_เรื่องดีๆ_covid19_Cover_2.jpg

kinyupen_adminMarch 20, 2020

ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด–19 ที่ทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่ ทำให้หลายๆ คนตกอยู่ในอารมณ์เสียกำลังใจ หวั่นวิตก แต่ด้วยการร่วมแรงร่วมใจของชาติต่างๆ ที่ไม่ได้หยุดนิ่งทำให้เกิดเทคโนโลยีสุดไฮเทคมากมาย กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จะมาแชร์เทคโนโลยีและเรื่องราวดีๆ ที่เกิดท่ามกลางไวรัสโควิด–19 เพิ่มเป็นมุมบวก เป็นกำลังใจดีๆ ให้ทุกคนกัน

 

Vending Machine หน้ากาก
ภาพจาก Focus Taiwan

ไต้หวัน

พัฒนา “Vending Machine หน้ากาก” ให้ประชาชนเข้าถึงง่าย

 

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า การแพร่ระบาดไวรัส โควิด–19 ที่ยังควบคุมไม่ได้ ทำให้อุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการป้องกันสุขภาพอย่าง “หน้ากากอนามัย” กลายเป็นของสำคัญจนเกิดการกักตุนสินค้า ทั้งราคาที่พุ่งสูงกว่าเดิมหลายเท่าตัวในหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก “Yallvend Co.” สตาร์ทอัพไต้หวันพัฒนา Vending Machine จำหน่ายหน้ากากอนามัย เพียงแสดงบัตรประชาชนหรือโทรศัพท์มือถือที่เครื่องตรวจสอบก็สามารถรับหน้ากากได้ ในการสาธิตใช้งานเครื่องจำหน่ายหน้ากากอนามัยอัตโนมัติมีการแจกหน้ากากไปแล้วไม่ต่ำกว่า 2,000 ชิ้น  และบริษัทยังได้เสนอให้รัฐบาลสนับสนุนระบบ “ปันส่วน” เพื่อจำหน่ายหน้ากากประเภทต่าง ๆ ผ่าน Vending Machine ที่บริษัทพัฒนาขึ้น  แทนที่จะไปวางขายผ่านร้านขายยาหรือศูนย์สาธารณสุขที่รัฐบาลอนุญาตเท่านั้น

 

เทคโนโลยีจีนที่มากับโควิด–19
ภาพจาก สำนักข่าว Xinhua และ REUTERS

 

จีน

  1. “หมวกกันน็อกอัจฉริยะ”ตรวจอุณหภูมิคนนับร้อยใน 1 นาที

 

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ตำรวจจีนในเมืองเฉิงตู มณฑลซื่อชวน (เสฉวน) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ได้นำสิ่งประดิษฐ์สุดล้ำ “หมวกกันน็อกอัจฉริยะ N901” มาใช้ในการตรวจวัดอุณหภูมิผู้คนบนท้องถนน  โดยสามารถตรวจจับอุณหภูมิของผู้คนที่อยู่ห่างออกไปในระยะ 5 เมตร และหากพบว่ามีผู้ใดที่อุณหภูมิร่างกายสูงกว่า 37.3 องศาเซลเซียส เจ้าหมวกกันน็อกก็จะส่งเสียงร้องเตือนทันที โดยมีค่าความคาดเคลื่อนเพียง 0.3 % เป็นผลงานการพัฒนาของบริษัท เทคโนโลยี อวกาศ กวงฉี่เฉิงตู   สำหรับแนวคิดสำคัญในการออกแบบอุปกรณ์ชิ้นนี้คือการใช้เทคโนโลยีถ่ายภาพความร้อนด้วยรังสีอินฟราเรด ส่วนจุดเด่นคือ ความสามารถในการตรวจวัดอุณหภูมิบุคคลหนึ่ง ได้ภายใน 1-2 วินาที  โดยสามารถตรวจวัด อุณหภูมิผู้คนราว 100 คนได้ ภายใน 1 นาที

 

  1. ฟิตเนสในจีนหันมาเปิดเทรนนิ่งออนไลน์-ให้เช่าอุปกรณ์ ท่ามกลางไวรัส

 

รอยเตอร์สรายงานว่า  จากสถานการณ์ไวรัสโควิด–19 ระบาด ผู้ประกอบการฟิตเนสหลายแห่งในจีนต้องพลิกหาโอกาสในวิกฤต  หนึ่งในนั้นคือ Pilates ProWork Studio ใจกลางกรุงเซี่ยงไฮ้ ที่หันมาใช้เทคโนโลยีไลฟ์สตรีมมิ่ง โดยให้ครูสอนพิลาทีสตั้งกล้องและ iPad ที่บ้าน เพื่อบรอดคาสต์แนะนำการออกกำลังกายไปสู่ลูกค้าหลายร้อยคนที่ชมสดพร้อมกัน

 

เช่นเดียวกับที่กรุงปักกิ่ง ครูสอนออกกำลังกาย “จางเว่ยหยา” หันมาเปิดคอร์สสอนออกกำลังกายส่วนตัวผ่านช่องทางออนไลน์ ด้วยการไลฟ์สตรีมจากบ้านเช่นกัน โดยเธอคิดราคาครึ่งหนึ่งของคอร์สเรียนตามปกติ และนักเรียนสามารถสอบถามข้อมูลได้แบบเรียลไทม์   ขณะที่ฟิตเนส Gravity Plus  นอกจากเปิดคอร์สสอนออนไลน์ ยังเปิดให้ลูกค้าเช่าอุปกรณ์ฟิตเนสไปใช้ที่บ้าน เพื่อหากระแสเงินสดเข้ามา

 

  1. หุ่นยนต์ตรวจโรคก่อนเข้าออฟฟิศ

 

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า หลังจากบริษัทห้างร้านต่างๆ ของจีนกลับมาดำเนินงานอีกครั้ง หลังวิกฤติโควิด-19 ลดระดับความรุนแรงลง และเพื่อกระชับมาตรการป้องกัน ควบคุมการแพร่ระบาดของโรค  บริษัทเทคโนโลยีในเขตไคฝู เมืองฉางซา มณฑลหูหนานทางตอนใต้ของจีน จึงพัฒนา “หุ่นยนต์ตรวจโรค”พนักงานก่อนเข้าทำงาน   โดยหุ่นยนต์ดังกล่าวประกอบด้วยระบบพื้นฐานหลายอย่าง อาทิ การตรวจวัดอุณหภูมิร่างกาย บันทึกสถิติ และส่งผลลัพธ์กลับ  และหุ่นยนต์บางตัวก็มีการติดตั้งอุปกรณ์ล้างมือฆ่าเชื้อด้วย   เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันโรคระบาด และลดต้นทุนแรงงานอย่างได้ผล

 

ภาพจาก dailymail ,e27

 

เกาหลี

สตรีมมิ่งเกาหลีเปิดให้ผู้ติดเชื้อโควิด-19และคนกักตัวดูหนังฟรี1เดือน

 

โคเรีย เฮรัลด์รายงานว่า  “Watcha Play” ผู้ให้บริการสตรีมมิ่งในเกาหลีใต้ ร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุขเกาหลี เปิดให้บริการสตรีมมิ่งฟรี แก่ผู้ติดเชื้อโควิด-19 และคนกลุ่มเสี่ยงที่ต้องทำการกักตัวเองอยู่ที่บ้านให้ดูฟรี 1 เดือน โดยเนื้อหาส่วนใหญ่จะเป็นหนังฮอลลีวูด โดยคนไข้ที่ได้รับการยืนยันที่ศูนย์บำบัดของรัฐจะได้รับ QR Code เข้าถึงบริการสตรีมมิ่ง Watcha Play ได้โดยตรง ส่วนคนที่ต้องกักตัว หรือยังไม่เข้าข่ายติดเชื้อ จะต้องลงทะเบียนรับรหัสจากกระทรวงสาธารณสุขก่อนใช้งาน

 

อังกฤษ

โรงเรียนอังกฤษสอนนักเรียน ‘ไหว้แบบไทย’ แทน ‘จับมือ’

 

เดลี่เมล์รายงานว่า  “ไบรท์ตัน คอลเลจ” โรงเรียนชื่อดังของอังกฤษ  ได้จัดกิจกรรมให้นักเรียนไทยในวิทยาลัย  ทำการสอนวิธีการไหว้ทักทายแบบไทยให้กับนักเรียนประถมศึกษาของไบรท์ตัน คอลเลจ  หลังจากธรรมเนียมการจับมือทักทายถูกแนะนำให้หลีกเลี่ยง เนื่องจากอาจนำไปสู่การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ “โควิด-19” มากขึ้น โดยนักเรียนไทย 3 คนที่ไบรท์ตัน คอลเลจ ได้อธิบายถึงธรรมเนียมการไหว้ของไทย รวมทั้งวิธีการพนมมือและความหมายของการยกมือไหว้ในแต่ละระดับ  และหวังว่ามาตรการนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของการยับยั้งการแพร่กระจายของไวรัสได้

 

สหรัฐอเมริกา

Universal Pictures พลิกวิกฤต “โรงหนังปิด” จับหนังใหม่ลง“สตรีมมิ่ง” แทน

 

วอลล์ สตรีท เจอนัลรายงานว่า ค่ายหนังยักษ์ใหญ่สัญชาติอเมริกาอย่าง Universal Pictures พลิกวิกฤตเป็นโอกาสท่ามกลางสถานการณ์ COVID-19  หลังจากที่หลายประเทศทั่วโลกสั่งปิดโรงภาพยนตร์ ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงของการแพร่ระบาด ทาง Universal Pictures ตัดสินใจนำเอาภาพยนตร์ที่จะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ มาลงในออนไลน์ทั้งในรูปแบบเช่า ซื้อ และสตรีมมิ่ง ตัวอย่างภาพยนตร์ที่ค่ายหนังยักษ์จะนำมาลงออนไลน์ผ่านช่องทางอย่าง iTunes และ Amazon ได้แก่ The Hunt และ The Invisible Man ซึ่งแผนเดิมจะลงโรงในวันที่ 20 มีนาคมและ 10 เมษายนตามลำดับ สำหรับค่าบริการเช่าหนังดูผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ จะอยู่ที่ประมาณ 19.99 ดอลลาร์ หรือราวๆ 650 บาท

 

การมองมุมบวกช่วยให้ไม่วิตกเกินไป เวลานี้สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับพวกเราทุกคน คือ ป้องกันตนเองอย่างเคร่งครัด ติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้ ทุกวิกฤตย่อมมีโอกาส เชื่อว่าวันหนึ่งมันก็จะผ่านพ้นไปด้วยดี


_เทียบแท็กซี่ไทยและต่างประเทศ_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 20, 2020

ด้วยความจำเป็นที่ต้องจำกัดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้หลายๆ คนเลี่ยงออกจากบ้านถ้าไม่จำเป็น มหาวิทยาลัยปิด สถานบันเทิงปิด มีการ Work for home ทำให้การประกอบอาชีพเป็นไปอย่างยากลำบาก ไม่เพียงแค่ผู้ประกอบการ แต่ผู้ที่ทำงานหาเช้ากินค่ำนั้นลำบากยิ่งกว่า

 

“แท็กซี่” อาชีพหนึ่งที่เจอพิษโควิด-19 หนักอยู่พอสมควร เมื่อไร้ผู้คนเก็บตัวอยู่บ้าน ไม่มีนักท่องเที่ยว ยิ่งขาดรายได้

 

เดิมที “แท็กซี่” เป็นประเด็น ถูกตั้งคำถามกันหลายครั้ง ต้องคอยลุ้นทุกคันว่าเราจะได้ไปไหม? ปฏิเสธผู้โดยสารบ้าง เดี๋ยวส่งรถ เดี๋ยวไม่ไป รถติด ขับอ้อมบ้าง โก่งราคานักท่องเที่ยวบ้าง หรือ ชอบสนทนาแต่เรื่องการเมือง ไม่รู้จะคุยกับโชเฟอร์อย่างไรให้เดินทางได้อย่างมีสวัสดิภาพ ทำเอาปวดหัว ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?

วันนี้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จะพาไปเปิดใจโชเฟอร์แท็กซี่กัน หลังจากหนึ่งในทีมงานได้มีโอกาสตั้งคำถามและสนทนาสั้นๆ กับโชเฟอร์ระหว่างเดินทาง

 

Chapter 1  ‘ทำไมแท็กซี่ชอบปฏิเสธผู้โดยสาร

ทางฝั่งแท็กซี่ บอกว่า “มันจำเป็นจริง ๆ ขับไปก็ไม่คุ้ม” แท็กซี่บางรายจึงเลือกคิดราคาเหมากับนักท่องเที่ยวต่างชาติเพราะมองว่าคุ้มกว่า อัตราค่าโดยสารของแท็กซี่ไทย ถือว่า “ถูกมาก” และไม่ได้ปรับนานแล้วตั้งแต่ปี 2557 อัตราค่าโดยสารจึงไม่สอดคล้องกับต้นทุนและสภาพการจราจร รถติดได้นาทีละ 2 บาท ส่วนใหญ่หลังจากส่งผู้โดยสารแล้ว มีโอกาสน้อยมากที่จะได้ผู้โดยสารทันที ต้องวิ่งรถเปล่า

 

คนขับแท็กซี่ เล่าให้ฟังว่า ต้องแบกรับต้นทุน ทั้งค่าเช่ารถ ค่าผ่อนรถ ค่าเชื้อเพลิง ค่าซ่อมบำรุง ค่าใช้จ่ายอื่นๆ รวมแล้วเฉลี่ย 1,000-1,500 บาทต่อวัน ส่วนใหญ่ จึง “ปฏิเสธ” เพื่อวิ่งระยะใกล้ เลี่ยงรถติด หวังทำรอบรับผู้โดยสาร

 

Chapter 2 ‘ทำไมแท็กซี่ชอบชวนคุย

โชเฟอร์ ถามเราว่า “คิดว่าอาชีพไหนเหงาที่สุดล่ะ” อันดับแรกๆ คือแท็กซี่นั่นแหล่ะ เพราะอยู่แต่ในรถทั้งวัน ตั้งฟังวิทยุ ฟังเพลงแก้เซ็ง จึงได้รับข่าวสารอยู่พอสมควร ประกอบกับความเหงาก็ทำให้อยากแลกเปลี่ยนความคิดกับคนอื่นบ้าง ซึ่งผู้โดยสารจึงเป็นทางออกที่สามารถระบายความอัดอั้นในใจได้

 

ฉะนั้นถ้าเป็นประเด็นที่พอคุยได้ ไม่มีอะไรเสียหาย ก็คุยตอบกับโชเฟอร์ไปเถอะ เพราะแท็กซี่เองก็คือคนธรรมดาเหมือนอย่างเรา ๆ ที่มีทั้งดีและไม่ดีปะปนกันไป และต่างก็มีเรื่องราวชีวิตเช่นกัน ซึ่งประโยคที่โชเฟอร์วัยกลางคน สนทนากับเราท่ามกลางสภาพจราจรที่ติดขัดก็คือ

“พี่รับหนูขึ้นมาคนแรกของวันนี้เลยนะ”

 

ประโยคสั้นแต่สะเทือนใจ ยิ่งเศรษฐกิจแบบนี้บวกกับไวรัสกำลังระบาด ทำให้รายได้เฉลี่ยของโชเฟอร์รายนี้ ไม่ค่อยดีนัก ดาวน์รถเพิ่งหมดหนี้ รถแท็กซี่ที่ใช้หาเลี้ยงชีพก็หมดอายุการใช้งานเสียแล้ว ซึ่งปัจจุบันอายุของรถแท็กซี่มิเตอร์ที่กรมขนส่งทางบกกำหนดตอนนี้คือ 9 ปีเท่านั้น แม้ความสมบูรณ์ของสภาพรถคือปัจจัยหนึ่งของความปลอดภัย แต่เรื่องปากท้องของตนเองก็ยิ่งแย่ ถ้าเลือกเช่าแท็กซี่ก็ต้องจ่ายแพงหนักกว่าเดิม

 

“พี่ยอมตรวจสภาพทุกรถ 3 เดือน ถ้าตรวจสภาพแล้วมันพังหรือไม่ผ่านยังไงค่อยซื้อก็ได้ เพื่อที่ไม่ต้องหาเงินใหม่มาดาวน์ ยอมเปลี่ยนแอร์ยกชุด ยอมเปลี่ยนเบาะทั้งคันเลยก็ได้ แต่อยากให้ขยายอายุรถไปอีกสัก 3 ปีก็ยังดี ไม่ต้องเพิ่มราคามิเตอร์หรอก ถือว่าช่วยประชาชน ขอแค่ยืดอายุแท็กซี่เท่านั้นก็พอใจ”

โชเฟอร์ฝากบอกมา และเล่าให้ฟังอีกว่ายังมีเพื่อน ๆ ชาวแท็กซี่ของเขาอีกหลายคนที่มีแนวคิดนี้เช่นกัน

 

Chapter 3 “ทำไมไม่ขับ Grab หารายได้เพิ่มคู่กันไปล่ะ”

“เคยคิดสิ แต่มือถือพี่ไม่ค่อยดี สงสัยต้องเปลี่ยนมาหัดใช้บ้างแล้ว”

ลุงโชเฟอร์ทิ้งท้ายด้วยเสียงแหบพร่า ก่อนส่งเราถึงจุดหมายพร้อมรอยยิ้ม

 

สังคมแท็กซี่ก็เหมือนทุกสังคมทั่วไปคนขับดีๆ ก็มีอยู่มาก ส่วนที่ทำให้เสียชื่อนั้นก็มีปะปนอยู่เป็นเรื่องธรรมดาของสังคม หากพวกเรารู้จักเห็นอกเห็นใจกันให้มากขึ้น โลกก็จะน่าอยู่กว่าเดิม­แน่นอน

 

สุดท้ายนี้ เรานำเกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับแท็กซี่มาฝากกัน ว่าแท็กซี่ไทยเหมือนหรือต่างกับแท็กซี่ประเทศอื่นๆ อย่างไร

แท็กซี่หลากชาติ หลายสไตล์
ข้อมูลจาก : thairath.co.th

_อังกฤษCOVID_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 20, 2020

การระบาดของโรคโควิด 19 กลายเป็นวิกฤตครั้งใหญ่ของชาวโลกในขณะนี้ รวมถึงกลุ่มคนบันเทิงทั้งไทยเทศ ที่มีรายงานแล้วว่ามีหลายคนติดเชื้อโรคนี้จนต้องกักกันตัวเองและยกเลิกงานสำคัญหลายอย่าง เช่นกรณีของนักแสดงชื่อดังทอม แฮงก์ และภรรยา ที่ปัจจุบันรักษาหายแล้วแต่ยังคงออกมาเตือนให้ผู้คนระมัดระวังการใช้ชีวิตด้วย

 

อังกฤษเริ่มมาตรการเข้มวันนี้ หลังยอดผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเกือบสามพันราย

ล่าสุดแซม สมิธ นักร้องชื่อดังเจ้าของ 4 รางวัลแกรมมี่ชาวอังกฤษได้ออกมาโพสต์วิดีโอผ่านอินสตาแกรมส่วนตัวของเขาระหว่างที่ต้องกักกันตัวเองอยู่ในคฤหาสน์หรูมูลค่า 12 ล้านปอนด์ หลังรัฐบาลอังกฤษออกมาตรการให้ประชาชนเก็บตัวอยู่บ้านเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดที่กำลังเป็นปัญหาไปทั่วเกาะอังกฤษขณะนี้

 

ในคลิปวิดีโอ จะเห็นได้ว่าแซม วัย 27 ปีโพสต์รูปภาพของเขาในชุดการแต่งกายที่เรียบง่าย ด้วยเสื้อยืดธรรมดาสีขาวและกางเกงนอนแบบสบายๆ นั่งอยู่ที่ประตูหน้าบ้าน แต่ใบหน้าของเขาแสดงให้เห็นว่าอยู่ในช่วงของความวิตกกังวลและเหมือนว่าไม่สามารถควบคุมอารมณ์เศร้าจนต้องร้องไห้ออกมา

 

การโพสต์ของนักร้องชื่อดังเกิดขึ้นหลังจากชาวอังกฤษจำนวนมากกำลังตกอยู่ในภาวะยากลำบากกับการต้องกักกันตัวเอง รวมถึงกลุ่มแฟนๆ ที่ติดตามอินสตาแกรมของเขาจำนวนมากออกมาแสดงความรู้สึกว่ารู้สึกเบื่อหน่ายกับการที่ต้องอุดอู้อยู่ที่บ้านตลอดเวลา โดยแซม ได้กล่าวในคลิปทักทายแฟนๆ พร้อมกับพูดว่า ตอนนี้มันเป็นช่วงเวลาที่แปลกประหลาดมาก เขารู้สึกแปลกๆ กับสิ่งที่เกิดขึ้น ตอนนี้ต้องกักตัวอยู่ที่บ้านเช่นกัน โดยเขารู้สึกปวดหัวและมีอาการภูมิแพ้เล็กน้อย แต่คิดว่าไม่ได้เป็นอะไรมาก ตอนนี้สิ่งที่ต้องทำคือต้องการอยู่ในที่ปลอดภัย

 

“ตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่แปลก ฉันอยากจะติดต่อกับทุกคนในขณะนี้ และขอส่งความรักของฉันไปให้กับทุกคนและหวังว่าทุกคนจะโอเค เวลานี้เป็นช่วงเวลาสำคัญสำหรับพวกเราทุกคนที่จะยังคงอยู่ในบ้านและ ให้กำลังใจกันและกันโดยเฉพาะ ผู้สูงอายุทั้งหมด ฉันรู้สึกเป็นห่วงทุกๆ คน ขอให้อดทน และแบ่งปันอาหารซึ่งกันและกัน” เป็นคำพูดส่วนหนึ่งในคลิป นอกจากนี้แซมยังบอกด้วยว่า ในสัปดาห์นี้อาจจะเป็นช่วงเวลาที่แปลกและแตกต่างจาก แต่เขาจะพยายามทำในสิ่งที่ตัวเองทำได้มากที่สุดในการช่วยเหลือกันในขณะนี้ อย่างน้อยก็คือสิ่งที่ถนัดคือการร้องเพลง และถ้าหากอาการที่เป็นอยู่ดีขึ้น เขาจะเล่นเพลงและบันทึกเพลงเหล่านั้นให้ทุกคนได้ฟังและร้องร่วมกัน เพราะในเวลานี้คิดว่าดนตรีน่าจะเป็นสิ่งที่สวยงามและเยียวยาซึ่งกันและกันได้ดีที่สุด

 

“ฉันรักพวกคุณทุกคนมาก โปรดอยู่อย่างปลอดภัย ดื่มน้ำมาก ๆ อ่านหนังสือ แต่ฉันไม่ชอบการอ่านหนังสือ ก็พยายามทำสิ่งต่างๆ ให้ยุ่งๆ เข้าไว้ ตอนนี้คิดว่ากำลังจะดูทีวี”

 

สำหรับคฤหาสน์ที่แซม ใช้กักตัวเองของเขาเพิ่งจะถูกขโมยขึ้นบ้านไปขโมยของถึง 2 ครั้งภายใน 1 ปีที่ผ่านมาจนต้องขออัปเกรดความปลอดภัยด้วยการติดตั้งกล้องวงจรปิดตัวใหม่เซนเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหวและระบบตรวจสอบการเข้าใช้งานที่บ้านที่ห้าห้องนอนของเขาที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของกรุงลอนดอน

 

แซม สมิธ (Sam Smith) เป็นนักร้องและนักแต่งเพลงชาวอังกฤษ ที่มีรางวัลการันตีมาแล้วจำนวนมาก โดยในปี ค.ศ. 2015 แซมได้เข้าชิงรางวัลแกรมมี่มากถึง 6 สาขา และกวาดรางวัลมาได้ถึง 4 รางวัล ได้แก่ ศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยม, บันทึกเสียงแห่งปี, เพลงแห่งปีจาก “Stay With Me” และอัลบั้มป๊อปแห่งปี “In the Lonely Hour” ในปีเดียวกัน เขายังได้รับเลือกให้ร้องเพลง”Writing’s On The Wall” เพลงประกอบภาพยนตร์ Spectre ภาพยนตร์ลำดับที่ 24 ในชุดเจมส์ บอนด์ “Writing’s On The Wall” ยังทำแซม สมิธ คว้ารางวัลลูกโลกทองคำและรางวัลออสการ์ สาขาเพลงนำภาพยนตร์ยอดเยี่ยม อีกด้วย และยังเป็นเพลงที่ทำให้เขาโด่งดังสุดขีดในฐานะนักร้องชื่อดังระดับโลกจากเกาะอังกฤษ

 

ภาพจาก : Facebook: Sam Smith
ภาพจาก : Facebook: Sam Smith

 

ในปีที่แล้ว แซม สร้างความฮือฮา เมื่อได้ออกมาประกาศว่า เขาเป็น Non-Binary หรือผู้ที่ไม่แบ่งแยกเพศว่าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย และได้ปลดปล่อยความเป็นตัวเองออกมา พร้อมกับเล่าความกดดันที่เคยเกิดขึ้นในชีวิตวัยเด็ก โดยระบุว่า ต้องอดทนต่อการล้อเลียนจากรูปร่างที่อ้วนกลมในวัยเด็ก จากสภาพร่างกายที่สร้างฮอร์โมนเอสโตรเจนมากเกินไปจนต้องไปดูดไขมันที่หน้าอกตอนอายุ 12 ปี แต่ก็ยังกลับมาอ้วนกลมเหมือนเดิม เมื่อโตขึ้นเขาได้เปิดเผยกับครอบครัวว่าตัวเองเป็นเกย์ตั้งแต่อายุ 10 ขวบ แต่พออายุ 16-18 ปี ก็ตัดสินใจใส่เสื้อผ้าผู้หญิงและแต่งหน้า กระทั่งย้ายไปอยู่ที่ลอนดอน และเริ่มโด่งดังร่างกายก็กลับมาอ้วนอีกจนต้องใส่สูทเพื่อปิดบังความอ้วน

 

การออกมาให้สัมภาษณ์ครั้งนั้นทำให้แซมได้รับความชื่นชมมาก เพราะได้กล่าวถึงประเด็นที่ตรงใจทุกคน โดยเฉพาะการตีกรอบดารานักร้องเพศชายของฮอลลีวูดว่า ต้องดูดีเพอร์เฟกต์อยู่ตลอดเวลา ซึ่งสร้างปัญหาและแรงกดดัน ในขณะที่วงการสื่อหรือบันเทิงกลับเริ่ม เริ่มยอมรับผู้หญิงหลากหลายรูปแบบมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนรสนิยมทางเพศนั้นแซมยืนยันว่าเขาเป็น Non-Binary ที่ไม่แบ่งแยกเพศว่าเป็นหญิงหรือชาย โดยบอกว่า เคยถามตัวเองอยู่เหมือนกันว่าอยากแปลงเพศหรือไม่

 

“ฉันอยู่รอบตัวผู้ชายที่ชอบเพศตรงข้ามมาเยอะ จนรู้ว่าพวกผู้ชายที่ชอบบอกว่าชอบเพศตรงข้ามน่ะจริงๆ ก็ไม่ได้เป็นอย่างที่พูดหรอก” แซมกล่าวในครั้งนั้น

 

การเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของแซม สมิธ จึงได้ใจคนทั่วโลกที่ออกมาเปิดเผยความรู้สึกและความจริงของตัวเองแบบตรงไปตรงมาและล่าสุดกับคลิปให้กำลังใจแฟนๆ ยิ่งทำให้เขาได้รับความชื่นชมมากขึ้นไปอีก

 

ปัจจุบันประเทศอังกฤษ และสหราชอาณาจักร มีผู้ติดเชื้อโควิด 19 แล้ว 2,600 ราย มีผู้เสียชีวิต 104 ศพ ทำให้รัฐบาลต้องเริ่มมาตรการปิดให้บริการรถไฟใต้ดินในกรุงลอนดอนบางส่วน โดยรถไฟสายวอเตอร์ลู ที่วิ่งผ่านย่านการเงินของกรุงลอนดอน ปิดสถานีรถไฟอีก 40 สถานี พร้อมทั้งประกาศให้ประชาชนในกรุงลอนดอน งดเดินทางหากไม่จำเป็น และหลีกเลี่ยงการใช้บริการขนส่งสาธารณะ ยกเว้นผู้ที่ทำงานในสายงานที่มีความจำเป็นในช่วงวิกฤตการณ์แพร่ระบาดของไวรัส เช่น เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ ซึ่งจะมีรถบัสให้บริการ อีกทั้งประกาศปิดโรงเรียนทั่วอังกฤษอย่างไม่มีกำหนด พร้อมทั้งยกเลิกการสอบวัดระดับในภาคเรียนนี้

View this post on Instagram

Thinking of you all x

A post shared by Sam Smith (@samsmith) on

Cover Photo : Instargram samsmith


20มีนา-วันวสันตวิษุต_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 20, 2020

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เปิดเผยว่าในวันที่ 20 มีนาคม 2563 นี้ เป็นการกลับมาอีกครั้งของวัน “วสันตวิษุวัต” คือช่วงเวลากลางวันยาวนานเท่ากับกลางคืน ดวงอาทิตย์จะขึ้นทางทิศตะวันออกและตกทางทิศตะวันตกพอดี ถือเป็นวันเปลี่ยนฤดูกาลเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิของประเทศทางซีกโลกเหนือ และเปลี่ยนสู่ฤดูใบไม้ร่วงของประเทศในซีกโลกใต้

 

 

วัน “วสันตวิษุวัต” (วะ-สัน-ตะ-วิ-สุ-วัด) (Vernal Equinox) กลางวันยาวเท่ากับกลางคืน คำว่า “วิษุวัต” (Equinox) ในภาษาสันสกฤตหมายถึง จุดที่ดวงอาทิตย์อยู่ในตำแหน่งตั้งฉากกับเส้นศูนย์สูตร ของโลกพอดี แปลเป็นภาษาไทยว่า “ราตรีเสมอภาค” แต่ละวันดวงอาทิตย์จะปรากฏในตำแหน่งที่ต่างกัน เปลี่ยนตำแหน่งไปประมาณวันละ 1 องศา เมื่อดวงอาทิตย์เคลื่อนมา ณ ตำแหน่งตั้งฉากกับเส้นศูนย์สูตร ของโลก ทำให้ดวงอาทิตย์ขึ้นจากขอบฟ้าทางทิศตะวันออกและตกลับขอบฟ้าทางทิศตะวันตกพอดี จึงมีช่วงเวลากลางวันยาวเท่ากับกลางคืน นับเป็นวันเริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิของประเทศทางซีกโลกเหนือและเข้าสู่ ฤดูใบไม้ร่วงของประเทศในซีกโลกใต้ สำหรับประเทศไทย วันดังกล่าวดวงอาทิตย์ขึ้น เวลาประมาณ 06.22 น. และจะตกลับขอบฟ้า เวลาประมาณ 18.29 น. (เวลา ณ กรุงเทพมหานคร)

 

ภาพจากเฟสบุ๊ค : สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ Fan Page

ซึ่งในหนึ่งปี โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นวงรี โลกจึงมีระยะห่างจาก ดวงอาทิตย์ไม่เท่ากัน ช่วงใกล้ที่สุดประมาณต้นเดือนมกราคม (147 ล้านกิโลเมตร) และช่วงไกลที่สุดประมาณต้นเดือนกรกฎาคม (ระยะห่างเฉลี่ย 152 ล้านกิโลเมตร) เมื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของระยะทาง ใกล้-ไกล ในการโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ถือเป็นอัตราส่วนที่น้อยมาก ไม่มีผลต่อการเกิดฤดูกาลแต่อย่างใด แต่การที่แกนโลกเอียงทำมุม 23.5 องศา กับแนวตั้งฉากกับระนาบโคจรของดวงอาทิตย์ พื้นที่ต่าง ๆ ทั่วโลก จึงรับแสงอาทิตย์ได้ในปริมาณไม่เท่ากันส่งผลให้มีอุณภูมิต่างกัน รวมถึงมีระยะเวลากลางวันและกลางคืนที่ต่างกันด้วย เป็นเหตุให้เกิดฤดูกาลขึ้นบนโลก จะสังเกตได้ว่าในฤดูร้อนเวลากลางวันจะยาวกว่ากลางคืน ดวงอาทิตย์จะขึ้นเร็วและตกช้า ส่วนในฤดูหนาวเวลากลางคืนจะยาวนานกว่ากลางวัน ดวงอาทิตย์จะขึ้นช้าและตกเร็วนั่นเอง

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ Fan Page


_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 19, 2020

 

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ชวนคุณค้นหา “ธาตุเจ้าเรือนของคุณ” ตามศาสตร์การแพทย์แผนไทย  โดยแพทย์ใช้การจำแนกธาตุเรือนเพื่อเข้าใจความปกติของคนไข้แต่ละบุคคลเพื่อรักษาและแนะนําการรับประทานอาหารด้วย แต่ละธาตุจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ในบทความนี้

 

 

ผู้ที่มีธาตุเจ้าเรือนเป็นธาตุดิน ผู้ที่เกิดเดือน : ตุลาคม พฤศจิกายน ธันวาคม­­

คนธาตุนี้มีความหนักแน่นมั่นคง กระดูกใหญ่ น้ำหนักตัวมาก  บุคลิกโดดเด่นสง่างาม หากร่างกายสมดุลจะมีความสุขุมรอบคอบ มีเป้าหมายในชีวิต เฉลียวฉลาด ทะเยอทะยาน จิตใจหนักแน่น มีมนุษย์สัมพันธ์ดี กระตือรือร้น อดทนสูง เอื้อเฟื้อ มีเมตตา รักสงบ แต่ถ้าธาตุเสียสมดุล จะเกิดความขัดแย้งในตัวเอง ลังเล ขี้ใจน้อย ดื้อรั้น โกรธเกรี้ยว ฉุนเฉียว อารมณ์แรง

สิ่งที่ธาตุเจ้าเรือนเป็นธาตุดินควรดูแลเป็นพิเศษ คือ ความสมบูรณ์ของหัวใจ อาหารที่รับประทาน และกากอาหารในลำไส้ใหญ่ เมื่อมีการเสียสมดุลของตัวควบคุมสุขภาพจะทำให้คนธาตุดินมักเจ็บป่วยด้วยโรคของอวัยวะ โครงสร้างหลักของร่างกาย เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน ริดสีดวงทวาร เป็นต้น

อาหารที่เหมาะสมสำหรับคนธาตุดิน คือ รสฝาด หวาน มัน เค็ม

ผัก ผลไม้สำหรับชาวธาตุดิน ได้แก่ ผักกูด มังคุด ฝรั่งดิบ ฟักทอง ถั่วต่างๆ เงาะ น้ำนม น้ำอ้อย น้ำมะพร้าว เกลือ ฯลฯ

 

 

ผู้ที่มีราตุเจ้าเรือนเป็นธาตุน้ำ : ผู้ที่เกิดเดือน กรกฎาคม สิงหาคม และกันยายน

ส่วนใหญ่มักจะมีรูปร่างสมส่วน ผิวพรรณสดใส มักทำอะไรเชื่องช้าและค่อนข้างเกียจคร้าน มักเป็นคนที่ทนร้อน ทนเย็นได้ดี

คนธาตุน้ำผิวพรรณดี มีขนและผมดกดำเป็นเงา ข้อต่อกระชับ น้ำหนักขึ้นง่าย ลงยาก นอนหลับสนิท ทำให้นอนได้มาก เหงื่อออกน้อย ขับถ่ายปกติ

สิ่งที่ธาตุเจ้าเรือนเป็นธาตุน้ำควรดูแลเป็นพิเศษ คือ การควบคุมน้ำภายในร่างกาย เช่น น้ำมูก เสมหะ น้ำย่อยในกระเพาะอาหารและลำไส้ น้ำดี น้ำปัสสาวะ เป็นต้น

คนธาตุน้ำ มักเจ็บป่วยด้วยโรคระบบทางเดินหายใจ ระบบทางเดินอาหาร และระบบขับถ่าย ปัสสาวะ

อาหารที่เหมาะสมสำหรับคนธาตุน้ำ คือ รสเปรี้ยว ขม

ข้อควรปฏิบัติ

-หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่อากาศเย็น ชื้น ควรอยู่ในที่มีอากาศอบอุ่น

-ควรกินอาหารรสเผ็ดร้อน ฝาด ขม เช่น พริก ขิง ข่า ตะไคร้ ดีปลี พริกไทย กะหล่ำ แครอท ผักบุ้ง มะระ เห็ด

-ไม่ควรกินอาหารรสเปรี้ยว เค็ม หวานมากน้ำ รวมถึงผักชุ่มน้ำ เช่น มันเทศ แตงกวา มะเขือเทศ รวมถึงผักดองต่างๆ

-หลีกเลี่ยงอาหารมัน ของทอด ไม่ควรกินธัญพืชและเนื้อสัตว์ในปริมาณมาก

-ไม่ควรกินผลไม้รสหวานจัด เช่น มะม่วงสุก ควรกินผลไม้รสหวานไม่มากและมีรสฝาด เช่น ทับทิม แอปเปิล ฝรั่ง

 

 

ผู้ที่มีธาตุเจ้าเรือนเป็นธาตุลม : ผู้ที่เกิดเดือน เมษายน พฤษภาคม และมิถุนายน

ส่วนใหญ่มักจะมีรูปร่างผอม ปราดเปรียวช่างพูด มักเป็นคนอ่อนไหว เปลี่ยนแปลงเสมอ รูปร่างของผู้ที่อยู่ในธาตุลมจะ ค่อนข้างโปร่ง ดูอ่อนกว่าวัย ริมฝีปากอิ่ม ช่างพูด ดวงตากลมโต สดใส มีชีวิตชีวา ไม่ชอบอยู่นิ่ง นิสัยเป็นคนฉลาด ไหวพริบดี มีเสน่ห์งดงาม เกิดมาเพื่อเป็นผู้นำ สุขุมเยือกเย็น เข้าใจง่าย เรียนรู้ได้เร็ว แต่หากธาตุขาดความสมดุล จะเป็นคนเอาแน่เอานอนไม่ค่อยได้ โมโหง่าย ไม่กล้าตัดสินใจ อารมณ์ไม่มั่นคง จึงต้องสร้างสมดุลให้กับผู้ที่อยู่ในธาตุนี้

มีลมในท้องมาก มักท้องผูกง่าย

สิ่งที่ธาตุเจ้าเรือนเป็นธาตุน้ำควรดูแลเป็นพิเศษ คือ มักเจ็บป่วยด้วยอาการของระบบประสาท การไหลเวียนของโลหิต อารมณ์ และจิตใจ เช่น วิงเวียน หน้ามืด อ่อนเพลีย ไม่มีแรง เป็นต้น

อาหารที่เหมาะสมสำหรับคนธาตุลม รสเผ็ด รถธรรมดา อาหารที่ให้ความอบอุ่น ควรกินอาหารประเภทต้ม นึ่ง อาหารที่ย่อยง่าย หลีกเลี่ยงอาหารที่ไม่ผ่านการปรุง เช่นอาหารสด ดิบ

ข้อควรปฏิบัติ

-รักษาร่างกายให้อบอุ่นและชุ่มชื้น เช่น การใช้น้ำมันนวด หลีกเลี่ยงอากาศเย็น ไม่ควรดื่มน้ำเย็น

-ควรกินอาหารรสหวาน เปรี้ยว เค็ม อาหารที่ให้ความอบอุ่น เช่น หน่อไม้ มัน เผือก แครอท และอาหารที่ให้ความชุ่มชื้น จำพวกอาหารรสมัน เช่น ข้าวเจ้า ข้าวสาลี เมล็ดพืช ถั่ว งา อย่างเหมาะสม

-ควรกินอาหารประเภทต้ม นึ่ง อาหารที่ย่อยง่าย หลีกเลี่ยงอาหารที่ไม่ผ่านการปรุง เช่นอาหารสด ดิบ

-ไม่ควรกินอาหารรสเผ็ดร้อนจัด ขม ฝาดปริมาณมากๆ ไม่ควรกินผักใบเขียว ผักกินใบ เช่น มะระ ผักบุ้ง กะหล่ำ

-ผลไม้ที่เหมาะสม ได้แก่ องุ่น สับปะรด กล้วยสุก ส้ม มะพร้าว ไม่ควรกินผลไม้ดิบและมีรสฝาด เช่น ฝรั่ง มะม่วงดิบ และผลไม้อบหรือตากแห้ง

-แนะนำให้ดำเนินชีวิตอย่างมีสติ ไม่เร่งรีบ ไม่ควรเล่นกีฬาหักโหม การเคลื่อนไหวร่างกายอย่างมีจังหวะเป็นสิ่งที่เหมาะสม เช่น โยคะ วิ่งเหยาะ หรือ ฤาษีดัดตน

 

 

ผู้ที่มีธาตุเจ้าเรือนเป็นธาตุไฟ : ผู้ที่เกิดเดือน  มกราคม กุมภาพันธ์ มีนาคม

คนธาตุไฟมักมีรูปร่างปานกลาง ผิวมัน แพ้ง่าย เส้นผมละเอียด มักขี้ร้อน ใจร้อน อารมณ์ร้อน มีระบบการย่อยอาหารและการเผาผลาญดูดซึมดี หิวบ่อย กินจุ ท้องเสียได้ง่าย อารมณ์ร้อน หงุดหงิดง่าย หลับง่าย ตื่นไว  ผมหงอกเร็ว อาจจะหัวล้าน ข้อกระดูกหลวม และอาจมีกลิ่นปาก กลิ่นตัวแรง

สิ่งที่ธาตุเจ้าเรือนเป็นธาตุไฟควรดูแลเป็นพิเศษ คือ การทำงานของน้ำดี การควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย

อาการเจ็บป่วยที่มักพบได้ในคนธาตุไฟเช่น ท่อน้ำดีอุดตัน ตับอักเสบ ตัวเหลืองตาเหลือง ท้องอืด เป็นตัน

อาหารที่เหมาะสมสำหรับคนธาตุไฟ รสขม ฤทธิ์เย็น รสจืด

ข้อควรปฏิบัติ

-หลีกเลี่ยงอากาศร้อน หรือ การอยู่กลางแจ้งเป็นเวลานาน

-ควรอยู่ในสถานที่มีอากาศเย็นสบาย ถ่ายเทได้สะดวก สัมผัสใกล้ชิดกับธรรมชาติ เช่น ร่มไม้ แม่น้ำ

-ไม่ควรกินอาหารมัน ของทอด อาหารรสจัด รสเผ็ดร้อน เปรี้ยว และเค็ม

-ควรกินอาหารรสฝาด ขม จืด เย็น ควรกินอาหารที่ไม่ผ่านการปรุง เช่น ผักสด ข้าวที่ไม่ผ่านการขัดสี ผักใบเขียว เช่น ผักบุ้ง แตงกวา คะน้า ตำลึง ไม่ควรกินผักที่มีรสร้อนและรสเปรี้ยว เช่น หน่อไม้ กุ้ยช่าย มะเขือเทศ รวมทั้งอาหารหมักดอง

-ผลไม้ที่เหมาะสมได้แก่ผลไม้รสหวานเย็น เช่น องุ่น ส้ม มังคุด แตงโม หลีกเลี่ยงผลไม้รสหวานร้อน เช่น ขนุน ทุเรียน ลำไย

-หลีกเลี่ยงการดื่มชา กาแฟ แอลกอฮอล์ ออกกำลังกายเบาๆในที่เย็นสบาย เช่น ว่ายน้ำ การฝึกสมาธิ กำหนดลมหายใจเข้าออก เป็นวิธีที่จะช่วยผ่อนคลายให้กับคนใจร้อนอย่างธาตุไฟได้เป็นอย่างดี

 

ที่มาจาก :

https://lifecenterthailand.wordpress.com/2014/03/18

https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/592648


_Cover_2.jpg

kinyupen_adminMarch 19, 2020

#หนี้

เมื่อแอนเดรีย วิทเมอร์ แห่ง Reader Digest วิเคราะห์นิทานก่อนนอนว่าอาจมีสาระแฝงที่ส่งผลต่อนิสัยและการใช้เงินของเราเมื่อโตขึ้นอย่างไม่รู้ตัว กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงหยิบยกมาเพื่ออ่านกันเพลินๆ หรือจะอ่านไปคิดไปว่า เทพนิยายหลายเรื่องได้บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ที่กลายเป็น นิสัยก่อหนี้ หรือ ความคิดในการใช้ชีวิตแบบแล้วแต่ชะตากรรม จริงหรือไม่ ลองมาทบทวนกันดูว่าคุณมีชะตากรรมอะไรจากนิทานเหล่านี้

 

 

สโนว์ไวท์

เรื่องย่อ : แม่เลี้ยงของสโนไวท์อิจฉาความงามของเธอและหลอกให้เธอกินแอปเปิ้ลอาบยาพิษ พวกคนแคระนำร่างสโนว์ไวท์ใส่ในโลงแก้ว แล้วเจ้าชายรูปงามก็ปรากฏกายและจุมพิตเธอ พร้อมจบลงด้วยการแต่งงานกับเจ้าชาย

สาระที่ตั้งใจสื่อ : ความรักชนะทุกอย่าง ความดีชนะความชั่ว

สาระแฝง : บางทีเราก็ทำทั้งๆ ที่รู้ว่ามันอาจเป็นอันตราย หรือไม่เข้าท่า แต่ถ้าเราโชคดี/ใจดี/สวยพอ ก็จะมีคนมาช่วยแก้ไข

แฝงนิสัยก่อหนี้ : ทั้งที่รู้ว่าเราไม่ควรเป็นหนี้ แต่ลึกๆ ก็เชื่อว่าจะมีอะไรสักอย่างมาช่วย เช่น ถูกล๊อตเตอร์รี่ โบนัส เงินเดือนขึ้น งานจ๊อบ หรือ แฟนรวย

 

โรบินฮูด

เรื่องย่อ : โรบินฮูดปล้นคนรวยไปให้คนจน กษัตริย์องค์ใหม่เก็บภาษีโหด โรบินฮูดปลอมตัวเข้าแข่งขันยิงธนูที่กษัตริย์เป็นผู้จัดโดยผู้ชนะจะได้จุมพิตสาวแมเรียน เขาชนะแต่ถูกเผยโฉมจึงเกิดการต่อสู้ส่งผลชาวบ้านถูกจับเข้าคุก โรบินฮูดไปช่วยพร้อมกับขโมยทองคำทั้งหมดของกษัตริย์แล้วแต่งงานกับแมเรียน

สาระที่ตั้งใจสื่อ : การช่วยเหลือคนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมบางทีก็ต้องแหกกฎ

สาระที่แฝง : เราสมควรจะมีของเหมือนกับคนมั่งมี และไม่เป็นไรถ้าเราต้องทำเพื่อให้ได้สิ่งนั้นด้วยวิธีไม่ซื่อ ตราบใดที่ทุกคนได้ประโยชน์

แฝงนิสัยก่อหนี้: ทุกครั้งที่เราเห็นใครมีมากกว่า เราจะคิดว่า “ไม่ยุติธรรม” เมื่อเห็นโฆษณาเรามักคิดว่าสิ่งนั้นควรซื้อ  ควรมี แม้จะอยู่ในภาวะถังแตกขอเพียงเราใช้วิธีหมุนเงินเพราะสิ่งนั้นคุ้ม

 

คริสต์มาสแครอล

เรื่องย่อ : เอเบเนเซอร์ สกรูจเป็นตาแก่ผู้ชิงชังคริสต์มาส ร่ำรวย นิสัยตระหนี่เอาแต่สะสมเงิน เขาหลอกเอาเงินลูกจ้างที่ชื่อบ็อบ แครตชิตทั้งที่รู้ว่าลูกๆ ของแครตชิตเจ็บออดแอด คืนก่อนคริสต์มาสสกรูจถูกเทวดาคริสต์มาสฉายให้เห็นภาพในอดีต ปัจจุบัน และอนาคตว่า เขาจะลงเอยอย่างไรถ้าไม่เปลี่ยนนิสัย สกรูจกลัวสุดขีดจึงเปลี่ยนนิสัย จากนายทุนไร้หัวใจกลายเป็นเศรษฐีน้ำใจงาม และร่วมฉลองคริสต์มาสกับครอบครัวแครตชิต ซื้อของขวัญให้รวมทั้งขึ้นเงินเดือนเพื่อให้มีเงินพอรักษาลูกๆ ของเขา

สาระที่ตั้งใจสื่อ : อย่าชั่วร้ายและโลภมากนัก มิฉะนั้นคุณจะเสียใจภายหลัง ต้องมีจิตใจที่รู้จักให้

สาระแฝง : ชีวิตสั้นนัก มีเงินขนาดนั้นก็รีบใช้ดีกว่า!

แฝงนิสัยก่อหนี้: หลายครั้งที่เราจ่ายเงินซื้อของขวัญให้กับคนรอบข้างทั้งที่บางทีเราไม่ได้คุ้นเคยหรือสนิทสนมเพื่อแสดงว่าตัวเองใจดีมีน้ำใจ เพราะเราเชื่อว่าจะได้ผลตอบแทนในภายหลัง

 

อะลาดิน

เรื่องย่อ : อะลาดินเป็นเด็กหนุ่มเร่ร่อนที่เจอตะเกียงวิเศษซึ่งมียักษ์อยู่ข้างใน เขาขอพรให้ตัวเองกลายเป็นเจ้าชายจะได้ทำให้เจ้าหญิงจัสมินหลงรักตน จาฟาร์ พ่อมดผู้ชั่วร้าย ขโมยตะเกียงนั้นไปแล้วเปิดโปงว่า อะลาดินเป็นคนหลอกลวง แล้วจาฟาร์ยังตั้งตัวเป็นผู้ครองโลกด้วย อะลาดินได้เพื่อนๆ ช่วยแก้ไขสถานการณ์ แล้วทุกคนก็ลืมว่าเขาไม่ใช่เจ้าชายแท้ๆ เพราะเขาช่างมีนิสัยดีเหลือเกิน เขาได้แต่งงานกับจัสมินแล้วครองรักกันอย่างเป็นสุขตลอดไป

สาระที่ตั้งใจสื่อ : อย่าดูคนแค่ภายนอก

สาระแฝง : ถ้าคุณอยากเป็นที่ยอมรับก็ต้องแกล้งทำตัวเป็นสิ่งที่ไม่ใช่ตัวคุณ

แฝงนิสัยก่อหนี้ :  เพียงเพื่อรักษาหน้าตาทั้งที่รู้ว่าเราไม่มีเงินพอไปกับการรูดบัตรซื้อเสื้อผ้า ไปเที่ยวเมืองนอก หรือgadget

 

แน่นอน เราโตเป็นผู้ใหญ่กันหมดแล้ว นิทานแบบเด็ก ๆ คงไม่มีอิทธิพลกับเราอย่างจริงจัง แต่หากคุณซึมซับสาระจากที่ไหนสักแห่งแล้วคิดว่า ไม่เป็นไรหรอก แล้วเอาแต่สร้างหนี้สินต่อไป โปรดรู้ไว้ นิทานไม่ได้สวยหรูเหมือนชีวิตจริง บทเรียนชีวิตที่ควรได้รับคือ ให้สะสางหนี้จนเกลี้ยง และใช้จ่ายอย่างมีสติ เพราะหนี้สินไม่เคยพาไปสู่บั้นปลายชีวิตอันสุขสันต์

 


t_รัสเซียซาอุ_Cover_2.jpg

kinyupen_adminMarch 19, 2020

แม้จะอยู่ในช่วงลำบากกับการต่อสู้กับการระบาดของโรคโควิด19 แต่ก็มีข่าวดีสำหรับผู้ใช้น้ำมันเมื่อ ราคาน้ำมันลดลงต่อเนื่อง เพราะตลาดน้ำมันเองก็ได้ผลกระทบจากมาตรการการต่อสู้เชื้อโรคของแต่ละประเทศทั่วโลกเช่นกัน

 

ผลกระทบจากโรคระบาด ได้เริ่มสร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดการค้าน้ำมัน กลายเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายกำลังจับตาหลังจากที่เมื่อคืนวันศุกร์ที่ 6 มีนาคม 2563 กลุ่มประเทศโอเปกกับประเทศนอกกลุ่มโอเปกได้ประชุมร่วมกันเพื่อหารือในการปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันเพิ่มเติม มีเป้าหมายเพื่อพยุงราคาน้ำมันที่ตกต่ำจากการแพร่ระบาดของโควิด19 ซึ่งส่งผลให้ความต้องการน้ำมันของโลกลดลงอย่างมาก โดยซาอุดีอาระเบียซึ่งเป็นผู้นำของกลุ่มโอเปกได้เสนอให้ประเทศสมาชิกและประเทศนอกกลุ่มโอเปก ที่นำโดยรัสเซีย ปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันเพิ่มเติมอีก 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากเดิมที่ปรับลดมาแล้ว 1.7 ล้านบาร์เรลต่อวันในช่วงก่อนหน้า

 

แต่ในการประชุมกลับไม่ประสบความสำเร็จเหมือนหลายฝ่ายคาดหวัง เมื่อรัสเซียปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว ทำให้ซาอุดีอาระเบียไม่พอใจอย่างมากและประกาศทำสงครามราคาน้ำมัน โดยซาอุดีอาระเบียจะปรับลดราคาขายน้ำมันดิบให้กับลูกค้าทั่ว โลกลง 6-8 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล รวมทั้งจะค่อยๆ เพิ่มกำลังการผลิตของตัวเองจากเดิม 9.7 ล้านบาร์เรล ต่อวัน ขึ้นเป็น 12 ล้านบาร์เรลต่อวันอีก และจนกระทั่งถึงวันนี้ก็ยังไม่มีการเจรจาเพิ่มเติม ในขณะที่ราคาน้ำมันดิบก็ดิ่งลงอย่างต่อเนื่องและยังถือได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่ราคาน้ำมันตกต่ำที่สุดในช่วงเกือบ 20 ปีที่ผ่านมาเลยทีเดียว

 

ขณะที่ ดร.มนูญ ศิริวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน กล่าวว่า ขณะนี้ราคาน้ำมันในตลาดต่างๆ ของโลกร่วงลงอย่างต่อเนื่อง และถือเป็นการดิ่งลงอย่างเป็นประวัติการณ์เมื่อคืนนี้ โดยภายในวันเดียวราคาน้ำมันดิบร่วงลงถึง 24 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งนักวิเคราะห์ไม่คิดว่าราคาจะลงเร็วแบบนี้ ตลาดพยายามจะหาว่าจุดต่ำสุดอยู่ที่ไหน แต่ตอนถึงวันนี้ยังหาไม่เจอว่าราคาน้ำมันดิบจะไปถึงจุดต่ำสุดที่เท่าไหร่ โดยสรุปก็คือราคาน้ำมันในตอนนี้จะอยู่ที่ 20 เหรียญต่อบาร์เรล ซึ่งถือว่าเป็นการลงสู่ระดับต่ำสุด ในรอบ 18 ปี และต่ำสุดในประวัติการณ์ตั้งแต่ ปี ค.ศ.1983 หรือในปี พ.ศ.2526

 

ดร.มนูญ กล่าวต่อว่า สาเหตุที่ราคาน้ำมันดิ่งลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากได้รับแรงกดดันจากมาตรการล็อกดาวน์ของรัฐบาลต่างๆ ทั่วโลก ในการแก้ปัญหาการระบาดของโรคโควิด นอกจากนี้ยังมีสาเหตุการที่คนหยุดกิจกรรมต่างๆ ตลอด จนทำให้หลายฝ่ายกังวลว่าเศรษฐกิจโลกจะล่มสลาย ทั้งนี้มีการประเมินว่า ในเดือนมีนาคมนี้ โลกจะมีความต้องการใช้น้ำมันลดลง 8-9 ล้านบาร์เรล หรืออาจจะลดลงถึง 10 ล้าน บาร์เรลทีเดียว

 

อย่างไรก็ตาม ภายใต้สภาวะกดดันนี้ ล่าสุดรัฐมนตรีรัฐมนตรีว่าการน้ำมันของประเทศอิรัก ได้เสนอให้มีการจัดประชุมวาระฉุกเฉินของประเทศกลุ่มโอเปกพลัส เพื่อพิจารณามาตรการเร่งด่วนในการสร้างเสถียรภาพให้กับตลาด แต่ก็ยังไม่มีใครตอบรับ ขณะที่รัสเซียก็ระบุว่าอยากจะเห็นราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ทำให้เห็นว่าเริ่มจะมีเสียงเห็นด้วยมาจากรัสเซีย แต่รัฐมนตรีพลังงานของซาอุดีอาระเบียกลับยังเสียงแข็งและไม่ได้แสดงการตอบรับข้อเสนอของอิรักในการประชุมร่วมกัน และยังให้บรรษัทน้ำมันแห่งชาติของซาอุดีอาระเบีย คือ บริษัทซาอุดิ อารามโก ผลิตน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นต่อไป โดยจะผลิตให้ได้ถึง 12.3 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนเมษายนและเดือนต่อๆ โดยขณะนี้ซาอุดีอาระเบีย ผลิตน้ำมันอยู่ที่ประมาณ สิบล้านบาร์เรลต่อวันและส่งออกอยู่ประมาณ 8-9 ล้านบาร์เรลต่อวัน

 

“ดังนั้นจึงเชื่อว่าสถานการณ์ทั้งหมดจะยังเป็นประเด็นที่กดดันตลาดต่อไปตราบใดที่ยังไม่มีการเจรจากัน ราคาน้ำมันน่าจะลงต่อไป ขณะที่ราคาน้ำมันสำเร็จรูป ที่ตลาดสิงคโปร์ก็ปรับตัวลง ทำให้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปในไทยปรับตัวลงต่อเนื่อง ซึ่งวันนี้ก็ได้มีการปรับลงอีกเป็นครั้งที่ 7 รวมราคาลงไปแล้ว 4.20 บาท และยังคาดว่าจะปรับตัวลดลงอีก ดังนั้นผู้ใช้น้ำมันอาจจะยังไม่ต้องเติมน้ำมันเยอะ เติมหนึ่งสี่ของถังถึงเรื่อยๆ ก่อนเพื่อให้ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่กำลังลดราคาลงในขณะนี้” ดร.มนูญกล่าว


Covid-19-china-divorce_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 19, 2020

สื่อต่างประเทศรายงานว่า จากข้อมูลของสำนักงานทะเบียนราษฎร์จีนระบุว่าในช่วงเกือบหนึ่งเดือนที่ผ่านมา สำนักงานเขตในมณฑลต่างๆ ของจีนต้องดำเนินการจดทะเบียนหย่าร้างให้กับคู่สมรสชาวจีนเพิ่มขึ้นในอัตราที่น่าตกใจ นับเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในจีนที่มีสถิติการหย่าร้างสูงขึ้นอย่างมากเช่นนี้

 

รายงานระบุว่า ที่สำนักงานเขตมณฑลเสฉวน มีผู้เดินทางมาขอจดทะเบียนหย่าด้วยความสมัครใจมากกว่า 300 คู่ในช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ในขณะที่ที่สำนักงานเขตซีอานก็มีคู่สมรสมายื่นจดทะเบียนหย่าถึง 14 คู่ภายในวันเดียว แต่ในบางเขตคู่รักก็ต้องผิดหวังกลับไปเพราะไม่ได้หย่า เนื่องจากทางเขตที่ขีดจำกัดการจดทะเบียนหย่าได้เพียง 10 คู่ต่อวันทำให้พวกเข้าต้องรีบเดินทางมาใหม่ในวันรุ่งขึ้นเพื่อให้ทันเป็นหนึ่งใน 10 คู่ที่จะสามารถจดทะเบียนหย่ากันได้  ซึ่งสถิติที่เพิ่มขึ้นของการจดทะเบียนหย่าของผัวเมียชาวจีนเกิดขึ้นในช่วงที่จีนสั่งให้ประชาชนกักตัวอยู่ที่บ้าน และงดกิจกรรมอื่นๆ นอกบ้าน

 

เจ้าหน้าที่จีนระบุว่า การที่คู่รักตัดสินใจมาจดทะเบียนหย่ากัน ส่วนใหญ่ให้เหตุผลว่า “เบื่อ” หลังจากที่ต้องใช้เวลาอยู่ร่วมกันในบ้านเป็นเวลานานและมากเกินไป ทำกิจกรรมหลายอย่างด้วยกันจนไม่มีอะไรจะทำแล้ว การต้องเห็นหน้ากันทุกวันก็อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดเหตุทะเลาะ เบาะแว้ง และเริ่มเข้าใจในสิ่งที่แตกต่างกันมากขึ้น

 

 

มีรายงานว่าเมื่อสำนักงานเขตในพื้นที่ต่างๆ เริ่มเปิดทำการ เมื่อวันที่ 1 มีนาคม ที่ผ่านมา หลังหยุดทำการไปเพราะเหตุการณ์แก้ปัญหาโรคระบาด ก็พบว่ามีคู่สมรสพากันมาจดทะเบียนหย่ากันอย่างล้นหลาม ซึ่งนับเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยเจ้าหน้าที่ของจีนกล่าวว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นชี้ให้เห็นว่า คนหนุ่มสาวผู้ที่มาจดทะเบียนหย่าส่วนใหญ่เป็นคู่รักหนุ่มสาว ที่มักจะมีการติดสินใจแบบหุนหันพลันแล่น และ เมื่อเจ้าหน้าที่ให้สติว่าลองกลับไปพิจารณาดูกันใหม่ พวกเขาก็มักจะปฏิเสธที่จะกลับไปทบทวนการตัดสินใจและยังยืนยันจะยุติชีวิตสมรสกันต่อไป

 

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้  ทำให้เกิดความสนใจในเชิงจิตวิทยาจนกลายเป็นที่ถกเถียงว่าแท้จริงแล้วการที่คู่รักจะมีเวลาใกล้ชิดกันมากๆ นั้น มีประโยชน์ต่อความสัมพันธ์หรือไม่ หรือว่าแท้จริงแล้วมันอาจจะทำให้เป็นไปในทางตรงกันข้ามกันแน่ ทั้งนี้สื่อได้นำข้อมูลการศึกษาในประเด็นนี้ที่จัดทำขึ้นเมื่อปี 2018 พบว่าคู่รักที่อยู่ด้วยกันก่อนแต่งงานมีอัตราการหย่าร้างลดลงในปีแรกเมื่อเทียบกับคู่รักที่ไม่ได้ทดลองอยู่ร่วมกันมาก่อน แต่อัตราการหย่าร้างกลับจะสูงขึ้นหลังจากที่ทั้งคู่ได้ใช้เวลาอยู่ร่วมกันเป็นเวลามากกว่า 5 ปีขึ้นไป  แต่งานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งกลับแสดงให้เห็นว่าการใช้เวลาอยู่ด้วยกันเป็นเวลานานจะสามารถปกป้องคู่รักจากการหย่าร้างได้

 

อย่างไรก็ตามความบาดหมางของคู่รักชาวจีนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุระบาดของโรคโควิด19 ยังสะท้อนออกมาให้เห็นในการใช้สื่อโซเชียลมีเดียของจีน อย่าง เหว่ยป๋อ แพลตฟอร์มที่ได้รับความนิยมสูงสุดของชาวจีน ซึ่งสื่อให้เห็นว่าความรักของคู่รักที่ต้องอาศัยอยู่ด้วยกันเป็นเวลานานมีแนวโน้มที่จะถึงจุดระเบิดจากปัญหาตั้งแต่เล็กๆ น้อยๆ ต่างๆ  ไปจนถึงความเครียดเรื่องความเป็นอยู่ และเศรษฐกิจที่ตกต่ำ หลายคู่ตกอยู่ในสภาพของความวิตกกังวล อาการซึมเศร้า และหลายคนหลายคู่ก็สะท้อนความรู้สึกต่างๆ เหล่านั้นระบายลงในสื่อสังคมออนไลน์ เช่น

“เมื่อคู่รักใช้เวลาทั้งกลางวันและกลางคืนด้วยกันมันยากที่จะซ่อนปัญหาเอาไว้ ข่าวนี้ไม่ได้ทำให้ฉันประหลาดใจเท่าไหร่ที่คู่รักจะอยู่ด้วยกันไม่ได้และต้องหย่าร้างกัน” “บางทีงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ อย่างเรื่องทำความสะอาดบ้าน หรือล้างจาน ก็อาจจะสะสมเป็นปัญหาให้ทะเลาะกันได้”  หรือ “ทำไมถึงไม่หยิบจับอะไรสักอย่าง เราทุกคนก็เหนื่อยเหมือนกันทั้งนั้น” เป็นต้น  

 


testcovid-csr_cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 18, 2020

 

• “ผลงานคนไทย” : ภายใต้ความร่วมมือของ “สถาบันวิทยสิริเมธี – กลุ่ม ปตท. – กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ – คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล – คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล – โรงพยาบาลพระปกเกล้า จ.จันทบุรี
• “รู้ผลเร็ว” ภายใน 30 – 45 นาที เหมือนตรวจการตั้งครรภ์
• “ต้นทุนถูก” : ต้นทุนประมาณ 475 บาทต่อชุด โดยใช้อุปกรณ์ในไทยทั้งหมด
• “ผลิตได้แสนชุดต่อเดือน” ขณะนี้มีสต็อคประมาณ 10,000 ชุด กำลังผลิตอยู่ที่ 100,000 ชุดต่อเดือน
• “เตรียมแผนผลิต” : ชุดทดสอบสำหรับในคลินิก คาดเดือนเมษายนนี้

 

หมายเหตุ อยู่ระหว่างรอการประกาศยืนยันผลการทดสอบการใช้ และการยืนยันจากรพ.ศิริราชอีกครั้ง หากได้รับการประกาศใช้แล้ว เชื่อว่าจะสามารถเร่งผลิตออกมาใช้ได้ต่อไป


GothicStyle_Stoker_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 18, 2020

เราจะคิดถึงอะไรมากกว่ากัน ถ้าใครสักคนชวนให้นึกถึงฉาก นอร์แมน เบสต์ ยืนอยู่หน้าบ้านเก่าบนเนินเขาใน Psycho กับที่อยู่อาศัยของ “เอ็ดเวิร์ด” มือกรรไกรในหนัง Edward Scissorhands หรือใครจะจำอะไรได้มากกว่ากัน ถ้ามีคนอ้างถึงหนังอย่าง Sweeney Todd กับ A Tale of Two Sisters

 

เคยมีการสำรวจเล่นๆ จากมหาวิทยาลัยในโตรอนโตว่า กลุ่มหนัง หรือ ตระกูลหนังที่มีคนดู “จดจำ” อย่าง “ไม่ตั้งใจ” ได้มากที่สุด ก็คือ ภาพยนตร์ในตระกูล (genre) ที่เป็นพวก Film Noir หรือ dark movie ซึ่งอาศัยหรือพึ่งพาฉากหลังของ Gothic style มากที่สุด ฉะนั้นเวลาคุณเห็นตัวละครที่มีทรงผม (หรือเส้นผม) ที่โด่เด่ ชี้ไปมา หรือ ทรงผมที่ไปไม่ได้กับหน้าตาตัวละครนั้น ก็คงเข้าใจได้ว่า

 

มันเป็นภาพประหลาด เพราะความประหลาดนั้น หรือความไม่เข้าพวก ทำให้เกิดการสะดุดและจดจำได้มากที่สุด

 

นี่เป็นเหตุผลว่า ใครต่อใครที่ไม่เคยจะชอบหนังของ ทิม เบอร์ตัน กลับจะจดจำหนังและตัวละครของเขาได้ทันทีเมื่อมีการพูดถึง หรือมักจะมีฉากหลังในหนังกลุ่มนี้ ที่ถูกยกให้เป็นฉากที่คนดูจำได้มากกว่าฉากหวานๆ ในหนังรักโรแมนติคจากโรงงานฮอลลีวู้ด การที่โลเคชั่นหรือเครื่องแต่งกาย หรือรวมไปถึงการเมคอัพคาแรคเตอร์

ให้ไปด้วยกันได้กับแนวทางหนังแบบนี้นั้น มันถูกสำรวจออกมาแล้วว่า คนดูยังคงต้องการอะไรที่เป็นสไตล์โกธิคอยู่ในใจ

 

เรย์ คาร์นีย์ ศาสตราจารย์ด้านภาพยนตร์ของมหาวิทยาลัยบอสตัน เคยบอกว่า เพราะโกธิคมีความดาร์คที่เกินปรกติ และมันตอบสนองส่วนลึกของจิตใจมนุษย์ที่อยากเห็นอะไร “นอกลู่นอกทาง” ไปจากปรกติ อย่างน้อยก็พาพวกเขาออกพ้นไปจากเรื่องแบบแผนนิยม (พวก happy ending ที่เจ้าชายแต่งงานกับเจ้าหญิง) เมื่อพูดถึงสไตล์โกธิคนี้ ถ้าเราสำรวจย้อนหลังในช่วง 10 ปีมานี้

มันคือสิ่งที่เร้นซ่อนอยู่ในหนังยุคใหม่มากมายหลายเรื่อง

มันไม่เคยหายไปไหน ยาวนาน แถมยังปะปนและผสมผสานในหนังหลายตระกูล

 

 

หนึ่งในหนังที่ใช้สไตล์ของโกธิคได้ดี และผมเพิ่งได้ดู แถมยังถือว่าเป็นหนังที่เล่าเรื่องด้วยภาพอย่างแท้จริงก็คือ Stoker ของผู้กำกับอารมณ์ซาดิสต์อย่าง ปาร์ค ซัน-วูค ซึ่งเคยแจ้งเกิดในบ้านเรากับหนังอย่าง Old Boy เขามีแนวทางที่คล้ายๆ กับอั้ง ลี่ เมื่อได้เดินทางไกลในเส้นทาง และเข้าไปทำงานกับสตูดิโอในฮอลลีวู้ดกับหนังเรื่องนี้

 

โดยส่วนตัวผมคิดว่าคนที่ชอบหนังแนวนี้ น่าจะมีแค่บางส่วนเท่านั้น เพราะพล็อตเรื่องจะไม่สนใจการขึ้นตรงกับเวลา หรือการเล่าเรื่องจะไม่เอาใจแมสฯ แบบฮอลลีวู้ด

 

เนื้อหาของหนังก็กำกวมไปด้วยพฤติกรรมของคาแรคเตอร์แปลกๆ สาวน้อยหน้าตาสะสวยที่ชื่อ อินเดีย สโตคเกอร์ (มีอา วาสิคาวสกา) ต้องสูญเสียทั้งพ่อที่เธอรักและเพื่อนสนิทของเธออย่างริชาร์ด จากเรื่องพิศวงกับรถยนต์ในวันเกิดของเธอตอนอายุ 18 ปี ชีวิตอันเงียบสงบของเธอบนคฤหาสน์ของครอบครัวลึกลับ ค่อยๆ พังทลายในพริบตา และ อินเดีย แสดงออกถึงความรู้สึกที่ลึกลับอย่างไม่อาจเปิดเผยได้ ซึ่งมีเพียงพ่อของเธอเท่านั้นที่สามารถเข้าถึงได้

 

ไม่นานนัก “อินเดีย” ได้พบกับพี่ชายของพ่อที่ขาดการติดต่อกันไปนาน ชาร์ลี (แมทธิว กู้ด) ที่มาร่วมงานศพอย่างไม่คาดฝัน เขาตัดสินใจพักอยู่กับเธอและแม่ของเธอที่มีอารมณ์แปรปรวน อีวี่ (นิโคล คิดแมน) ในช่วงแรก อินเดีย หวาดระแวงในตัวลุงผู้ลึกลับ แต่ดูมีเสน่ห์ชวนหลงใหล เขาเองก็หลงเสน่ห์เธอเข้าเช่นกัน เธอเริ่มรู้ตัวว่าต่างฝ่ายต่างมีใจให้กันอย่างไร

ตัวของ ชาร์ลี ค่อยๆ เผยตัวตนให้อินเดียเห็นทีละนิด จนเธอเริ่มหลงในตัวญาติของเธอมากขึ้นเรื่อยๆ จนเริ่มคิดว่าการมาถึงของเขาไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่ๆ จากคำโน้มน้าวของลุงเธอ ทำให้เธอหลงเชื่อในพรหมลิขิตที่ไม่ชอบมาพากลครั้งนี้

 

ผมคิดว่านี่เป็นหนังที่น่าวิเคราะห์ในเชิงจิตวิทยามากที่สุด เพราะมันการนำเอา element เกี่ยวกับซาวน์ทางธรรมชาติ มาใช้อย่างรอบจัดและรอบด้านมากที่สุด ตั้งแต่สีของดอกไม้, เสียงของสายลมและการเคลื่อนภาพเกี่ยวกับระยะของกล้อง (โดยมีความเย้ายวนของเพศ เข้ามายั่วคนดู) ฉากการมาสเตอร์เบชั่นของ อินเดีย ในห้องน้ำ

เชื่อมโยงไปกับสไตล์ลึกลับของโกธิคที่หนังใช้ตลอดเวลา

 

น่าสนใจว่าในหนัง Stoker นั้น เงื่อนไขหนึ่งที่หนังทำได้ดีก็คือ มันเป็นบรรยากาศและชีวิตที่ไม่ต้องการเรื่องของเวลาและสถานที่ว่า ต่อเนื่องกันอย่างไร หนำซ้ำ ตัวบรรยากาศของหนัง โนมเนื้อและการสัมผัส ยังถูกแนวทางของโกธิคทำให้เหมือนฝัน มีกลิ่นอายของอีโรติก มีการใช้ตัวละครที่เคลื่อนไหวเข้าออกผ่าน “เฟรมภาพ” ในเกมซ่อนหากับผู้ชม โดยใช้กล้องที่มีการเตรียมมาอย่างยาวนานซึ่งเป็นกล้องที่ทำมุมพิเศษ และออกแบบดนตรีที่มีความซับซ้อนเพื่อบรรยายถึงนักล่าจากผู้ถูกล่าในหมู่ตัวละคร

 

ถ้าเทียบกับงานของ ทิม เบอร์ตัน หรือหนังอย่าง A Tale of Two Sisiters แล้ว ความโกธิคของพวกนั้น ถูกใช้อย่างรวดเร็วเพื่อให้เกิดความลึกลับ กระเดียดไปทางน่ากลัว ต่างจากโกธิคของปาร์ค ที่เจตนาให้เกิดความเย้ายวน และมีความสวยงาม

 

ปาร์คทำหนังของตัวเองโดดเด่นขึ้นมา เพราะเขามีคู่หูอย่าง “ชุง” ซึ่งเป็นคนถ่ายภาพที่เก่ง ซึ่ง ชุง บอกนักข่าวว่า พอปรับบท คุยกันถึงรูปภาพ ภาพถ่าย หรือสิ่งที่ภาพยนตร์อิงภาพมาจากหนังเรื่องอื่น แต่การเลือกวิธีการถ่ายทำแต่ละฉากเป็นการเทียบรองลงมาถึงความเข้าใจอารมณ์ของตัวละครจากบทภาพยนตร์

 

ตั้งแต่เริ่มพิจารณาบทอย่างละเอียดแบบเดียวกับที่นักแสดงทำ ชุงทำหนังในส่วนของการสร้างภาพ ที่เขาบอกว่า มันเหมือนการสร้างบ้าน เพราะจะไม่เห็นรูปร่างของภาพยนตร์จนกว่าเวลาจะผ่านไปสักพัก รายละเอียดบนสตอรี่บอร์ดจะเพิ่มขึ้น ซึ่งจะเดาง่ายขึ้นว่าภาพยนตร์จะออกมาแนวไหน”

 

หนังเรื่อง Stoker นั้น เนื้อของมันไม่ได้มีแค่เรื่องราวปัญหา แต่ยังมีการพัฒนาเรื่องราวที่สะท้อนจากการถ่ายภาพด้วย ภาพเริ่มต้นอย่างเรียบง่าย แต่เมื่อเรื่องราวดำเนินไป ตัวละครต่างเผยธาตุแท้ออกมา ความสัมพันธ์ก็ดูซับซ้อน ความตื่นเต้นและท้าทายที่สุด การแสดงให้เห็นถึงการพัฒนา ไม่ว่าเอวี่หรือชาร์ลีจะรู้สึกอย่างไร กล้องต้องคอยจับภาพไว้

เล่นแสงให้แรงขึ้นและนุ่มลง

 

ในความเป็น neo-noir ของหนัง Stoker นั้น เคยมีการตั้งข้อสังเกตว่า มันมีอิทธิพลในการคิดคล้ายกับ Black Swan เมื่อหลายปีก่อน เพราะเล่นกับจินตนาการและซอกมุมของบ้านได้อย่างสนุกสนาน เรื่องราวส่วนใหญ่ในหนัง เกิดขึ้นในคฤหาสน์ของสโตคเกอร์ ปกติหนังจะสร้างฉากขึ้นเป็น “บ้าน” เพื่อจัดวางตำแหน่งกล้องและไฟ เพราะบ้านสโตคเกอร์คือสถานที่จริง

 

แต่หนังเอามุมบ้านมาเล่นกับนิสัยตัวละครได้มากขึ้น เหมือนนักแสดงบางคนที่กล้องจับภาพได้ต่างไปจากบางมุม คนดูก็ค่อยๆ เรียนรู้ว่าบ้านจะดูหม่นหมองหรือเปี่ยมไปด้วยความหวังได้ ขึ้นอยู่กับมุมที่จะมอง  มีอยู่ 2-3 ฉากที่ Stoker มีความแข็งแรงในการถ่ายหนังออกมาเป็นโกธิคมาก นั่นก็คือ การสร้างฉากเต้นรำโดยเน้นความละเอียดระหว่างกล้อง นักแสดง และบรรยากาศที่เป็นไปได้ (เพราะความคิดของปาร์ค ซัน-วูคด้านการผลิต เน้นเรื่องรายละเอียดมาก เขาสามารถสร้างตัวละครและเนื้อเรื่องผ่านด้านวิชวลและผลงานภาพได้ ผู้กำกับปาร์คเตรียมตัวเยอะมาก

 

 

ส่วนที่สองคือ ตอนที่ อินเดีย กับชาร์ลี เล่นเปียโนด้วยกัน จนอีโรติคและดูเป็นการเล้าโลมทางเพศมากกว่าเล่นดนตรี ฉากนั้นสไตล์ภาพที่ดูเหมือนฝัน ผสมอารมณ์ระทึกขวัญสั่นประสาท และส่วนที่สามที่ผมชอบคือ การทำให้ความสัมพันธ์ระหว่าง อินเดีย กับแม่ ที่ผิดปรกตินั้น สัมผัสได้ถึงการไร้ความผูกพันและกาลเวลา “อินเดีย” กับแม่ของเธอมีตัวตนอย่างไร้สถานที่และกาลเวลา มันมีความลึกลับอยู่ใกล้ชิดกับบริเวณบ้านพวกเขา ให้มีความรู้สึกแห่งความเป็นนิรันดร์อยู่ภายในบ้าน และ “ครอบครัว” คล้ายกับเป็นอีกโลกหนึ่ง

 

ผมได้บทสัมภาษณ์ของทีมงาน และพบว่าพวกเขาสามารถสร้างฉากตอนแบบโกธิคที่คมคายมาก พวกเขาออกแบบฉากและแปลงสภาพบ้าน ที่ดูโบราณเป็นคฤหาสน์สโตคเกอร์ใหม่ทั้งหลัง ไม่มีการมองข้ามรายละเอียดใดเลยแม้แต่เรื่องสีและสไตล์ รายละเอียดวอลเปเปอร์ ข้าวของบนโต๊ะของริชาร์ด และแม้แต่ชุดอาบน้ำในห้องน้ำ ฉากนั้น ริชาร์ด สโตคเกอร์

พาครอบครัวมาอยู่ที่บ้านหลังนี้เพื่อกั้นพวกเขาออกจากโลกภายนอก

 

การหาบ้านที่สวยงามเหมาะสมสำหรับนักออกแบบ และสมาชิกในตระกูลเศรษฐีเก่าอเมริกันชน คือ เรื่องที่ท้าทายเป็นพิเศษ มีการตกแต่งด้วยข้าวของน้อยชิ้น ที่สื่อถึงความร่ำรวยของครอบครัว องค์ประกอบแต่ละส่วนคัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน มีข้อคิดแฝงอยู่ในทุกรายละเอียด เมื่อบวกกับถ้วยรางวัลแห่งการล่าที่ อินเดีย และพ่อของเธอได้รับร่วมกันส่วนใหญ่ คือ

“การล่านก” ที่ถูกแขวนอยู่ในบ้าน และช่วยเสริมคอนเซ็ปต์ของบ้านให้เดอเปรได้ในภาพ 3 มิติ

 

จากตรงนี้ หนังสื่อสารกับคนดูผ่านสไตล์ของโกธิคว่า “บ้าน” เหมือน “รังนก” ที่เปิดกว้าง ส่วนตัวละครเปรียบเหมือนนก “เอวี่” เหมือน “นกยูง” ตัวลุง “ชาร์ลี” กลายเป็นแม่ไก่ และ อินเดียคือ “ลูกไก่” พวกเขาไล่จับกันอยู่ในบ้านหลังนี้ เป็นการย้อนกลับไปหาไอเดียของการ “ไล่ล่า” นั่นหมายความว่า ทุกคาแรคเตอร์ต่างมีความลับ และมีลักษณะของการไล่ล่าและหนี

ซึ่งตรงกับอารมณ์ความรู้สึกของสไตล์โกธิคที่หนังใช้

 

ในทางจิตวิทยา นับจากหนังของเอ็ดเวิร์ดมือกรรไกร มาจนถึง dark night ไตรภาค และเลยมาจนถึงเรื่องนี้ นักวิจารณ์หลายคนของเมืองนอก คิดว่า ในช่วง 5 ปีนับจากนี้ “โกธิค สไตล์” จะกลายเป็นฉากหลังที่สำคัญในหนังหลายเรื่อง

 

เพราะแม้ว่า คำพูดเราจะใฝ่ฝันถึง vintage (ผ่านการซื้อข้าวของเครื่องใช้และการเที่ยว)

 

แต่ในใจของเราทุกคน มีซอกมุมและซอกหลืบของ “โกธิค”

 

จะลึกแค่ไหน คงแล้วแต่ “การขุด” …

 

หมายเหตุ :

  • โกธิค สไตล์ หรือ Gothic Style ลักษณะฉากที่มักแสดงภาพลักษณ์ออกมาในรูปแบบของความเศร้าโศก หดหู่ หมองหม่น เหมือนเรื่องราวฆาตกรรม ลึกลับ หรือพวกพ่อมดหมอผี

เกร็ดน่ารู้ คำว่า โกธิค แบ่งออกเป็น 3 ยุคใหญ่ๆ คือ

  1. Goths ราวๆศตวรรษที่2-3 เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดGoth เป็นชื่อเรียกชนเผ่าหนึ่งที่อยู่ตอนเหนือของยุโรป
  2. Classic Gothic คือGothic ยุคมืด (Dark Age)เกิดขึ้นศตวรรษที่ 12 – 16 ยุคนี้เริ่มต้นที่ฝรั่งเศส และแผ่ขยายไปทั่วยุโรป เป็นสมัยที่นักบวชเป็นใหญ่ นักบวชเริ่มแสดงอำนาจบาตรใหญ่ ออกกฎต่างๆ นานา กับประชาชนที่ถูกสงสัยว่าเป็นอริกับพระเจ้า เช่น นับถือนิกายอื่น มีความขัดแย้งกับนักบวช เป็นรักร่วมเพศ หรือแม้แต่นับถือเวทมนตร์ และมีบทลงโทษที่รุนแรง เช่น การจับเผาทั้งเป็น

Dark Age เป็นยุคของสงครามศาสนา ซึ่งเรื่องราวก็เริ่มที่เกี่ยวพันธ์กับ Dracula และเรื่องมืดมนๆ เกิดการต่อต้านศาสนาขึ้นมานิดๆ การเกิดนิกายใหม่ๆ นำไปสู่นิกายใหม่ๆ ของศาสนาคริสต์

  1. Neo Gothicเป็นช่วงศตวรรษที่18-19 Gothic ยุคนี้ แสดงถึงความเก็บกดของประชาชนที่มีต่อสังคมและศักดินาประชาชนเริ่มเป็นห่วงสวัสดิภาพของตนเองจนไม่กล้าออกจากบ้าน มีอาชญากรรมไปทั่วเมือง นำไปสู่ Anachy (การต่อต้าน)  และท้ายสุดนำไปสู่การปฎิวัติ (Revolutions) ยุคนี้มีเรื่องสำคัญๆ เช่น ฆาตกรโรคจิต Jack the Ripper นิยายวิทยาศาสตร์เรื่อง Frankenstein การจับผู้ที่สงสัยว่าเป็นแม่มดเผาทั้งเป็นในอเมริกาก็เกิดในยุคนี้เช่นกันส่วน Gothic อื่นๆ จะมีอยู่ประปรายในสมัยหลังๆ เช่น สมัย ฮิตเลอร์ (ที่มาจาก : http://gothicth.blogspot.com/)

 

  • ฟิล์มนัวร์ (Film Noir) ชื่อเรียกประเภทของภาพยนตร์ประเภทหนึ่ง โดยที่คำว่า “Noir” เป็นภาษาฝรั่งเศสแปลว่า “ดำ” หากจะแปลกันตรง ๆ ตัว ฟิล์มนัวร์ จึงแปลว่า “ฟิล์มดำ” หรือ “ภาพยนตร์ดำ” หรือ “ภาพยนตร์มืด” ภาพยนตร์ที่จะจัดให้อยู่ในประเภทฟิล์มนัวร์นั้น จะเป็นภาพยนตร์ที่ใช้แสงและสีมืดทึบหรือขาวดำเป็นหลัก แสดงให้เห็นถึงด้านมืดในใจมนุษย์ แต่ที่สำคัญที่สุดคือ เรื่องราวที่เกิดในเรื่องก็ไม่ได้บ่งบอกว่าใครดีใครเลวกว่ากัน ทุกๆ คนมีปนกันไปทั้งดีและเลว เราจึงลองรวบรวม 9 ผลงานภาพยนตร์ฟิล์มนัวร์ (Film Noir) ที่พอจะทำให้เห็นภาพรวมของพลังด้านมืดในใจมนุษย์ผ่านโลกบนแผ่นฟิล์ม ที่มา boomerangshop.com/

 

มองผ่านหนัง by “เกี๊ยง” นันทขว้าง สิรสุนทร