WHOยังไม่ประกาศ_COVID19_Cover_1.jpg

kinyupen_adminFebruary 25, 2020

เมื่อวันที่ 24 ก.พ. ที่กรุงเจนิวา นายทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก หรือ ฮู (WHO) แถลงสถานการณ์ของโรค COVID19 ตามเวลาท้องถิ่น ขอให้ทุกประเทศทั่วโลกตระหนักถึงการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 เพราะมีความเป็นไปได้ว่าอาจจะเกิดการแพร่ระบาด ดังนั้นทุกประเทศทั่วโลกควรเตรียมพร้อมสำหรับการรับมือไว้ล่วงหน้าเพื่อสกัดการแพร่ระบาดดังกล่าว

 

อย่างไรก็ตามตอนนี้องค์การอนามัยโลกยังไม่ได้ประกาศว่าโรค COVID19 เป็นโรคระบาดที่ในวงกว้างที่เรียกว่า การระบาดแบบ แพนเดมิก (Pandemic) แม้ว่าจะมีการระบาดเกิดขึ้นในหลายประเทศในโลก โดยระบุว่าขณะนี้ข้อมูลอาจจะยังไม่ตรงกับข้อเท็จจริงและอาจทำให้เกิดความกลัวมากเกินไป อย่างไรก็ตามองค์การอนามัยโลกยังคงเฝ้าระวังการแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่อง โดยสิ่งที่ประเทศต่าง ๆ จะต้องเตรียมรับมือ คือการประเมินความเสี่ยงในประเทศของตัวเองโดยให้ความสำคัญใน 3 ประเด็นคือ การปกป้องบุคลากรทางการแพทย์ การปกป้องผู้คนที่มีความเสี่ยงสูงสุด และการเฝ้าระวังในประเทศที่มีระบบสุขภาพที่อ่อนแอ

 

ปัจจุบันจำนวนผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ยังอยู่ในจีนศูนย์กลางการระบาดของไวรัสซึ่งมีผู้ติดเชื้อแล้วกว่า 77,000 คน และเสียชีวิตแล้วเกือบ 2,600 คน แต่จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่กำลังลดลงต่อเนื่องในจีน ขณะที่ผู้ติดเชื้อไวรัสนี้มากกว่า 1,200 คนในอีกกว่า 30 ประเทศ และมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 20 คน นอกจีนแผ่นดินใหญ่ โดยอิตาลีเฉพาะในอิตาลี และ อิหร่านที่มีรายงานผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น

 

สำหรับสถานการณ์ในประเทศไทยขณะนี้ กระทรวงสาธารณสุขมีผู้ป่วยยืนยันที่รักษาหายแล้ว 22 ราย ยังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 15 ราย รวมยอดผู้ป่วยสะสม 37 ราย พร้อมกันนี้ได้มีการเตรียมวิจัยยาสมุนไพรฟ้าทลายโจรในการต้านเชื้อไวรัสด้วย ทั้งยังมี คำแนะนำสำหรับประชาชนในการป้องกันตัวเองจากโรค COVID19 ดังนี้

  • ประชาชนที่มีประวัติเดินทางไปในพื้นที่เสี่ยงหรือพื้นที่ที่มีการรายงานพบผู้ป่วย หลังเดินทางกลับประเทศไทยภายใน 14 วัน ถ้ามีอาการไข้ เจ็บคอ มีอาการระบบทางเดินหายใจ เช่น น้ำมูกไอ เสมหะ หายใจเร็ว หอบให้สวมหน้ากากอนามัย ล้างมือ และรีบไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลใกล้บ้านหรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทันที พร้อมทั้งแจ้งประวัติการเดินทาง เนื่องจากมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนปอดบวม และมีอาการรุนแรง ถึงขั้นเสียชีวิตได้
  • ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวให้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปต่างประเทศที่มีการระบาดและหากจำเป็นต้องเดินทางไปยังประเทศที่มีการระบาด ขอให้หลีกเลี่ยงการคลุกคลีกับผู้ป่วย หลีกเลี่ยงไปท่องเที่ยวตลาดค้าสัตว์มีชีวิต การสัมผัสหรืออยู่ใกล้ชิดกับสัตว์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัตว์ที่ป่วย หรือตาย
  • ประชาชนทั่วไป ขอให้ดูแลสุขภาพ โดยเฉพาะในช่วงที่อากาศแปรปรวน ใช้มาตรการกินร้อนช้อนกลางล้างมือและสวมหน้ากากป้องกันโรคเวลาไอ จาม หลีกเลี่ยงอยู่ใกล้ชิดกับผู้ที่มีอาการโรคระบบทางเดินหายใจ
  • ขอให้ประชาชนเลี่ยง เลื่อน การเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการระบาดของโรค หากเลี่ยงไม่ได้ขอให้ปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข คือ หลีกเลี่ยงการไปในสถานที่ที่มีคนหนาแน่น สวมหน้ากากอนามัย หมั่นล้างมือ และเมื่อกลับมาจากประเทศเสี่ยงให้แยกตัวเองออกจากสมาชิกในครอบครัว สังเกตอาการตัวเอง 14 วันหากมีไข้ ไอ จาม ให้พบแพทย์ทันที

ขอบคุณภาพจาก Twitter : World Health Organization (WHO)


-พี่น้องเจอกัน-50ปี_Cover_1.jpg

kinyupen_adminFebruary 24, 2020

สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นรายงานข่าวน่าประทับใจเมื่อคุณยายสองพี่น้องชาวกัมพูชาวัย 101 และ 98 ปี ซึ่งเคยพลัดพรากจากกันเกือบ 50  ปี  แล้วจากเหตุการณ์สังหารในสมัยเขมรแดงได้กลับมาเจอกันอีกครั้งหนึ่ง หลังจากน้องสาวเชื่อว่าครอบครัวถูกฆ่าตายหมด จึงไปเก็บขยะเลี้ยงชีพในเมืองหลวงพนมเปญแต่ยังมีน้ำใจช่วยเหลือเด็กยากจน กระทั่งเอ็นจีโอด้านเด็กทราบข่าวช่วยติดตามหาพี่น้องที่หลงเหลืออยู่จนเจอ น่าเศร้าญาติพี่น้อง 13 คนตายหมด ยายทั้งสองต้องเสียสามีเหมือนกันใช้ชีวิตเป็นหม้ายจนถึงปัจจุบัน

 

ภาพของยายบุน เซน หญิงชราวัย 98 ปี กำลังโอบกอดพี่สาวอายุ 101 ปีที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งกำปงจาม ด้วยความดีใจหลังจากไม่ได้พบกันเป็นเวลา 47 ปี  กลายเป็นภาพที่ถูกแชร์ออกไปในสังคมออนไลน์ของกัมพูชาหลังตกเป็นข่าวในสื่อ ระหว่างที่ทั้ง 2 ได้มาพบกันอีกครั้งจากการช่วยเหลือขององค์กรการกุศลหนึ่งในประเทศกัมพูชา

 

จากข้อมูลระบุว่าทั้งคู่พลัดพรากและไม่มีโอกาสได้เจอกันตั้งแต่ปี 2516 ซึ่งตอนนั้นยายบุน เซนต้องหนีออกจากหมู่บ้านไปในช่วงสงครามกลางเมืองระหว่างสาธารณรัฐกัมพูชาที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯและ เขมรแดงที่ได้รับการหนุนหลังจากจีน โดยในช่วงที่ต้องออกจากหมู่บ้านไปสามีของยายบุน เซนก็ถูกเขมรแดงฆ่าตายและเธอเองก็ไม่เคยกลับมาที่หมู่บ้านนี้อีกเลยเพราะเชื่อว่าญาติๆ ของเธอคงจะถูกเขมรแดงสังหารเสียชีวิตหมดแล้วเช่นกัน

 

หลังสามีเสียชีวิตยายบุน เซนต้องออกไปใช้ชีวิตลำพังอยู่ในชาญกรุงพนมเปญ เมืองหลวงของกัมพูชาโดยยึดอาชีพเก็บขยะขายเพื่อเลี้ยงชีพและลูกๆ ของเธอ

ด้านยายบุน เจีย พี่สาวอายุ 101 ปีของยายบุน เซน ซึ่งเห็นสามีถูกเขมรแดงฆ่าตายไปต่อหน้าต่อตาจนทำให้กลายเป็นหม้ายต้องเลี้ยงลูก 12 คนมาตามลำพังยังคงใช้ชีวิตในกำปงจามต่อไปโดยไม่คิดว่าน้องสาวจะยังมีชีวิตอยู่

ยายบุน เจียผู้เป็นพี่บอกกับนักข่าวว่า “ฉันมีญาติพี่น้อง 13 คนถูกฆ่าตายหมด และฉันก็คิดว่าบุญเซนก็ถูกฆ่าตายเหมือนกันเพราะมันนานมากแล้วที่ไม่มีข่าวคราวและเจอกันเลย พวกญาติๆ เคยพูดถึงบุญเซนแต่ฉันก็ไม่คิดว่าจะได้มาเจอกันอีกครั้งหนึ่ง”

 

การกลับมาพบกันของทั้งคู่ในวันนี้เกิดจากการทำงานของกองทุนเด็กกัมพูชาซึ่งเป็นองค์กรการกุศลที่ทำงานเพื่อให้การศึกษาแก่เด็กที่ยากจน และครอบครัวที่ต้องการความช่วยเหลือเนื่องจากเป็นประชาชนที่ยากจนที่สุดของประเทศ และครอบครัวของยายบุญเซนก็เป็นหนึ่งในนั้น กระทั้งต่อมาเมื่อเจ้าหน้าที่ทราบว่ายายบุน เซน ต้องสูญเสียครอบครัวและไม่เคยทราบข้อมูลของญาติพี่น้องอีกเลย ก็ได้มีความพยามสืบค้นหาข้อมูลครอบครัวของยายบุญเซนและทราบว่าพี่น้องของเธอยังมีส่วนหนึ่งที่ยังมีชีวิตอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งในกำปงจาม กระทั่งสามารถนำทั้งคู่ได้กลับมาพบกันอีกครั้งหลัง และยายบุน เซน ยังมีโอกาสได้จับมือกับน้องชายวัย 92 ปีของเธอด้วย

 

“การได้กอดพี่สาวมีความหมายมาก น้องชายก็ได้จับมือฉันเป็นครั้งแรกมันทำให้ฉันร้องไห้ออกมา” ยายบุน เซนกล่าวถึงความรู้สึก โดยหลังการพบกัน ทั้งคู่ยังมีโอกาสได้ใช้เวลาร่วมกันและยังได้เดินทางไปเยี่ยมกรุงพนมเปญ เมืองหลวงของกัมพูชาด้วยกันอีกด้วย

 

ในระหว่างปี พ.ศ.2518-2522 กลุ่มเขมรแดงสังหารผู้คนมากถึงสองล้านคนในช่วงสี่ปีที่พวกเขาปกครองกัมพูชา ทำให้ชาวกัมพูชาต้องสูญเสียคนที่รักในครอบครัว และต้องพลัดพรากจะบ้านเกิดเมืองนอนไปจำนวนมาก ในปี พ.ศ.2561 นายพอล พต ผู้นำเขมรแดงเสียชีวิตด้วยอาการหัวใจวายขณะถูกกักบริเวณในบ้านในปีมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2541 นอกจากนี้ยัง มีผู้นำเขมรแดงอีกสองคนถูกตัดสินว่ามีความผิดในการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตด้วย

 

ขอขอบคุณภาพจาก : CCF


_Cover_1.jpg

kinyupen_adminFebruary 24, 2020

หลังการออกมาเผยข้อมูลการติดเชื้อ COVID19  ของประเทศเกาหลีใต้ที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด โดยเชื่อว่าการแพร่ระบาดอย่างกว้างขวางน่าจะเกิดจากหญิงชาวเกาหลีใต้วัย 61  ผู้ป่วยหมายเลข 31 ที่ปฎิเสธการเข้ารับรักษาและกักกันโรค และกลับไปใช้ชีวิตเหมือนเดิม มีการเดินทางไปตามสถานที่ต่างๆ โดยเฉพาะการเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาในโบสถ์แห่งหนึ่งที่มีผู้คนจำนวนมากในเมืองแดกูที่อาศัยอยู่จนนำไปสู่การแพร่ระบาดสู่ผู้คนอื่นอีกจำนวนมาก

 

เช่นเดียวกับคุณยายวัย 70 ปีชาวญี่ปุ่นที่เกิดอาการป่วย และแพทย์คาดกว่าอาจจะติดเชื้อ COVID19 เช่นกัน แต่เธอยังคงปฏิเสธการเข้ารับการรักษาแต่กลับออกเดินทางท่องเที่ยวไปกับกรุ๊ปทัวร์ จนทำให้เชื่อว่าอาจจะทำให้กลายเป็นการเผยแพร่เชื้อโรคไปสู่คนอื่นๆ อีกหลายคน ในฐานะของการเป็น “ซูเปอร์สเปรดเดอร์ ”

ซูเปอร์สเปรดเดอร์ ” ไม่ใช่คำศัพท์ทางการแพทย์ แต่เป็นคำที่ถูกนำมาใช้กับการแพร่เชื้อในช่วงเกิดโรคระบาด โดยทั่วไปหมายถึงผู้ที่ติดเชื้อซึ่งป่วยเป็นโรค และสามารถแพร่เชื้อโรคให้กับผู้อื่นในอัตราที่เร็วและกว้างกว่าคนอื่น ๆ  จากการติดต่อด้วยในแต่ละวัน  โดยผู้ที่เป็นซูเปอร์สเปรดเดอร์ เองอาจจะไม่รู้ตัวว่ากลายเป็นผู้แพร่เชื้อให้คนอื่น เพราะสามารถทำกิจกรรมประจำวันได้โดยไม่แสดงอาการและสามารถแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นได้โดยไม่เจตนา

 

ซูเปอร์สเปรดเดอร์ ” ไม่ใช่สิ่งใหม่ เพราะในทุกครั้งที่เกิดโรคระบาดร้ายแรง ก็เคยพบว่ามีผู้แพร่เชื้อในลักษณะนี้มาแล้วตั้งแต่ในอดีตโดยเฉพาะกาฬโรคระบาดสำคัญต่างๆ ที่มาจากท้องถิ่นสู่การกลายเป็นโรคระบาดระดับโลกในที่สุด

ในอดีตเคยเกิดกรณีการระบาดของไข้รากสาดน้อยที่อเมริกา และอังกฤษ โดย การแพร่เชื้อเกิดจากผู้แพร่เชื้อสองคน ทั้งสองเป็นพาหะในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน โดยชาวอเมริกันได้แพร่เชื้อให้กับคนอื่นอีก 51 คน ตั้งแต่ พ.ศ. 2445 ถึง พ.ศ. 2452 ขณะที่ชาวอังกฤษที่ติดเชื้อคนแรกได้แพร่เชื้อไปยังผู้คนอีกมากกว่า 200 คนในช่วง 14 ปีระหว่าง พ.ศ. 2444 ถึง พ.ศ. 2458  ต่อมาทั้งสองได้ถูกร้องขอให้เลิกทำงานที่เคยทำอยู่คือการทำงานบริการด้านอาหาร เพื่อยุติการแพร่เชื้อ โดยชายชาวอังกฤษยอมที่จะเปลี่ยนอาชีพ แต่หญิงชาวอเมริกันยอมเปลี่ยนในครั้งแรกแต่ก็กลับไปทำอาหารอีกท้ายที่สุดเธอถูกกักตัวโดยไม่สมัครใจ ณ ที่แห่งหนึ่ง ในนิวยอร์ก และต้องอาศัยอยู่จนกระทั่งเสียชีวิตในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2481 ขณะอายุ 69 ปี

 

ต่อมาในปี พ.ศ. 2532 มีการระบาดของโรคหัดในเมืองแห่งหนึ่งของฟินแลนด์ในปี มีนักเรียนในโรงเรียนแห่งหนึ่งมีผู้ป่วย 51 ราย หลายรายแม้จะเคยได้รับการฉีดวัคซีนแล้ว โดยจากข้อมูลพบว่ามีผู้ติดเชื้อ 22 คนจาการแพร่เชื้อของเด็กเพียงคนเดียว

 

นอกจากนี้ในการระบาดของโรคซาร์ส เมื่อ พ.ศ. 2546 เคยพบว่า แพทย์ชาวจีนในมณฑลกวางตุ้งผู้ทำการรักษาผู้ป่วยโรคซาร์สได้ติดเชื้อไวรัสและมีอาการป่วย แม้จะมีอาการเขาได้เดินทางไปฮ่องกงเพื่อเข้าร่วมงานแต่งงานของคนในครอบครัวโดยเข้าพักอยู่บนชั้นเก้าของโรงแรมเมโทรโพลในเกาลูน และแพร่เชื้อไปยังแขกของโรงแรมอีก 16 คนที่อยู่บนชั้นนั้น จากนั้นผู้ที่ติดเชื้อจากนายแพทย์คนนี้ ก็แยกย้ายไปยังแคนาดา, สิงคโปร์, ไต้หวัน และเวียดนาม จนทำให้เกิดแพร่กระจายโรคซาร์สไปยังสถานที่เหล่านั้น ทำให้ซาร์ส กลายเป็นโรคระบาดระดับโลก มีผู้ป่วยติดเชื้อ 8,273 ราย เสียชีวิต 775 คนเสียชีวิต ภายในสองสัปดาห์ของการเริ่มต้นระบาดและแพร่กระจายไปยัง 37 ประเทศ

 

หรืออีกหนึ่งกรณีคือการระบาดของไข้เลือดออกอีโบลาในแอฟริกาตะวันตกในปี พ.ศ. 2557 มีการระบุการเกิดซูเปอร์สเปรดเดอร์ และการศึกษารายงานพบว่าผู้ติดเชื้อ 61% นั้นมาจากผู้ป่วยเพียง 3% เท่านั้น โดยมีการคาดการณ์ว่าการแพร่เชื้ออาจจะมาจากการฝังศพแบบแอฟริกาตะวันตกมีส่วนในการแพร่กระจายเชื้อมากเป็นพิเศษ

 

สำหรับกรณีของโรค COVID19 ยังมีเพียงรายเดียวในประเทศเกาหลีใต้ที่มีการระบุชัดเจนว่า เกิดการระบาดในรูปแบบของ “ซูเปอร์สเปรดเดอร์” ในขณะนี้ ซึ่งขณะนี้ทุกประเทศกำลังเฝ้าติดตามระมัดระวัง เพราะถือว่าการแพร่เชื้อในลักษณะนี้เป็นการแพร่เชื้อที่ร้ายแรง และทำให้เกิดการระบาดไปสู่วงกว้างในอย่างรวดเร็วและยากต่อการควบคุมนั่นเอง

 

ขอขอบคุณภาพ : ฺฺBCC Thai


63-ปี_Cover_1.jpg

kinyupen_adminFebruary 24, 2020

สื่ออเมริกัน เผยเรื่องราวน่าประทับใจ เมื่อโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งในรัฐโอไฮโอพบกระเป๋าเงินสีแดง ที่มีสภาพซีดจางตกอยู่ด้านหลังตู้เก็บของของโรงเรียน โดยหลังจากตรวจสอบก็พบว่ามันเป็นกระเป๋าสตางค์ที่ถูกทำตกตั้งแต่ในช่วงเริ่มการก่อตั้งของโรงเรียนแห่งนี้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปีทีเดียว

 

ผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์ของโรงเรียน เล่าถึงที่มาของกระเป๋าเงินดังกล่าวว่าผู้ดูแลโรงเรียนพบกระเป๋าใบนี้เมื่อเดือน พฤษภาคมปีที่แล้วตกอยู่ในซอกตู้เก็บของของโรงเรียนตอนที่กำลังจะถอดตู้ออกมาซ่อม จากนั้นจึงนำมันไปให้กับฝ่ายธุรการของโรงเรียนก่อนที่ผู้บริหารของโรงเรียนจะให้เปิดกระเป๋าดังกล่าวออก ทำให้พบเอกสารที่อยู่ในกระเป๋าใบนั้น ประกอบด้วย ภาพถ่าย,บัตรห้องสมุดและบัตรสมาชิกของ YMCA ซึ่งทั้งหมดระบุว่าเป็นของหญิงสาวที่ชื่อว่า แพทตี้ รัมโฟล่า (Patti Rumfola) ซึ่งทำหายไปตั้งแต่ปี พ.ศ.2500 เมื่อครั้งยังเป็นนักเรียนไฮสคูล ที่โรงเรียนฮูเวอร์ ไฮสคูล ซึ่งเริ่มเปิดการเรียนการสอนในปี พ.ศ. 2499 หรือเมื่อ 64 ปีที่แล้วและยังเปิดสอนจนถึงปัจจุบัน

 

 

หลังจากที่พบว่ากระเป๋าเป็นของใครแล้ว โรงเรียนได้ติดต่อกับสมาคมศิษย์เก่าด้วยความหวังว่าจะคืนกระเป๋าให้กับเจ้าของที่ถูกต้อง โดยจากการค้นข้อมูลของสมาคมก็พบว่าแพทตี้สำเร็จการศึกษาในปี พ.ศ.2503 และเมื่อสืบค้นข้อมูลลึกลงไปอีกก็พบข่าวร้ายว่าเธอได้เสียชีวิตไปแล้วตั้งแต่ปี 2556 เมื่ออายุ 71 ปี ที่บ้านเกิดของเธอใน รัฐเพนซิลวาเนีย โดยมีข้อมูลว่าแพทตี้มีครอบครัวและลูกๆ  5 คน ทำงานเป็นอาจารย์ในรัฐแมรี่แลนด์จนกระทั่งเกษียณอายุ และยังเป็นนักออกแบบเครื่องแต่งกายและช่างเย็บผ้าให้กับโรงละครรวมทั้งยังก่อตั้งสมาคมศิลปะการละครและชมรมสตรีหญิงในเมืองแห่งหนึ่งอีกด้วยขณะที่หนึ่งในเพื่อนสนิทของแพทตี้ เล่าว่าเธอไม่เคยพูดถึงเรื่องการทำกระเป๋าใบนี้หายให้ฟังเลย และยังบอกว่าแพทตี้เป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่น่ารักที่สุดเท่าที่เคยรู้จัก

 

โรงเรียนฮูเวอร์ ไฮสคูลได้โพสต์ข้อความลงบนหน้าเฟซบุคส์ของโรงเรียนโดยระบุว่า ทางโรงเรียนและลูกๆ ของแพทตี้ได้ร่วมกันเปิดกระเป๋าเงินใบสีแดงของเธอ พร้อมมอบคืนมันให้กับครอบครัว พร้อมกับเผยแพร่ภาพสิ่งของที่อยู่ในกระเป๋าที่มีทั้งรูปภาพ เอกสารต่างๆ และเหรียญโบราณอีกจำนวนหนึ่ง ขณะที่สเตฟานี ลูกสาวคนหนึ่งของแพทตี้ได้เขียนข้อความขอบคุณไปยังโรงเรียน โดยแสดงความขอบคุณโดยระบุว่า

 

“ฉันไม่รู้จะขอบคุณโรงเรียนอย่างไรดีและเชื่อว่าแม่ต้องตื่นเต้นมากถ้าเห็นสิ่งของที่ได้กลับคืนมาทั้งหมดนี้ เพราะมันเป็นเรื่องยากที่เจอสิ่งที่เคยถูกทำหายไปในอดีต และมันคงจะทำให้แม่ได้ระลึกถึงวันเก่าๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงหนึ่งของชีวิตของแม่”

และเรื่องราวกระเป๋าเงินแพทตี้ก็กลายเป็นเรื่องประทับใจที่ชาวอเมริกันได้พากันแชร์เรื่องราวออกไปจำนวนมากโดยส่วนใหญ่เข้ามาแสดงความยินดีกับแพทตี้ และลูกๆ ของเธอที่ได้รับกระเป๋าเงินคืนถึงแม้เวลาจะผ่านไปแล้วถึง 63 ปีก็ตาม


_กรมควบคุมโรค_Cover_2.jpg

kinyupen_adminFebruary 21, 2020

ช่วงการระบาดของ “COVID-19”  ชื่อของ “สถาบันบำราศนราดูร” ก็ปรากฏขึ้นในฐานะสถาบันหลักที่ดูแลรักษาผู้ติดเชื้อในประเทศไทย

หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมต้องเป็นสถาบันแห่งนี้ ทำไมต้องรักษาที่นี่ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จะพาไปรู้จักสถาบันด้านสาธารณสุข ที่เป็นสถานพยาบาลในสังกัดรัฐมีอายุยาวนาน และมีหน้าที่ดูแลเรื่องโรคติดต่อที่ทุกคนกำลังสนใจอยู่ในขณะนี้

 

ในสมัยรัชกาลที่ 5 ประเทศไทยเริ่มมีการก่อสร้างโรงพยาบาลขึ้นหลายแห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลบางรัก (ปัจจุบันโรงพยาบาลเลิดสิน) โรงพยาบาลกลาง โรงพยาบาลสามเสน และโรงพยาบาลคนเสียจริต (ปัจจุบันสถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา) แต่กลับปรากฏว่ายังไม่มีโรงพยาบาลที่รับรักษาโรคติดต่ออันตรายโดยเฉพาะ เช่น อหิวาตกโรค กาฬโรค และไข้ทรพิษ

 

ขอบคุณภาพจาก https://ahfthailand.com

 

พระองค์จึงทรงมีพระราชดำริจัดสร้างโรงพยาบาลโรคติดต่อขึ้น ที่บริเวณตำบลปากคลองสาน  (ปัจจุบันโรงพยาบาลตากสิน)แรกตั้งโรงพยาบาลแห่งนี้มุ่งหวังรับผู้ป่วยโรคติดต่ออันตราย แต่ปรากฏว่าเมื่อเกิดโรคระบาดทั้งอหิวาต์และไข้ทรพิษ โรงพยาบาลแห่งนี้ก็รับได้ไม่หมด ประกอบกับการเดินทางสัญจรลำบาก จึงต้องตั้งโรงพยาบาลพิเศษขึ้นตามสถานที่ต่างๆ เมื่อมีโรคระบาด เช่น วัดเทพศิรินทร์  วัดสุทัศน์ วังเสด็จในกรมขุนชัยนาทนเรนทร สุขศาลาบางรัก

 

อย่างไรก็ตามแม้ช่วงที่ไม่มีโรคติดต่ออันตราย โรงพยาบาลแห่งนี้ก็รับผู้ป่วยโรคอุจจาระร่วงอย่างแรงเป็นประจำ หรือบางครั้งเป็นสถานที่คุมผู้สัมผัสโรคหรือพาหะของโรคที่มาจากต่างประเทศไว้สังเกต เช่น พ.ศ. 2489 ได้กักผู้โดยสารที่ตรวจพบพาหะโรคมากับเรือจากจีนไว้ 95 คน เป็นต้น

 

ต่อมาในปี พ.ศ. 2487 ได้ตั้ง “โรงพยาบาลโรคติดต่อ พญาไท” บริเวณถนนดินแดงหากในสมัยรัฐบาลจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เกิดโรคระบาดร้ายแรง มีคนเสียชีวิตมากมาย แม้พระบำราศนราดูร (สกุล “เวชชาชีวะ”) รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงสาธารณสุขในช่วงนั้นจะสามารถควบคุมโรคจนสงบลง แต่จอมพลสฤษดิ์ ได้เห็นว่าโรงพยาบาลโรคติดต่อซึ่งตั้งอยู่บริเวณถนนดินแดง ตำบลพญาไท ไม่เหมาะสมเนื่องจากตั้งอยู่ใกล้เขตชุมชน อีกทั้งมีสภาพทรุดโทรม จึงให้ตั้งโรงพยาบาลโรคติดต่อแห่งใหม่ที่ตำบลตลาดขวัญ จังหวัดนนทบุรี และใช้ชื่อ “โรงพยาบาลบำราศนราดูร”

 

ปัจจุบันโรงพยาบาลบำราศนราดูร เปลี่ยนชื่อเป็น “สถาบันบำราศนราดูร”  อยู่ในสังกัดกรมควบคุมโรคกระทรวงสาธารณสุข  มีอำนาจหน้าที่หลักคือ ศึกษา วิเคราะห์ วิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ด้านการเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุม ตรวจ วินิจฉัย รักษาและฟื้นฟูสภาพผู้ป่วย รวมถึงการดูแลภาพรวมของการป้องกันโรคติดต่อ โดยเฉพาะโรคเอดส์และโรคที่เป็นปัญหาสำคัญของไทย

 

ดังนั้นด้วยเป็นสถาบันของรัฐ ที่เป็นหน่วยงานโดยตรงของกระทรวงสาธารณสุขที่ทำหน้าที่ดูแลด้านโรคติดต่อมาตั้งแต่ต้น ทำให้ปัจจุบันสถาบันบำราศนราดูรเป็นสถาบันหลักของรัฐบาล ที่จะใช้ในการดูและป้องกัน รักษา รวมถึงทำการศึกษาด้านโรคติดต่อ ที่เกิดขึ้นภายในประเทศนี่ จึงเป็นที่มาว่าทำไม สถาบันบำราศนราดูร เป็นสถาบันที่ดูแลรักษา “COVID-19”  ที่กำลังระบาดในขณะนี้

 


_COVID19_Cover_2.jpg

kinyupen_adminFebruary 21, 2020

ท่ามกลางสถานการณ์ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ยังคงลุกลามทั่วโลก และมีผลวิจัยการแพร่ระบาดปรากฏต่อเนื่อง ล่าสุดคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติของจีน ระบุว่าเชื้อไวรัสโควิด-19 สามารถแพร่ระบาดผ่านละอองของเหลวได้ ถ้าบุคคลนั้นๆ สัมผัสกับละอองอากาศที่มีเชื้อปะปนอยู่ระดับเข้มข้นสูงเป็นเวลานาน ขณะที่ sciencealert.com รายงานผลการศึกษาวิจัยหลายฉบับ พบว่า ไวรัสกลุ่มโคโรนาจะมีชีวิตในอุณหภูมิปกติได้นานถึง 9 วัน ส่วน องค์การอนามัยโลก (WHO) ก็ระบุว่าไวรัสโควิด-19 ส่วนใหญ่ติดต่อผ่านการสัมผัส จับต้องพื้นผิว หรือ วัตถุที่มีเชื้อไวรัสแล้วแตะสัมผัสปาก จมูก ตาตนเอง

 

ธนบัตร จึงเป็นอีกช่องทางที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเผยแพร่ไวรัส ดังนั้นธนาคารกลางจีน จึงได้ประกาศให้ธนาคารต่างๆ ใช้มาตรการฆ่าเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่อาจติดตามธนบัตรเงินหยวน ด้วยการใช้รังสีอัลตราไวโอเลต (UV) ในการฆ่าเชื้อตามธนบัตรที่ได้รับจากลูกค้า พร้อมแยกเก็บไว้เป็นเวลา 7 – 14 วัน ขึ้นอยู่กับสถานการณ์รุนแรงของการระบาดในแต่ละท้องถิ่น ก่อนนำกลับเข้าระบบอีกครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าธนบัตรจะไม่เป็นหนึ่งในตัวการแพร่เชื้อไวรัสไปสู่ผู้ที่สัมผัส

 

นอกจากนี้ ธนาคารกลางจีน ยังเร่งผลิตธนบัตรใหม่อีก 4,000 ล้านฉบับเป็นการเฉพาะแก่มณฑลหูเป่ย ศูนย์กลางการแพร่ระบาดเพื่อให้มั่นใจว่าธนบัตรจะไม่เป็นตัวกลางแพร่เชื้อแก่ประชาชน อย่างไรก็ดี ปัจจุบันชาวจีนใช้เงินสดกันน้อยมาก เพราะนิยมทำธุรกรรมผ่านแอพฯ กันมากกว่า

 

นอกจากนี้ ทางการจีนยังได้ออกคำสั่งแก่พลเมืองเมืองปักกิ่งซึ่งเป็นเมืองหลวง มีประชากรมีกว่า 21 ล้านคน ว่าหากมีรายใดที่เดินทางกลับมาจากต่างถิ่นต้องเข้ามาตรการกักกันโรคด้วยตัวเองเป็นเวลา 14 วัน ภายในเคหะสถานของตน หรือ ตามสถานที่ซึ่งรัฐจัดไว้ให้ รวมถึงต้องแจ้งแผนการเดินทางของตนให้กับทางการทราบและสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งเมื่อออกมาตามที่สาธารณะ โดยคำสั่งดังกล่าวมีผลบังคับใช้กับพลเมืองปักกิ่งและชาวต่างชาติทุกคนที่เดินทางเข้ากรุงปักกิ่ง

 

ขอบคุณภาพจาก China Daily via REUTERS


-อากาศหนาว_Cover_4.jpg

kinyupen_adminFebruary 21, 2020

เตือนภัยนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการกางเต็นท์พักค้างคืนในป่า หรือ อุทยานแห่งชาติต่างๆ เพื่อรับลมเย็นช่วงนี้ควรทราบ…หลังกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ออกมาเตือนว่าขอให้ระมัดระวังถูก “ตัวไรอ่อน” กัด เพราะอาจทำให้เสี่ยงป่วยด้วยโรคไข้รากสาดใหญ่ได้

แต่สำหรับผู้ที่วางแผนท่องเที่ยวไว้แล้ว กรมควบคุมโรค แนะนำ 4 ข้อควรปฏิบัติไว้ดังนี้

  • สวมเสื้อผ้ามิดชิด เช่น เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว ทาโลชั่นกันยุงที่มีส่วนผสมของสาร DEET หรือ ใช้สมุนไพรทากันยุง ก็จะสามารถป้องกันตัวไรอ่อนกัดได้
  • หลีกเลี่ยงเข้าในบริเวณที่มีตัวไรอ่อนชุกชุม อาทิ ป่าโปร่ง ป่าละเมาะ หรือ บริเวณที่มีการปลูกป่าใหม่ ทุ่งหญ้า ชายป่า หรือ บริเวณต้นไม้ใหญ่ที่แสงแดดส่องไม่ถึง
  • ควรอาบน้ำทำความสะอาดร่างกาย และนำเสื้อผ้าที่สวมใส่มาซัก ด้วยผงซักฟอกเข้มข้น เพราะหลังออกจากป่าอาจมีตัวไรอ่อนติดมา
  • หากมีไข้และหนาวสั่น ไอ ตาแดง คลื่นไส้อาเจียน ปวดเมื่อยตัว อ่อนเพลีย ภายใน 2 สัปดาห์ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที พร้อมแจ้งประวัติการเข้าป่าให้แพทย์ทราบ เพื่อรับการรักษาโดยเร็ว ป้องกันการเสียชีวิต โดยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422

 

 

รู้จักกับไรอ่อน และ ไข้รากสาดใหญ่

“โรคไข้รากสาดใหญ่” หรือ “โรคสครับไทฟัส” (Scrub typhus) เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่มี “ไรอ่อน”เป็นพาหะซึ่งจะส่งผ่านเชื้อด้วยการกัดเข้าผิวหนังมนุษย์

“ไรอ่อน” ปกติมองเห็นด้วยตาเปล่าค่อนข้างยาก เพราะมีขนาดเล็กมาก มักอาศัยอยู่ตามใบไม้ ใบหญ้าใกล้พื้นดิน สามารถกระโดดเกาะตามเสื้อผ้าและกัดผิวหนังที่สัมผัสกับเสื้อผ้าได้ โดยบริเวณที่ถูกกัด มักจะเป็นรักแร้ ขาหนีบ รอบเอว

ทั้งนี้ ผู้ที่ถูกไรอ่อนมีเชื้อกัดจะเริ่มแสดงผลประมาณ 10-12 วันหลังถูกกัด อาการที่พบ คือ ปวดศีรษะ มีไข้ หนาวสั่น ไอ ตาแดง คลื่นไส้อาเจียน ปวดเมื่อยตัว อ่อนเพลีย และบริเวณที่ถูกกัดอาจจะมีผื่นแดงขนาดเล็กค่อย ๆ นูนหรือใหญ่ขึ้น และอาจจะพบแผลคล้ายบุหรี่จี้ (Eschar)  แต่จะไม่ปวดและไม่คัน ผู้ป่วยบางรายอาจหายได้เอง แต่บางรายอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้ เช่น ปอดอักเสบ เยื่อหุ้มสมองและสมองอักเสบ อาจทำให้เสียชีวิตได้

ทั้งนี้จากข้อมูลของกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 10 กุมภาพันธ์ 2563 มีรายงานพบผู้ป่วยโรคไข้รากสาดใหญ่ 445 ราย ไม่พบผู้เสียชีวิต ภาคที่มีจำนวนผู้ป่วยสูงสุด คือ ภาคเหนือ (จำนวน 227 คน คิดเป็นร้อยละ 51) ส่วนจังหวัดที่มีอัตราป่วยสูงสุด 5 อันดับแรก คือ ระนอง น่าน แม่ฮ่องสอน เชียงราย สุราษฎร์ธานี ตามลำดับ


FM_chevrolet_ปิดกิจการ_Cover_1.jpg

kinyupen_adminFebruary 20, 2020

“ธุรกิจ” เป็นเรื่องที่ต้องทำกำไร แต่หากไม่สามารถสร้างผลกำไรได้ ซ้ำร้ายยังขาดทุน ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่จะต้องเกิดการเปลี่ยนแปลง ส่วนจะเป็นรูปแบบไหนขึ้นอยู่กับความรุนแรงและความเหมาะสม

ตั้งแต่ต้นสัปดาห์มานี้ ไม่มีข่าวธุรกิจไหนเป็นที่สนใจของสาธารณชนเท่ากับข่าว “เจเนอรัล มอเตอร์ส”  หรือ “จีเอ็ม” ที่ประกาศยุติการจัดจำหน่ายรถยนต์ “เชฟโรเลต” ในประเทศไทยภายในปี 2563 รวมถึงการขายศูนย์การผลิตที่จังหวัดระยอง ทั้งโรงงานผลิตรถยนต์และเครื่องยนต์ ให้กับ เกรทวอล มอเตอร์ส กลุ่มยานยนต์รายใหญ่จากจีน ส่วนเบื้องลึกเรื่องนี้เป็นอย่างไร กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำมาฝากกัน

 

จีเอ็ม เข้ามาลงทุนก่อตั้งบริษัทในไทย เมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว ช่วงเริ่มต้นการทำตลาดก็ทำได้ดี เพราะต้องยอมรับว่า ช่วง 20 กว่าปีก่อน ตลาดรถยนต์ยังไม่ได้แข่งขันกันรุนแรงมากมาย แต่ช่วงหลังๆ ตลาดเชฟโรเลตไม่ดีนัก ปีล่าสุดมียอดขายแค่ 15,000 คัน ส่วนแบ่งการตลาดแค่ 1.5% จากตลาดรวมรถยนต์รวมมากกว่า 1 ล้านคัน

 

สถานการณ์ที่ไม่ดีนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่เริ่มมาพักใหญ่ หากจำกันได้จะพบว่าปี 2558 จีเอ็มผ่าตัดใหญ่องค์กรในไทย ลดขนาดลง 30% หลังจากนั้นก็ตามมาด้วยการประกาศเลิกทำตลาดรถยนต์นั่ง เพราะเห็นว่าไม่มีศักยภาพในการแข่งขันเพียงพอ ซึ่งทำให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะที่คล้ายๆ กับวันนี้ คือ ลูกค้าที่ใช้รถอยู่ตื่นตกใจว่าอนาคตจะมีที่ไหนที่บริการดูแลรถยนต์ แต่จีเอ็มก็ยืนยันว่า แม้เลิกขายแต่การบริการยังอยู่

 

ส่วนสถานการณ์ในวันนี้คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันคล้ายกันคือ การประกาศเลิกการขายรถทั้งหมด แต่ที่ไม่เหมือนกัน คือ ครั้งนี้เป็นการยุติการทำธุรกิจด้วย และปี 2564 จะไม่มี บริษัท เจเนอรัล มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด จะไม่มี บริษัท เชฟโรเลต เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด นั่นทำให้เกิดความกังวลว่า ในอนาคตใครจะดูแลรถที่ใช้อยู่ แม้ทางจีเอ็มจะยืนยันว่าจะมีองค์กรที่ดูแลต่อไป รวมถึงการเตรียมเจรจากับตัวแทนจำหน่ายที่สนใจจะทำธุรกิจต่อในด้านการบริการหลังการขาย

 

แต่ดูเหมือนว่าความกังวลของผู้บริโภคจะหายไปอย่างรวดเร็ว เมื่อจีเอ็มประกาศลดราคารถยนต์เพื่อโละสต็อกที่มีอยู่ 4,000 คัน แบบถล่มทลาย 20-50% เพราะมีผู้บริโภคจำนวนมากแห่ไปยังโชว์รูมเพื่อจองรถถึงขนาดที่บางแห่งล้นออกมานอกโชว์รูม โดยรุ่นที่ได้รับความนิยมมากสุดคือ แคปติวา เพราะเป็นรถรุ่นใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อปลายปีที่ผ่านมา

 

…โอ้ววววว…ปรากฎการณ์นี้เราไม่ได้เห็นมานานแล้ววววว และต้องบอกว่า “ความกังวลเกี่ยวกับการบำรุงรักษายังมีอยู่ แต่ราคาที่ลดลงมันเร้าใจมากกว่า”

 

ทั้งนี้ เราคงไม่สามารถมองได้แค่เรื่องของปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้น แต่เราควรย้อนกลับมาดูถึงสาเหตุการถอนตัวออกจากตลาดประเทศไทย เพราะเป็นที่สนใจในวงกว้างและก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่หลากหลาย ทั้งมองไปในเรื่องธุรกิจ เศรษฐกิจและเลยไปถึงเรื่องการเมือง การบริหารบ้านเมืองที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวทั่วโลก ทำให้จีเอ็มจำเป็นต้องตัดสินใจยกเลิกการทำตลาดในประเทศที่ไม่ทำกำไร

 

ธุรกิจ ก็คือ ธุรกิจ เมื่อไม่มีกำไรก็ต้องเลิกและการตัดสินใจของจีเอ็มง่ายขึ้น เพราะสามารถขายสินทรัพย์ขนาดใหญ่ อย่างศูนย์การผลิตที่ระยองได้แล้วนั่นเอง

 

ขอบคุณภาพจาก en.chevrolet.co.th



kinyupen_adminFebruary 20, 2020

ข้าวเหนียวลืมผัวมีคุณค่าทางโภชนาการสูง แถมยังอร่อย

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต เปิดตำราวิธีหุงข้าวเหนียวลืมผัว สูตรหอมนุ่ม จนถึงวันพรุ่งนี้ก็ยังหอมอยู่มาฝาก เข้าใจง่ายสุดๆ ใน 2 นาที

ส่วนผสม

– ข้าวเหนียวขาว     ครึ่งกิโลกรัม

– ข้าวเหนียวลืมผัว     ครึ่งกิโลกรัม

 

วิธีหุง ข้าวเหนียวลืมผัว

  • ล้างน้ำ 3 ครั้ง แช่ทิ้งไว้ 6 ชั่วโมงหรือ 1 คืน
  • ต้มน้ำจนเดือด ใส่ใบเตยลงไป
  • ใส่ข้าวลงหวด ยกขึ้นสะเด็ดน้ำ แล้วลงนึ่ง 15 นาที
  • ครบ 15 นาที กลับข้าวเหนียว ใช้ไม้พายนวด
  • นวดและนึ่งต่อ 15 นาที
  • เมื่อนึ่งครบ 2 รอบ นวดแล้วปิดฝานึ่งอีก 15 นาที
  • ตลบลงชาม ใช้ไม้พายนวด จัดใส่กระติบข้าวเหนียว พร้อมทาน

**เคล็ดลับ ** ตักน้ำร้อนราดประมาณ 3 กระบวย ก่อนนึ่งรอบที่ 2 จะทำให้ข้าวเหนียวนุ่มยิ่งขึ้น


chevrolet_Cover_1.jpg

kinyupen_adminFebruary 20, 2020

พาส่องแก้เซ็ง คนมาไม่ทันซื้อ “แคปติวา”  กับ รถกระบะโบราณที่ถูกประมูลแพงสุด 10 อันดับของ “เชฟโรเลต”

กลายเป็นข่าวฮือฮาและสร้างความคึกคักให้กับแวดวงรถยนต์อย่างยิ่ง หลังบริษัทเชฟโรเลต ประกาศยุติการขายในประเทศไทยภายในปี 2563  และมีการประกาศขายรถรุ่นต่างๆ ในสต๊อกคงค้างออกมาหลากหลายรุ่นราคาที่ลด  50% โดยเฉพาะ  Captiva (แคปติวา) รุ่น LS ที่ลดราคาจาก 999,000 บาท เหลือเพียง 499,000 บาท ขณะที่รุ่นอื่นๆ ก็ลดราคาลงกว่าสองแสนบาทเกือบทุกรุ่น  ทำให้หลังเปิดขายเพียงรถคงค้างของเชฟโรเลตก็หมดลงในเวลาไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น สร้างความผิดหวังให้กับอีกหลายๆ คนที่หวังจะได้รถราคาถูกมาใช้ในช่วงนี้

 

สำหรับบริษัทรถยนต์สัญชาติอเมริกัน เชฟโรเลตก่อตั้งโดย หลุยส์ เชฟโรเลต และ วิลเลียม ซี. ดูแรนต์ ในวันที่ 3 พฤศจิกายน ค.ศ. 1911 ได้เข้าสู่ตลาดบริษัทรถยนต์ และในปี ค.ศ. 1916 เชฟโรเลตทำกำไรมากพอทำให้ ดูแรนต์ได้ซื้อหุ้นส่วนของบริษัทเจนเนอรัล มอเตอร์ส และในปี ค.ศ. 1917 ดูแรนต์ได้กลายมาเป็นประธานบริษัทเจนเนอรัล มอเตอร์ และเชฟโรเลตได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของบริษัท

 

ในช่วง ปี ค.ศ. 1963 เชฟโรเลตเป็นที่นิยมมากจนได้ชื่อว่า 1 ใน 10 ของรถทั้งหมดที่ขายในสหรัฐอเมริกาช่วงนั้น จะต้องมีหนึ่งคันที่เป็นเชฟโรเลต

 

ในปี ค.ศ. 2008 เชฟโรเลต ภายใต้บริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น ฉลองการดำเนินกิจการมาครบ 100 ปีเต็ม โดยมีกิจกรรมพิเศษทั่วโลก รวมทั้งในประเทศไทย

 

และด้วยความยาวนานของการผลิตรถยนต์ออกมาขายนี่เอง ทำให้รถยนต์ของเชฟโรเลตหลายรุ่นที่เคยผลิตในอดีตกลายเป็นความต้องการของผู้นิยมชมชอบในความคลาสสิคในการออกแบบรถยนต์สไตล์อเมริกันเหล่านี้ รถยนต์รุ่นเก่าๆ ในอดีตที่เลิกการผลิตไปแล้วกลับกลายเป็นที่ต้องการของนักสะสม ทำให้รถเก่าหลายรุ่นของเชฟโรเลตมีราคาพุ่งสูงขึ้นในขณะนี้

 

วันนี้เราลองมาดู 10 รุ่นรถกระบะ ของ เชฟโรเลต ที่เคยถูกประมูลแย่งประมูลซื้อไปด้วยราคาสูงลิ่วเมื่อ บริษัทบาร์เรตต์-แจ็คสัน นำพวกมันมาเปิดประมูลขายให้กับนักสะสม ในรัฐแอริโซน่า สหรัฐอเมริกา เมื่อต้นปีที่แล้ว  ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประมูลและนี่คือ 10 อันดับ!! กระบะเชฟโรเลตที่ถูกประมูลแพงที่สุดจากการประมูลในครั้งนั้น

 

 

  1. Chevrolet 3100 ปี 1957

เชฟโรเลต 3100 ปี 1957 ถูกปิดประมูลที่ราคา 214,500 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 6.8 ล้านบาท) ในปี 2016 ซึ่งเป็นที่รู้จักในชื่อ “ควิกซิลเวอร์” รถกระบะที่มีมูลค่าสูงสุดในปี 2014 ของบาร์เรตต์-แจ็คสัน คันนี้ได้รับการ ยกย่องว่า “เป็นหนึ่งในรถกระบะคัสตอมที่สวยงามที่สุดตลอดกาล”

 

  1. Chevrolet 3100 ปี 1950

เชฟโรเลต 3100 ปี 1950 ถูกปิดประมูลที่ราคา 205,700 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 6.5 ล้านบาท) ในปี 2017 โดยรถกระบะคันนี้โดดเด่นด้วยการดัดแปลงทุกส่วน ทั้งแชสซีส์คัสตอมทีซีไอ (TCI) ใหม่ทั้งหมด พร้อม ช่วงล่างด้านหน้าแบบอิสระ และเครื่องยนต์ 500 แรงม้า สมรรถนะสูงของเชฟโรเลต

 

  1. Chevrolet 3100 ปี 1958

เชฟโรเลต 3100 ปี 1958 ถูกปิดประมูลที่ราคา 198,000 เหรียญสหรัฐในปี 2018 (ประมาณ 6.3 ล้านบาท) ผ่านการผลิตและประกอบตัวถังขึ้นใหม่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการซ่อมแซมและการปรับปรุงทั้งคันนานกว่า 1,500 ชม.

 

  1. Chevrolet 3100 ปี 1951

เชฟโรเลต 3100 ปี 1951 ถูกปิดประมูลที่ราคา 187,000 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 5.9 ล้านบาท) ในปี 2018 โดยรถกระบะที่ดูงามสง่าคันนี้ขึ้นปกนิตยสารสตรีททรัคส์ ในปี 2015 และคว้ารางวัลมาแล้วมากมาย

 

  1. Chevrolet Cameo ปี 1957

กระบะ คาเมโร่ ปี 1957 ถูกปิดประมูลที่ราคา 159,500 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 5.1 ล้านบาท) ในปี 2007 โดยรถคันนี้ถูกตกแต่งด้วยสีส้มมุก Orange Pearl ทั้งคัน ทรงพลังด้วยเครื่องยนต์ 500 แรงม้า บิ๊กบล็อคของเชฟโรเลต และภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วยหนังทั้งหมด

 

 

  1. Chevrolet C-6 Pick–up ปี 1957

กระบะ เชฟโรเลต ซี-6 ปี 1957 ถูกปิดประมูลที่ราคา 148,500 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 4.7 ล้านบาท) ในปี 2011 ผ่านการสร้างสรรค์นานกว่า 7,000 ชั่วโมง และประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนพันชิ้นอย่างพิถีพิถันเพื่อสร้างรถกระบะรุ่นนี้ขึ้นมา รถคันนี้คว้ารางวัล GM Design ที่งาน SEMAปี 2009 และรางวัล Mothers Choice Award ที่งาน SEMA ปี 2010

 

  1. Chevrolet Cameo ปี 1955

กระบะ เชฟโรเลต คาเมโอ ปี 1955 ถูกปิดประมูลที่ราคา 143,000 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 4.5 ล้านบาท) ในปี 2013 โดยรถกระบะรุ่นนี้มาพร้อมกระบะท้ายที่ได้แรงบันดาลใจจาก โนแมด ปี 1955 ด้านข้างจากเบลแอร์ ปี 1957 และใช้วัสดุหนังสีแดงในห้องโดยสาร

 

  1. Chevrolet k10 4×4 ปี 1969

กระบะ เชฟโรเลต เค10 4×4 คัสตอม ปิกอัพ ปี 1969 ถูกประมูลที่ราคา 137,500 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 4.3 ล้านบาท) ในปี 2019 โดยรถกระบะคันนี้เป็นรถกระบะแบบมิติ “สั้นและกว้าง” คันนี้ผ่านการบูรณะใหม่หมดทั้งคัน น็อตและสลักทุกตัวถูกถอดออกเพื่อการซ่อมแซม หรือปรับแต่งเปลี่ยนใหม่

 

  1. Chevrolet 3100 ปี 1955

เชฟโรเลต 3100 คัสตอม ปี 1955 ปิดประมูลที่ราคา 132,000 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 4.2 ล้านบาท) ในปี 2006 โดยรถกระบะรุ่นนี้ผ่านการปรับแต่งและดัดแปลงนาน 6 ปีเต็ม และปรากฎโฉมบนหน้าปกนิตยสาร 6 ฉบับ โดยนิตยสารสตรีททรัคส์ยกย่องว่าเป็น 1 ใน 50 รถกระบะแห่งยุค 2000

 

  1. Chevrolet EL Camino ปี 1960

เชฟโรเลต เอล คามิโน คัสตอม ปิกอัพ ปี 1960 ถูกประมูลที่ราคา 126,000 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 4.0 ล้านบาท) ในปี 2017 โดยทุกชิ้นส่วนของรถกระบะที่ไม่ธรรมดาคันนี้ได้รับการปรับแต่งตั้งแต่เครื่องยนต์จีเอ็มพร้อมระบบหัวฉีดเชื้อเพลิงไปจนถึงห้องโดยสารตกแต่งด้วยหนัง และการพ่นสีโครงข้างใต้ตัวถังด้วยความละเอียดขั้นสูง

 

เรียกได้ว่า เชฟโรเลต ไม่เพียงที่จะเป็นบริษัทผลิตรถยนต์ที่มีอายุยาวนานมามากกว่า 100 ปี แต่ยังเคยสร้างชื่อเสียง เป็นที่นิยมมากจนได้ชื่อว่า 1 ใน 10 ของรถทั้งหมดที่ขายในสหรัฐอเมริกาในช่วง ปี ค.ศ. 1963 ถือเป็นอีกตำนานหนึ่งของอุตสาหกรรมรถยนต์เลยทีเดียว