Banner_welltitude_แพทย์ชี้-ผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด-มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น.jpg

kinyupen_adminSeptember 25, 2018

อายุรแพทย์โรคหัวใจชี้ ผู้ป่วย “โรคหัวใจและหลอดเลือด” มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น พบได้ในช่วงอายุที่น้อยลงเรื่อยๆ สาเหตุไลฟ์สไตล์ของเด็กยุคปัจจุบันเปลี่ยนไป

ปัจจุบัน คนไทยเข็บไข้ได้ป่วยด้วยโรคภัยไข้เจ็บหลากหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น โรคเบาหวาน , โรคมะเร็ง , โรคไต , โรคไข้หวัด , โรคหัวใจ เป็นต้น เมื่อพูดถึงโรคหัวใจจะพบว่าในแต่ละปี คนไทยป่วยเป็นโรคหัวใจเพิ่มสูงขึ้นกว่า 250,000 คน ในจำนวนนี้เสียชีวิต 20,000 คน/ปี ส่วนใหญ่พบในกลุ่มคนอ้วน กลุ่มคนที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน กลุ่มคนที่ป่วยเป็นความดันโลหิตสูง และกลุ่มคนที่สูบบุหรี่ ซึ่งมีความเสี่ยงมาก

ล่าสุด พล.อ.ท. นพ.กัมปนาท วีรกุล อายุรแพทย์โรคหัวใจ โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ กล่าวภายในงาน “ดูแลหัวใจคุณ ด้วยหัวใจเรา” ว่า ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา สถานการณ์โรคหัวใจและหลอดเลือดมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ส่วนใหญ่พบได้ในช่วงอายุที่น้อยลง กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีอายุน้อยมากขึ้นเรื่อยๆ จากสถิติพบว่ามีคนไทยป่วยและเสียชีวิตมากขึ้นถึงร้อยละ 24 และร้อยละ 41.3 ขณะที่ความเสี่ยงผู้ที่เป็นโรคหัวใจขาดเลือดปี 2558 พบว่า ร้อยละ 29.9 เพิ่มขึ้นเป็น 32.3 ในปี 2559 ส่วนโรคหลอดเลือดสมอง จากร้อยละ 43.3 เพิ่มขึ้นเป็น 48.7 โดย 2 ปัจจัยเสี่ยงจากทางร่างกาย เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง พฤติกรรมการสูบบุหรี่ แต่ป้องกันได้ ส่วนอีกหนึ่งปัจจัย คือ พันธุกรรม ที่ป้องกันและแก้ไขไม่ได้

ทั้งนี้ พล.อ.ท. นพ.กัมปนาท วีรกุล ได้แนะนำให้หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันทรานส์ เช่น เบเกอรี่ โดนัท คุกกี้ และอาหารประเภทจังส์ฟู้ด ซึ่งจะเข้าไปเพิ่มระดับของไขมันไม่ดี หรือ LDL ในร่างกาย ส่งผลเสียต่อหลอดเลือดหัวใจ และหมั่นออกกำลังกายแบบ Fat-burn เป็นการออกกำลังกายในช่วงอัตราการเต้นของหัวใจเหมาะสม


-ขึ้นอันดับ-17-สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของโลก_web.jpg

kinyupen_adminSeptember 25, 2018

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปดูเรื่องราวของเว็บไซต์ด้านการท่องเที่ยวชื่อดัง tripadvisor จัดให้มีการโหวตสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในปี 2561 โดย “วัดโพธิ์” ถูกจัดอันดับให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของโลกอยู่ที่อันดับที่ 17 จากการโหวตของนักท่องเที่ยวทั่วโลก

ต้องบอกว่าสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในประเทศไทยมีเยอะแยะไปหมด ทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด จะเห็นได้ว่านักท่องเที่ยวต่างชาติจำนนวนมากเดินทางเข้ามาเที่ยวในประเทศไทยอยู่เรื่อยๆ ล่าสุด มีข่าวดีให้คนไทยได้ภาคภูมิใจกันอีกครั้ง เมื่อ “วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร” หรือ “วัดโพธิ์” ถูกจัดอันดับให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของโลก

โดยเว็บไซต์ tripadvisor เว็บไซต์ด้านการท่องเที่ยวชื่อดัง ได้จัดให้มีการโหวตสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม ในปี 2561 ซึ่งผลโหวตของนักท่องเที่ยวทั่วโลกได้โหวตให้ “วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร” หรือ “วัดโพธิ์” เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของโลก โดยปีนี้ขึ้นมาอยู่ที่อันดับที่ 17 และเป็นอันดับ 3 ของเอเชีย แซงหน้ากำแพงเมืองจีน หลังจากปีที่แล้ว “วัดโพธิ์” อยู่ในอันดับที่ 24

 

 

 

ทั้งนี้ ในแต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวจากหลากหลายประเทศเดินทางเข้ามาเที่ยวชม “วัดโพธิ์” กันเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวชาวจีน, เกาหลีใต้, อังกฤษ, อเมริกา, อินเดีย เป็นต้น วันละประมาณ 10,000 คน และในช่วงไฮซีซั่นจะมีจำนวนสูงถึง 15,000 คน เลยทีเดียว

สำหรับ “วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร” หรือ “วัดโพธิ์” เป็นวัดสำคัญที่อยู่คู่กรุงรัตนโกสินทร์ เป็นวัดประจำรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 นอกจากศาสนสถานสำคัญต่างๆ ภายในวัดแล้ว ยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียนจารึกวัดโพธิ์เป็นมรดกความทรงจำโลกของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เมื่อเดือนมีนาคม 2551 อีกด้วย

 

สำหรับ 25 อันดับสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของโลก ได้แก่
อันดับที่ 1   Angkor Wat กัมพูชา
อันดับที่ 2   Plaza de Espana สเปน
อันดับที่ 3   Sheikh Zayed Grand Mosque Center สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
อันดับที่ 4   St. Peter’s Basilica อิตาลี
อันดับที่ 5   Mezquita Cathedral de Cordoba สเปน
อันดับที่ 6   Taj Mahal อินเดีย
อันดับที่ 7   Duomo di Milano อิตาลี
อันดับที่ 8   Alcatraz Island สหรัฐอเมริกา
อันดับที่ 9   Golden Gate Bridge สหรัฐอเมริกา
อันดับที่ 10   Parliament ฮังการี
อันดับที่ 11   Old Town Square สาธารณรัฐเช็ก
อันดับที่ 12   Notre Dame Cathedral ฝรั่งเศส
อันดับที่ 13   Corcovado Christ the Redeemer บราซิล
อันดับที่ 14   Eiffel Tower ฝรั่งเศส
อันดับที่ 15   Tower of London สหราชอาณาจักร
อันดับที่ 16   Acropolis กรีซ
อันดับที่ 17   Temple of the Reclining Buddha (Wat Pho) ไทย
อันดับที่ 18   Mutianyu Great Wall สาธารณรัฐประชาชนจีน
อันดับที่ 19   Burj Khalifa สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
อันดับที่ 20   Sydney Opera House ออสเตรเลีย
อันดับที่ 21   Santuario Historico de Machu Picchu เปรู
อันดับที 22   El Ateneo Grand Splendid อาร์เจนตินา
อันดับที่ 23   Notre-Dame Basilica ควิเบก
อันดับที่ 24   Fushimi Inari-taisha Shrine ญี่ปุ่น
และ อันดับที่ 25   Shwedagon Pagoda เมียนมา

 

นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : เว็บไซต์ www.tripadvisor.com


web_ซีอีโอแบงก์ดีบีเอส-แนะธนาคารกลางดูแลเข้มงวด-ฟินเทค-1.jpg

kinyupen_adminSeptember 25, 2018

ซีอีโอของธนาคารดีบีเอส ธนาคารใหญ่อันดับ 1 ของสิงคโปร์ แนะธนาคารกลางและหน่วยงานกำกับดูแลสถาบันการเงินต่างๆ ให้เข้มงวดกับ “ฟินเทค” มากขึ้น

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของสำนักข่าวบลูมเบิร์ก ที่ได้รายงานว่า “Piyush Gupta” ซีอีโอของธนาคารดีบีเอส ธนาคารใหญ่อันดับ 1 ของสิงคโปร์ ให้สัมภาษณ์ว่า ธนาคารกลางและหน่วยงานกำกับดูแลสถาบันการเงินต่างๆ ควรที่จะมีการเข้มงวดกับ “ฟินเทค” มากขึ้น โดยเฉพาะฟินเทคที่มาจากผู้ให้บริการที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน ที่กำลังรุกคืบเข้ามาไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการจ่ายเงิน หรือการโอนเงิน ฯลฯ

โดยซีอีโอของธนาคารดีบีเอสยกตัวอย่างถึง Ant Financial ของอาลีบาบาว่า ให้บริการเหมือนกับธนาคาร โดยมีการระดมฝากเงินและนำเงินเหล่านั้นไปให้กู้เหมือนกับธนาคาร ถ้าอย่างงั้นแล้วก็ควรจะมีการกำกับดูแลเหมือนกับธนาคาร พร้อมกับตั้งคำถามถึงเรื่องเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงินว่า การที่มีผู้เล่นที่อยู่นอกการกำกับดูแลรุกเข้ามายังอุตสาหกรรมที่มีการกำกับดูแลจะมีผลดีต่ออุตสาหกรรมโดยรวมหรือไม่

ทั้งนี้ในอดีตความเสี่ยงของ DBS คือคู่แข่งธนาคารจากยุโรปและสหรัฐอเมริกาที่เตรียมมาตั้งสาขาในอาเซียน แต่ปัจจุบันคู่แข่งกลับมาจากบริษัทไอทีจีน ไม่ว่าจะเป็น Ant Financial รวมไปถึง Tencent ซึ่งกลายเป็นคู่แข่งสำคัญที่กำลังลงมาในอุตสาหกรรมการเงิน ทำให้ DBS ก็ต้องปรับเปลี่ยนมาเป็นดิจิทัลแบงกิ้งเต็มตัว เพื่อรับมือกับคู่แข่งเหล่านี้ และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


Banner_welltitude_มนุษย์เงินเดือนเสี่ยงป่วยโรคอัลไซเมอร์.jpg

kinyupen_adminSeptember 20, 2018

ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยาเผยกลุ่มคนวัยทำงานมีความเสี่ยงป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ได้ เนื่องมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน ความเครียดจากงาน ออฟฟิศซินโดม ฯลฯ

มนุษย์เงินเดือนทั้งหลายต่างทำงานกันอย่างหนัก เพื่อแลกกับเงินเดือนในการนำมาใช้ดำรงชีวิต แต่กว่าจะได้เงินมานั้นก็ต้องแลกกับงานที่ค่อนข้างหนักหนาสาหัสพอสมควร มนุษย์เงินเดือนที่รักงานถือเป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้ารักงานมากจนเกินไป จนลืมใส่ใจเรื่องของสุขภาพ ก็อาจจะส่งผลส่งต่อสุขภาพร่างกายเราได้

ล่าสุด ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยา เปิดเผยว่า กลุ่มคนวัยทำงานมีความเสี่ยงป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ได้ โรคนี้ไม่ใช่มีแค่เพียงผู้สูงอายุเท่านั้น สาเหตุก็เนื่องมาจากการใช้ชีวิตและพฤติกรรมบางอย่างของเหล่ามนุษย์เงินเดือนทั้งหลาย จากพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน ความเครียดจากงาน ออฟฟิศซินโดม ฯลฯ ซึ่งอาจส่งผลต่อการเป็นโรคอัลไซเมอร์ได้ ฉะนั้น การดูแลสุขภาพจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าคุณจะเป็นคนวัยทำงานหรือผู้สูงอายุก็ตาม หมั่นหาเวลาตรวจสุขภาพร่างกายสม่ำเสมอ และต้องมีการบริหารสมองให้แข็งแรง เพื่อป้องกันโรคอัลไซเมอร์ ขณะที่กลุ่มผู้สูงอายุต้องหมั่นเข้าสังคม ทำกิจกรรมที่ช่วยบริหารสมองให้แข็งแรง การใช้ทักษะการสื่อสาร เพื่อกระตุ้นให้สมองทำงานอยู่ตลอดเวลาด้วยการตอบสนองทางอารมณ์

สำหรับวิธีในการบริหารสมองเพื่อป้องกันโรคอัลไซเมอร์ มีอยู่ 5 วิธี ประกอบด้วย

1. พักผ่อนให้เพียงพอในช่วงเวลาที่เหมาะสม
2. ดื่มน้ำในปริมาณที่เหมาะสมกับร่างกาย โดยเฉลี่ยประมาณ 8 แก้ว/วัน หรือ 2 ลิตร/วัน
3. ควรหาเวลาพักสมองจากการทำงานระหว่างวัน เพื่อไม่ให้สมองมีการทำงานหนักเกินไป
4. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายและสมอง
5. หาเวลาออกกำลังกาย


6-เรื่องสำคัญที่ควรคิดก่อนจ่าย-จะได้ไม่พลาดจนกลายเป็นหนี้ก้อนโต.jpg

kinyupen_adminSeptember 20, 2018

เป็นเรื่องปกติที่เมื่อเรามีเงิน ก็ต้องการที่จะซื้อหรือนำเงินไปลงทุนใช้จ่ายในสิ่งที่เราอยากได้มากๆ ซึ่งของบางอย่างมีราคาค่อนข้างสูง “กินอยู่เป็น” จึงได้รวบรวม 6 เรื่องสำคัญที่คุณจะต้องคิดไตร่ตรองให้ดีก่อนควักเงินจ่าย ถ้าไม่อยากเป็นหนี้ก้อนโตในภายหลัง

เป็นเรื่องปกติที่เมื่อเรามีเงิน ซึ่งได้มาจากการทำงาน หรือจะได้มาจากการเสี่ยงโชคก็ตาม เราย่อมต้องการที่จะซื้อหรือนำเงินไปลงทุนใช้จ่ายในสิ่งที่เราอยากได้มากๆ ซึ่งของบางอย่างมีราคาค่อนข้างสูง จนเราอาจจะไม่ได้คิดให้รอบคอบเสียก่อนว่า เมื่อซื้อมาแล้วจะส่งผลกระทบกับตัวเราหรือไม่ เราจะมีเงินเหลืออยู่หรือไม่ จะมีเงินเพียงพอในการใช้จ่ายหลังจากนี้หรือไม่ หรือถ้าโชคร้ายอาจจะกลายเป็นหนี้สินขึ้นมาก็เป็นไปได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เป็นการสะท้อนออกมาชัดเจนว่า สถานะทางการเงินของเราอยู่ในภาวะวิกฤติ จำเป็นต้องแก้ไขพฤติกรรมการเงินจริงๆ

“กินอยู่เป็น” จึงได้รวบรวม 6 เรื่องสำคัญที่คุณจะต้องคิดไตร่ตรองให้ดีก่อนควักเงินจ่าย ถ้าไม่อยากเป็นหนี้ก้อนโต ทั้งนี้ เพื่อให้คุณได้วางแผนการใช้จ่ายเงิน ระมัดระวังการเกิดหนี้สินในภายหลัง ซึ่งมีดังนี้

1. ซื้ออุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์/เครื่องใช้ไฟฟ้า
ปัจจุบัน อุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ มีความจำเป็นต่อชีวิตเราอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น โทรทัศน์ , คอมพิวเตอร์ , เครื่องซักผ้า , ตู้เย็น หรือแม้กระทั่งโทรศัพท์มือถือ ที่ต่างผลิตรุ่นใหม่พร้อมฟังก์ชั่นใหม่ๆ ออกมา แน่นอนว่าผู้บริโภคอย่างเราๆ เองก็ต้องปรับเปลี่ยนสินค้าให้เป็นรุ่นปัจจุบัน เพื่อที่จะได้ไม่ตกเทรนด์ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ไม่ได้มีความจำเป็นเลย เพราะการที่จะต้องซื้อหรือปรับเปลี่ยนอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ แต่ละครั้งนั้น ย่อมมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง ซึ่งจะกระทบต่อสภาพทางการเงินของเราอย่างแน่นอน ยิ่งซื้อของแบบเงินก็มีเปอร์เซนต์ที่จะเป็นหนี้สินได้

ฉะนั้น คุณต้องดูความจำเป็นว่า อุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ที่คุณสนใจนั้น มีความจำเป็นกับตัวเรามากน้อยขนาดไหน ถ้าที่บ้านยังมีอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าเครื่องเดิมอยู่และยังใช้งานได้ตามปกติ ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเสียเงินซื้อใหม่เลย เก็บเงินเอาไว้ใช้ในยามจำเป็นดีกว่า

2. ซื้อรถยนต์-รถจักรยานยนต์
การเดินทางไปไหนมาไหนแน่นอนว่า ยานพาหนะ เป็นปัจจัยสำคัญในการเดินทาง การมียานพาหนะเป็นของตัวเองถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะว่าเราสามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้สบาย เดินทางเวลาไหนก็ได้ ไม่ต้องไปง้อรถโดยสารสาธารณะ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การมีรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์เป็นของตัวเองนั้น คุณจะต้องมีรายรับเพื่อมาใช้จ่ายกับยานพาหนะของคุณ เช่น ค่าน้ำมันรถ , ค่าซ่อมแซมรถ , ค่าตรวจสภาพรถประจำปี , ค่าประกันรถ ฯลฯ นอกจากนี้ สำหรับรถป้ายแดงที่ดาวน์รถ คุณก็จะมีค่าใช้จ่ายในการผ่อนรถต่อเดือนอีกด้วย ซึ่งมีค่าใช้จ่ายต่อปีค่อนข้างสูงพอสมควร

ฉะนั้น ก่อนที่คุณจะซื้อรถ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ คุณต้องคิดให้ดีก่อนว่ามีความจำเป็นมากน้อยแค่ไหนในการต้องมีรถส่วนตัว และคุณมีรายรับมากเพียงพอที่จะจ่ายเงินค่าใช้จ่ายดังกล่าวหรือไม่ เพราะถ้าคุณวางแผนไม่ดี คุณก็อาจจะมีโอกาสเป็นหนี้ขึ้นมาทันที ทางที่ดีแล้วคุณควรมีเงินสำรองเตรียมไว้อีกสักก้อนหนึ่ง เผื่อเหตุฉุกเฉินเกี่ยวกับเรื่องรถด้วย

3. ซื้อบ้าน/คอนโด
รู้หรือไม่ การที่จะซื้อบ้านสักหรือคอนโดสักห้องหนึ่ง นั่นหมายความว่า คุณจะต้องเป็นหนี้ยาวนานอย่างน้อย 10 ปีขึ้นไปเลยทีเดียว เพราะคนที่คิดจะซื้อบ้านและคอนโดส่วนใหญ่ไม่ได้มีเงินก้อนใหญ่หลักแสนหลักล้านในการที่จะไปซื้อบ้านหรือคอนโด จะต้องไปกู้เงินจากสถาบันการเงินเพื่อมาซื้อบ้านและคอนโด และเมื่อกู้มาแล้วก็ต้องมีการชำระหนี้คืนพร้อมดอกเบี้ย โดยการจ่ายคืนจะอยู่ในลักษณะของการผ่อนจ่ายเป็นรายเดือน อย่างน้อยตกเดือนละประมาณ 10,000 บาทขึ้นไป

ดังนั้น คุณต้องคคิดและวางแผนให้ดีว่าถ้าคุณคิดที่จะซื้อบ้านและคอนโดแล้ว คุณมีกำลังแรงที่จะชำระหนี้หรือผ่อนบ้านไหวหรือไม่ เพราะคุณจะต้องเป็นหนี้นานนับ 10 ปี หากคุณมีปัญหาทางการเงินขึ้นระหว่างนั้น ความเดือดร้อนจะมาเยือนคุณแน่นอน

4. ทำบัตรเครดิต/บัตรกดเงินสด
การทำบัตรเครดิต/บัตรกดเงินสด นอกจากที่จะมีประโยชน์เยอะ หากวางแผนไม่ดี ก็จะเห็นว่าโทษก็จะมีเยอะเช่นกัน ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้เงินของคุณล้วนๆ ถ้าคุณเป็นคนที่มีพฤติกรรมการใช้จ่ายแบบฟุ่มเฟือย รูดบัตรเครดิตซื้อของทุกวัน นั่นหมายความว่าคุณจะกลายเป็นหนี้ขึ้นมาทันที และคุณก็จะต้องหาเงินมาจ่ายหนี้พร้อมดอกเบี้ยอีกด้วย

ฉะนั้น คิดให้ดีก่อนที่จะใช้จ่าย ขอแนะนำเลยว่าบัตรเครดิตและบัตรกดเงินสดควรใช้ในยามจำเป็นจริงๆ เช่น ไว้ใช้กรณีต้องรักษาตัวยามเจ็บป่วย หรือกรณ๊ที่ต้องใช้เงินด่วน เป็นต้น อย่าลืมว่า ควรมีสติทุกครั้งในการใช้งานบัตรเครดิตและบัตรกดเงินสด เพื่อที่เราจะได้ห่างไกลจากการเป็นหนี้ก้อนโตด้วย

5. ลงทุนเปิดธุรกิจ/ประกอบกิจการส่วนตัว
การมีธุรกิจเป็นของตัวเอง มีข้อดีตรงที่ว่าคุณไม่ต้องเป็นลูกน้องของใคร คุณเป็นเจ้านายตัวเอง บริหารงานได้ด้วยตนเอง แต่การที่จะลงทุนเปิดธุรกิจสักอย่างใดอย่างหนึ่ง ย่อมมีค่าลงทุนมากพอสมควร อาทิ ค่าอุปกรณ์ , ค่าเช่าสถานที่ , ค่าจ้างพนักงาน , ค่าสาธารณูปโภค ฯลฯ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง นอกจากนี้ อาจจะมีรายจ่ายนอกเหนือจากนี้เพิ่มเติมเข้ามาด้วย

ฉะนั้น คุณเองต้องวางแผนดีๆ ก่อนเริ่มลงทุนทำธุรกิจขึ้นมานั้น อันดับแรกต้องมีเงินทุน และควรต้องมีเงินสำรองก้อนใหญ่อีกสักก้อนสำรองไว้ เผื่อในกรณีที่เดือนไหนรายรับน้อยกว่ารายจ่าย ผลประการการธุรกิจขาดทุนในเดือนนั้น นั่นคือวิกฤตทันที คุณต้องวางแผนการใช้จ่ายเงินให้ดี พยายามลดรายจ่ายให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถ้าวางแผนและประคับประคองธุรกิจของคุณดีๆ คุณก็สามารถได้กำไรจากการขายได้อย่างไม่ยากเลย

6. ศึกษาต่อระดับปริญญาโท-เอก
“การศึกษาคือการลงทุน” คำนี้มีอยู่จริง ลงทุนด้วยค่าใช้จ่ายในการศึกษา การศึกษาต่อในระดับปริญญาโท-ปริญญาเอก คือ การศึกษาเพื่อต่อยอดองค์ความรู้จากที่เรียนในระดับปริญญาตรี เพื่อที่คุณจะได้นำความรู้ในด้านปริญญาโท-เอก ไปต่อยอดในสายงานคุณได้ หรืออาจจะนำไปใช้ประกอบอาชีพในสายงานวิชาการ งานวิจัย ซึ่งการที่จะศึกษาต่อในระดับนี้ คุณต้องคิดให้ดีๆ อย่าคิดแค่ว่าเรียนต่อปริญญาโท-ปริญญาเอก เพราะกระแสหรือแฟชั่น พยายามหาคำตอบกับตัวเองให้ได้ว่าจะเรียนต่อปริญญาโท-ปริญญาเอก ไปเพราะอะไร ถ้าคุณหาคำตอบได้ ก็ลุยได้เลย

นอกจากนี้ ต้องอย่าลืมสำรวจค่าใช้จ่ายของตัวเองด้วยว่ามีเงินค่าเทอมที่จะจ่ายเพียงพอกับการเรียนหรือไม่ ถ้าสถานะทางการเงินยังไม่พร้อมกับเรียนไปศึกษาต่อ คุณก็ไม่ควรที่จะไปเรียนในช่วงนั้น ขอแนะนำว่าคุณควรทำงานหาประสบการณ์และเก็บเงินให้ได้อย่างน้อยสัก 200,000-300,000 บาทขึ้นไป เพื่อที่ตอนเรียนต่อปริญญาโท-ปริญญาเอก จะได้ไม่วุ่นวายกับการหาเงินจ่ายค่าเทอม และสำคัญอย่างยิ่งคือช่วงการทำวิทยานินธ์ ซึ่งคคุณต้องมีเวลามากพอสมควรในการให้เวลากับสิ่งๆ นี้ เพราะถ้าคุณไม่มีเวลากับมัน คุณก็จะเรียนไม่จบแน่นอน บางคนตัดสินใจลาออกจากงานประจำหรือขอลาไม่รับเงินเดือน เพื่อให้เวลากับการทำวิทยานิพนธ์ในครั้งนี้ ฉะนั้น ควรวางแผนเก็บเงินตั้งแต่แรก จะดีที่สุด

ทั้งหมดนี้ก็คือเรื่องที่คุณควรจะต้องคิดให้ดีก่อนเสียเงิน สำคัญมากๆ เลยทีเดียว ฉะนั้นขอให้จำเอาไว้เสมอว่า เราควรมีสติ คิดให้รอบคอบทุกครั้ง ที่จะต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่ เพราะคุณจะได้ไม่ต้องเดือดร้อนจากการเป็นหนี้สิ้นหรือไม่มีเงินใช้ภายหลัง นี่คือวิถี กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


iOS-12-กับ-9-ฟีเจอร์เด็ดๆ-ที่ตอบโจทย์ผู้ใช้ไอโฟน_web2.jpg

kinyupen_adminSeptember 19, 2018

เผย 9 ฟีเจอร์เด็ดๆ ที่มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ iOS 12 เพิ่มความเร็วและแรงขึ้นกว่าเดิม ตอบโจทย์ผู้ใช้ไอโฟนได้เป็นอย่างดี

หลังจากที่มีการแถลงข่าวเปิดตัว Apple Watch Series 4 และไอโฟนอีก 3 รุ่น ได้แก่ iPhone Xs, iPhone Xs Max และ iPhone Xr ภายในงาน Apple Apple Event 2018 ที่จัดขึ้นเมื่อคืนวันที่ 12 กันยายน ที่ผ่านมานั้น ในวันเดียวกัน ทิม คุก ซีอีโอของแอปเปิล ยังได้มีการอัพเดทข้อมูลของ iOS 12 ซึ่งได้มีการเปิดให้ผู้ใช้ไอโฟนได้อัพเดทในวันที่ 17 กันยายนที่ผ่านมา

ต้องบอกว่า iOS 12 มีการเปลี่ยนแปลงฟีเจอร์ต่างๆ มากมาย และในครั้งนี้ก็เรียกได้ว่าเป็นการอัพเดทครั้งสำคัญและมีแอพฯ ใหม่ๆ และความสามารถใหม่ๆ ขึ้นมามากมาย ซึ่งตอบโจทย์ผู้ใช้ไอโฟนได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว โดยเฉพาะผู้ใช้งานเครื่องรุ่นเก่า ที่ครั้งนี้ iOS 12 ได้มีการอัพเดทให้มีความเร็วและแรงขึ้นกว่าเดิม “กินอยู่เป็น” 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงได้สรุป 9 ฟีเจอร์ใหม่ของ iOS 12 ที่ต้องบอกว่า เด็ดจริง อะไรจริง

1. ประสิทธิภาพการทำงานที่รวดเร็วขึ้น
แอปเปิลได้มีการปรับประสิทธิภาพการทำงานของ iPhone และ iPad โดยได้ปรับปรุงความเร็วในการเปิดแอปฯ ให้เร็วขึ้น 40% , คีย์บอร์ดเร็วกว่าเดิม 50% และปัดเพื่อเปิดกล้องได้เร็วขึ้น 70% พร้อมกันนี้ยังได้มีการปรับปรุงแอนิเมชั่นต่างๆ ให้มีการใช้งานที่ลื่นไหล ไม่สะดุดอีกด้วย

2. เน้นการค้นหาและแนะนำรูปภาพ (Photos)
เนื่องจาก Photos เป็นแอปฯ สำหรับดูรูปที่ติดมากับระบบ iOS อยู่แล้ว แอปเปิลจึงได้เพิ่มฟีเจอร์การแนะนำและการค้นหา ได้แก่ Search Suggestion และ For You

โดย Search Suggestion เป็นการค้นหารูปอัจฉริยะ ช่วยให้ค้นหารูปภาพได้รวดเร็วขึ้น โดยผู้ใช้จะเห็นคำแนะนำกิจกรรม ผู้คน สถานที่ และวันที่ที่เกี่ยวข้องแสดงในช่องค้นหาโดยอัตโนมัติ นอกจากนี้ยังเพิ่มความสามารถในการค้นหาโดยใช้ปัจจัยอื่นๆ อาทิ วัน เวลา งานกิจกรรมต่างๆ

ส่วน For You เป็นการแสดงช่วงเวลาดีๆ จากคลังรูปภาพของคุณ และคุณก็ยังสามารถแชร์หรือส่งต่อรูปภาพกับคนที่อยู่ในรูปนั้นได้อีกด้วย นอกจากนี้ ยังมีคุณสมบัติใหม่ๆ อาทิ รูปภาพแนะนำ และ คำแนะนำเอฟเฟ็กต์ เพื่อแสดงรูปภาพที่ดีที่สุดของคุณออกมา

3. การแจ้งเตือนแบบกลุ่ม (Group Notifications)
แอปเปิลได้ปรับการแจ้งเตือนใหม่ โดยการปรับให้อยู่ในรูปแบบของกลุ่ม เพื่อให้คุณได้ดูเรื่องราวสำคัญๆ ได้ง่ายขึ้น โดยเนื้อหาข้อความในเรื่องเดียวกันจะถูกจัดกลุ่มและแจ้งเตือนในหัวข้อเดียวกัน นอกจากนี้ คุณยังสามารถตั้งค่าการแจ้งเตือนต่างๆ ได้จากหน้าจอล็อคทันทีแบบเรียลไทม์ โดยที่ไม่ต้องเข้าไปตั้งค่าในส่วนของการตั้งค่า

4. FaceTime แบบกลุ่ม (พร้อมใช้งานภายในปี 2561 นี้)
แอปเปิลได้มีการปรับรูปแบบของ Facetime ให้สามารถใช้งานได้พร้อมกันสูงสุด 32 คน และสามารถเรียก Facetime ได้จากกรุ๊ปแชทใน iMessage นอกจากนี้ แอปเปิลยังได้นำเอา Animoji รวมเข้ากับ Facetime เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเปลี่ยนหน้าตัวเองเป็น Animoji หรือฟิลเตอร์ และเอฟเฟกซ์ต่างๆ ในระหว่างหว่างการสนทนาได้ ซึ่งนับเป็นการอัพเดทครั้งยิ่งใหญ่เลยทีเดียว

5. โหมดห้ามรบกวน (Do Not Disturb)
แอปเปิลจะช่วยให้ผู้ใช้ทำความเข้าใจและควบคุมระยะเวลาที่ใช้โต้ตอบกับ iOS เช่น โหมดห้ามรบกวนขณะขับรถ , โหมดปรับแสงสว่างบนหน้าจอและปิดเสียงแจ้งเตือนในเวลานอน เป็นต้น คราวนี้ คุณก็สามารถใชชีวิตไปกับการทำงานหรืพักผ่อนได้

6. ARKit 2.0
ARKit 2.0 จะช่วยให้นักพัฒนาสามารถสร้างแอปฯ AR ที่ทันสมัย เพื่อให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์จาก AR เช่น การตรวจจับวัตถุ ส่งผลให้แอปฯ AR มีความน่าสนใจมากขึ้น

ขณะเดียวกัน ARKit 2.0 จะเน้นไปที่การใช้งานแอปฯ รวมไปถึงการใช้งานเกมส์ที่มีผู้เล่นหลายคน ทำให้ผู้เล่น 2 คนเห็นวัตถุเสมือนเดียวกันได้

7. การสร้างอิโมจิของตัวเอง ด้วย Memoji
Memoji คือ การสร้างอิโมจิของตัวเอง ตั้งแต่การตรวจจับใบหน้า เลือกทรงผม เปลี่ยนสี และตกแต่งได้อีกมากมาย และเมื่อทำเสร็จแล้ว Memoji ก็จะถูกบันทึกไว้ให้โดยอัตโนมัติ ผู้ใช้งานสามารถเปิดกล้องและเรียกใช้งาน Memoji ได้ในแบบเรียลไทม์

8. Siri Shortcut
แอปเปิลได้พัฒนา Siri Shortcut โดยเพิ่งความสามารถให้มีความฉลาดมากขึ้น เพื่อให้ Siri สามารถจับคู่กิจวัตรประจำวันของคุณได้ เช่น การแจ้งเตือนว่า ต้องทำภารกิจอะไรบ้าง เป็นต้น

9. ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย
แอปเปิลได้พัฒนาให้ iOS 12 โดยยกระดับความเป็นส่วนตัวให้เกิดความรัดกุมมากขึ้น เช่น Safari จะป้องกันไม่ให้ผู้โฆษณาเก็บข้อมูลเฉพาะตัวจากอุปกรณ์ของคุณ และไม่สามารถปรับเป้าหมายการแสดงโฆษณาให้ติดตามคุณไปตามเว็บต่างๆ ได้อีกด้วย

เป็นอย่างไรกันบ้างสำหรับฟีเจอร์ใหม่ๆ ของ iOS 12 บอกเลยว่าตอบโจทย์ผู้ใช้ไอโฟนของจริงเลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้ไอโฟน ตั้งแต่ iPhone 5s – iPhone SE ขึ้น รวมไปถึงผู้ใช้ iPad สามารถเข้าไปอัพเดทระบบปฏิบัติการ iOS 12 ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


-ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทย-แต่ไม่ลดความเหลื่อมล้ำ-2.jpg

kinyupen_adminSeptember 19, 2018

นิด้าโพลเผยผลสำรวจประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วยที่รัฐบาลเพิ่มนโยบายกดเงินสดในบัตรคนจน มองช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้มาก แต่เชื่อว่าไม่สามารถแก้ปัญหาความเลื่อมล้ำตามเจตนารมย์ของรัฐบาลได้ วันนี้ กินอยู่เป็น มาเล่าเรื่องเกี่ยวกับนโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฦให้ฟังกัน

จากนโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐของรัฐบาล ที่มอบสิทธิให้ประชาชนคนไทยผู้มีรายได้น้อย เพื่อช่วยเหลือแบ่งเบาค่าครองชีพจำพวกสินค้าและบริการต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ซึ่งมีการเปิดใช้งานกันไปเมื่อปี 2560 ที่ผ่านมานั้น ทำให้สามาถแบ่งเบาภาระของประชาชนที่ได้รับสิทธิ์ดังกล่าวได้ ทั้งนี้ การ

ล่าสุด นิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ สำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐกับการกระตุ้นเศรษฐกิจไทย?” เกี่ยวกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ทางรัฐบาลจะเพิ่มขึ้นรายละ 100 – 200 บาท และสามารถเบิกเงินสดไปใช้ได้เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของไทย

โดยผลสำรวจเกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการเพิ่มเงินช่วยเหลือแก่ผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยสามารถเบิกเป็นเงินสดเพื่อนำไปชำระค่าบริการอื่นๆ ได้ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 80.84 ระบุว่า เห็นด้วย เพราะประชาชนผู้มีรายได้น้อยจะได้นำเงินมาใช้จ่ายในส่วนอื่นที่ไม่สามารถใช้บัตรสวัสดิการซื้อได้ และยังมีส่วนช่วยให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ขณะที่ร้อยละ 17.80 ระบุว่า ไม่เห็นด้วย เพราะเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด สามารถแก้ได้เพียงเบื้องต้นเท่านั้น และร้อยละ 1.36 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ

เมื่อถามว่าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะช่วยเศรษฐกิจได้มากน้อยแค่ไหน พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 12.53 เห็นว่าการเพิ่มเงินช่วยเหลือแก่ผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐดังกล่าวจะสามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้มาก รองลงมา ร้อยละ 32.08 เห็นว่าจะสามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้ค่อนข้างมาก , ร้อยละ 25.30 เห็นว่าสามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้ค่อนข้างน้อย , ร้อยละ 14.92 เห็นว่าสามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้น้อย และ ร้อยละ13.73 เห็นว่าไม่สามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้เลย

ขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 68.08 เชื่อว่าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะไม่สามารถลดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเศรษฐกิจระหว่างคนรวย/คนจน ตามเจตนารมณ์ของรัฐบาล เพราะเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ ช่วยเหลือได้เพียงเฉพาะหน้า รองลงมา ร้องละ 28.89 เชื่อว่าสามารถลดปัญหาความเหลื่อมล้ำได้ เพราะเป็นแนวทางการแก้ปัญหาที่คนจนได้ประโยชน์อย่างแท้จริง และทำให้ปัญหาความยากจนลดลง

สำหรับสิ่งที่ประชาชนอยากให้เพิ่มมากที่สุด ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 47.73 ระบุว่า ค่ารักษาพยาบาล รองลงมา ร้อยละ 38.71 ระบุว่า ด้านช่วยเหลืออาชีพด้านเกษตรกรรม ตามด้วยร้อยละ 36.31 ระบุว่า เงินส่งเสริมผู้สูงอายุ/ผู้เกษียณอายุ , ร้อยละ 25.94 ระบุว่า ช่วยเหลือการสร้างอาชีพ , ร้อยละ 23.78 ระบุว่า ค่าการศึกษา/ค่าเล่าเรียน/ทุนการศึกษาบุตร , ร้อยละ 20.35 ระบุว่า ค่าสาธารณูปโภค เช่น ไฟฟ้า ประปา ระบบขนส่งมวลชน , ร้อยละ 10.77 ระบุว่า สวัสดิการสำหรับผู้พิการ , ร้อยละ 9.02 ระบุว่า สวัสดิการสำหรับลูกจ้างรายวัน/ผู้ใช้แรงงาน , ร้อยละ 4.71 ระบุว่า จ่ายคืนหนี้ธนาคารของรัฐ เช่น ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เป็นต้น และ ร้อยละ 0.64 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ จัดสรรที่ทำกินและที่อยู่อาศัยให้กับผู้ยากจน


Banner_welltitude_นอนหลับไม่เพียงพอ-อันตราย-เสียงเผชิญ-6-โรคร้ายแรง.jpg

kinyupen_adminSeptember 18, 2018

รู้หรือไม่? การ “นอนหลับไม่เพียงพอ” ส่งผลเสียต่อร่างกาย นำมาสู่โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ “กินอยู่เป็น” จึงขอรวบรวม 6 โรคร้ายแรง ที่มาจากการพักผ่อนน้อยเป็นประจำ หวังให้ทุกคนใส่ใจและไม่หักโหมจนลืมให้เวลากับตัวเอง

มนุษย์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นเหล่ามนุษย์เงินเดือน นักเรียน นักศึกษา คนทำงานหาเช้ากินค่ำ ก็ต่างมีภาระหน้าที่ที่ต้องทำ และด้วยภาระของงานที่ต้องสะสาง การบ้านที่ต้องรีบทำ ก็ทำให้นอนหลับไม่เพียงพอนอนน้อย บางรายถึงขั้นไม่ได้หลับ ไม่ได้นอนเลย เหมือนกับตัวละครที่ชื่อ “ยุ่น” จากภาพยนตร์ “ฟรีแลนด์ ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ” ที่บ้างานอย่างหนัก จนถึงขั้นส่งผลเสียต่อร่างกายตัวเองเลย

การพักผ่อนน้อยย่อมส่งผลเสียต่อร่างกายตัวเอง และถ้าทำแบบนี้อยู่บ่อยๆ อาจจะส่งผลให้เผชิญกับโรคภัยต่างๆ อีกด้วย “กินอยู่เป็น” จึงได้รวบรวม 6 โรคร้ายแรง ที่มาจากการพักผ่อนน้อยเป็นประจำ เพื่อคอยเตือยสติทุกๆ คนว่า ถ้าไม่ดูแลตัวเอง ก็จะเจ็บป่วยเป็นโรคดังต่อไปนี้แน่นอน

1. ระบบขับถ่ายทำงานผิดปกติ

การพักผ่อนไม่เพียงพอ ทำให้ร่างกายปรับระบบการทำงานได้ไม่ดี ส่งผลให้ระบบย่อยอาหารในกระเพาะอาหารทำงานผิดปกติ โดยเฉพาะหากใครหาอะไรทานตอนดึกๆ ไม่เป็นเวลา ส่งผลเสียต่อกระเพาะอาหาร และระบบย่อยอาหารอื่นๆ ด้วย และเมื่อระบบย่อยอาหารมีปัญหา ทำให้มีอาการอาหารไม่ย่อย ท้องอืด ท้องเฟ้อ บางรายมีแก๊สในกระเพาะอาหารเยอะเกินไป อาจมีอาการปวดท้องแบบจุกเสียดได้ นอกจากนี้ ยังส่งผลมาที่ระบบขับถ่าย ทำให้ขับถ่ายไม่เป็นเวลา เกิดอาการท้องผูก ท้องเสียได้อีกด้วย

 

 

 

 

 

 

2. โรคอ้วน

นอกจากการทานอาหารตอนดึกๆ ในระหว่างปั่นงาน อ่านหนังสือแล้ว การนอนหลับไม่เพียงพอยังส่งผลให้ระบบเผาผลาญพลังงานในร่างกายรวนไปด้วย ส่งผลให้มีน้ำหนักเกินมาตรฐาน กลายเป็นโรคอ้วนได้

 

 

 

 

 

 

 

3. โรคเบาหวาน

การนอนหลับไม่เพียงพอ มีความเสี่ยงสูงตต่อการเป็นโรคเบาหวานได้ เพราะการพักผ่อนไม่เพียงพอ จะส่งผลให้ระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือด และอินซูลินเพิ่มขึ้น และยังเสี่ยงต่อภาวะดื้ออินซูลินอีกด้วย ฉะนั้น ใครที่กำลังป่วยเป็นโรคเบาหวานอยู่ ควรระวังอย่างยิ่ง เพราะจะส่งผลกระทบต่อการรักษาอย่างมาก

 

 

 

 

 

 

4. โรคนอนไม่หลับ

โรคนอนไม่หลับ เกิดจากการที่ตัวเรานอนไม่เป็นเวลา ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างมาก การนอนไม่หลับนอกจากร่างกายจะเหนื่อยล้าสะสมจากการนอนไม่เพียงพอแล้ว ยังทำให้เกิดความเครียดสะสม จนทำให้ยิ่งนอนไม่หลับไปกันใหญ่ ฉะนั้น ควรแบ่งเวลาให้เหมาะสม เมื่อถึงเวลาพักผ่อนก็ต้องพัก อย่างหักโหมเด็ดขาด

 

 

 

 

 

 

 

 

5. โรคหลอดเลือดหัวใจ

หากเรานอนหลับไม่เพียงพอ ส่งผลให้เกิดอาการเส้นเลือดอุดตันได้ เนื่องจากมีสารโปรตีนเข้ามาเกาะสะสมที่หัวใจมากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีโอกาสที่ความดันโลหิตจะเพิ่มขึ้นจนส่งผลต่อโรคอื่นๆ ตามมาอีกด้วย ซึ่งอาจจะอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตเลยก็ว่าได้

 

 

 

 

 

 

 

 

6. โรคมะเร็งลำไส้

กลุ่มวัยรุ่น วัยทำงาน มีความเสี่ยงสูงในการเป็นมะเร็งลำไส้มากขึ้น เนื่องจากการรับประทานอาหารไม่ตรงเวลา ทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ ไม่ออกกำลังกาย บวกกับการพักผ่อนไม่เพียงพออีกด้วย ส่งผลให้ระบบการทำงานของลำไส้ผิดปกติ จนอาจกลายเป็นลำไส้อุดตัน และลุกลามจนกลายเป็นมะเร็งในที่สุด

 

 

 

 

 

และทั้งหมดนี้คือ 6 โรคอันตรายที่มาจากการพักผ่อนน้อย ซึ่งหากใครที่รู้ตัวว่ากำลังนอนน้อย พักผ่อนน้อย ก็ควรจัดสรรเวลาให้ดีๆ พยายามนอนให้ตรงเวลาทุกๆ วัน จะช่วยปรับเวลานอนของตัวเองให้เป็นปกติได้


-สร้างเสิร์ชเอนจิ้นตัวใหม่เจาะตลาดจีน-หลังถูกแบนนาน-8-ปี_web.jpg

kinyupen_adminSeptember 18, 2018

ทีมวิศวกรของกูเกิลเตรียมทดสอบโปรมแกรมค้นหาข้อมูลตัวใหม่ที่มีการเซ็นเซอร์คำค้นหาต้องห้ามต่างๆ ในจีน หวังเจาะตลาดอินเทอร์เน็ตของจีน หลังกูเกิลถูกแบนในจีนตั้งแต่ปี 2010

เป็นที่ทราบกันว่ารัฐบาลของจีนมีการเข้มงวดในเรื่องของประเด็นอ่อนไหวในรัฐบาลจีน จึงมีการพยายามที่จะป้องกันไม่ให้มีการค้นหาขข้อมูลที่ต้องห้าม ซึ่งเป็นประเด็นอ่อนไหวในประเทศจีน ล่าสุดกูเกิลเตรียมผุดนวัตกรรมใหม่ขึ้นมาแล้ว

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของ “เซาท์ ไชน่า มอร์นิ่ง” ได้โพสต์รายงานว่า ทีมวิศวกรของกูเกิลเตรียมทดสอบโปรมแกรมค้นหาข้อมูลตัวใหม่ที่มีการเซ็นเซอร์คำค้นหาต้องห้ามต่างๆ ในจีน เพื่อหวังเจาะตลาดอินเทอร์เน็ตของจีน หลังจากที่กูเกิลถูกแบนในจีนมาตั้งแต่ปี 2010 โปรแกรมค้นหาดังกล่าวรู้จักกันในชื่อ “ดรากอนฟลาย” ซึ่งมาจากคำว่า “หลงเฟย” ในภาษาจีนซึ่งแปลว่า “มังกรบิน” โดยจะปิดกั้นข้อมูลเกี่ยวกับหัวข้อที่จีนไม่ชอบใจ เช่น สิทธิมนุษยชน ศาสนา และประเด็นอื่นๆ ที่เป็นประเด็นที่อ่อนไหวของทางรัฐบาลจีน

ปัจจุบันกูเกิลได้ส่งข้อมูลทั้งหมดให้รัฐบาลจีนตรวจสอบและอนุญาตอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวของกูเกิลยังไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะได้รับอนุญาตจากทางการจีน ขณะที่องค์กรสิทธิมนุษยชนอย่างแอมเนสตี้ระบุว่า โครงการดังกล่าวเป็นยุคมืดของเสรีภาพอินเทอร์เน็ต และยังเป็น “การโจมตีเสรีภาพในการให้ข้อมูลข่าวสารและเสรีภาพทางอินเทอร์เน็ต” หากบริษัทใหญ่อย่างกูเกิลยอมรับข้อตกลงจากการเซ็นเซอร์ของจีน

ทั้งนี้ เมื่อปีที่ผ่านมา กูเกิลได้ตั้งศูนย์ AI จีนแห่งแรกในปักกิ่ง และยังลงทุนในบริษัทต่างๆ ของจีนอีก 2 -3 แห่ง ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ บริษัทอี-สปอร์ตในชูโชว และบริษัท AI Mobvoi ซึ่งเป็นบริษัทเครือ JD.com และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


-เปิดตัวไอโฟน-3-รุ่นใหม่-จอใหญ่กว่าเดิม_web2.jpg

kinyupen_adminSeptember 18, 2018

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของ “แอปเปิล” เปิดตัวไอโฟน 3 รุ่นใหม่ล่าสุด iPhone XS Max , iPhone Xs และ iPhone Xr มาพร้อมคุณสมบัติล้ำค่า ตอบสนองพฤติกรรมการใช้งานของผู้บริโภคยุคใหม่

สำหรับคนที่ชื่นชอบการใช้สมาร์ทโฟนนั้น ส่วนใหญ่ต่างเลือกแบรนด์ของ “ไอโฟน” เพราะด้วยนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การใช้งานที่ล้ำค่า ล่าสุด สาวกไอโฟนก็เตรียมเฮกันอีกครั้งกับการเปิดตัวไอโฟนรุ่นใหม่

 

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า “ทิม คุก” ประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของแอปเปิล เปิดตัวไอโฟน 3 รุ่นใหม่ล่าสุด ที่อาคารสตีฟ จ็อบส์ เธียเตอร์ เมืองคูเปอร์ติโน รัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งรุ่นแพงสุดคือ iPhone XS Max หน้าจอ OLED ขนาด 6.5 นิ้ว ถือเป็นไอโฟนที่มีหน้าจอใหญ่ที่สุดเท่าที่บริษัทเคยผลิตมาโดยราคาอยู่ที่ 1,099-1,449 เหรียญฯ โดยแอปเปิลทำหน้าจอไอโฟนใหญ่ขึ้น เพื่อต้องการตอบสนองพฤติกรรมการใช้งานของผู้บริโภคยุคนี้ใช้สมาร์ทโฟนดูและบันทึกวิดีโอ ถ่ายรูป ขณะเดียวกัน ไม่มีปุ่มโฮมมาแย่งพื้นที่และใช้เทคโนโลยี Face ID จับใบหน้าเพื่อปลดล็อกการใช้งาน

นอกจากนี้ ยังมีรุ่น iPhone Xs ขนาด 5.8 นิ้ว เริ่มต้นที่ 999 ดอลลาร์ โดยน่าสนใจว่าทั้งสองรุ่นรองรับระบบ dual SIM ทำให้ผู้ใช้สามารถใช้โทรศัพท์ 2 เลขหมายบนเครื่องเดียวกัน ส่วนอีก 1 รุ่นคือ iPhone Xr มีขนาดหน้าจอ 6.1 นิ้วแบบแอลซีดี ถือเป็นรุ่นราคาถูกสุด เริ่มต้นที่ 749 ดอลลาร์

แอปเปิล เปิดตัวไอโฟน 3 รุ่นใหม่ จอใหญ่กว่าเดิม

โดยเป็นที่จับตาว่า การเปิดตัวไอโฟนใหม่ของแอปเปิลมีการขยังราคาขึ้นค่อนข้างมาก จากไอโฟนรุ่นเก่า คือไอโฟน 7 มีราคาเริ่มต้น 449 ดอลลาร์ และไอโฟน 8 มีราคาเริ่มต้น 599 ดอลลาร์

เห็นแบบนี้แล้ว หลายคนคงจะอยากได้และอยากจับจองเป็นเจ้าของไอโฟนรุ่นล่าสุดกันเป็นจำนวนมาก ใครที่อยากได้ก็เก็บเงินรอซื้อกันได้เลย เพราะอีกไม่นานเกินรอ ไอโฟนรุ่นล่าสุดก็จะเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยแน่นอน และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต