-covid_Cover_1.jpg

zebertoothApril 2, 2020

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอรวบรวม คำทำนายพระสุบิน (ความฝัน) ของพระเจ้าปเสนทิโกศล จำนวน 16 ข้อ ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงทำนายว่า เหตุการณ์เหล่านั้นจะเกิดขึ้น ในยุคสมัยที่ศาสนาได้เสื่อมลง ซึ่งหลายอย่างได้เกิดขึ้นแล้วในปัจจุบัน เนื้อความดังกล่าวปรากฏใน อรรถกถาพระไตรปิฎก มหาสุบินชาดก เอกนิบาตชาดก ขุททกนิกาย

 

พระพุทธองค์ก็ได้ทรงทำนายพระสุบินของพระเจ้าปเสนทิโกศล ผู้ครองกรุงสาวัตถีไว้ว่า เหตุร้ายนั้นจะมีแน่นอน เพียงแต่มิใช่เกิดแก่พระเจ้าปเสนทิโกศล หรือแว่นแคว้นของพระองค์ แต่จะเกิดแก่สัตว์โลกทั่วๆ ไป และแก่พระศาสนาของพระพุทธองค์ในภายภาคหน้า เมื่อล่วงเลยพุทธกาลไปแล้ว 2500 ปี เมื่อศาสนาในพระโคตมพุทธเจ้าหรือพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันเสื่อมลง (เชื่อกันว่าอายุพระพุทธศาสนาของพระสมณโคดม ยืนยาวเพียง 5,000 ปี ยุคต่อมาคือ ยุคของพระศรีอาริยเมตไตรย์ พระพุทธเจ้าองค์ต่อไปเสด็จมาโปรดสัตว์)

หมายเหตุ พระพุทธเจ้าผู้เป็นศาสดาของศาสนาพุทธองค์ปัจจุบัน คือ พระโคตมพุทธเจ้า มีพระนามเดิมในภาษาบาลีว่า สิทธัตถะ โคตรมะ

 

ตามชาตกัฏฐกถา หรือ คัมภีร์ที่รวบรวมคำอธิบายความในพระไตรปิฎก (ซึ่งประกอบด้วยคาถา หรือร้อยแก้วอันเป็นต้นเรื่องของชาดก) อธิบายว่า พระพุทธเจ้าได้ประทานคำทำนายพระสุบิน 16 เรื่อง แต่ละเรื่องพระองค์ได้ประทานคำทำนายถึงยุคเสื่อมซึ่งจะเกิดในอนาคต เอาไว้ดังนี้

 

  1. โคผู้สีดอกอัญชัน 4 ตัววิ่งมาจากทิศทั้ง 4 ทำทีเหมือนจะชนกัน แต่สุดท้ายไม่ชน กลับถอยห่างกันไป

ทำนายว่า ภายหน้าจะเกิดทุพภิกขภัย หรือ สภาวะของการขาดแคลนอาหาร ผู้คนขาดโภชนาการ อดอยากและรวมไปถึงโรคระบาดจะตามมา ถึงแม้ฝนจะตั้งเค้า เมฆครึ้มก็กลับหาย เหมือนโคที่ตั้งท่าแต่แล้วกลับไม่ชนกัน

 

  1. ต้นกล้าหรือต้นไผ่โตเพียงคืบ ก็ออกดอกผล

ทำนายว่า มนุษย์ในภายหน้า แม้จะอายุน้อยก็จะมีราคะ คิดสมสู่แต่เด็ก เด็กหญิงจะมีระดูตั้งแต่ยังเยาว์ ตั้งครรภ์เร็วเหมือนต้นกล้าที่ยังไม่ทันโตก็ออกดอกผลแล้ว

 

  1. แม่โคดื่มนมลูกโคแรกเกิด

ทำนายว่า เมื่อถึงยุคเสื่อม ภายหน้าเด็กจะไม่เคารพเลี้ยงดูผู้ใหญ่ คนชราหาเลี้ยงตัวเองไม่ได้ จึงต้องอ้อนวอนขอให้ลูกหลานเลี้ยงดู เหมือนแม่โคที่ดื่มนมจากลูกโคนั่นเอง

 

  1. คนไม่เอาโคใหญ่เทียมแอก ไปเทียมแอกกับโครุ่น โครุ่นสะบัดแอกออกเสีย ทำให้เกวียนไปไม่ได้

พระพุทธเจ้าทรงทำนายว่า ภายหน้าผู้มีอำนาจไม่ตั้งอยู่ในศีลธรรม ตั้งยศตำแหน่งแก่คนหนุ่มเยาว์ ที่ไม่มีประสบการณ์ แทนที่จะมอบหน้าที่ความรับผิดชอบให้ผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์ เมื่อคนขาดประสบการณ์ จึงไม่สามารถทำกิจต่างๆ ให้สำเร็จได้

 

  1. ม้ามี 2 ปาก ผู้คนเอาหญ้าให้กินทั้งสองปากนั้น

ทำนายว่า ภายหน้าผู้มีอำนาจจะโง่เขลา แต่งตั้งคนโลเล ไม่มีศีลธรรมเป็นผู้พิพากษา คนพวกนี้จะรับสินบนทั้ง 2 ฝ่าย และตัดสินความตามใจชอบ เหมือนม้า 2 หัวที่กินหญ้าทั้ง 2 ปาก

 

  1. ผู้คนนำถาดทองคำไปให้หมาจิ้งจอกปัสสาวะรด

ทำนายว่า ผู้คนชั้นสูงที่มีชาติตระกูล นามสกุลใหญ่โตจะสิ้นวาสนา หมดอำนาจ ผู้มีอำนาจกลับตั้งยศตำแหน่งแก่คนสกุลต่ำ บรรดาคนมีชาติตระกูลจึงต้องยกบุตรสาวให้แต่งงานคนไม่มีสกุลเพื่อรักษาผลประโยชน์ เหมือนถาดทองที่ยกให้สุนัข

 

  1. ชายคนหนึ่งฟั่นเชือกอยู่ แล้วหย่อนปลายเชือกไว้ใต้เตียง โดยไม่รู้ว่าสุนัขตัวหนึ่งแอบกินปลายเชือกนั้น

(ฟั่น คือ การพันเชือกให้เป็นเกลียว)  

ทำนายว่า ในอนาคตเมื่อถึงยุคเสื่อม ภรรยาจะขี้เมา มักแต่งตัวออกเที่ยวเตร่ ผลาญทรัพย์สมบัติที่สามีหามาได้ไปกับชายชู้

 

  1. ผู้คนพากันเทน้ำใส่ตุ่มที่เต็มแล้ว จนน้ำไหลนองออกก็ยังเทน้ำใส่อีก แต่ไม่มีใครเทใส่ตุ่มเปล่าที่ตั้งอยู่รอบ ๆ

ทำนายว่า ภายหน้าเมื่อศาสนาเสื่อม พระราชาทั้งหลายจะตกยาก จึงเกณฑ์ประชาชนให้ปลูกพืชส่งเป็นส่วยเข้าพระคลัง หรือ ผู้มีอำนาจต่างเบียดเบียนขูดรีดภาษี ประชาชนก็ก้มหน้าก้มตาหารายได้ นำไปจ่ายให้กับผู้มีอำนาจให้รวยยิ่งขึ้นไป

 

  1. สระน้ำแห่งหนึ่งมีฝูงสัตว์ลงไปดื่มกิน น้ำกลางสระขุ่นมัว แต่ขอบสระน้ำที่สัตว์ดื่มกินกลับไม่ขุ่น

ทำนายว่า ในอนาคตที่ผู้มีอำนาจ ไร้เมตตา ขาดศีลธรรม จ้องเบียดเบียนประชาชนให้เดือดร้อน ทำให้ประชาชนต่างย้ายไปอยู่ชนบทชายแดนเหมือนดังขอบสระบัวที่น้ำใส เมืองหลวงว่างเปล่าเหมือนกลางสระที่ขุ่นมัว

 

  1. หุงข้าวหม้อหนึ่ง แต่ข้าวสุกไม่ทั่ว มีทั้งข้าวสุก ข้าวแฉะ ข้าวดิบ

ทำนายว่า เมื่ออนาคตผู้คนไม่อยู่ในศีลธรรม ภายหน้าฝนจะไม่ตกต้องตามฤดูกาล ตกไม่ทั่วถึง เพาะปลูกพืชไร่ได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้างตามแต่พื้นที่

 

  1. คนเอาแก่นจันทน์ราคาแพง ไปแลกกับเปรียงเน่า (เถาวัลย์เน่า)

พระพุทธเจ้าทรงทำนายว่า ภายหน้าอลัชชี หรือ นักบวชที่ไม่มีความละอายจะมีมาก ไม่เพียรสอนตรงตามพระธรรมของพระพุทธเจ้า เพราะเห็นแก่ลาภสักการะ ประชาชนก็ไม่ใส่ใจพระธรรมแท้ หลงชื่นชมวาทศิลป์ และมอบสักการะต่างๆ ให้พวกอลัชชี

 

  1. น้ำเต้าแห้งจมน้ำ

ทรงทำนายว่า ภายหน้าถ้อยคำของคนไม่มีสกุลและพระทุศีล (คนที่ไม่มีศีล ไม่ถือศีล หรือไม่คำนึงถึงศีลธรรมใดๆ) จะเป็นที่เชื่อถือยอมรับในสังคม เหมือนกับน้ำเต้าที่ปกติมีน้ำหนักเบา ที่ผู้คนให้ความสำคัญกลับมีน้ำหนักจนจมน้ำ

 

  1. แท่งศิลาใหญ่ลอยน้ำได้ดุจเรือ

พระพุทธเจ้าทรงทำนายว่า ภายหน้าถ้อยคำของปัญญาชนและพระมีศีล ที่ควรได้รับความเชื่อถือ กลับไม่เป็นที่ยอมรับในสังคม เหมือนดั่งหินศิลาที่หนักและหนาแต่ลอยน้ำ ดูเบาคล้ายเรือ

 

  1. เขียดตัวเล็กๆ ไล่กัดกินงูเห่าตัวใหญ่

ทำนายว่า ภายภาคหน้าภรรยาเด็กๆ จะครอบครองทรัพย์สินทั้งหมดของสามี สามีถูกดุด่าราวกับคนรับใช้ เหมือนเขียดตัวเล็กที่กลับกินงูเห่าได้

 

  1. หงษ์ทองกลายเป็นบริวารแวดล้อมกา

ทำนายว่า ภายหน้าผู้มีอำนาจจะไม่เฉลียวฉลาด คอยอุปถัมภ์คนไม่มีสกุล ผู้มีสกุล หรือชนชั้นสูงต่างพากันไปรับใช้คนไม่มีสกุลเหล่านั้น เพื่อให้อยู่รอด

 

  1. ฝูงแกะไล่กัดกินเสือ พวกเสือกลัวแกะ ต่างพากันหนีเข้าไปซ่อนตัวในพุ่มไม้

ทำนายว่า ในยุคที่ศาสนาเสื่อมลง คนไม่มีสกุลและพระทุศีลขึ้นมามีอำนาจ คอยกดขี่ขูดรีดเอาทรัพย์สินจากคนมีสกุลและพระมีศีล เหมือนกับเสือที่ต้องซ่อนตัวจากพวกแกะ

 

ทั้งนี้เมื่อมองไปยังเหตุการณ์ในอดีต ที่ผ่านมาก็เคยมีเหตุการณ์ที่กล่าวได้ว่าเป็นกลียุคอยู่หลายครั้งด้วยกัน โดยตามสถิติแล้ว โลกเราจะพบการแพร่ระบาดของไวรัสประมาณ 5 ครั้งในรอบ 100 ปี และมี 1 ครั้งในรอบ 100 ปี ที่เป็นเหตุการณ์ระบาดครั้งใหญ่ในรอบประวัติศาสตร์ เช่นในปี พ.ศ.2461 (ค.ศ.1981) นั้นมีคนทั่วโลกประมาณ 60 – 80 ล้านคนที่ต้องเสียชีวิตด้วยไข้หวัดสเปน 1918 ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงสั้นๆ กินระยะเวลาประมาณ 3 เดือน  (ที่มา : https://siamrath.co.th/n/139828)

 

เชื่อหรือไม่?

มีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับเหตุการณ์โรคระบาดล้างโลกอันน่าพิศวง นั่นคือ “เมื่อใดก็ตามที่คริสตศักราชลงท้ายด้วยเลข 20 หรือพุทธศักราชลงท้ายด้วยเลข 63 มักเกิดโรคระบาดใหญ่ 1 ครั้ง

พ.ศ.2263 (1720) -กาฬโรค

คร่าชีวิตคนทั่วโลก ฝรั่งเศสหนักสุดโดนหนักเสียชีวิตเป็นแสนคน

พ.ศ.2363 (1820) – อหิวาระบาด

หรือ โรคห่าในไทย ที่มีผู้เสียชีวิตมากจนเผาศพไม่ทัน ต้นกำเนิดของคำว่า แร้งวัดสระเกษ

พ.ศ.2463 (1920) -ไข้หวัดสเปนระบาดทั่วโลก

โรคระบาดที่คร่าชีวิตคนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ยอดผู้เสียชีวิตสูงถึง 100 ล้านคน หรือ คิดเป็น 5%ของประชากรโลก

พ.ศ.2563 (2020) ไวรัสโควิด-19 ระบาด

วิกฤตครั้งใหม่ของโลก ที่ยังไม่มีแนวโน้มยุติ

 

“บทความนี้เป็น ความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านบทความ”


-โควิด19_Cover_1.jpg

zebertoothApril 2, 2020

ทรัมป์ยอมรับอีก 2 สัปดาห์ถึงจุดพีคอันเจ็บปวดของชาวอเมริกันหากโควิด 19 ยังแพร่หนัก ขณะที่สถานการณ์ในประเทศไทยเชื่อถึงจุดพีคสัปดาห์นี้ ล่าสุด นายกฯ ประกาศเคอร์ฟิวแล้ว

 

ซีเอ็นเอ็นรายงานว่าประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ ออกมากล่าวถึงปัญหาการระบาดของโรคโควิด 19 ในสหรัฐอเมริกาในขณะนี้ ซึ่งคาดว่าหากไม่มีมาตรการใดเลย สหรัฐฯ จะมียอดผู้เสียชีวิตสูงเป็นล้านราย โดยเขากล่าวยอมรับว่าหลังจากนี้ไปอีกสองสัปดาห์สหรัฐฯ อาจจะต้องเผชิญกับความเจ็บปวดจากการระบาดของโรค COVID-19 อย่างน่าเป็นห่วง

 

ขณะนี้ สหรัฐฯ มีจำนวนผู้เสียชีวิตจากโรค COVID-19 เกิน 4,000 คนแล้ว และการคาดการณ์ล่าสุดระบุอาจจะมีผู้เสียชีวิตได้มากถึง 200,000 คน ทั้งนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ กล่าวที่ทำเนียบขาวเมื่อวันอังคารว่า ชาวอเมริกันจะต้องเตรียมพร้อมกับความเจ็บปวดที่อาจจะเกิดขึ้นอีกในสองสัปดาห์ข้างหน้านี้ แม้ว่าก่อนหน้านี้เขาจะพยายามออกมาแสดงความคิดเห็นในเชิงบวกว่าโรค COVID-19 เป็นไข้หวัดชนิดหนึ่งเท่านั้น แต่ในการแถลงข่าวเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ทรัมป์มีท่าทีที่เปลี่ยนแปลงไปโดยการให้ข้อมูลข้อเท็จจริงที่ชัดเจนและแสดงความห่วงใยต่อการระบาดของโรคมากขึ้น โดยระบุว่า จากการคาดการณ์ในปัจจุบันแสดงให้เห็นว่าการระบาดของโรคจะทำให้มีผู้เสียชีวิตระหว่าง 100,000 ถึง 200,000 คนในสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็นจำนวนการเสียชีวิตที่มากกว่าในประเทศจีน

 

เจ้าหน้าที่ด้านโรคระบาดของสหรัฐอเมริกาอธิบายว่า จำนวนตัวเลขดังกล่าว เป็นการคำนวณจากการปฏิบัติตัวของประชาชนที่บางส่วนไม่ได้ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ในการระงับการแพร่ระบาด โดยพบว่าหากเหตุการณ์ยังดำเนินต่อไปเช่นนี้ จะมีชาวอเมริกันเสียชีวิตจากโรค COVID-19 จำนวน 2,214 คนในวันที่ 15 เมษายนที่จะถึงนี้ โดยขอร้องให้ประชาชนชาวอเมริกันร่วมมือกันในการป้องกันการระบาดเพื่อไม่ให้มีจำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มมากขึ้น

 

ก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากสื่อหลายสำนักทั่วโลก ที่ออกมาระบุว่าโรคโควิด 19 เป็นแค่เพียงไข้หวัดชนิดหนึ่ง และเขาก็ไม่ได้สร้างความตระหนักให้กับชาวอเมริกันให้ความสำคัญกับการป้องกันการระบาดจนทำให้เกิดการแพร่ระบาดจนมีผู้ติดเชื้อจำนวนมาก และถึงแม้ในขณะนี้ทรัมป์จะออกมายอมรับว่าชาวอเมริกันอาจจะต้องเผชิญกับปัญหาการระบาดอย่างหนักในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า แต่ก็ยังไม่มีการประกาศมาตรการที่เข้มข้นเพื่อป้องกันการระบาดแต่อย่างใด แต่ก็ได้มีการเตรียมประกาศไม่ให้สายการบินในประเทศทำการบินไปยังพื้นที่ระบาด

 

ในขณะที่สหรัฐฯ เตรียมรับมือกับจุดพีคสูงสุด แต่สำหรับสถานการณ์การระบาดในประเทศไทยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ยังคงมียอดผู้ติดเชื้อในระดับไม่ต่ำกว่า 100 คนทุกวัน โดยล่าสุด ณ วันที่ 2 เม.ย.63 ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) หรือ ศบค. แถลงสถานการณ์ประจำวันว่า มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 104 ราย รวมยอดผู้ป่วยสะสม 1,875 ราย เสียชีวิตรายใหม่เพิ่ม 3 ราย รวมผู้เสียชีวิตรวม 15 ราย และรักษาหายแล้ว 505 ราย

 

นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก สธ. และโฆษก ศบค. จำนวนคนติดเชื้อในไทยยังคงไม่ต่ำกว่า 100 คน ซึ่งถือว่าเป็นยอดที่สุงและยังไม่ลดลง ดังนั้นประชาชนควรเคร่งครัดกับการปฏิบัติตามหลักป้องกันการระบาดอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้เมื่อวันที่ 26 มี.ค. ที่ผ่านมา รัฐบาลไทยได้ประกาศภาวะฉุกเฉินทั่วประเทศ ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่ยอดผู้ติดเชื้อในไทยพุ่งสูงขึ้นแตะยอด 1,000 กว่าคน ซึ่งรัฐบาลหวังว่าการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จะทำให้ชะลอยอดผู้ป่วยให้ไม่ถึง 3,500 คนในช่วงสิ้นเดือน เม.ย.

 

สำหรับจังหวัดที่พบผู้ป่วยจำนวนมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ กทม. 850 ราย รองลงมาคือ นนทบุรี 104 ราย, สมุทรปราการ 72 ราย, ภูเก็ต 71 ราย, ชลบุรี 47 ราย และยะลา 35 ราย ทั้งนี้โฆษก ศบค. ระบุว่า จากการประเมินผู้ป่วยใน กทม. พบว่ามีโอกาสแพร่เชื้อไปยังผู้แวดล้อมได้ 1 ต่อ 3 คน จึงถือเป็นสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงมาก

 

กระทั่งเมื่อวันที่ 2 เม.ย. ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ออกประกาศบังคับใช้มาตรการเคอร์ฟิว ห้ามบุคคลทั่วไปออกจากเคหสถานทั่วประเทศตั้งแต่เวลา 22.00 น. ถึงเวลา 4.00 น. ของวันถัดมาโดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 3 เม.ย. เป็นต้นไป โดยจะอนุญาตเฉพาะผู้ที่มีความจำเป็นเท่านั้น โดยหวังที่จะลดจำนวนผู้ติดเชื้อหลังที่ยอดสูงขึ้นไม่ต่ำกว่า 100 คนในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

ขอบคุณภาพจาก CNN


BillGate-covid-fakenews-Cover_1.jpg

zebertoothApril 2, 2020

เมื่อสัปดาห์ก่อน เดอะซัน หนังสือพิมพ์ของอังกฤษ และเหล่าเซเลบริตี้ระดับโลกต่างแชร์บทความ ข้อคิดเตือนใจจากการแพร่ระบาดของไวรัส โควิด 19 ของ บิล เกตส์ เจ้าพ่อวงการธุรกิจคอมพิวเตอร์มหาเศรษฐีผู้ใจบุญ หากต่อมาบทความดังกล่าวได้ถูกยกออกเพราะเป็นเฟคนิวส์  แต่ทีมงานกิน อยู่ เป็น เห็นว่าข้อคิดดังกล่าวก็กระตุกต่อมคิดให้เราเข้าใจถึงเหตุ และความเป็นไปบางอย่างในการดำเนินชีวิต จึงขอนำมาเล่าสู่กันฟัง

 

หากทั้งนี้ก่อนเข้าสู่ข้อคิด อยากชวนผู้อ่านย้อนดูความคิด บิล เกตส์ ในช่วงที่ผ่านมา

 

ปี 2560 งานประชุมเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม บิล เกตส์ กล่าวว่าโลกมีโอกาสที่จะเกิดวิกฤติการณ์โรคระบาดโดยไม่มีการเตรียมความพร้อมและโรคร้ายจะกระจายอย่างรวดเร็วทั้งสร้างความตื่นตระหนกตกใจกลัว ณ เวลานั้นบิล เกตส์ บอกว่าโลกยังพอมีเวลาให้เตรียมการเพื่อหาทางรับมือกับหายนะใหม่โดยเฉพาะการคิดหาวัคซีนป้องกันโรคระบาด สายพันธุ์ใหม่

 

หากถอยไปปี 2559 บิล เกตส์ ได้ให้ความเห็นในเวที Ted Talk ว่าแม้โลกจะยับยั้งการแพร่ระบาดของไวรัสอีโบลาในแอฟริกาได้ แต่ครั้งต่อไปจะไม่โชคดีเพราะอาจมีไวรัสตัวใหม่ที่สามารถแพร่กระจายอย่างรวดเร็วโดยที่ผู้ติดเชื้อรู้สึกปกติ  ใช้ชีวิตปกติ เดินทางไปไหนต่อไหน กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ถูกโจมตีอวัยวะต่าง ๆไปแล้ว  และล่าสุดห้วงขณะนี้ บิล เกตส์ ให้ความเห็นว่า “เราควรแยกตัวเพื่อชะลอการระบาด”

 

 

ส่วนเฟคนิวส์ ข้อคิด บทเรียนโควิด 19  ให้ข้อคิดเตือนใจอย่างไรบ้างนั้น  สรุปใจความหลัก ดังนี้

  1. ทุกคนถูกปฏิบัติอย่างเท่าเทียม ไม่เว้นอาชีพ ฐานะ เชื้อชาติ ศาสนา หรือชนชั้น
  2. พรมแดนที่สร้างขึ้นกลายเป็นสิ่งไร้ค่าและ ทุกคนล้วนมีความเชื่อมโยง ดูจากผลกระทบที่เป็นโมเมนตัม
  3. สิ่งมีค่าที่ทุกคนละเลย คือ สุขภาพ
  4. สิ่งสำคัญควรทำ คือช่วยเหลือแบ่งปัน เพราะชีวิตนี้สั้นนั้น
  5. อาหาร น้ำ และยารักษาโรค คือสิ่งที่เราต้องการแท้จริง ไม่ใช่วัตถุนิยมและสิ่งฟุ่มเฟือย
  6. หันกลับมาสร้างความแข็งแกร่งในครอบครัว เพราะการใช้ชีวิตกับครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญ
  7. ดูแลปกป้อง และทำประโยชน์ให้กับผู้อื่น คืองานที่แท้จริง
  8. ทุกคนต้องควบคุม “ตัวกู ของกู”
  9. ในยามยากพลังในการเลือกอยู่ในมือทุกคนว่าจะช่วยเหลือ แบ่งปัน หรือเห็นแก่ตัว
  10. ทุกคนสามารถจะเป็นคนที่อดทน “เข้าใจว่าจะผ่านไป” หรือตื่นตระหนก “มองเป็นจุดจบโลก”
  11. นี่คือห้วงเวลาให้ตรึกตรองเรียนรู้ เข้าใจว่าอะไรคือข้อผิดพลาด ที่อาจเป็นทั้งจุดจบและจุดเริ่มต้น
  12. โลกของเราป่วย ดูจากการหายไปของป่า และความเร็วที่กระดาษชำระหายไปจากชั้น
  13. วงจรชีวิตยังหมุนไป ตอนนี้เป็นแค่ส่วนหนึ่งของวงจร ควรเตือนใจว่ายังมีฟ้าหลังฝน
  14. โควิด 19 อาจเป็นหายนะและตัวแก้ปัญหา ที่เตือนสิ่งที่เราหลงลืมไป

_Cover_1.jpg

zebertoothApril 2, 2020

ช่วงกักตัวอยู่ห่าง ลดเสี่ยง เลี่ยงโควิด-19 ทำให้ต้องตุนเสบียงติดบ้านกันถ้วนหน้า แต่ก็ต้องระวังมดขึ้นกันด้วย ซึ่งวันนี้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวม 10 วิธีไล่มดเด็ดๆ แบบธรรมชาติ โดยไม่ต้องฆ่า ไม่บาปแต่ปราบเรียบ

 

วิธีไล่มด ไม่บาป

 

  1. ปิดฝาภาชนะ แล้วซ้อนภาชนะอีกชั้นรองน้ำไว้
  2. หล่อน้ำใส่ภาชนะ รองขาโต๊ะ แต่ต้องหมั่นเปลี่ยนน้ำ ป้องกันลูกน้ำยุงลาย
  1. ปิดทางเข้า-ออกของมดให้สนิท

ใช้ยางซิลิโคน เทปกาว หรือ ปิดพลาสเตอร์ยาไว้ชั่วคราวก่อนก็ได้ แต่ให้หมั่นสังเกตด้วยว่ามดเจาะรูเข้ามาอีก หรือ รูที่ปิดไว้เสื่อมสภาพหรือไม่

  1. พริกแห้งไล่มดและมอดออกจากข้าวสาร

นำพริกแห้ง 1 กำมือมาห่อด้วยผ้าขาวบาง ใส่ลงไปในข้าวสาร

  1. น้ำส้มสายชู

นำมาผสมกับน้ำเปล่าในอัตราส่วน 1:1 ไว้พ่นหรือเช็ดเพื่อลบทางเดินมด

  1. มะนาว

นำมาผสมกับน้ำเปล่าในอัตราส่วน (มะนาว) 1:3 (น้ำ) ไว้พ่นหรือเช็ดเพื่อลบทางเดินมด

  1. แป้ง

นำไปโรยดักทางเดินมด รับรองมดต้องถึงกับย้ายรังหนีเลยทีเดียว

  1. เปลือกไข่

นำไปเผาไฟจนแห้งเกรียม โรยไว้ตามทางเดินหรือรังมด กลิ่นเปลือกไข่จะทำให้มดถอยทัพ

  1. ชอล์กไล่มด ขีดดักทางเดินมด
  2. กากกาแฟ

นำมาโรยดักทางเดินมด หรือ จุดที่ให้มดขึ้น เช่น โต๊ะกินข้าว ตู้กับข้าว กลิ่นของกาแฟจะทำให้มดไม่กล้าเดินผ่านบริเวณนั้น

 

ล้อมกรอบ

ทราบไหมว่าสมัยก่อนแม้ไม่มียากำจัดมดก็ไม่มีปัญหา เพราะครัวไทยนิยมแขวนอุปกรณ์เครื่องครัวไว้ใต้หลังคา ทั้งการแขวนอาหารแห้งและสมุนไพร เช่น หัวหอม กระเทียม พริก ตะไคร้ ฯลฯ ก็มีส่วนสำคัญที่ช่วยป้องกัน ปลวก มดและแมลงอย่างดี


food-covid_Cover_1.jpg

zebertoothApril 1, 2020

หลังทยอยประกาศปิดพื้นที่เสี่ยง เพื่อลดการแพร่กระจายของไวรัสโควิด-19 เหลือเพียงซุปเปอร์มาเก็ต ตลาดสด ร้านอาหารขายเฉพาะที่ซื้อกลับบ้าน ก่อเกิดความกังวลของเราๆ กันมากว่า ถ้าจะต้องกักตัวอยู่กับบ้านนั้น เราจะกินอะไร ต้องซื้ออะไรมาตุนไว้กันบ้าง

 

ของบางอย่างมีระยะเวลาการเก็บรักษา เก็บนานไปก็ใช่ว่าจะดี แม้ยังสามารถทานได้ แต่อาจเป็นอันตราย หรือเสียคุณค่าทางอาหาร กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จะมาแนะนำว่าอาหารประเภทใดบ้างที่ควรซื้อมาเก็บ และเก็บด้วยวิธีไหนถึงจะอยู่ได้นานที่สุด ก่อนอื่นคุณต้องรู้ก่อนว่าบรรดาตัวย่อต่างๆ บนสินค้ามีความหมายว่าอย่างไร

 

– MFG/MFD หมายถึง วันที่ผลิต จะได้รู้ว่าของที่ซื้อมาผลิตไว้ตั้งแต่เมื่อไร ทำไว้นานหรือยัง

– EXP/EXD หมายถึง วันหมดอายุ หลังจากวันนั้นแล้วอาหารจะเน่าเสีย หรือบูด ห้ามรับประทาน ควรนำไปทิ้ง

– BB/BBE หมายถึง ควรบริโภคก่อน อาหารจะมีรสชาติดี คงคุณค่าทางอาหารอย่างครบถ้วน หลังจากนั้นรสชาติ คุณภาพและคุณค่าทางอาหารจะลดลง ยังบริโภคได้โดยไม่มีอันตราย แต่อาจไม่ได้ประโยชน์

 

อาหารแบบไหน กินแล้วดี เก็บได้นาน

 

  1. อาหารประเภทโปรตีน

    เสริมสร้างระบบการทำงานของอวัยวะต่างๆ และเป็นแหล่งอาหารที่สร้างพลังงาน เช่น

 

ไข่ไก่ โปรตีนชั้นดี ในราคาแสนถูก เก็บไว้ในตู้เย็นได้นาน 3 – 5 สัปดาห์ แต่ไม่ควรเก็บไว้ในตู้แช่แข็ง

เนื้อสัตว์ อาทิ เนื้อหมู / เนื้อไก่ / เนื้อวัว สามารถเก็บได้ 3 – 5 วัน ในตู้เย็น และ 4 – 12 เดือนในตู้แช่แข็ง

นม แหล่งแคลเซียมบำรุงกระดูก

  • นมพาสเจอร์ไรส์ ต้องเก็บในตู้เย็นทันทีที่ซื้อมา และควรดื่มให้หมดในครั้งเดียว สามารถเก็บไว้ได้นานถึง 10 นับจากวันที่ผลิต
  • นมสเตอริไรส์ (นมกระป๋อง) เก็บไว้ได้นาน 12 เดือนโดยไม่ต้องแช่เย็น แต่ต้องไม่โดนแดด
  • นมยูเอชที (UHT) เก็บในอุณหภูมิห้องปกติ ไม่โดนแดด และไม่วางไว้ซ้อนกัน จะเก็บได้นานถึง 6 เดือน ส่วน
  • นมเปรี้ยว ควรเก็บไว้ในตู้เย็นและปิดฝาให้สนิท เก็บได้นานถึง 3 สัปดาห์หรือ 21 วัน นมเปรี้ยว (UHT) สามารถเก็บไว้ได้นานถึง 8 เดือนโดยไม่ต้องแช่เย็น

อาหารทะเล แหล่งโปรตีนและโอเมก้า 3 ซื้อเก็บไว้ทานได้แต่ไม่ใช่ทุกวัน เพราะมีคอเลสเตอรอลและไขมันสูง การเก็บรักษาอาหารทะเลหากเป็นตู้เย็นปกติเก็บได้ 2 – 5 วัน แต่ถ้าเป็นตู้แช่แข็งอยู่ได้นาน 6 – 12 เดือน เลยทีเดียว

 

  1. ผักและผลไม้

    แม้จะเก็บไว้ได้ไม่นาน แต่ก็ควรจะทานบ้างเพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามินและแร่ธาตุที่มีประโยชน์

 

  • ผักที่เน่าเสียง่าย เก็บได้ 5 – 7 วัน เช่น หน่อไม้ฝรั่ง บล็อกโคลี่ เห็ด ผักบุ้ง คะน้า ผักกาดขาว ชะอม ถั่วงอก ถั่วฝักยาว วิธีการเก็บผักคือ ห่อกระดาษทิชชูให้รอบ นำไปใส่ถุงพลาสติก ปิดปากถุงให้แน่นอย่าให้มีลมเข้าไปได้ แค่นี้ก็ยืดอายุผักได้นานขึ้น
  • ผักที่มีลักษณะเป็นหัวหรือมีเปลือกหนา เช่น กะหล่ำ หัวไชเท้า แครอท ฟัก ฟักทอง เผือก มันฝรั่ง เก็บได้ทั้งแบบแช่ตู้เย็นและไม่แช่ตู้เย็น เก็บได้ตั้งแต่ 1 สัปดาห์ – 1 เดือน ผลไม้พวก แอปเปิ้ล ส้ม องุ่น สัปปะรด ก็เช่นกัน

 

  1. อาหารแห้ง ทำง่าย ทานง่าย เก็บได้นาน แต่ถ้าซื้อไว้นาน โดยลืมดูว่าผลิตมาตั้งแต่เมื่อไร ก็มีผลเสียต่อร่างกายได้เช่นกัน

 

  • บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ควรรับประทานภายใน 4 – 6 เดือนนับจากวันที่ผลิต ถ้าเก็บในตู้เย็นอาจเก็บได้นานถึง 8-12 เดือน แต่หากเก็บไว้ในที่ที่โดนแดดส่อง อายุอาจสั้นเพียง 2 เดือน
  • ปลากระป๋อง เก็บไว้ได้นานถึง 2 ปี เพราะผ่านกระบวนการผลิตที่มีขั้นตอนการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์มาแล้ว หากเปิดแล้วทานไม่หมด อย่าเอากระป๋องเข้าตู้เย็น เพราะจะยิ่งเร่งให้เกิดสนิม ปนเปื้อนอาหาร ควรเทใส่ภาชนะอื่นและปิดฝาไว้ใส่ตู้เย็น แต่ก็ไม่ควรเก็บนาน เพราะถึงแม้จะใส่ในตู้เย็นก็อาจจะเสียได้

แต่เพื่อสุขภาพที่ดี หลีกเลี่ยงโซเดียมบ้างเป็นบางมื้อ ซื้อพวกเส้นหมี่ วุ้นเส้น ปลาแห้ง ปลากรอบ หมูแผ่น มาเก็บไว้ด้วยก็น่าจะดีกว่า

 

  1. น้ำ

    แม้น้ำที่บรรจุขวดจะระบุวันหมดอายุ แต่น้ำไม่ได้หมดอายุ ภาชนะที่บรรจุน้ำต่างหากที่หมดอายุ ขวดน้ำดื่มไม่ควรเก็บไว้ในช่องแช่แข็งหรือที่ร้อนๆ เพราะพลาสติกจะเสื่อมคุณภาพและปล่อยสารพิษปนเปื้อน หากเป็นขวดน้ำที่เปิดใช้แล้วไม่ควรใช้ซ้ำเกิน 1 อาทิตย์ เนื่องจากมีการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์หรือแบคทีเรียที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคได้

 

การเตรียมพร้อมไว้เป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องทำอย่างมีสติและรอบคอบ ตื่นตัวได้ แต่อย่าตื่นตระหนก เพราะถ้าคุณซื้อทุกอย่างมากักตุนไว้โดยไม่คิด แทนที่จะมีประโยชน์กลับจะเป็นโทษกับร่างกายได้ ทั้งยังเป็นการตัดโอกาสให้คนอื่นๆ ได้มีอาหารสำรองไว้ในเวลาฉุกเฉินด้วย

 


Orangutans-Befriend-Otters-in-Belgium-Zoo-Cover_1.jpg

zebertoothApril 1, 2020

ในช่วงที่ต้องเผชิญด้วยสภาวะวิกฤติทั้งจากโรคระบาด เศรษฐกิจ ปากท้องแบบนี้ วันนี้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำทุกท่านมาชมภาพน่ารักๆ เพื่อสร้างรอยยิ้มเล็กบรรเทาความเครียดกันดีกว่า

 

สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นรายงานว่า สวนสัตว์ในเบลเยียมได้แบ่งปันภาพถ่ายที่น่าทึ่งของมิตรภาพที่แสนสวยงามระหว่างครอบครัวของลิงอุรังอุตังและตัวนาก ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมสวนสัตว์เดียวกัน

 

ภาพจาก : CNN travel

 

สำหรับภาพดังกล่าว เผยแพร่โดยเจ้าหน้าที่ของสวนสัตว์แพรี่ ดาอิซา (Pairi Daiza) ในประเทศเบลเยียม ซึ่งการถ่ายภาพนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของโครงการดูแลสุขภาพทั้งร่างกายและสุขภาพจิตของสัตว์ป่าต่างๆ ที่ต้องออกจากป่ามาอยู่ในสวนสัตว์เพื่อประโยชน์ด้านการศึกษา

 

โฆษกสวนสัตว์กล่าวว่าพวกเขา สัตว์เหล่านี้ต้องได้รับการดูแลและให้ความสุขด้านสุขภาพจิต รวมทั้งความบันเทิงต่างๆ เพื่อการรักษาสุขภาพจิตของพวกมันให้อยู่ในสภาพที่ดีหลังจากที่ต้องมาอาศัยอยู่ในสถานที่ที่ไม่ใช่บ้านของตัวเอง โดยการสร้างความสัมพันธ์นี้ ครอบครัวนากตัวเล็กจากเอเชีย จะถูกเลี้ยงอยู่ในร่องน้ำเล็กๆ ที่ไหลผ่านกรงซึ่งใช้เป็นบ้านของครอบครัวอุรังอุตัง ซึ่งมีพ่ออายุ 24 ปี ชื่อ อุจิอาน แม่ชื่อ ซารี  อายุ 15 ปี และลิงอุรังอุตังลูกชายชื่อเบเรนี่ อายุ 3 ขวบ

 

 

“นากสนุกกับการเล่นน้ำ และได้อยู่กับกลุ่มครอบครัวลิงอุรังอุตัง พวกมันได้สนุกกับการเล่นขนของเพื่อนบ้านอุรังอุตัง โดยครอบครัวอุรังอุตังก็ไม่ได้แสดงท่าทีรังเกียจแต่อย่างใด แต่กลับชอบและดูเหมือนว่ามันจะกลายเป็นสัมพันธ์ที่แนบแน่นระหว่างสัตว์สองชนิดนี้” โฆษกสวนสัตว์กล่าวและว่าการทดลองให้สัตว์ได้ใช้ชีวิตร่วมกันประสบความสำเร็จมากเพราะสามารถลดความเครียดของพวกมันลงได้มาก

 

ครอบครัวลิงอุรังอุตังครอบครัวนี้ ได้ถูกส่งมามาถึงสวนสัตว์แห่งนี้ในปี 2560 โดยก่อนหน้านั้นมีลิงอุรังอุตังอีกสองตัวอาศัยอยู่ก่อนแล้ว อุรังอุตังถึงเป็นสัตว์ที่มีดีเอ็นเอของมนุษย์สูงถึง 97% ทำให้สวนสัตว์ต้องทำให้พวกมันรู้สึกถึงความเป็นครอบครัวและมีที่อยู่อาศัย นอกจากนี้ยังต้องสร้างความบันเทิงและฝึกฝนความเฉลียวฉลาดให้ด้วยเกมปริศนาต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมาประชากรอุรังอุตังถูกคุกคามจากการปลูกปาล์มน้ำมันในบอร์เนียวและสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซียซึ่งเป็นแหล่งอาศัยสำคัญของอุรังอุตัง โดยสวนสัตว์แห่งนี้ยังได้ระดมทุนเพื่อร่วมปลูกต้นไม้ 11,000 ต้นในการฟื้นฟูป่าในเกาะบอร์เนียวเพื่อให้เป็นแหล่งอาศัยและอนุรักษ์พันธุ์อุรังอุตังด้วย


19_เกิดจากรองเท้า_Cover_4.jpg

zebertoothApril 1, 2020

จากกรณีที่มีการระบุว่า ผู้ติดเชื้อไวรัสโรคโควิด-19 หรือ โรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 หรือ โรคโควิด-19 (COVID-19) ในต่างประเทศส่วนใหญ่เกิดจากการใส่รองเท้าเข้าบ้านทำให้เชื้อเกิดการแพร่กระจายภายในบ้านจนทำให้เกิดมีผู้ติดเชื้อจำนวนมากนั้น
ล่าสุด (31 มีนาคม 2563) มีการชี้แจงจาก นพ.ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ว่ากรณีการติดเชื้อไวรัสจากรองเท้า “ไม่น่าจะเป็นจริง” เนื่องจากเชื้อเข้าร่างกายได้ 2 ทางหลักๆ คือ

1. การหายใจเอาเชื้อเข้าไปโดยตรง คือ มีคนไอจาม ละอองฝอยน้ำลาย ที่มาจากการคนติดเชื้อ ลอยอยู่ในอากาศ แล้วคนหายใจเข้าไป

2. การเอาอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งไปสัมผัสสารคัดหลั่งของเชื้อ

 

ส่วนการใส่รองเท้าเข้าบ้าน ถ้าเรามองว่า เชื้อที่อยู่ตามพื้น แล้วเราใส่รองเท้าเข้าบ้าน อาจจะเป็นความเป็นจริงระดับหนึ่งแต่ไม่ใช่สาเหตุของการติดเชื้อทั้งหมด ซึ่งการใส่รองเท้าเข้าบ้าน อาจเป็นเพียงตัวกลางตัวหนึ่งในการเอาเชื้อเข้าบ้าน

 

แต่ทั้งนี้ จึงแนะนำประชาชน “หมั่นล้างมือบ่อยเมื่อต้องจับสัมผัสสิ่งของ และหลีกเลี่ยงการนำมือไปสัมผัสที่ใบหน้าก่อนล้างมือ” 

 

สำหรับต้นทางของเรื่องราวดังกล่าว มีที่มาจากการเผยแพร่ไวรัลที่เป็นคลิปเสียงของแพทย์ชาวอิตาลีบนโลกออนไลน์ ซึ่งระบุว่า สาเหตุที่อิตาลีมีผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตจำนวนมากต่อวันสาเหตุหนึ่ง เพราะได้รับเชื้อไวรัสโควิด-19 ติดมากับรองเท้าที่สวมใส่ออกนอกบ้าน เนื่องจากชาวอิตาลีส่วนใหญ่สวมรองเท้าเข้าบ้าน

 

ที่ผ่านมาได้มีการวิจัยการดำรงชีวิตอยู่ของเชื้อโควิด-19 เผยแพร่ในสื่อต่างประเทศมาแล้ว ว่าพวกมันสามารถมีชีวิตอยู่บนพื้นรองเท้าได้ถึง 5 วันทีเดียว ก่อนหน้านี้ผู้เชี่ยวชาญด้านการทำรองเท้า และนักจุลวิทยาได้ออกมากล่าวไปในทิศทางเดียวกันว่า บนพื้นรองเท้าถือเป็นแหล่งอยู่อาศัยของเชื้อโรคต่างๆ ได้เป็นอย่างดีทั้งแบคทีเรีย เชื้อรา หรือแม้กระทั่งไวรัส เพราะเมื่อผู้คนสวมรองเท้าออกไปตามสถานที่ต่างๆ เชื้อโรคมักจะติดมาด้วย และหากมีการสวมใส่รองเท้าเข้าไปในพื้นที่ส่วนตัวและอ่อนไหวต่อการใช้ชีวิต เช่น ในห้องนอน หรือห้องนั่งเล่นภายในบ้าน ก็เป็นไปได้ว่ามันอาจจะทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ได้

 

ดังนั้นแพทย์ด้านโรคติดต่อจึงออกมาเตือนว่าถึงแม้จะยังไม่มีหลักฐานยืนยันชัดเจนว่ามีการติดเชื้อโคโรนาที่ติดมาจากรองเท้า แต่ทุกคนควรระวังและไม่ควรใช้รองเท้าที่ใส่ออกนอกบ้านเข้ามาในบ้าน หรือควรแยกรองเท้าระหว่างรองเท้าที่ใช้ในบ้านกับรองเท้าที่ใส่ไปทำงานเป็นคนละคู่เพื่อหลีกเลี่ยงความเจ็บป่วยที่อาจเกิดขึ้นในบ้าน

 

ขณะที่สื่ออังกฤษระบุว่า ได้รับข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดต่อระบุว่า เคยมีการศึกษาเกี่ยวกับวัสดุที่เกี่ยวข้องการทำรองเท้าโดยได้มีการทดสอบที่อุณหภูมิห้อง พบว่าเชื้อโรคสามารถทนอยู่ในพื้นรองเท้าได้ถึง 5 วันหรือมากกว่านั้น เนื่องจากวัสดุทำรองเท้ามักจะเป็นวัสดุที่ไม่มีรูพรุน รวมถึงสารประกอบเช่น ยาง หนัง และพีวีซี ก็เป็นแหล่งอาศัยของแบคทีเรียในระดับสูงอยู่ด้วย

 

นอกจากนี้จากการศึกษาของ นักจุลชีววิทยาผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยอลิโซน่า สหรัฐอเมริกา ยังระบุว่า สารคัดหลั่งจากระบบทางเดินหายใจที่มีเชื้อไวรัสโคโรนา ซึ่งมีโอกาสที่จะเปรอะเปื้อนลงบนรองเท้า ที่ทำจากวัสดุสังเคราะห์บางชนิดรวมถึงผ้าสแปนเด็กซ์ จะทำให้ไวรัสคงอยู่ต่อไปอีกได้ถึงสองสามวัน ดังนั้นจึงแนะนำให้ผู้คนถอดรองเท้าก่อนเข้าบ้านและไม่ควรนำมันเข้าไปในบ้าน โดยควรมีจุดที่เก็บรองเท้าที่ถูกต้องมีการระบายอากาศได้ดี อย่างไรก็ตามในกรณีนี้อาจจะต้องมีการทำงานวิจัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับเชื้อโรคที่ติดมาจากรองเท้าโดยเฉพาะการแพร่เชื้อไวรัสโคโรนาเพื่อหาความชัดเจนต่อไป

 

ขณะที่แพทย์ด้านโรคติดต่อ ได้ออกมาย้ำ และแนะนำผู้คนมีรองเท้าคู่หนึ่งโดยเฉพาะเพื่อออกไปข้างนอกแล้วเปลี่ยนรองเท้าให้สะอาดก่อนเข้าบ้าน โดยจะเห็นได้ว่าผู้ปฏิบัติงานด้านการดูแลสุขภาพมักจะเปลี่ยนรองเท้าก่อนเข้าบ้านเสมอเพื่อป้องกันการติดเชื้อจากการทำงาน และควรเช็ดทำความสะอาดรองเท้าทำงานด้วยผ้าบ่อยๆ หรือกรณีเป็นรองเท้าที่ทำจากผ้า ควรทำความสะอาดด้วยการซักด้วยน้ำร้อนและสบู่ เพื่อฆ่าเชื้อโรคด้วย

 

แม้ยังคงไม่มีการยืนยันแน่ชัดว่าการระบาดของโรคโควิด – 19 ในประเทศอิตาลี นั้นจะมีสาเหตุมาจากการใช้ชีวิตที่ไม่นิยมเปลี่ยนหรือถอดรองเท้าก่อนเข้าบ้านหรือไม่ แต่ขณะนี้ชาวตะวันตกก็เริ่มให้ความสำคัญกับการใช้ชีวิตที่ระมัดระวังมากขึ้น โดยเฉพาะการป้องกันโรคที่ติดมาจากรองเท้าดังกล่าว หลังจากทีมีคำเตือนจากผู้เชี่ยวชาญ และแพทย์จากทั่วโลก ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของตัวและ ความหวังที่จะยุติการระบาดที่ยังรุนแรงอยู่ในหลายประเทศในขณะนี้


work-from-home_คืนเวลาเดินทางทำอะไรดี_Cover_1.jpg

zebertoothMarch 31, 2020

เคยถามตัวเองหรือไม่ ว่าในหนึ่งวันทำงานคุณใช้เวลาเดินทางนานเท่าไร 30 – 60 นาที หรือมากกว่านั้น ?…

 

เมื่อ กทม. มีมาตรการปิดพื้นที่เสี่ยงทำให้หลายหน่วยงาน เริ่มใช้วิธี Work From Home และเมื่อไม่ต้องเข้าออฟฟิศ ก็ช่วยลดเวลาที่ต้องเดินทาง ดังนั้นคุณก็จะมีเวลาทำกิจกรรมอย่างอื่นเพิ่มได้ ถ้าเช่นนั้นก่อนถึงเวลางานซึ่งเคยเป็นเวลาเดินทางนั้น คุณจะเอาเวลานั้นไปทำอะไร ซึ่งกินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตขอรวบรวมทางเลือกง่ายๆ มานำเสนอ…

 

ออกกำลังกาย แม้ไม่ต้องออกไปทำงานนอกบ้าน แต่ก็ต้องมีวินัยกับตัวเอง ตื่นนอนตามเวลาปกติ หากิจกรรมเพิ่มความตื่นตัว ระหว่างรอเริ่มงานช่วงสาย เราจะออกกำลังกายแบบไหนได้บ้างตามมาดูกันเลย

 

  1. วิ่งจ๊อกกิ้ง วิ่งที่ไหนก็ได้ ในซอยบ้าน ถนนรอบหมู่บ้าน สวนน้อยๆ ในคอนโด แต่ขอเป็นพื้นที่เรียบๆ ปลอดภัย และไม่ขวางทางใครก็พอ แต่ในช่วงนี้พยายามหลีกเลี่ยงการจ๊อกกิ้งผ่านบริเวณที่มีคนแออัดได้ก็เป็นดี
  2. กระโดดเชือก ประหยัด สะดวก ด้วยอุปกรณ์แค่ชิ้นเดียว ไม่ต้องใช้พื้นที่เยอะ เริ่มต้นเบาๆ 15 – 20 นาทีก่อนก็ได้
  3. โยคะ เหมาะสำหรับชาวออฟฟิศที่ต้องนั่งติดเก้าอี้นานๆ ควรหมั่นยืดเส้นยืดสาย เพิ่มความยืดหยุ่นของร่างกาย คลายกล้ามเนื้อ อยู่ในห้องนอนก็ทำได้

 

ทำอาหาร เมื่อมีเวลาเพิ่มแล้ว การทำอาหารทานเองย่อมดีกว่า ถือซะว่าใช้เวลานี้ซ่อมแซมตัวเองก็แล้วกัน หมั่นพิถีพิถันดูแลร่างกายเสียหน่อย จะช่วยต้านโรคภัยได้ด้วย อย่างเช่นเมนูอาหารคลีนดีต่อใจ

 

เมนูสุขภาพ_Work-from-home-คืนเวลาเดินทาง_1
ข้อมูลและรูปภาพจาก twitter : @thidakarn

 

1. ขนมปังโฮลวีททาเนยอัลมอนด์ กล้วยหอมจี่กระทะเล็กน้อยพอเยิ้มๆวางลงไป โรยผงอบเชย, เมล็ดฟักทองอบ ทานกับน้ำเต้าหู้ใส่ไข่

2. ปลาย่าง เต้าหู้สดโรยปลาข้าวสาร สลัดผัก และข้าวกล้องญี่ปุ่น

3. ขนมปังฝรั่งเศสโฮลวีททามะเขือเทศบด โรยออริกาโน่ ผักร็อคเก็ต ไข่ดาว และเห็ดจี่กระทะร้อน

4. ข้าวกล้องผัดปวยเล้ง ไข่นุ่มเห็ดพอร์ทโทเบลโล่

5. ข้าวกล้องญี่ปุ่น ปลาไหลย่างซีอิ๊ว ไข่ฝอย และกระเจี๊ยบนึ่ง

 

สร้างเสริมประสบการณ์ความรู้ ไหนๆ ก็มีเวลาเพิ่มแล้ว ลองเอาเวลาที่ได้กลับคืนมาหาความรู้ใส่ตัว เปิดประสบการณ์สร้างไอเดียใหม่ๆ เพื่อพัฒนาตัวเอง ด้วยการลงเรียนออนไลน์ในเรื่องที่ถนัดตามหน้าที่การงาน ไม่ว่าจะเป็นการเรียนภาษา การใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ กราฟิกดีไซน์ ตัดต่อภาพยนตร์ บัญชีขั้นสูง หรือหาคอร์สเรียนตามสิ่งที่เราสนใจ เช่น งานศิลปะ งานฝีมือเล็กๆ น้อยๆ ทำเพจ ทำช่องยูทูป สร้างโอกาสเพิ่มรายได้

 

เมื่อได้เวลามาก็อย่าปล่อยเวลาทิ้งไปอย่างไร้ประโยชน์ ถือโอกาสนี้พัฒนาตัวเองไปด้วยก็ไม่เลว แต่งานประจำก็ต้องทำอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อองค์กร ส่วนเวลาที่ได้มาถือว่าเป็นของแถม เพื่อให้กลับมามองตัวเอง ทบทวนดูว่าที่ผ่านมาคุณละเลยอะไรไปบ้าง


Fake-News-7-Types-Cover_1.jpg

zebertoothMarch 31, 2020

ปัจจุบัน เฟคนิวส์ หรือ ข่าวปลอม กลายเป็นเรื่องใกล้ตัวเรามาก เพราะแม้ไม่มีสถานการณ์โรคระบาดแบบในปัจจุบัน ด้วยธรรมชาติของคนไทยในยุคที่โซเชียลมีเดียแพร่หลายกันทุกบ้าน ไม่ว่าจะเป็นความหวังดี ความห่วงใย หรือ ต้องการแสดงตนว่ารู้เร็วรู้ก่อนก็ตาม ทำให้เกิดการแชร์ “เฟคนิวส์” กันว่อนเน็ตอยู่เป็นประจำอยู่แล้ว  ซึ่งทราบไหมว่า โลกของเราก็มีการแบ่งประเภทเฟคนิวส์กันไว้ด้วยนะ โดยกินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ได้รวบรวมตัวอย่างเฟคนิวส์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงโควิด-19 มาชำแหละให้ได้เห็นกัน

 

Claire Wardle แห่ง First Draft News องค์กรที่ตั้งขึ้นมาเพื่อต่อสู้กับเฟคนิวส์ ร่วมกับ Social Media และ Publisher อีกกว่า 30 ราย รวมถึง Facebook, Twitter, New York Times หรือ BuzzFeed แบ่งข่าวปลอมออกเป็น 7 ประเภท1.Satire or Parody – เสียดสี ล้อเลียน  2.False connection – โยงมั่ว 3.Misleading – จงใจให้เข้าใจผิด 4.False Context – ผิดที่ผิดทางรูป, ข้อความ, คำพูด แต่เอามาใช้แล้วพูดถึงอีกเรื่องหนึ่ง 5.Imposter – มโนที่มาข้อมูล รายงานข่าวแบบปกติ คือ อ้างถึงบุคคลหรือ แหล่งข่าว เช่น คนนี้กล่าวไว้ว่า, แต่คนเขียนข่าวคิดหรือมโนขึ้นมาเอง 6. Manipulated – จัดฉากข้อมูล ปลอม ตัดต่อ7.Fabricated – สวมรอย ปลอมมันทั้งเว็บ เช่น ปลอมเป็น ข่าวสด ปลอมเป็นไทยรัฐ หรือ การปลอมเป็นบุคคล แล้วรายงานข่าว ซึ่งแต่ละประเภทก็จะมีทั้งแบบที่ไม่มีพิษมีภัย จนถึงประเภทที่ส่งต่อความเข้าใจผิดๆ ที่อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อผู้หลงเชื่อทั้งด้านสุขภาพ ความเป็นอยู่ หรือ ความเชื่อ

เพราะทุกวันนี้ผู้คนเข้าถึงช่องทางข่าวสารง่ายขึ้น รู้จักเฟคนิวส์มากขึ้น จึงไม่ได้ต้องการข่าวสารที่รวดเร็วเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการข่าวสารที่ถูกต้องด้วย ดังนั้นช่วงนี้ “เมื่อได้รับข่าวสารใดๆ โดยเฉพาะช่องทาง Line หรือ Facebook ที่ไม่มีการอ้างอิงที่มาอย่างเป็นทางการ หรือ มาจากสำนักข่าวหลักที่น่าเชื่อถือได้แล้วละก็ โปรดรอยืนยันสักนิดก่อนแชร์ต่อ อย่าด่วนแชร์เร็วเกินไป เพราะความปรารถนาดีของท่านกลายเป็นผลเสียต่อผู้รับสารก็เป็นได้”

นี่คือตัวอย่างเฟคนิวส์ที่เราพบเจอในปัจจุบัน

 

 

1.) Satire/Parody เสียดสี ล้อเลียน  นำเหตุการณ์มาวิพากษ์วิจารณ์เพื่อให้เกิดความตลก แต่ไม่ตั้งใจให้เกิดความเสียหาย

 

2.) False Connection – โยงมั่ว พาดหัวข่าว ภาพประกอบ หรือ แคปชั่น ไม่ได้ไปด้วยกันกับเนื้อหาของข่าว ซึ่งอาจเกิดจากความไม่รู้ หรือ การพยายามหารายได้ เช่น อ้างผลวิจัย พบว่าสามารถป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ด้วยการ “ดื่มน้ำอุ่น-น้ำขิง-กินกระเทียม” หรือ การหลอกขายผลิตภัณฑ์ Virus Shut Out หรือ ป้ายห้อยคอฆ่าไวรัสโควิด-19 ที่อ้างว่ามาจากญี่ปุ่น ซึ่งความเป็นจริงแล้ว ญี่ปุ่นก็ได้รับผลกระทบจากการระบาดไม่น้อยกว่าเรา


3.) Misleading Content – จงใจทำให้เข้าใจผิด
ในประเด็น หรือ ตัวบุคคล ด้วยเป้าหมายบางอย่าง เช่น อ้างคลิปสัมภาษณ์ ผวจ.สุรินทร์ เผย สถานการณ์ COVID-19 มีคนติดเชื้อ 100,000 คน

 

4.) False Context – ผิดที่ผิดทาง คือการเอาเหตุการณ์หนึ่งมาใส่ในอีกที่หนึ่ง เช่น อ้างนายกฯ ลงพื้นที่ปลุกคน สู้ โควิด-19 กลางถนน หากในความเป็นจริงแล้วนี่คือใช้ภาพจากเหตุการณ์ที่นายกฯ ลงพื้นที่ถนนคนเดินเยาวราช​ รณรงค์กระตุ้นเศรษฐกิจ​หมุนเวียน​ พร้อม​ร่วมร้องเพลง​อวยพรปีใหม่​ ​ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกันแต่อย่างใด

 

5.) Imposter Content – มโนที่มาข้อมูล อ้างแหล่งที่มา อ้างบุคคลตำแหน่งสำคัญ เช่น คลิปเสียงคณบดีแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล แจ้งวิธีปฏิบัติตัวในช่วงการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19

 

6.) Manipulated Content – จัดฉากข้อมูล ปลอม ตัดต่อ เพื่อวัตถุประสงค์ในการลวงผู้รับสาร เช่น ชาวเน็ตพบโค้ด “เว็บเราไม่ทิ้งกัน” ผิดปกติ เหมือนจงใจให้เว็บล่มหรือปิด

 

7.) Fabricated Content สวมรอย ปลอมมันทั้งเว็บ เช่น ปลอมเป็น ข่าวสด ปลอมเป็นไทยรัฐ หรือ สร้างเนื้อหาปลอมแบบ 100%  เช่น ร้านสะดวกซื้อชื่อดัง แจกบัตรกำนัลมูลค่า 500 บาท

หากท่านใดต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติม หรือ ต้องการตรวจสอบว่าข้อมูลที่ได้รับมาจริงหรือไม่ สามารถติดตามได้จาก www.antifakenewscenter.com  หรือ ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย ซึ่งสามารถค้นหาข่าวปลอม เพื่อ เช็ค ชัวร์ ก่อนแชร์ และยังสามารถแจ้งเบาะแสข่าวปลอมได้อีกด้วย

 

เกร็ดควรรู้ : Fake News ยังเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 คือ นำข้อความเท็จเข้าระบบคอมพิวเตอร์ อันก่อให้เกิดความเสียหาย สร้างความตื่นตระหนก กระทบต่อสังคม มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วน “ผู้ส่งต่อ” โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลเท็จ ก็ถือว่ามีความผิดเท่ากับ “ผู้กระทำผิด” ต้องรับอัตราโทษเช่นเดียวกัน

ที่มาจาก :

https://www.rainmaker.in.th/7-type-of-fake-news/

https://en.unesco.org/node/296002…

https://www.collinsdictionary.com/diction…/english/fake-news


Content_Horo_April_Cover_2.jpg

zebertoothMarch 31, 2020

กินอยู่เป็น x Horoscope บอกเล่า ดวงชะตา 12 ราศี ประจำเดือนเมษายน 2563 โดย อาจารย์จ๊ะ วรรณอนงค์ ผู้เชี่ยวชาญการพยากรณ์จาก 2 ศาสตร์ระหว่างการโคจรของดวงดาวกับไพ่ยิปซี ท่านใดที่สนใจเช็คดวงชะตาแบบเอ็กซ์คลูซีฟสามารถติดต่อได้ที่ 081-838-9816

 

 

 

 

ราศีใดดวงดีแน่หลังสงกรานต์

 

 

ราศีมีน ราศีเมถุน ราศีกรกฎ ราศีสิงห์ ราศีตุลย์

////////////////////////////////////////////////////////////////

 

ราศีเมษ

“เงิน งาน ความรักสดใส อะไรก็ดีไปหมด”

การติดต่อเจรจาการงานจะได้ผลดี การเงินและความรักในเดือนนี้ก็จะดีตามไปด้วย เหตุผลที่ทำให้ทุกอย่างดีไปหมด เนื่องจากมีทั้งดาวอาทิตย์ ดาวพุธ และเกศมาร่วมในราศีเมษ ฉะนั้นจะเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ เริ่มตั้งแต่วันที่ 13 เมษายนเป็นต้นไป แต่ต้องระวังเรื่องการเข้าสังคมอาจทำให้เกิดศัตรู หรือ คู่แข่ง เพื่อนฝูงอาจคิดร้าย มีศัตรูที่เป็นเพื่อนเกิดขึ้น

สีที่ควรใช้คือ สีแดง สีเขียว

สีที่ไม่ควรใช้ คือ สีดำ

 

ราศีพฤษภ

“เตรียมรับทรัพย์ แต่ระวังเก็บไม่อยู่”

การเงินดีขึ้นมีเกณฑ์จะได้รับทรัพย์จากการติดต่อเจรจา หรือ ได้รับเงินลับๆ เงินพิเศษเข้ามาช่วงนี้ แต่ถึงได้มาก็ยังเก็บไม่ค่อยอยู่ เพราะตกช่วงราหูค้นทรัพย์ ดังนั้นควรระวังการใช้จ่ายในเรื่องฟุ่มเฟือย ส่วนเรื่องอื่นถือว่าดีหมด ทั้งความรักไม่มีอะไรน่าห่วง สุขภาพแข็งแรง ไม่เจ็บ ไม่ป่วย

สีที่ไม่ควรใช้ คือ สีเหลือง

สีที่ควรใช้ คือ สีส้ม

 

ราศีเมถุน

“ฝึกมองโลกในแง่บวก อย่าเครียดเกินไป หลัง 13 เมษาชะตาจะดีขึ้น”

เดือนนี้ยังอยู่ในช่วงราหูทับลัคนาราศีเกิด ต้องระวังสุขภาพ ความคิดความอ่านอย่ามองแต่เรื่องลบ ต้องฝึกมองโลกในแง่ดี มองมุมบวกบ้างจะได้ไม่เครียดจนส่งผลร้ายกับตัวเอง แต่หลังวันที่ 13 เมษายนเป็นต้นไป ดวงด้านการงาน และการติดต่อเจรจาจะดีขึ้น อาจมีโชคลาภ

อยากฝากถึงชาวเมถุน ให้หมั่นดูแลสุขภาพให้ดี อย่าเครียด ให้มองโลกในแง่บวก อย่ายุ่งเรื่องคนอื่น ช่วงนี้ให้มีสติและอยู่อย่างสงบจะดีมาก ความรักไม่ค่อยดี ห่างเหินกัน ไม่ค่อยมีความเข้าใจกัน เพราะดาวพฤหัสปิดเข้าอยู่เดือนมรณะซึ่งเป็นเดือนคู่

สีที่ควรใช้ คือ สีแดง สีเขียว

สีที่ไม่ควรใช้ คือ สีดำ สีเทา

 

ราศีกรกฏ

“น้ำขึ้นให้รีบตัก งานเด่นมาก แต่ลดเรื่องชาวบ้านลงบ้าง”

เดือนนี้ถือว่าชาวกรกฎดวงดีมาก เรียกได้ว่าน้ำขึ้นให้รีบตัก แต่ต้องรอหลังจากวันที่ 13 เมษายนไปก่อน เพราะกลุ่มดาว ทั้งอาทิตย์ พุธ เกศ ขึ้นไปอยู่ราศีเมษ ซึ่งเป็นเดือนกรรมมาของคนราศีกรกฎจะไปทำมุมให้เรื่องการงานโดดเด่นมาก การลงทุน หุ้นส่วนติดต่อเจรจาก็ดีและพอมีโชคลาภอยู่บ้าง แต่เตือนว่าอย่ายุ่งเรื่องชาวบ้านมากหนักอาจทำให้ปวดหัว

สีที่ควรใช้ คือ สีม่วง

สี่ที่ไม่ควรใช้ คือ สีดำ สีเทา

 

ราศีสิงห์

“ต้นร้ายแต่ปลายดี ระวังสุขภาพและ คำพูด”

ช่วงนี้จนถึงวันที่ 13 เมษายน ให้ระวังเรื่องสุขภาพ เนื่องจากดาวอาทิตย์เข้าสู่เดือนมรณะ ควรระมัดระวังคำพูด เพราะยังมีอุปสรรคอยู่ ดังนั้นการตัดสินใจเรื่องงานใดๆ ควรชะลอไว้ก่อน ไม่ต้องรีบเร่งมากนัก ค่อยๆทำไป

แต่หลังจากวันที่ 13 เมษายนเป็นต้นไป ดวงจะดีมากทำอะไรก็ให้รีบทำ เพราะการงานดีติดต่อเจรจาดีขึ้น มีโชคมีลาภบ้างนิดหน่อย แต่บริวารยังไม่ค่อยดีเท่าไร ต้องดูแลเป็นพิเศษ ช่วงนี้ถือว่าคนราศีสิงห์เจองานเยอะนิดหนึ่ง เกือบจะต้องทำเองทุกอย่าง ส่วนความรักยังเข้าใจกันดี ไม่มีอุปสรรคอะไร

สีที่ควรใช้ คือ สีดำ สีเทา

สีที่ไม่ควรใช้คือ สีแดง

 

ราศีกันย์

“สุขภาพน่าห่วง ช่วงดวงตก”

เดือนนี้ถือว่าเป็นช่วงที่คนราศีกันย์ร่างกายจะอ่อนแอ เนื่องจากดาวประจำราศีกันย์คือดาวพุธ ซึ่งวันที่ 2 เมษาจะโคจรไปสู่ราศีที่เขาเรียกว่า “ปะ” ทำให้ดาวพุธเกิดความอ่อนแอขึ้นมา ฉะนั้นควรระวังเรื่องสุขภาพ ตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน จนถึงวันที่ 19 เมษายน หลังจากนั้นไปแล้วจะค่อยๆ ดีขึ้น แต่ยังต้องคอยระวังอยู่

การงานยังมีอุปสรรค เพราะราหูยังอยู่ในเรือนการงาน การติดต่อเจรจาความล่าช้า ผลที่ได้ไม่เป็นไปตามที่คิด ถ้ามีเรื่องที่ต้องติดต่อเจรจาควรจะชะลอไว้ก่อน ส่วนดวงบริวารดี ฉะนั้นถ้าอะไรที่ให้บริวารทำแทนได้ ก็ควรให้ไปทำแทนในช่วงที่เราดวงตก แต่ถือว่าเครดิตยังดี ดังนั้นการขอความช่วยเหลือจากผู้อื่นยังพอได้ผลดีอยู่ สำหรับความรักไม่ค่อยดีนัก ไม่ควรคิดขยับขยายความสัมพันธ์ ดูกันไปยาวๆ ก่อนไม่ต้องรีบร้อน

สีที่ควรใช้คือ สีแดง สีขาว

สีที่ไม่ควรใช้ คือ สีดำ

 

ราศีตุลย์

“ระวังสุขภาพ หมั่นทำบุญ อาจมีเรื่องใช้เงินเกี่ยวกับบ้าน”

ดาวประจำราศีตุลย์ไปเป็นมรณะอยู่ในเรือนพฤษภ ฉะนั้นให้ระวังสุขภาพ หมั่นทำบุญเยอะๆ เพราะมีผลไปร่วมกับเกศด้วย สำหรับการงานเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ดี จะได้รับลาภผลจากการเดินทาง หลัง 13 เมษายนเป็นต้นไป หากลงทุนก็จะได้รับผลดี หุ้นส่วนก็ดีด้วย อย่างไรก็ตามอาจมีการปรับปรุงดูแลเกี่ยวกับบ้านเป็นพิเศษ

สีที่ควรใช้ คือ สีดำ สีเทา

สีที่ไม่ควรใช้ คือ สีฟ้า

 

ราศีพิจิก

“ดวงขึ้นแต่ระวังเรื่องอารมณ์”

ดาวประจำราศีพิจิกจะโคจรย้ายไปอยู่ราศีมังกรซึ่งได้ตำแหน่งอุจจ์ ทำให้ชาวราศีพิจิกจะมีความแข็งแรง การงานดี การเข้าสังคม พบปะผู้คน ติดต่อเจรจาดี ความรักดี แต่หลังจากวันที่ 13 เมษายน การงานจะมีอุปสรรคเล็กน้อย แต่ก็สามารถฟันฝ่าอุปสรรคไปได้ด้วยดี อย่าใช้อารมณ์

สีที่ควรใช้ คือ ชมพู

สีทีไม่ควรใช้คือ สีแดง

 

ราศีธนู

“ระวังคำพูด หมั่นตรวจเอกสารให้รอบคอบ”

การเงินดีขึ้น การงานก็ไปได้เรื่อยๆ ให้ระวังเรื่องคำพูด และตรวจเช็คเอกสารให้ละเอียดด้วย  เพราะว่าดาวพุธที่เป็นเรือนการงานจะขยับไปสู่ราศีมีน ซึ่งถือว่าเป็น “ปะ” ในราศีมีน ฉะนั้นให้ดูเรื่องเอกสาร คำพูดต้องระมัดระวัง ความรักก็ยังไม่ดี เพราะว่าตกช่วงราหู มั่นดูแลสุขภาพ มีเวลาว่างให้ออกกำลังกายก็จะแข็งแรง

สีที่ควรใช้คือ สีแดง สีขาว

สีที่ไม่ควรใช้ คือ สีดำ

 

ราศีมังกร

“มีโอกาสได้เงินแบบไม่ทันตั้งตัว”

ถือว่าเป็นช่วงที่ดวงดี เพราะถือว่าดาวเสาร์ ดาวที่เป็นเกษตรมากุมลัคน์ ร่วม พฤหัส อังคาร ก็ถือว่ามีโชค มีลาภ เรื่องเงินๆทองๆดี การติดต่อเจรจาดี ความรักดี มีเงินลับๆ เข้ามา มีโอกาสได้เงินมาแบบไม่ทันตั้งตัว ไม่คาดหวังว่าจะได้ก็ได้ ใครที่โดนยืมเงินไป เขาก็จะเอามาใช้คืน สุขภาพร่างกายแข็งแรงดี สิ่งที่คนราศีมังกรต้องระวัง คือ เรื่องของอารมณ์ อย่าใช้อารมณ์มาก อย่าเอาแต่ใจตัวเอง อย่ามีทิฐิเยอะ ทุกสิ่งก็จะเป็นไปด้วยดี

สีที่ควรใช้คือ สีแดง สีขาว

สีที่ไม่ควรใช้ คือ สีดำ

 

ราศีกุมภ์

“งานปัง แต่อาจพังเพราะอารมณ์”

ช่วงนี้ดาวพุธยังกุมลัคน์อยู่แต่ก็จะย้ายวันที่ 2 เมษายน ฉะนั้นการติดต่อเจรจาเงินๆ ทองๆ จะได้รับข่าวดี เงินใครติดค้างอยู่ก็จะได้คืนมา แต่เนื่องจากราหูยังอยู่ในเรือนอารมณ์ อยู่ในเรือนราศีเมถุนจึงเป็นช่วงที่เอาแต่ใจตัวเอง คนรอบข้าง หรือ บริวารอาจเกิดความเบื่อหน่ายได้ การเข้าสังคมมากๆ ก็ไม่เป็นผลดีนักเพราะอาจใช้อารมณ์ หรือ คำพูดที่ไม่เหมาะสมดังนั้นควรระมัดระวังเรื่องนี้ สำหรับสุขภาพก็ไม่มีอะไรให้ระวังเรื่องของอารมณ์เท่านั้น ส่วนความรักก็ยังดีอยู่

สีที่ควรใช้ คือ สีแดง

สีที่ไม่ควรใช้คือ สีฟ้า สีน้ำเงิน

 

ราศีมีน

“ระวังสุขภาพ ซ่อมบ้าน ซ่อมรถ”

ช่วงนี้จนถึงวันที่ 12 เมษายน ต้องระวังสุขภาพ ปวดหัว ตัวร้อน ร้อนใน เพราะดาวชิดยังอยู่ในราศีมีน แต่หลังวันที่ 13 เมษายนเป็นต้นไป เงินทองจะดีขึ้น ติดต่อเจรจาได้ผลดี เพราะดาวพุธขยับไปวันที่ 19 เมษายน ดังนั้นการติดต่อเจรจาช่วงครึ่งเดือนหลังของชาวราศีมีนจะเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ

อย่างไรก็ตาม ยังมีเรื่องที่ต้องเสียเงินจากการซ่อมบ้าน ซ่อมรถ ซ่อมที่อยู่อาศัยที่ยังมีอยู่เรื่อยๆ เพราะราหูก็ยังอยู่ในภพ 4 ส่วนความรักยังไปได้เรื่อยๆ แต่หลังจากวันที่ 19 เมษายนจะดีมาก เพราะดาวความรักไปอยู่ราศีเมษ ความรักที่คลุมเครือก็มีความชัดเจนมากขึ้น สรุปก็คือครึ่งเดือนแรกให้ดูแลเรื่องสุขภาพด้วย  ลาภผล พอมี

สีที่ควรใช้ คือ สีแดง

สีที่ไม่ควรใช้ คือ สีเขียว

 

///////////////////////////////////////////////////