-สมาร์ทโฟน-หน้าจอพับได้_web2.jpg

kinyupen_adminNovember 12, 2018

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของ “ซัมซุง” ที่ได้เปิดตัวสมาร์ทโฟนต้นแบบสามารถพับหน้าจอได้ เล็งผลิตในเร็วๆ นี้ หวังเป็นไม้เด็ดดันยอดขายแข่งกับแอปเปิลในระยะยาว

หลังจากที่ปล่อยข่าวลืออยู่นาน ถึงนวัตกรรมการคิดค้นสมาร์ทโฟนแบบหน้าจอพับได้ ซึ่ง ณ ขณะนั้นยังไม่มีค่ายมือถือค่ายไหนสามารถผลิตขึ้นมาได้จริง ล่าสุด นวัตกรรมดังกล่าวจะเกิดขึ้นจริงแล้วในอนาคต โดยบริษัทยักษ์ใหญ่ของเกาหลีใต้ อย่าง “ซัมซุง” ก็ได้เผยโฉมสมาร์ทโฟนต้นแบบที่สามารถพับหน้าจอได้สู่บรรดานักพัฒนา ในงานอีเวนต์งานหนึ่งในเมืองซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยผู้บริหารของซัมซุงเปิดเผยว่า หน้าจอแบบใหม่เรียกว่า Infinity Flex Display คือรากฐานสำคัญของสมาร์ทโฟนแห่งอนาคต และทางซัมซุงตั้งใจที่จะเริ่มต้นกระบวนการผลิตในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้

สำหรับสมาร์ทโฟนต้นแบบดังกล่าว เมื่อกางหน้าจอออกจะกลายเป็นแท็ปเลตหน้าจอขนาด 7.3 นิ้ว และเมื่อพับครึ่งก็จะกลายเป็นสมาร์ทโฟนที่จะมีอีกจออยู่ด้านหลัง อย่างไรก็ตาม ทางซัมซุงยังไม่เผยโฉมรูปลักษณ์ที่แท้จริงของอุปกรณ์ดังกล่าวจนกว่าจะถึงงานอีเวนต์ถัดไป อีกทั้งยังไม่เปิดเผยชื่อที่จะใช้เรียกสมาร์ทโฟนรุ่นนี้ด้วย เปิดเผยแต่เพียงว่าผู้ใช้จะสามารถใช้งาน 3 แอพพลิเคชั่นได้ในคราวเดียวกัน ขณะที่ทางด้านกูเกิ้ลพร้อมสนับสนุนหน้าจอรูปแบบใหม่เช่นกัน โดยพร้อมที่จะพัฒนาระบบแอนดรอยด์ เพื่อให้รองรับการใช้งานกับจอแบบพับได้อย่างเต็มตัว

ขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า สินค้ากลุ่มพับสมาร์ทโฟนแบบพับหน้าจอได้จะมีราคาแพงในระยะแรก เนื่องจากสินค้าต้องผ่านกระบวนการผลิตใหม่ โดยก่อนหน้านี้ มีแบรนด์น้องใหม่เปิดตัวสมาร์ทโฟนพับหน้าจอได้ในตลาดจีน ราคา 1,300 เหรียญสหรัฐฯ และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


-มนต์เสน่ห์ใจกลางกรุงฮานอย-ประเทศเวียดนาม_web-1.jpg

kinyupen_adminNovember 11, 2018

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปดูเรื่องราวของ “ทางรถไฟสายเก่า” ใจกลางกรุงฮานอยของเวียดนาม หนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตที่นักท่องเที่ยวต่างเดินทางไปท่องเที่ยวกัน เพราะเสน่ห์ของที่นี่คือการที่รถไฟสายนี้จะแล่นผ่านบ้านเรือนประชาชนไปอย่างใกล้ชิด

ช่วงนี้เป็นช่วงไฮซีซั่น ผู้คนมากมายทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติก็เริ่มหาสถานที่ท่องเที่ยวในช่วงนี้กันแล้ว ในส่วนของนักท่องเที่ยวชาวไทย ประเทศเวียดนามถือเป็นอีกหนึ่งประเทศที่คนไทยหลายคนอยากไปท่องเที่ยวที่ประทศนี้ เพราะมีสถาปัตยกรรม สถานที่ท่องเที่ยว และอารยธรรรมต่างๆ ของประเทศนี้ที่น่าสนใจมาก “ฮานอย” แหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตที่นักท่องเที่ยวต่างเดินทางไปเที่ยวกัน ในย่านโอลด์ควอเตอร์ ย่านเมืองเก่าของฮานอย ที่นี่นอกจากจะมีคาเฟ่ ร้านกาแฟ และร้านอาหารมากมายไว้รองรับนักท่องเที่ยวแล้ว หนึ่งในนั้นมี “ทางรถไฟสายเก่า” ที่แล่นผ่านตึกรามบ้านช่องย่านใจกลางเมือง

“ทางรถไฟสายเก่า” ได้รับการก่อสร้างขึ้นสมัยที่เวียดนามตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส และตอนนี้มันกำลังได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่นักท่องเที่ยว เพราะเสน่ห์ของ “ทางรถไฟสายเก่า” คือการที่รถไฟสายนี้จะแล่นผ่านบ้านเรือนประชาชนไปอย่างใกล้ชิด ขณะที่ชาวบ้านก็ออกมาใช้ชีวิตบนทางรถไฟ เพราะนี่คือชีวิตประจำวันของพวกเขา

 

 

 

 

 

 

“ทางรถไฟสายเก่า” สายนี้ เดิมทีได้รับการก่อสร้างขึ้นในยุคที่ฝรั่งเศสเข้ามายึดครองเวียดนาม ดังนั้นฝรั่งเศสจึงสร้างทางรถไฟขึ้นมาเพื่อไว้ใช้ขนส่งสิ่งของและเพื่อการคมนาคมของประชาชน แต่ในยุคหลังระหว่างสงครามเวียดนาม บางช่วงของทางรถไฟได้รับความเสียหายอย่างหนักจากระเบิดของกองทัพสหรัฐฯ ที่ระดมทิ้งใส่เวียดนามเหนือ ซึ่งเป็นคอมมิวนิสต์ แต่มาถึงทุกวันนี้ “ทางรถไฟสายเก่า” กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำหรับผู้ที่มาเยือนฮานอยจะพลาดไม่ได้

นอกเหนือไปจากการมาสัมผัสบรรยากาศอันสุดแสนมีเสน่ห์ริมทางรถไฟแล้ว การขึ้นรถไฟสายนี้เพื่อเดินทางท่องเที่ยวก็เป็นตัวเลือกที่ดีอีกหนึ่งทางสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการการเดินทางอันน่าค้นหา มีเสน่ห์ชวนหลงไหล และโอบล้อมไปด้วยประวัติศาสตร์เก่าแก่ของเมืองฮานอย ประเทศเวียดนาม นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


-เมื่อแฟนสาวมี-“ประจำเดือน”_web.jpg

kinyupen_adminNovember 8, 2018

อย่าให้แฟนสาวของคุณต้องโมโหในช่วงที่เธอเป็นวันมามาก (เป็นประจำเดือน) บอกเลยว่ายิ่งกว่าแผ่นดินไหว 10 ริกเตอร์ แล้วผู้ชายอย่างเราๆ จะรับมือกับแฟนสาวอย่างไรได้บ้าง?

ถ้าท่านสุภาพบุรุษทุกท่านๆ ว่า เคยเจอเหตุการณ์ที่ว่าแฟนสาวของเราเป็นวันมามาก (เป็นประจำเดือน) กันหรือไม่? เชื่อว่าหลายคนคงจะเจอกันมาแล้ว คงจะอธิบายความรู้สึกนั้นอย่างบอกไม่ถูกว่า ในช่วงที่แฟนคุณเป็นวันมามาก ส่วนใหญ่เขาก็จะแปลงร่างจากนางฟ้าแสนสวยผู้น่ารักเป็นนางปีศาจร้ายที่ดุดันขึ้นมาทันทีทันใด ประหนึ่งพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือขึ้นมาทันที ผู้ชายส่วนใหญ่พอจะทราบล่ะว่าคุณเขาเป็นวันมามาก แต่อาจจะไม่รู้เลยว่าวันมามากของเขานั้นมันช่างทรมานขนาดไหน

ผู้ชายอย่างเราๆ เองก็คงจะหนักอกหนักใจพอสมควรเมื่อต้องเจอแฟนสาวตกอยู่ภาวะนางมารร้ายชั่วคราว บอกเลยว่า อย่าทำให้เธอหงุดหงิด มิฉะนั้นระเบิดนิวเคลียร์ลูกใหญ่อาจลงมาที่คุณแบบชนิดที่เรียกได้ว่า คุณเองอาจจะตั้งรับไม่ได้กันเลยทีเดียว

แล้วเราจะรับมืออย่างไรดี ในช่วงที่แฟนสาวอยู่ในภาวะวันมามาก จะเลิกรากันเลยมันก็คงจะใจดำเกินไป เราก็ต้องอดทนสิ อดทน เดือนละ 5-7 วันเอง วันนี้ ทีมงานกินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำวิธีเด็ดๆ กลเม็ดรับมือแฟนสาวในช่วงวันนั้นของเดือนมาให้ทุกท่านลองนำไปใช้กันดู

1. เช็กเลยว่าเดือนนี้เธอจะเป็นวันมามากช่วงวันไหน

เช็กเลยว่าเดือนนั้นแฟนของคุณจะเป็นวันมามากช่วงไหนบ้าง แล้วมาร์คตัวแดงๆ ไว้ที่ปฏิทินเลย จากนั้นคอยสังเกตภาวะอารมณ์แปรปรวนของเธอ ถ้าวันนั้นเธอหงุดหงิดง่าย ชัดเลยว่า “เธอเป็นวันมามาก” ดังนั้น ช่วงเวลาดังกล่าวคุณผู้ชายต้องงดพูดหรือทำพฤติกรรมอะไรต่างๆ นาๆ ที่จะให้เธอโมโหเด็ดขาด

2. งดนินทาหรือเมาท์แฟนสาวว่าหงุดหงิดเพราะวันมามาก

การพูดจาล้อเลียนหรือแหย่กับแฟนคุณ โดยเฉพาะเรื่องที่แฟนคุฯเป็นวันมามาก ใครบอกว่าแฟนคุณจะอารมณ์ดีและยิ้มขึ้นมา คิดใหม่! ในความเป็นจริงมันตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง เพราะนั่นเป็นการยั่วโมโหเธอต่างหาก นอกจากนี้ การนินทาเรื่องของแฟนคุณเป็นวันมามากกับผู้อื่นก็ไม่ใช่เรื่องดีสักเท่าไร เพราะถ้าแฟนคุณทราบเรื่องขึ้นมา บอกเลยว่า “ตายสถานเดียว” ดังนั้น ช่วงนี้ต้องสงบปากสงบคำของคุณไว้ชั่วคราว รอแฟนของคุณหายจากวันมามากก่อนแล้วค่อยยิงมุขฮาๆ ดีกว่า

3. เตรียมยาแก้ปวดท้องประจำเดือน

ในช่วงที่แฟนสาวเป็นวันมามาก แน่นอนว่าเขาต้องมีความเจ็บปวดทรมานพอสมควร บางคนพอมีแรงทำโน่นทำนี่ แต่บางคนก็หมดแรงเลยก็มี แต่ไม่ว่าแฟนของคุณจะปวดมากหรือปวดน้อย คุณในฐานะคนข้างกายต้องคอยดูแลอย่างใกล้ชิดเสมอ “ยาแก้ปวดประจำเดือน” คือเครื่องคลายความเจ็บปวดของแฟนสาว ฉะนั้น เตรียมเอาไว้ซะ จะได้ได้ใจแฟนคุณไปได้เต็มๆ

4. งดสังสรรค์นอกบ้านชั่วคราว คอยอยู่ข้างๆ เขาเสมอ

ผู้หญิงที่อยู่ในอาการวันมามาก ส่วนใหญ่ไม่ค่อยอยากออกไปสังสรรค์นอกบ้าน อยากพักผ่อนอยู่บ้านมากกว่า ดังนั้น ผู้ชายอย่างเราๆ ควรงดการเข้าร่วมปาร์ตี้สังสรรค์กับเพื่อนฝูงหรือการชวนออกไปทำกิจกรรมนอกบ้านเป็นการชั่วคราว แล้วเอาเวลามาคอยดูแลใกล้ชิดแฟนของคุณ เพื่อที่จะได้ควบคุมและลดอารมณ์แปรปรวนของตัวเธอลง

5. อดทนให้หนักแน่น

“อดทน” เป็นสิ่งสำคัญที่คุณผู้ชายจะต้องท่องจำเอาไว้ให้หนักแน่น พยายามเปิดใจและเข้าใจในความรู้สึกของเธอ ไม่ว่าพฤติกรรมของเธอจะรุนแรงดังแผ่นดินไหวกี่ริกเตอร์ คุณต้องอดทนเข้าไว้ อย่าแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมออกไป เพราะอาการวันมามากของแฟนคุณนั้นไม่ได้เป็นนาน เดี๋ยวพอประจำเดือนหมด แฟนคุณก็จะกลับมาเป็นนางฟ้าแสนดีคนเดิมของคุณ

ไม่ยากเลยใชช่ไหมกับวิธีรับมือเมื่อแฟนสาวของคุณเป็นวันมามาก คุณผู้ชชายเองต้องพยายามเปิดใจ ทำใจ และเข้าใจเขาให้มากๆ จะได้ใช้ชีวิตด้วยกันอย่างราบรื่นมากที่สุด และพร้อมรับอารมณ์ของเธอได้แบบสตรอง ไม่ว่าแฟนคุณจะเหวี่ยง วีน อาละวาดหนักแค่ไหน คุณก็พร้อมที่จะอยู่เคียงข้างเขาเสมอ ท่องไว้เลยว่า “กายพร้อม ใจพร้อม เราทำได้”

ทีมงานกินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต


-ดอกศิลาวารี-หาดูยาก-โผล่พ้นน้ำปีละครั้ง3-1.jpg

kinyupen_adminNovember 8, 2018

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จะพาไปท่องเที่ยวกัน สุดสัปดาห์นี้ ถ้าไม่รู้จะเที่ยวที่ไหน ไปร่วมยลโฉม “ดอกศิลาวารี” ที่อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง จังหวัดพิษณุโลก หาดูยาก เพราะว่า 1 ปี จะมีโอกาสได้ยลโฉม “ดอกศิลาวารี” โผล่พ้นน้ำปีละครั้งเท่านั้น

สุดสัปดาห์นี้ หากไม่รู้ว่าจะไปท่องเที่ยวที่ไหนดี กินอยู่เป็น 360 องศาของการใช้ชีวิต ขอแนะนำที่จังหวัดพิษณุโลก เพราะที่นี่มีดอกไม้ชนิดหนึ่ง ซึ่งต้องบอกเลยว่าหาชมได้ยากมากๆ นั่นก็คือ “ดอกศิลาวารี” นั่นเอง สำหรับ “ดอกศิลาวารี” เป็นดอกไม้หินใต้น้ำชนิดหนึ่ง อยู่ภายในอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง อำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก ลักษณะทั่วไปของ “ดอกศิลาวารี” เป็นดอกตูมขนาดเล็กๆ 0.5-1 เซนติเมตร มีส้มอมเหลืองแดง หาก “ดอกศิลาวารี” อยู่ใต้น้ำ จะมีสีเขียว เหลือง แดง สลับกันไป แต่ถ้าน้ำลด “ดอกศิลาวารี” จะยืนเป็นกิ่งดอก ออกดอกเหนือก้อนหิน มีอายุ 2 สัปดาห์ จากนั้นก็แห้งเหี่ยวติดกับโขดหินไป “ดอกศิลาวารี” พบมากที่สุดในเขตอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง และพบอีกแห่งหนึ่งคือที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

“ดอกศิลาวารี” ถือได้ว่าเป็นดอกไม้ที่หาดูยากแบบสุดๆ เพราะว่า 1 ปี จะมีโอกาสได้ยลโฉม “ดอกศิลาวารี” เพียงหนึ่งครั้ง ครั้งละ 3 เดือนเท่านั้น ก็คือเดือนพฤศจิกายน-มกราคม หากพ้นไปจากนี้ก็จะต้องไปรอดูอีกทีตอนปลายปีหน้า ส่วนความพิเศษของ “ดอกศิลาวารี” ไม่ได้อยู่ที่ความหายากหรือออกดอกปีละครั้ง แต่เป็นดอกไม้ที่บ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งน้ำและระบบนิเวศน์ เพราะหากว่าแหล่งน้ำสกปรก “ดอกศิลาวารี” ก็จะไม่เกิดด้วยเช่นกัน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

นายบุญสืบ เผือกอ่อน หัวหน้ากลุ่มเที่ยวทั่วไทยไปชมภู เปิดเผยว่า ปีที่แล้วมีนักท่องเที่ยวเดินทางมายลโฉม “ดอกศิลาวารี” กันเป็นจำนวนมาก ทางกลุ่มท่องเที่ยวไทยไปชมภูของชุมชนบ้านชมภูจึงได้จัดรถท่องเที่ยวอีแต๊กจำนวน 10 คัน เพื่อให้บริการนักท่องเที่ยวที่ต้องนั่งรถมาจากบ้านชมภูเข้ามาที่จุดชมดอกศิลาวารี ประมาณ 7 กิโลเมตร ซึ่งนักท่องเที่ยวจะสามารถนั่งรถชมธรรมชาติและวิถีชีวิตชุมชนในพื้นที่แห่งนี้

อย่างไรก็ตาม ในอนาคตพื้นที่แห่งนี้จะเปิดจุดท่องเที่ยวเชื่อมโยงหมู่บ้าน เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถไปเที่ยวแบบพักค้างคืนได้ หากนักท่องเที่ยวท่านใดสนใจเดินทางมรร่วมสัมผัสความสวยงามของ “ดอกศิลาวารี” ที่อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลวงหลวง สามารถติดต่อมาได้ที่หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลวงหลวง ที่ 5 (สล.5) อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง หรือแกนนำกลุ่มท่องเที่ยวชุมชน เบอร์โทรศัพท์ 085-7374528

ช่วงไฮซีซั่นนี้ ถ้าไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน ก็ลองไปเที่ยวที่พิษณุโลกดูได้ ไปร่วมสัมผัสความสวยงามของ “ดอกศิลาวารี” ที่อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง รับรองเลยว่าคุณต้องประทับใจและติดใจในเสน่ห์การท่องเที่ยวในไทยอบ่างแน่นอน นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


-ปัจจัยสำคัญกับความเร่งรีบในการใช้ชีวิตของมนุษย์_web.jpg

kinyupen_adminNovember 8, 2018

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของ “ข้าวกล่อง” ปัจจัยสำคัญอีกหนึ่งอย่างในการใช้ชีวิตในช่วงเร่งรีบของมนุษย์ที่ต่างมีภารกิจต่างๆ ให้ได้ทำในแต่ละวัน เพราะข้าวกล่องมีความสะดวกสบายในการพกพา หิวเมื่อไหร่เปิดกล่องกินเมื่อนั้นเลย

มนุษย์ทุกคนมีภารกิจและมีหน้าที่ให้ทำในแต่ละวัน ทั้งการไปเรียนหนังสือ ไปทำงาน ไปท่องเที่ยว ฯลฯ ซึ่งล้วนต้องใช้ความเร่งรีบในการใช้ชีวิต แต่ถึงจะเร่งรีบขนาดไหนก็ตาม อาหาร ก็เป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่มนุษย์ขาดไม่ได้ โดยเฉพาะมื้อเช้า ซึ่งเป็นมื้อสำคัญอย่างยิ่งที่ต้องรับประทาน เพราะเราต้องใช้พลังงานในการทำกิจกรรมต่างๆ ตลอดทั้งวัน ดังนั้น การรับประทานอาหารมื้อเช้า จึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะทำให้ร่างกายของเรามีพละกำลังและมีเรี่ยวแรงที่จะทำกิจกรรมในชีวิตเรา

เมื่อมนุษย์มีความเร่งรีบในชีวิต การรับประทานอาหารที่โต๊ะอาหารที่บ้านหรือร้านอาหาร รวมไปถึงการประกอบอาหารเองที่บ้านอาจจะไม่สะดวกมากนักในช่วงเวลาที่มนุษย์เกิดความเร่งรีบ ดังนั้น “ข้าวกล่อง” จึงเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญความเร่งรีบของมนุษย์ในทุกวันนี้ เพราะข้าวกล่องมีความสะดวกสบายในการพกพา หิวเมื่อไหร่เปิดกล่องกินเมื่อนั้น ไม่ต้องเสียเวลาเอาไปใส่จานหรือนำไปประกอบอาหาร เพราะข้าวกล่องมีให้ครบตามความต้องการของมนุษย์

จะว่าไป วันนี้เราอยากกินอะไร ก็แค่เดินไปสั่งที่ร้านอาหารตามสั่งหรือเดินเข้าร้านสะดวกซื้อ ก็มีข้าวกล่องสำเร็จรูปแบบแช่แข็งจำหน่าย หรือบ้านไหนอยู่กันเป็นครอบครัว คุณแม่ก็อาจจะทำข้าวใส่กล่องหรือปิ่นโตไว้ให้เราด้วย นี่ล่ะรูปแบบของ “ข้าวกล่อง” ที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่กล่องโฟมเท่านั้น ลักษณะของข้าวกล่องเป็นได้ทั้งข้าวกล่องแช่แข็งที่เมื่อหิวแล้วก็ต้องเอาไปอุ่นในเตาไมโครเวฟ หรืออาจจะเป็นกล่องใส่ข้าวพลาสติก ที่มีวิวัฒนาการมาจากปิ่นโตใส่ข้าว หรือบางคนยังเลือกใช้ปิ่นโตใส่ข้าวด้วยซ้ำ เพราะสามารถบรรจุอาหารได้หลากหลายอย่าง เผื่อว่าเอาไปแบ่งให้เพื่อนๆ รับประทานด้วย

ข้อดีของ “ข้าวกล่อง” เราเห็นกันอยู่แล้วว่า สะดวกสบายในการใช้ชีวิต สามารถรับประทานได้ทุกที่ ทุกเวลา โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เร่งรีบสุดๆ เป็นต้น แต่หารู้ไม่ว่าจริงๆ แล้ว “ข้าวกล่อง” ที่บรรจุใส่ในกล่องโฟมหรือใส่ในถุงพลาสติก เป็นอันตรายต่อร่างกายเราได้ เพราะพลาสติกจะทำให้เราเป็นมะเร็งได้ ถ้าจะให้ดีวันหลังก็ควรให้ร้านใส่กล่องข้าวให้เราน่าจะดีกว่า แถมยังช่วยลดภาวะโลกร้อนได้อีกด้วย

โดย นพ.วีรฉัตร กิตติ รัตนไพบูลย์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านบรรจุภัณฑ์ บริษัทบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม บอกว่า กล่องโฟมที่ใช้ตามท้องตลาดทั่วไป (Styrofoam) เป็นของเสียเหลือทิ้งสีดำๆ จากกระบวนการผลิตน้ำมันปิโตรเลียม ประกอบด้วยสารสไตรีน (Styrene) มีโครงสร้างโมเลกุลคล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) ในเพศหญิง ซึ่งข้าวกล่องที่บรรจุกล่องโฟมเป็นแหล่งสะสมสารสไตรีน ออกฤทธิ์ให้สมองมึนงง สมองเสื่อมง่าย หงุดหงิดง่าย มีผลทำให้ประจำเดือนมาไม่ปกติและเป็นสารก่อมะเร็งอีก 3 ชนิด หากผู้ชายทานเข้าไปมากๆ มีโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก ขณะที่ผู้หญิงมีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านม และทั้งเพศชายและหญิงมีโอกาสสูงต่อการเป็นมะเร็งตับ ถึงแม้จะไม่ได้ดื่มแอลกอฮอร์เป็นประจำก็ตาม

สุดท้าย แนวโน้มพฤติกรรมการบริโภค “ข้าวกล่อง” ของคนไทยในอนาคต ขึ้นอยู่กับความรู้ความเข้าใจของผู้บริโภคในเรื่องอาหารและโภชนาการ แต่ก็อย่ามัวหลงความสะดวกสบายจนลืมใส่ใจสุขภาพของตนเอง หากไม่จำเป็นพยายามหาเวลาไปรับประทานอาหารที่ร้านหรือที่บ้านกับครอบครัวน่าจะอบอุ่นใจกว่า ดีกว่าต้องเป็นมนุษย์ข้าวกล่องไปตลอดชีวิต และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


Banner_welltitude_“โรคเอดส์”-ไม่ได้ติดกันง่ายๆ.jpg

kinyupen_adminNovember 7, 2018

“โรคเอดส์” โรคชนิดหนึ่งที่บางคนเข้าใจผิด มีความเชื่อที่ผิด กลัวว่าหากอยู่ใกล้ผู้ป่วยที่เป็นโรคเอดสืหรือติดเชื้อเอชไอวีแล้วจะติดเชื้อได้ สุดท้าย “วัดพระบาทน้ำพุ” ก็เป็นสถานที่ที่ผู้ป่วยถูกนำมาทิ้งไว้ที่นี่

“วัดพระบาทน้ำพุ” สถานที่ที่เมื่อพูดถึงชื่อวัดแห่งนี้แล้ว ก็จะถึงนึกผู้ป่วยที่เป็น “โรคเอดส์” หรือติดเชื้อเอชไอวี เมื่อมีผู้ป่วยที่เป็น “โรคเอดส์” หรือติดเชื้อเอชไอวี ที่นี่จะเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่รับผู้ป่วยในการรักษา บางคนก็ไม่กล้าเข้าไปที่วัดแห่งนี้ เพราะความเชื่อผิดๆ ที่กลัวว่าจะติดเชื้อ ซึ่งนั่นเป็นความคิดที่ล้วนคิดกันไปเองทั้งนั้น

ความเชื่อผิดๆ ที่ได้ยินกันมาจากรุ่นสู่รุ่นที่ว่า “อย่าไปอยู่ใกล้คนเป็นเอดส์ เดี๋ยวติด” เป็นประโยคที่ถือได้ว่าค่อนข้างเจ็บปวดอย่างมากในมุมของผู้ป่วย ที่นอกจากต้องทุกข์ทรมานกับการเป็นโรคเอดส์หรือติดเชื้อเอชไอวีแล้ว ยังต้องมาเจ็บปวดกับคำพูดและการกระทำที่แสดงออกถึงความรังเกียจจากคนรอบข้าง ในส่วนของคนรอบข้างเอง ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัวหรือแม้แต่เพื่อนฝูง บางรายมีทัศนคติที่ดี เปิดใจยอมรับผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวี เพราะความจริงแล้ว “เอชไอวี” ไม่ได้ติดกันง่ายๆ เหมือนไข้หวัดซะหน่อย ดูแลเขาให้เขามีกำลังใจที่ดี และสามารถต่อสู้กับเชื้อเอชไอวีได้ ถึงแม้ว่าอาจจะไม่หายขาด 100% แต่ก็ช่วยทุเลาอาการได้ แต่คนรอบข้างบางคนที่มีทัศนคติเชิงลบ ที่เมื่อรู้ว่าคนในครอบครัวเราหรือเพื่อนเราติดเชื้อเอชไอวี ถึงกับต้องออกห่างตัวเขา ไม่กล้าเข้าไปใกล้ แม้แต่ในรัศมีวงกลม 10 เมตรยังไม่กล้าจะเข้าไปเลย เพราะอะไร ก็เพราะความเชื่อผิดๆ ที่ต่างคิดไปเองล้วนๆ สุดท้าย “วัดพระบาทน้ำพุ” ก็กลายเป็นที่ที่เขาผู้นั้นต้องมาอยู่ที่นี่อย่างโดดเดี่ยวเดียวดาย ไร้การดูแลจากครอบครัวและเพื่อน

ล่าสุด เพิ่งเป็นข่าวไปหมาดๆ กับกรณีที่มีการแชร์ภาพของผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวี ถูกนำมาทิ้งที่บริเวณหน้าวัดพระบาทน้ำพุ พร้อมทั้งที่นอนและเสื้อผ้า ช่างเป็นภาพที่น่าสลดใจยิ่งนัก เพราะอะไรถึงต้องรังเกียจกันถึงขนาดนี้ จนถึงขั้นต้องนำมาทิ้งไว้ที่วัดพระบาทน้ำพุ จะว่าไปชีวิตของผู้ป่วยที่ถูกทิ้งในลักษณะแบบนี้คงไม่ต่างอะไรกับสุนัขเร่ร่อน ที่คนเลี้ยงเบื่อหน่ายแล้วก็เอามาปล่อยทิ้ง โยนทิ้ง แบบไม่เหลือเยื่อใยที่มีกันเลย

“โรคเอดส์” (AIDS : Acquired Immune Deficiency Syndrome) เป็นอาการของโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง ชื่อว่า “ฮิวแมนอิมมิวโนเดฟีเชียนซีไวรัส” (Human Immunodeficiency Virus : HIV) หรือ เอชไอวี (HIV) เชื้อดังกล่าวเมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วจะเข้าไปทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาว ซึ่งเม็ดเลือดขาวในร่างกายทำหน้าที่ในการกำจัดสิ่งแปลกปลอม หรือเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายแล้วนำไปทำลาย เมื่อเซลล์เม็ดเลือดขาวถูกทำลาย จึงทำให้ผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อเอชไอวีมีภูมิคุ้มกันต่ำลง ในที่สุดร่างกายไม่มีภูมิคุ้มกันเพียงพอในการป้องกันร่างกายจากเชื้อโรคภายนอก ทำให้ผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวีนั้นสามารถติดเชื้อได้ง่ายกว่าคนปกติ ส่งผลให้เป็นโรคอื่นๆ ตามมา อาทิ วัณโรค ปอดบวม ติดเชื้อในกระแสโลหิต เชื้อรา ฯลฯ เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันถูกทำลาย จึงไม่สามารถกำจัดเชื้อโรคออกจากร่างกายได้

ส่วนความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับโรคเอดส์นั้น ขอให้ทำความเข้าใจกันเสียใหม่ จริงๆ แล้ว โรคเอดส์เป็นโรคที่ไม่สามารถติดต่อได้จากการสัมผัส ไม่สามารถติดต่อกันผ่านการกอดหรือการสัมผัสภายนอกร่วมกัน เช่น การใช้ห้องน้ำร่วมกัน หรือใช้อุปกรณ์รับประทานอาหารร่วมกัน ขณะเดียวกัน เชื้อเอชไอวียังไม่สามารถติดต่อผ่านลมหายใจหรือผ่านอากาศ และไม่ได้ติดต่อผ่านพาหะนำโรค เช่น ยุง แต่สาเหตุหลักๆ ของการติดเชื้อเอดส์หรือเอชไอวีนั้น เกิดจาก การมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย และมีข้อมูลยืนยันชัดเจนว่า กว่า 80% ผู้ป่วยจะติดเชื้อเอดส์จากการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้รับการป้องกัน

จะเห็นได้ว่า โรคเอดส์เป็นโรคติดต่อร้ายแรง ก่อให้เกิดผลเสียต่อร่างกายตามมาอย่างมาก ดังนั้นวิธีการที่ดีที่สุดคือ การป้องกันการติดเชื้อ ด้วยการสวมถุงยางอนามัยทุกครั้งก่อนการมีเพศสัมพันธ์ การมีคู่นอนเพียงคนเดียว และการงดใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น แค่นี้คุณก็ปลอดภัยจากการติดเชื้อเอดส์หรือเอชไอวีได้มากขึ้นแล้ว

ปัจจุบัน มียาต้านไวรัส “เอชไอวี” ไว้รับประทาน แต่ก็ไม่ได้มีการออกมายืนยันว่า จะหายขาดจากการติดเชื้อ 100% เพียงแค่ช่วยทุเลาและสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย ทำให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่นได้ปกติ ยืนยันเลยว่าไม่ได้ติดกันง่าย ๆ สุดท้าย ขอให้ทุกคนเปิดใจ ให้โอกาส ให้พวกเขาได้มีที่ยืนในสังคมบ้าง ขอให้ “วัดพระบาทน้ำพุ” เป็นเพียงทางผ่านให้พวกเขามาพักฟื้น แล้วกลับไปใช้ชีวิตปกติในสังคม ครอบครัว เพื่อนฝูงอย่างมีความสุข


-พ.ร.บ.คู่ชีวิต-กับความคาดหวังของคู่รักเพศเดียวกัน_web-1.jpg

kinyupen_adminNovember 7, 2018

ประเทศไทยอยู่ในช่วงระหว่างผลักดันร่าง พ.ร.บ.การจดทะเบียนคู่ชีวิตขึ้นมา ถือเป็นอีกความหวังของกลุ่มคนหลากหลายทางเพศในไทยที่จะมีกฎหมายรับรองสิทธิ์ชีวิตคู่ ซึ่งหากผ่านร่างฯ ดังกล่าว คู่รักร่วมเพศสามารถใช้สิทธิใช้ชีวิตร่วมกัน-จัดการมรดกได้ แต่สถานภาพยังไม่ใช่ “คู่สมรส”

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของ “ความรัก” ในยุคปัจจุบัน ที่ไม่ได้มีข้อจำกัดว่าต้องเป็นเพศชายกับหญิงเพียงเท่านั้น ตอนนี้สังคมคู่รักหลากหลายทางเพศเป็นที่เปิดกว้างและได้รับการยอมรับเป็นอย่างมาก ซึ่งประเทศที่อนุญาตให้คนเพศเดียวกันสามารถจดทะเบียนสมรสได้ทั่วโลก ปัจจุบันมีอยู่ 19 ประเทศ ได้แก่ อาร์เจนตินา, เบลเยียม, บราซิล, แคนาดา, เดนมาร์ก, อังกฤษ, ฝรั่งเศษ, ไอซ์แลนด์, เม็กซิโก, เนเธอร์แลนด์, นิวซีแลนด์, นอร์เวย์, แอฟริกาใต้, โปรตุเกส, สเปน, สวีเดน, อุรุกวัย, เวลส์ ,สหรัฐอเมริกา (ทั้ง 50 รัฐ) และเยอรมนี ซึ่งประชาชนในประเทศนั้นๆ สามารถจดทะเบียนสมรสและใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันดังเช่นสามี-ภรรยา ได้เลย ยกเว้นประเทศเยอรมนี ที่ให้คู่รักเพศเดียวกันจดทะเบียนสมรสแบบ Partnership ซึ่งถึงแม้จะไม่ใช่การสมรสแบบสมบูรณ์ แต่การจดทะเบียนสมรสแบบ Partnership ก็มีสิทธิเท่าเทียมกับการสมรสปกติ

ส่วนที่ประเทศไทย แม้จะมีการเปิดกว้างในเรื่องของรักร่วมเพศ แต่ในส่วนของกฎหมายนั้นขณะนี้อยู่ในช่วงผลักดันร่าง พ.ร.บ.การจดทะเบียนคู่ชีวิตขึ้นมา และรอคณะรัฐมนตรีพิจารณาและประกาศใช้หากมีความเห็นชอบ หลังจากก่อนหน้านี้กระทรวงยุติธรรมได้มีแนวคิดพยายามยกร่าง พ.ร.บ.การจดทะเบียนคู่ชีวิต มาตั้งแต่ปี 2556 ที่ผ่านมา

โดยความคืบหน้าล่าสุด กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพได้เปิดเว็บไซต์เพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในเรื่องดังกล่าว โดยประชาชนทั่วไปสามารถร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.คู่ชีวิต ได้ทางระบบออนไลน์ และในวันที่ 12-16 พ.ย.นี้ จะเปิดเวทีวิพากษ์เพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ โดยกรุงเทพมหานครจะเปิดเวทีที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ ในวันที่ 12 พ.ย. นี้ , ในต่างจังหวัดก็จะมีการเปิดเวทีรับฟังความเห็นที่ จ.เชียงใหม่ , จ.พระนครศรีอยุธยา ,อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ก่อนจะสรุปเนื้อหาเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาภายในเดือนพฤศจิกายนนี้

สำหรับเนื้อหาร่าง พ.ร.บ.คู่ชีวิตฉบับล่าสุด จะมีทั้งสิ้น 70 มาตรา ซึ่งกระทรวงยุติธรรมร่วมกับภาคประชาสังคมเแก้ไขปรับปรุง โดยสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.คู่ชีวิต ยังเน้นการแก้ปัญหาให้กลุ่มที่มีความหลากหลายทางเพศที่ต้องการสร้างครอบครัว และใช้สิทธิในการอยู่ร่วมกัน รวมถึงทรัพย์สินที่ทั้ง 2 ฝ่ายสร้างมาด้วยกันหลังจากใช้ชีวิตคู่ , การจัดการมรดกหากฝ่ายใดเสียชีวิต , สิทธิที่ควรจะเป็น ในการช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกันตามความสามารถและฐานะ

ทั้งนี้ สำหรับการจดทะเบียนคู่ชีวิตยังคงใช้คำว่า “คู่ชีวิต” เหมือนเดิม เนื่องจากสถานภาพยังไม่ใช่คู่สมรส แต่จากการรับฟังความคิดเห็นของนักวิชาการและผู้เกี่ยวข้อง ส่วนใหญ่ยืนยันว่า ร่าง พ.ร.บ.คู่ชีวิตฉบับล่าสุดจะให้สิทธิกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศถึง 90%

คงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า ร่าง พ.ร.บ.คู่ชีวิต จะผ่านความเห็นชอบและประกาศใช้หรือไม่ ซึ่งหาก พ.ร.บ.คู่ชีวิต ฉบับนี้ผ่านความเห็นชอบ ประเทศไทยจะเป็นประเทศที่ 20 ของโลก และเป็นประเทศแรกในเอเชียที่อนุญาตให้คู่รักเพศเดียวกันสามารถจดทะเบียนสมรสได้ ก็ถือเป็นอีกความหวังของกลุ่มคนหลากหลายทางเพศในไทย ที่จะมีกฎหมายรับรองสิทธิ์ชีวิตคู่ และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

อ่านเพิ่มเติม : ร่าง พ.ร.บ.การจดทะเบียนคู่ชีวิต


Banner_welltitude_มลพิษทางอากาศ-ตายปีละ-6-แสน.jpg

kinyupen_adminNovember 7, 2018

องค์การอนามัยโลกเปิดเผยรายงานล่าสุดเรื่องมลพิษทางอากาศ พบว่ามีเด็กเสียชีวิตจากอากาศเป็นพิษถึงปีละ 6 แสนคน ส่วนใหญ่อยู่ในประเทศยากจน

ถึงแม้ว่าในหลายๆ ประเทศ จะให้ความสำคัญกับการควบคุมมลพิษมากขึ้น แต่สถานการณ์มลพิษทางอากาศทั่วโลกก็ยังไม่ดีขึ้นแต่อย่างใด หลังพบว่เมืองใหญ่ในหลายประเทศ ทั้งจีน อินเดีย อิหร่าน ปากีสถาน รวมถึงแถบแอฟริกา ติดอันดับเมืองที่มีมลพิษทางอากาศสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก

ภัยร้ายจากมลพิษทางอากาศอันตรายถึงขั้นทำให้คนเสียชีวิตได้ ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) เปิดเผยการประเมินผลและผลกระทบของมลพิษทั่วโลกว่า “มลพิษทางอากาศเป็นสาเหตุการตายของ 7 ล้านคนทั่วโลก” และคนทั่วโลก 9 ใน 10 เสี่ยงได้รับผลกระทบจากมลพิษระดับสูง แต่ที่น่าตกใจยิ่งกว่าก็คือในจำนวนของผู้เสียชีวิต หนึ่งในนั้มีกลุ่มเด็กจำนวนถึง 600,000 คน ส่วนใหญ่อยู่ในประเทศยากจนในทวีปเอเชียและทวีปแอฟริกา

ทั้งนี้ 93 เปอร์เซ็นต์ของเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีทั่วโลก คือราว 1,800 ล้านคน ได้รับผลกระทบจากอากาศที่เป็นพิษ ทำลายความสามารถในการคิดและเรียนรู้เชาว์ปัญญา เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตด้วยการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจอย่างเฉียบพลันนับแสนราย

สำหรับมลพิษทางอากาศในขณะนี้ประชากรโลกถึง 90 เปอร์เซ็นต์ต้องเผชิญกับอากาศเป็นพิษทุกวัน และมลพิษทางอากาศยังเป็นส่วนหนึ่งของสาเหตุการตายของผู้ใหญ่ราว 25 เปอร์เซ็นต์ทั่วโลก ที่เสียชีวิตจากโรคหัวใจ เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมองอุดตัน และมะเร็งปอดด้วย

สำหรับในประเทศไทยบ้านเรา จากข้อมูลอ้างอิงกรมควบคุมมลพิษ รายงานคุณภาพอากาศในประเทศไทยเวลานี้ พบว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ของไทยอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ปริมาณฝุ่นละอองในอากาศ ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ก๊าซไนโตรเจไดออกไซด์ ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และก๊าซโอโซน อยู่ในระดับที่ปลอดภัย เหมาะสำหรับทำกิจกรรมกลางแจ้งและการท่องเที่ยวได้ตามปกติ

วิธีป้องกันมลพิษทางอากาศ

วิธีป้องกันจากผลกระทบของมลพิษทางอากาศเป็นสิ่งที่หลายคนต้องกระทำเพื่อป้องกันอันตรายจากมลพิษทางอากาศที่จะส่งผลเสียต่อสุขภาพ เบื้องต้นสามารถกระทำได้ ดังนี้

การป้องกันจากภายนอก
– หลีกเลี่ยงการอยู่ภายนอกอาคารบริเวณที่มีมลพิษทางอากาศสูงเป็นเวลานาน
– หากมีความจำเป็นต้องออกไปข้างนอก ควรหลีกเลี่ยงช่วงเวลาเร่งด่วน อาจออกแต่เช้าตรู่หรือรอหลังพระอาทิตย์ตก
– ควรหายใจช้าๆ เมื่ออยู่ภายนอกอาคาร
– หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมที่ส่งผลให้อัตราการหายใจเพิ่มขึ้น เนื่องจากจะทำให้ได้รับมลพิษทางอากาศมากขึ้น
– ใช้หน้ากากอนามัยชนิดมีตัวกรอง เพื่อป้องกันและช่วยกรองสารหรืออนุภาคขนาดเล็กออกจากอากาศที่หายใจ

การป้องกันจากภายใน
– งดสูบบุหรี่ หรือหลีกเลี่ยงการอยู่ในพื้นที่สูบบบุหรี่ภายในอาคาร
– หลีกเลี่ยงการใช้พรม เพราะพรมเป็นแหล่งสะสมของฝุ่น
– ควรใช้เครื่องปรับอากาศหรือเครื่องลดความชื้น หากภายในอาคารมีความชื้นสูง
– หมั่นทำความสะอาดบ้านหรือที่พักเพื่อลดฝุ่น
– ลดปริมาณการใช้สเปรย์ปรับอากาศ
– ซักเครื่องนอนด้วยน้ำร้อนทุกสัปดาห์
– ใช้พัดลมระบายอากาศภายในห้องน้ำและห้องครัว
– จัดบ้านหรือที่พักอาศัยให้เป็นระเบียบ อย่าให้รกรุงรัง

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ฆ่าปีละ 7 ล้านคน “มลพิษ” มหันตภัยเงียบ


-ซาร์ดาร์-วัลลาไฮ-พาเทล-ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก_web-1.jpg

kinyupen_adminNovember 6, 2018

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปดูเรื่องราวของอินเดียเปิดตัวอนุสาวรีย์รูปปั้น “ซาร์ดาร์ วัลลาไฮ พาเทล” ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีความสูงถึง 182 เมตร ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด เนื่องจากมีการเผชิญการประท้วงจากนักเคลื่อนไหวและชาวบ้าน

ช่วงนี้เริ่มเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวกันแล้ว นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติต่างเริ่มหาสถานที่ท่องเที่ยวเพื่อท่องเที่ยวกันแล้ว ซึ่งในแต่ละประเทศก็จะมีสถานที่ท่องเที่ยวเด่นๆ มากมาย ถ้าเป็นในประเทศไทยก็เป็นวัดพระแก้ว , ในประเทศเวียดนามก็เป็นฮอยอัน เป็นต้น ล่าสุด ที่ประเทศอินเดียได้มีการเปิดแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่อีกหนึ่งแห่งนั่นคืออนุสาวรีย์รูปปั้น “ซาร์ดาร์ วัลลาไฮ พาเทล”

อนุสาวรีย์ “ซาร์ดาร์ วัลลาไฮ พาเทล” เป็นอนุสาวรีย์แห่งเอกภาพ ตั้งอยู่ที่รัฐคุชราช โดย “ซาร์ดาร์ วัลลาไฮ พาเทล” เป็นผู้ที่ร่วมวางยุทธศาสตร์ในการนำรัฐต่างๆ ของอินเดียมารวมตัวกันหลังมีการประกาศเอกราชในปี ค.ศ. 1947 และอนุสาวรีย์แห่งเอกภาพนี้ถือเป็นสัญลักษณ์ของความสามารถทางวิศวกรและเทคนิคของอินเดีย

นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ของอินเดียได้ทำพิธีเปิดรูปปั้นของ “ซาร์ดาร์ วัลลาไฮ พาเทล” โดยกล่าวว่า วันนี้เป็นวันที่จะถูกจดจำในประวัติศาสตร์ของอินเดีย เพราะซาร์ดาร์ พาเทล เป็นผู้ที่ร่วมวางยุทธศาสตร์ในการนำรัฐต่างๆของอินเดียมารวมตัวกันหลังมีการประกาศเอกราชในปีค.ศ. 1947 และอนุสาวรีย์แห่งเอกภาพนี้ ก็ถือเป็นสัญลักษณ์ของความสามารถทางวิศวกรและเทคนิคของอินเดียด้วย

โดยอนุสาวรีย์แห่งเอกภาพนี้ นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ของอินเดีย เดินทางทำพิธีเปิดรูปปั้นของ “ซาร์ดาร์ วัลลาไฮ พาเทล” ไปเมื่อวันก่อน (ต้นเดือน พ.ย.) โดยมีตำรวจจำนวนมากคอยดูแลรักษาความปลอดภัย

สำหรับการก่อสร้างรูปปั้นอนุสาวรีย์ “ซาร์ดาร์ วัลลาไฮ พาเทล” ที่สูงที่สุดในโลกนี้ ใช้งบประมาณราว 400 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือราว 13,200 ล้านบาท ใช้เวลาในการก่อสร้างนาน 4 ปี โดยใช้คนงานเยอะกว่า 3,5001 คน ซึ่งการก่อสร้างดังกล่าวได้มีการเผชิญการต่อต้านจากคนในชุมชน ซึ่งไม่เห็นด้วยกับการใช้งบมหาศาลและการเวนคืนที่ดินประชาชนเพื่อสร้างอนุสาวรีย์แห่งเอกภาพนี้ โดยก่อนหน้านี้ผู้นำ 22 หมู่บ้านได้ลงนามในจดหมายเรียกร้องนายกรัฐมนตรีโมดี ให้ยกเลิกการมาทำพิธีเปิดดังกล่าวด้วย อย่างไรก็ตาม รัฐบาลของรัฐคุชราชระบุว่า มี 185 ครอบครัวที่ย้ายออกจากพื้นที่และได้รับเงินชดเชย รวมทั้งการจัดสรรที่ดินใหม่ให้แล้ว

ทั้งนี้ รัฐบาลชาตินิยมของนายโมดีชูโครงการสร้างรูปปั้น “ซาร์ดาร์ วัลลาไฮ พาเทล” เป็นหนึ่งในโครงการสำคัญ เนื่องจาก “ซาร์ดาร์ วัลลาไฮ พาเทล” ซึ่งมีฉายาบุคคลเหล็ก มักถูกลืมเมื่อนึกถึงการเมืองช่วงประกาศเอกราช ผู้คนมักนึกถึงแต่ชื่อของมหาตมะ คานธี และ ยาวาหะราล เนห์รู นายกรัฐมนตรีคนแรกของอินเดียมากกว่า รูปปั้นดังกล่าวมีความสูงกว่าเทพีเสรีภาพในมหานครนิวยอร์กถึงสองเท่า โดยทำจากเหล็กและคอนกรีตน้ำหนักรวม 100,000 ตัน

อย่างไรก็ตาม ทางการอินเดียเชื่อว่ารูปปั้นนี้จะดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ราว 15,000 คน/วัน เข้าไปสู่พื้นที่ชนบทของรัฐคุชราช โดยจะมีการคิดค่าเข้าชมคนละ 4.75 เหรียญสหรัฐฯ หรือราว 160 บาท หากนักท่องเที่ยวท่านใดสนใจ รูปปั้นอนุสาวรีย์ “ซาร์ดาร์ วัลลาไฮ พาเทล” ในประเทศอินเดีย ถือเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์คสำคัญที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดในการไปเยือน ณ ที่แห่งนี้


Banner_welltitude_ห้ามผู้ป่วยนวดแผนไทยโดยเด็ดขาด.jpg

kinyupen_adminNovember 6, 2018

รู้หรือไม่? การนวดไม่ใช่ว่าทุกคนสามารถนวดได้เสมอไป เพราะถ้าเรามีอาการกับร่ายกายเราอยู่ อาจส่งอันตรายต่อร่างกายเราได้ ฉะนั้น ผู้ที่มี 10 อาการป่วยและมีโรคเหล่านี้ ห้ามทำการนวดเด็ดขาด อันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้

เชื่อว่าหลายๆ คนได้ใช้พละกำลังในการทำงาน แบกข้าวแบกของ หรือออกกำลัยกาย ส่งบางครั้งก็ทำให้เราเกิดอาการปวดโน่นปวดนี่ ไม่ว่าจะไหล่บ้าง หลังบ้าง แขนขาบ้าง ก็คงต้องการใครสักคนมาคอยบีบนวดเพื่อคลายความเจ็บปวดของร่างกาย แต่จริงๆ แล้วการนวดไม่ใช่ว่าทุกคนสามารถนวดได้เสมอไป เพราะถ้าเรามีอาการกับร่ายกายเราอยู่ อาจส่งอันตรายต่อร่างกายเราได้ โชคร้ายก็อาจถึงขั้นเสียชีวิตได้เลยก็ว่าได้

อย่างล่าสุด ก็เกิดเหตุการณ์สลดใจขึ้น เมื่อมีชายท่านหนึ่งเข้ารับการนวดแผนไทยที่ร้านนวดแห่งหนึ่งในตลาดน้ำ 4 ภาค จ.ชลบุรี และเสียชีวิตในเวลาต่อมา เรื่องนี้เปนประเด็นที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางถึงสาเหตุการเสียชีวิตว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้ชายท่านนี้เสียชีวิตได้

 

ข้อมูลจากกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า ผู้ที่มีอาการป่วยและมีโรคเหล่านี้ ห้ามทำการนวดเด็ดขาด เพราะอาจส่งอันตรายต่อร่ายกายจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ ซึ่งมีอาการต่างๆ 10 อย่าง ได้แก่

1. ผู้ที่มีไข้สูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียส

2. เป็นโรคติดเชื้อเฉียบพลัน

3. ห้ามนวดบริเวณที่มีอาการอักเสบ ติดเชื้อ กระดูกหัก เปราะ ร้าว เคลื่อน

4. เป็นโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ที่ยังควบคุมอาการให้อยู่ในระยะปกติไม่ได้

5. เป็นโรคผิวหนังที่มีบาดแผลเปิดเรื้อรัง

6. เป็นโรคติดต่อที่แพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้

7. เป็นโรคมะเร็ง

8. เข้ารับการผ่าตัดแล้วแผลยังไม่หายสนิท

9. มีอาการหลอดเลือดดำอักเสบ

10. กระดูกพรุนอย่างรุนแรง

ทั้งนี้ การเลือกสถานบริการนวดแผนไทย ควรเลือกร้านที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และอยู่ภายใต้การควบคุมของกระทรวงสาธารณสุข จะสามารถช่วยลดความเสี่ยงอันตรายจากการนวดได้ เพราะหากเลือกใช้บริการสถานบริการนวดแผนไทยที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งคนนวดอาจไม่มีความรู้ว่านวดบริเวณใดหรือจุดใดที่ไม่ควรนวด อาจทำให้เกิดอาการบาดเจ็บหรืออันตรายถึงขั้นเสียชีวิต

อย่างไรก็ตาม บริเวณที่ไม่ควรนวด คือ ตามแนวกระดูกและหลอดเลือด เช่น แนวกระดูกต้นคอ สันหลัง ซี่โครง ข้างคอ ใต้หู หลังหู ต่อมน้ำเหลืองใต้คาง จุดศูนย์รวมเส้นประสาทต่างๆ เช่น ข้อพับแขน ข้อมือ และข้อพับขา นอกจากนี้ คนที่เพิ่งเข้ารับการผ่าตัด หรือสุภาพสตรีที่ตั้งครรภ์ หรือผู้สูงอายุ ควรต้องเพิ่มความระมัดระวัง โดยหลีกเลี่ยงการนวดบริเวณที่มีความเสี่ยงด้วย