-กำลังจะมา-คุณพร้อมรับมือคลายความหนาวแล้วหรือยัง_web.jpg

kinyupen_adminOctober 24, 2018

“ฤดูหนาว” กำลังจะเข้ามาเยือนประเทศไทยในอีกไม่กี่วันข้างหน้า คุณเตรียมพร้อมรับมือ “คลายความหนาว” ในช่วงหน้าหนาวแล้วหรือยัง? มีวิธีอะไรบ้างที่ช่วยคลายความหนาวได้

เข้าสู่ใกล้สิ้นเดือนตุลาคมแล้ว บางพื้นที่เริ่มสัมผัสถึงความหนาวเย็นในตอนเช้าตรู่ นั่นล่ะ สัญญาณฤดูหนาวมาเยือนอย่างเป็นทางการแล้ว ไม่ต้องรอเข้าสู่เดือนพฤศจิกายนแต่อย่างใด แต่จริงๆ แล้ว ณ ช่วงเวลานี้ถือว่ายังไม่เข้าสู่หน้าหนาวอย่างเป็นทางการ เรายังอยู่ในฤดูฝน ช่วงนี้ยังมีหลายพื้นที่ต้องเผชิญกับฝนฟ้าคะนองอยู่

แต่ถึงอย่างไรก็อย่าได้ประมาทเด็ดขาด เตรียมตัวไว้ล่วงหน้า อุ่นใจ หน้าหนาวมาเมื่อไหร่ เราเตรียมพร้อมรับมือได้เสมอ แล้วเราจะเตรียมตัวอย่างไรดี? วิธีทำให้ร่างกายอบอุ่นมีมากมายหลากหลายวิธี ซึ่งวันนี้ทีมงานกินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต อยากนำมาแชร์กัน

 

1. เสื้อกันหนาว-ผ้าห่ม : สำคัญมากสำคัญทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย ร่ายกายของคนเราไม่สามารถทนความหนาวเย็นได้ตลาดเวลา ขนาดอยู่ในห้องแอร์เรายังทนไม่ได้เลย แต่นี่คืออากาศหนาวที่มาจากธรรมชาติ ซึ่งหนาวยิ่งกว่าในห้องแอร์อีก อย่าฝืน อย่าทนอากาศหนาวเด็ดขาด หาเสื้อกันหนาวหรือผ้าห่มที่มีความหนาพอสมควรควร สำหรับทำให้ร่างกายอบอุ่นตลอดเวลา

 

 

 

 

 

 

 

2. เครื่องทำน้ำอุ่น : อากาศหนาว หลายคนก็หลีกเลี่ยงที่จะอาบน้ำเย็นหรือเย็นจัด ขออาบเป็นน้ำร้อนแทน แต่จริงๆ แล้วการอาบน้ำร้อนบ่อยๆ อันตรายต่อผิวของเราอย่างมาก ทางที่ควรใช้เครื่องทำน้ำอุ่นให้เป็นประโยชน์ โดยอาบน้ำอุ่นในอุณหภูมิที่พอดีกับร่างกายจะดีกว่า

 

 

 

 

 

 

 

 

3. ทานเครื่องดื่มร้อนๆ อุ่นๆ : กาแฟร้อน โกโก้ร้อน รวมไปถึงเครื่องดื่มต่างๆ ที่เป็นเครื่องดื่มร้อน จะช่วยคลายความหนาวในร่างกายของคุณได้อย่างดีเลยทีเดียว นอกจากนี้ หากจะรับประทานน้ำดื่ม ก็ควรเลือกดื่มน้ำอุ่นจะดีต่อร่ายกาย หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำที่ต้มจนร้อนสุกเด็ดขาด อันตรายต่อร่างกายและช่องปากอย่างมาก

 

 

 

 

 

 

 

4. ปิดแอร์ : เชื่อว่าในช่วงฤดูหนาว หลายบ้านก็ไม่เปิดแอร์ เพราะเปิดแล้วก็จะทำให้ยิ่งหนาวมากขึ้น นี่ก็ถือเป็นเรื่องที่ดีที่ในช่วงฤดูหนาวจะช่วยเราประหยัดค่าไฟจากเครื่องปรับอากาศได้อย่างมากเลยทีเดียว แต่ถ้าจำเป็นต้องมีลมพัดสักเล็กน้อยภายในบ้าน ใช้เป็นพัดลมก็จะช่วยได้

 

 

 

 

 

 

 

5. ออกกำลังกาย : การออกกำลังกายจะช่วยให้ร่างกายเกิดความอบอุ่น ทุกเช้าในช่วงฤดูหนาว ลองใช้เวลาสัก 30 นาที ลุกขึ้นมาออกกำลังกายด้วยกายวิ่งหรือยืดเสนยืดสายสักเล็กน้อย เพื่อช่วยคลายความหนาวในร่ายกายของเรา

 

 

 

 

 

 

 

 

6. ผิงไฟ : อันนี้เป็นวิธีคลายความหนาวที่คลาสลิกมากๆ เห็นได้จากในต่างจังหวัด พื้นที่ทุรกันดาร โดยเฉพาะถ้าต้องอยู่ภายในป่า การก่อกองไฟ นั่งล้อมวงอยู่ริมกองไฟ เป็นวิธีช่วยคลายความหนาวได้อย่างดีเลยทีเดียว

 

 

 

 

 

 

 

7. ทาโลชั่น : สำคัญมากๆ ไม่ว่าจะหญิงหรือชายถ้าไม่อยากผิวแตกหรือผิวเสีย อย่าลืมทาโลชั่นเพื่อเพิ่มความชุ่มชื่นให้แก่ผิวพรรณ เพื่อที่ผิวพรรณของคุณจะได้ไม่แตกหรือเสียเนื่องจากากาศที่หนาวจัด

 

 

 

 

 

 

 

 

อีกไม่กี่วันก็จะเข้าสู่ฤดูหนาวอย่างเป็นทางการแล้ว คุณเองก็อย่าลืมเตรียมพร้อมรับมือฤดูหนาวด้วยวิธีที่กล่าไป อาจจะไม่ต้องทุกข้อก็ได้ รับรองเลยว่าถ้าคุณเตรียมความพร้อมไว้แล้ว เมื่อหน้ากนาวเข้ามาเยือนในประเทศไทย คุณจะใช้ชีวิตในช่วงหน้าหนาวได้อย่างสบายในที่สุด

 

ทีมงานกินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต


Banner_welltitude_การลดน้ำหนักกับทฤษฎีแรงจูงใจ.jpg

kinyupen_adminOctober 19, 2018

คนส่วนใหญ่ย่อมปราถนาที่จะมีหุ่นดี ผอม ไม่อ้วน ซึ่งคนมีอ้วนหรือมีน้ำหนักตัวมากจึงพยายามหาทุกวิถีทางในการ “ลดน้ำหนัก” ซึ่งมีแรงจูงใจหลากหลายอย่างให้เขาได้ลงมือทำ นั่นคือ การที่มีหุ่นที่ดี สุขภาพที่ดี นั่นเอง

ผอม สวย หล่อ หุ่นดี เฟอร์เฟกซ์ เซ็กซี่ เชฟบ๊ะ สเลนเดอร์ คำเหล่านี้ใครหลายๆ คนก็ปราถนาที่จะมีรูปร่างที่เป๊ะ คือไม่อ้วน และไม่ผอมจนแห้งจนเกินไป หลายคนเกิดมาได้รับการเลี้ยงดูปูเสื่อไม่เหมือนกัน จนทำให้รู้จักกับว่า “ผอม สมส่วน อ้วน” หลายคนคงไม่อยากที่จะอ้วน เพราะความอ้วนนั้นไม่ใช่เรื่องดีต่อสุขภาพร่างกายเราเลย มีแต่ผลเสียล้วนๆ ร่างกายเรามีแต่ไขมันตามส่วนของร่างกาย หากไม่ออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนัก หรือทำให้ร่างกายอ้วนยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม โรคภัยไข้เจ็บจะมาเยือนได้อย่างง่ายดาย

คนเราเมื่อรู้ว่าตัวเองมีความอ้วนหรือรู้ตัวว่าเราน้ำหนักขึ้น เข้าข่ายอ้วนขึ้นกว่าเดิม ปัจจัยหลักสำคัญก็คือการรับประทานอาหาร โดยเฉพาะอาหารประเภทไขมัน นั่นล่ะตัวที่ทำให้คุณอ้วนขึ้นได้อย่างง่ายดาย หากเราไม่หาวิธีเบิรน์มันออกไป น้ำหนักคุณก็ขึ้น รูปร่างของคุณก็จะค่อยๆ ขยายพองขึ้น ใหญ่ขึ้น แล้วคนที่เขาผอม หุ่นดีล่ะ เขาทำอย่างไรถึงหุ่นดีได้ตลอด ก็เพราะว่าเขารู้จักเลือกรับประทานอาหาร และ ออกกำลังกายอยู่เสมอนั่นเอง

“คนอ้วนอยากผอม” แนวคิดนี้สามารถปฏิบัติได้จริงหรือไม่? บอกเลยว่า สามารถทำได้แน่นอน ถ้าคุณมี “แรงจูงใจ” ที่จะลงมือทำ อย่างที่เราเห็นในโลกโซเชียลมีเดียหรือในกระทู้พันทิปที่มีการแชร์เรื่องราวการลดน้ำหนักจากอ้วนกลายเป็นผอม ในระยะเวลาสั้น และด้วยวิธีการต่างๆ คุณในฐานะผู้รับสารเมื่ออ่านคอนเทนท์นี้แล้ว ก็มีแรงจูงใจที่จะอยากทำบ้างใช่ไหมล่ะ? นั่นล่ะ คุณกำลังมี “แรงจูงใจ” ที่จะลงมือลดน้ำหนักแล้ว

การเกิด “แรงจูงใจ” กับบุคคลนั้น อับราฮัม มาสโลว์ อธิบายความหมายของคำนี้ว่า เป็นสาเหตุหนึ่งที่ก่อให้เกิดพฤติกรรมต่างๆ ดังนั้น ก่อนที่บุคคลจะมีพฤติกรรมใดๆ ขึ้นมา ต้องเริ่มด้วยกระบวนการของความคิดแล้วเกิดการตัดสินใจที่จะกระทำหรือมีพฤติกรรมขึ้น ส่วน Petri อธิบายความหมายของคำว่า “แรงจูงใจ” ว่าเป็นแนวคิดที่ใช้เมื่อต้องการอธิบายถึงพลังหรือแรง (Force) ที่เกิดขึ้นหรือมีอยู่ในสิ่งมีชีวิตที่ส่งผลต่อพฤติกรรม ขณะเดียวกันแนวคิดเกี่ยวกับแรงจูงใจสามารถอธิบายความแตกต่างในเรื่องของความรุนแรงของพฤติกรรมได้ด้วย กล่าวคือ ยิ่งมีระดับแรงจูงใจมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้เกิดพฤติกรรมที่รุนแรงมากขึ้นเท่านั้น

กล่าวโดยสรุป “แรงจูงใจ” (Motivation) หมายถึง ปัจจัยต่างๆ ที่เป็นแรงกระตุ้นหรือผลักดันให้บุคคลมีพฤติกรรมแสดงออกมาอย่างมีทิศทาง เครื่องบรรลุเป้าหมายที่ต้องการ ทั้งนี้ แรงจูงใจประกอบด้วย ความต้องการ (Needs) , แรงขับเคลื่อน (Drive) , การกระตุ้นเร่งเร้า (Urges) และ แรงปรารถนา (Wishes) ซึ่งตัวแปรทั้งหมดก่อให้เกิดเหตุการณ์ที่นำไปสู่การแสดงออกทางพฤติกรรมนั่นเอง

ฉะนั้น คนส่วนใหญ่ที่หันมาออกกำลังกายด้วยวิธีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย เล่นกีฬา ควบคุมอาหาร หรือแม้กระทั่งเข้าคลินิกดูดไขมัน ทุกคนล้วนมีแรงจูงใจสำคัญนั่นคือการ “ลดน้ำหนัก” เป้าหมายของแรงจูงใจนี้ คือ การที่ตนเองจะได้ผอม หุ่นดี ไม่อ้วน และเมื่อเราผอมแล้ว คนรอบข้างเขาก็จะไม่มองเราหรือทักกับเราว่า “ไอ้อ้วน อีอ้วน อ้วนจัง” เพราะได้ยินคำนี้บ่อยๆ ก็ทำให้เราเสียสุขภาพจิตได้เช่นกัน


-รถโฟล์กเต่าโฟล์คสวาเกนประกาศเลิกผลิตรถยนต์-บีเทิล_web.jpg

kinyupen_adminOctober 18, 2018

“รถโฟล์กเต่า” รถยนต์สุดคลาสิกที่ได้รับความนิยมในสมัยก่อน ล่าสุด ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่จากเยอรมนี ออกแถลงการณ์เตรียมยุติการผลิตรถเต่าแล้ว แจงคนส่วนใหญ่สนใจรถยนต์พลังงานไฟฟ้าและรถยนต์ขนาดใหญ่มากขึ้น

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของ “รถเต่า” ถือเป็นรถที่ได้รับความนิยมอย่างมากในสมัยก่อน ด้วยดีไซน์การออกแบบที่มีความโดดเด่นและสวยงาม ลักษณะคล้ายๆ กับเต่า สมัยนั้นจึงมีหลายคนนิยมซื้อรถเต่าขับสัญจรกันเป็นจำนวนมาก บอกเลยว่าสมัยนั้นบ้านใครมีรถเต่านี่ถือว่าดูดีมีระดับมาก แต่ปัจจุบัน เมื่อรถเต่ากำลังจะหายไปจากท้องถนน ด้วยเทคโนโลยีกำลังเข้ามาอำนวยความสะดวกแก่มนุษย์ ทำให้กระแสความนิยมรถเต่าสมัยก่อนเริ่มลดลง จะยังคงมีแค่ผู้ที่ชื่นชอบของเก่าที่จะซื้อเก็บมาไว้สะสมเท่านั้น แต่ไม่ได้เอามาใช้งานจริง

ก่อนหน้านี้ “รถเต่า” ได้รับความนิยมและมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในระดับโลก ราวทศวรรษที่ 1960-1970 จากภาพยนตร์ “เฮอร์บี รถเต่านักรัก” ที่บอกเล่าเรื่องราวรถเต่านักแข่งที่มีชีวิตจิตใจเป็นของตัวเอง ส่งผลให้รถเต่ากลายเป็นรถยอดนิยมในช่วงดังกล่าวและได้รับการยกย่องว่าเป็นรถขนาดเล็กที่มีคุณภาพ ใช้งานได้ดี งดงาม

รถโฟล์กเต่าภาพจาก AFP

แต่ในเร็วๆ นี้ “รถเต่า” กำลังจะกลายเป็นตำนานเสียแล้ว เนื่องจากบริษัท “โฟล์กสวาเกน” ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่จากเยอรมนี ออกแถลงการณ์เตรียมยุติการผลิตรถยนต์ “บีเทิล” หรือที่รู้จักในชื่อ “รถโฟล์กเต่า” โดยให้เหตุผลว่าบริษัทจะไปให้ความสำคัญกับการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าและรถยนต์ขนาดใหญ่ “แบบครอบครัว” มากขึ้น ตามทิศทางความต้องการของตลาดโลก อย่างไรก็ตาม ในปีนี้โฟล์กสวาเกนเตรียมนำบีเทิล 2 รุ่นสุดท้ายออกจำหน่าย ซึ่งราคาในอเมริกาอยู่ที่ 23,045 ดอลลาร์สหรัฐฯ (คิดเป็นเงินไทยก็ราว 755,876 บาท ) ก่อนที่โรงงานของโฟล์คสวาเกนจะยุติการผลิตรถยนต์รุ่น “บีเทิล” ทั้งหมดภายในเดือนกรกฎาคม 2562

สำหรับ “บีเทิล” ถือเป็นรถยนต์ที่มีการผลิตและจำหน่ายต่อเนื่องยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ยานยนต์โลก โดยเป็นรถยนต์รุ่นแรกของโฟล์กสวาเกนที่ก่อตั้งตามแนวคิดริเริ่มของนายอดล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้นำพรรคนาซีเยอรมัน ซึ่งต้องการยานพาหนะที่เป็น “สัญลักษณ์” ของความเป็นมหาอำนาจด้านอุตสาหกรรมของเยอรมนี โดยบีเทิลวางจำหน่ายในเยอรมนีเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2481 และเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ ในอีก 11 ปีต่อมา แต่ยุติการขายในอเมริกาเมื่อปี 2522 ก่อนกลับมาอีกครั้งเมื่อปี 2540 ด้วย “นิว บีเทิล” และนับตั้งแต่ปี 2541 จนถึงปัจจุบัน โฟล์กสวาเกนจำหน่ายบีเทิลทุกรุ่นในตลาดทั่วโลกรวมกันประมาณ 500,000 คัน

ปัจจุบัน ต้องยอมรับว่าเทคโนโลยีทำให้คนเปลี่ยนพฤติกรรมมากขึ้น คนได้รับการอำนวยความสะดวกของเทคโนโลยี จนลืมมองถึงคุณค่าของสินค้าชิ้นนั้นๆ ที่ยังมีคุณค่าและยังใช้งานได้อยู่ “รถเต่า” ก็เช่นกัน ตอนนี้คงจะตามหาซื้อค่อนข้างลำบากแล้ว เพราะสาวกคนชื่นชอบของเก่าคงจะรีบหาและจับจองเป็นเจ้าของไว้ ก่อนที่จะไม่มี “รถเต่า” จำหน่ายบนโลกใบนี้อีกต่อไป และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


-รถติดหนักมาก-เราทำอะไรบนรถได้บ้าง_web.jpg

kinyupen_adminOctober 18, 2018

หลายคนต้องเผชิญกับปัญหา “รถติดหนักมาก” ต้องหากิจกรรมหรือ Activity ทำเพื่อฆ่าเวลาหรือแก้เบื่อ แต่กิจกรรมอะไรบ้างที่คนที่เผชิญกับรถติดบนท้องถนนสามารถทำได้-ทำไม่ได้

“รถติด” ปัญหาใหญ่ระดับโลกที่ใครหลายๆ คนอาจจะหลีกหนีไม่พ้น โดยเฉพาะช่วงเทศกาลสำคัญๆ ที่มีวันหยุดติดกันหลายวัน ช่วงนั้นล่ะที่ประชาชนจะทยอยเดินทางกลับต่างจังหวัด ปัญหารถติดก็เกิดขึ้นในทันที ในส่วนของพื้นที่กรุงเทพมหานครหลายพื้นที่ก็รถติดสาหัสพอสมควร แล้วยิ่งช่วงนี้มีการก่อสร้างรถไฟฟ้าทั้งลอยฟ้าและใต้ดินในหลายจุดของกรุงเทพฯ แน่นอนว่าจากที่ติดหนักอยู่แล้ว ก็ยิ่งทำให้ติดหนักขึ้นอีก 2-3 เท่าตัว

ปัญหานี้ ผู้ใช้รถใช้ถนน ไม่ว่าคุณจะขับรถเองหรือจะโดยสารรถสาธารณะก็มิวายที่จะต้องออกปากบ่นถึงความรถติดหนักมากขนาดนี้ แต่ละคนต้องเผชิญกับรถติดนานกี่นาที 30 นาที 40 นาที บางคนหนักหน่อย เป็นชั่วโมงก็มี 1 ชั่วโมง 2 ชั่วโมงบ้าง บางคนหนักหน่อย 3 ชั่วโมงเลยก็มี เรียกได้ว่าคงต้องทรมานน่าดูเลย ทางด้านท่านนายกรัฐมนตรีก็มีการสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งปัญหาการจราจรติดขัดในเมืองกรุงให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน (นับตั้งแต่ 15 สิงหาคม ที่ผ่านมา) จนบัดนี้ ก็ยังพบว่าในหลายพื้นที่ก็ยังคงแก้ปัญหาดังกล่าวไม่ได้ อย่างเช่น ถ.ลาดพร้าว ถ.รามคำแหง ถ.ศรีนครินทร์ เป็นต้น

แล้วเมื่อคุณต้องมาพบเจอกับปัญหารถติดแบบนี้ กรณีคุณขับรถเองหรือคุณนั่งรถโดยสารสาธารณะ คุณหาวิธีรับมือกับปัญหารถติดนี้อย่างไร มีกิจกรรมหรือ Activity ที่จะช่วยผ่อนคลายความเครียดนี้หรือไม่ ทีมงานกินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงอยากพาไปลองดูกันดีกว่า ว่ากิจกรรมหรือ Activity อะไรบ้างที่คนที่เผชิญกับรถติดบนท้องถนนเขาทำกันบ้าง สิ่งใดทำได้ สิ่งใดทำไม่ได้

 

เมื่อต้องเจอ-รถติดหนักมาก-เราทำอะไรบนรถได้บ้าง_FB2

1. ฟังวิทยุ / เปิดเพลงฟัง
ถือเป็นกิจกรรมแรกๆ ของคนที่เผชิญกับรถติด นึกอะไรไม่ออกก็ขอให้ดนตรีคอยทำให้จรรโลงจิตใจ รถติดปุ๊ป เปิดเพลงฟังทันที
ขับรถมอเตอร์ไซต์ : สามารถทำได้ (แต่ต้องใส่หูฟัง)
ขับรถยนต์ : สามารถทำได้
เดินทางโดยรถเมล์ : สามารถทำได้ (แต่ต้องใส่หูฟัง) เพราะมิฉะนั้น จะโดนผู้โดยสารท่านอื่นด่าเราได้
เดินทางโดยรถมอเตอร์ไซต์รับจ้าง : สามารถทำได้ (แต่ต้องใส่หูฟัง)
เดินทางโดยรถแท็กซี่ : สามารถทำได้

2. ใช้โทรศัพท์มือถือ โทรศัพท์-เล่นแชท-เล่นเกมส์
กรณีที่ว่าเดินทางไปไหนมาไหนคนเดียวแล้วเจอรถติด โทรศัพท์มือถือ สมาร์ทโฟนช่วยคุณได้ โทรหาคนที่คุณอยากคุยด้วย หรืออาจจะเล่นอินเทอร์เน็ตหรือแชทระหว่างที่รถติดก็ได้
ขับรถมอเตอร์ไซต์ : ไม่ควรทำอย่างยิ่ง ทั้งโทรสนทนาหรือเล่นอินเทอร์เน็ต
ขับรถยนต์ : ไม่ควรทำอย่างยิ่ง (ถ้าจะใช้ ขอให้ใช้แค่เฉพาะตอนรถติดหนักจริงๆ เท่านั้น)
เดินทางโดยรถเมล์ : สามารถทำได้
เดินทางโดยรถมอเตอร์ไซต์รับจ้าง : สามารถทำได้
เดินทางโดยรถแท็กซี่ : สามารถทำได้

3. เมาท์กับเพื่อนที่ติดรถมาด้วย
การเดินทางเป็นหมู่คณะไม่ว่าจะด้วยรถส่วนบุคคลหรือรถยนต์สาธารณะ เวลารถติดก็จะไม่เหงาอีกต่อไป เพื่อนที่มากับคุณด้วยเนี่ยล่ะจะช่วยคลายเหงาคุณได้ เมาท์เรื่องทั่วๆ ไป สนุกสนาน เฮฮา แต่ทว่าผู้ที่โดยสารด้วยรถสาธารณะอาจจะต้องปรับลดระดับเสียงการสนทนาขอคุณลงนิดนึง เกรงใจคนอื่นหน่อย
ขับรถมอเตอร์ไซต์ : สามารถทำได้
ขับรถยนต์ : สามารถทำได้
เดินทางโดยรถเมล์ : สามารถทำได้ (แต่ต้องไม่เสียงดังรบกวนผู้อื่น)
เดินทางโดยรถมอเตอร์ไซต์รับจ้าง : สามารถทำได้ (แต่เป็นการเมาท์กับคนขับมอเตอร์ไซต์นะ)
เดินทางโดยรถแท็กซี่ : สามารถทำได้

4. สวดมนต์
หากคุณเป็นสายธรรมะ นึกอะไรไม่ว่าจะทำอะไร ธรรมะไงช่วยให้จิตใจคุณสงบ ไม่พะว้าพะวงเรื่องรถติด แต่ต้องดูนิดนึงว่าการสวดมนต์นั้นอาจทำได้ในช่วงเวลาไม่นานนัก แต่ไม่ต้องถึงขั้นต้องสวดพระคาถาชินบัญจรยาวๆ ขนาดนั้น
ขับรถมอเตอร์ไซต์ : ไม่ควรทำอย่างยิ่ง (หากจะทำ ขอให้สวดมนต์ตอนรถติดเท่านั้น และควรใช้บทสั้นๆ ก็พอ) เพราะคุณอยู่บนท้องถนน มือต้องจับกับแฮนด์ตลอดเวลา
ขับรถยนต์ : ไม่ควรทำอย่างยิ่ง (หากจะทำ ขอให้สวดมนต์ตอนรถติดเท่านั้น และควรใช้บทสั้นๆ ก็พอ)
เดินทางโดยรถเมล์ : สามารถทำได้ (แต่รบกวนขอให้สวดเป็นบทสั้นๆ หรือสวดมนต์ในใจแทน ยังไซะเกรงใจคนรอบข้างนิดนึง)
เดินทางโดยรถมอเตอร์ไซต์รับจ้าง : ไม่ควรทำอย่างยิ่ง (หากจะทำ ขอให้สวดมนต์ตอนรถติดเท่านั้น และควรใช้บทสั้นๆ ก็พอ) เพราะคุณอยู่บนท้องถนน มือต้องจับกับคนขับตลอดเวลา
เดินทางโดยรถแท็กซี่ : สามารถทำได้

5. กินขนมบนรถ
เข้าใจว่าเมื่อต้องเจอกับรถติด ระหว่างทางก็อาจจะหิวเป็นธรรมดา ถ้าเป็นจำพวกลูกอมหรือน้ำเปล่าก็สามารถทานได้ แต่ถ้าเป็นอาหารประเภทข้าวกล่องหรืออาหารที่มีกลิ่นรุนแรงอย่างทุเรียน อันนี้ไม่ควรไปรับประทานอย่างยิ่งบนรถเมล์
ขับรถมอเตอร์ไซต์ : สามารถทำได้ (ควรรับประทานเฉพาะตอนรถติดจริงๆ)
ขับรถยนต์ : สามารถทำได้ (ควรรับประทานเฉพาะตอนรถติดจริงๆ)
เดินทางโดยรถเมล์ : ไม่ควรทำอย่างยิ่ง (โดยเฉพาะอาหารที่มีกลิ่นแรง ไม่ควรนำมารับประทานบนรถเด็ดขาด)
เดินทางโดยรถมอเตอร์ไซต์รับจ้าง : สามารถทำได้ (ควรรับประทานเฉพาะตอนรถติดจริงๆ)
เดินทางโดยรถแท็กซี่ : สามารถทำได้

6. นอนหลับ
อยู่เฉยๆ นิ่งๆ บนท้องถนนนานๆ ก็อาจจะง่วงเป็นเรื่องธรรมดา แต่การนอนหลับสามารถทำได้เฉพาะผู้ที่โดยสารรถสาธารณะ ส่วนผู้ที่ขับรถเองนั้นหมดสิทธิ์นอนหลับ อันตรายต่อตัวเองหรือผู้ขับขี่ท่านอื่นๆ อีกด้วย
ขับรถมอเตอร์ไซต์ : ไม่ควรทำอย่างยิ่ง
ขับรถยนต์ : ไม่ควรทำอย่างยิ่ง
เดินทางโดยรถเมล์ : สามารถทำได้ (ทำได้เฉพาะผู้โดยสารที่ได้นั่งเก้าอี้เท่านั้น และต้องระวังหลับเพลินจนเลยป้าย)
เดินทางโดยรถมอเตอร์ไซต์รับจ้าง : ไม่ควรทำอย่างยิ่ง
เดินทางโดยรถแท็กซี่ : สามารถทำได้

7. แต่งหน้า
พอดีมีนัดปาร์ตี้หรืออีเวนท์ แต่ยังไม่ได้แต่งหน้าทำผมให้สวยๆ หล่อๆ เลย ช่วงรถติดก็แต่งหน้าได้ ก็ก็ต้องรีบแต่ง อย่าใช้เวลานานโดยเด็ดขาด โดยเฉพาะคนที่ขับรถส่วนบุคคล ไฟเขียวขึ้นมาเมื่อไหร่ คราวนี้ล่ะต้องวางเครื่องสำอางทันที
ขับรถมอเตอร์ไซต์ : สามารถทำได้ (ขอให้แต่งเฉพาะตอนรถติดหนักจริงๆ เท่านั้น และไม่ควรใช้เวลาแต่งหน้านาน)
ขับรถยนต์ : สามารถทำได้ (ขอให้แต่งเฉพาะตอนรถติดหนักจริงๆ เท่านั้น และไม่ควรใช้เวลาแต่งหน้านาน)
เดินทางโดยรถเมล์ : สามารถทำได้
เดินทางโดยรถมอเตอร์ไซต์รับจ้าง : สามารถทำได้ (ขอให้แต่งเฉพาะตอนรถติดหนักจริงๆ เท่านั้น และไม่ควรใช้เวลาแต่งหน้านาน)
เดินทางโดยรถแท็กซี่ : สามารถทำได้

 

แต่ละกิจกรรมที่ทำเพื่อฆ่าเวลาตอนรถติดหนักมากนั้น ต้องดูดีๆ ว่ากิจกรรมใดบ้างสามารถทำได้ สะดวกและไม่เดือดร้อนตัวเราเองและผู้อื่น แต่ยังไงทีมงานกินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต ก็ขอให้ทุกท่านใช้ชีวิตบนท้องถนนช่วงรถติดอย่างมีความสุข เดินทางโดยสวัสดิภาพ แต่ที่สำคัญต้องขับรถปลอดภัย มีสติทุกครั้งที่อยู่บนท้องถนน

ทีมงานกินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต


-แบรนด์กาแฟชื่อดัง-งัดกลยุทธ์เด็ด-ดึงลูกค้าเข้าร้าน_web.jpg

kinyupen_adminOctober 18, 2018

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของแบรนด์กาแฟชื่อดังหลากหลายเจ้าอย่าง สตาร์บักส์ , คาเฟ่อเมซอน , อินทนิล รวมไปถึงสตาร์ทอัพกาแฟ อย่าง Luckin Coffee ต่างงัดกลยุทธ์เด็ดๆ มากมาย หวังดึงลูกค้าเข้าร้าน

อาหารเช้าสำหรับคนวัยทำงานหรือวัยเรียนที่ต้องจื่นแต่เช้า คงจะหนีไม่พ้น “กาแฟ” เมื่อพูดถึง “กาแฟ” คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงร้านกาแฟดังๆ อย่างเช่น สตาร์บักส์ , ทรูคอฟฟี่ , แบล็คแคนยอน , คาเฟ่อเมซอน , อินทนิล หรือถ้าคนที่มีกำลังทรัพย์ไม่มากพอ ก็จะอุดหนุนกาแฟจากร้านสะดวกซื้อ ที่จำหน่ายกาแฟและเครื่องดื่มมากมาย ไม่แพ้แบรนด์ใหญ่อย่างสตาร์บักส์

ปัจจุบัน แบรนด์กาแฟชื่อดังก็ต่างงัดกลยุทธ์เด็ดๆ มากมาย เพื่อดึงลูกค้าเข้าร้าน อย่างล่าสุด “เอสโซ่” ปั๊มน้ำมันชื่อดัง ได้นำ “สตาร์บักส์” แบรนด์กาแฟชื่อดังของโลก เข้ามาจำหน่ายในพื้นที่ให้บริการของเอสโซ่ ซึ่งถือเป็นการประกาศรุกธุรกิจของเอสโซ่ที่ต้องการให้ลูกค้าสามารถเข้ามาใช้บริการเติมน้ำมันของเอสโซ่ และก็ซื้อกาแฟจากสตาร์บักส์อีกด้วย

ส่วนแบรนด์กาแฟชื่อดังอย่าง “อินทนิล” ที่เป็นของ “บางจาก” ปั๊มน้ำมันชื่อดัง ที่ได้มีการรุกธุรกิจแบรนด์กาแฟในปั๊มน้ำมันมาก่อนหน้านี้เป็นเวลานาน ตั้งแต่ปี 2549 โดยมีจุดประสงค์เพื่อเป็นเพื่อนร่วมทางให้กับประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนทั่วประเทศ กระทั่งมีการขยายสาขาออกไปนอกปั๊มน้ำมัน สู่ห้างสรรพสินค้า , มหาวิทยาลัย และล่าสุด “อินทนิล” เตรียมขยายสาขาสู่ต่างประเทศ โดยนำร่องที่ประเทศ กัมพูชาพม่า เวียดนาม และลาว ภายใต้คอนเซ็ปต์ More than just a high quality coffee นอกจากนี้ “อินทนิล” ยังให้ความสำคัญกับเรื่องของสิ่งแวดล้อม โดยเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ในร้านอินทนิลที่ผลิตมาจากธรรมชาติอีกด้วย

ทางด้านของ “คาเฟ่อเมซอน” ที่เราจะพบเจอได้ในห้างสรรพสินค้า มหาวิทยาลัย และปั๊มน้ำมันของ ปตท. โดยทาง ปตท. ได้ต่อยอดธุรกิจ “คาเฟ่อเมซอน” ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ มีการลงทุนก่อสร้างโรงคั่วกาแฟ พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ รวมถึงการสร้างศูนย์กระจายสินค้า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานอีกด้วย ซึ่งกลยุทธ์สู่การเป็นที่ 1 ในตลาดของ “คาเฟ่อเมซอน” คือการกำหนดแบรนด์ที่ชัดเจน , เข้าใจความต้องการของคนไทย , ขยายการบริโภคจากร้านสู่บ้าน , เดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ , ราคาไม่แพงเกินไป และ ขยายแบรนด์ไปสู่ตลาดโลก เพื่อให้เป็นที่รู้จักของใครหลายคน

ส่วนคนที่ไม่มีกำลังซื้อมากพอ “เซเว่น” ก็มีในส่วนของเครื่องดื่ม คอยให้บริการแก่ลูกค้า ภายใต้แบรนด์ All CAFE 7-11 ที่คัดสรรประเภทของเครื่องดื่มต่างๆ ทั้งโกโก กาแฟ ชา ฯลฯ ร้อน เย็น ปั่น ตลอดจนคัดสรรเมนูใหม่ๆ เอาใจสาวกผู้ชอบดื่มกาแฟสด ในราคาท้องตลาด นอกจากนี้ เซเว่น ยังมีการจัดโปรโมชั่นลดราคา เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคให้มาอุดหนุนบ่อยๆ ด้วย

ขณะที่ในส่วนของต่างประเทศ อย่าง Luckin Coffee สตาร์ทอัพกาแฟระดับยูนิคอร์นของจีน ล่าสุด ได้จับมือกับ “เทนเซ็น” ยักษ์เทคโนโลยีจีนที่เป็นคู่แข่งตลอดกาลของอาลีบาบา ขยายโมเดลขายกาแฟในจีนที่ใช้รูปแบบออฟไลน์และออนไลน์เข้าด้วยกัน เป็นกลยุทธ์แบบ New Reatil เพื่อต่อสู้กับแบรนด์กาแฟชื่อดังอย่าง “สตาร์บักส์” ซึ่งจะตอบโจทย์คนจีนรุ่นใหม่ที่มีความต้องการซื้อกาแฟแบบเดลิเวอรี่อย่างรวดเร็วทันใจ โดยเทนเซ็นต์จะเข้ามาช่วยด้านเทคโนโลยี การจัดการ และแอพพลิเคชั่นให้พร้อมแข่งขันกับยักษ์ใหญ่ เช่น ลูกค้าชาวจีนจะสามารถสั่งกาแฟ Luckin Coffee ผ่านวีแซตของเทนเซ็นต์และให้ไปส่งเดลิเวอรี่ได้ทันที ทั้งนี้คาดว่าตลาดกาแฟของจีนปีนี้จะเติบโตถึง 18% และยังมีศักยภาพเติบโตอีกมาก

จะว่าไปแล้ว ร้านกาแฟหลากหลายร้านก็ต่างงัดกลยุทธ์และโปรโมทชั่นเด็ดๆ ไว้ดึงดูดลูกค้า เพื่อให้ได้มาซื้อผลกำไรและการจดจำแบรนด์สินค้านั้นๆ ของกลุ่มลูกค้า ร้านกาแฟแต่ละร้านก็จะมีคาแรกเตอร์ให้จดจำแตกต่างกันไป สุดท้าย คุณในฐานะลูกค้าต้องตัดสินใจว่าแบรนด์ร้านไหนประทับใจคุณมากที่สุด และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


-20-ปี-เดินหน้า-หรือ-ถอยหลัง_web-1.jpg

kinyupen_adminOctober 18, 2018

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปวิเคราะห์ “ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี” แผนการพัฒนาประเทศในระยะยาว สู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน แผน “ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี” สุดท้ายแล้ว จะ “เดินหน้า” หรือ “ถอยหลัง”

ถึงเวลาทำตามสัญญาแล้ว! ช่วงนี้กระแสการเมืองไทยเรียกได้ว่ากำลังร้อนระอุกันเลยทีเดียว ทั้งการประกาศการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในช่วงต้นปี 2562 , การจัดตั้งพรรคการเมือง ที่มีพรรคการเมืองน้องใหม่ผุดขึ้นมาเป็นจำนวนมาก , การโยกย้ายหรือชักชวนนักการเมืองมากฝีมือเข้าสังกัดพรรคคู่แข่งหรือพรรคน้องใหม่ และล่าสุด เกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ กับการประกาศใช้ “แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี” ที่ราชกิจจานเบกษาได้มีการเผยแพร่พระราชโองการโปรดเกล้าฯ เมื่อวันที่ 13 ตุลาคมที่ผ่านมา

รู้จักยุทธศาสตร์ชาติ

รู้หรือไม่? “แผนยุทธศาสตร์ชาติ” มีสาระสำคัญคือเป็นแผนการพัฒนาประเทศในระยะยาว เพื่อใหประเทศไทยสามารถเดินหน้าบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ โดยมีวิสัยทัศน์คือนำประเทศชาติเดินไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ทั้งนี้เพื่อนำมาซึ่งความอยู่ดีมีสุขของประชาชน โดยขับเคลื่อนประเทศไปในทิศทางที่พัฒนาด้วยการนำหลักตามปรัชญาแนวคิด “เศรษฐกิจพอเพียง” ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

มั่นคง : ความมั่นคงและปลอดภัยจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในและภายนอกประเทศในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับบุคคลถึงระดับสังคม ตลอดจนความมั่งคงในมิติต่างๆ อาทิ เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และการเมือง เป็นต้น

มั่งคั่ง : ประเทศไทยจะต้องมีการขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับให้เป็นกลุ่มประเทศที่มีรายได้สูง ลดความเหลื่อมล้ำ เพื่อให้ประชาชนได้รับผลประโยชน์จากการพัฒนาอย่างเท่าเทียมกัน

ยั่งยืน : แผนยุทธศาสตร์ชาติที่ได้มีการวางกรอบการพัฒนาไว้จะต้องสร้างความเจริญทั้งรายได้และคุณภาพชีวิตของประชาชนให้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจะต้องไม่ใช้ทรัพยากรที่เกินความจำเป็น การผลิตและการบริโภคจะต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ประชาชนจะต้องปฏิบัติตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อความสุขที่ยั่งยืนด้วย

6 ยุทธศาสตร์ชาติ

สำหรับสาระสำคัญของยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี สามารถสรุปได้ทั้งหมด 6 ยุทธศาสตร์ ได้แก่

1. ยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคง : มุ่งพัฒนาเพื่อให้ประเทศชาติมีความมั่นคง ประชาชนใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข ให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคคลและเครื่อง ตลอดจนเทคโนโลยีต่างๆ ให้มีความพร้อมในทุกๆ ด้าน
2. ยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน : มุ่งพัฒนาเพื่อยกระดับศักยภาพของประเทศในหลากหลายมิติ บนแนวคิดพื้นฐาน 3 ประกาศ ได้แก่ ต่อยอดอดีต , ปรับปัจจุบัน และ สร้างคุณค่าใหม่ในอนาคต
3. ยุทธศาสตร์ชาติการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ : พัฒนาคนในทุกมิติ ทุกช่วงวัย ให้เป็นผู้้ที่มีความรู้ ความสามารถ และมีคุณภาพ
4. ยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างโอกาสความเสมอภาคและเท่าเทียมกันทางสังคม : ให้ความสำคัญกับการดึงเอาพลังของภาคส่วนต่างๆ มาร่วมขับเคลื่อน และเตรียมความพร้อมให้ประชากรเป็นผู้ที่มีคุณภาพ สามารถพึ่งพาตนเองได้ ซึ่งภาครัฐจะให้หลักประกันการเข้าถึงและสวัสดิการที่มีคุณภาพอย่างเป็นธรรม
5. ยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม : เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดยุทธศาสตร์ให้ได้มากที่สุด ภายใต้การดำเนินการบนพื้นฐานของการเติบโตร่วมกัน เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ความยั่งยืนและมั่งคั่่งต่อไป
6. ยุทธศาสตร์ชาติด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ : เน้นการพัฒนาที่สำคัญเพื่อปรับเปลี่ยนภาครัฐที่จากเดิมยึดหลัก “ภาครัฐของประชาชน เพื่อประชาชน และประโยชน์ส่วนรวม” ทั้งนี้ ภาครัฐต้องมีขนาดที่เหมาะสมกับบทบาทของภารกิจ และต้องปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลกในปัจจุบันอยู่เสมอ

จะ “เดินหน้า” หรือ “ถอยหลัง”

หลังจากที่มีการประกาศใช้แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี บังคับใช้อย่างเป็นทางการนั้น ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงแผนดังกล่าวเป็นจำนวนมาก ซึ่งก็มีทั้งผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยต่างๆ นาๆ โดยนายสุริยะใส กตะศิลา มีความเห็นว่า

“ส่วนตัวเห็นด้วยที่จะมีแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ออกมาใช้ เพราะประเทศไทยจะได้มีการวางแผนและสามารถขับเคลื่อนประเทศให้บรรลุเป้าหมายและวิสัยทัศน์ที่วางไว้ ซึ่งในหลายประเทศที่มีการพัฒนาก็มีแผนยุทธศาสตร์และเป้าหมายที่ชัดเจน”

ขณะที่นายบรรยง พงษ์พานิช อดีตคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ มีความเห็นต่อแผนดังกล่าวในทางกลับกันว่า

“แผนดังกล่าวไม่มีกลยุทธ์ ไม่มีการจัดลำดับความสำคัญ ส่วนตัวมองว่าเป็นแค่การเขียนสิ่งที่เราต้องการลงไปตามใจของคนเขียนเท่านั้น อยากได้อะไรก็เขียนลงไป ซึ่งถ้าทำตามทุกอย่าง บอกเลยว่า เจ๊งแน่นอน เนื่องจากทรัพยากรมีไม่เพียงพอ และถ้าไม่ปฏิบัติตามก็เข้าข่ายผิดกฎหมายอีก”

อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ประเทศไทยจะ “เดินหน้า” หรือ “ถอยหลัง” นั้น เราไม่สามารถทำนายหรือคาดเดาได้แน่นอน ทิศทางของประเทศจะเป็นอย่างไร สุดท้ายแล้ว คุณเท่านั้นที่จะเป็นผู้ร่วมกำหนดทิศทางของประเทศว่าจะให้เดินไปในทิศทางไหน ซึ่งก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะเห็นประชาชนคนไทยสมัครสมานสามัคคี เพื่อร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยให้เดินหน้าไปในทางที่ดีต่อไป และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


-Huawei-Mate20-สเปคไหนเวิร์คสุด_web2.jpg

kinyupen_adminOctober 17, 2018

“กินอยู่เป็น” 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวมสเปคของ Huawei Mate20 ทั้ง 4 รุ่น มาดูกันว่าแต่ละรุ่นนั้นแตกต่างกันอย่างไรบ้าง มีคุณสมบัติอะไรเด่นๆ ในแต่ละรุ่น เพื่อให้คุณได้ตัดสินใจก่อนไปจับจองเป็นเจ้าของ

ช่วงนี้กระแสสมาร์ทโฟนกำลังมาแรง เมื่อเดือนที่แล้วไอโฟนก็เพิ่งจะเปิดตัวไปสดๆ ร้อน และก่อนหน้านี้ Samsung ก็เพิ่งเปิดตัวสมาร์ทโฟน Galaxy 7 (2018) ไปหมาดๆ ล่าสุดถึงคิวของแบรนด์ดังอย่าง Huawei ที่ได้เปิดตัว Huawei Mate20 ทั้ง 4 รุ่น ได้แก่ Huawei Mate 20, Mate 20 Pro, Mate 20X และ Mate 20 RS ที่มาพร้อมกล้องหลัง 3 ตัว และหน่วยประมวลผลสถาปัตยกรรมขนาด 7 นาโนเมตร นอกจากนี้ก็ยังมีฟีเจอร์ใหม่ๆ มาเอาใจสาวกของ Huawei อีกมากมาย

“กินอยู่เป็น” จึงได้รวบรวมสเปคของแต่ละรุ่นมาเทียบกันให้เห็นชัดๆ เลยว่า แต่ละรุ่นนั้นแตกต่างกันอย่างไรบ้าง มีคุณสมบัติอะไรเด่นๆ ในแต่ละรุ่น เพื่อให้คุณได้ตัดสินใจก่อนไปจับจองเป็นเจ้าของกัน

Huawei Mate20
– หน้าจอขนาด 6.53″
– ความละเอียด 2,240×1,080 pixel
– มีระบบสแกนลายนิ้วมือด้านหลังเครื่อง
– หน่วยประมวลผล Kirin 980, RAM 6GB, ROM 128GB
– แบตเตอรี่อยู่ที่ 4,000 mAh
– กล้องหน้า 24MP
– กล้องหลัง
ระยะปกติ 12MP, f/1.8
ระยะกว้างพิเศษ 16MP, f/2.2
ระยะซูมสองเท่า 8MP, f/2.4
– มีช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม.
– ราคา
4GB + 128GB ราคา 799 ยูโร (ประมาณ 30,063 บาท)
6GB + 128GB ราคา 849 ยูโร (ประมาณ 31,944 บาท)

 

 

 

Huawei Mate20 Pro
– หน้าจอขนาด 6.39″
– ความละเอียด 3,120×1,440 pixel
– มีเซ็นเซอร์เพื่อใช้สแกนใบหน้าสามมิติ / ระบบชาร์จไฟ Wireless Charge
– หน่วยประมวลผล Kirin 980, RAM 6GB, ROM 128GB
– แบตเตอรี่อยู่ที่ 4,200 mAh
– กล้องหน้า 24MP
– กล้องหลัง
ระยะปกติ 40MP, f/1.8
ระยะกว้างพิเศษ 20MP, f/2.2
ระยะซูมสามเท่า 8MP, f/2.4
– ไม่มีช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม.
– ราคา
6GB + 128GB ราคา 1,049 ยูโร (ประมาณ 39,469 บาท)

 

 

 

 

Huawei Mate 20 X
– หน้าจอขนาด 7.2″
– ความละเอียด 2,240×1,080 pixel
– มีระบบระบายความร้อน / สแกนลายนิ้วมือด้านหลังเครื่อง
– หน่วยประมวลผล Kirin 980, RAM 6GB, ROM 128GB
– แบตเตอรี่อยู่ที่ 5,000 mAh
– กล้องหน้า 24MP
– กล้องหลัง
ระยะปกติ 40MP, f/1.8
ระยะกว้างพิเศษ 20MP, f/2.2
ระยะซูมสามเท่า 8MP, f/2.4
– ราคา
6GB + 128GB ราคา 899 ยูโร (ประมาณ 33,825 บาท)

 

 

Huawei Mate20 RS Porsche Design
– หน้าจอขนาด 6.39″
– ความละเอียด 3,120×1,440 pixel
– 3D face Scan / มีระบบสแกนลายนิ้วมือ / ระบบชาร์จไฟ Wireless Charge / มีนวัตกรรมระบายความน้ำที่ทำให้เครื่องเย็นมาก
– หน่วยประมวลผล Kirin 980, RAM 8GB, ROM 256-512GB
– แบตเตอรี่อยู่ที่ 4,200 mAh
– กล้องหน้า 24MP
– กล้องหลัง
ระยะปกติ 40MP, f/1.8
ระยะกว้างพิเศษ 20MP, f/2.2
ระยะซูมสามเท่า 8MP, f/2.4
– ราคา
8GB + 256GB ราคา 1,695 ยูโร (ประมาณ 64,900 บาท)
8GB + 512GB ราคา 2,095 ยูโร (ประมาณ 79,900 บาท)

 

 

 

เป็นอย่างไรกันบ้างสำหรับ Huawei Mate 20 แต่ละรุ่นนั้นมีสเปคและฟังก์ชั่นแตกต่างกันออกไป ฉะนั้น คุณเป็นผู้ตัดสินแล้วว่าจะเลือกรุ่นไหนมาใช้ดีเพื่อให้เข้ากับรูปแบบการใช้งาน ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคุณเอง ยังไงซะ ถ้าสนใจอยากเป็นเจ้าของก็เก็บเงินซื้อกันได้เลย และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : huawei.com


-บูลลี่-รังแกฉันทำไม_web.jpg

kinyupen_adminOctober 17, 2018

รู้ไหมว่า คนที่มีพฤติกรรมบูลลี่ (Bully) หรือการกลั่นแกล้ง-รังแกผู้อื่น จริงๆ แล้ว เขาเผชิญอะไรในจิตใจอยู่ หรือ มีปมด้อยอะไรในใจ จึงต้องเติบโตมาในสภาพแบบนี้

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของพฤติกรรมบูลลี่ (Bully) หรือการกลั่นแกล้ง-รังแกผู้อื่น ตั้งแต่เกิดมา “คุณเคยมีพฤติกรรมบูลลี่ (Bully) หรือการกลั่นแกล้ง-รังแกผู้อื่น หรือไม่?” ถ้าไม่เคย งั้นถามกลับกัน “คุณล่ะ เคยถูกบูลลี่ (Bully) จากคนรอบข้างหรือไม่?” แล้วรู้สึกอย่างไรเมื่อเป็นผู้ถูกกระทำ เจ็บใช่ไหม? เสียใจใช่ไหม? แต่สุดท้ายก็ต้องอดทน แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า คนที่บูลลี่เขาทำไปเพื่ออะไร? เพื่อความสนุกสนาน ควมมสะใจ หรือขาดความอบอุ่น พ่อแม่ไม่รัก หรือว่าจริงๆ แล้ว มีเหตุผลอื่นที่ลึกลับซับซ้อนที่เราต้องค้นหา

อย่างล่าสุด เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็มีเหตุการณ์เกี่ยวกับการบูลลี่เกิดขึ้นในบ้านเรา กับกรณีกลุ่มเด็กนักเรียนหญิงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลั่นแกล้งเด็กนักเรียนหญิงชั้นประถมศึกษาชั้นปีที่ 4 ซึ่งเป็นเด็กพิเศษ โดยใช้ความรุนแรง จนกระทั่งมีคลิปเผยแพร่ออกมาในสื่อสังคมออนไลน์ และก็เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนาหู ด้านผู้ปกครองของเด็กนักเรียนหญิงชั้น ป.4 พอทราบเรื่องก็ถึงกับควันออกหู เดินหน้าเอาเรื่องเด็กนักเรียนหญิงชั้น ม.2 ให้ถึงที่สุด

พฤติกรรมการกลั่นแกล้ง-รังแกผู้อื่น หรือบูลลี่ (Bully) เราพบเห็นได้บ่อยมาก โดยเฉพาะในโรงเรียนหรือสถานศึกษา ส่วนใหญพบมากในกลุ่มเด็กและวัยรุ่น เพราะผลการสำรวจขององค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OCED) ที่สำรวจกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นเด็กนักเรียนอายุ 15 ปี จำนวน 540,000 คน พบว่า มีกลุ่มตัวอย่าง 11% ถูกเพื่อนนักเรียนกลั่นแกล้งเป็นประจำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ขณะเดียวกัน อีก 4% ถูกรังแกด้วยการทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บ

ส่วนผู้ที่ถูกบูลลี่มากที่สุดพบว่า เป็นนักเรียนหญิงซึ่งถูกรังแกมากกว่านักเรียนชาย นอกจากนี้ กลุ่มเด็กที่เพิ่งย้ายโรงเรียนเข้ามาใหม่ และ กลุ่มเด็กนักเรียนที่มีข้อบกพร่อง จะตกเป็นเหยื่อของกลุ่มนักเรียนที่ชอบการบูลลี่ รายงานระบุว่าเด็กที่ได้รับการเลี้ยงดูจากครอบครัวเป็นอย่างดีจะมีแนวโน้มถูกบูลลี่น้อยกว่าเด็กที่ไม่ได้รับการดูแล ในทางกลับกันเด็กที่ชอบบูลลี่ผู้อื่นส่วนใหญ่จะเติบโตมาจากครอบครัวที่เลี้ยงดูไม่ดี หรือเลี้ยงดูแบบทิ้งขว้าง ไม่เอาใจใส่ จนทำให้เกิดพฤติกรรมบูลลี่ต่อผู้อื่นขึ้น

รังแกฉันทำไม?

รู้หรือไม่? จิตใจของเด็กที่ชอบบูลลี่ผู้อื่น พวกเขาเผชิญกับอะไรมาบ้าง มีปมด้อยอะไรในจิตใจ จึงต้องเติบโตมาแบบนี้ ไม่ใช้แค่เพียงครอบครัวที่ไม่ดูแลเอาใจใส่เท่านั้น แต่ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอีกด้วย

เคยถูกกลั่นแกล้ง : เด็กที่เติบโตมาด้วยพฤติกรรมบูลลี่ผู้อื่นนั้น ส่วนใหญ่เคยถูกรังแกหรือกลั่นแกล้งจากกลุ่มเพื่อนหรือคนรอบข้างที่บูลลี่มาก่อน จนทำให้เขารู้สึกเก็บกดและต้องระบายความแค้นนี้ออกมาสู่ผู้อื่น

โดดเดี่ยวเดียวดาย : เขาอาจจะไม่ได้รับการเลี้ยงดูหรือใส่ใจมามากพอ ทำให้เขาต้องมีความรู้สึกโดดเดี่ยวเดียวดาย จนกระทั่งมีพฤติกรรมบูลลี่ขึ้น เพื่อเรียกร้องความสนใจและแสดงให้ผู้อื่นได้เห็นว่า เขาเป็นผู้มีอำนาจ มีพลังพิเศษเหนือกว่าใคร

ให้คะแนนความพึงพอใจในตนเองอยู่ในเกณฑ์ต่ำ : ตัวของเขาคิดอยู่เสมอว่าเขาไม่มีความเฉลียวฉลาดพอ หน้าตาขี้เหร่ ไม่ร่ำรวย จนทำให้เขาพยายามมองหาวิธีที่ทำให้ตนเองรู้สึกดีกว่าผู้อื่น และต้องการกดขี่ข่มเหงให้ผู้อื่นต้องต้องต่ำกว่าตน

มีอีโก้สูง : การที่เขามีพฤติกรรมบูลลี่ผู้อื่น เขามีความมั่นใจมากว่าสิ่งที่เขาทำนั้นถูกต้อง ดีที่สุด และความอีโก้สูงของเขานั้นจะเปลี่ยนไปเป็นความโกรธแค้น อิจฉรา ริษยา เมื่อมีผู้ใจกล้ามาท้าทายหรือทำให้เห็นว่าเขาไม่ได้ถูกต้องไปทั้งหมด

ความแตกต่าง : การบูลลี่อาจจะมาจากเหตุผลง่ายๆ เพียงเพราะ “ความแตกต่าง” ไม่ว่าจะเป็นเพศ , อายุ , อาชีพ , เชื้อชาติ , สีผิว , ความพิการ สุดท้าย “ความแตกต่าง” ของคนเหล่านี้จะถูกหยิบมาเป็นข้อล้อเลียน จนนำไปสู่การบูลลี่อย่างสะใจ

ทราบแล้วเปลี่ยน

เมื่อทราบว่าเด็กคนนั้นมีพฤติกรรมการบูลลี่ผู้อื่น ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจ หรือไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม วิธีแก้ปัญหาของคุณคืออะไร? “ลงโทษ” ลงโทษเด็กเหล่านี้อย่างไร เฆี่ยน ตี ดุ ด่า ทำร้ายร่างกาย นี่ใช่วิธีแก้ไขปัญหาที่ถูกต้องแล้วหรือ? แล้วคุณคิดว่าการ “ลงโทษ” จะช่วยลดพฤติกรรมการบูลลี่ของเด็ก หรือช่วยเพิ่มให้เด็กมีพฤติกรรมบูลลี่ผู้อื่นมากยิ่งขึ้นกันแน่

“จับเข่าคุย” เป็นหนึ่งในวิธีที่สำคัญที่สุด ที่จะช่วยจัดการเด็กที่มีพฤติกรรมบูลลี่ได้ ใช้ความเมตตาและความอ่อนโยนเป็นเครื่องมือในการช่วยลดพฤติกรรมความรุนแรงนี้ ซึ่งข้อนี้ นักจิตวิทยามองว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ควรใช้ความอ่อนโยนในการสร้างความเข้าใจให้แก่เด็ก พูดคุบกับเขา ให้เขาเห็นว่าพฤติกรรมดังกล่าวเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง โอกาสและเวลาพวกเขาในการปรับตัว เพื่อที่พวกเขาจะได้เป็นผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์แบบในอนาคตต่อไป และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอขอบคุณข้อมูลประกอบจาก :
Bullying: Protection for children is a ‘fundamental human right’ says top UN advocate
Bullies on Bullying: Why We Do It
The Mind Behind the Bully: The Psychology of Bullying


-ช่องทางสื่อสารใหม่สู่พี่น้องประชาชน_web-1.jpg

kinyupen_adminOctober 16, 2018

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของนากยรัฐมนตรีเปิดช่องทางสื่อออนไลน์ทั้งเว็บไซต์ , แฟนเพจ , ทวิตเตอร์ , อินสตาแกรม ชี้เป็นการเปิดช่องทางติดต่อสื่อสารกับประชาชนโดยตรง ลดขั้นตอนการติดต่อสื่อสารแบบล่าช้าเหมือนสมัยก่อน

ต้องบอกเลยว่าปัจจุบันช่องทางการสื่อสารในบ้านเรามีอย่างแพร่หลาย ทั้งสื่อออฟไลฟ์และสื่อออนไลน์ โดยเฉพาะสื่อออนไลน์ที่ในตอนนี้กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมากจากประชาชนทั่วโลก ซึ่งปัจจุบัน ทุกๆ คนจะมีเฟซบุ๊ก , ไลน์ , อินสตาแกรม , ทวิตเตอร์ , อีเมล ฯลฯ เป็นช่องทางการติดต่อสื่อสาร ซึ่งทำให้คนที่อยู่ห่างไกลกันสามารถพูดคุยติดต่อสื่อสารได้อย่างไร้พรมแดน ทุกที่ ทุกเวลา ประหยัดค่าใช้จ่ายมากขึ้น เป็นการสื่อสารแบบสองทาง จากเดิมที่การติดต่อสื่อสารในสมัยก่อนนั้นจะโทรศัพท์หากันทั้งทีก็ต้องมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงพอสมควร

ด้วยความนิยมของสื่อใหม่ ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ตัดสินใจเปิดช่องทางโซเชียลมีเดียทุกแพลตฟอร์ม ไม่ว่าจะเป็น เว็บไซต์ www.prayutchan-o-cha.com , แฟนเพจ ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut Chan-o-cha , ทวิตเตอร์ @prayutofficial , อินสตาแกรม @prayutofficial เพื่อใช้เป็นช่องทางการติดต่อสื่อสารกับพี่น้องประชาชน และทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงนายกรัฐมนตรีได้อย่างใกล้ชิดมากขึ้น จะเห็นได้ว่า ก่อนหน้านี้เวลาจะมีเรื่องร้องหรือติดต่อกับท่านนายก
รัฐมนตรีจะต้องส่งหนังสือแจ้งมายังสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อทำการคัดกรองและแจ้งไปยังนายกรัฐมนตรีและผู้ที่เกี่ยวข้อง ทำให้การติดต่อสื่อสารกับพี่น้องประชาชนในสมัยนั้นค่อนข้างดูห่างเหินและเป็น ระบบราชการมากขึ้น ส่งผลให้การแก้ปัญหาความเดือดร้อนพี่น้องประชาชนไม่ได้รับความช่วยเหลืออย่างเต็มที่หรือทันเวลามากนัก

เว็บไซต์ www.prayutchan-o-cha.com

แฟนเพจ ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut Chan-o-cha
ทวิตเตอร์ @prayutofficial
อินสตาแกรม @prayutofficial

การเปิดช่องทางสื่อออนไลน์ของนายกรัฐมนตรีนั้น มีจุดประสงค์เพื่อต้องการแจ้งข่าวสาร ความเคลลื่อนไหว ภารกิจต่างๆ ให้ประชาชนได้รับทราบ ขณะเดียวกัน ยังเปิดเป็นช่องทางการติดต่อสื่อสารกับพี่น้องประชาชน หากประชาชนท่านใดต้องการที่จะแจ้งข่าวหรือพูดคุยกับท่านนายกรัฐมนตรี ก็สามารถเข้าไปพูดคุยกับท่านนายกรัฐมนตรีได้ (ขอให้ใช้ถ้อยคำที่สุภาพ อย่าเป็นนักเลงคีย์บอร์ดโดยเด็ดขาด) เนื่องจากนายกรัฐมนตรีออกมายืนยันชัดเจนว่า อ่านทุกข้อความและตนเป็นแอดมินเอง ซึ่งหลังจากที่มีการประชาสัมพันธ์การเปิดช่องทางสื่อออนไลน์ของท่านนายกรัฐมนตรีไปเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานั้น ล่าสุด ก็มีผู้เข้าไปกดไลท์และกดติดตามเป็นจำนวนมาก อย่างเช่น แฟนเพจ ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut Chan-o-cha มีผู้ติดตามแล้ว 149,878 คน , ทวิตเตอร์ มีผู้ติดตาม 13,108 คน และ อินสตาแกรม มีผู้ติดตาม 7,002 คน (สำรวจ ณ วันที่ 16 ตุลาคม 2561 เวลา 10:30 น.)

ลุงตู่ออนไลน์-ช่องทางสื่อสารใหม่สู่พี่น้องประชาชน_FB2

อย่างไรก็ตาม การเปิดช่องทางสื่อออนไลน์ของนายกรัฐมนตรีนั้น ก็เป็นที่น่าจับตามองว่าน่าจะเป็นช่องทางที่เข้าถึงประชาชนได้เป็นอย่างดี สามารถรับเรื่องราวร้องทุกข์ของประชาชนได้อย่างทันท่วงที และสามารถแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนได้ด้วย นอกจากนี้ ประชาชนยังจะได้เห็นมุมสบายๆ หรือไลฟ์สไตล์ของนายกรัฐมนตรีที่อาจจะยังไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน ขณะที่ในส่วนของประชาชนเองก็ทำให้เกิดความรู้สึกว่าตนกับนายกรัฐมนตรีไม่ได้มีระยะห่างที่ไกลจนเกินไป สามารถติดตามรับทราบภารกิจและข่าวสารต่างๆ ของนายกรัฐมนตรีได้อย่างทันที และถือเป็นการสื่อสารแบบสองทาง (two-way communication) ซึ่งนี่ก็ถือเป็นการใช้งานสื่อโซเชียลมีเดียในทางที่สร้างสรรค์เลยก็ว่าได้ และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก : เว็บไซต์ www.prayutchan-o-cha.com , แฟนเพจ ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut Chan-o-cha , ทวิตเตอร์ @prayutofficial , อินสตาแกรม @prayutofficial


-เลิกเผาสินค้าค้างสต็อค-ขายไม่ออก-หลังถูกโจมตีเรื่องสิ่งแวดล้อม_web.jpg

kinyupen_adminOctober 16, 2018

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของ “เบอร์เบอรี่” (Burberry) แบรนด์หรูชื่อดังของอังกฤษ ประกาศยกเลิกการเผาสินค้าค้างสต็อก หลังถูกหลายฝ่ายออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยเรื่องของการสูญเสียทรัพยากรของวงการแฟชั่นไปโดยเปล่าประโยชน์

อุตสาหกรรมแบรนด์แฟชั่นในต่างประเทศถือเป็นที่ได้รับการยอมรับเป็นอย่างมาก จะเห็นได้ว่ามีหลากหลายแบรนด์สินค้าชื่อดังจากหลายประเทศมีการคิดค้นและออกแบบสินค้าสำหรับแฟชั่นออกมา เพื่อตอบโจทย์ประชาชนเป็นอย่างมาก เนื่องจากว่ามีหลากหลายแบรนด์สินค้าที่มีการผลิตสินค้าออกมาแข่งขันในท้องตลาดกันอย่างดุเดือด ส่งผลทำให้บางแบรนด์สินค้าชื่อดังก็ประสบปัญหา ได้รับผลกระทบเรื่องของการจำหน่ายสินค้าและยอดขายไปด้วย

หนึ่งในนั้นคือ “เบอร์เบอรี่” (Burberry) แบรนด์หรูชื่อดังของอังกฤษ ที่ตัดสินใจแก้ปัญหาสินค้าค้างสต็อกด้วยการเผาทำลายสินค้า ทำให้หลายฝ่ายรู้สึกไม่เห็นด้วยกับการแก้ปัญหาด้วยวิธีดังกล่าว จนกระทั่งเบอร์เบอรี่เองก็ทนกระแสไม่เห็นด้วยไม่ไหว ต้องออกมาประกาศยกเลิกการเผาสินค้าค้างสต็อกเพื่อปกป้องชื่อเสียงของแบรนด์ ทั้งนี้ ในปีที่ผ่านมาบริษัทได้เผาทำลายสินค้ามูลค่าเกือบ 40 ล้านดอลล่าร์ ซึ่งเป็นการจุดประกายให้เกิดความขุ่นเคืองเรื่องของการสูญเสียทรัพยากรของวงการแฟชั่นไปโดยเปล่าประโยชน์ และนอกจากจะยกเลิกการเผาสินค้าแล้ว เบอร์เบอรี่แถลงว่าจะยกเลิกใช้ขนสัตว์จริง เช่น ขนมิงค์ แรคคูน เพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม

อย่างไรก็ตาม ช่วงที่ผ่านมาผู้ขายสินค้าหลายรายถูกประท้วงในเรื่องของการทำลายสินค้าค้างสต็อก ตลอดจนการแทงหรือเจาะรูสินค้าเสื้อผ้าก่อนที่จะโยนทิ้ง โดยปีงบประมาณที่สิ้นสุดเมื่อเดือนเมษายน 2561 เบอร์เบอรี่ได้ทำลายสินค้าสำเร็จรูปมูลค่า 37.29 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งมีการทำลายสินค้ามูลค่า 35.08 ล้านดอลลาร์ รวมไปถึงการทำลายน้ำหอมมูลค่า 13.04 ล้านดอลลาร์ ส่วนสาเหตุของการเผยทำลายสินค้านั้น เนื่องจากทางเบอร์เบอรี่ต้องการป้องกันการลักลอบนำสินค้าที่ค้างสต็อคไปจำหน่ายในราคาที่ถูกลง ซึ่งถือเป็นการลดคุณค่าของแบรนด์ “เบอร์เบอรี่” อย่างมาก และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต