Valentine_Asia_Cover_1.jpg

kinyupen_adminFebruary 13, 2020

ใกล้ถึงวันวาเลนไทน์อีกแล้ว บรรดาหนุ่มสาวคงจะกำลังเตรียมตัวเพื่อต้อนรับวันวาเลนไทน์ที่กำลังใกล้เข้ามา  โดยเฉพาะการเตรียมของขวัญต่าง ๆ ที่สามารถสื่อความหมายดี ๆ ต่อคู่รักนั่นเอง

 

ประเทศในแถบเอเชียได้ชื่อว่าเป็นกลุ่มประเทศที่ให้ความสำคัญกับวันวาเลนไทน์อย่างมาก ซึ่งความตื่นตัวแบบกลายเป็นวาระแห่งชาติของชาติตะวันออก อย่างญี่ปุ่น เกาหลี หรือ จีน หรือแม้กระทั่งไทยเราเอง ยิ่งใหญ่ถึงขนาดทำให้คนตะวันตกเองถึงกับต้องตกใจเมื่อเห็นว่าผู้คนในแถบตะวันออกมีความเชื่อในการให้ของขวัญแปลก ๆ เพื่อเป็นการแสดงความรักในวันวาเลนไทน์  อย่างอลังการมากขึ้นและ บางกิจกรรมก็ดูจะไม่เกี่ยวข้องกับตำนานของ “เซนต์วาเลนไทน์” เลยแม้แต่น้อย

ลองมาดูกันว่าแต่ละประเทศจะมีกิจกรรมการแสดงความรักกันอย่างไรบ้าง

 

ญี่ปุ่น

ในประเทศญี่ปุ่นดูจะเป็นการเฉลิมฉลองวาเลนไทน์ที่ถูกพูดถึงไปทั่วโลก เมื่อหนุ่มสาวมีธรรมเนียมที่ฝ่ายหญิงจะเป็นผู้มอบ “ช็อกโกแลต” ให้กับฝ่ายชายเพื่อเป็นสัญลักษณ์แทนความรักแทนการมอบดอกไม้หรือของขวัญอื่น ๆ

แม้จะเป็นธรรมเนียมที่มีต้นตอมาจากแนวคิดทางการตลาดของบริษัทขายช็อกโกแลต ที่ต้องการสร้างยอดขายจากวันวาเลนไทน์ ด้วยการสร้างสตอรี่ขึ้นมา เมื่อ 40 กว่าปีก่อน แต่ธรรมเนียมทางการตลาดนี้ก็กลับกลายเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางของหนุ่มสาวชาวญี่ปุ่นมาถึงปัจจุบัน และกลายเป็นสิ่งที่นิยมปฏิบัติประจำประเทศไปในที่สุด

แต่เดิมในการมอบช็อกโกแลตที่กลายเป็นธรรมเนียม หญิงสาวชาวญี่ปุ่นจะมอบช็อกโกแลตให้กับชายคนรักเพียงคนเดียวในวันวาเลนไทน์ แต่ต่อมาด้วยแผนการตลาดที่แยบยลทำให้การมอบช็อกโกแลต ถูกแพร่หลายไปจนถึงการมอบช็อกโกแลตแก่เพื่อนในโรงเรียน เพื่อนร่วมงาน หรือเจ้านายที่เป็นผู้ชายโดยไม่จำเป็นต้องมีนัยเรื่องความรักด้วยก็ได้

ไม่เพียงเท่านั้น การที่จะให้ช็อกโกแลตขายได้กว้างขวางมากขึ้น การจัดระเบียบประเภท และความหมายของช็อกโกแลตจึงเกิดขึ้น ทำให้การมอบช็อกโกแลตของหญิงสาวชาวญี่ปุ่นมีรูปแบบที่แตกย่อยไปอีกหลายชนิดด้วย

 

 

 

ขอบคุณภาพจาก congerdesign

สำหรับผู้ที่สาว ๆ หมายมั่นปั้นมือ และถือว่าเป็นคนรัก หรือแอบชอบจริงจัง อยากจะมอบความรักและเปิดเผยความรู้สึกให้ พวกเธอจะมอบช็อกโกแลตที่เรียกว่า ฮองเมช็อกโกะ (本命チョコ) ที่จะมีลักษณะเป็นช็อกโกแลตที่ดีที่สุด ที่ส่วนใหญ่สาว ๆ มักจะลงมือทำเอง เพื่อสื่อถึงความตั้งใจจริง เป็นการหลอมช็อกโกแลตด้วยหัวใจ หรือไม่ก็จะเป็นช็อกโกแลตที่แพงที่สุด หรูที่สุด ที่เรียกได้ว่าใครได้ช็อกโกแลตประเภทนี้จากสาว ๆ หรือคนรักก็มั่นใจได้เลยว่าเธอให้ความสำคัญกับเขามากที่สุดนั่นเอง

 

แต่สำหรับผู้ชายคนอื่น ๆ ที่ไม่ได้มีความรู้สึกพิเศษด้วย ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน, ผู้ร่วมงาน หรือเจ้านายที่เป็นผู้ชาย หญิงสาวชาวญี่ปุ่นก็จะมอบช็อกโกแลตให้ด้วยเช่นกัน ช็อกโกแลตแบบนี้เรียกว่า กิริช็อกโกะ (義理チョコ) ที่เป็นช็อกโกแลตธรรมดาไม่พิเศษอะไร ไม่หรูหรา ก็แค่เป็นเพียงการมอบตามมารยาทเท่านั้น

 

และเมื่อมีการมอบช็อกโกแลตให้กับผู้ชายแล้ว ผู้ชายก็ควรจะมีการมอบของขวัญตอบแทนหญิงสาวบ้าง ธรรมเนียม “วันไวท์เดย์” 14 มีนาคม หรืออีกหนึ่งเดือนต่อมาก็เกิดขึ้น ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ฝ่ายชายที่ได้รับ “ฮองเมช็อกโกะ” จะตอบรับความรักด้วยการมอบของขวัญสุดพิเศษซึ่งส่วนใหญ่จะมีมูลค่ามากกว่าช็อกโกแลตที่หญิงสาวมอบให้ โดยเฉพาะลูกกวาดสีหวานแหวว ที่สื่อความหมายว่า “ผมก็รักคุณ” นั่นเอง

แต่ถ้าหากว่าชายหนุ่มไม่ได้มีใจให้กับหญิงสาว พวกเขาก็จะมอบของขวัญตอบแทนเป็นของขวัญอื่นๆ เช่น คุ้กกี้ ที่สื่อความหมายกลางๆ ประมาณว่า เป็นเพื่อนที่ดีอย่างนี้ก็ดีมากแล้ว หรือขนม มาช์เมลโล่ ที่มีความหมายว่า “ขอโทษนะ ผมไม่สนใจคุณ” เป็นการปฏิเสธความรักที่ได้มาแบบนุ่ม ๆ ซอฟ ๆ นั่นเอง

 

เกาหลี

เกาหลีเป็นอีกประเทศหนึ่งที่ให้ความสำคัญกับวันแห่งความรัก แต่ว่าไม่ใช่แค่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ อย่างเดียว เพราะชาวเกาหลีจะมีวันแห่งความรักกันทั้งปีเลยทีเดียว โดยในทุกวันที่ 14 ของแต่ละเดือนก็จะถูกกำหนดให้เป็นวันที่เกี่ยวข้องกับความรักทั้งหมด มีอะไรบ้างไปดูกัน

  • เริ่มต้นที่ วันที่ 14 มกราคม ของเกาหลีคือวัน Diary Day เป็นวันที่คู่รักแลกสมุดไดอารี่ซึ่งกันและกัน หลังจากที่เขียนบันทึกถึงเรื่องราวความรัก ความรู้สึกมาทั้งปี
  • วันที่ 14 กุมภาพันธ์ ของเกาหลีคือวัน Valentine’ s Day วันแห่งความรักเหมือนกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ฝ่ายหญิงจะมอบช็อกโกแลตหรือของขวัญให้ฝ่ายชายเหมือนกับญี่ปุ่น
  • วันที่14 มีนาคม ก็เป็นวัน White Day ที่ผู้ชายต้องมอบของขวัญตอบแทนฝ่ายหญิงเหมือนกัน
  • นอกจากนี้ในวันที่ 14 เมษายน ที่เกาหลียังมีวัน Black Day เป็นวันที่คนโสดออกมารวมตัวกันรับประทานจาจังมยอน หรือบะหมี่ราดซอสสีดำ ๆ เพื่อประกาศตัวเองว่าเป็นคนโสด แต่ก็มีหลายคนเหมือนกันที่ได้คู่จากวันคนโสดนี้
  • ต่อมาในวันที่ 14 พฤษภาคม ของเกาหลีคือวัน Rose Day และ Yellow Day คู่รักจะมอบดอกกุหลาบให้กัน และถือเป็นวัน Yellow Day สำหรับคนโสด คือหนุ่มโสดสาวโสดที่ไม่ได้กินจาจังมยอนในวัน Black Day จะไปกินแกงกะหรีในวันนี้
  • 14 มิถุนายน ของเกาหลีคือวัน Kiss Day วันที่คู่รักจะจุมพิตกันเพื่อยืนยันความรัก อย่างที่เห็นกันในที่สาธารณะ อย่างสถานีรถไฟ หรือที่ที่คนเดินผ่านเยอะแยะ เพื่อประกาศถึงความรักของตัวเอง
  • 14 กรกฎาคม ของเกาหลีคือวัน Silver Day วันที่คู่รักแลกแหวนเงิน แต่สำหรับคนโสดว่ากันว่าเป็นวัน Blue Day เขาจะใส่เสื้อผ้าสีฟ้าออกไปใช้ชีวิตให้มันส์ ๆ ออกแนวประชดน้อยใจ
  • 14 สิงหาคม จะเป็นวัน Green Day เป็นวันที่คนโสดจะมาดื่มเหล้าเกาหลี โชจูเขียว (Green Soju) คนมีคู่ก็จะใส่ชุดคู่สีเขียวเดินเคียงคู่กันในทางเดินที่ปูด้วยไม้
  • 14 กันยายน วัน Music Day เป็นวันที่คู่รักจะนำเพลงมาแลกเปลี่ยนกัน ข้อมูลบางแหล่งก็บอกว่า วันนี้เป็นทั้งวัน Music Day และ Photo Day (วันถ่ายรูปที่ระลึกกับคนรักในสถานที่ดี ๆ)
  • 14 ตุลาคม เป็นวัน Red Day วันนี้คนโสดไร้คู่จะไปกินต๊อกโบกี้ เพื่อแสดงความโสดของตัวเองอีกแล้ว
  • 14 พฤศจิกายน ของเกาหลีคือวัน Orange & Movie Day วันนี้คู่รักเขาจะพากันไปทำกิจกรรม พากันไปดูหนัง และดื่มน้ำส้มด้วยกัน (ช่างเป็นวันที่น่ารัก มุ้งมิ้งจริง ๆ เชียว)
  • จบด้วย 14 ธันวาคม คือวัน Hug Day วันกอดคน กอดกับคนที่เรารัก ข้อมูลบางแหล่งบอกว่าวัน Hug Day คือวันที่ 14 พ.ย. ส่วน 14 ธ.ค. เป็นวัน Money Day วันที่คู่รักเปย์เต็มที่เพื่อซื้อของให้แฟนตัวเอง

 

จีน

จริง ๆ แล้วจีนมีวันแห่งความรักตามตำนานของตัวเอง ตรงกับวัน Qixi หรือเทศกาลคืนที่ 7 ซึ่งตรงกับวันที่ 7 ของเดือนจันทรคติที่ 7 ในแต่ละปี ไม่ใช่วันวาเลนไทน์สากล 14 กุมภาพันธ์ เหมือนกับประเทศอื่น

สำหรับวันแห่งความรักของจีน มีตำนานว่า Zhinu ลูกสาวของกษัตริย์แห่งสวรรค์และ Niulang คนเลี้ยงวัวที่ยากจนต่างตกหลุมรักกัน พวกเขาแต่งงานและมีลูกแฝด เมื่อพ่อของฝ่ายหญิงสาวรับรู้จึงแยกทั้งคู่ออกจากกัน แต่หลังจากนั้นไม่นาน เมื่อได้ยินเสียงร่ำไห้ของลูกสาว เขาก็ใจอ่อนและยอมให้ทั้งคู่ได้พบกันปีละครั้ง (คล้ายกับวันทานาบาตะของญี่ปุ่น)

ในช่วงวัน Qixi หญิงสาวชาวจีนจะเตรียมผลไม้ที่ตกแต่งแต่งสวยงาม ไว้เซ่นไหว้ Zhinu เพื่ออธิษฐานขอให้สมหวังในการได้พบสามีที่ดี ความสุขและความมั่งคั่ง

แต่ปัจจุบันเมื่อวัฒนธรรมตะวันตกแพร่เข้ามาในจีน หนุ่มสาวชาวจีนก็นิยมมอบของขวัญเพื่อแสดงความรักให้แก่กันเช่นเดียวกับคู่รักในประเทศอื่น ๆ ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นดอกไม้, ช็อกโกแลต หรือ ของขวัญที่มีค่าอื่น ๆ แต่พวกเขาก็ไม่ลืมที่จะแสดงความรักต่อกันในวันแห่งความรัก วันที่เจ็ด เดือนเจ็ด ด้วยเช่นกัน

 

ไทย

ประเทศไทยเคยตกเป็นข่าวว่าเป็นหนึ่งประเทศในแถบภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่หนุ่มสาวให้ความสำคัญกับการซื้อของขวัญวันวาเลนไทน์ด้วยการทุ่มเงินไม่อั้นในการซื้อของขวัญให้คู่รักมากที่สุด โดยของขวัญยอดนิยม หนีไม่พ้นดอกกุหลาบขนาดต่าง ๆ ตุ๊กตาตัวใหญ่ ตั้งแต่ของขวัญขนาดเล็กไปจนถึงแหวนเพชร หรือ ของขวัญมีค่าอื่น ๆ ซึ่งอาจจะดูมีอะไรแตกต่างจากชาติอื่น

แต่สิ่งที่ดูจะพิเศษกว่าก็คือกิจกรรมพิเศษสำหรับคู่รักในวัยที่กำลังจะสร้างครอบครัว เพราะจะมีการจัดกิจกรรมจดทะเบียนสมรสแบบแปลก ๆ ให้กับคู่รักในวันวาเลนไทน์ ตามจุดเด่นของแต่ละพื้นที่ ซึ่งส่วนใหญ่มีความมุ่งหวังว่าการจัดให้มีการจดทะเบียนในวันวาเลนไทน์ จะช่วยประชาสัมพันธ์ชื่อเสียงของพื้นที่นั้นๆ ไปด้วยในตัว โดยกิจกรรมจดทะเบียนสมรสของไทยที่โดดเด่น เช่น

 

ในกรุงเทพฯ หนุ่มสาวนิยมที่จะไปจดทะเบียนสมรสวันวาเลนไทน์ กันที่เขต บางรัก เพราะมีชื่อที่เป็นมงคล สื่อถึงความรักอย่างชัดเจน โดยทางเขตก็จะเตรียมของขวัญไว้มากมายสำหรับคู่รักที่เดินทางมาจดทะเบียนสมรส เช่นทองคำ หรือของรางวัลมีค่าอื่น ๆ เป็นคู่แรก ๆ นอกจากนี้ยังมีบริษัทห้างร้านต่าง ๆ นำของรางวัลมามอบให้กับผู้ที่มาจดทะเบียนสมรสกันในวันวาเลนไทน์อย่างคึกคักในแต่ละปี

 

ที่จังหวัดตรัง มีการจัดให้มีการจดทะเบียนสมรสใต้น้ำ โดยคู่รักจะต้องดำน้ำลงไปลึก 8 เมตร เพื่อลงไปจดทะเบียนสมรส ซึ่งจะมีนายทะเบียนดำน้ำลงไปทำการจดทะเบียนให้กับบ่าวสาวด้วย ก่อนที่จะขึ้นมาจดทะเบียนสมรสจริงบนบก และ มีพิธีฉลองมงคลสมรสให้กับคู่บ่าวสาวในยามค่ำคืน บริเวณชาวหาดปากเมง อ.สิเกา จ.ตรัง

 

ที่ จ.เชียงราย มีการจัดให้มีการจดทะเบียนสมรสในวันวาเลนไทน์ลอยฟ้า บนบอลลูนยักษ์ โดยคู่รักทั้งหมดจะจดทะเบียนสมรสกันก่อนที่จะ ขึ้นบอลลูนชมทัศนียภาพของสถานที่จัดงาน  สิงห์ปาร์ค จ.เชียงราย

 

ส่วนที่ จ.กระบี่ มีการจัดให้มีการจดทะเบียนกันที่หน้าผาใช้ชื่องานว่า ปีนผาจดทะเบียนสมรส ที่อ่าวไร่เลย์ ตำบลอ่าวนางเพื่อโดยใช้แนวคิดว่า เป็นการส่งเสริมสถาบันครอบครัวให้มีความมั่นคง มีความรักความเข้าใจ มีความผูกพันหนักแน่นเหมือนภูผาที่แข็งแกร่ง สร้างความอบอุ่นในครอบครัว เป็นที่ยอมรับของสังคม และครอบครัวได้รับสิทธิตามกฎหมาย

 

ที่ จ.เลย มีการจัดงานให้คู่รักได้จดทะเบียนกันทีภูกระดึง ก่อนที่จะให้ทั้งคู่ จูงมือกันเดินขึ้นสู่ยอดเขาภูกระดึง เสมือนเป็นการฝ่าฟันอุปสรรค ความยากลำบากบนเส้นทางที่สูงชันและยาวไกลถือเป็นการพิสูจน์รักแท้ และให้คู่รักได้ช่วยกันเอาชนะความลำบากตลอดเส้นทางการเดินขึ้นภูกระดึง พิสูจน์รักบนความสูง 1,288 เมตร ท่ามกลางอากาศหนาว ยอดภูกระดึง 8 องศาฯ

 

ที่จังหวัดสุรินทร์ มีการจัดงานสมรสบนหลังช้างและการประกอบพิธีแต่งงานแบบชาวกวย หรือ “พิธีซัตเต” เป็นการสู่ขวัญคู่บ่าวสาวแบบชาวกวย และจะมีพิธีแห่ขันหมากบนหลังช้าง การเลี้ยงอาหารช้างเพื่อความเป็นสิริมงคล และร่วมนั่งช้างจดทะเบียนสมรสบนหลังช้าง สัตว์มงคลขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มีการประกอบพิธีที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น

 


..KBank-แนะนำลงทุน_Cover_1.jpg

kinyupen_adminFebruary 12, 2020

ในวันที่เศรษฐกิจซึมยาว ถูกซ้ำเติมจากค่าเงินและโรคระบาด ดอกเบี้ยเงินฝากก็ต่ำ ขณะที่กองทุน ตราสารหนี้ หุ้นก็มีอยู่มากจนเลือกไม่ถูก ดังนั้นถ้าต้องการทำให้เงินเก็บ เงินลงทุนที่มีอยู่งอกเงย ควรทำอย่างไร

 

วันนี้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำคำแนะนำดีๆ จาก KBank เกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจโลก และ กลยุทธ์ลงทุนที่เหมาะสมในช่วงนี้มาฝากกัน ซึ่งแม้เป็นคำแนะนำสำหรับกลุ่ม Private Banking (ลูกค้าที่มีสินทรัพย์ – เงินฝากในธนาคารสูง) แต่เชื่อว่าน่าจะเป็นประโยชน์นำไปปรับใช้ได้ไม่มากก็น้อย เพราะคำแนะนำนี้มาจากผู้เชี่ยวชาญตัวจริงอย่าง KBank Private Banking (กสิกรไทยไพรเวทแบงค์กิ้ง) ที่ให้บริการไพรเวทแบงค์บริหารความมั่งคั่งให้ลูกค้าไทยและต่างประเทศ

 

 

ที่มา : งานสัมมนา KBank PRIVATE BANKING ANNUAL ECONOMIC OUTLOOK


_รสเด็ด_Cover_1.jpg

kinyupen_adminFebruary 12, 2020

ใครๆ ต่างก็ทราบว่า “ปลากระบอก” เป็น เมนูที่หากใครทานไม่เป็นจะรู้สึกคาว และเพื่อดับกลิ่นคาวแน่นอนว่าต้องทานคู่กับน้ำจิ้มสูตรเด็ด นอกจากนี้ยังมีการปรับให้เข้ากับลิ้นของคนรุ่นใหม่ๆ โดยนำมาทำเมนูฟิวชั่น “ปลากระบอกคั่วพริกเกลือ” ซึ่งกินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเคล็ดลับเมนู เหล่านี้มาฝากกัน

ส่วนผสม

  1. ปลากระบอก (เมืองจีน) ตัวใหญ่    1 ตัว
  2. เกลือป่น                                          1 ช้อนชา
  3. ขึ่นช่าย                                            1 ต้น
  4. ขิงแก่ทุบ                                         1 แง่ง
  5. เต้าเจี้ยว                                          2 ช้อนโต๊ะ
  6. น้ำตาลทราย                                   1 ช้อนชา
  7. ขิงแก่ (สับละเอียด)                        1 ช้อนชา
  8. น้ำเปล่า                                           1 ช้อนโต๊ะ
  9. พริกขี้หนูสับ                                    1 ช้อนชา

ขั้นตอน

 

  1. ล้างปลาให้สะอาด ควักเหงือกและไส้ออก หากต้องเก็บหัวใจปลาไว้ เพราะชาวจีนเชื่อว่า เป็นสิริมงคล และถ้าจะใช้สำหรับการไหว้เจ้าก็ไม่ต้องขอดเกล็ด (จะลอกเอาเกล็ดออกตอนรับประทาน)
  2. ทาเกลือป่นที่ตัวปลาและในท้องปลาเล็กน้อย ใส่ขิงแก่ ขึ่นช่าย ต้นหอมทุบแล้ว ยัดเข้าในท้องปลาเพื่อดับกลิ่นคาว ก่อนตั้งไฟให้แรงจนน้ำเดือดจัด แล้วจึงนำปลามานึ่งประมาณ 15-20 นาที (อย่านึ่งจนสุกเกิน เนื้อจะกระด้างไม่อร่อย)
  3. นำปลานึ่งสุกออกจากหม้อ วางผึ่งรอให้เย็นจึงนำไปแช่เย็น
  4. ปรุงน้ำจิ้มเต้าเจี้ยวสูตรจีน โดยนำน้ำตาลทราย ละลายในน้ำเปล่า ใส่เต้าเจี้ยว ขิง กระเทียม พริกขี้หนูที่ตำรอไว้มาผสมให้เข้ากัน
  5. ลอกเกล็ดปลาออก พร้อมทานกับน้ำจิ้มสูตรเด็ด

ขั้นตอนทำ  “ปลากระบอกคั่วพริกเกลือ” โดยวิธีการแปรรูปง่ายๆ

  1. นำเนื้อปลาคลุกแป้ง แล้วทอดให้เหลืองกรอบ พักไว้ให้สะเด็ดน้ำมัน
  2. โขลกรากผักชี กระเทียม พริกไทย แล้วนำไปผัดให้เหลืองหอม พร้อมใส่พริก 3 สีผัดให้เข้ากัน
  3. นำเนื้อปลากระบอกที่ทอดแล้ว ลงคลุกเคล้า เติมเกลือ น้ำตาล ใส่ต้นหอม ผักชี เติมรสเผ็ด เปรี้ยว เค็ม หวาน ตามความชอบ
  4. ตักใส่จานพร้อมเสิร์ฟ

_โดราเอมอน_Cover_3.jpg

kinyupen_adminFebruary 11, 2020

เป็นที่ยอมรับกันในโลกของความเป็นจริงอยู่แล้วว่า ชีวิตมนุษย์คงไม่มีใครที่จะมีความสมบูรณ์แบบไปทุกด้าน ทุกคนล้วนต่างมีด้านสว่างและด้านมืด แอบซ่อนอยู่แล้ว อยู่ที่บุคลิกของแต่ละคนว่าใครจะเปิดเผยมุมนั้นออกมาในรูปแบบใดเท่านั้น โดยเฉพาะในช่วงที่ผ่านมาเรื่องของความดี ความชั่ว ความแข็งแกร่ง ความอ่อนแอ ได้ถูกนำมาวิเคราะห์พูดถึงอย่างมากในสังคมไทยขณะนี้

 

เรื่องราวของ เดคิสึงิ ฮิเดะโทะชิ หนึ่งในตัวละครในการ์ตูนญี่ปุ่นชื่อดังโดราเอมอน อาจจะเป็นหนึ่งในตัวอย่างของความพยายามของผู้เขียนอย่างอาจารย์ฟูจิโกะ ฟูจิโอะ ที่ต้องการสะท้อนให้เห็นว่าในโลกนี้ แม้ว่าภายนอกมนุษย์คนหนึ่งจะเป็นคนที่ดีและเก่ง สมบูรณ์แบบชนิด 100% มีบุคลิกอ่อนโยนและเป็นมิตรกับทุกคน แต่ก็อาจจะซ่อนความลึกลับที่ยากจะคาดเดาได้ จนเป็นปริศนาว่าแท้จริงแล้ว เขามีความสุขกับสิ่งที่เป็นอยู่ หรือ ในใจคิดอะไรกันแน่ และที่สำคัญคนที่ดีงามขนาดนี้ น่าจะมีอยู่เพียงแต่ในอุดมคติเท่านั้น

 

เดคิสึงิ เป็นตัวละครตัวหนึ่งในการ์ตูน โดราเอมอน มังงะอมตะชื่อดังของญี่ปุ่น เขียนโดยฟูจิโกะ ฟูจิโอะ นักเขียนการ์ตูนชื่อดังที่สร้างเจ้าแมวหุ่นยนต์ สีฟ้าที่มีของวิเศษมากมายจากกระเป๋าหน้าท้อง อย่างโดราเอมอน ขึ้นมาเพื่อเป็นเพื่อนคู่คิดกับเด็กชายชั้นประถมผู้มีความอ่อนแอ ขี้เกียจและไม่ฉลาด อันเป็นจุดเด่นของ โนบิตะ ที่ต้องผจญภัยกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ร่วมกับเพื่อน ๆ นักเรียนประถมในละแวกเดียวกัน

 

เดคิสึงิ ถูกสร้างให้เป็นตัวละครที่เป็นนักเรียนประถมที่ฉลาดที่สุดในชั้นเรียน มีความฉลาดรอบรู้ไปซะทุกเรื่อง ประกอบกับมีความสมบูรณ์แบบทั้งเรื่องของครอบครัว ต้นตระกูล และความหล่อเหลาของเขาทำให้ เดคิสึงิกลายเป็นที่นิยมที่สุดในหมู่เด็กผู้หญิงรวมถึงชิซุกะ ที่โนบิตะหมายปองอยู่ด้วย และนั่นก็เป็นเหตุผลที่ทำให้เขากลายเป็นศัตรูของโนบิตะไปในที่สุด

 

เดคิสึงิ มีบุคลิกร่าเริง และมีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ให้เพื่อนร่วมชั้นเรียนจนได้รับการยอมรับว่าเป็น “คนดี” ยิ่งสร้างความให้กับโนบิตะริษยามากมายขึ้นไปอีก แต่เหมือนเขาเองจะไม่รู้เรื่องอะไรเลย เพราะว่าไม่เคยคิดร้ายกับใคร และมักจะสุขุมและเป็นผู้ใหญ่อยู่เสมออีกด้วย

 

เรื่องราวเดคิสึงิ เด็กผู้ชายที่สมบูรณ์แบบ 100% ที่ถูกสร้างขึ้นในการ์ตูน ถูกนำมาพูดถึงและวิเคราะห์กันอย่างจริงจังเชิงวิชาการในสังคมญี่ปุ่น ว่าแท้จริงแล้วการที่ตัวตนของเขา ถูกสร้างขึ้นมานั้นผู้เขียนมีเหตุผลอะไรกันแน่ เพราะหากย้อนกลับไปดูเนื้อหาของการ์ตูนเรื่องโดราเอมอน ตัวละคร เดคิสึงิ ไม่ได้ถูกกำหนดให้มีตัวตนตั้งแต่ต้นเรื่องแต่เพิ่งจะมาปรากฏตัวขึ้นหลังจากที่เรื่องราวผ่านไปแล้ว 22 เล่ม จากทั้งหมด 45 เล่ม นั่นคือเขาเพิ่งมีตัวตนแค่เพียงช่วงครึ่งท้ายของเรื่องเท่านั้น

 

มีการวิเคราะห์กันว่าการที่ฟูจิโกะ ฟูจิโอะ สร้างเดคิสึงิ ขึ้นมาเป็นอีกตัวละครหนึ่ง ด้วยอาจจะต้องการสร้าง “มนุษย์ในอุดมคติ” ที่ผสมรวมทุกอย่างของสุดยอดแห่งความเก่ง ความดี ความหล่อ ความสมบูรณ์แบบของครอบครัว ชนิดไม่มีข้อด้อยอะไรเลย และบุคคลอย่างเดคิสึงินี่แหละ คือ รูปแบบที่มนุษย์ต้องการ ทั้งที่รู้ดีว่าในโลกแห่งความเป็นจริงจะหามนุษย์ที่มีความเป็นเลิศแบบนี้ไม่ได้แน่ๆ

 

บางเหตุผลก็บอกว่า การที่มีเดคิสึงิขึ้นมา ผู้เขียนต้องการให้เป็นตัวเปรียบเทียบในโลกของโนบิตะ ที่แม้ว่าจะทำให้โนบิตะ ดูด้อยลงแต่นั่นก็อาจจะกลายเป็นแรงบันดาลใจให้โนบิตะผลักดันตัวเองขึ้นมาเพื่อเอาชนะเดคิสึงิให้ได้ หรือเป็นการสร้างแรงผลักดันให้เด็กญี่ปุ่นเอาชนะด้านด้อยของตัวเองเพื่อให้เกิดการพัฒนาตัวเองไปถึงจุดที่สังคมชี้ว่าเป็น “คนดี” นั่นเอง แต่โนบิตะเองก็ดูเหมือนว่าจะไม่เคยเอาชนะเดคิสึงิได้ด้วยตัวเองสักครั้ง เพราะเขามักกลับมาขอของวิเศษต่างๆ ของโดราเอมอนไปใช้ สุดท้ายก็ผิดพลาดจนทำให้เดคิสึงิ ดูดีขึ้นไปอีกในสายตาของคนอื่นๆ โดยเฉพาะชิซุกะ

 

แม้ว่าเดคิสึงิ จะถูกเขียนขึ้นมาให้มีตัวตนในลักษณะของไอดอลยอดนิยมของคนทั่วไป แต่ในมุมหนึ่งกลับมีการตั้งข้อสังเกตว่าเด็กผู้ชายผู้สมบูรณ์แบบคนนี้กลับมีความลึกลับที่ยากจะหาตัวตนที่แท้จริงได้ ทั้งเรื่องของครอบครัว พ่อแม่ที่ไม่มีใครรู้ว่าเป็นใคร ชื่อที่แท้จริงของเดคิสุงิ คืออะไร เพราะชื่อของเขาถูกเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา และก็ไม่เคยได้รับการอธิบายจากผู้เขียน จนแฟนคลับต้องวิเคราะห์และเดากันเอาเองจากการจับเรื่องราวที่ถูกเขียนขึ้นมาปะติดปะต่อกัน เขาจึงได้ชื่อว่า เดคิสึงิ ฮิเดะโทะชิ (出木杉英才) อย่างเป็นทางการไปในที่สุด ทั้งนี้จะใช่หรือเปล่าก็ไม่มีใครทราบ

 

นอกจากนี้แม้เดคิสึงิจะเป็นที่นิยมของเพื่อนๆ แต่เขากลับเป็นคนที่ไม่มีเพื่อนเลย เวลาเดินกลับบ้าน หรืออยู่ที่โรงเรียน ก็มักจะเล่นคนเดียว แม้ว่าในเนื้อเรื่องจะมีการกล่าวถึง สมิธ ที่ระบุว่าเป็นเพื่อน Pen-friend ชาวต่างประเทศแต่ก็ไม่เคยมีใครรู้จักสมิธ ในขณะที่เพื่อนๆ มักจะเรียกเขาด้วย “นามสกุล” เสมอ ไม่มีใครเรียกชื่อจริงของเขา ต่างกับกลุ่มเพื่อนคนอื่นๆ ที่มักจะเรียกชื่อกันเสมอ และนั่นก็หมายถึงความไม่สนิทสนมในสังคมญี่ปุ่น แต่เป็นการเรียกแบบสุภาพกับคนที่ไม่ได้สนิทสนมอะไรนัก อาจจะตีความได้ว่า แท้จริงแล้วเดคิสึงิ ไม่มีใครคบอย่างใกล้ชิดเลย แม้แต่ชิซุกะเองก็ตาม

 

เดคิสึงิ ไม่เคยถูกไจแอนท์ แกล้งเลยทั้งที่คนอื่นๆ ถูกบังคับกลั่นแกล้งทุกคน และเขาก็ไม่เคยถูกไจแอนท์เชิญไปฟังเสียงอันแสนโหดร้ายของเขาในคอนเสิร์ตที่เพื่อนๆ ทุกคนมักจะถูกบังคับให้มาร่วมงาน และไจแอนท์มักจะได้รับการต้อนรับอย่างดีในทุกครั้งที่เชิญเดคิสุงิไปร่วมเล่นเบสบอล จากทักษะการกีฬาที่เป็นเลิศของเขา

 

ความลึกลับ ที่ไม่มีที่มาที่ไป ไม่มีตัวตน ไม่มีเพื่อน ไม่มีความรู้สึกที่ใครสามารถเข้าถึงได้ของ เดคิสึงิ จึงเปรียบเสมือน “มนุษย์ในอุดมคติที่ไม่มีอยู่จริงบนโลกนี้” แต่ถ้าหากคุณมีทั้งมุมสว่าง มุมมืด ความดี ความชั่ว การแพ้ การชนะ ฉลาด และโง่ บ้าง นั่นหมายถึงคุณคือมนุษย์ที่มีชีวิตจริงๆ บนโลกใบนี้ที่ไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบไปซะทุกเรื่องก็ได้ และอาจจะเป็นความหมายแฝงของฟูจิโอะ ฟูจิโกะ ที่ต้องการจะสื่อถึงเด็ก ๆ ด้วยการสร้าง “เดคิสึงิ ฮิเดะโทะชิ” คนนี้ขึ้นมาเป็นทั้งตัวเปรียบเทียบ และแรงบันดาลใจให้กับเด็กๆ นั่นเอง


_Cover_1.jpg

kinyupen_adminFebruary 11, 2020

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำหลักแนวคิด 7 ประการของ 3 บุคคลที่รวยที่สุดของโลก คือ วอร์เรน บัฟเฟตต์ มหาเศรษฐีนักเล่นหุ้นผู้ใจบุญ  บิลเกตส์  เจ้าพ่อไมโครซอฟท์และ เจฟฟ์ เบซอส ผู้ก่อตั้ง Amazon มาเพื่อให้เป็นเข็มทิศ สำหรับผู้ที่มีเป้าหมายในการพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นในปีนี้

 

ประการที่  1  ลงทุนกับตนเอง   : การลงทุนพัฒนาตนเองถือเป็นสิ่งที่คุ้มค่าที่สุด  ดังที่วอร์เรน บัฟเฟตต์ ลงทุนเข้าเรียนหลักสูตรการพูดของเดล คาร์เนกี จนส่งผลให้เขามีความมั่นใจในการลงทุนซื้อขายหุ้น และขอภรรยาแต่งงาน

ประการที่ 2 อ่าน : กุญแจแห่งความสำเร็จ โดยการอ่านที่ดีจะช่วยเพิ่มพูนความรู้แบบดอกเบี้ยทบต้นที่คุ้มค่าระยะยาว ที่ทั้งวอร์เรน บัฟเฟตต์ และ บิล เกตส์ให้ความสำคัญ

ประการที่ 3 อดทน : ตัวแปรแห่งความสำเร็จ ดังคำกล่าวที่ว่า ไม่ว่าคุณจะเก่ง หรือพยายามแค่ไหน แต่บางอย่างต้องใช้เวลา ก็เหมือนช่วงราคาหุ้นร่วงที่ต้องอดทน

ประการที่ 4 โฟกัส : การจดจ่อกับไอเดีย โดยตัดความฟุ้งซ่าน ความคิดที่ไม่เป็นสาระโดยเฉพาะโลกโซเชี่ยล อาจจะช่วยเปิดประตูแห่งความสำเร็จ ซึ่งบิล เกตส์ ใช้เป็นหลักปฏิบัติโดยจัดสรรเป็นช่วง “สัปดาห์แห่งการขบคิด” ซึ่งจะปิดการติดต่อสื่อสารเพื่อใช้จะโฟกัสถึงความเป็นไปได้ของไอเดีย ความคิดใหม่ ๆ และหนึ่งในความสำเร็จของหลักปฏิบัตินี้คือ โปรแกรม Internet Explorer

ประการที่ 5 ทำที่ถนัดและสนใจ : สิ่งหนึ่งที่เกตส์และบัฟเฟตต์รวมถึงบุคคลที่ประสบความสำเร็จแทบทุกคนให้ความเห็นตรงกันคือ “ทำในสิ่งที่ถนัดและสนใจ” เช่น บัฟเฟตต์ หลงใหลในตัวเลขและใช้ประโยชน์จากความสนใจและความสามารถของตัวเองไปกับการลงทุน เกตส์ในวัย 13 ปีก็ค้นพบว่าตนเองหลงรักคอมพิวเตอร์ ทั้งยังโชคดีที่มีโอกาสเรียนในโรงเรียนที่มีคอมพิวเตอร์ จากนั้นแต่ เขาจึงทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างให้กับมัน ยอมโดดเรียนในวิชาที่เคยชอบ และลาออกจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเพื่อเปิดบริษัทไมโครซอฟท์ร่วมกับเพื่อนสนิทตอนอายุ 18 ปี

ประการที่ 6 ไม่ทิ้งโอกาส : เมื่อไรที่มองเห็นว่าเป็นโอกาส ขอให้คว้าไว้เพื่อจะได้ไม่เสียใจในภายหลังว่าไม่ได้ทำ นี่คือสิ่งที่เจฟฟ์ เบซอสใช้ตอนที่ก่อตั้งแอมะซอนเพราะเห็นโอกาสของการขายหนังสือออนไลน์ แม้ว่าขณะนั้นจะมีการงานที่มั่นคงเป็นรองประธานลำดับที่ 4  ของบริษัทเงินทุนชื่อดังอย่าง D.E. Shaw & Co. เบซอสได้กล่าวว่า“เมื่อคุณอายุ 80 คุณจะเสียใจในสิ่งที่อยากทำและไม่ได้ทำ มากกว่าเสียใจในสิ่งที่ได้ทำลงไป ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องงานหรือธุรกิจเท่านั้น คุณอาจจะรักใครสักคนหนึ่ง แต่คุณไม่กล้าบอก เมื่อเวลาผ่านไป คุณอาจจะกลับมานั่งเสียใจว่าทำไมวันนั้นถึงไม่กล้าบอกไป”

ประการที่ 7  สนุกกับทุกสิ่งเหมือนวันแรก : วันแรก คือวันที่เรามีความตื่นตาตื่นใจ ตั้งใจทำสิ่งที่ดีที่สุด และสิ่งเหล่านี้จะเจือจางไปกลายเป็นความคุ้นชิน ซ้ำซาก ดังนั้นถ้าไม่อยากให้ธุรกิจอ่อนแอ ควรทำให้ทุกวันเป็นวันแรกตามที่เจฟฟ์ เบซอสได้ถ่ายทอดไว้

 

หลักแนวคิดทั้ง 7 ประการ ลองเลือกปรับใช้ให้ตรงจริต เพราะอย่างน้อยก็เป็นหนทางความสำเร็จของมหาเศรษฐีระดับโลก ทำน้อยๆ ค่อยๆ ทำ ดีสุดชีวิตก็พุ่ง แย่สุดก็ไม่ตกต่ำ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตขอเป็นกำลังใจให้ผู้ที่กำลังมุ่งสู่เส้นทางเศรษฐีทุกท่าน

 


Content_เรือไดมอนด์_Cover_3.jpg

kinyupen_adminFebruary 7, 2020

ส่องเรือสำราญสุดหรู “Diamond Princess” ล่องทะเลญี่ปุ่น

หลังพบผู้โดยสารติดเชื้อโคโรนาไวรัสแล้ว 61 คน

 

เรือ Diamond Princess เปิดตัวครั้งแรกในปี 2004 เป็นเรือสำราญสำหรับการท่องเที่ยวทางเรือไปตามเส้นทางในภูมิภาคแปซิฟิก โดยเฉพาะเส้นทางโยโกฮาม่า-สิงคโปร์ และแวะท่องเที่ยวตามเกาะชื่อดังต่างๆ เช่น ฮ่องกง ไต้หวัน โอกินาว่า เป็นต้น ถือเป็นเรือสำราญขนาดใหญ่ที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

 

ภายในเรือมีเครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ หรูหรา สำหรับคอยให้บริการนักท่องเที่ยว มีห้องพักหลากหลายรูปแบบตั้งแต่ห้องพักแบบธรรมดา ไปจนถึงห้องเพนท์เฮาส์ราคาแพง สำหรับนักท่องเที่ยวกระเป๋าหนักที่ต้องการความสะดวกสบายราวราชาในระหว่างการล่องทะเล โดย 75% ของห้องพักจะมีระเบียงส่วนตัวเพื่อให้ผู้โดยสารได้ออกมารับลมชมวิวทะเลที่เวิ้งว้างได้อย่างอิสระ

 

 

ขอบคุณภาพจาก : JamesZ_Flickr

 

สำหรับพื้นที่สาธารณะที่มีไว้ให้บริการ ก็ล้วนแล้วแต่สร้างขึ้นอย่างหรูหรา เพื่อให้ผู้โดยสารสามารถผ่อนคลายและสนุกสนานในระหว่างการล่องเรือไปตามประเทศต่างๆ เช่นดาดฟ้า Sanctuary ที่กว้างขวาง มีกิจกรรมให้เลือกสนุกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการอาบแดด ฟังเพลง หรือ นั่งจิบไวน์ชมวิว นอกจากนี้ยังมีโรงภาพยนตร์กลางแจ้งขนาด 300 ตารางฟุตไว้บริการด้วย ท่ามกลางสิ่งอื่น ๆ

 

บนเรือหรูลำนี้ยังมี เลานจ์บริการถึง 5 เลาจน์ สำหรับแขกที่เป็นผู้ใหญ่ ในขณะที่เด็กๆ ก็สามารถมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ เช่นศิลปะ งานฝีมือ หรือการทำปาร์ตี้พิซซ่า ร้องคาราโอเกะที่สโมสรเยาวชนที่เหมาะสมกับ นอกจากนี้ยังมีร้านอาหารที่เลือกรับประทานอาหารได้จากทั้งหมด 13 แห่ง ร้านอาหารพิเศษสามแห่งและร้านอาหารแบบสบาย ๆ เช่นฮอทดอกและเบอร์เกอร์อีกด้วย

 

เรือ Diamond Princess มีลูกเรือ 1,100 คนบนเรือคอยให้บริการ และได้มีการปรับปรุงใหม่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2019 โดยความโดดเด่นของเรือลำนี้ยังอยู่ที่การได้ซึมซับบรรยากาศแบบญี่ปุ่น มีการสอนบทเรียนภาษาญี่ปุ่นขั้นพื้นฐานให้กับนักท่องเที่ยวชาติอื่น และยังมีบทเรียนภาษาอังกฤษสำหรับผู้โดยสารชาวญี่ปุ่นด้วย ผู้โดยสารทุกคนจะได้สวมชุดยูกาตะ (กิโมโนสไตล์ฤดูร้อน) ด้วยความช่วยเหลือจากอาสาสมัครชาวญี่ปุ่น มีชั้นเรียนพับกระดาษ ชั้นเรียนเต้นรำเทศกาลญี่ปุ่น เรื่องเล่าที่ดำเนินการโดยนักเล่าเรื่องชาวญี่ปุ่น และกิจกรรมทางวัฒนธรรมอื่น ๆ อีกมากมาย ที่ล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมญี่ปุ่นทั้งสิ้น รวมทั้งยังมีห้องอาบน้ำแบบญี่ปุ่นดั้งเดิมโดยได้รับการยกย่องให้เป็น the world’ s largest open air Japanese bath, with both indoor and outdoor bathing areas หรือเรือที่มีอ่างออนเซ็นกลางแจ้ง และในร่มที่ใหญ่ที่สุดบนเรือสำราญ

 

สำหรับแพ็กเกจการล่องเรือหรู Diamond Princess จะขึ้นอยู่กับเส้นทาง แล้วแต่ผู้โดยสารจะเลือกท่องเที่ยวมีระยะเวลาตั้งแต่ 4 วันขึ้นไป ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ราว 20,000 บาท ในเส้นทางสั้นๆ แถบเอเชียตะวันเฉียงใต้ และราว 30,000 บาทในเส้นทางแถบประเทศญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน และฮ่องกง เป็นต้น โดยการขึ้นลงเรือแต่ละครั้งต้องมีการลงทะเบียน และสแกนบัตรผู้โดยสารทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัยสูงสุด บัตรโดยสารจะมีขนาดเหมือนบัตรเครดิต และยังใช้สำหรับจ่ายค่าบริการเสริมเช่น อาหารมื้อพิเศษ ซื้อของปลอดภาษีบนเรือ ซื้อทัวร์เสริม และอื่นๆ

 

อย่างไรก็ตามเมื่อวันที่ 4-7 กุมภาพันธ์ 2020 ที่ผ่านมา ทางการญี่ปุ่นได้ตรวจสอบพบว่ามีผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ในผู้โดยสารที่โดยสารมากับเรือ Diamond Princess จำนวนรวม 61 ราย จากผู้โดยสารและลูกเรือ 3,700 คน ทำให้ทั้งหมดถูกห้ามให้ขึ้นฝั่งเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสเป็นเวลา 14 วัน ท่ามกลางความหวาดหวั่นของชาวญี่ปุ่นว่าอาจจะมีการพบผู้ติดเชื้อสูงขึ้นเรื่อยๆ จากผู้โดยสารในเรือดังกล่าว


Content_9วัด_Cover_1-1.jpg

kinyupen_adminFebruary 7, 2020

 

วัดพระแก้ว (พระแก้วมรกต)

อานิสงส์   :  ความเป็นชัยมงคลของชีวิต

  • จัดเตรียม :    ดอกบัว ๓ ดอก , ธูป  ๕ ดอก , เทียน ๑ คู่ , พวงมาลัยดาวเรืองล้วน ๑ พวง และพานเล็กใส่มะลิ ๑ กำมือ , อาหารหวานคาว (ไข่ต้ม ปลาทู น้ำพริกปลาร้าและขนมทองหยิบ ฝอยทอง) และเงินเกินอายุ ๑ บาท เช่นอายุ ๒๕ ใส่ ๒๖ บาท

บทสวด    :    (นะโม ๓ จบ) พุทธะมะหามะณีระตะนะปะฏิมากะรัง ปูเชมิ ทุติยัมปิ พุทธะมะ หามะณีระตะนะปะฏิมากะรัง ปูเชมิ ตะติยัมปิ พุทธะมะหามะณีระตะนะปะฏิมากะรัง ปูเชมิ เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ มะหาเตโช เจวะ มะหาปัญโญ จะ มะหาโภโค จะ มะหายะโส จะ ภะวันตุ เม นิพพานัสสะ ปัจจะโย โหตุ (หรือ วาละลุกัง สังวาตังวา

 

วัดระฆัง (หลวงพ่อโต)                  

อานิสงส์    : ชื่อเสียงโด่งดัง คนนิยมชมชอบ

  • จัดเตรียม   : พวงมาลัยถวายพระประธานในโบสถ์ และ พวงมาลัย หมากพลู
    ปิดทองหลวงพ่อโตและอดีตเจ้าอาวาส ที่วิหารด้านข้าง

 บทสวด     : (ตั้งนะโม ๓ จบ) บทสวด ชินบัญชร   ชิ นะ ปัญ ชะ ระ ปะ ริต ตัง มัง รัก ขะ ตุ สัพ พะ ทา

 

 

วัดสุทัศน์       

อานิสงส์   :  กิจการงานสำเร็จปราศจากอุปสรรคและอันตราย

  • จัดเตรียม       : ดอกประทัดจีนจัดใส่กระทง หรือพาน , ดอกบัว ๓ ดอก

บทสวด        : พระศรีศายมุนี (พระประธานในวิหาร)  มะหาการุณิโก นาโถ หิตายะ สัพพะปาณินัง ปูเรตวา ปาระมี สัพพา ปัตโต สัมโพธิมุตตะมัง เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ เม ชะยะมังคะลัง ชะยันโต โพธิยา มูเล สักยานัง นันทิวัฑฒะโน เอวัง อะหัง วิชะโย โหมิ ชะยัสสุ ชะยะมังคะเล อะปะราชิตะปัลลังเก สีเส ปะฐะวิโปกขะเร อะภิเสเก สัพพะพุทธานัง อัคคัปปัตโต ปะโมทะติ สุนักขัตตัง สุมังคะลัง สุปาภาตัง สุหุฏฐิตัง สุขะโณ สุมุหุตโต จะ สุยิฏฐัง พรัหมะจาริสุ ปะทักขิณัง กายะกัมมัง วาจากัมมัง ปะทักขิณัง ปะทักขิณัง มะโนกัมมัง ปะณิธี เต ปะทักขิณา ปะทักขิณานิ กัตวานะ ละภันตัตเถ ปะทักขิเณฯ

 

 

ศาลหลักเมือง          

อานิสงส์   :  เสริมหลักความมั่นคงให้กับชีวิตเหมือนตัดเคราะห์ต่อดวงชะตา

  • จัดเตรียม       : ธูป ๓ ดอก , เทียน ๑ เล่ม , ทองคำเปลว , ดอกบัว ๒ ดอก , พวงมาลัย ๒ พวง , ผ้าแพรสามสี ๑ ชุด , มะพร้าวมีเปีย ๑ ลูก  และกล้วยน้ำหว้า ๒หวี

 บทสวด            : นะโม ๓ จบ  ศรีโรม เทพเทวานัง พระหลักมืองเทวานัง พระภูมิเทวานัง ทีปธูปจะบุปผัง สักการะวันทนัง สูปพยัญชนะ สัมปันนัง สารีนัง อุททะกัง วะรัง เตปิตุม เห อานุรักษ์ขันตุ อาโรขเยนะ สุเขนะจะ

 

 

วัดบวรนิเวศ            

อานิสงส์  :  เสริมดวงชะตาให้ชีวิตปราศจากอุปสรรคเภทภัย 

  • จัดเตรียม           :  ธูป  ๓ ดอก ดอกบัว และ พวงมาลัย

 บทสวด            : (ตั้งนะโมฯ ๓ จบ) นะโมพุทธายะ พระพุทธไตรรัตนญาณ มณีนพรัตน์ สีสะหัสสะสุธรรมา พุทโธ ธัมโม สังโฆ ยะธาพุทโมนะ พุทธะบูชา ธัมมะบูชา สังฆะบูชา อัคคีธานังวะรังคันธัง สีวลีจะมหาเถรัง อะหังวันทามิ ทูระโต อะหังวันทามิ ธาตุโย อะหังวันทามิ สัพพะโส พุทธะ   ธัมมะ สังฆะ ปูเชมิ

พระไพรีพินาศ  ณ เก๋งบนทักษิณชั้น 2 พระเจดีย์ (ตั้งนะโมฯ ๓ จบ)
นะมัสสะ พระพุทธะไพรีพินาศายะ มาราปะราชะยัง นะมามิหัง พุทธังวันทามิ ธัมมังวันทามิ สังฆังวันทามิ สัพพะโส
ขอให้ข้าพเจ้าจงประสพแต่ความสุข ความเจริญ ด้วยบารมีของพระพุทธไพรีพินาศเทอญ

 

 

วัดชนะสงคราม       

อานิสงส์   : มีชัยชนะต่ออุปสรรคทั้งปวง

 

  • จัดเตรียม     :  พระประธาน. ธูป ๓ ดอก เทียน ๑ เล่ม ดอกบัว ๑ ดอก
    สมเด็จกรมพระราชวังบวรฯ ธูป ๕ ดอก เทียน ๑ เล่ม ดอกบัว ๑ ดอก และหมากพลู

 บทสวด       :  พระประธาน. พระนรสีห์ หรือหลวงพ่อปู่   (ตั้งนะโมฯ ๓ จบ)  อะระหัง พุทโธ. สุคะโต
นะโมพุทธายะ ปัญจะพุทธา นะมามิหัง
ส่วนบทสวดบูชากรมพระราชวังบวร   ให้เพิ่ม คำว่า. มะหาสุระ สีหะนาทัง นะมามิ

 

 

วัดโพธิ์         

อานิสงส์    :  ปัดเป่าเคราะห์ และ ผู้ที่โดนราหูเสวยอายุหรือแทรกในชะตา
                      และผู้อายุย่างเข้าเลข ๓ ที่ประสงค์ขอพรเรื่องความรัก

  • จัดเตรียม    :  ธูป ๘ ดอก เทียน ๘ เล่ม บัว ๘ ดอก และเงิน ๘ บาท

บทสวด       : นะโม ๓ จบ  ยัสสานุภาวะโต ยักขา เนวะ ทัสเสนติ ภิงสะนัง ยัมหิ เจวานุยุญชันโต รัตตินทิวะ มะตัน ทิโต สุขัง สุปะติ สุตโต จะ ปาปัง กิญจิ นะ ปัสสะติ เอวะมาทิคุณูเปตัง ปะ ริตตันตัมภะณามะเหฯ ๘ จบ

 

 

วัดอรุณราชวราราม               

อานิสงส์   :  ชีวิตรุ่งโรจน์ทุกคืนวัน

  • จัดเตรียม    :  ธูป ๓  ดอก เทียน ๒ เล่ม ดอกบัว และพวงมาลัย (ถวายพระเจ้าตาก)

 บทสวด     : สวด อิติปิโส ๑๐๘ จบ เพื่อบูชาพระบรมสารีริกธาตุ ณ พระปรางค์ พร้อมเวียนเทียน ๓ รอบ
และกราบพระเจ้าตากสิน ณ วิหารน้อย

 

 

วัดกัลยาณมิตร

อานิสงส์  : เดินทางปลอดภัย ได้ลาภตลอดปี พบเจอแต่มิตรที่ดี ชีวิตรุ่งเรือง

  • จัดเตรียม    : พวงมาลัย และถวายผ้าห่มพระ

 บทสวด     : (ตั้ง นะโมฯ ๓ จบ) โยโส มังคะละสัมพุท โธ ติระตะนะนายะ เกาว์หะโย กัลยาณะมิตตะอาราเม
วิหาเร สุปะติฏฐิโต ตะติเยนะ มะหารัญญา จักกิวังสัสสะ การิโต ตัง โข มังคะละสัมพุทธัง นะมามิ สิระสา
อะหัง นะมะการานุภาเวนะ นะมะการัสสะ เตชะสา สะมิทธิ เม จะ สัพพัตถะ สะมิทธิ เม จะ สัพโส สะมิทธิ
เม จะ สัพพัตสุ สะมิทธิ เม จะ สัพพะทา

 

 

วัดสระเกศ            

อานิสงส์   :  เสริมสร้างความคิดอันเป็นสิริมงคล

  • จัดเตรียม    : ดอกบัว. ธูป ๙ ดอก   เทียนสีผึ้งแท้หนัก1บาท ๑ คู่. ทองคำเปลว 9แผ่น ผ้าถวายองค์พระบรมสารีริกธาตุ
    สีประจำวันเกิด 1ผืน  ปัจจัยเกินอายุผู้  บูชา

 บทสวด     : คำบูชาพระบรมสารีริกธาตุ
(นะโมฯ ๓ จบ) อิ ติปิ โส ภะคะวา , นะมามิหัง ตัง ภะคะวันตัง , ปะระมะสารีริกธาตุยา สัทธิง ,
อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ , วิชชาจะระณะสัมปันโน , สุคะโต , โลกะวิทู , อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ ,
สัตถา เทวะมะนุสสานัง , พุทโธ , ภะคะวาติ.

 

ขอบคุณรูปภาพจาก : wikimedia.org และ pxhere.com


Taxi_Wuhan_แท็กซี่จิอาสาอู๋ฮั่น.jpg

kinyupen_adminFebruary 6, 2020

เรื่องดีๆ ยังมีที่อู่ฮั่น หลังการระบาดของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ลามทั่วจีน เมื่อกลุ่มแท็กซี่ขอทำดีเพื่อบ้านเกิด โดยการ “อาสารับส่งผู้ติดเชื้อฟรี”

ในสถานการณ์ที่ทำให้โลกกำลังรู้สึกวิตกในข่าวร้าย ๆ จากการระบาดจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ในเมืองอู่ฮั่นประเทศจีน อาจจะทำให้หลายคนรู้สึกหดหู่ กับเหตุการณ์ที่ชาวจีนต้องเผชิญอยู่ในขณะนี้  แต่ท่ามกลางข่าวร้ายๆ ก็ดูเหมือนจะมีเรื่องดีๆ ให้ผู้คนได้รู้สึกซาบซึ้งใจขึ้นมาบ้าง เมื่อสื่อนิวยอร์กไทม์ นำเสนอเรื่องราวของน้ำใจของแท็กซี่กลุ่มหนึ่งในเมืองอู่ฮั่น ที่ออกมาอาสาทำประโยชน์เพื่อเพื่อนร่วมประเทศ ในระหว่างที่กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากในขณะนี้

ผู้สื่อข่าวของนิวยอร์กไทม์ ได้พบกับ “จาง เล่ย” คนขับแท็กซี่ชาวอู่ฮั่น วัย 32 ปี ที่ก่อนหน้านี้เขาเป็นเพียงคนขับรถคนหนึ่งที่ทำงานหาเลี้ยงชีพจากการรับจ้างขับรถแท็กซี่ในเมืองที่มีประชากร กว่า 11 ล้านคนแห่งนี้ แต่ทันทีที่เกิดโรคระบาด รัฐบาลท้องถิ่นประกาศปิดเมืองกะทันหัน ผู้คนจำนวนมากถูกสั่งห้ามให้ออกมานอกบ้านอย่างไม่จำเป็น ทำให้บนท้องถนนแทบจะไม่มียานพาหนะสัญจรไปมา ปัญหาการขนส่งจึงกลายเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งต่อความเป็นอยู่ของชาวอู่ฮั่นกลุ่มหนึ่งที่ไม่มียานพาหนะเป็นของตัวเอง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยผู้สูงอายุ และคนจน ที่ถูกกักบริเวณเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด

 

จางเป็นหนึ่งในอาสาสมัครจำนวนกว่าพันคนที่ออกมาช่วยเหลือผู้คนในช่วงที่เมืองมีอุปสรรคด้านการรับส่งผู้ป่วย ที่อยู่ในช่วงการติดตามอาการ โดยส่วนใหญ่เป็นคนยากจน ผู้สูงอายุที่ไม่มีลูกหรือครอบครัว ที่ถูกกักพื้นที่อยู่ในเมืองจากการป้องกันการแพร่ระบาด บางส่วนไม่สามารถออกไปโรงพยาบาลได้  หรือไม่สามารถออกมาอาหารได้ด้วยตัวเอง ซึ่งจางบอกว่ามันเป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจที่จะไม่มีใครช่วยเหลือคนกลุ่มนี้ และการทำหน้าที่นี้ถือเป็นการช่วยเหลือที่เขาเต็มใจเพราะทุกคนต่างอยู่ในภาวะยากลำบากเช่นกัน

 

ในการทำงานจาง จะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในพื้นที่ที่เกิดการโรคระบาด หรือมีผู้ป่วยที่มีอาการหนัก โดยในส่วนนั้นรถพยาบาลจะเป็นผู้ดำเนินการเอง แต่เขาสามารถรับส่งผู้โดยสารได้ในพื้นที่ควบคุมอื่นๆ โดยการรับส่งผู้โดยสารครั้งนี้เขาจะไม่ได้รับเงิน แต่เป็นการให้บริการในการทำงานขับแท็กซี่จางจะต้องสวมชุดป้องกันเต็มรูปแบบเพื่อป้องกันการระบาดด้วย และการให้บริการครั้งนี้เขาจะต้องจ่ายค่าน้ำมันเอง เช่นเดียวกับอาสาสมัครคนอื่นๆ

 

ขอบคุณภาพจาก : Amy Qin_The New York Times

 

เมื่อถูกถามว่าทำไมเขาจึงออกมาเป็นอาสาสมัคร  จาง บอกว่า เหตุผลแรกเลยคือรู้สึกเบื่อที่จะต้องอยู่เฉยๆ ที่บ้านเหตุผลที่สองคือต้องการที่จะช่วยเหลือเพื่อนชาวจีนด้วยกัน และอยากทำประโยชน์ให้กับสังคม หลังจากที่ได้รับทราบข่าวว่า มีผู้สูงอายุหลายคนประสบปัญหายากลำบากต่อการเดินทาง มีข่าวว่าบางคนต้องใช้เวลาเดินถึงสองชั่วโมงเพื่อไปโรงพยาบาล การมีรถรับส่งอยู่ในพื้นที่จึงช่วยให้ผู้ป่วยเหล่านี้มีความสะดวกสบายขึ้นบ้าง

 

จาง เล่ย อาศัยอยู่กับพ่อแม่ภรรยาและลูกสองคนอายุ 3 และ 7 ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งนอกเมืองอู่ฮั่น และหมู่บ้านได้ส่งคำเตือนมาว่าเขายังไม่ควรกลับไปที่หมู่บ้านในขณะนี้ เนื่องจากเข้ามาทำงานและอาศัยอยู่ใกล้กับตลาดอาหารทะเล ที่ถูกคาดว่าเป็นต้นตอของการระบาดของไวรัสในครั้งนี้

 

“ ตอนนี้ผมคงเป็นสิ่งที่อันตรายที่สุดสำหรับพวกเขา” จางบอกด้วยความรู้สึกที่ปนเศร้าเล็กน้อย แต่การได้ออกมาทำงานช่วยเหลือคนอื่นก็ทำให้เขาลืมเรื่องเศร้าๆ แบบนั้นลงได้

 

หลังทำงานอาสาสมัครขับแท็กซี่ในแต่ละวัน จางและเพื่อนอาสาสมัครขับรถคนอื่นๆ จะกลับไปอาบน้ำทำความสะอาดร่างกายที่บ้าน รวมทั้งฆ่าเชื้ออุปกรณ์ป้องกันต่างๆ รวมถึงรถยนต์ ผู้ขับขี่อาสาสมัครหลายคนบอกว่าพวกเขามีชุดป้องกันเพียงชุดเดียวและถุงมือสองสามคู่เท่านั้น

 

ขอบคุณภาพจาก : Amy Qin_The New York Times

“ถึงแม้เราจะเห็นข่าวว่ามีการบริจาคสิ่งของต่างๆ มากมาย แต่พวกเราก็ยังไม่เห็นอะไรเลย ตอนนี้สิ่งที่เราได้รับคือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในทุกวัน แต่นั่นมันก็ยังดีที่อย่างน้อยเราก็มีอะไรกิน”

 

ถึงเวลานี้ ไม่มีใครคาดได้ว่าการระบาดของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่นี้จะจบสิ้นลงเมื่อได้ แต่สำหรับคนอู่ฮั่น ที่กำลังต้องอยู่ในสถานการณ์ลำบากนี้ สิ่งที่ทุกคนทำได้คือการให้กำลังใจกันและกัน และช่วยเหลือกันเท่าที่จะช่วยได้  เรื่องราวของจางจึงเป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง ที่แสดงให้เห็นถึงน้ำใจที่จะส่งถึงกันได้ ท่ามกลางกำลังใจจากทั่วโลกที่ส่งไปถึงเพื่อให้พวกเขาสามารถผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปได้ในที่สุด


Content_ขนมจีนน้ำยาไก่_Cover_1.jpg

kinyupen_adminFebruary 5, 2020

เมนูเส้นทำง่าย ประหยัดและอร่อย แถมยังสามารถรับประทานได้ถึง 10 ท่าน ในต้นทุนไม่ถึง 200 บาท กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอแนะนำ “ขนมจีนน้ำยาไก่” เมนูหม้อใหญ่ในราคาน่ารัก

 

วัตถุดิบหาง่าย

  1. เนื้ออกไก่ 7 ขีด
  2. มะพร้าวขูด                 ครึ่งกิโลกรัม
  3. น้ำพริกเครื่องแกง (สำเร็จ) 1 ขีด หรือ 2 ช้อนโต๊ะ
  4. กระชาย 5 ราก
  5. น้ำตาลปี๊บ ครึ่งช้อนโต๊ะ
  6. น้ำพริกเผา ครึ่งช้อนโต๊ะ
  7. ไข่ไก่ 6 ฟอง
  8. เกลือ 1 ช้อนชา
  9. ผักแนม เช่น ถั่วฟักยาว, ถั่วงอก, กระหล่ำปลีหั่นฝอย, ถั่วพลู, ใบแมงลัก

ขั้นตอนการทำ

  1. คั้นกะทิ โดยแยกน้ำกะทิเป็นหัวกะทิและหางกะทิ
  2. ใส่เกลือ 1 ช้อนชาลงในหางกะทิ เพื่อเพิ่มรสเค็มแทนการใส่น้ำปลา และนำชิ้นอกไก่ที่เตรียมไว้ลงไปต้มจนกระทั่งเนื้อไก่สุกเป็นสีขาวจึงตักขึ้นมาพัก และเก็บส่วนหางกะทิไว้
  3. นำส้อมขูดเนื้ออกไก่ให้เป็นเส้นๆ พอดีคำ หลังจากนั้นนำเนื้อไก่ที่ขูดแล้วไปใส่กับหางกะทิและต้มต่ออีกรอบ
  4. เติมน้ำพริกเครื่องแกง 2 ช้อนโต๊ะลงไปขนกับหางกะทิ
  5. นำรากกระชายมาตำ ใส่น้ำเล็กน้อยและนำมาคั้นเอาแต่น้ำ ใส่ลงไปในหางกะทิสัก 3 ช้อนโต๊ะ หรือแค่พอมีกลิ่น เพราะ น้ำยาไก่ ไม่เหมือนน้ำยาปลาที่มีกลิ่นคาว
  6. เคี่ยวส่วนผสมทั้งหมดจนเดือดสักพัก ค่อยชิมรส หากขาดรสหวานแนะให้เติมน้ำตาลปี๊บสัก ครึ่งช้อนโต๊ะ
  7. แล้วจึงใส่หัวกะทิตามไปเคี่ยวต่อ แต่ไม่ควรนานเพราะจะแตกมันไม่น่ารับประทาน

เคล็ดลับ : สามารถใส่น้ำมันพริกเผาสักครึ่งช้อนโต๊ะในตอนท้ายเพื่อให้หน้าแกงมีสีสันสวยงามน่ารับประทาน

 

ไข่ต้ม ต้มยังไงให้อร่อย

ใส่ไข่ลงไปในขณะที่น้ำยังไม่เดือด ใส่เกลือลงไป 1 ช้อนชา จะช่วยให้ร่อนเปลือกออกได้ง่ายขึ้น หากต้องการสุกยางมะตูม ควรต้มทิ้งไว้สัก 7 นาที แต่ถ้าชอบแบบสุกพอดี 10 นาที โดยใช้ไฟปานกลาง ระหว่างต้มคอยใช้ทัพพีคนไข่จะทำให้ไข่แดงอยู่ตรงกลาง


_2020_โคโรนา_Cover_1.png

kinyupen_adminFebruary 4, 2020

ญี่ปุ่นกับวิบากกรรมเจ้าภาพโอลิมปิก…นับถอยหลัง 56 ปีที่รอคอย

ปี 1942 ถอนตัวเหตุถูกคว่ำบาตรเพราะรุกรานจีน – ปี 2020 ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ระบาดในจีน

 

วันที่ 24 กรกฎาคม ที่จะถึงนี้การแข่งขันโอลิมปิก 2020 จะเริ่มต้นขึ้น ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ที่นับเป็นความหวังของรัฐบาลญี่ปุ่นที่ต้องการให้การแข่งขันกีฬาระดับโลกครั้งนี้จะดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมหาศาลเข้ามาท่องเที่ยวในญี่ปุ่น อันจะเป็นที่มาของรายได้จากการท่องเที่ยวที่จะมาช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจของญี่ปุ่นที่กำลังตกต่ำอยู่ในขณะนี้

 

ญี่ปุ่นนับเป็นประเทศที่ได้รับการบันทึกในประวัติศาสตร์โลกว่าเป็นประเทศแรกในเอเชีย ที่ได้รับคัดเลือกจากสภาโอลิมปิกสากลให้เป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ตั้งแต่ยุคแห่งการสร้างความยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิญี่ปุ่น โดยได้ขอเป็นเจ้าภาพจัดกีฬาโอลิมปิกเมื่อปี 1936 และสภาโอลิมปิกสากล (IOC) ก็ได้เลือกให้ญี่ปุ่นได้เป็นเจ้าภาพในอีก 4 ปีต่อมา รวมทั้งไอโอซียังมีมติเลือกเมืองซัปโปโร เป็นสถานที่จัดโอลิมปิกฤดูหนาว อีกด้วย ทำให้ญี่ปุ่นถูกบันทึกในประวัติศาสตร์โลกว่าเป็นชาติแรกของเอเชีย และครั้งแรกของโลก ที่มีการจัดโอลิมปิกทั้งสองฤดูในปีเดียวกัน

 

 

แต่การขอเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาที่ใหญ่ที่สุดของโลกครั้งนั้น ไม่ได้ราบรื่นอย่างที่ฝัน เพราะในระยะเวลานั้นญี่ปุ่นอยู่ระหว่างการทำสงครามไล่ล่าอาณานิคมไปทั่วและยังโดนคว่ำบาตรจากสหราชอาณาจักรจากกรณีรุกรานจีน สร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้ชาวจีน กลายเป็นประวัติศาสตร์ที่ยังตอกย้ำความสัมพันธ์ที่ไม่ราบรื่นนักระหว่างชาวจีนกับญี่ปุ่นตลอดมา ทำให้ญี่ปุ่นจำต้องขอถอนตัวออกจากการเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกในปี 1938 จนฟินแลนด์ต้องรับหน้าที่จัดการแข่งขันแทนที่เมืองหลวงเฮลซิงกิในอีก 2 ปีต่อมา

 

แต่หลังจากนั้นไม่นานความขัดแย้งของโลกทำให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 การแข่งขันโอลิมปิกจึงถูกเลื่อนออกไปอีกหลายปีโดยปริยาย

หลังการพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นตกอยู่ในภาวะข้าวยากหมากแพง และต้องฟื้นฟูประเทศอย่างหนัก แต่ก็ใช้เวลาไม่นานนักญี่ปุ่นก็สามารถเติบโตกลายเป็นประเทศเศรษฐกิจใหม่อย่างรวดเร็วภายใต้การช่วยเหลือของอเมริกา

 

ภายหลังการเป็นอิสระจากอเมริกาในปี 1951 รัฐบาลเมืองโตเกียวไม่รอช้าที่จะขอเป็นเจ้าภาพจัดโอลิมปิกในการแข่งขันปี 1960 อีกครั้ง หลังจากที่เคยผิดหวังกับการเป็นเจ้าภาพในปี 1942มาแล้ว แต่ท้ายที่สุดโตเกียวก็ไม่ได้เป็นเจ้าภาพโอลิมปิกอีก ด้วยเหตุผลเรื่องความไม่พร้อมต่างๆ ของชาวญี่ปุ่นที่เพิ่งผ่านความบอบช้ำจากสงครามโลกมาหมาดๆ ทำให้การขอเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกถูกพับไปอีก

 

แม้จะพลาดหวังครั้งแล้วครั้งเล่า ญี่ปุ่นก็คือญี่ปุ่น พวกเขาไม่ย่อท้อที่จะขอเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกอีกครั้งในปี 1964 จากความพยายามในครั้งที่ 3 นี้ ญี่ปุ่นก็สามารถเอาชนะเมืองดีทรอยต์ ของอเมริกา คว้าเจ้าภาพจัดโอลิมปิกกลายเป็นชาติแรกในประวัติศาสตร์ของเอเชียมาจนได้

 

 

หลังคว้าชัยการเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกในปี 1964 รัฐบาลญี่ปุ่นทุ่มงบประมาณจำนวนมหาศาลในการสร้างระบบโครงสร้างให้ทันสมัย ทั้งการคมนาคมขนส่งต่างๆ ไม่ว่าจะ เป็นการสร้างสนามบินฮาเนดะให้ทันสมัยมากขึ้น การสร้างรถไฟฟ้าและรถไฟใต้ดิน สร้างทางหลวงยกระดับ พร้อมรณรงค์จิตสำนึกชาวญี่ปุ่นเรื่องความสะอาด ทำให้โตเกียวที่เป็นเคยเป็นเมืองแออัด ยุ่งเหยิง และเต็มไปด้วยขยะ กลายเป็นอันแสนสะอาดจนได้รับเสียงชื่นชมไปทั่วโลกจนถึงปัจจุบัน

 

โอลิมปิก 1964 กลายเป็นการสร้างประวัติศาสตร์ใหม่พลิกโฉมญี่ปุ่นจากสู่ความทันสมัยมากมาย และถือเป็นความสำเร็จหลังจากที่ต้องพลาดหวังครั้งแล้วครั้งเล่า การได้มาซึ่งสิทธิ์ในการเป็นเจ้าภาพจัดแข่งขันโอลิมปิกครั้งนั้นถือเป็นประวัติศาสตร์ของชาวญี่ปุ่นที่ถูกบันทึกไว้ว่าได้สร้างทั้งชื่อเสียง รายได้ และความก้าวหน้าของญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก

 

ผ่านมากกว่า56 ปี ญี่ปุ่นก็กำลังจะได้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันโอลิมปิกอีกครั้งในปี 2020 นี้ แม้ว่าประชาชนชาวญี่ปุ่นส่วนหนึ่งจะไม่เห็นด้วยกับการทุ่มงบประมาณของรัฐบาลลงไปในการเป็นเจ้าภาพในครั้งนี้แทนการนำมาใช้ในการพัฒนาสนับสนุนเศรษฐกิจด้านอื่น แต่รัฐบาลญี่ปุ่นก็ยังคาดหวังว่า การเป็นเจ้าภาพของพวกเขาจะกลับมาพลิกโฉมช่วยให้ญี่ปุ่นกลับมายืนหนึ่งในตำแหน่งประเทศทรงอิทธิพลทางเศรษฐกิจอีกครั้ง หลังจากต้องเผชิญปัญหามากมาย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านเศรษฐกิจที่สั่นคลอนความเป็นประเทศร่ำรวยที่สุดในโลก ที่เป็นผลมาทั้งจากปัญหาภัยพิบัติต่างๆ รวมไปถึงปัญหาสังคมของกลุ่มประชากรที่รัฐบาลต้องใช้งบประมาณไปดูแลกลุ่มประชากรสูงอายุที่เพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว ปัญหาขาดแคลนคนวัยแรงงานเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ

 

แต่เมื่อถึงวันนี้เหลือเพียงอีกไม่ถึง 6 เดือนกีฬาโอลิมปิกโตเกียว 2020 ก็จะเริ่มขึ้นแล้วแต่ดูเหมือนว่าญี่ปุ่นกลับต้องเผชิญกับปัญหาโรคไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ระบาดอย่างหนักในจีนที่กำลังส่งผลกระทบไปทั่วโลก จากการระงับ และกีดกันการข้ามพรมแดนของประเทศต่างๆ ทั่วโลก ที่หากการแพร่ระบาดยาวนานอาจจะส่งผลกระทบต่อการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกโตเกียว 2020 ที่ชาวญี่ปุ่นรอคอยมาถึง 56 ปี

 

ล่าสุดรัฐบาลญี่ปุ่นโดยนายชินโซะ อาเบะ นายกรัฐมนตรีได้ออกมาประกาศว่า ญี่ปุ่นจะยังไม่ประกาศเลื่อนหรือยกเลิกการจัดการแข่งขันโอลิมปิก 2020 ออกไป ทุกอย่างยังคงอยู่ในกำหนดการเดิม แต่จะมีการติดตามทำงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งองค์การอนามัยโลก และคณะกรรมการโอลิมปิกสากล อย่างใกล้ชิดเพื่อพิจารณาการดำเนินการอย่างเหมาะสมต่อไป

ขอขอบคุณภาพจาก :  olympic.org