสื่อมได้ หรือถ้าโชคร้ายอาจจะทำให้โทรศัพท์เกิดการระเบิดขึ้นตามที่เห็นข่าวกันอยู่บ่อยๆ นั่นเอง

4. อย่าปล่อยให้แบตเตอรี่โทรศัพท์เหลือน้อย
หากแบตเตอรี่โทรศัพท์เหลือน้อย ควรชาร์ตทันที ไม่ควรใช้จนแบตหมดเหลือ 0% แล้วค่อยชาร์จ เพราะจะทำให้แบตเตอรี่ทำงานหนักขึ้น แบตเสื่อมเร็ว และยังทำให้เครื่องร้อนอีกด้วย

5. ปิดโทรศัพท์มือถือบ้าง เพื่อให้แบตได้พัก
ถ้าช่วงไหนที่ไม่ได้ใช้โทรศัพท์มือถือ โดยเฉพาะในช่วงระหว่างนอน ก็ควรที่จะปดโทรศัพท์มือถือ เพื่อให้แบตเตอรี่ได้พักการทำงานบ้าง ช่วยให้สามารถใช้งานได้นานขึ้น ลดปัญหาแบตเตอรี่เสื่อมไวอีกด้วย

 

และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


-ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทย-แต่ไม่ลดความเหลื่อมล้ำ.jpg

kinyupen_adminSeptember 13, 2018

ผลสำรวจเผยคนไทยส่วนใหญ่เครียดเกิดภาวะความเครียดเรื่องของเศรษฐกิจ-การเงินมากที่สุด เนื่องจากราคาสินค้าและบริการที่มีการปรับราคาสูงขึ้น กินอยู่เป็น แนะนำวิธีรับมือคือการใช้จ่ายอย่างประหยัด ดำเนินชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง

สถาบันวิจัยและบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ได้ทำการสำรวจเรื่อง ดัชนีความเครียดของคนไทยในเดือนสิงหาคม : กรณีศึกษาประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ขอนแก่น และสงขลา” ซึ่งผลการสำรวจพบว่า คนส่วนใหญ่มีความเครียดในเรื่องของเศรษฐกิจ/การเงิน มากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 77.08 ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนในวัยเรียน วัยทำงาน และวัยชรา รองลงมา คือ เรื่องสิ่งแวดล้อมร้อยละ 66.52 และ เรื่องครอบครัว ร้อยละ 55.06 ตามลำดับ ทั้งนี้ พบว่า ระดับความเครียดของคนไทยในการสำรวจครั้งนี้เพิ่มสูงขึ้นกว่า 2 ไตรมาสที่ผ่านมา

สำหรับปัจจัยที่ทำให้คนไทยเกิดภาวะความเครียด อันดับ 1 ได้แก่ ปัจจัยเรื่องของราคาสินค้าและบริการที่มีการปรับราคาสูงขึ้น คิดเป็นร้อยละ 67.43 รองลงมา คือ ภาวะเศรษฐกิจยุคปัจจุบัน ร้อยละ 50.95 และ ปัญหาหนี้สินและรายรับไม่พอกับรายจ่าย ร้อยละ 48.46 จึงทำให้คนไทยส่วนใหญ่เกิดความเครียดและกังวลใจ

จากปัญหาความเครียดของคนไทยที่เกิดขึ้น ส่งผลทำให้คนไทยส่วนใหญ่รู้สึกเบื่อหน่าย คิดเป็นร้อยละ 78.18 รองลงมา รู้สึกไม่มีความสุข ร้อยละ 66.92 และรู้สึกหมดกำลังใจ ร้อยละ 50.37 ซึ่งจะส่งผลทำให้ความเครียดของคนไทยเพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งอาจสั่นคลอนความเชื่อมั่นของคนไทยที่มีต่อรัฐบาลและหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลแก้ปัญหาต่างๆ เหล่านี้ได้ในที่สุด

ส่วนวิธีแก้ปัญหาหรือรับมือกับสภาพเศรษฐกิจในยุคปัจจุบัน คนไทยส่วนใหญ่เลือกพึ่งพาตัวเองโดยการใช้จ่ายอย่างประหยัด ดำเนินชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง คิดเป็นร้อยละ 58.97 รองลงมา หาอาชีพเสริมและพยายามทำงานให้มากขึ้น ร้อยละ 11.06 และปล่อยวางทำใจยอมรับความจริง-มีสติ ร้อยละ 6.28

นอกจากนี้จะเห็นว่าปัญหาหลักๆ ที่ทำให้คนไทยส่วนใหญ่เกิดความเครียด คือ ปัญหาสินค้าราคาแพง ปัญหาหนี้สิน/รายรับไม่พอกับรายจ่าย ปัญหาความไม่ซื่อสัตย์สุจริตของนักการเมือง และปัญหาการจราจร ซึ่งเป็นปัญหาที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรนำไปพิจารณาเพื่อปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้คนไทยเกิดความเครียดต่อปัญหาต่างเหล่านี้น้อยลง นี่คือวิถี กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


-เปิดตัวร้านค้าไร้พนักงานที่อินโดนีเซีย_เว็บ-1.jpg

kinyupen_adminSeptember 12, 2018

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของ “เจดีดอทคอม” เปิดร้านสะดวกซื้อไร้พนักงาน ในกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ในยุคสมัยนี้เทคโนโลยีมีส่วนสำคัญในการอำนวยความสะดวกของชีวิตมนุษย์เลยก็ว่าได้ อย่างเช่นที่ร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่งที่ประเทศอินโดนีเซีย ที่นี่ก็นำเอาเทคโนโลยีมาใช้แทนพนักงานของร้านสะดวกซื้อ โดยสำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า “เจดีดอทคอม” ยักษ์อีคอมเมิร์ซจีน เปิดร้านสะดวกซื้อ “JD.ID X-Mart” ที่มีพื้นที่ขนาด 270 ตรม. ย่าน PIK Avenue ในกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย จุดเด่นของร้านค้าแห่งนี้คือเป็นร้านไร้พนักงาน ซึ่งถือเป็นแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นความพยายามของเจดีฯ ที่จะนำเทคโนโลยีร้านไร้พนักงานมาขยายสู่ต่างประเทศ

ร้านแห่งนี้ขายสินค้าแฟชั่นและสินค้าอุปโภคบริโภค โดยลูกค้าที่ซื้อสินค้าไม่ต้องเข้าคิวชำระเงิน โดยเบื้องหลังการทำงานใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ( AI) โดยภายในร้านติดตั้งกล้องไว้ทั่วเพื่อเก็บข้อมูลแบบเรียลไทม์และติดตามการเดินของลูกค้าที่เข้ามาในร้าน

ซึ่งลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการจะต้องเปิดแอปฯ” JD ID “เมื่อมาที่ประตูทางเข้าให้ทำการสแกน QR code โดยจะกล้องที่ใช้เทคโนโลยี Face Recognition จับใบหน้าเก็บข้อมูล ขณะที่สินค้าต่างๆ จะมีการติดตั้ง RFID ไว้ลูกค้าสามารถหยิบและเลือกซื้อได้ตามปกติ สำหรับในจุดชำระเงินจะทำการแสกนใบหน้าอีกครั้ง และตัดเครดิตตามที่ผูกข้อมูลไว้ในแอปฯ และระบบจะส่งรายละเอียดการสั่งซื้อทั้งหมดไปที่อีเมล และแอปฯ อีกที

ต้องบอกเลยว่า เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ( AI) กำลังเข้ามามีบทบาทในสังมอย่างมาก ทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ที่คอยอำนวยความสะดวกและเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์เลยก็ว่าได้ และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 


13-เคล็ดลับ-แก่อย่างมีคุณค่า-ชราอย่างมีสุข-ของ-ดร.สุเมธ-ตันติเวชกุล_web.jpg

kinyupen_adminSeptember 6, 2018

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เปิดเผย 13 เคล็ดลับดีๆ ในการใช้ชีวิตให้ “แก่อย่างมีคุณภาพ ชราอย่างมีสุข” เพื่อให้สามารถดำเนินชีวิตในช่วงบั้นปลายชีวิตได้อย่างมีความสุข

เมื่อชีวิตเดินทางมาถึงช่วงของบั้นปลายชีวิต ก็มักจะมีเรื่องราวต่างๆ มาให้เราคิดมากต่างๆ นาๆ ช่องว่างระหว่างวัยก็จะเป็นปัญหาสำคัญสำหรับคนที่มีอายุมากอย่างตัวคุณเอง เพราะจะต้องนั่งกัลวลว่าจะใช้ชีวิตร่วมกันคนรุ่นใหม่อย่างไรบ้าง , จะทำอย่างไรเพื่อหลีกเลี่ยงโรคภัยไข้เจ็บ และโรคอันตราย

โดย ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เปิดเผย 13 เคล็ดลับดีๆ ในการใช้ชีวิตให้ “แก่อย่างมีคุณภาพ ชราอย่างมีสุข” ระหว่างการปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “สูงวัยอย่างมีคุณค่า น้อมพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง” ในงานประชุมวิชาการประจำปีที่ประชุมผู้บริหารองค์กรของรัฐที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติเฉพาะ (ทอพ.) “ประชารัฐร่วมใจ สู่สังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพ” โดยระบุว่า จะมีสักกี่คนที่อายุมากขึ้นแล้ว แล้วจะมีสุขภาพจิตดี เบิกบานทั้งกายใจ อย่างตนเองก็มีอายุมากขึ้นแล้ว แต่ก็ยังคงอุทิศตัวเองในการทำงานมาโดยตลอด จะหยิบจะจับจะขยับไปไหนก็ยังกระฉับกระเฉง คล่องแคล่วว่องไวตามปกติ ซึ่งเคล็ดลับการใช้ชีวิตของตนไม่ได้มีอะไรที่ดูยากมาก 13 เคล็ดลับการใช้ชีวิต ประกอบด้วย

1. อย่าลืมเอาจิตไปพักผ่อนบ้าง
ส่วนตัวของ ดร.สุเมธ ทุกครั้งที่มีจังหวะได้พักผ่อนเว้นวรรคชีวิตนานๆ จึงมักถือโอกาสเอาจิตไปพักด้วยการบวช ครั้งล่าสุด บวชตอนอายุ 65 ปี เป็นพระสายวัดป่าอยู่ที่สกลนคร ซึ่งจริงๆ แล้วหลายคนเมื่อถึงวัยเกษียณอายุ มักใช้เวลาหาแต่ความสุขทางกายพากายไปเที่ยว ไปพักผ่อน ไปสูดอากาศ ไปรับประทานอาหารดีๆ แต่กลับละเลยไม่คิดที่จะเอาจิตไปพักผ่อน ทั้งที่กายกับจิตนั้นสัมพันธ์และมีอิทธิพลต่อกัน

2. ใช้ชีวิตอย่างมี “สติ”
ไม่ว่าจะเป็นการมีสติในการรับประทานอาหาร แทนที่จะทานตามใจปาก สนองความอยากของตัวเอง แล้วต้องให้หมอจ่ายยาลดไขมัน ลดน้ำตาล ทำไมเราไม่ลองหันมาลดที่ปากของตัวเอง ด้วยการใช้สติในการพิจารณาอย่างมีเหตุมีผลทุกครั้งในการรับประทาน

3. น้อมนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินชีวิต โดยมี “เหตุผล” เป็นเครื่องนำทาง
เหตุผลเป็นผลผลิตของปัญญา ดังนั้น จึงต้องรักษาศีล และมีสติ สมาธิ ผลสุดท้ายจะทำให้เกิดการพิจารณาโดยใช้ปัญญาเป็นที่ตั้ง เมื่อดำเนินทุกอย่างด้วยเหตุด้วยผล ก็จะเกิดความพอเพียงขึ้น

4. ฝึกการให้โดยไม่หวังผลตอบแทน ด้วยหลัก “ทาน” ของทศพิธราชธรรม
เมื่อถึงช่วงเกษียณอายุแล้ว อย่ามัวแต่อยู่บ้านเฉยๆ ควรพยายามหาเรื่องช่วยคนอื่นเท่าที่ร่างกายของเราจะทำได้ รักษาร่างกายให้แข็งแรง เพื่อทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น

5. ฝึกระลึกถึง “มรณานุสติ”
ใครๆ ก็ตายได้ ไม่ว่าใครก็ต้องเจอความตายเท่าเทียมกันหมดทุกคน เมื่อมองเห็นความตายเป็นเรื่องธรรมดา จะทำให้เรานิ่งกับความตาย

6. อยู่อย่างสง่า ตายอย่างสงบ
ตอนมีชีวิตอยู่จะต้องมีความสง่างามในตัวเอง ทุกอย่างต้องช่วยเหลือตัวเองได้ ใครเห็นก็ให้ความเคารพนับถือ และเมื่อถึงเวลาตายก็ตายอย่างสงบ อย่าไปกลัวความตาย จะยิ่งใหญ่แค่ไหน เมื่อตายแล้ว เกียรติยศเงินทองสะสมไว้แค่ไหนก็ต้องส่งคืนหมด สิ่งเดียวที่เหลือไว้ คือ ความเป็นตัวตนของเรา ถ้าประกอบคุณงามความดีไว้คนก็ยังนึกถึง แต่ถ้าประกอบความชั่วไว้มาก คนก็ยังด่าทอไปจนถึงลูกหลาน

7. มีความร่าเริง รื่นเริง คึกคัก ครึกครื้น
“ร่าเริง รื่นเริง คึกคัก ครึกครื้น” ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงรับสั่งเสมอ เพราะจิตเป็นเรื่องสำคัญ ต้องมีอารมณ์ขันอยู่ตลอดเวลา มองเห็นทุกอย่างเป็นเรื่องสนุก จึงจะสามารถทำงานได้สำเร็จรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เมื่อตัวเราร่าเริง ยิ้มแย้มแจ่มใส บรรยากาศรอบตัว คนรอบข้างที่อยู่กับเราก็รื่นเริงไปด้วย

8. อักโกธะ หรือ ความไม่โกรธ
เป็นอีกหลักข้อหนึ่งในทศพิธราชธรรม เพราะเมื่อโกรธแล้ว มักจะเสียหายหากคุมอารมณ์ไม่อยู่ในเรื่องไร้สาระ เมื่อไหร่ก็ตามที่มีเรื่องมากระทบใจ แค่ลองพลิกอารมณ์มองให้เห็นเป็นเรื่องสนุกๆ เท่านี้ทุกอย่างก็จบ

9. อวิโรธนะ คือ การดำรงอยู่ในความถูกต้องเสมอ
เป็นหลักทศพิธราชธรรมที่ต้องรักษาให้มั่น หากอย่างปฏิบัติตามในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยยึดหลักธรรมะที่ต้องมีทั้งสองอย่าง คือ ทั้งความดีและความถูกต้อง เพราะบางอย่างดีแต่ไม่ถูกต้อง บางอย่างถูกต้องแต่ไม่ดี การกระทำของเราต้องตรวจสอบอยู่ตลอดเวลา เป็นธรรมหรือเปล่า นั่นคือ ดีและถูกต้องหรือเปล่า

10. รักษากายและจิต
ผู้สูงอายุต้องรักษากายให้ดี เพราะเงินทองไม่มีประโยชน์ เอาแค่พอเพียงต่อชีวิตความเป็นอยู่ ที่เหลือเป็นส่วนเกินที่เราไม่ได้ใช้ เรื่องจิตก็สำคัญเช่นกัน ต้องโปร่งใส อย่าไปขุ่นมัวโดยที่ไร้ประโยชน์ คำนึงไว้ว่า เวลาอยู่ในโลกนี้สั้นแล้ว ดังนั้น อย่าเสียเวลาเป็นทุกข์ แต่ให้ Enjoy last minute

11. อย่าหยุดทำงาน
เมื่อถึงช่วงเกษียณอายุแล้ว อย่าเอาแต่นั่งๆ นอนๆ เพราะเมื่อไหร่ที่เราหยุดทำงาน ร่างกายของเราก็จะหยุดตามลงไปด้วย เหมือนรถที่จอดเฉยๆ สตาร์ตไม่ติด ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงมีรับสั่งว่า อย่าหยุดด้วยจิต และกายก็อย่าหยุดด้วย

12. ใช้ชีวิตโดยรักษาความเป็นธรรมดาเอาไว้
อย่ายึดติดยศถาบรรดาศักดิ์ แต่ให้ทำชีวิตอยู่อย่างธรรมดา เรียบๆ ง่ายๆ เพราะจะยิ่งใหญ่มาจากไหน เมื่อถึงช่วงเกษียณอายุแล้ว ทุกอย่างสูงสุดคืนสู่สามัญ ไม่ต้องเป็นวีไอพีหรอก เพราะจะเป็นวีไอผีอยู่แล้ว

13. ยึดถือคำว่า “ประโยชน์สุข” เป็นเป้าหมายของชีวิต
อะไรไม่มีประโยชน์อย่าทำ อย่าคิดทำ ให้ทำแต่สิ่งที่มีประโยชน์ ผลสุดท้ายสิ่งที่เราจะได้รับคือความสุข

เคล็ดลับทั้ง 13 ข้อจาก ดร.สุเมธ นี้ สะท้อนให้เห็นว่า คุณค่าและความสุขในชีวิตไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเลขอายุ แต่อยู่ที่รูปแบบการดำเนินชีวิตและหัวใจที่ไม่มีคำว่าเกษียณอายุราชการ

ทีมงานกินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอขอบคุณข้อมูลจาก : posttoday.com


-หมวกกันน็อคติดแอร์-สำหรับผู้ขับขี่มอเตอร์ไซต์บนท้องถนน_website.jpg

kinyupen_adminSeptember 6, 2018

บริษัทสตาร์ทอัพชื่อดังในประเทศอินเดีย คิดค้น “หมวกกันน็อคติดแอร์” เพื่อคลายความร้อนให้ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ซึ่งต้องเผชิญอยู่บนท้องถนนท่ามกลางสภาพอากาศที่ค่อนข้างร้อนอบอ้าว

เป็นที่ทราบกันดีว่าการขับขี่รถจักรยานยนต์บนท้องถนนเสี่ยงต่อการสูดดมมลพิษของควันรถที่มาจากท่อไอเสีย แถมยังต้องเจอกับสภาพอากาศที่ร้อนจัด ส่งผลให้สุขภาพจิตของผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์เป็นอย่างมาก ล่าสุด อินเดียได้คิดค้นนวัตกรรมใหม่ที่จะมาช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวแล้ว

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของ BluArmor บริษัทสตาร์ทอัพชื่อดังในประเทศอินเดีย คิดค้น BluSnap หรือ “หมวกกันน็อคติดแอร์” ซึ่งทำหน้าที่เปลี่ยนอากาศร้อนให้เป็นเป็นอากาศเย็น เพื่อคลายความร้อนให้ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ซึ่งต้องอยู่บนท้องถนนท่ามกลางสภาพอากาศที่ค่อนข้างร้อนอบอ้าว โดย “หมวกกันน็อคติดแอร์” สามารถลดอุณหภูมิได้ 6-15 องศาเซลเซียส

ส่วนประกอบของ “หมวกกันน็อคติดแอร์” จะมีลักษณะคล้ายกับอุปกรณ์ดำน้ำ มีส่วนประกอบภายในคือ พัดลมไฟฟ้า ฟิลเตอร์กรองอากาศ และหลอดน้ำขนาดเล็ก วิธีการใช้งานก็ไม่ยากเพียงกดปุ่ม Start เพื่อทำงาน “หมวกกันน็อคติดแอร์” ก็จะทำงานโดยอัตโนมัติ นอกจากนี้ ยังสามารถปรับเพิ่มหรือลดความเร็วของ “หมวกกันน็อคติดแอร์” ได้ โดยสามารถใช้งานได้ยาวนานถึง 10 ชั่วโมงต่อการชาร์จแบตเตอร์รี่ 1 ครั้ง ปัจจุบัน “หมวกกันน็อคติดแอร์” มีการทดลองจำหน่ายแล้วในอินเดีย โดยกำหนดราคาไว้ที่ 2,000 รูปี หรือ 30 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 960 บาท

เจ้า BluSnap เปิดให้พรีออร์เดอร์แล้วผ่านทางหน้าเว็บไซต์ โดยวางราคาต่อชิ้นไว้ที่ 25 เหรียญดอลล่าร์สหรัฐ หรือประมาณ 760 บาทไทย เพื่อนๆ คนไหนที่สนใจก็สามารถเข้าไปพรีออร์เดอร์กันได้ที่ BluArmor ได้เลยครับ โดยหลังจากที่มีการเปิดจำหน่ายไปนั้น ก็มีกระแสตอบรับที่ดีมาก และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก www.rideapart.com


_web.jpg

kinyupen_adminSeptember 6, 2018

“วีซ่า” เผยคนไทยมีแนวโน้มใช้จ่ายในการท่องเที่ยวครั้งต่อไปมากขึ้น 50% จากการใช้จ่ายต่อทริปเฉลี่ย 49,135.68 บาท เป็น 73,670.80 บาท เนื่องจากมีสิทธิพิเศษที่ตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยวชาวไทย

ปัจจุบัน เราจะพบเจอกับนักท่องเที่ยวมากมายหลากหลายรูปแบบ ในบ้านเราเองก็มักจะพบชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยมากพอสมควร เช่นเดียวกับนักท่องเที่ยวชาวไทยที่ชื่นชอบการเดินทางไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ การเดินทางท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ แน่นอนว่าต้องมีค่าใช้จ่ายต่างๆ มากมาย ซึ่งนักท่องเที่ยวชาวไทยเป็นกลุ่มที่มีการใช้จ่ายเงินในส่วนนี้มากเป็นพิเศษ

โดยวีซ่า (Visa Global Travel Intentions Study) ได้เผยผลสำรวจเกี่ยวกับเทรนด์และพฤติกรรมการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยว เกี่ยวกับงบค่าใช้จ่ายในการเดินทางของแผนการท่องเที่ยวครั้งต่อไป ซึ่งมีการสอบถามจากนักเดินทางจำนวน 17,500 คน จาก 27 ประเทศทั่วโลก พบว่า นักท่องเที่ยวชาวไทยมีแนวโน้มที่จะใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบค่าเฉลี่ยโดยรวมของนักท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียหรือทั่วโลก ซึ่งคาดว่า นักท่องเที่ยวชาวไทยจะใช้เงินเยอะขึ้นถึง 50% จากทริปที่ผ่านมา ซึ่งมากกว่านักท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชีย (46%) และนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก (36%) นอกจากนี้ผลสำรวจยังพบว่า นักท่องเที่ยวชาวไทยมีค่าใช้จ่ายสำหรับการท่องเที่ยวต่อทริปอยู่ที่ 49,135.68 บาท และคาดว่าการเดินทางท่องเที่ยวในอนาคตจะเพิ่มขึ้นเป็น 73,670.80 บาท

ส่วนสาเหตุที่นักท่องเที่ยวชาวไทยใช้จ่ายเงินเพิ่มขึ้นนั้น ผู้จัดการวีซ่า ประจำประเทศไทย เปิดเผยว่า อาจเป็นเพราะว่าปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ในการชำระเงินที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งมีประโยชน์และสิทธิพิเศษที่ตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยวชาวไทย จึงทำให้นักท่องเที่ยวชาวไทยมีความมั่นใจในการใช้จ่ายเงินมากขึ้น

นอกจากนี้ การใช้จ่ายเงินผ่านระบบ digital wallet หรือ กระเป๋าสตางค์ดิจิตอล เป็นที่ได้รับความนิยมอย่างมาก โดย 1 ใน 4 ของนักท่องเที่ยวชาวไทยเคยชำระเงินด้วยกระเป๋าสตางค์ดิจิตอลในขณะเดินทางท่องเที่ยวในต่างประเทศ ขณะเดียวกัน กลุ่มนักท่องเที่ยวที่ใช้การชำระเงินในรูปแบบกระเป๋าสตางค์ดิจิตอลมากที่สุด คือ นักท่องเที่ยวประเภทเดินทางคนเดียวและนักท่องเที่ยวประเภทเดินทางขณะออกทริปไปทำงานยังต่างประเทศ คิดเป็น 41%

จะเห็นได้ว่า เทรนด์และพฤติกรรมการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวกำลังได้รับความนิยมอย่างมาก โดยเฉพาะคนไทยที่ให้ความสนใจในเรื่องของการเดินทางท่องเที่ยวไม่แพ้กับชาวต่างชาติเลยทีเดียว


7-วิธีรับมือฝนตกหนักทั่วประเทศ_web.jpg

kinyupen_adminSeptember 5, 2018

ช่วงนี้เป็นช่วงหน้าฤดูฝน ทั่วทุกพื้นที่ของประเทศไทยจะมีฝนตกหนักในหลายพื้นที่ “กินอยู่เป็น” 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงขอนำเสนอ 7 วิธีรับมือ “ฝนตกหนัก” ทั่วประเทศมาฝากกัน

ต้องบอกว่าช่วงนี้เป็นช่วงฤดูฝน ไปไหนมาไหนก็มักจะเจอฝนตกหนัก ท้องฟ้ามืดครึ้ม ทุกที่ ทุกเวลา บางวันก็ตกช่วงเช้า บางวันก็ตกช่วงค่ำ โชคร้ายหน่อยก็ตกทั้งวันทั้งคืน ส่งผลให้ประชาชนออกไปไหน มาไหนกันค่อนข้างจะลำบาก โดยเฉพาะเหล่านักเรียนที่จะต้องไปเรียนหนังสือ มนุษย์เงินเดือนที่จะต้องออกไปทำงานหาเงิน รวมไปถึงบุคคลทั่วไปที่จะต้องออกไปทำธุระต่างๆ นาๆ บางท่านยอมลุยฝนเพื่อ ที่จะไปถึงจุดหมายปลายทางได้ทันเวลา จนทำให้เจ็บไข้ได้ป่วยในวันรุ่งขึ้นเพราะตากฝนนี่เอง วันนี้ “กินอยู่เป็น” จึงขอนำเสนอ 7 วิธีรับมือ “ฝนตกหนัก” ทั่วประเทศมาฝากกัน

 

 

 

 

 

 

1. พกร่ม-เสื้อกันฝนทุกครั้ง
ถือเป็นสิ่งที่แรกที่สำคัญอย่างยิ่ง เวลาอยู่ข้างนอกบ้าน แล้วอยู่ๆ ฝนตกขึ้นมาซะงั้น ร่มหรือเสื้อกันฝนก็เป็นสิ่งสำคัญ เมื่อฝนตกปุ๊ป ก็กาง

ร่มหรือสวมเสื้อกันฝนทันที คราวนี้ก็ไปไหนมาไหนได้สบาย หายห่วง

 

 

 

 

 

 

2. เตรียมรองเท้าแตะ-รองเท้าบูท

เมื่ออยู่นอกสถานที่แล้วต้องไปเจอฝนตกหนัก ซึ่งพื้นที่น้ำท่วมขัง ก็ยากต่อการเดินลุยน้ำเข้าไปในพื้นที่นั้นๆ เพราะมันทั้งเฉอะ ทั้งแฉะ มิหนำซ้ำ รองเท้าที่คุณสวมใส่อยู่ ไม่ว่าจะเป็นรองเท้าผ้าใบ รองเท้าหนังราคาแพงๆ แบรนด์ดังๆ ก็อาจจะเปียกฝนไปด้วย ฉะนั้น ถ้ากลัวรองเท้าสุดหรูของคุณจะเปียกจะเลอะ แนะนำว่าพกรองเท้าแตะติดตัวไปสัก 1 คู่ เดินลุยน้ำได้สบาย หรือถ้าไม่อยากลุยน้ำ ก็พกเป็นรองเท้าบูทกันเท้าเปียกก็ได้

 

 

 

 

 

 

 

3. เตรียมถุงพลาสติกติดไว้
ถุงพลาสติกสามารถทำอะไรได้สารพัดประโยชน์เลยทีเดีย โดยเฉพาะเวลาฝนตก หากคุณไม่มีร่ม ไม่มีเสื้อกันฝน ก็สามารถนำถุงพลาสติกสวมที่ศีรษะของเราได้ เพื่อกันฝนระหว่างเดินทาง หรือถ้าเวลาที่ต้องแบกของไปไหนมาไหน คุณก็สามารถเอาของทุกอย่างใส่ถุงพลาสติก เพื่อป้องกันการเปียกที่เกิดจากฝนตกได้อีกด้วย

 

 

 

 

 

 

 

 

4. พกผ้าเช็ดหน้าไว้สักผืน
หากคุณเปียกเนื่องจากโดนฝน ก็สามารถหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเช็ดทำความสะอาดได้ โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า ถึงแม้จะช่วยป้องกันฝนไม่ได้ดีเท่าร่วมหรือเสื้อกันฝน แต่ก็ช่วยทำให้ใบหน้าของคุณแห้งได้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

5. เตรียมเสื้อผ้าสำรองไว้สัก 1 ชุด
สำหรับคนที่จะต้องออกไปทำธุระข้างนอก โดยเฉพาะพบปะเพื่อนหรือลูกค้า ถ้าเกิดตัวเปียกปอนจากการลุยฝน ก็ทำให้ตัวเราเละตั้งแต่หัวจรดเท้าได้ เครื่องแต่งกายที่คุณสวมใส่ก็เช่นกัน สวมใส่ขณะเปียกแฉะขนาดนี้ไม่ดีต่อร่างกายเราแน่ๆ ทางที่ดีเตรียมเสื้อผ้าสำรองไว้สักชุด ใส่ในถุงพลาติกด้วย ป้องกันการเปียกจากฝน คราวนี้ถ้าเครื่องแต่งกายเราเปียกแฉะขึ้นมาจากการลุยฝน ก็ไม่ต้องกลัวอะไร เพราะว่ามีชุดสำรองมาเปลี่ยน

 

 

 

 

 

 

 

6. ทานยาลดไข้ เมื่อมีอาการน้ำมูกไหล
เมื่อโดนฝนเนื่อจากฝนตกหนัก ก็อาจจะส่งผลต่อสุขภาพของเรา ทำให้เราป่วย ไม่สบายขึ้นได้ ฉะนั้น เมื่อรู้ตัวว่าตนเองเริ่มมีอาการจาม น้ำมูลไหล ไข้ขึ้น ก็อย่าลืมทานขาลดไข้ทันที เพื่อบรรเทาอาการ จะได้หายป่วยไวๆ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

7. กลับถึงบ้าน อย่าลืม! อาบน้ำ-สระผม ทันที
เมื่อคุณตัวเปียกแฉะจากการลุยฟ้าลุยฝนมา เมื่อถึงบ้านจำไว้เลยว่า ต้องรีบอาบน้ำสระผมทันที อย่าปล่อยทิ้งไว้ เพราะจะส่งผลเสียทำให้เราเจ็บป่วยไม่สบายขึ้นได้

 

 

 

 

 

 

ช่วงนี้ไปไหนมาไหนก็ระวังเรื่องฝนตกหนัก พกร่มคันเล็กๆ สักคัน หรือเสื้อกันฝนสัก 1 ตัวติดเอาไว้เวลาที่ต้องออกไปทำธุระข้างนอกในช่วงฝนตกหนัก เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองเปียกฝนจนนำมาสู่การเจ็บไข้ได้ป่วย ยังไงก็อย่าลืมให้ความสำคัญในการดูแลเรื่องของสุขภาพเอาไว้สักนิด จะได้รับมือช่วงหน้าฝนได้อย่างสบาย และไปเรียนหนังสือหรือทำงานด้วยสุขภาพที่ Strong! ไม่เจ็บ ไม่ป่วย นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


Banner_welltitude_บริจาคสเต็มเซลล์ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด-ช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์.jpg

kinyupen_adminSeptember 4, 2018

ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาติไทย ยืนยันการบริจาคสเต็มเซลล์นั้นไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริจาค และยังเป็นการต่อชีวิตให้เพื่อนร่วมโลกอีกด้วย

เมื่อเดือนที่ผ่านมา หลายคนคงจะทราบข่าวของนายแบบหนุ่มของ Men Health Thailand “ปาล์ม-เปรมทัต สิ้นกัง” ที่ป่วยด้วยโรคมะเร็ง และจะมีชีวิตอยู่ได้เพียงแค่ 6 เดือนเท่านั้น ซึ่งวิธีการเดียวที่จะช่วยรักษาได้ก็คือการใช้สเต็มเซลล์ในการปลูกถ่ายรักษาเท่านั้น แต่การปลูกถ่ายสเต็มเซลล์จะต้องหาสเต็มเซลล์ที่เข้ากันได้ ซึ่งมีอัตราส่วน 1 ต่อ 10,000 คนเท่านั้น หลายคนเกิดความกังวล โดยเฉพาะผู้ที่ไม่เคยบริจาคโลหิตและสเต็มเซลล์มาก่อน โดยเข้าใจไปว่าการบริจาคสเต็มเซลล์ต้องมีกระบวนที่ซับซ้อนกว่าการบริจาคโลหิต และอาจเป็นอันตรายต่อตัวเราเองก็ได้ ซึ่งต้องบอกเลยว่า คุณต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ เพราะจริงๆ แล้ว การบริจาคสเต็มเซลล์ไม่ได้เป็นอันตรายหรือร้ายแรงเลย

สเต็มเซลล์หรือเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดเป็นเซลล์ตัวอ่อนของโลหิตที่อาศัยอยู่ในไขกระดูก และจะเจริญเติบโตไปเป็นเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือดคอยหล่อเลี้ยงภายในร่างกาย นำสารอาหารที่เป็นประโยชน์และจัดการกับเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายของเรา การบริจาคสเต็มเซลล์สามารถบริจาคให้บุคคลอื่นได้ เหมือนการบริจาคโลหิตทั่วไป โดยไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริจาคแต่อย่างใด เนื่องจากร่างกายสามารถผลิตสเต็มเซลล์ขึ้นมาทดแทนของเก่าได้ และการบริจาคสเต็มเซลล์ถือเป็นความหวังเดียวที่จะรักษาผู้ป่วยโรคทางโลหิตให้หายขาดได้อีกด้วย สเต็มเซลล์จะใช้ในการรักษาผู้ป่วยที่มีโรค ดังนี้ โรคธาลัสซีเมีย (โลหิตจาง) , โรคโลหิตจางชนิดที่เกิดจากไขกระดูกฝ่อ , มะเร็งเม็ดเลือดขาว , มะเร็งต่อมน้ำเหลือง เป็นต้น

ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาติไทย ระบุว่า การบริจาคสเต็มเซลล์นั้นจะมีขั้นตอนโดยจะต้องไปลงทะเบียนแสดงความจำนงว่าจะบริจาคสเต็มเซลล์ จากนั้นเจ้าหน้าที่จะเก็บตัวอย่างเลือดในระหว่างที่กำลังบริจาคโลหิต เพื่อเก็บข้อมูลลักษณะเลือดของเราเอาไว้ก่อน จนกระทั่งมีผู้ป่วยที่มีข้อมูลเลือดที่เข้ากันได้และสามารถใช้เลือดของผู้บริจาคได้ ทางเจ้าหน้าที่จะเรียกผู้บริจาคเข้าไปขอเก็บสเต็มเซลล์ต่อไป ซึ่งการเก็บสเต็มเซลล์มี 2 วิธี ได้แก่

1. บริจาคสเต็มเซลล์ผ่านหลอดเลือดดำ

โดยเจ้าหน้าที่จะฉีดยาเพื่อกระตุ้นให้สเต็มเซลล์ออกจากไขกระดูกมากระจายตัวในกระแสเลือดก่อน จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการเก็บสเต็มเซลล์ โดยนำโลหิตผ่านเข็มที่แทงอยู่ในเส้นเลือดดำ แล้วจะนำไปแยกสเต็มเซลล์ออกจากเลือดผ่านเครื่อง Automated Blood Cell Separator โดยจะใช้เวลาเก็บประมาณ 3 ชั่วโมง

2. บริจาคสเต็มเซลล์ผ่านไขกระดูก

โดยเจ้าหน้าที่จะใช้เข็มและกระบอกฉีดยาเจาะเก็บจากบริเวณสะโพกด้านหลัง (บริเวณขอบกระดูกเชิงกราน) โดยทำในห้องผ่าตัด และจะใช้เวลาเก็บประมาณ 2 ชั่วโมง หลังเก็บสเต็มเซลล์ผู้บริจาคอาจต้องพักฟื้นจนถึงวันรุ่นขึ้น จึงสามารถกลับบ้านได้ และควรพักฟื้นร่างกายประมาณ 5-7 วัน

ทั้งนี้ ผู้บริจาคจะเลือกใช้วิธีการใดนั้น ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้บริจาคและความคิดเห็นของเเพทย์ และย้ำว่าการบริจาคสเต็มเซลล์จะไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริจาคอย่างแน่นอน ซึ่งสเต็มเซลล์ของผู้บริจาคอาจช่วยชีวิตให้กับผู้ป่วยที่จะรักษาโรคทางโลหิตให้หายขาดได้ ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า หลายคนคงไม่ต้องกลัวการบริจาคสเต็มเซลล์อีกต่อไป เพราะจริงๆ ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด แถมยังเป็นการต่อชีวิตให้เพื่อนร่วมโลกอีกด้วย


-โดรน-ออกลาดตระเวนจับตาผู้ฝ่าฝืนกฎจราจร_web.jpg

kinyupen_adminSeptember 4, 2018

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของตำรวจจีนใช้โดรนติดกล้องออกลาดตระเวน ตรวจจับผู้ขับรถบนท้องถนนฝ่าฝืนกฎจราจร หวังรณรงค์ให้ผู้ใช้รถใช้ถนนเคารพกฎจราจร และลดปัญหาการเกิดอุบัติเหตุ

การเดินทางของคนในยุคสมัยนี้ส่วนใหญ่ต้องมีรถเป็นของตัวเอง ซึ่งการมีรถเป็นของตัวเองนั้นดีตรงที่ว่าเราสามารถไปไหนมาไหนได้ทุกที่ ทุกเวลา มีอิสระในการเดินทาง แต่ก็มีคนขับบางส่วนที่ต้องการไปถึงจุดหมายปลายทางโดยเร็วหรือต้องการหลีกหนีปัญหารถติด จึงพยายามฝ่าฝืนกฎระเบียบจราจรทุกวิถีทางเพื่อให้ตนเองไปถึงจุดหมายได้อย่างรวดเร็ว การฝ่าฝืนกฎจราจรเกิดขึ้นทุกประเทศไม่เว้นแม้แต่บ้านเรา ซึ่งตำรวจในแต่ละประเทศก็ต่างพยายามหากลวิธีต่างๆ เพื่อลงโทษผู้ที่ฝ่าฝืนกฎจราจร

อย่างเช่นที่ประเทศจีน โดยสำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ตำรวจเมืองจี่หนัน มณฑลซันตง นำโดรนติดกล้องออกลาดตระเวน ตรวจจับผู้ขับรถบนท้องถนนฝ่าฝืนกฎจราจร โดยเป็นมาตรการหนึ่งในการควบคุมให้ผู้ใช้รถใช้ถนนเคารพกฎจราจร ทำให้บรรดาผู้ใช้รถใช้ถนนต่างเคารพกฎจราจรอย่างเคร่งครัด ส่งผลให้ไม่มีอุบัติเหตุใหญ่และไม่มีรถติดยาว อย่างไรก็ดี การใช้โดรนออกปฏิบัติการก็มีข้อจำกัดหลายประการ โดยเฉพาะเวลาฝนตกซึ่งไม่สามารถใช้โดรนออกบินได้เนื่องจากสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย

รายงานข่าวระบุว่า “โดรน” ได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการปฎิบัติหน้าที่ของตำรวจจีน เช่น ตำรวจในเมืองหนันจิง มณฑลเจียงซู ได้นำโดรนออกบินสำรวจเขตก่อสร้างผิดกฎหมาย ซึ่งใหญ่เกินกว่าที่เจ้าหน้าที่จะเข้าตรวจสอบด้วยตนเอง ส่วนตำรวจในเมืองสิงไถ มณฑลเหอเป่ย ก็ใช้โดรนเข้าตรวจสอบพื้นที่ซึ่งไม่สามารถเข้าตรวจสอบได้ในอดีต

ถือเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมสุดเจ๋งของประเทศจีนที่ช่วยลดจำนวนผู้ฝ่าฝืนกฎจราจรได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว และถ้ามีการกวดขันและเข้มงวดกันมากยิ่งขึ้น ก็ยิ่งทำให้ผู้ใช้รถใช้ถนนรู้สึกเกรงกลัวและไม่กล้าฝ่าฝืนกฎจราจรอีกต่อไป และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต