Banner_welltitude_7-สัญญาณอันตราย-โรคไบโพลาร์.jpg

kinyupen_adminAugust 30, 2018

“กินอยู่เป็น” จึงได้รวบรวม 7 สัญญาณอันตรายที่เตือนว่า ถ้าคุณมีพฤติกรรมดังกล่าว คุณอาจจะมีเปอร์เซนต์ที่กำลังจะเผชิญ “โรคไบโพลาร์”

เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา กรณีข่าวของนักร้องชื่อดัง “เสก โลโซ” ได้ทำการเฟซบุ๊กไลฟ์ถ่ายทอดสดมาราธอนแบบข้ามวันข้ามคืน จนทำให้คนในครอบครัวและเหล่าบรรดาแฟนคลับก็อดเป็นห่วงคุณเสกไม่ได้ จึงต้องนำตัวคุณเสกเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาล เพราะสันนิษฐานว่าคุณเสกอาจจะเป็นไบโรคไบโพลาร์ จนทำให้ในปัจจุบันสังคมไทยเราเองมองไปว่า ถ้าใครมีพฤติกรรมที่ผิดปกติ แปลกๆ ก็จะถูกมองว่าเป็นไบโพลาร์ไปซะแล้ว

สำหรับโรคไบโพลาร์ (Bipolar disorder) เป็นโรคความผิดปกติทางอารมณ์ที่มีผลต่อประชากรระหว่าง 1-4.3 เปอร์เซ็นต์ของสหรัฐอเมริกา มักจะแสดงออกมาเป็นช่วงที่มีอารมณ์คลุ้มคลั่ง (ภาวะแมเนีย) สลับกับช่วงอารมณ์ซึมเศร้า ซึ่งผลการวิจัยพบว่าอาการของไบโพลาร์มักจะเริ่มมีในเด็กและวัยรุ่นได้ถึง 1.8 % วันนี้ “กินอยู่เป็น” จึงได้รวบรวม 7 สัญญาณอันตรายที่จะมาเตือนว่า ถ้าคุณมีพฤติกรรมตาม 7 ข้อที่กล่าวมานั้น นั่นหมายความว่า คุณมีเปอร์เซนต์ที่กำลังจะเผชิญโรคไบโพลาร์อยู่

1. มีความ “เยอะ” พูดเยอะ คิดเยอะ มั่นใจเยอะ
อาการประเภทนี้มีลักษณะที่แสดงออกถึงความมั่นใจในตนเองมากจนเกินไป แสดงความโอ้อวด พูดมาก พูดไม่หยุด เนื่องจากการทำงานของสมองกำลังเกิดการปั่นป่วน จึงส่งผลต่อการกระทำที่แสดงออกมา

2. นอนน้อย ไม่รู้สึกอ่อนเพลีย
ลักษระของอาการนี้ ผู้ป่วยจะมีความต้องการในการนอนหลับพักผ่อนน้อยลง แต่ในวันรุ่งขึ้นจะไม่ได้รู้สึกว่าตนเองมีอาการเหนื่อยหรืออ่อนเพลียแต่อย่างใด เพราะในุมมองของผู้ป่วยเข้าใจว่าพฤติกรรมการนอนน้อยของเขาเป็นเรื่องปกติสำหรับเขาไปเสียแล้ว

3. พูดเร็วจนฟังไม่ทัน
คนที่มีอาการนี้จะเข้าใจว่าตนเองมีอะไรที่ต้องคิดหลายๆ อย่างในเวลาเดียว ทำให้ผู้ป่วยมีการพูดและคิดที่ค่อนข้างรวดเร็ว และไม่มีอาการที่แสดงความเหน็ดเหนื่อยในการพูดการจา ทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่าตนเองฟังไม่รู้เรื่อง

4. ไร้สมาธิ
ผู้ป่วยจะมีจิตใจที่วุ่นวาย เนื่องจากมีการที่ต้องทำอะไรหลายๆ อย่างพร้อมๆ กัน ทำให้ไม่มีสมาธิในการทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด มีความกระสับกระส่ายอยู่ตลอด

5. มีพฤติกรรมที่สุ่มเสี่ยง
ผู้ป่วยจะมีอาการแผลงๆ แปลกๆ อาทิ การใช้เงินฟุ่มเฟือยผิดปกติ มีพฤติกรรมหวาดระแวง แสดงอาการกระสับกระส่ายทางกาย มีความต้องการทางเพศสูงขึ้น รู้สึกว่าตนเองไร้ค่า ไร้ความหมาย ฯลฯ ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นด้วยความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจของผู้ป่วยเอง

6. มีอารมณ์หงุดหงิด-ฉุนเฉียวง่าย
ผู้ป่วยจะแสดงอาการไม่พอใจ เนื่องจากมีความอดทนที่อยู่ในระดับต่ำ อย่างเช่นปัญหาเรื่องเล็กๆ ก็อาจจะทำให้ผู้ป่วยเกิดอารมณ์หงุดหงิด แปรปรวน และแสดงออกทางพฤติกรรมในทางไม่เหมาะสม ถึงขั้นชวนทะเลาะและมีปากเสียงกับคนรอบข้างได้

7. มีความคิดหมกมุ่นเรื่องความตายและการฆ่าตัวตาย
ผู้ป่วยจะมีอาการที่อยู่ในวะซึมเศร้า เครียด หมดหวังในการดำเนินชีวิต ไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อ และจะชอบคิดถึงเรื่องของความตายและวิธีในการฆ่าตัวตายอยู่ตลอด ซึ่งถือได้ว่าค่อนข้างอันตราย เพราะผู้ป่วยไบโพลาร์จะประพฤติสิ่งที่ไม่คาดฝันขึ้น โดยเฉพาะการฆ่าตัวตาย ฉะนั้น คนรอบข้างสำคัญอย่างยิ่งที่จะต้องดูแลและให้กำลังใจอย่างใกล้ชิด

หากคุณพบว่าตัวคุณเองหรือคนรอบข้างของคุณเริ่มมีพฤติกรรมตามที่กล่าวไป 7 ข้อแล้วนั้น ควรรีบทำการรักษาในทันที โดยเข้าพบจิตแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยอาการและหาสาเหตุเบื้องต้น และควรรับประทานตามที่คุณหมอแนะนำ อย่าหยุดยาด้วยตนเองหรือลืมการทานยา เพราะอาจจะส่งผลกระทบต่อการรักษาและทำให้กลับมามีอาการแบบเดิมอีกครั้ง


-ทำ-“อัลลีชาเลนจ์”-อันตราย-ส่งผลเสียต่อเส้นประสาท.jpg

kinyupen_adminAugust 30, 2018

เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีกระแสที่ใครหลายๆ ไม่พลาดที่จะทำตามกัน นั่นก็คือ “อัลลีชาเลนจ์” หรือการทำมือเป็นรูปโอเคแบบกลับหัวแล้วมาไว้ที่ตา ซึ่งมาจากการที่นักฟุตบอลชื่อดังทีมท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ แห่งพรีเมียร์ลีกอังกฤษ อย่าง “เดเล อัลลี” แสดงท่าทางดีใจผ่านโลกสังคมออนไลน์ ภายหลังทำประตูได้ในเกมบุกเอาชนะทีมนิวคาสเซิล 2-1 กระทั่งกลายเป็นท่าสุดฮิตที่ใครหลายๆ คนต้องพยายามทำตามกัน บางคนทำได้ บางคนก็ทำไม่ได้ แต่รู้หรือไม่ว่า การพยายามที่จะทำท่าดังกล่าว ทั้งๆ ที่บางคนไม่สามารถทำได้นั้น เป็นอันตรายต่อร่างกายเรา

เรื่องนี้ แฟนเพจ Sahavate ได้ออกมาเตือนผู้ที่พยายามทำท่า “อัลลีชาเลนจ์” ว่า การทำท่าดังกล่าวส่งผลเสียต่อเส้นประสาท เนื่องจากการทำมือในลักษณะโอเคแบบกลับหัวเป็นท่ายืดเส้นประสาทส่วนหนึ่งของแขน หากทำเป็นเวลานานๆ จะส่งผลต่อเส้นประสาท และจะมีอาการปวดหรือตึงข้อศอกด้านใน แขนท่อนล่าง ข้อมือ จนถึงฝ่ามือด้านใน รวมถึงเกิดอาการชาปลายนิ้วนางและนิ้วก้อย

 

สำหรับการทำท่า “อัลลีชาเลนจ์” เหมาะสำหรับคนที่เป็นพนักงานออฟฟิศ ที่ต้องนั่งทำงานแล้วงอข้อศอกกับที่รองแขนเป็นเวลานาน หรือใช้โทรศัพท์เป็นเวลานาน โดยต้องกางแขนออกไปด้านข้าง 90 องศา พร้อมกับทำมือเป็นรูปโอเค แล้วงอข้อศอกพร้อมหมุนข้อมือเข้าหาตัว เอานิ้วที่ทำรูปโอเค ทำค้างไว้ประมาณ 3-5 วินาที จำนวน 5 ครั้ง จะช่วยยืดเส้นประสาทได้ ทั้งนี้ แล้วทำไมบางคนทำท่านี้ได้ บางคนทำท่านี้ไม่ได้ ก็เป็นเพราะโครงสร้างร่างกายของคนเราไม่เหมือนกัน ส่งผลให้นิ้วของแต่ละคนยาวไม่เท่ากัน ส่งผลให้คนที่มีนิ้วยาวกว่าจะทำท่า “อัลลีชาเลนจ์” ได้ดีกว่าคนที่มีนิ้วสั้น

สุดท้ายนี้ การทำ “อัลลีชาเลนจ์” ก็เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสนุกๆ ที่อย่างน้อยนอกจากจะเป็นกระแสที่ต้องทำตามในโลกออนไลน์แล้ว ยังเป็นการช่วยยืดเส้นประสาทสำหรับคนที่ต้องต้องทำงานงอแขน งอข้อศอกเป็นเวลานานๆ แต่ก็อย่าทำฝืนทำบ่อยจนเกินไป เพราะอาจจะส่งผลเสียทำให้ปวดข้อมือ ปวดแขน ปวดนิ้วมือได้

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : แฟนเพจ Sahavate


-ให้-พนง.-หยุดงานได้ตามใจชอบ_web.jpg

kinyupen_adminAugust 28, 2018

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปดูเรื่องราวของโรงงานแปรรูปอาหารทะเลชื่อดังในญี่ปุ่นอนุญาตให้พนักงานกำหนดวันหยุดได้ตามใจชอบ หากรู้สึกว่าไม่อยากมาทำงานในวันนั้น ซึ่งพบว่าพนักงานทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

การได้หยุดงานของเหล่าพนักงานมนุษย์เงินเดือน อาจจะเป็นความสุขเล็กๆ ของพวกเราในการที่จะได้มีโอกาสไปทำธุระส่วนตัว ไปเที่ยว ฯลฯ ในวันธรรมดา แต่กว่าจะได้หยุดงานทั้งที คุณเองก็ต้องเตรียมเหตุผลต่างๆ มากมายเขียนไปในใบลากิจ เพื่อที่หัวหน้างานของคุณจะอนุมัติวันหยุดให้ ซึ่งที่ประเทศญี่ปุ่น มีบริษัทแห่งหนึ่งประกาศกฎระเบียบใหม่เกี่ยวกับหยุดงานของพนักงานที่นั่น กฎดังกล่าวทำเอาเหล่าบรรดาพนักงานในบริษัทนี้ยิ้มไม่หุบเลยไม่ใช่น้อย

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า บริษัท The Papua New Guinea Seafood บริษัทแปรรูปอาหารทะเลชื่อดัง ในนครโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น มีการประกาศกฎใหม่ของบริษัทที่ต้องบอกว่าเป็นที่ถูกออกถูกใจของพนักงานในบริษัทอย่างมาก ซึ่งกฎหใม่นั้นก็คือ ให้พนักงานในบริษัทกำหนดวันหยุดของตนเองได้ตามใจชอบ และหากรู้สึกว่าวันไหนไม่อยากมาทำงาน ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม ก็สามารถหยุดงานได้เลยตามอัธยาศัย

ภายหลังจากที่ออกกฎดังกล่าวไปนั้น ก็ทำเอาบรรดาพนักงานในบริษัทดีใจเป็นอย่างมาก เพราะก่อนหน้านี้พวกเขามีวันหยุดเพียงแค่สัปดาห์ละ 1 วันเท่านั้น (ทำงาน 6 วัน/สัปดาห์) ขณะเดียวกัน หลายฝ่ายก็แสดงความกังวลว่า การให้พนักงานบริษัทหยุดงานได้ตามใจชอบแบบนี้จะส่งผลกระทบต่อโรงงานหรือไม่ ซึ่งทางโรงงานก็ออกมายืนยันว่า ไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด ตรงกันข้าม กลับพบว่ามีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น พนักงานทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และยังเป็นการลดรายจ่ายของบริษัทลงอีกด้วย

นี่ก็เป็นอีกหนึ่งแนวคิดสวัสดิการของเจ้าของบริษัทในญี่ปุ่นที่ให้ความสำคัญกับเหล่าบรรดาพนักงานในโรงงาน ที่ทำให้พนักงานทุกคนมีความสุขกับการทำงานและตัดสินใจที่จะทำงานในบริษัทนี้ไปอีกนานเลยทีเดียว นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

ขอขอบคุณเนื้อหาจาก : Daily Mail


-หุ่นยนต์รูดี้-ช่วยดูแลคนวัยทองที่อยู่บ้านตามลำพัง_web.jpg

kinyupen_adminAugust 28, 2018

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของบริษัทสตาร์ทอัพของอเมริกาคิดค้นพัฒนา “หุ่นยนต์รูดี้” หุ่นยนต์อัจฉริยะที่มาพร้อมกับคุณสมบัติมากมาย ช่วยดูแลผู้สูงอายุซึ่งอาศัยอยู่บ้านตามลำพัง

ปัจจุบัน โลกของเรามีเทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินชีวิต เพื่ออำนวยความสะดวกสบายในการทำกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ หลายประเทศที่มีการนำเอาเทคโนโลยีมาปรับใช้และพัฒนาไปในทางที่สร้างสรรค์ อย่างเช่นที่รัฐเวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา มีบริษัทที่คิดค้นพัฒนาหุ่นยนต์ที่ช่วยอำนวยความสะดวกดูแลผู้สูงอายุภายในบ้าน โดยสำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า บริษัท INF Robotics ซึ่งเป็นบริษัทสตาร์ทอัพ พัฒนา “หุ่นยนต์รูดี้” หุ่นยนต์อัจฉริยะที่ช่วยดูแลผู้สูงอายุที่อยู่บ้านตามลำพังภายในรัฐเวอร์จิเนีย

แอนโธนี่ นูนเนซ (Anthony Nunez) ผู้ก่อตั้ง INF Robotics เปิดเผยแนวคิดของการพัฒนาหุ่นยนต์รูดี้ว่า แนวคิดดังกล่าวมาจากประสบการณ์ของคุณแม่ของเขาที่ต้องดูแลคุณยายที่มีอายุค่อนข้างมาก ดังนั้น ตนจึงออกแบบหุ่นยนต์รูดี้ ซึ่งมีคุณสมบัติที่ง่ายต่อการใช้งาน ราคาที่ไม่แพง ออกแบบเหมาะสมกับผู้สูงอายุ มีความสูงประมาณ 1 เมตร มีหน้าจอดิจิทัลอยู่บริเวณลำตัว หุ่นยนต์รูดี้สามารถพูดคุยสนทนาโต้ตอบได้ สร้างความบันเทิงให้กับผู้สูงอายุได้ สามารถเล่าเรื่องตลกขบขัน เล่นเกมส์ เเละเต้นรำกับผู้ใช้งานได้อีกด้วย

นอกจากนี้ หุ่นยนต์รูดี้ยังช่วยเหลือผู้สูงอายุ กรณีที่มีการขอความช่วยเหลือฉุกเฉินได้ตลอด 24 ชั่วโมง สามารถแจ้งเตือนเรื่องเวลา การรับประทานยาของผู้สูงอายุ เป็นหูเป็นตาคอยสอดส่องว่าผู้สูงอายุเก็บข้าวของส่วนตัวไว้ที่ใดบ้าง เเละแจ้งเตือนเรื่องการนัดหมายต่างๆ ได้แม่นยำอีกด้วย

คลิฟ กลายเออร์ (Cliff Glier) ผู้ก่อตั้งบริษัท SenCura บริษัทดูแลผู้สูงอายุในอเมริกา เปิดเผยว่า ได้มีโอกาสพบกับนูนเนซเเละทีมงานของ INF Robotics ภายในงานจัดเเสดงหุ่นยนต์ดูแลผู้สูงวัยเมื่อหลายปีก่อน จึงเกิดความสนใจที่จะนำหุ่นยนต์รูดี้ไปทดลองใช้กับลูกค้าของบริษัทตน ส่วนตัวมองว่าหุ่นยนต์รูดี้ไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อมาเเข่งขันหรือแย่งบทบาทหน้าที่กับผู้ดูแลคนสูงอายุที่เป็นมนุษย์ แต่หุ่นยนต์รู้ดี้สามารถช่วยอำนวยความสะดวกได้ในเรื่องอื่นๆ ที่ไม่ใช่งานบ้าน มีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลืองานของผู้ดูแลคนสูงอายุ เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติในบ้านของตน

ในอนาคต หากมีการพัฒนานำเอาเทคโนโลยีมาใช้ในทางที่เป็นประโยชน์และสร้างสรรค์อย่างเช่นที่อเมริกาแบบนี้ ก็จะทำให้การดำเนินชีวิตในสังคมเป็นไปด้วยความ SMART อย่างแน่นอน และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : www.voathai.com (เรียบเรียงโดยทักษิณา ข่ายแก้ว วีโอเอภาคภาษาไทยกรุงวอชิงตัน)


-5-วิธีรับมือ-รถติดหนักมาก-ในเมืองกรุงฯ_Web.jpg

kinyupen_adminAugust 28, 2018

การก่อสร้างรถไฟฟ้าหลายจุดในเมืองกรุง ส่งผลต่อการเดินทางสัญจรของประชาชนในกรุงเทพฯ อย่างมาก “กินอยู่เป็น” จึงขอแนะนำ 5 วิธีรับมือรถติดหนักในเมืองกรุงฯ มาฝากกัน จะได้วางแผนการเดินทางและไปถึงจุดหมายปลายทางตรงเวลานัดหมายอย่างแน่นอน

คนกรุงพอจะทราบกันดีว่า อีกไม่นานเกินรอพื้นที่ของกรุงเทพมหานครจะมีรถไฟฟ้าคอยอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนทุกคน เพื่อเป็นการลดปัญหาการจราจรติดขัดในเมืองกรุง และรณรงค์ให้คนกรุงหันมาใช้บริการรถโดยสารสาธารณะกันให้มากขึ้น ลดการนำรถยนต์ส่วนบุคคลมาใช้บนท้องถนน แต่กว่าจะถึงวันนั้น ณ ตอนนี้ หลายพื้นที่ในกรุงเทพฯ จะเห็นได้อยู่ระหว่างการก่อสร้างรถไฟฟ้ากันอยู่ ก็ส่งผลทำให้คนกรุงฯ อาจจะมีบ่นกันสักเล็กน้อยว่า “รถติด” และ “รถรถติดหนักมาก” ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ลาดพร้าว ที่ตอนนี้มีการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง , ถ.รามคำแหง ซึ่งกำลังสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้ม (ตะวันออก) ช่วงศูนย์วัฒนธรรมฯ-มีนบุรี หรือจะเป็นที่ ถ.พหลโยธิน ที่ตอนนี้ก็อยู่ระหว่างการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียวเหนือ ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต ประกอบกับการสร้างอุโมงค์บริเวณแยกรัชโยธิน ก็ทำให้การจราจรในหลายพื้นที่ติดขัดอย่างหนัก

เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงปัญหา “รถติด” ในเมืองกรุงฯ ซึ่งจริงๆ แล้วมีอยู่หลากหลายวิธี “กินอยู่เป็น” 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงขอแนะนำ 5 วิธีรับมือรถติดหนักในเมืองกรุงฯ มาฝากกัน จะมีอะไรบ้าง ไปดูกันเลยดีกว่า

1. วางแผนการเดินทาง
ก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง ควรจะต้องวางแผนดีๆ ว่าวันนี้จะใช้เส้นทางใดในการเดินทาง เส้นทางดังกล่าวรถติดหรือไม่ในขณะนั้น และจะเดินทางด้วยวิธีใด ขับรถไปเอง , นั่งรถเมล์ ฯลฯ นอกจากนี้ควรกำหนดด้วยว่า หากเกิดเหตุฉุกเฉินในระหว่างการเดินทาง อาทิ รถสาธารณะเสียกระทันหัน , รถติดหนักเกินเหตุ , เกิดเหตุรถชนกันบนท้องถนนทำให้รถติด ฯลฯ จะมีวิธีแก้ไขเหตุการณ์เฉพาะหน้าอย่างไร ทั้งนี้ เพื่อที่คุณจะได้เดินทางไปถึงจุดหมายปลายทางได้ตามเวลาที่นัดหมายไว้

2. เผื่อเวลาในการเดินทาง
ข้อนี้ก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะแต่ก่อนใช้เวลาเดินทางไม่กี่นาทีก็ถึงจุดหมายปลายทางแล้ว แต่ตอนนี้คุณต้องวางแผนใหม่ เผื่อเวลาในเยอะๆ ขึ้นกว่าเดิมอย่างน้อย 1-2 ชั่วโมง เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่าตอนนี้กรุงเทพฯ รถติดหนักขึ้น 2-3 เท่าตัว ฉะนั้น อย่าไว้ใจการจราจรในเมืองกรุงในช่วงเวลา ณ ขณะนี้ เผื่อเวลาการเดินทางไว้จะดีกว่า รับรองว่าถึงจุดหมายปลายทางตรงเวลานัดหมายแน่นอน

3. เจอทางลัดเส้นทางไหน ใช้เส้นทางนั้น
หลายจุดในกรุงเทพฯ กำลังก่อสร้างรถไฟฟ้าอยู่ในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็น ถ.พหลโยธิน , แยกรัชโยธิน , ถ.รามคำแหง , ถ.ลาดพร้าว ฯลฯ ก็ทำให้การจราจรในพื้นที่นั้นติดขัดอย่างหนักและหนักมาก บางจุดรถจอดเป็นอัมพาตนานเป็นชั่วโมงเลยก็ว่าได้ ฉะนั้น วิธีหลบเลี่ยงรถติดในื้นที่นั้นๆ ก็คือ พยายามหาเส้นทางลัดที่จะเข้าสู่จุดหมายปลายทางได้อย่างรวดเร็ว และไม่ไปเจอกับปัญหารถติดขัดให้กวนใจคุณ นี่ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะไปถึงจุดหมายปลายทางอย่างทันเวลา

4. ทางเดียวกัน ไปด้วยกัน
เพื่อนในกลุ่มหรือเพื่อนในที่ทำงานเดียวกัน ลองใช้วิธีนี้ดู ก็คือให้เพื่อนติดรถไปลงในเส้นทางที่คุณขับรถผ่าน หรือขอติดรถเพื่อนคุณไปลงในเส้นทางที่เขาขับผ่าน เมื่อไปถึงจุดหมายปลายทางก็แวะลงได้ นอกจากจะประหยัดค่าเดินทางแล้ว คุณยังจะได้เพื่อนร่วมเดินทาง พูดคุยเม้าท์มอยกันบนรถขณะเผชิญกับรถติด ก็แก้เบื่อไปได้อีกรูปแบบหนึ่ง

5. ลดการใช้รถส่วนตัว เลือกใช้รถโดยสารสาธารณะ
การมีรถเป็นของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นรถจักรยานยนต์หรือรถยนต์ มันดีตรงที่ว่าสะดวกสบายในการเดินทางสัญจรไปไหนมาไหนได้ตลอดเวลา แต่ในทางกลับกันการที่เราขับรถแล้วมาเจอกับปัญหารถติดหนักในกรุงเทพฯ มันก็ทำให้เราอารมณ์ไม่ดีพอสมควร ทั้งถึงจุดนัดหมายช้า เบื่อหน่ายตอนรถติด ปวดห้องน้ำตอนรถติด รู้สึกว่าเปลืองน้ำมัน ฯลฯ ทางที่ดีลองเปลี่ยนมาโดยสารรถสาธารณะแทนน่าจะดีกว่า เพราะค่าโดยสารอาจจะถูกกว่าค่าน้ำมันรถที่จ่ายไปในแต่ละวันก็เป็นไปได้ และการเดินทางโดยรถโดยสารสาธารณะมีทางเลือกหลากหลายทาง ไม่ว่าจะเป็น รถเมล์ , รถจักรยานยนต์รับจ้าง , รถแท็กซี่ , รถไฟฟ้า ฯลฯ

อย่างไรก็ตาม ช่วงนี้เป็นช่วงที่คนกรุงอาจจะต้องอดทนกันสักนิดนึง เพื่ออนาคตเราจะมีรถไฟฟ้าให้บริการทั่วกรุงแล้ว แน่นอนว่าอาจจะทำให้คุณภาพชีวิตในการเดินทางสัญจรไปไหนมาไหนของคุณดีขึ้นอย่างแน่นอน นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


-100-ปี-ของ-“ศาสตราจารย์-ดร.ประเสริฐ-ณ-นคร”.jpg

kinyupen_adminAugust 23, 2018

“ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร” เผยเคล็ดลับการดูแลสุขภาพให้แข็งแรง มีอายุยืนยาว เน้นการฝึกสมาธิ ออกกำลังกาย และเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์

“การไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ” นี่เป็นอีกหนึ่งวลีเด็ดที่มีการบอกต่อๆ กันในวงสนทนาสุขภาพ วลีดังกล่าวต้องการสื่อสารให้แต่ละคนดูแลและรักษาสุขภาพของตัวเอง ไม่ให้เจ็บป่วยจากโรคภัยไข้เจ็บ เหมือนอย่างเช่น ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร อดีตนายกราชบัณฑิตยสถาน และนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ ปี พ.ศ. 2531 ที่ต้องบอกว่า ณ ตอนนี้ถึงแม้ว่าท่านจะอายุเกือบ 100 ปีแล้วก็ตาม แต่สุขภาพร่ายกายของท่าน ณ ตอนนี้ยังสมบูรณ์แข็งแรงอยู่เลย

ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร ได้บอกว่าถึงเคล็ดลับที่ทำให้ตนมีสุขภาพแข็งแรงมาจนถึงทุกวันนี้ว่า ได้มีโอกาสอ่านหนังสือของคุณหลวงวิจิตรวาทการ ทำให้ตนได้ฝึกเรื่องของสมาธิ ความจำ นอกจากนี้ เมื่อช่วงที่อายุ 69 ปี ตนได้เดินขึ้นเขาที่มีความสูงถึง 120 ขั้นบันได ซึ่งตนไม่ได้รู้สึกเหนื่อยเลย ขณะเดียวกัน อาหารการกินก็เป็นเรื่องสำคัญ ตนมีเคล็ดลับการเลือกอาหารเพื่อสุขภาพ ซึ่งตนจะเลือกทานอาหารอะไรก็ได้ที่ไม่มีกลิ่นเหม็น งดการรับประทานอาหารดิบ รวมไปถึงการงดดื่มสุราหรือมึนเมา แค่นี้ก็ทำให้สุขภาพร่างกายของเราแข็งแรงและมีอายุยืนแล้ว

สำหรับศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร เป็นผู้ประพันธ์คำร้องภาษาไทยของเพลงพระราชนิพนธ์ชะตาชีวิต, ใกล้รุ่ง, ในดวงใจนิรันดร์, แว่ว, เพลงประจำมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นผู้ที่ได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางในวงวิชาการว่า เป็นปรมาจารย์ในด้านไทยศึกษา ที่มีความรอบรู้ในลักษณะสหวิทยาการ ผลงานทางวิชาการของท่านมีอยู่เป็นจำนวนมากมาย ผลงานต่างๆ ของท่านได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่อย่างต่อเนื่อง และใช้อ้างอิงในวงวิชาการเสมอมา

ขอบคุณข้อมูลจาก : โครงการส่งเสริมป้องกัน คนไทยไม่ให้เจ็บป่วยฉุกเฉิน สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)


-สถานีชาร์จไฟฟ้าความเร็วสูง-ในแคนาดา_web.jpg

kinyupen_adminAugust 22, 2018

“โฟล์คสวาเกน กรุ๊ป แคนาดา” สร้างสถานีชาร์จไฟสำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศแคนาดา เพื่อให้บริการผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า พร้อมรุกเข้าสู่ธุรกิจพลังงาน

ต้องบอกว่าหลายประเทศในตอนนี้นิยมนำเอาพลังงานไฟฟ้ามาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินชีวิตหรือทำกิจกรรมต่างๆ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกและรวมเร็วของมนุษย์ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จะพาไปติดตามเรื่องราวของที่ประเทศแคนาดา ล่าสุดก็เตรียมรุกเข้าสู่ธุรกิจพลังงานแล้ว โดยสำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า “โฟล์คสวาเกน กรุ๊ป แคนาดา” สร้างสถานีชาร์จไฟสำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศแคนาดา โดยตั้งบริษัทใหม่ชื่อ Electrify Canada เพื่อดำเนินการสร้างเครือข่ายสถานีชาร์จไฟฟ้าทั่วแคนาดา เพื่อให้บริการผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าทั่วไป ไม่จำกัดเฉพาะรถในเครืออย่าง Volswagen, Audi และ Porsche

ในช่วงแรกจะมีการสร้างขึ้นสร้างสถานีชาร์จไฟ 32 แห่งในพื้นที่ต่างๆ ของแคนาดาทั้งในออนตาริโอ, ควิเบก, บริติชโคลัมเบีย และอัลเบอร์ต้า ในเส้นทางถนนไฮเวย์สายหลักและเขตเมืองใหญ่ ซึ่งแต่ละสถานีจะมีเครื่องชาร์จ 4 เครื่องโดยใช้เทคโนโลยีชาร์จไฟกระแสตรงแบบความเร็วสูง CCS และ CHAdeMO

“Daniel Weissland” ประธานและซีอีโอของ Volkswagen Group Canada ระบุว่า ตลาดยานยนต์ไฟฟ้าในแคนาดากำลังเติบโต ทำให้ความต้องการทั้งในเรื่องความรวดเร็ว ความสะดวก ที่สามารถชาร์จพลังงานเพิ่มมากขึ้น โดยปีที่แล้วยอดขายรถพลังงานไฟฟ้าในแคนาดาอยู่ที่ประมาณ 20,000 คัน โดย Navigant Research วิเคราะห์ว่ายอดจำหน่ายรถพลังงานไฟฟ้าจะเติบโตขึ้นประมาณ 29 % ต่อปี และจะทำให้มีรถพลังงานไฟฟ้าประมาณ 140,000 คันในปี 2026 และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


-จีนเปิดตัว-โรงแรมน้ำตก-ไหลจากตึกระฟ้าใจกลางเมือง-สูงถึง-108-เมตร_website_pic.jpg

kinyupen_adminAugust 21, 2018

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปดูเรื่องราวของอาคารแห่งหนึ่งภายในเมืองกุ้ยหยางของประเทศจีน เปิดตัว “โรงแรมน้ำตก” น้ำตกเทียมที่มีขนาดสูงถึง 108 เมตร สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับชาวจีนและนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก

สำนักข่าวของประเทศจีน รายงานว่า โรงแรมตึกเลี่ยเปี้ยน ซึ่งตั้งอยู่เมืองกุ้ยหยาง ของมณฑลกุ้ยโจว ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน เปิดตัวน้ำตกเทียมที่มีขนาดสูงถึง 108 เมตร โดยอาคารดังกล่าวถูกออกแบบมาเป็นพิเศษ ซึ่งบริเวณด้านล่างของอาคารมีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ และเครื่องสูบน้ำจำนวน 4 เครื่องที่สูบน้ำไปยังปากปล่องด้านบน ซึ่งการเปิดตัวในครั้งนี้ก็สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับชาวจีนและนักท่องเที่ยวที่มาท่องเที่ยวเมืองกุ้ยหยางเป็นจำนวนมาก หลายคนเรียกโรงแรมแห่งนี้ว่า “โรงแรมน้ำตก”

สำหรับตึกแห่งนี้จะทำการเปิดน้ำตกเฉพาะเนื่องในโอกาสสำคัญ โดยเปิดเพียง 10-20 นาทีเท่านั้น เนื่องจากการเปิดน้ำตกเป็นเวลานาน 1 ชั่วโมง ทางตึกจะต้องเสียค่าไฟสูงถึง 800 หยวน หรือคิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 4,000 บาท และนี่ก็ถือได้ว่าเป็นจุดท่องเที่ยวและเป็นแลนด์มาร์ตแห่งใหม่ของประเทศจีนเลยก็ว่าได้ นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

ขอขอบคุณภาพจาก : สำนักข่าว new.qq.com


-ในยุคนี้-ควรใช้ชีวิตอย่างไร-ให้สมกับความเป็น-เมีย-2018_web.jpg

kinyupen_adminAugust 21, 2018

เปิดพฤติกรรมที่ “สุภาพสตรี” ยุคนี้ควรกระทำ เพื่อในอนาคตหากใช้ชีวิตคู่ร่วมกับคนที่เรารัก จะได้อยู่ด้วยกันได้อย่างมีความสุข ให้สมกับความเป็น “เมีย 2018”

ช่วงนี้ต้องบอกว่ากระแสละครโทรทัศน์อย่าง “เมีย 2018” กำลังฟีเวอร์อย่างหนัก ไม่ว่าจะไปไหนมาไหนก็มีแต่คนพูดถึงละครเรื่องนี้กันอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นในวงสนทนาหรือในโลกออนไลน์ ซึ่งจะว่าไปแล้ว ละครเรื่อง “เมีย 2018” เป็นละครที่แฝงแง่คิดในเรื่องของการใช้ชีวิตคู่ว่าต้องปฏิบัติตนอย่างไร เพื่อให้ชีวิตคู่ราบรื่น ซึ่งบางฉากสำคัญของละครเรื่องนี้สะท้อนถึงชีวิตจริงในสังคม อาทิ ปัญหาพฤติกรรมการใช้ชีวิตของสามีภรรยาที่ไม่ลงตัว , ปัญหารักสามเศร้า และปัญหาอื่นๆ ซึ่งหากไม่ได้รับการแก้ไข ก็จะพอกพูนจนนำไปสู่การหย่าร้างในที่สุด

 เมีย 2018
ภาพจากละคร เมีย 2018 โดยเว็บไซต์ www.onehd.net


.
ขณะเดียวกัน ตัวละครฝ่ายหญิงสำคัญอย่าง “อรุณา” และ “กันยา” ก็สะท้อนถึงพฤติกรรมของฝ่ายหญิง เพื่อให้ผู้ชมรับชมและรู้ว่าพฤติกรรมใดควรกระทำ และพฤติกรรมใดไม่ควรกระทำ สำหรับการใช้ชีวิตคู่ ใช้ชีวิตอย่างไรไม่ให้ผิดศีลธรรม ซึ่ง “กินอยู่เป็น” ได้รวบรวมพฤติกรรมหลักๆ ที่ “สุภาพสตรี” ในยุคนี้ควรกระทำ เพื่อในอนาคตหากใช้ชีวิตคู่ร่วมกับคนที่เรารักแล้ว จะได้อยู่ด้วยกันได้อย่างมีความสุข

.
.
1. มีคุณสมบัติของความเป็นสุภาพสตรีไม่ขาดตกบกพร่อง วางตัวอย่างสง่างาม

ข้อแรกนี้เป็นคุณสมบัติเริ่มต้นเลยของคุณผู้หญิงที่จะต้องทำตัวเองให้มีคุณสมบัติเป็น “สุภาพสตรี” เริ่มจากการพูดจาอ่อนหวาน มีหางเสียง กิริยามารยาทเรียบร้อย บุคลิกภาพภายนอกต้องดูดี ทำงานบ้านเป็น ถ้าคุณสามารถทำตามข้อนี้ บอกเลยว่าท่านสุภาพบุรุษทั้งหลายจะต้องประทับใจคุณอย่างแน่นอน
.
.
2. ควรมีเหตุผลในการพูดคุย ไม่ใช้อารมณ์และความรุนแรง

ทุกครั้งที่มีการพูดคุยกับฝ่ายชาย ซึ่งเป็นคนรักของเรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม ควรคุยด้วยกิริยาที่เหมาะสมและสุภาพ หากว่าเป็นเรื่องที่ต้องปรับความเข้าใจกัน โดยเฉพาะเรื่องของคนสองคน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปัญหาการใช้ชีวิต เรื่องความรัก ฯลฯ เดิมทีฝ่ายหญิงมักจะเป็นฝ่ายที่มีพฤติกรรมงอแงและโวยวายกับคนรักของเรา หากไม่ได้ดั่งใจ นั่นก็อาจเป็นสาเหตุทำให้อีกฝ่ายเริ่มเบื่อหน่ายในตัวคุณ

ฉะนั้นจงจำไว้ว่า ไม่ว่าจะเกิดปัญหาใดๆ ก็ตามของชีวิตคู่รัก อันดับแรกขอให้คุณจงมีสติ ค่อยๆ คิดหาวิธีแก้ปัญหา อย่าวู่วามใช้อารมณ์เด็ดขาด จากนั้นนัดคุยหรือพบหน้ากับฝ่ายชายในช่วงเวลาที่เหมาะสม (อธิบายง่ายๆ คือ ช่วงที่ฝ่ายชายอารมณ์ดี พร้อมที่จะพูดคุยกับคุณ) จากนั้นจึงค่อยๆ เล่าถึงปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยเหตุผล ย้ำว่าอย่าใช้อารมณ์หรือลงไม้ลงมือเหมือนในละครโดยเด็ดขาด จากนั้นรอดูฝ่ายชายว่ามีปฏิกิริยาอย่างไร แล้วค่อยๆ ร่วมกันคิดหาวิธีแก้ไข โดยใช้เหตุผลและมีสติ เชื่อว่าหากทำได้ดังนี้ การใช้ชีวิตคู่จะผ่านไปได้ด้วยดีอย่างแน่นอน
.
.
3. ละเว้นพฤติกรรมการจับผิดแฟนของเรา

การใช้ชีวิตคู่ของคู่รัก ไม่ว่าจะเป็นแฟน หรือแต่งงานเป็นสามีภรรยาแล้ว นั่นหมายความว่า คุณทั้งสองคนต้องมีความซื่อสัตย์ ไว้ใจซึ่งกันและกัน ข้อนี้สำคัญมากในการใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน เพราะถ้าหากขาดข้อนี้ไปนั่นคือคุณทั้งคู่คงไม่เหมาะกับการใช้ชีวิตเป็นคู่รัก

ปัญหาที่พบเจอจากคุณผู้หญิงที่มีแฟนแล้วมากที่สุด คือ ไม่ไว้ใจ เพราะกลัวคนรักจะโกหกเพื่อบางสิ่งบางอย่างหรือโกหกเพื่อไปมีคนอื่น จึงพยายามหวาดระแวงหรือคอยจับผิดฝ่ายชายอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นคอยสังเกตรอยลิปสติกที่บริเวณคอหรือบนเสื้อ , สังเกตว่าทำไมฝ่ายชายกลับบ้านดึก ฯลฯ ทั้งนี้ จำไว้เลยว่า ถ้าคุณตอบตกลงเซย์เยสที่จะใช้ชีวิตคู่กับฝ่ายชายแล้ว ก็จงต้องลดละเลิกพฤติกรรมการจับผิดคนรักเสียเถิด เมื่อรักกันแล้วก็จงไว้ใจซึ่งกันและกันน่าจะดีกว่า
.
.
4. ให้ความเป็นอิสระซึ่งกันและกัน

การใช้ชีวิตคู่ร่วมกันของคนรักนั้น นอกจากที่จะต้องไว้ใจซึ่งกันและกันแล้ว คุณควรที่จะไม่ตีกรอบหรือไปบงการชีวิตของอีกฝ่ายจนเกินไป จนทำให้ฝ่ายชายรู้สึกว่าทำอะไรก็ผิดไปหมด รู้สึกอึดอัด และไม่มีความสุขกับการใช้ชีวิตคู่ อาทิ การบังคับให้ฝ่ายชายต้องเข้านอนหรือตื่นนอนตามเวลาที่กำหนด , ต้องกลับบ้านตรงเวลา ฯลฯ บางครั้งจุกจิกมากเกินไปก็อาจจะทำให้ฝ่ายชายเบื่อจนถึงขั้นเลิกราและหนีไปจากชีวิตคุณในทันที

ฉะนั้น คุณเองก็อย่าไปตีกรอบการใช้ชีวิตของเขา ควรให้อิสระในการใช้ชีวิตของฝ่ายชาย เพื่อให้เขารู้สึกว่าการมาใช้ชีวิตร่วมกันกับคุณนั้นมีความสุข ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นการติดคุกหรือกำลังตกนรกอยู่แต่อย่างใด
.
.
5. เป็นพื้นที่ความสุขสำหรับอีกฝ่าย

คอยให้กำลังใจฝ่ายชายซึ่งเป็นคนรักของเราในการลงมือทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด หรือการงานใดๆ ก็ตาม และคอยให้คำปรึกษากับอีกฝ่ายหากเขามีปัญหาชีวิตหรือมีเรื่องราวต่างๆ ที่ไม่สบายใจ เพื่อให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าเขาอยู่กับคุณแล้วมีความสุข พูดคุยได้ทุกเรื่อง มีกำลังใจในการทำงานหรือประกอบภารกิจต่างๆ
.
.
ทั้งนี้ทั้งนั้น ท่านสุภาพสตรีทั้งหลายก็อย่าลืมนำคุณสมบัติเหล่านี้ไปปรับใช้ เพื่อให้สมกับความเป็น “เมีย 2018” ในยุคนี้ ซึ่งถ้าคุณสามารถปฏิบัติหรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้ได้ดังที่บอกไปแล้วนั้น ก็จะสามารถครองรักและใช้ชีวิตคู่กันไปได้ยาวนานจนถึงยามแก่เฌ่ากันเลยทีเดียว

ทีมงานกินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต

 


_web.jpg

kinyupen_adminAugust 21, 2018

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปดูเรื่องราวของทางการนิวซีแลนด์ประกาศงดใช้ “ถุงพลาสติก” เพื่อลดปัญหามลพิษที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและรักษาภาพลักษณ์ที่ดีของนิวซีแลนด์

รู้หรือไม่ว่า การใช้ถุงพลาสติกส่งผลต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมอย่างร้ายแรง หลายประเทศจึงมีการจัดกิจกรรมรณรงค์ลดการใช้ถุงพลาสติก และแนะนำให้ใช้ถุงผ้าแทน เพื่อลดการเกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมขึ้น เพราะขยะที่ทำมาจากพลาสติก โดยเฉพาะถุงพลาสติกต้องใช้ระยะเวลานานกว่า 5 ศตวรรษ จึงจะย่อยสลายได้ ด้วยเหตุนี้เอง ล่าสุดที่ประเทศนิวซีแลนด์เล็งเห็นความสำคัญของการรักษาสิ่งแวดล้อม จึงเตรียมที่จะประกาศยกเลิกการใช้ถุงพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวในการจับจ่ายซื้อของ

โดย “เจซินดา อาร์เดิร์น” นายกรัฐมนตรีของนิวซีแลนด์ กล่าวว่า ถือเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญของนิวซีแลนด์ในการลดปัญหามลพิษจากการใช้พลาสติก เนื่องจากก่อนหน้านี้ประชาชนของนิวซีแลนด์ใช้ถุงพลาสติกจำนวนสูงถึงหลายร้อยล้านใบต่อปี ซึ่งก่อให้เกิดมลพิษและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก ซึ่งกฏดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ในปีหน้า (ส.ค.2562) ทั้งนี้ เพื่อลดปัญหามลพิษที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและรักษาภาพลักษณ์ที่ดีของนิวซีแลนด์ ในฐานะประเทศที่ให้ความสำคัญต่อเรื่องของสิ่งแวดล้อม

ภายใน 6 เดือนหลังจากนี้ ร้านค้าภายในนิวซีแลนด์จะต้องยกเลิกการใช้ถุงพลาสติก ซึ่งหากพบว่าร้านค้าใดมีการฝ่าฝืนกฎดังกล่าว จะถูกปรับเป็นเงิน 100,000 ดอลลาร์นิวซีแลนด์ หรือคิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 2,200,000 บาท

อย่างไรก็ตาม จะเห็นได้ว่าหลายประเทศต่างได้มีการรณรงค์และให้ความสำคัญกับปัญหาดังกล่าว ซึ่งปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อมจะลดลงได้ เริ่มต้นที่ตัวของเราเอง และถ้าทุกๆ คนร่วมมือร่วมใจกันช่วยลดการใช้ถุงพลาสติกและลดพฤติกรรมการทำลายสิ่งแวดล้อม ก็เชื่อว่าโลกของเราจะน่าอยู่ยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

ขอขอบคุณเนื้อหาและภาพประกอบจาก : เว็บไซต์ www.nzherald.co.nz