-ตามสไตล์คนรุ่นใหม่.jpg

kinyupen_adminNovember 6, 2018

พฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยเงินของคนรุ่นใหม่ ที่ใช้เงินอย่างฟุ่มเฟือยจนถึงขั้นเป็นหนี้สินกัน ควรต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่ กินอยู่เป็น แนะนำให้ฝึกการ “จัดระเบียบการเงิน” ตามสไตล์คนรุ่นใหม่ เพื่อให้รู้จักการใช้เงินอย่างประหยัด

การจับจ่ายใช้สอยเงินของคนรุ่นใหม่ในสมัยนี้ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มนักเรียน-นักศึกษา หรือว่าเหล่ามนุษย์เงินเดือน ซึ่งอยู่ในยุคที่มีเทคโนโลยีเข้ามาอำนวยความสะดวกในชีวิต ทำให้การซื้อสินค้าไม่จำเป็นต้องไปที่ร้านค้าเสมอไป เพราะปัจจุบันร้านค้าส่วนใหญ่ก็มีการเปิดให้สั่งสินค้าทางออนไลน์แล้ว เพื่ออำนวยความสะดวก และขยายช่องทางการจัดจำหน่ายเพิ่มขึ้น แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้พฤติกรรมการใช้จ่ายเงินของคนรุ่นใหม่ในสมัยนี้ลดลงแต่อย่างใด บางรายถึงขั้นต้องกู้หนี้ยืมสินเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งของนั้นๆ บางรายก็รายรับไม่เพียงพอต่อรายจ่ายก็มี

จากปัญหาการเกิดขึ้นของหนี้สิน ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า สถานการณ์หนี้สินครัวเรือนของประเทศไทยยังอยู่ในขั้นน่าเป็นห่วง โดยมีหนี้ครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) สูงถึง 77.6% และมียอดคงค้างหนี้ครัวเรือนสูงกว่า 12 ล้านล้านบาท ส่วนใหญ่เกิดจากการใช้จ่ายที่เกินตัวและไม่ระวัง และกลุ่มคนที่มีอายุระหว่าง 25-35 ปี เป็นกลุ่มที่ไม่สามารถจัดสรรราย
จ่ายให้เหมาะสมกับรายรับได้

จากปัญหาการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยของคนรุ่นใหม่ ทำให้กลุ่มคนดังกล่าวควรต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายเงินใหม่ เพื่อให้รู้จักการใช้เงินอย่างประหยัด ไม่สุรุยสุร่าย และที่สำคัญสามารถเก็บเงินออมส่วนหนึ่งได้ และลดภาระหนี้สินที่เกิดขึ้นได้อีกด้วย โดยมีวิธีทั้งหมด 4 หลัก ประกอบด้วย

1. วางเป้าหมาย : กำหนดเป้าหมายทางการเงินให้ชัดเจน ว่าต้องการเก็บเงินกี่บาท ภายในระยะเวลากี่ปี และเงินก้อนดังกล่าวจะนำไปทำอะไรในอนาคต เพื่อวางเป้าหมายนี้จะช่วยทำให้เกิดการจัดสรรเงินที่เหมาะสมและบรรลุเป้าหมายได้

2. วางแผนการใช้จ่ายในแต่ละเดือน : พยายามจดบัญชีรายรับ-รายจ่าย ในแต่ละเดือนว่า เดือนนั้นๆ คุณจะต้องมีภาระค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง ขณะเดียวกันคุณจะได้รายได้จำนวนกี่บาท เพื่อที่จะได้วางแผนการใช้เงินในแต่ละเดือนได้อย่างถูกต้อง

3. ออมเงิน : ควรฝึกการเก็บออมเงินอย่างสม่ำเสมอ โดยจะออมเป็นรายวันหรือรายเดือนนั้นขึ้นอยู่กับความสะดวกของตัวคุณเอง การที่ฝึกการออมเงินนั้นจะช่วยให้เรามีเงินเก็บในอนาคตได้

4. จัดการหนี้สินที่มีอยู่ : หนี้สินต่างๆ ที่คุณมี ไม่ว่าจะเป็นบัตรเคตดิต บัตรกดเงินสด หนี้จากการยืมคนโน้นคนนี้ คุณต้องหมั่นชำระให้ตรงเวลา ไม่ควรเบี้ยวหรือผลัดการจ่าย เพราะหนี้สินถือเป็นหมวดที่มีความสำคัญมาก หากเรามีการบริหารจัดการ วางแผนทางการเงินอย่างเหมาะสม ก็จะทำให้หนี้สินของเราลดลงเรื่อยๆ และหมดหนี้ในที่สุด

สำหรับ 4 หลักที่กล่าวไปนั้น ต้องบอกเลยว่าไม่ยากเกินความสามารถเลย ถ้าเรามีความตั้งใจที่จะเริ่มตั้งเป้าวางแผนทางการเงิน ฝึกการสร้างวินัยทางการเงินของเราเอาไว้ เพื่อที่ว่าในอนาคตเราจะได้สามารถจัดสรรระเบียบทางการเงินได้ และมีเงินเก็บเงินออมไว้ใช้ในยามแก่อย่างแน่นอน…นี่คือวิถี กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


-กับทฤษฎีความน่าจะเป็น-เปอร์เซ็นต์ถูกหวยมีเพียง-0.01-เท่านั้น_web.jpg

kinyupen_adminNovember 1, 2018

การซื้อหวยของเหล่านักเสี่ยงโชคทั้งหลาย มั่นใจแค่ไหนว่าตัวเลขที่คุณเลือกซื้อสลากฯ นั้นจะมีเปอร์เซ็นต์ถูกรางวัล ความน่าจะเป็นที่จะถูกรางวัลนั้นเรียกได้ว่ามีเปอร์เซ็นต์น้อยมาก เฉลี่ย 0.01% ด้วยซ้ำ

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวเกี่ยวกับทุกวันที่ 1 กับ 16 ของแต่ละเดือน ที่จะเป็นวันสำคัญของนักเสี่ยงโชคทั้งหลายที่จะต้องตั้งหน้าตั้งตารอผลการออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล ว่าแต่ใครเคยซื้อหวยเสี่ยงโชคกันบ้างเอ่ย หลายคนที่ซื้อหวยของสลากกินแบ่งรัฐบาล ล้วนเสี่ยงโชคเพื่อหวังผลตอบแทนคือเงินรางวัลจำนวนมูลค่าหลายพันหลายหมื่นบาท ถ้าโชคดียิ่งกว่าก็ถูกรางวัลที่ 1 รับทรัพย์แบบรวยเละกันเลยทีเดียว ส่วนตัวเลขที่นำไปซื้อสลากหรือแทงหวยใต้ดินนั้น บางรายใช้วิธีตีเลขจากความฝัน ประมาณว่า ฝันว่าไปต่างประเทศคนเดียว ก็ตีเลขไปต่างๆ นาๆ , งวดไหนที่มีบุคคลสำคัญหรือตัวเราเองเกิดแก่เจ็บตาย ก็จะตีเลขอายุของคนๆ นั้น , บางคนเจอสิ่งแปลกบนโลก เช่น ต้นกล้วยออกเครือแบบแปลกๆ , เจอเต่ามี 3 หัว ก็มาขูดหาเลขเด็ดกัน เป็นต้น

แต่ทว่าการซื้อหวยเสี่ยงโชคนั้น มั่นใจแค่ไหนว่าตัวเลขที่คุณเลือกซื้อนั้นจะถูกรางวัล ความน่าจะเป็นที่จะถูกรางวัลนั้นเรียกได้ว่ามีเปอร์เซนต์น้อยมาก สำหรับทฤษฎีความน่าจะเป็น (Probability Sampling) ได้ระบุว่า วิธีการนี้มีหลักประกันทางสถิติที่จะเชื่อได้ว่า ตัวอย่างที่ได้รับเลือกขึ้นมานั้น เป็นตัวแทนของมวลประชากรนั้นๆ วิธีการเลือกตัวอย่างโดยใช้ทฤษฎีความน่าจะเป็นที่นิยมกันโดยทั่วไป คือ วิธีสุ่มอย่างง่าย (Sample Random Sampling) แบ่งได้ 2 วิธี คือ วิธีจับฉลาก และ วิธีใช้ตารางตัวเลขสุ่ม สำหรับการออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลนั้น ถือเป็นการสุ่มตัวอย่างแบบวิธีจับฉลากตัวเลข ถ้าเป็นรางวัลเลขท้าย 2 ตัว ก็มีความน่าจะเป็นที่จะถูกรางวัลอยู่ที่ 1 ใน 100 , รางวัลเลขหน้าและเลขท้าย 3 ตัว ก็มีความน่าจะเป็นที่จะถูกรางวัลอยู่ที่ 1 ใน 1,000 , รางวัลที่ 1 รวมไปถึงรางวัลย่อย ก็มีความน่าจะเป็นที่จะถูกรางวัลอยู่ที่ 1 ใน 1,000,000 ซึ่งการที่จะถูกรางวัลใหญ่ๆ นั้น มีความน่าจะเป็นอยู่ที่ 0.01% ซึ่งถือได้ว่าน้อยมาก แต่ถ้าคุณเป็นหนึ่งใน 0.01% ขึ้นมา นั่นหมายความว่า คุณดวงดีมากๆ

จะว่าไป “การเสี่ยงโชค” โดยการซื้อ “หวย” นั้น คนส่วนใหญ่มีความคาดหวังเป็นช่องทางในการที่ตนเองจะรวยทางลัดได้ แต่ในความจริงแล้ว การตั้งใจทำงานเก็บเงิน ไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย นี่เป็นสิ่งที่ควรกระทำอย่างยิ่ง และเป็นหนทางในความร่ำรวยของเราได้ ถ้าฝึกปฏิบัติให้ได้ตั้งแต่เด็กจนโต รับรองว่าคุณมีเงินเก็บมหาศาล ไปลงทุนเปิดกิจการสร้างผลกำไรได้เป็นกอบเป็นกำ แต่ถ้าซื้อหวยลงทุนไปงวดละ 500-1,000 บาท ตก 1 ปี เสียเงินค่าหวยไปประมาณ 20,000 บาท แบบฟรีๆ น่าเสียดายเงินก้อนนั้นมาก ที่เสี่ยงโชคแต่ไม่ได้ผลกำไรกลับมาสักบาท ฉะนั้น “ตั้งใจทำงานด้วยสองมือ สองเท้าของเรา” เป็นเรื่องที่ดีที่สุด สุดท้ายคุณจะภาคภูมิใจกับความร่ำรวยที่เกิดขึ้นจากน้ำพักน้ำแรงของเราเอง แล้วคุณก็จะสามารถบอกต่อไปยังคนรุ่นหลังให้ใช้วิธีแบบเดียวกับคุณได้อีกด้วย และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


-ไม่ใช่แค่เทศกาล-แต่เป็นตำนานบอกเล่าถึงความสยอง_web.jpg

kinyupen_adminOctober 31, 2018

31 ตุลาคม “วันฮาโลวีน” ถือเป็นเทศกาลที่คนทั่วโลกจะร่วมปาร์ตี้ในคืนวันปล่อยผี แต่รู้หรือไม่ว่าเทศกาลฮาโลวีนนี้มีที่มาที่ไป มีประวัติความเป็นมาในอดีต ที่ต้องบอกเลยว่าเป็นตำนานที่แสดงออกถึงความสยดสยองอย่างมาก

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวเทศกาลของวันที่ 31 ตุลาคม “วันฮาโลวีน” วันแห่งความสยดสยอง น่ากลัว วันปล่อยผี เทศกาลนี้ถือเป็นเทศกาลที่คนทั่วโลกจะร่วมปาร์ตี้ในคืนวันปล่อยผี ซึ่งจริงๆ แล้วรู้หรือไม่ว่าเทศกาลฮาโลวีนนี้มีที่มาที่ไป มีประวัติความเป็นมาในอดีต ที่ต้องบอกเลยว่าเป็นตำนานที่แสดงออกถึงความสยดสยองอย่างมาก

.
สำหรับที่มาของเทศกาลฮาโลวีนนั้น เกิดจากความเชื่อของชาวเซลท์ (celt) เป็นชนเผ่าพื้นเมืองของไอร์แลนด์ที่มีความเชื่อกันว่าเป็นวันที่มิติคนตายและมนุษย์จะถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน วิญญาณของผู้เสียชีวิตที่ยังไม่ไปผุดไปเกิดในปีที่ผ่านมาจะหาร่างของมนุษย์ เพื่อสิงร่างและจะได้กลับมามีชีวิตเป็นคนปกติอีกครั้ง ชาวเซลท์จึงได้มีการนัดแต่งตัวเป็นผี เพื่อหลอกวิญญาณที่จะเข้ามาสิงร่างของตนเอง ให้วิญญาณนั้นเข้าใจว่ามนุษย์ชาวเซลท์ไม่ใช่คน ประหนึ่งเหมือน “คนหลอกผี” นั่นเอง
.
“ฟักทอง” สัญลักษณ์สำคัญของวันฮาโลวัน มีเรื่องเล่าขานกันมาในอดีตของชาวไอริชว่า มีนักเล่นกลจอมขี้เมา ชื่อ “แจ๊ค” ซึ่งจะต้องเสียชีวิตในคืนฮาโลวีน ได้หลอกล่อซาตานที่จะมาเอาวิญญาณของแจ๊คไปนรก โดยหลอกล่อซาตานให้แปลงร่างเป็นเหรียญ ซาตานหลงเชื่ออุบายของแจ๊คจึงได้ทำตามด้วยการแปลงร่างเป็นเหรียญ จากนั้นแจ็คเก็บเหรียญใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อ ซึ่งอยู่ติดกับไม้กางเขน เพื่อไม่ให้ซาตานกลับมาเป็นร่างเดิม แจ็คยื่นข้อเสนอกับซาตานว่า หากอยากกลับมาสู่ร่างเดิม จะไม่มายุ่งเกี่ยวกับตนอีก 1 ปี ซาตานตัดสินใจตอบตกลงรับข้อเสนอนี้

1 ปีผ่านไป ซาตานกลับมาหาแจ็คอีกครั้ง และก็ถูกแจ็คออกอุบายหลอกเป็นครั้งที่ 2 โดยให้ซาตานปีนไปเก็บผลไม้บนต้นไม้ ซาตานทำตามคำสั่งของแจ็ค แจ็คจึงจัดการแกะเปลือกไม้เป็นรูปไม้กางเขน เพื่อไม่ให้ซาตานปีนลงมาจากต้นไม้ได้ กระทั่งแจ็คมีเงื่อนไขว่า หากซาตานต้องการลงจากต้นไม้ จะต้องไม่มาเอาวิญญาณของแจ็คไปภายใน 10 ปี ซาตานรับข้อเสนอดังกล่าวเป็นครั้งที่ 2 แต่สุดท้าย ทุกคนก็หนีไม่พ้น “ความตาย” แจ็คได้เข้าสู่โลกแห่งความตาย แต่เมื่อเขาตาย กลับไม่มีที่ไหนยอมรับวิญญาณของแจ็คเลย แจ็คจึงกลายเป็นผีเร่ร่อน อยู่กับความมืดมิดเพียงลำพัง กระทั่งซาตานได้ให้ความเมตตาโยนถ่านที่ยังไม่มอดให้กับแจ็ค 1 ก้อน ไว้ส่องทาง แจ็คได้แกะลูกมันแกวให้เป็นรูและใส่ก้อนถ่านลงไป เพื่อรักษาถ่านให้ส่องสว่างอยู่นานที่สุด จากนั้นผีแจ็คกับตะเกียงมันแกวก็ล่องลอยไปตามที่ต่างๆ ซึ่งคนในไอริชเรียกผีแจ็คกับตะเกียงนี้ว่า Jack O’Lantern

ต่อมาคนในไอร์แลนด์และสกอตแลนด์ ได้ทำ Jack O’Lantern เอง โดยการแกะสลักหัวมันแกวหรือหัวมันฝรั่งให้ดูน่ากลัวแล้ววางไว้ที่หน้าต่าง เพื่อให้ผีแจ็คและผีอื่นๆ กลัว และเมื่อชาวอังกฤษเดินทางอพยพไปอยู่อเมริกาก็ได้นำธรรมเนียมนี้ติดไปด้วย แต่ที่อเมริกานั้นฟักทองหาง่าย อีกทั้งยังแกะสลักง่ายกว่ามันแกวกับมันฝรั่งด้วย ผู้คนจึงเปลี่ยนจากการแกะสลักมันแกวมาเป็นฟักทองแทน

ในวันที่ 31 ตุลาคม ของทุกปี หลายประเทศทั่วโลกก็เตรียมจัดกิจกรรมเนื่องในเทศกาลฮาโลวีน โดยที่ไอร์แลนด์ก็จะฉลองเทสกาลฮาโลวีนด้วยการแต่งชุดคอสตูมเป็นผี เล่น trick or treat แล้วไปเคาะประตูตามบ้านต่างๆ เพื่อขอขนมหรือลูกอม นอกจากนี้ยังมีงานปาร์ตี้ และการแข่งเกมส์ Snap apple หรือการกัดลูกแอปเปิ้ลที่ถูกเชือกผูกแขวนไว้จากบนต้นไม้

ส่วนเทศกาลฮาโลวีนที่สหรัฐอเมริกาจะมีการเฉลิมฉลองคล้ายกับทางไอร์แลนด์ นั่นคือการแต่งหน้าเป็นผีแล้วออกไปปาร์ตี้หรือเคาะประตูบ้านเพื่อเล่น Trick or Treat นอกจากนี้อเมริกายังมีกิจกรรมเดินขบวนพาเหรดผีสุดยิ่งใหญ่ Haunted Happenings กลางมหานครนิวยอร์ค , การประกวดชุดฮาโลวีน , การทัวร์บ้านผีสิงเป็นต้น

ข้ามฟากมาที่ประเทศอังกฤษกันบ้าง ชาวอังกฤษถือว่าวันฮาโลวีนเป็นวันดี ชาวอังกฤษจะออกมาหว่านไถกลบเมล็ดป่านประมาณช่วงเที่ยงคืนของวันฮาโลวีน พร้อมตั้งจิตอธิษฐานและท่องคาถาร้องขอให้มองเห็นภาพของว่าที่คู่ชีวิตของตนในอนาคต นอกจากนี้ยังมีเทศกาลวันฮาโลวีนอีกมากมาย และหนึ่งในไฮไลท์สำคัญของชาวอังกฤษ คือ การหย่อนเหรียญ 6 เพนนีและแอปเปิ้ลลงในอ่างน้ำ หากใครแยกแยะ 2 สิ่งนี้ออกจากกันได้ โดยใช้ปากคาบเหรียญและใช้ส้อมจิ้มแอปเปิ้ลได้ในครั้งเดียว ก็จะมีความเชื่อว่าคนนั้นก็จะโชคดีตลอดปี

ส่วนในประเทศไทยบ้านเราตามสถานบันเทิงและห้างสรรพสินค้าก็จะมีการจัดกิจกรรมเนื่องในเทศกาลวันฮาโลวีนอีกด้วย โดยจะมีการให้แต่งชุดเป็นผีต่างๆ มาแบทเทิ้ลกัน มีคอนเสิร์ตและกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย

เห็นไหมล่ะว่า “ฮาโลวีน” มีเรื่องราวที่มาที่ไปจนกลายเป็นเทศกาลที่คนทั้งโลกให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทยเราเองที่ได้จัดกิจกรรมเพื่อตอบโจทย์นักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติที่มาเที่ยวในประเทศไทยครั้งนี้ และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


..สุขใจ..ที่ได้ทำ.jpg

kinyupen_adminOctober 30, 2018

“เจ้าสัววิชัย” ประธานสโมสรเลสเตอร์ซิตี้ และเจ้าของคิงเพาเวอร์ กับแนวคิดการใช้ชีวิตแบบใจๆ ที่ทำให้การทำงานและชีวิตส่วนตัวมีความสุข แถมยังได้ใจใครหลายๆ คนอีกด้วย

ถือเป็นข่าวเศร้าของวงการฟุตบอลอังกฤษและเมืองไทย หลังจากที่สำนักข่าวต่างประเทศหลายแห่งรายงานข่าวอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ของ “เจ้าสัววิชัย” หรือ “วิชัย ศรีวัฒนประภา” ประธานสโมสรเลสเตอร์ซิตี้ และเจ้าของคิงเพาเวอร์ ตกบริเวณลานจอดรถของสนามคิงเพาเวอร์สเตเดี้ยม กระทั่งเกิดไฟลุกท่วมอย่างหนัก เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 27 ต.ค. ตามเวลาท้องถิ่น เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความสะเทือนใจแก่ครอบครัว คนรอบข้าง รวมไปถึงผู้ที่ได้เคยร่วมงานกับ “เจ้าสัววิชัย” เป็นอย่างมาก ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันเลยว่า “เจ้าสัววิชัย” เป็นคนดี มีความเป็นกันเองกับคนรอบข้าง ด้วยความอัธยาศัยดีของ “เจ้าสัววิชัย” จึงทำให้ได้ใจใครหลายๆ คนอย่างมาก

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2553 เจ้าสัววิชัยเข้ามาบริหารงานกลุ่มคิงส์พาวเวอร์ในตำแหน่งประธานกรรมการกลุ่มคิงส์พาวเวอร์ พร้อมกับพาทีมฟุตบอลเลสเตอร์ซิตี้คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ในฤดูกาลปี 2015-2016 นอกจากนี้ นิตยสารฟอร์บส์ได้มีการจัดอันดับมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยมากที่สุด โดย “เจ้าสัววิชัย” ติดหนึ่งในนั้นด้วย ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 4 ของมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยมากที่สุด มีทรัพย์สินรวม 4,700 ล้านดอลลาร์ (155,000 ล้านบาท)

ตลอดช่วงชีวิตของ “เจ้าสัววิชัย” จะเห็นได้ว่า เขามีวิธีการบริหารงานทั้งในส่วนของคิงส์พาวเวอร์และสโมรสรเลสเตอร์ซิตี้จนประสบความสำเร็จ เป็นที่รู้จักของคนทั้งโลก รวมถึงความอัธยาศัยดีของเขา ที่ครองใจใครหลายๆ คนเป็นอย่างมาก เขามีแนวคิดการใช้ชีวิตหลากหลายที่ทำให้ชีวิตมีความสุข ทีมงานกินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงขอรวบรวมแนวคิดดีๆ มาถ่ายทอดให้ได้ทราบ

จะทำอะไรต้อง “มีความสุข”

“เจ้าสัววิชัย” เลือกใช้ “ความสุข” เป็นตัวขับเคลื่อนในการใช้ชีวิต ถ้าจะทำอะไรต้องทำแล้วมีความสุขทุกครั้งที่ได้ลงมือทำ ถ้าทำแล้วไม่มีความสุขอย่าทำ โดยปกติแล้วหากอะไรที่ทำแล้วมีความสุขก็จะทุ่มสุดตัว ทุ่มเต็มที่ ต่อให้เหนื่อยแค่ไหน จะต้องเสียเงินมากเท่าไหร่ หากมันคือความสุขแล้วไม่เดือดร้อนใคร ก็ลงมือทำอย่างเต็มกำลัง

ต้องรีบคว้าเมื่อ “โอกาส” มาเยือน

“โอกาส” ไม่ได้แวะเวียนเข้ามาในชีวิตเราบ่อยๆ ดังนั้น เมื่อ “โอกาส” เข้ามาหาเรา เราต้องรีบคิด รีบตัดสินใจ และรีบคว้ามันเอาไว้ “เจ้าสัววิชัย” เคยให้คนติดต่อเอเจนซี่ให้ซื้อคิวในการซื้อเครื่องบินเจ็ทรุ่นใหม่ เพราะตนไม่อยากเสียเวลารอคิวเครื่องบินนานหลายปี ในที่สุดก็มีคนขายคิวให้กับ “เจ้าสัววิชัย” ในที่สุด

รับฟัง “คำพูด” ของคนอื่น

มิตรภาพของคนเราจะอยู่ได้ยืนยาว ก็เพราะเรามีการเปิดใจ ใจกว้าง รับความคำพูดของคนอื่น จะว่าไปการเปิดใจรับฟัง “คำพูด” ของคนอื่น โดยเฉพาะความคิดเห็น คำติชม จะทำให้เราได้เห็นมุมมองอีกมุมมองที่แตกต่างจากเรา ทำให้เราได้รับรู้ว่าอีกแง่มุมหนึ่งเป็นอย่างไร

อดทน

ภาระต่างๆ นาๆ เมื่อมันเข้ามาหาเรา เราต้อง “อดทน” และฝ่าฟันมันให้ได้ “เจ้าสัววิชัย” และคนที่เคยอยู่กับเขาเคยฝ่าวิกฤตหลายอย่างมาด้วยกัน ซึ่งทุกคนใช้ความอดทนเพื่อฝ่าอุปสรรคนี้ไปให้ได้ และไม่ว่าอุปสรรคจะหนักแค่ไหน ด้วยความที่ “เจ้าสัววิชัย” เป็นคนที่สู้ อดทน ตรงไปตรงมา ให้ใจ จนทำให้เกิดความเชื่อมั่นขึ้น ทำให้ทุกคนพร้อมยืนอยู่เคียงข้างต่อสู้อดทนไปกับ “เจ้าสัววิชัย” มาโดยตลอด

มีภาวะผู้นำที่ดี

การเป็นผู้นำที่ดี ไม่ใช้แค่บริหารงานให้องค์กรประสบความสำเร็จได้อย่างเดียวเท่านั้น แต่ในส่วนของบุคลากรในองค์กรนั้นเราก็จะต้องใส่ใจและดูแลอย่างดีเช่นกัน ทำสิ่งดีๆ เป็นแบบอย่างในการใช้ชีวิต เพื่อให้ทุกคนได้ปฏิบัติตาม ดังเช่น “เจ้าสัววิชัย” ที่ดูแลและใส่ใจคนรอบข้างและพนักงานทุกคน ใส่ใจถึงขนาดที่ว่าแต่ละคนมีชีวิตความเป็นอยู่อย่างไร ครอบครัวกินดีอยู่ดีหรือไม่ มีอะไรที่ขาดเหลือ ตรงไหนที่เป็นส่วนที่ขาด เขาก็จะเข้ามาเติมเต็มใส่วนนั้นให้ เพราะ “เจ้าสัววิชัย” เชื่อว่า การทำสิ่งนี้ให้กับพนักงานของเขา จะทำให้พนักงานมีความสุขจากการมีคุณภาพชีวิตที่ดี เพราะพนักงานคนนั้นๆ จะทำงานให้กับเราด้วยความซื่อสัตย์สุจริตอย่างแน่นอน

 

แนวคิดการใช้ชีวิตที่กล่าวมานั้น เป็นแนวคิดการทำงานและใช้ชีวิตของ “เจ้าสัววิชัย” นับได้ว่าเป็นแบบอย่างที่ดีที่ทุกๆ คน ควรนำไปเป็นแบบอย่างและปรับใช้ในชีวิตประจำวัน เราเห็นแล้วว่าแนวคิดการใช้ชีวิตของ “เจ้าสัววิชัย” นั้น พิสูจน์ให้เห็นว่าได้ใจคนรอบข้างอย่างมาก ลองดูว่าถ้าคุณสามารถทำได้ คุณเองก็จะมีความสุขในการใช้ชีวิตแบบเช่น “เจ้าสัววิชัย” นั่นเอง

ทีมงานกินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต


-10000-บาท-อยู่อย่างไรให้ได้ทั้งเดือน.jpg

kinyupen_adminOctober 26, 2018

เงิน 10,000 บาท คุณคิดว่าจะดำรงชีวิตใน 1 เดือน ได้หรือไม่? แล้วจะใช้ชีวิตอย่างไรดีให้กินอยู่ให้ได้ภายใน 1 เดือน วันนี้ กินอยู่เป็น พามาดูวิธีใช้จ่ายเงิน 10,000บาท อย่างไรให้เหลือเก็บ

“เงินทองนั้นหายาก” กว่าจะได้เงินมาในแต่ละเดือนนั้น บอกเลยว่าเลือดตาแทบกระเด็น ต้องอดต้องทนสารพัด แต่ถ้าพูดถึงมนุษย์เงินเดือนแล้ว จบปริญญาตรีมาส่วนใหญ่ก็จะสตาร์ทอยู่ 15,000 บาท/เดือน อันนี้ยังพอประทังชีวิตได้อยู่ (ถ้าไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย) แต่ถ้าสมมุติว่าเป็นคนวัยนิสิต นักศึกษา หรือมนุษย์เงินเดือนที่มีวุฒิ ม.6 ล่ะ กรณีที่ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยหรือขอเงินจากพ่อแม่ ตกเดือนละประมาณ 10,000 บาท หลายคนคงบอกว่าหมื่นเดียวใช้ชีวิต 1 เดือน จะพอเหรอ? แล้วถ้าบอกว่าจริงๆ แล้ว มันพอล่ะ จะเชื่อไหม? ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ มาดูกันเลยดีกว่าว่า 10,000 บาท จะใช้ชีวิตอย่างไรให้ได้ 1 เดือน เริ่มต้นจากการลิสล์รายจ่ายประจำเดือนออกมาว่า เดือนนี้มีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง แบ่งสัดส่วนให้ชัดเจน ตามนี้เลย

1. ค่าเช่าห้องพัก : กรณีที่เดินทางมาทำงานหรือศึกษาต่อนอกภูมิลำเนา ค่าใช้สำคัญอันดับต้นๆ เลยคือ ค่าที่พัก เช่าห้องพักในแต่ละเดือนมีค่าเช่าตกเฉลี่ย 3,000-5,000 บาท นี่แค่ค่าเช่าเฉยๆ นะ ฉะนั้นหาที่พักดีๆ บางทีไม่จำเป็นต้องเอาหรูหรา หรือถึงขั้นอัพเกรทเป็นคอนโด เพราะค่าใช้จ่ายจะบานปลายขึ้น หรือหากบางคนโชคดี มีที่พักอาศัยคือบ้านของครอบครัวหรืออาศัยบ้านญาติอยู่นั้น ก็ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้เยอะเลย

2. ค่าน้ำ-ไฟ สาธารณูปโภค : สำหรับคนที่เช่าห้องพักรายเดือน ค่าน้ำ-ค่าไฟ-ค่าโทรศัพท์ เป็นปัจจัยสำคัญรองลงมาจากค่าเช่าห้องพัก ถ้าใช้ไฟเยอะ ใช้น้ำเยอะ ก็ต้องจ่ายเยอะเหมือนกัน ตกเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1,500-3,000 บาท หากคนที่ไม่ค่อยได้ใช้ไฟฟ้าหรือน้ำ ราคาก็จะถูกลงมา ขณะเดียวกัน บางคนที่พักอาศัยที่บ้านพักครอบครัวหรือบ้านญาตินั้น ก็ตกลงกันเอาเอง ถ้าไม่ต้องจ่ายค่าน้ำค่าไฟก็ช่วยประหยัดไปได้พอสมควร

3. ค่าอาหาร : 1 เดือนมี 30-31 วัน เรื่องกินก็เป็นเรื่องสำคัญ สำหรับคนที่เช่าห้องพักแล้วนั้น ลองคำนวนดูว่าสำหรับค่าอาหารแล้วนั้นจะใช้จ่ายวันละกี่บาท ปกติแล้วจะอยู่ที่ 100 บาท/วันสำหรับเมนูอาหารปกติ ถ้า 1 เดือนก็จะอยู่ที่ประมาณ 3,000 บาท แต่ถ้าเลือกกินอาหารหรูจากในห้างแล้วล่ะก็ตกวันละประมาณ 200-500 บาท แต่ก็อาจจะไม่ได้รับประทานหรูหราบ่อยทุกวัน ยังไงซะก็บริหารเงินในส่วนนี้ดีๆ ขณะเดียวกัน คนที่อาศัยอยู่กับครอบครัวหรือญาติ ก็ตกลงกันเอาเอง บางบ้านพ่อแม่หรือญาติก็จะทำอาหารอยู่แล้วในทุกๆ วัน เราก็อาจจะไม่ต้องใช้จ่ายเงินส่วนนี้มากนัก

4. ค่าเดินทาง : การเดินทางไปเรียนหนังสือที่มหาวิทยาลัยหรือไปทำงานนั้น ไม่ว่าจะเดินทางด้วยวิธีการใด ก็มีค่าใช้จ่ายให้ลำบากใจ ทั้งรถสาธารณะหรือรถส่วนบุคคล กรณีรถสาธารณะ หากเราเลือกนั่งเป็นรถเมล์ ก็มีค่าใช้ตกวันละประมาณ 30-50 บาท/วัน 1 เดือนก็อยู่ที่ประมาณ 1,000-1,200 บาท ขณะเดียวกัน บางคนอาศัยอยู่กับครอบครัวหรือญาติ ถ้าหากติดรถของพ่อแม่หรือญาติไปรับหรือส่ง ก็ช่วยประหยัดค่าเดินทาไปได้เยอะเลย

5. เงินออม : คนเราต้องรู้จักการออมเงิน เพื่อให้มีเงินใช้ในยามจำเป็น กรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน เป็นต้น ฉะนั้นใน 1 เดือน คุณจะออมเงินสักกี่บาท อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับคุณแล้ว ถ้ารายจ่ายเยอะก็วันละ 10 บาท หยอดกระปุกทุกวัน ครบ 1 เดือน ได้ 300 บาท ครบ 1 ปี 3,600 บาท แต่ถ้ารายจ่ายอยู่ในระดับพอดี ก็ออมสัก 20-50 บาท/วัน 1 เดือนก็จะได้เงินอยู่ที่ 600-1,500 บาท ครบ 1 ปี 6,000-18,000 บาท หรือถ้าอยากลองสูตรการออมเงินด้วยวิธีอื่นๆ ก็ลองใช้สูตรนี้ได้ เปิดสูตรการออมเงินของมนุษย์เงินเดือน “ออมอย่างไร ให้มีเงินใช้ในยามแก่”
ขณะเดียวกัน คนที่พักอาศัยกับครอบครัวหรือบ้านญาติ ถือว่าค่อนข้างได้้ปรียบเพราะไม่ต้องจ่ายค่าที่พัก ค่าน้ำค่าไฟ รายจ่ายสำคัญๆ อาจจะมีรายจ่ายแค่ค่าอาหารนอกสถานที่ ปาร์ตี้สังสรรค์ เป็นต้น ฉะนั้น ก็ควรเก็บเงินออมเอาไว้ ถ้าเก็บได้เดือนละ 2,000-3,000 บาท ก็จะดีเลย ครบ 1 ปี มีเงินมากถึง 24,000-36,000 บาทเลยทีเดียว

6. ค่าใช้จ่ายอื่นๆ : ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ก็คือค่าใช้จ่ายที่คิดว่าจะฟุ่มเฟือย อยากได้ของอันนั้น อันนี้ สำหรับรายจ่ายอย่างเราก็ถ้าพอมีเงินเหลืออยู่นิดนึงก็แบ่งมาสัก 500-1,000 บาท ซื้อของที่อยากได้ เช่น เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย รองเท้า เป็นต้น หรืออาจะไปท่องเที่ยวต่างจังหวัด ก็มีค่าใช้จ่ายอยู่ประมาณ 500-1,000 บาท แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ต้องบริหารจัดการเงินของคุณให้ดี เพราะไม่ฉะนั้นคุณก็จะไม่มีเงินพอใช้ทั้งเดือนแน่นอน ถ้าอยากได้ของใหญ่ๆ เช่น สมาร์ทโฟนสักเครื่อง ก็ต้องเก็บหอมรอมริบ หรือหางานพิเศษทำ เพื่อหารายได้เสริม

ทั้งนี้ จะบอกว่า 10,000 บาท กับการใช้ชีวิต 1 เดือนนั้น ถ้ารู้จักบริหารจัดการเงินเป็น ยังไงก็ตามก็สามารถใช้จ่ายได้เพียงพอตลอด 1 เดือนแน่นอน และถ้าวางแผนดีๆ หน่อย คุณอาจจะมีเงินเหลืออีกด้วย ทั้งหมดทั้งมวลนี้ขึ้นอยู่กับตัวคุณเองว่าจะบริหารจัดการเงินได้ดีมากน้อยแค่ไหน ถ้ารายได้ไม่พอรายจ่ายก็หางานพาร์ทไทม์ทำเพิ่มเพื่อหารายได้พิเศษ รับรองว่า 1 เดือนคุณจะใช้ชีวิตอยู่รอดอย่างแน่นอน เพียงแค่คุณ “ไม่ฟุ่มเฟือย” หรือ “สิ้นเปลือง” แค่นั้นเอง…นี่คือวิถี กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


Banner_welltitude_กาวตราช้างใช้ลอกสิวเสี้ยนได้-จริงเหรอ.jpg

kinyupen_adminOctober 26, 2018

กรมการแพทย์ย้ำการลอกสิวเสี้ยนด้วยวิธีดังกล่าวเป็นวิธีที่ผิด เสี่ยงผิวหนังอักเสบ เกิดการระคายเคือง หลังมีการแชร์คลิปวิธีการลอกสิวเสี้ยนด้วยการใช้กาวตราช้างกับกระดาษทิชชู 

“ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง” ผู้หญิงรักสวยรักงาม ผู้ชายเองก็ต้องดูดีมีแฮนด์ซัมอยู่ตลอดเวลา เรียกได้ว่าหัวจรดเท้าต้องดูดี สวย หล่อ เฟอร์เฟกซ์ จะว่าไป “ใบหน้า” ของเรา ก็เป็นส่วนสำคัญที่จะบ่งบอกถึงความสวยหล่อสะอาดดูดีของตัวเรา ใบหน้าของเราที่ต้องดูดี จะต้องปราศจากสิว กระ สิวเสี้ยน หน้ามัน ฯลฯ แต่หากมีขึ้นมา ก็ต้องทำการรักษาให้หาย อย่างเช่น หน้ามัน ก็ต้องล้างหน้าด้วยโฟมล้างหน้า , เป็นสิวก็ต้องใช้เจลแต้มสิว , มีสิวเสี้ยนที่จมูก ก็ต้องใช้แผ่นลอกสิวเสี้ยน

เมื่อพูดถึงเรื่องของสิวเสี้ยนนั้น ล่าสุด มีการแชร์คลิปวิธีการลอกสิวเสี้ยนด้วยการใช้กาวตราช้างกับกระดาษทิชชู โดยนำกาวตราช้างมาทาที่จมูก แล้วนำกระดาษทิชชู่มากดปิดไว้ จากนั้นดึงออก แล้วสิวเสี้ยนจะลอกออกมาด้วย หลังจากมีการเผยแพร่คลิปสาธิตดังกล่าวออกไป ก็มีผู้เข้าชมเป็นจำนวนมาก ซึ่งวิธีดังกล่าวนั้นเป็นวิธีที่ผิดและอันตรายต่อผิวอย่างมาก

เรื่องนี้ พญ.มิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์บอกว่า วิธีดังกล่าวเป็นวิธีที่ผิดและทำให้เกิดอันตราย เพราะอาจส่งผลทำให้เกิดอาการผิวหนังอักเสบได้ และหากใช้ปริมาณกาวมากจนเกินไป อาจทำให้มีผลข้างเคียงมากขึ้น และหากกาวไปสัมผัสบริเวณผิวหนัง-อวัยวะส่วนอื่นของร่างกาย อาทิ ดวงตา ริมฝีปาก ผิวหนัง ซึ่งอาจทำให้เกิดการระคายเคือง ทำให้ผิวหนังไหม้และเป็นแผลอย่างถาวรได้

ทั้งนี้ กาวตราช้างเป็นสารเคมีในกลุ่มไซยาโนอะคริเลต(cyanoacrylate) มีคุณสมบัติเป็นสารยึดติดที่แห้งเร็ว ทำให้วัสดุติดทนนาน โดยปกติการใช้กาวดังกล่าวต้องระวังไม่ให้สัมผัสโดยตรงที่ผิวหนัง นอกจากนี้ การสลายตัวของสารจะมีการปล่อยสารฟอร์มัลดีไฮด์ และอัลคิลไซยาโนอะคริเลต อาจเกิดพิษต่อเนื้อเยื่อและระบบทางเดินหายใจได้อีกด้วย

ฉะนั้น สำหรับใครที่รักสวยรักงาม ต้องการกำจัดสิวเสี้ยน ควรเลือกวิธีที่มีความปลอดภัยกับร่างกาย อาทิ การใช้ไข่ขาวหรือการใช้แผ่นลอกสิวเสี้ยน แม้ว่าจะมีราคาแพงกว่ากาวตราช้าง แต่ถือว่ามีความปลอดภัย ไม่เป็นพิษ และออกแบบผลิตภัณฑ์มาเพื่อให้ใช้งานได้ง่ายและปลอดภัยกว่านั่นเอง


-รุกธุรกิจธนาคาร-เปิดบริการทางการเงิน-หวังตอบโจทย์ผู้บริโภค_web.jpg

kinyupen_adminOctober 26, 2018

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของ “ลอว์สัน” เครือข่ายร้านสะดวกซื้ออันดับ 3 ของญี่ปุ่น รุกธุรกิจธนาคาร จัดตั้ง “ธนาคารลอว์สัน” เปิดบริการทางการเงินในฐานะเป็นแบงก์กิ้งเอเยนต์

ร้านสะดวกซื้อหลากหลายแห่งนอกจากจะจำหน่ายสินค้าและบริการต่างๆ แล้ว สมัยนี้ยังอัพเกรดเปิดบริการอื่นๆ เพิ่มเติม เพื่อเอาใจผู้บริโภคให้หันเข้ามาร้านสะดวกซื้อเป็นจำนวนมาก อาทิ รับชำระค่าสาธารณูปโภค , เปิดแผนกเครื่องดื่ม , แผนกเบเกอรี่ , แผนกขายยา , เปิดจุดรับถ่ายเอกสาร 24 ชั่วโมง ฯลฯ เป็นต้น ไม่เพียงแค่ในประเทศไทยเท่านั้น ในต่างประเทศเองก็มีการนำเอาบริการต่างๆ มาอำนวยความสะดวกแก่ลูกค้า นอกเหนือจากการจำหน่ายสินค้าเพียงเท่านั้น อย่างเช่นที่อเมริกามีการจัดจำหน่ายล็อตเตอรี่สำหรับร่วมลุ้น “พาวเวอร์บอล” เป็นต้น

“ลอว์สัน” เครือข่ายร้านสะดวกซื้ออันดับ 3 ของญี่ปุ่น เตรียมเปิดบริการทางการเงินในฐานะเป็นแบงก์กิ้งเอเยนต์ โดยได้จัดตั้ง”ธนาคารลอว์สัน” เพื่อรับใบอนุญาตและเปิดบริการในญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่ 15 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยลูกค้าจะสามารถใช้บริการจากเครื่องเอทีเอ็มของลอว์สันที่มีอยู่กว่า 13,000 เครื่องทั่วประเทศ ตลอด 24 ชั่วโมง

จุดเด่นของ “ลอว์สัน” อยู่ที่การรวบรวมบริการต่างๆ ของธนาคารหลายแห่งไว้ในเครื่อง ATM ของลอว์สัน โดยลูกค้าสามารถฝาก-ถอน-โอนเงิน ชำระค่าบริการต่างๆ รวมถึงการให้บริการเงินกู้กับลูกค้าได้ และลอว์สันยังมีแผนให้บริการบัตรเครดิต และธนาคารอินเทอร์เนตได้ด้วย

ทั้งนี้ ลอว์สันเป็นเครือข่ายร้านสะดวกซื้อใหญ่อันดับ 3 ของญี่ปุ่นมีสาขา 14,289 แห่งในญี่ปุ่น ครองส่วนแบ่งการตลาด 22% เป็นรองร้านแฟมิลีมาร์ทที่อยู่อันดับ 2 และเซเว่นอีเลเว่น ที่เป็นเจ้าตลาดยึดส่วนแบ่งการตลาดถึง 40% ก่อนหน้านี้ เซเว่นฯ และอิออนได้รับอนุญาตให้เป็นผู้ให้บริการทางการเงินแล้ว โดยมีตู้ ATM ของตัวเอง และประสบความสำเร็จอย่างมาก เนื่องจากสะดวกในการใช้งานไม่จำกัดเวลาแบบ 24 ชั่วโมง ทั้งรองรับการใช้งานของนักท่องเที่ยวมีเมนูหลายภาษา รวมทั้งภาษาไทยด้วย

ต้องบอกว่ายุคสมัยนี้เป็นยุค 4.0 มีเทคโนโลยี Big Data และ AI เข้ามามีบทบาทในการดำเนินชีวิต ฉะนั้น โลกต้องปรับสภาพการณ์ปัจจุบันเพื่อให้ก้าวทันกับกระแสสังคม จะได้ไม่ตกยุค ตกเทรนด์ และสามารถตอบโจทย์ของผู้บริโภคได้อีกด้วย และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


-vs-หัวสมัยใหม่-แล้วคน-2-คนจะใช้ชีวิตร่วมกันได้อย่างไร_web.jpg

kinyupen_adminOctober 26, 2018

การใช้ชีวิตของคน “หัวโบราณ” และ “หัวสมัยใหม่” ที่ต่างฝ่ายต่างมีแนวคิดและพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง ภายใต้เหตุผลต่างๆ ของตน ที่มั่นใจว่าของฉันถูกแน่นอน สุดท้าย เราจะปรับจูนให้คนทั้ง 2 ประเภทสามารถเข้ากันได้อย่างไร?

“เพราะผู้ใหญ่อาบน้ำร้อนมาก่อน” นี่เป็นคำพูดหรือประโยคที่คุ้นหูของพ่อแม่ปู่ย่าตายาย ซึ่งอยู่ในยุค Gen B หรือ Baby Boomer ที่ยึดติดกับความเชื่อในสมัยก่อน แสดงออกถึงความหัวโบราณอย่างมาก จนทำให้คนรุ่นเราๆ ที่อยู่ในยุค Gen X , Gen Z , Gen Y ถึงกับต้องส่ายหัวและบ่นเลยว่า “วัยรุ่นเซ็ง!” จนบางครั้งก็อยากจะถามกลับไปเหมือนกันว่า “น้ำร้อนที่อาบเนี่ย แน่ใจเหรอว่ามันสะอาด?” ซึ่งนั่นก็ทำให้การใช้ชีวิตของคนหัวโบราณและคนหัวสมัยใหม่เริ่มปรับจูนกันลำบากเสียแล้ว เหมือนเข็มทิศที่กำลังหลงทางกันทั้งคู่ ฟากนึงไปทิศเหนือ อีกฟากไปทิศใต้ คำถามคือ “แล้วเราจะปรับจูนให้เข้ากันได้อย่างไร?” วันนี้ทีมงานกินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงขอนำเรื่องราวดีๆ มาแชร์กัน


โฆษณาไทยประกันชีวิต ชุด แม่รู้อะไรบ้าง?

ล่าสุด โฆษณาของ “ไทยประกันชีวิต” ซึ่งเราพอจะรู้จักกันดี เมื่อพูดถึงโฆษณาของแบรนด์ดังกล่าวที่เรียกได้ว่าเป็นไวรัลแทบทุกคลิปที่มีการเผยแพร่คอนเทนท์ผ่านทางสื่อโทรทัศน์รวมไปถึงสื่อออนไลน์ เป็นคอนเทนท์ที่สร้างแรงจูงใจและแรงบันดาลใจในการดำเนินชีวิตของมนุษย์อย่างมาก อย่างโฆษณาตัวล่าสุดที่บ่งบอกถึงเรื่องราวการใช้ชีวิตของคน 2 คน ซึ่งเป็นแม่และลูก ที่มีลักษณะความคิดและการใช้ชีวิตที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง คนหนึ่งซึ่งเป็นแม่มีหัวคิดเป็นแบบผู้ใหญ่ ออกแนวหัวโบราณ ยึดติดกับสิ่งดั้งเดิม ซ้ำซากมาโดยตลอด ส่วนอีกคนเป็นลูก มีลักษณะการใช้ชีวิตที่ต่างจากผู้เป็นแม่โดยสิ้นเชิง เป็นคนหัวสมัยใหม่ มีความรู้และชำนาญด้านเทคโนโลยีอย่างมาก

โฆษณาชิ้นนี้สะท้อนถึงแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตของคน 2 ประเภทอย่างมาก ได้เรียนรู้ถึงการใช้ชีวิตของคนในยุคหัวโบราณว่าเขามีแนวความคิดอย่างไร มีเหตุผลอย่างไรในการใช้ชีวิตแบบนั้น ขณะเดียวกันคนหัวสมัยใหม่เขาก็มีเหตุผลและความคิดของเชาเช่นกันว่า มีแนวคิดและเหตุผลอย่างไรในการใช้ชีวิต จริงๆ แล้วคนทั้ง 2 ประเภท ต้องมีการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน เปิดรับความก้าวหน้าของเทคโนโลยี และปรับตัวให้เข้ากับสภาพการณ์ปัจจุบันด้วยหรือไม่ เพื่อที่จะได้ใช้ชีวิตได้อย่างง่ายดายขึ้น

โทรศัพท์มือถือ ของกลุ่มคนยุคหัวโบราณ (Baby Boomer)
โทรศัพท์มือถือ ประเภท Smartphone สำหรับกลุ่มคนหัวสมัยใหม่ (Gen X , Gen Z ,Gen Y)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

การใช้ชีวิตของคนหัวโบราณและคนหัวสมัยใหม่ ขอยกตัวอย่างเช่น โทรศัพท์มือถือ คนหัวโบราณอย่างรุ่นพ่อรุ่นแม่เราเนี่ยก็จะยังยึดติดกับโทรศัพท์มือถือแบบที่มีปุ่มกด สามารถโทรออกรับสายได้เพียงอย่าง (คนหัวโบราณบางบ้านนี่ไม่ใช้โทรศัพท์มือถือ แต่ใช้เพียงแค่โทรศัพท์บ้านอย่างเดียวก็มีนะ) ขณะที่คนหัวสมัยใหม่ การเลือกใช้โทรศัพท์มือถือของเขาจะไม่ใช่แค่โทรศัพท์มือถืออย่างเดียวเท่านั้น แต่จะเป็นสมาร์ทโฟน ที่มีคุณสมบัติมากกว่าการโทรออกและรับสายเท่านั้น แต่ยังมีฟังก์ชั่นที่สามารถถ่ายรูป ถ่ายวีดิโอ เล่นอินเทอร์เน็ต ใช้แอปพลิเคชัน โทรหาเพื่อนโดยใช้วีดิโอคอลซึ่งไม่มีค่าใช้จ่าย เพียงแค่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ตเท่านั้น ฯลฯ เรียกได้ว่ามีคุณสมบัติเหนือชั้นยิ่งกว่าโทรศัพท์มือถือดั้งเดิมเสียอีก สาเหตุนี้ ผู้ใหญ่บางท่านก็เลือกที่จะปรับตัวและเปิดรับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพราะเชื่อว่าสามารถช่วยอำนวยความสะดวกของเขาได้อย่างมาก

สำหรับคนสมัยใหม่โดยเฉพาะวัยลูกๆ หลานๆ ที่ไม่ค่อยปลื้มพฤติกรรม “หัวโบราณ” ของคนสมัยเก่าอย่างพ่อแม่ปู่ย่าตายายเราเองเนี่ย ลองเปิดใจดูท่านเป็นตัวอย่าง แล้วจินตนาการตามว่า หากวันหนึ่งฉันต้องแก่เหมือนท่าน ฉันต้องแก่แบบไหนดี แก่แบบที่วัยรุ่นเซ็งหรือจะแก่แบบเก๋า ทันสมัย ขวัญใจเด็กๆ คนรุ่นใหม่

การเปิดใจเรียนรู้ซึ่งกันและกันระหว่างคนทั้ง 2 ประเภท ทั้งคนหัวโบราณและคนหัวสมัยใหม่ น่าจะเป็นเรื่องที่ดีที่คนทั้ง 2 ประเภทจะสามารถใช้ชีวิตร่วมกันได้อย่างมีความสุข คนรุ่นใหม่ก็จะได้เรียนรู้ว่าคนสมัยก่อนนั้นเขาใช้ชีวิตกันอย่างยากลำบากยากเข็ญอย่างไรในยุคที่ไร้เทคโนโลยี มีตรงไหนเป็นข้อดีที่สามารถนำมาใช้ในยุคปัจจุบันนี้ได้ ในทางกลับกัน คนรุ่นเราก็จะได้เรียนรู้ว่าคนสมัยใหม่เขามีการใช้ชีวิตอย่างไรให้น่าสนใจ แล้วเราจะสามารถเข้าไปใช้ชีวิตในยุคสมัยใหม่ได้อย่างไรบ้าง ลองมองเป็นเรื่องที่น่าสนุก น่าค้นหา น่าติดตาม แล้วคุณจะใช้ชีวิตบนโลกใบนี้ได้อย่างมีความสุข

ทีมงานกินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต


Banner_welltitude_โรคขาดความรักกับทฤษฎีความเหงา.jpg

kinyupen_adminOctober 25, 2018

“โรคขาดความรัก” ส่วนหนึ่งเกิดจาก “ความเหงา” เข้ามาแผ้วพานในจิตใจ เมื่อถูกสะสมมาเป็นเวลานานๆ ก็จะยิ่งพอกพูนมากขึ้น และอาจส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและสุขภาพในระยะยาว

“อยู่คนเดียวมันเหงา….ใครเข้าใจบ้าง” หลายคนเผชิญกับความเหงา การได้อยู่คนเดียว การไม่ได้รับการเลี้ยงดู ได้รับความสนใจจากคนรอบข้าง เปรียบเสมือนว่าตัวเองนั้นต้องอยู่คนเดียว โดดเดี่ยวเดียวดาย ความเหงาจึงบังเกิดขึ้น มนุษย์เกิดมาย่อมต้องการความรัก ความเอ็นดู ความใส่ใจจากคนรอบข้าง เพื่อสร้างกำลังใจและแรงจูงใจของตัวเราเองในการดำเนินชีวิตหรือกระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด

คนที่ต้องเผชิญอยู่กับความเหงาบ่อยๆ นานๆ หากบางคนมีภูมิคุ้มกันที่ดี ก็อาจจะรับมือและหาวิธีใช้ชีวิตเพื่อให้ไม่เดือดร้อนตนเองหรือคนรอบข้าง แต่ถ้าคนไหนไม่มีภูมิคุ้มกันทางจิตใจเนี่ยสิอันตรายมาก เพราะว่าเข้าข่าย “โรคขาดความรัก” เลยก็ว่าได้
.
“โรคขาดความรัก” ส่วนหนึ่งเกิดจากความเหงาเข้ามาแผ้วพานในจิตใจ เมื่อถูกสะสมมาเป็นเวลานานๆ ก็จะยิ่งพอกพูนมากขึ้น และอาการของโรคขาดความรักก็จะแสดงอาการออกมา ซึ่ง “ความเหงา” นั้น มีนิยามจากนักวิชาการซึ่งอธิบายไว้ว่า เป็นความรู้สึกโศกเศร้าที่มาพร้อมกับการรับรู้ความโดดเดี่ยว ซึ่งการที่บุคคลจะมีความเหงาในระดับใดนั้น ขึ้นอยู่กับว่ามีเหตุปัจจัยใดที่ผลักดันให้ตนเองนั้นคิดปรุงแต่งไปมากน้อยเพียงใด ความเหงาอาจส่งผลให้เกิดอาการซึมเศร้า โดดเดี่ยว แยกตัวออกมาจากสังคม ซึ่งอาจส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว รวมไปถึงสุขภาพที่อาจจะส่งผลต่อโรคข้างเคียงอย่าง โรคซึมเศร้า , อาการเจ็บป่วย , ภูมิคุ้มกันในร่างกาย หากใครรู้ตัวว่ากำลังเหงา รู้สึกเศร้า โดดเดี่ยวเดียวดาย รู้สึกว่าเหมือนอยู่ตัวคนเดียว คุณอาจจะกำลังเผชิญกับ “โรคขาดความรัก” อยู่ก็ได้ ฉะนั้น อย่ารอช้า มาทำความรู้จักกับโรคขาดความรักกันดีกว่า

“โรคขาดความรัก” หรือ “ฮีสทีเรีย” แต่ช้าก่อน อย่างเพิ่งตกใจไป โรคฮิสทีเรีย (Histeria) ไม่ใช่โรคขาดผู้ชายไม่ได้หรือว่าขาดความต้องการทางเพศ ซึ่งนั่นเป็นความเชื่อที่ผิด ผิด และผิดทำความเข้าใจเสียใหม่ ดังนี้ “โรคขาดความรัก” หรือ “ฮีสทีเรีย” จะมีอยู่ 2 ลักษณะ คือ โรคประสาทฮิสทีเรีย และ บุคลิกภาพแบบฮิสทีเรีย ซึ่งอาจพบได้ทั้งในเพศชายและเพศหญิง คนกลุ่มโรคบุคลิกภาพแบบฮิสทีเรียนี้จะมีการแสดงออกมากจนเหมือนเล่นละคร ยั่วยวน แสดงออกเพื่อดึงดูดความสนใจจากคนรอบข้าง เนื่องจากมีความเป็นเด็กในตัวสูง ส่วนหนึ่งมาจากการขาดความรักในวัยเด็ก ทำให้พวกเขาโหยหาความรักอยู่ตลอดเวลา ขณะที่คนกลุ่มโรคประสาทฮิสทีเรีย เวลาที่มีความเครียดหรือกังวลใจมากๆ จะเกิดอาการผิดปกติที่ระบบการเคลื่อนไหวหรือการรับรู้ เช่น เป็นอัมพาต กล้ามเนื้ออ่อนกำลัง ชาที่แขนและขา พูดไม่มีเสียง พูดไม่ได้ ตามองไม่เห็น กล้ามเนื้อกระตุก หรือสูญเสียความจำในบางเรื่องที่กระทบกระเทือนจิตใจจนไม่ต้องการรับรู้ จำชื่อตัวเองไม่ได้ จำเวลา สถานที่ บุคคลไม่ได้ เป็นต้น

ดังนั้น ใครที่เข้าข่ายโรคขาดความรัก หรือ ฮีสทีเรียนี้ อย่าเพิ่งเครียดหรือตกใจ ทุกปัญหามีทางออก ทุกโรคมีวิธีการรักษา ซึ่งการดูแลรักษานั้นควรเข้าพบจิตแพทย์เพื่อปรึกษาหาวิธีแก้ปัญหา อย่ากลัว หรือ อย่าอายที่จะเข้าพบจิตแพทย์แล้วจะถูกล้อว่าเป็นคนป่วยทางจิต เปลี่ยนความคิดเสียใหม่ นอกจากนี้ ตัวคุณเองต้องพยายามปรับตัวให้เช้ากับสังคมนี้ เพื่อที่จะได้ใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข ไร้ความเหงามาแผ้วพานจิตใจ


-หนึ่งแลนด์มาร์คใหม่ที่ไม่ควรพลาด_web-1.jpg

kinyupen_adminOctober 25, 2018

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปดูเรื่องราวของสะพานข้ามทะเล เชื่อม “ฮ่องกง-จูไห่-มาเก๊า” ยาวที่สุดในโลก หนึ่งแลนด์มาร์คสำคัญของโลกที่เชื่อมต่อ 3 เมืองใหญ่ของจีนและฮ่องกง ย่นระยะเวลาการเดินทางของแต่ละเมืองได้รวดเร็วขึ้นหลายเท่า

เร็วๆ นี้ ก็จะมีอีกหนึ่งแลนด์มาร์คสำคัญของโลกที่ต้องบอกว่าเชื่อมต่อ 3 เมืองใหญ่ของจีนและฮ่องกง ที่จะช่วยย่นระยะเวลาการเดินทางของแต่ละเมืองได้รวดเร็วขึ้นหลายเท่า รวมถึงดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติสัญจนบนสะพานแห่งใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อไม่นานมานี้ กับสะพานข้ามทะเลที่ยาวที่สุดในโลก “ฮ่องกง-จูไห่-มาเก๊า”

โดยสำนักข่าวซินหัวของจีนรายงานว่า “สี จิ้นผิง” ประธานาธิบดีของจีน พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากฮ่องกงและมาเก๊า ร่วมพิธีเปิดสะพานข้ามทะเลยาวที่สุดในโลก “ฮ่องกง-จูไห่-มาเก๊า” ที่มีความยาวถึง 55 กิโลเมตร ประกอบด้วย สะพานข้ามทะเล ยาว 22.9 กิโลเมตร , อุโมงค์ลอดใต้ทะเล ยาว 6.7 กิโลเมตร และเกาะเทียม สะพานแห่งนี้เป็นสะพานเชื่อมต่อกันระหว่างเมืองจูไห่ของประเทศจีน , มาเก๊า และฮ่องกง ใช้งบประมาณในการก่อสร้างสูงถึง 6 แสนล้านบาท กับระยะเวลาในการก่อสร้างนานถึง 9 ปีเต็ม ซึ่งสะพานดังกล่าวจะช่วยย่นระยะเวลาการเดินทางระหว่างจูไห่กับฮ่องกงเหลือเพียง 30 นาทีเท่านั้น จากเดิมใช้เวลานานกว่า 3 ชั่วโมง

 

 

 

 

 

 

 

 

เสน่ห์ของสะพานแห่งนี้ที่คุณไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง นอกจากเป็นสะพานที่เชื่อมต่อกับ 3 เมืองใหญ่อย่าง “ฮ่องกง-จูไห่-มาเก๊า” แล้ว ยังเป็นสะพานที่ที่ก่อสร้างข้ามน้ำข้ามทะเลไปยังอีกเกาะ ซึ่งนี่ถือเป็นไฮไลท์สำคัญเลย เพราะว่าไม่มีที่ไหนสร้างสะพานบนท้องทะเลมาก่อน นอกจากนี้ สะพานแห่งนี้ยังมีการก่อสร้างเพื่อป้องกันพายุ แผ่นดินไหวสูงสุด 8 แมกนิจูด และการชนโดยเรือขนาดใหญ่ได้ด้วย

ส่วนจุดประสงค์สำคัญของการสร้างสะพานแห่งนี้นั้น ชาวฮ่องกงส่วนหนึ่งเชื่อว่า สะพานดังกล่าวถูกสร้างเพื่อให้ทางการจีนเข้ามามีอิทธิพลทางการเมืองต่อเขตปกครองพิเศษฮ่องกงมากขึ้น และช่วยส่งเสริมการค้า ความร่วมมือทางการเงิน โลจิสติกส์ และการท่องเที่ยว ระหว่าง 3 แผ่นดินใหญ่ในครั้งนี้ด้วย

 

 

 

 

 

 

 

สะพานดังกล่าวเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการแล้ว สำหรับท่านใดที่มีแพลนที่จะเดินทางไปยังต่างประเทศ โดยเฉพาะจีน มาเก๊า หรือฮ่องกง อย่าลืมไปสัมผัสการการเดินทางข้ามแผ่นดินในระยะเวลาอันสั้นและเก็บภาพความสวยงามได้ที่สะพานข้ามทะเลที่ยาวที่สุดในโลก “ฮ่องกง-จูไห่-มาเก๊า” รับรองว่าสะพานแห่งนี้จะเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์คและถูกปักหมุดเป็นอีกหนึ่งสถานที่สำคัญที่คนทั้งโลกต้องไปเยือนอย่างแน่นอน นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอขอบคุณเนื้อหาและภาพจาก : สำนักข่าวซินหัวของจีน