internet_work-from-home_Cover_1.jpg

zebertoothMarch 30, 2020

ถึงเวลาแล้วที่ต้อง #อยู่บ้านเพื่อคนที่คุณรัก เพื่อเซฟตัวเองและคนรอบข้าง หลายบริษัทเริ่มเปลี่ยนนโยบายการทำงานจากออฟฟิศเป็นทำงานที่บ้านแทน เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงของโรคโควิด-19 สิ่งจำเป็นสำหรับการทำงานอยู่กับบ้าน นอกจาก คอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ค ไฟล์งานและเอกสารต่างๆที่จำเป็นของคุณ สิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือ “อินเตอร์เน็ต” ในเมื่อต้องทำงานผ่านระบบออนไลน์ ใช้เมลหรือไลน์ติดต่อประสานงาน ความเร็วของอินเตอร์เน็ตมีผลกับการทำงาน เกิดเน็ตช้า โหลดงานไม่ขึ้น ทำไม่ทัน อาจนำมาซึ่งความเสียหายได้ ซึ่งผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตค่ายต่างๆ ก็รู้งาน ออกแพ็กเกจบริการมากมาย เช่น

 

AIS

 

AIS จัดแพ็คเกจ AIS WORKING FROM HOME ที่มีหลากหลายโซลูชั่น ผสมผสานศักยภาพของเครือข่ายทั้งมือถือ 5G และ 4G รวมถึงเน็ตบ้าน AIS Fibre ประกอบด้วย

 

1.Unlimited Work Anywhere แพ็กเกจ on-top จากแพ็กปกติ ที่ให้ใช้งาน Office 365 บนมือถือได้ทุกเวลาและแอป Zoom Video Conferencing ไม่อั้นราคา 99 บาท/เดือน และ Unlimited Next G Max Speed 50 GB ให้เน็ต 50 GB/เดือน พร้อมใช้งาน Office 365 และแอป Zoom Video Conferencing ไม่อั้น ราคา 499 บาท/เดือน

 

2.บริการ 5G/4G Fixed Wireless Access ด้วยเราเตอร์กระจายสัญญาณรุ่นใหม่ที่รองรับทั้งเครือข่าย 5G และ 4G ในราคา 8,900 บาท (จากปกติ 12,900 บาท) พร้อมสมัครแพ็กเกจรายเดือน 599 บาท รับสิทธิ์ใช้เน็ต 5G ความเร็วสูงสุด 50 GB และ 4G ความเร็วสูงสุด 100 GB จากนั้นใช้เน็ตต่อเนื่องไม่อั้นที่ความเร็ว 10 Mbps พร้อมใช้งาน Office 365 และแอป Zoom Video Conferencing ไม่อั้น และ 4G Home Broadband เหมาจ่าย 2,990 บาท/ปี (จากปกติ 4,990 บาท) รับสิทธิ์ใช้เน็ตไม่จำกัด ความเร็วสูงสุด 50 GB ในเดือนแรก และเน็ตต่อเนื่องไม่อั้นที่ความเร็ว 4 Mbps นาน 1 ปี โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

 

3.Fibre Working from Home แพ็กเน็ตบ้าน สำหรับลูกค้าเอไอเอสไฟเบอร์ที่ใช้แพ็กเกจ 699 บาทขึ้นไป สามารถสมัครใช้บริการแพ็ก Speed Boost ในราคาเพียง 99 บาท เพื่อเพิ่มสปีดเป็น 1 Gbps / 200 Mbps พร้อมฟีเจอร์ Speed Toggle สลับความเร็วดาวน์โหลด/อัปโหลดได้ด้วยตัวเอง หรือแพ็กเกจต่ำกว่า 699 บาท สมัครแพ็ก Speed Boost 59 บาท เพิ่มสปีดเป็น 300 Mbps / 300 Mbps และแพ็กเกจ AIS Fibre 100 Mbps /100 Mbps สำหรับลูกค้าใหม่ เอไอเอส ไฟเบอร์ ในราคาประหยัดเพียง 399 บาท/เดือน พร้อมซิม 4G MAX Speed 1 GB และใช้งาน Office 365 และแอป Zoom Video Conferencing ไม่อั้น

 

4.บริการโซลูชันพิเศษให้เข้าถึงและใช้งานแอปพลิเคชันในองค์กรได้จากทุกที่ Virtual Desktop Infrastructure ให้พนักงานออฟฟิศสามารถรีโมตเข้าถึงแอปพลิเคชันและ Intranet ขององค์กรได้จากทุกที่ทุกเวลา เสมือนนั่งทำงานอยู่ที่ออฟฟิศ นอกจากนี้ยังมีบริการ Corporate Internet Bandwidth on Demand ที่ปรับสปีดการใช้งานอินเทอร์เน็ตองค์กรได้ตามความต้องการ ในราคา 30 บาท/Mpbs/เดือน

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://business.ais.co.th/workingfromhome/

 

DTAC  NetFoundry

 

ดีแทค เสนอโซลูชั่น NetFoundry ที่เป็นคลาวด์โซลูชันที่ทำหน้าที่เปรียบเสมือนเครือข่ายที่มาพร้อมความปลอดภัยของข้อมูล VPN (Virtual Private Network) หากมีการเข้าถึงข้อมูลสำคัญจากระบบเชื่อมต่อภายนอก ทำให้พนักงานที่ปฏิบัติงานภายนอกองค์กรสามารถเชื่อมต่อแอปพลิเคชัน หรือเข้าใช้งานระบบภายในองค์กรได้ทุกที่ ทุกเวลา โดยไม่ต้องใช้ VPN หรือโซลูชันที่ใช้ฮาร์ดแวร์ที่ซับซ้อนของบริษัท โดยมีแพ็กเกจดังนี้

 

  • แพ็กเกจเสริมอินเทอร์เน็ต 500 MB ราคา 99 บาท รับฟรีประกันโควิด คุ้มครอง 1 ปี จาก Sunday
  • แพ็กเกจเสริมอินเทอร์เน็ต 60 GB/เดือน นาน 6 เดือน ราคา 299 บาทต่อเดือน
  • สมัครแพ็กเกจเสริมอินเทอร์เน็ต 30 GB/เดือน นาน 6 เดือน ราคา 199 บาทต่อเดือน
  • ข้อมูลปลอดภัยด้วย NetFoundry 99 บาท ต่อผู้ใช้งาน ต่อเดือน

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.dtac.co.th/business/covid19

 

True

 

True เปิดแพ็กเกจอินเทอร์เน็ตสำหรับช่วงเวลาที่หลายคนทำงานหรือเรียนจากที่บ้าน โดยใช้ชื่อแพ็กเกจ VLEARN สำหรับนักเรียนนักศึกษา และ VWORK สำหรับคนทำงา แพ็กเกจพื้นฐานเป็น 4G+ Max Speed Unlimited 1099 เหมือนกันแต่ราคา 699 บาทสำหรับ VLEARN และ 899 บาทสำหรับ VWORK

 

แพ็กที่เหมือนกันคือแพ็กเสริม VDO Conference สำหรับระชุมโดยไม่เสียดาต้า ใช้ได้กับ Cisco WebEx, Microsoft Office 365 (ไม่ได้ระบุ Teams โดยตรงแต่น่าจะรวมด้วย), Google Hangout Meet, VOOV Meeting, และ Zoom โดยมีสองราคาคือ 99 บาทได้เฉพาะประชุมวิดีโอไม่เสียดาต้า และ 499 บาทได้ดาต้าเพิ่มมาอีก 50GB

บริการอื่นที่มาพร้อมกัน เช่น True Vision อัพเกรดระดับขึ้นฟรี 60 วันในช่วงนี้ และ True Point ใช้ 30 คะแนนแลกรับประกัน COVID-19 ระยะเวลา 1 เดือน

 

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://truevirtualworld.com/

 

การทำงานที่มีประสิทธิภาพต้องประกอบด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่มีคุณภาพ จะมีข้ออ้างเรื่องความไม่พร้อมไม่ได้แล้วนะสำหรับยุค 5G แบบนี้ สะดวกใจ สะดวกราคา กับค่ายไหนตัดสินใจได้ตามความเหมาะสม


19_เที่ยวดิ่ง_Cover_2.jpg

zebertoothMarch 30, 2020

เกียวโตอาจถึงคราวล่มสลายอย่างแท้จริง?

เกียวโต หนึ่งในเมืองหลักของญี่ปุ่นที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกนิยมมากที่สุด แต่ละปีสร้างรายได้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ญี่ปุ่นมหาศาล หากวันนี้กำลังได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 อย่างหนัก  จนสื่อญี่ปุ่นวิเคราะห์ว่าเกียวโตอาจถึงคราวล่มสลายอย่างแท้จริงหลังเพิ่งประสบสภาวะ “ฟองสบู่” มาก่อนหน้านี้

 

ด้วยการที่เคยเป็นเมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่น จึงทำให้ “เกียวโต” มีแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่สำคัญหลายแห่ง ดังนั้นเมื่อญี่ปุ่นเริ่มนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างจริงจัง ตั้งแต่ปี พ.ศ.2546 ซึ่งต่อมาได้รับความสำเร็จอย่างสูงโดยในปี พ.ศ.2559 ญี่ปุ่นระบุว่ามีจำนวนนักท่องเที่ยวสูงถึง 40 ล้านคน กระตุ้นการใช้จ่ายสะพัดกว่า 8 ล้านล้านเยน ซึ่งรายได้จำนวนมากมาจากเมืองเกียวโตทั้งโรงแรมที่พัก ร้านอาหาร รวมถึงของที่ระลึกต่างๆ ที่ขายดิบขายดีสร้างความยินดีให้กับชาวเกียวโต แม้ต้องแลกมาด้วยความแออัดวุ่นวาย

 

ในปี 2563 ญี่ปุ่นตั้งความหวังสร้างรายได้จากท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอีก ด้วยอานิสงส์จากการเป็นเจ้าภาพโตเกียวโอลิมปิก2020 ที่จะกระจายนักท่องเที่ยวและรายได้ให้สะพัดไปยังเมืองต่างๆ ทั่วประเทศ แต่ล่าสุดเหตุที่โตเกียวโอลิมปิกถูกเลื่อนออกไปอีก 1 ปี จึงดูเหมือนว่าความหวังทุกอย่างกำลังพังสลายโดยสิ้นเชิง เมื่อยอดจองโรงแรม ที่พักและธุรกิจเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวถูกยกเลิกเกือบทั้งหมด

 

“เกียวโต” ถือเป็นหนึ่งในเมืองที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด เพราะรายได้หลักของเมืองล้วนมาจากการท่องเที่ยว โรงแรมที่พักซึ่งมีอยู่จำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นโรงแรมขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ หอพักที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับการท่องเที่ยวแบบทัศนศึกษาของเด็กนักเรียนเกือบทั้งหมดถูกยกเลิกได้รับผลกระทบอย่างหนักไปตามกัน

 

ฟองสบู่ท่องเที่ยวแตก ทุบรายใหญ่ทรุด รายเล็กร่อแร่

 

รายงานสมาคมการท่องเที่ยวเมืองเกียวโต เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2563 ระบุว่าหลังการระบาดของไวรัสโควิด-19 ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ส่งผลให้นักท่องเที่ยวลดลงจนน่าตกใจ ยอดจองที่พักถูกยกเลิกแล้วกว่า 70% บางแห่งแทบไม่มียอดจองเหลือเลย นอกจากผลกระทบของโรคระบาดแล้ว นักวิเคราะห์ในญี่ปุ่นยังเชื่อว่า ส่วนหนึ่งเกิดจากที่ผ่านมามีการลงทุนสร้างโรงแรมที่พักในเกียวโตเพิ่มสูงขึ้นเป็นจำนวนมากในลักษณะ “ฟองสบู่” ดังนั้นเมื่อมีวิกฤติด่วนธุรกิจเหล่านี้จึงได้รับผลกระทบมากจน “ฟองสบู่แตก”

 

โรงแรมเกียวโต บริษัทจดทะเบียนเพียงแห่งเดียวของเมือง ประกาศคาดการณ์รายได้ไตรมาสแรกว่า ผลประกอบการขาดทุนเมื่อเทียบกับรายได้ปีที่แล้ว โดยยอดจองห้องพักของโรงแรมลดลงประมาณ 40% และหลังมีคำสั่งห้ามจัดเลี้ยงตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทำให้การประชุมและจัดเลี้ยงทั้งจากสโมสรโรตารีและไลออนส์ ตลอดจนองค์กรอื่นๆ ที่เป็นขาจร อันถือเป็นรายได้ประจำได้ถูกยกเลิกเกือบหมดแล้ว โดยโรงแรมเองก็ไม่ได้เก็บค่าธรรมเนียมยกเลิกในส่วนนี้

 

สำหรับธุรกิจโรงแรมขนาดกลางและขนาดเล็กถือว่าเป็นกลุ่มที่รับผลกระทบรุนแรงไม่แพ้กัน เพราะก่อนหน้านี้ผุดขึ้นมากมายเหมือนดอกเห็ดเพื่อรองรับการเติบโตช่วงที่การท่องเที่ยวเกียวโตบูมใหม่ๆ บ้านเรือนหลายแห่งถูกดัดแปลงเป็นโฮสเตล หรือ ห้องพักราคาถูก โดยกลุ่มนี้พบว่าอัตราการเข้าพักลดลง 60% และ 70%

 

กลุ่มที่รับผลกระทบมากที่สุดคือหอพักราคาถูก หรือ โรงแรมขนาดเล็กมาก ที่สร้างเพื่อรองรับกลุ่มนักเรียนที่มาทัศนศึกษาในเกียวโตซึ่งส่วนใหญ่จะมีรายได้หลักจากโรงเรียนต่างๆ เท่านั้น เพราะโดยทั่วไปแล้วโรงแรมกลุ่มนี้จะไม่รับบุคคลทั่วไปนอกจากช่วงสั้นที่ไม่ใช่ช่วงทัศนศึกษาของเด็กเท่านั้น แต่เมื่อเกิดโรคระบาด โรงเรียนต้องยกเลิกเพราะคำนึงถึงความปลอดภัยของเด็กเป็นสำคัญ ทำให้ยอดจองของกลุ่มโรงแรมนี้อยู่ในสภาวะ “ยอดขายเป็นศูนย์” และยังไม่สามารถคาดว่าจะขายห้องพักได้อีกเมื่อไหร่

 

สิ่งน่าห่วงอีกอย่าง คือ โรงแรมขนาดเล็กเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่มีเงินสำรองที่แข็งแกร่งมากนัก หากสถานการณ์ยังคงดำเนินต่อไปจนไม่สามารถที่จะนำรายได้เข้ามาเติมส่วนที่ขาดหายไปได้แล้ว ก็ดูเหมือนว่าอนาคตธุรกิจนี้อาจจะถึงจุดจบในที่สุด

 

บทความข้างต้นเห็นได้ว่า สถานการณ์เกียวโตในวันนี้บางเสี้ยวมีความเหมือน หรือ คล้ายคลึงกับประเทศไทยเป็นอย่างมาก เนื่องจากช่วง 10 ปีที่ผ่านมาธุรกิจท่องเที่ยวไทยมีการเติบโตและสร้างรายได้เข้าประเทศแต่ละปีสูงมากจนกลายเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจของประเทศ กอปรกับการโหมลงทุนเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและเอสเอ็มอี ดังเห็นได้ว่ามีโฮมสเตย์ผุดขึ้นทุกภาคของประเทศรวมถึงเป็นที่แจ้งเกิดธุรกิจเกี่ยวข้องมากมาย

 

หากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้สกัดกั้นการเติบโตของทุกซัพพลายเชนในธุรกิจท่องเที่ยวให้หยุดชะงักและเข้าขั้นวิกฤตไม่แพ้เกียวโต ต้องรอดูว่ามาตรการที่รัฐกำลังดำเนินการจะสามารถเยียวยาได้มากน้อยเพียงใด ธุรกิจท่องเที่ยวจะกลับมาพลิกฟื้นได้อีกครั้งเมื่อใด คำตอบในวันนี้ยังคงมืดมน คงได้แต่รอจนกว่าวิกฤตไวรัสที่เกิดขึ้นทั่วโลกครั้งนี้จะผ่านพ้นไป ซึ่งทีมงานกินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอเอาใจช่วยให้ทุกคนสามารถก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกันในเร็ววัน

 

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก headlines.yahoo


4วิธีสู้โควิด19_Mindset_Cover_2.jpg

zebertoothMarch 30, 2020

ในช่วงนี้กระแสความวิตกกังวลเกี่ยวกับวิกฤติไวรัสโควิด-19 ยังคงเพิ่มขึ้นทุกวัน และเริ่มมีความถามจากทุกภาคส่วนว่า “เมื่อไหร่จะจบ?” ซึ่งทั่วโลกยังไม่มีใครสามารถให้คำตอบนี้ได้

 

ล่าสุด “องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประกาศเตือนให้บุคลากรทางการแพทย์ทราบว่า ไวรัสโควิด-19 ถือเป็น Airborne (ละอองที่มีขนาดเล็กมากน้อยกว่า 5 ไมครอน) หรือ ละอองเสมหะที่ระเหยไปจนมีขนาดเล็กและมีเชื้อโรคที่มีชีวิตเกาะอยู่สามารถลอยอยู่ในอากาศได้นานและไกล โดยที่ผ่านมาเชื้อโรคลักษณะนี้ที่วงการแพทย์รู้จักมีเพียง 3 ชนิด ได้แก่ ไวรัสที่ทำให้เกิดโรคหัด โรคสุกใสหรืองูสวัด และแบคทีเรียวัณโรคโดยสาเหตุสำคัญที่ WHO ต้องออกมาเตือนก็เพื่อให้ปรับรูปแบบวิธีดูแลรักษาผู้ป่วยในโรงพยาบาลให้เหมาะสมและทันต่อสถานภาพของเจ้าไวรัสร้ายตัวนี้เพื่อป้องกันการฟุ้งกระจายในอากาศ ซึ่งคงต้องติดตามกันต่อไป

 

เราจำเป็นต้องปรับ Mindset เกี่ยวกับโควิด-19 เสียใหม่

 

อย่างไรก็ตามเมื่อเร็วๆ นี้ก็พบว่ามีอีกหนึ่งมุมมองที่น่าสนใจของ ดร. Eric Friedman ผู้เชี่ยวชาญระดับโลกในด้านการกำราบไวรัสอีโบล่า อดีตที่ปรึกษาประธานาธิบดีบิล คลินตัน ซึ่งคุณจุลภาส (ทอม) เครือโสภณ นักธุรกิจชื่อดังได้นำมาเสนอผ่านเฟซบุ๊ก Tom Julpas Kruesopon โดยใจความสรุปมีดังนี้

 

  • ไม่จริง! ที่กล่าวกันว่าเดี๋ยวโควิด-19 ก็หายไปแล้วชีวิตจะกลับมาเหมือนเดิม เจ้าไวรัสนี้จะยังอยู่กับเราไปตลอดเหมือนอีโบล่า ซาร์ เมอร์ส เอดส์ ที่ทุกวันนี้เราควบคุมมันได้แต่มันก็ไม่หายไปเสียที
  • ตั้งคำถามกับตัวเองว่าจะอยู่กับไวรัสโควิด-19 อย่างไร เพราะไวรัสตัวนี้แม้ว่าจะติดคนได้ง่าย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าติดแล้วทำให้ตาย โดยถือว่ายังไม่รุนแรงและอันตรายเท่ากับอีโบล่า ซาร์ เมอร์ส
  • โอกาสเสียชีวิตน้อยกว่า 1% หากผู้ที่ติดไวรัสโควิด-19 อายุน้อยกว่า 65 ปี มีภูมิคุ้มกันและไม่มีโรคประจำตัว แต่หากผู้ที่ติดมีอายุมากกว่า 65 ขึ้นไป โอกาสเสียชีวิต หรือ ไม่สบายหนักขึ้นเกือบ 100% ซึ่งสิ่งที่รัฐบาลแต่ละประเทศต้องทำตอนนี้ คือ พยายามจำกัดการระบาดไม่ให้มากกว่านี้ โดยควบคุมให้คนอยู่บ้าน หมั่นล้างมือ ดูแลความสะอาด รักษาระยะห่าง แต่นี่คือการควบคุมไวรัสให้อยู่ในวงจำกัด ไม่ได้เป็นการทำให้หายไป

 

“4 วิธีที่ทำให้สามารถอยู่กับโควิด-19 ก็คือการสร้างภูมิคุ้มกันเพิ่ม”

 

  1. นอนหลับให้เพียงพออย่างน้อยวันละ 7 ชั่วโมง เพราะในโลกไม่มียาอะไรที่จะรักษาตัวเราเองได้ดีเท่ากับร่างกายเราที่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันและรักษาตัวเองได้ แต่เรามักเผาผลาญสิ่งดีๆ ในร่างกายมากเกินไป ควรใส่ใจดูแลพักผ่อนซ่อมแซมร่างกายให้เพียงพอ
  2. ทานวิตามินมากๆ โดยเฉพาะ B Complex D และ C เพิ่มเสริมภูมิคุ้มกัน
  3. ควบคุมน้ำตาลในร่างกาย พยายามเลี่ยงน้ำตาลที่มาจากเคมี หากน้ำตาลธรรมชาติ จากผักผลไม้ยังทานได้ แต่ให้ควบคุมปริมาณ นอกจากนี้น้ำตาลยังกดการทำงานของเม็ดเลือดขาว (Sugar suppress lymphocyte) ซึ่งเม็ดเลือดขาวมีหน้าที่สำคัญคือคอยทำลายเชื้อโรค และปกป้องร่างกายจากสิ่งแปลกปลอม ทั้งนี้เพราะเชื้อโรคต่างๆ จะเติบโตได้ดีจากการกินน้ำตาลในร่างกายเรา ดังนั้นคนที่เป็นเบาหวานจึงมีความเสี่ยงต่อโรคติดต่อต่างๆ มาก
  4. หมั่นออกกำลังกายให้ปอดแข็งแรง งดบุหรี่ ลดการดื่มแอลกอฮอล์

work-from-home_Cover_2.jpg

kinyupen_adminMarch 29, 2020

Work from Home กลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับมนุษย์เงินเดือนในสภาวการณ์ปัจจุบัน เพื่อลดความเสี่ยงจากการเป็นพาหะแพร่กระจาย หรือ รับเชื้อไวรัสโควิด-19 จากการเดินทาง หรือ ใช้ชีวิตระหว่างวัน นับเป็นความท้าทายใหม่ที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะในองค์กรที่ไม่เคยทดลองใช้มาก่อน ว่าต้องทำอย่างไรจึงจะรักษาระดับการทำงานให้เทียบเท่ากับที่ออฟฟิศ ในอีกมุมหนึ่งนี่ถือเป็นโอกาสดีในการวัดประสิทธิภาพพนักงาน ว่าเหมาะสมกับองค์กรมากน้อยเพียงใด ดูได้จาก 3 ข้อง่ายๆ ดังนี้

 

  1. บริหารเวลาที่มีมากขึ้นอย่างไร ระยะเวลาเดินทางไปกลับเฉลี่ยของพนักงานออฟฟิศส่วนใหญ่อยู่ที่ 2 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งบ่อยครั้งพนักงานมักขาด ลา มาสาย โดยอ้างปัญหารถติด รถเสีย อุบัติเหตุ ดังนั้นเมื่อไม่ต้องเข้าออฟฟิศก็จะช่วยลดเวลา ลดข้อจำกัดส่วนนี้ลง น่าจะทำให้การประเมินบุคคลนั้นๆ ทำได้ง่ายขึ้นว่า มีประสิทธิผลของการทำงานดีขึ้นหรือไม่ จากเวลาที่ได้รับเพิ่มขึ้นในแต่ละวัน
  2. รับผิดชอบมากน้อยขนาดไหน การทำงานแบบ Work of Home ไม่มีคนคอยตรวจจี้ว่านั่งทำงานจริงหรือไม่ ใช้เวลากับงานเพียงใด งานที่ทำคืบหน้าแค่ไหน  ดังนั้นจะเป็นตัววัดวินัยที่ดี ว่าบุคคลนั้นๆ รับผิดชอบต่องาน สามารถร่วมประชุมออนไลน์ จัดส่งรายงาน หรือ จัดทำชิ้นงานทันตามกำหนด หรือ มีคุณภาพเพียงใด
  3. พร้อมปรับตัวเพียงใด ชีวิตสมัยใหม่ คงไม่สามารถแยก online และ offline จากกันได้ มีแอปพลิเคชันมากมายให้เลือกใช้ผ่านแท็บเล็ต คอมพิวเตอร์พีซี สมาร์ทโฟน ตามสะดวก ซึ่งหลายคนผสานปรับใช้อยู่ใน job description ประจำวันอยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อ Work from home ก็คงปรับตัวไม่ยาก แต่กลุ่มที่ยังไม่เคยใช้ก็ควรต้องเร่งปรับตัวเข้าหาเทคโนโลยี ลดข้อจำกัดที่อาจก่อปัญหาทำให้งานสะดุดลง เพราะ Work of Home สิ่งสำคัญคือทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องต้องเป็นฟันเฟืองที่ร่วมขับเคลื่อนและรับผิดชอบไปพร้อมๆ กัน

 

อย่างไรก็ตาม Work from Home ขึ้นอยู่กับสภาพความพร้อมของคนทำงาน และสภาพความพร้อมของระบบต่าง ๆ ด้วย ซึ่งในช่วงแรกๆ อาจขลุกขลักบ้างองค์กรก็ต้องค่อยปรับแก้กันไป แต่ถ้าในมุมของพนักงานหากใครไม่รู้ว่าจะจัดการกับตนเองอย่างไรเพื่อ work from home อย่างมีประสิทธิภาพ เราขอนำเนื้อหาบางส่วนจากหนังสือ 30 Minuten Zeitmanagement ของ Lothar Seiwart ซึ่งเป็นภาษาเยอรมันที่ถูกแปลโดยปิยะกัลย์ สินประเสริฐ มาแบ่งปันเพื่อนำไปปรับใช้กัน

 

  1. หาโจรขโมยเวลาของคุณ หาให้เจอว่าแต่ละวันคุณเสียเวลาไปกับอะไรบ้าง เกี่ยวกับงานเท่าใด เกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวเท่าใด วิธีง่ายสุดก็คือนั่งจดขึ้นมาในกระดาษว่าคุณใช้เวลากับแต่ละเรื่องไปเท่าใด คุ้มค่าหรือไม่ อะไรคือสิ่งรบกวน หรือ โจรที่เข้ามาขโมยเวลา แล้วจะหาทางจัดการกับโจรอย่างไร
  2. ใช้หลักการของพาเรตโต (หรือ กฎ 20/80) หรือ หลักการที่บอกว่าทำงานเพียง 20% นำมาซึ่งผลลัพธ์ 80% ของทั้งหมด เช่น รายได้จริงของบริษัทมาจากการขายของที่ใช้เวลาเพียง 20% ของทั้งหมด ส่วนที่เหลือเป็นเวลาที่เสียไปกับงานธุรการและจิปาถะ ซึ่งถ้าหาพบว่างาน 20% ที่จำเป็นคืออะไรแล้วทุ่มเทกับเรื่องนั้นให้ดีที่สุดจะช่วยให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีขึ้นในเวลาเท่าเดิม
  3. กระบวนการ ALPEN รูปแบบการจัดการเวลาแบบ ALPEN (ตัวย่อที่น่าจะมาจากภาษาเยอรมัน) ที่จะช่วยให้วางแผนทำงานแต่ละวันได้มีประสิทธิภาพที่สุด กระบวนการนี้ได้แก่
  • A กำหนดงานของคุณออกมา เอาเนื้องานที่ควรจะทำทั้งหมดในวันนั้นออกมาเรียงไว้ให้ครอบคลุมที่สุด หรือเท่าที่คุณจะคิดได้
  • L จัดกิจกรรมของงานนั้นลงไปในกรอบเวลาที่เป็นไปได้ พิจารณาว่าต้องทำอะไรบ้าง กิจกรรมไหนควรทำตอนไหน ภายในเวลาเท่าไร
  • P เผื่อเวลาไว้ด้วย ในการทำงานจริงๆ คุณอาจจะเสียเวลาเพราะการรบกวนจากภายนอก หรือ ถูกรบกวนด้วยโจรขโมย การเผื่อเหลือเผื่อขาด เวลาไว้บ้างจะช่วยลดความเครียดและทำให้คุณรับมือกับสิ่งที่ทำให้ไม่เป็นไปตามแผนได้ดีขึ้น
  • E จ่ายงานบ้าง แบ่งงานตามประเภท ประเภท A สำคัญมากที่ต้องทำด้วยตัวเอง ประเภท B บางส่วนแบ่งกระจายให้คนอื่นช่วยได้ และ C งานไม่สำคัญแต่จำเป็น เช่น ธุรการต่างๆ โดยอาจระบุชัดไปเลยว่างานไหนใครต้องทำอะไร ตรงไหนบ้าง
  1. เวลาปลีกตัวและเวลาพัก เราควรมีเวลาปลีกตัวจากการรบกวนทุกรูปแบบ เพื่อได้มีสมาธิจดจ่อทำงานนั้นเต็มที่สักหนึ่งถึงสองชั่วโมง แต่ก็อย่าลืมใส่เวลาพักไปด้วยตามความเหมาะสม ซึ่งแนะนำว่าอยู่ที่ไม่เกิน 10 นาที ซึ่งขึ้นอยู่กับการประเมินตนเองว่าเหมาะสำหรับการจัดสรรเวลาอย่างไรจึงจะมีประสิทธิภาพสูงสุด

 


4แอพทำงานที่บ้าน_WFH_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 27, 2020

ต่อให้เจอกับวิกฤตเราก็ต้องก้าวไปข้างหน้า ในสถานการณ์ที่เราต้องอยู่ติดบ้าน ไม่ได้ทำงานที่ออฟฟิศ การติดต่อสื่อสารกันระหว่างทีมงานถ้าทำได้ง่าย ความสำเร็จของงานก็เกินครึ่งแล้ว และหากมีความจำเป็นต้องประชุมทีมงานในช่วง Work from home ต้องไม่มีปัญหา จะมาบอกว่าอยู่บ้าน ทำงานไม่ได้ ลูกค้าหาย เจ้านายอาจจะให้อยู่บ้านยาวๆ ก็เป็นได้

 

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ได้รวมแอปพลิเคชันยอดนิยมที่ช่วยให้การทำงานออนไลน์ของคุณสะดวก รวดเร็ว และง่ายดายมากยิ่งขึ้น

 

 

1. Zoom : Windows, iOS, Android ไม่มีค่าใช้จ่าย

รองรับการประชุมผ่านวิดีโอได้ถึง 100 คน จำกัดเวลาที่ 40 นาทีสำหรับการใช้งานแบบฟรี สามารถเปลี่ยนพื้นหลัง ปรับผิวเนียน มีฟังก์ชันการแชร์ภาพหน้าจอร่วมกันให้เพื่อนร่วมงานดูพรีเซนต์ และบันทึกการประชุมได้ ใช้ง่ายเพียงสร้าง Host a Meeting และเชื่อมต่อกับเพื่อนร่วมงาน ได้หลากช่องทาง ทั้งอีเมล เบอร์โทรศัพท์ และลิงก์ URL

 

2.VooV Meeting : Windows, iOS, Android ไม่มีค่าใช้จ่าย

“Tencent” เจ้าของแอพฯ แชท “วีแชท” ได้เปิดตัวโซลูชั่น Tencent Meeting ทำตลาดนอกประเทศจีน โดยมีการเปิดให้บริการกว่า 100 ประเทศ ซึ่งรวมประเทศไทย ผ่านแอพฯ บนมือถือใช้ชื่อว่า “VooV Meeting” โดย Tencent เปิดให้ใช้งาน VooV Meeting ฟรีทุกฟีเจอร์ เพื่อช่วยเหลือองค์กรต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ซึ่งแอปพลิเคชันนี้รองรับการประชุมผ่านวิดีโอได้ถึง 300 คน ใช้งานได้ยาวนานติดต่อกันถึง 9,999 นาที เหมาะกับองค์กรใหญ่ๆ อย่างยิ่ง ภาพชัดระดับ HD มีฟังก์ชันที่ทำให้ใบหน้าดูสวยงาม เบลอฉากหลัง พร้อมตัดเสียงรบกวนต่างๆ เช่นเสียงพิมพ์คีย์บอร์ด

 

3.Webex : Windows, iOS, Android ไม่มีค่าใช้จ่าย

“Webex” แพลทฟอร์มประชุมทางไกลยอดนิยมของ “ซิสโก้” (Cisco) ที่ปัจจุบันมียอดการใช้งานพุ่งสูงขึ้น เนื่องจากองค์กรหลายแห่งมีความต้องการใช้โซลูชั่นประชุมออนไลน์กับพนักงานระหว่างที่ Work From Home ซึ่ง Webex สามารถรองรับการประชุมผ่านวิดีโอได้ถึง 50 คน จำกัดที่ 40 นาทีสำหรับการใช้งานแบบฟรี พร้อมพื้นที่เก็บข้อมูลบน Cloud ขนาด 1 GB มีฟังก์ชันสนับสนุนการใช้งานหลากหลาย เช่น วิดีโอระดับ HD การแชร์หน้าจอ รูปภาพ ไฟล์ และข้อความอย่างไม่จำกัด การเชื่อมต่อผ่าน VoIP และการทำงานร่วมกับแอพฯ Calendar

 

4.LINE Group Call : Windows, iOS, Android ไม่มีค่าใช้จ่าย

แอปพลิเคชันยอดนิยม ใช้งานง่าย รองรับการประชุมผ่านวิดีโอได้ถึง 100 คน มีฟังก์ชัน LIVE การพรีเซนต์งานให้เพื่อนร่วมงานสามารถดูได้พร้อมกันสูงสุดได้ถึง 500 คน สามารถแชร์หน้าจอ และปรับเอฟเฟคใบหน้าให้ดูสวยงาม มีฟังก์ชันแสดงเอฟเฟคอารมณ์ได้หลายแบบ

 

ในยุคที่เทคโนโลยีมีผลกับการใช้ชีวิต เราต้องเลือกหยิบเอาสิ่งที่เอื้อประโยชน์กับเรามากที่สุดมาใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่บ้านเมืองเกิดวิกฤตเช่นนี้ การออกนอกบ้าน ทำงานติดต่อธุรกิจต่างๆ ค่อนข้างจะมีอุปสรรค หากคุณเลือกเป็น จัดการทุกอย่างได้ ความเสียหายก็ไม่เกิด


_1.jpg

kinyupen_adminMarch 27, 2020

จากปัญหาการระบาดของโรคโควิด19 ที่กำลังทวีความรุนแรงและขยายไปทั่วทุกภูมิภาคของโลก ทำให้หน่วยงานด้านความมั่นคงทางอาหารของโลก ได้ออกมาแสดงความวิตกกังวลว่าปัญหาเรื่องการขาดแคลนอาหารที่อาจจะทวีความรุนแรงมากขึ้น เพราะการที่ประชากรของแต่ละประเทศทั่วโลกต้องเผชิญมาตรการล็อกดาวน์จากการต่อสู้กับโรคโควิด19 ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ว่าผู้ส่งออกด้านการเกษตรสำคัญที่เป็นแหล่งอาหารของโลกอาจจะต้องจำกัดการส่งออก

 

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานระบุว่า หลังจากการระบาดของไวรัสโคโรนา สายพันธุ์ใหม่ครอบคลุมไปทุกทวีปของโลก ทำให้ประชากรในทุกประเทศต่างแตกตื่น พากันกักตุนสินค้าจำเป็นที่ใช้ในครัวเรือนอย่างตื่นตระหนก ซึ่งเป็นการกักตุนอาหาร โดยเฉพาะอาหารประเภทแป้ง ทำให้สินค้าเหล่านี้เริ่มหาซื้อยากมากขึ้นในหลายประเทศ และสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้มีความกังวลว่า รัฐบาลบางประเทศอาจจะดำเนินการเพื่อเก็บอาหารไว้ภายในประเทศเพื่อความมั่นใจว่าจะมีอาหารเพียงต่อการบริโภคภายในประเทศ ในขณะที่ห่วงโซ่อุปทานได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรค โดยเฉพาะหากผู้ส่งออกรายใหญ่เริ่มเก็บตุนพืชเกษตร เช่น ข้าว ที่จะถูกนำมาผลิตเป็นแป้ง และเป็นอาหารหลักของคนทั่วโลกนั่นย่อมจะส่งผลต่อความมั่นคงทางอาหารของโลกอย่างแท้จริง

 

ปัจจุบันมีรายงานว่าเวียดนามซึ่งเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ ได้เริ่มจำกัด การส่งออกข้าวแล้วเนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับความพร้อมใช้งานภายในประเทศ ซึ่งหากเวียดนามยังคงห้ามการส่งออก อุปทานของข้าวในตลาดโลกลดลงประมาณ 10-15% ในระยะเวลาอันใกล้นี้ และกลุ่มประเทศในแถบอาจเผชิญกับปัญหาหากเกิดการหยุดชะงักของการส่งออกนี้

 

ขณะที่ในประเทศอินเดียซึ่งเป็นผู้ส่งออกข้าวชั้นนำระดับโลกเพิ่งเข้าสู่มาตรการล็อกดาวน์เป็นเวลาสามสัปดาห์ซึ่งทำให้ช่องทางโลจิสติกส์หลายช่องหยุดชะงักนั่นหมายถึงกระบวนการส่งออก หรือขนส่งอาหารจะถูกหยุดตามไปด้วย นอกจากนี้สหภาพผู้ค้าน้ำมันพืชของรัสเซียก็เรียกร้องให้มีการ จำกัด การส่งออกเมล็ดทานตะวันและผลผลิตน้ำมันปาล์มได้ชะลอตัวลง ซึ่งรัสเซียถือเป็นผู้ผลิตน้ำมันปาล์มเป็นอันดับสองรองจากมาเลเซีย นอกจากนี้รัสเซีย ยูเครนและคาซัคสถาน จะยังส่งออกข้าวสาลีได้หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตของปี 2562 แต่ผู้ค้าสินค้าด้านเกษตรของโลกก็ยังมีความกังวลอยู่ดี โดยเฉพาะการจำกัดการส่งออกของรัสเซียที่เป็นผู้ส่งออกข้าวสาลี และ ธัญพืชชนิดอื่นๆ ไปยังตลาดอาหารต่างๆ ในแถบยุโรป

 

ปัญหาความกังวลเรื่องของการขาดความมั่นคงทางอาหารยังกระจายไปทั่วทุกภูมิภาคของโลก เนื่องจากในหลายประเทศได้รับผลกระทบจากโรคระบาดนี้ และรัฐบาลบางประเทศก็พยายามที่จะหาวิธีเพื่อกักตุนเสบียงอาหารไว้ให้กับผู้คนในประเทศ รวมถึงยังคงมีความล่าช้าจากการขนส่ง เช่น รัฐบาลอียิปต์ที่ยังต้องรอข้าวสาลีสำหรับทำอาหารให้มาถึงโดยเร็วแต่เกิดการล่าช้าจากการปิดการทำงานของบริษัทขนส่ง ทำให้พวกเขาต้องออกมาระบุว่า อียิปต์มีสต๊อกสินค้าเหล่านี้อยู่ได้เพียงอีก สี่เดือนข้างหน้าเท่านั้น เช่นเดียวกับรัฐบาลอิรักที่ระบุว่า จำเป็นต้องนำเข้าข้าวสาลี 1 ล้านตันและข้าว 250,000 ตันหลังจากที่คณะกรรมการวิกฤติได้แนะนำให้เพิ่มสต๊อกอาหาร ขณะที่รัฐบาลกาตาร์ได้นามข้อตกลงเพื่อเพิ่มปริมาณสำรองด้านอาหารด้วย

 

สำหรับประเทศในภูมิภาคเอเชีย ดูเหมือนว่ายังไม่ได้รับผลกระทบมากนัก โดยผู้ค้ารายหนึ่งในสิงคโปร์กล่าวว่า จนถึงขณะนี้เขายังไม่ได้รับคำสั่งซื้อข้าวสาลีเพิ่มเติมกว่าปกติแต่อย่างใด ซึ่งจากข้อมูลผลผลิตของกรมวิชาการเกษตรคาดการณ์ว่าผลผลิตข้าวและข้าวสาลีทั่วโลกซึ่งเป็นพืชอาหารที่มีการซื้อขายกันอย่างกว้างขวางทั่วโลกจะสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 1.26 พันล้านตันในปีนี้

 

อย่างไรก็ตามหากพิจารณาจากราคาสินค้าเกษตรในเวลานี้ พบว่าราคาข้าวในตลาดโลกกำลังปรับตัวสูงขึ้น หลังจากเกิดปัญหาเรื่องการขนส่ง โดยเวียดนามหยุดส่งออก อินเดียอยู่ในช่วงปิดทำการและประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศส่งออกข้าวสำคัญก็อาจจะออกมาตรการเช่นเดียวกันนั้นและนั่นหมายถึงราคาข้าวจะสูงขึ้นอย่างแน่นอน

 

ปัจจุบัน ราคาข้าวในประเทศไทยสูงขึ้นกว่า 11% นับตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์สู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2556 ที่ระดับ 492.5 ดอลลาร์ต่อตัน ทั้งนี้ผู้ค้าข้าวของสิงคโปร์รายนี้ระบุว่า ไม่คิดว่าจะมีการขาดแคลนข้าว เพราะมีข้อมูลว่าอินเดียที่สินค้าคงเหลือมีขนาดใหญ่มาก แต่กลับพบว่าสินค้าคงคลังเหล่านั้นไม่ได้กระจายอย่างเท่าเทียมกัน เพราะส่วนใหญ่กระจายอยู่ในจีนและอินเดียเพียงอย่างเดียวเท่านั้น นั่นหมายถึงผู้ซื้อข้าวรายใหญ่ เช่นฟิลิปปินส์ผู้นำเข้ารายใหญ่และอื่น ๆ ในเอเชียและแอฟริกาอาจมีความเสี่ยงหากประเทศส่งออกข้าวรายใหญ่จำกัดการส่งออก ก็อาจจะประสบปัญหาเรื่องอาหารไม่เพียงพอได้


_องค์กรไทยเทศต้านโควิด_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 27, 2020

เมื่อทั่วโลกกำลังเผชิญกับวิกฤติโรคระบาด “โควิด-19” บรรดาองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ทั้งของไทยและต่างประเทศก็ไม่ได้นิ่งนอนใจกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น บริษัทต่างๆ ได้เสนอการช่วยเหลือเพื่อช่วยลดการแพร่ระบาดของโรคไม่ให้กระจายวงกว้างไปมากกว่านี้

 

เริ่มจากองค์กรขนาดใหญ่ใกล้ตัวของไทยอย่าง เครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่ประกาศสร้างโรงงานผลิตหน้ากากอนามัยแจกฟรีให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลที่มีความจำเป็นและประชาชนทั่วไป ภายใต้แนวคิด “เร็วแต่มีคุณภาพ” และ กลุ่ม ปตท. ผลิตแอลกอฮอล์หรือเจลล้างมือเตรียมแจกจ่ายประชาชนผ่านสถานีบริการน้ำมัน และ บางจาก เตรียมเจลแอลกอฮอล์ทำความสะอาดมือสำหรับลูกค้าบางจากและประชาชนทั่วไปนำภาชนะไปเติมได้ฟรีที่สถานีบริการน้ำมัน

 

สำหรับต่างประเทศก็มีบริษัทชั้นนำที่หันมาปรับไลน์การผลิตเพื่อมาช่วยให้ชาวโลกผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปได้โดยเร็ว เริ่มต้นจากประเทศจีนพื้นที่ระบาดชาติแรกของโรค โดยผู้ผลิตแบตเตอรี่และรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ของจีนอย่าง  “BYD” เปลี่ยนจากผลิตรถมาเป็นหน้ากากอนามัย ปรับสายการผลิตหันมาทุ่มกำลังผลิตหน้ากากอนามัยแทนหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยปัจจุบันโรงงานผลิตหน้ากากของ BYD มีกำลังผลิตมากกว่า 5 ล้านชิ้นต่อวัน รวมทั้งสารป้องกันการติดเชื้อ (disinfectant) 3 แสนขวดต่อวัน ถือเป็นโรงงานที่มีกำลังผลิตหน้ากากสูงที่สุดของโลก

 

 “LVMH” เปลี่ยนโรงงานน้ำหอมเป็นเจลล้างมือ บริษัท แอลวีเอ็มเอช (LVMH) เจ้าของแบรนด์หรูอย่าง Louis Vuitton – Dior ประกาศจะเปลี่ยนโรงงานผลิตน้ำหอมให้กับแบรนด์ Christian Dior, GIVENCHY และอื่นๆ ปรับไลน์การผลิตมาเป็นการผลิตเจลแอลกอฮอล์สำหรับล้างมือแทน เพื่อลดความเสี่ยงของการแพร่ระบาด หลังพบผู้เสียชีวิตและติดเชื้อจากโรคโควิด-19ในฝรั่งเศสเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องสำหรับเจลแอลกอฮอล์ที่ผลิตได้จะมอบให้กับองค์กรด้านสาธารณสุขของฝรั่งเศส และกระจายสู่ระบบโรงพยาบาลของประเทศโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ทาง “แอลวีเอ็มเอช แถลงการณ์ว่าจะยังดำเนินนโยบายนี้ต่อไปตราบที่ยังเป็นเรื่องจำเป็นโดยจะร่วมมือกับองค์กรสาธารณสุขของฝรั่งเศสอย่างเต็มที่

 

หรือแม้แต่ ZARA บริษัทสัญชาติสเปนก่อตั้งโดย Amancio Ortega โดยเป็นแบรนด์หลักของเครือ Inditex Group บริษัทนี้ถือว่าเป็นร้านขายเสื้อผ้าใหญ่อันดับ 1 ของโลก ก็เข้ามาช่วยเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน  ZARA ปรับโรงงานผลิตเสื้อผ้าหันมาผลิตชุดกาวน์และหน้ากากอนามัย สำหรับแพทย์และผู้ป่วยที่ตอนนี้กำลังขาดแคลน ซึ่งสเปนเป็นอีกหนึ่งประเทศที่โดนผลกระทบจากโควิด-19 โดยทางบริษัทได้บริจาคหน้ากากไปแล้ว 10,000 ชิ้นให้กับทางภาครัฐ และจะบริจาคเพิ่มอีก 300,000 ชิ้น โดยทุกอาทิตย์ทาง Inditex จะมีการส่งของเหล่านี้อย่างน้อยหนึ่งครั้ง และกำลังศึกษาว่าจะสามารถแปรรูปวัสดุและเนื้อผ้าเพื่อทำสินค้าทางการแพทย์อย่างอื่นเพิ่มเติมได้หรือไม่

 

ความช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ เมื่อรวมกันก็กลายเป็นความช่วยเหลือที่ยิ่งใหญ่ได้ การระบาดของ “โควิด-19” ไม่ใช่โรคที่เกิดขึ้นแค่เพียงประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่มันกลายเป็นปัญหาระดับโลกไปแล้ว ความร่วมมือจากหลายๆภาคส่วนจึงเป็นสิ่งสำคัญ


2-ออกกำลังกาย_Cover_2.jpg

kinyupen_adminMarch 26, 2020

“สุขภาพที่ดีคือทรัพย์สินที่มีค่าที่สุด” นี่คือเรื่องจริงที่เราพบเห็นบทเรียนได้รอบตัว หลายคนที่หักโหมมุทำงานหาเงินจนละเลยการออกกำลังกาย ท้ายสุดเงินที่หามาได้ก็ต้องจ่ายให้โรงพยาบาลไปเสียหมด ดังนั้นในช่วงที่เราพอมีเวลาว่างแบบนี้ ก็อย่ามัวปล่อยตัวกินนอนอยู่บ้านเชียวให้ถือว่าเป็นโอกาสดีที่จะได้ใช้เวลาวางแผนพัฒนาตนเองและมาออกกำลังกายกันดีกว่า กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงขอนำเสนอวิธีออกกำลังกายที่บ้านแบบง่ายๆ มานำเสนอ

 

 

  1. กระโดดเชือก : 1 ชั่วโมง เผาผลาญ 500 แคลอรี่

กิจกรรมง่ายๆ แบบนี้ แต่ก็ได้ผลดีไม่แพ้ออกกำลังกายประเภทอื่นเลยนะ ลองชวนคนในบ้านมากระโดดเชือกด้วยกันก็สนุกไปอีกแบบ

  1. จ๊อกกิ้ง : 1 ชั่วโมง เผาผลาญ 600 แคลอรี่

การวิ่งทำให้ร่างกายตื่นตัวกระฉับกระเฉง ถ้าใครมีลู่วิ่งก็ใส่หูฟังแล้ววิ่ง ดูหนังไปวิ่งไป หรือ วิ่งเหยาะๆ รอบบ้านก็ถือเป็นการออกกำลังกายแบบคาร์ดีโอที่ดีต่อหัวใจ

  1. โยคะ(ร้อน) : 1 ชั่วโมง เผาผลาญ 500 แคลอรี่

ตีต่อร่ายกายและจิตใจ ไม่ต้องใช้อุปกรณ์อะไรเลย ขอแค่มีเสื่อโยคะอย่างเดียวก็เพียงพอ ถ้าให้ดีที่สุดต้องเล่นในห้องที่มีอุณหภูมิประมาณ 37 องศาเซลเซียส

  1. เต้นรำ : 45 นาที เผาผลาญ 500 แคลอรี่

เพียงขยับร่างกายไปตามจังหวะเพลง นอกจากคลายเครียดแล้วยังช่วยเผาผลาญแคลอรี่ได้มากโข ถ้าเต้นคนเดียวมันเหงา ชวนคนในบ้านมาเต้นด้วยก็ได้

  1. HIIT : 20-30 นาที เผาผลาญ 500 แคลอรี่

HIIT (High-Intensity Interval Training) เป็นการออกกำลังกายหนักสลับเบาแบบคาร์ดิโอ ซึ่งดีต่อหัวใจสามารถเผาผลาญแคลอรี่ได้รวดเร็วในระยะเวลาอันสั้น อาทิ การวิ่งสลับเดิน แต่ HIIT ไม่เหมาะกับคนที่เป็นโรคหัวใจ โรคหอบหืด หรือ มีปัญหาเกี่ยวกับข้อต่อต่างๆ

 

การออกกำลังกายง่ายกว่าที่คิด แม้แต่การทำความสะอาดบ้านก็ช่วยเรียกเหงื่อได้อย่างไม่รู้ตัว ขอเพียงมีวินัยมีความตั้งใจมากพอไม่ว่าที่ไหนก็ออกกำลังกายได้


_netflix_Cover_2.jpg

kinyupen_adminMarch 26, 2020

ช่วงโรงหนังปิด ต้องกักตัวอยู่บ้านช่างเงียบเหงาเหลือเกิน ใครกำลังมองหาหนังดีๆ ดูที่บ้าน กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต มีลิสต์ 18 หนังดี หนังดัง มาแนะนำ

 

 

  1. ‘The Irishman’ (2019)เรื่องราวของนักฆ่านามว่า “แฟรงค์ ชีแรน” (โรเบิร์ต เดอ นิโร) ที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุฆาตกรรมของผู้นำสหภาพแรงงานชาวอเมริกัน “จิมมี่ ฮอฟฟา” จากฝีมือกำกับของมาร์ติน สกอร์เซซี
  2. ‘Marriage Story’ (2019)เรื่องราวของความรักที่งดงามในช่วงเวลาที่แตกสลาย เล่าถึงการแต่งงานที่เดินทางไปสู่การหย่าร้าง ระหว่าง ชาร์ลี ผู้กำกับละครเวที และ นิโคล นักแสดงสาวซึ่งพวกเขามีลูกชาย 1 คน
  3. ‘The Ballad of Buster Scruggs’ (2018)เรื่องเล่าที่ไม่ได้ปะติดปะต่อกันในแต่ละเหตุการณ์สะท้อนถึงสังคมในยุคศตวรรษที่19 ทั้งคาวบอย อินเดียนแดง การดวลปืน และแสวงโชค
  4. ‘American Factory’ (2019)สารคดีรางวัลออสการ์ เมื่อมหาเศรษฐีชาวจีนเข้าไปเปิดโรงงานใหม่ในโรงงาน General Motors ซึ่งถูกทิ้งร้าง และว่าจ้างคนงานชาวอเมริกันสองพันคนเข้าทำงาน แต่ความตื่นเต้นและความหวังในตอนต้นต้องพบกับปัญหา เมื่อความไฮเทคของจีนปะทะกับชนชั้นแรงงานของอเมริกา
  5. ‘Goodfellas’ (1990)เรื่องของเด็กผู้ชายผู้ใฝ่ฝันไว้แต่เด็กว่าจะเป็นมาเฟียและเริ่มเข้าวงการโดยรับทำงานเล็กๆ น้อยให้กับแก๊งจนวันหนึ่งเข้าตามาเฟียท้องถิ่นนำมาเก็บเป็นเด็กในสังกัดจากนั้นก็มีมาเฟียรอบจัดมาเป็นพี่เลี้ยงให้เข้าสู่โลกแห่งอาชญากรรม
  6. ‘Monty Python and the Holy Grail’ (1975)หนังตลกแนวเสียดสีการเมืองการปกครอง ผ่านการบอกเล่าถึงอุปสรรคต่าง ๆ ที่กษัตริย์อาเธอร์กับอัศวินโต๊ะกลมเผชิญระหว่างตามหาถ้วยศักดิ์สิทธิ์

 

 

  1. ‘Roma (2018)’ฉายภาพของครอบครัวชาวเม็กซิกันชนชั้นกลางผิวขาวในช่วงปี 1970-1971 ที่อาศัยอยู่ในย่านโรม่า สะท้อนความสัมพันธ์ของ ชนชั้นที่แทรกซึมอยู่ในความเป็นครอบครัว และ การดำเนินชีวิตที่ต้องดิ้นรนพบเจอ

 

  1. ‘Private Life’ (2018)เรื่องเล่าของชีวิตคู่ในวัย 40+ ที่เป้าหมายสำคัญคือ ‘การมีลูก’ จึงทำทุกวิถีทางเพื่อให้สำเร็จตามเป้าหมาย เพราะต่างคิดว่า นั่นคือจุดสูงสุดของชีวิตคู่ ก่อนจะพบและเข้าใจว่าการประคองความสัมพันธ์ด้วยความรัก ความเข้าใจ และความใส่ใจคือสิ่งสำคัญของชีวิตคู่ที่แท้จริง

 

  1. ‘My Happy Family’ (2017)หนังชีวิตจากประเทศจอร์เจีย ที่สะท้อนเรื่องราวของหญิงวัย 52 ที่ต้องการแยกตัวออกจากครอบครัวใหญ่อันประกอบด้วยพ่อ แม่ สามี และลูกชายกับลูกสาว ไปอยู่คนเดียว

 

  1. ‘Silver Linings Playbook’ (2012)เรื่องเล่าที่สื่อว่าชีวิตมักไม่เป็นไปตามแผนของชายผู้สูญสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งบ้าน, งาน และภรรยา ภายหลังใช้เวลาแปดเดือนในโรงพยาบาลจิตเวชและกลับมาอาศัยอยู่กับแม่ และพ่อ เพื่อจะเริ่มชีวิตใหม่คืนดีกับภรรยาหากทุกอย่างเปลี่ยนไปเมื่อมีหญิงสาวลึกลับเข้ามาอาสาเป็นแม่สื่อ

 

  1. ‘Atlantics’ (2019)เรื่องราวที่สะท้อนความเหลื่อมล้ำของสังคมมุสลิมในแอฟริกา ผ่านโศกนาฏกรรมของคู่รักที่ถูกพลัดพรากให้ไกลกันไม่เพียงคนละทวีป แต่ยังห่างกันคนละฟากฝั่งของชีวิตกับความตาย
  1. ‘Justin Timberlake + the Tennessee Kids’ (2016) คอนเสิร์ตเรื่องราวในค่ำคืนสุดท้ายของการทัวร์คอนเสิร์ตระดับโลกซึ่งเผยส่วนผสมที่ทำให้โชว์สนุกอลังการ ทั้งนักดนตรีขั้นเทพ และแดนเซอร์มืออาชีพ

 

 

  1. ‘13TH’ (2016) สารคดีเรื่องนี้มีที่มาจาก Thirteen Amendment หรือ บทแก้ไขที่ 13 ซึ่งคือการเลิกทาส สารคดีเรื่องนี้ต้องการบอกว่าคนผิวสีในปัจจุบันได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม ถูกปฏิบัติเยี่ยงทาสจากข้อยกเว้น “นอกเสียจากลงโทษจากอาชญากรรม” อย่างไรบ้าง

 

  1. ‘Rosemary’s Baby’ (1968)เรื่องของลัทธิบูชาซาตานที่เล่าผ่านคู่สามีภรรยา โดยภรรยาตกเป็นเป้าหมายของลัทธิที่จะให้ตั้งท้องลูกของซาตานและบรรดาเพื่อนฝูงรอบตัวของเธอต่างเป็นสมุนของลัทธินี้ แม้แต่สามียังขายวิญญาณเพื่อแลกกับชื่อเสียงทางในการแสดง

 

  1. ‘Mudbound’ (2017)หนังอเมริกัน คลาสสิค ที่เล่าเรื่องสองครอบครัวต่างสีผิวจากมิสซิสซิปปีที่ต้องเผชิญความโหดร้ายของอคติ การทำไร่ และมิตรภาพภายใต้สังคมที่แบ่งแยกในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

 

  1. ‘Mystic River’ (2003)หนังแนวอาชญากรรม สืบสวน เรื่องของเพื่อน 3 คนที่โศกนาฏกรรมในวัยเด็กที่เกิดขึ้นกับคนหนึ่งในนั้นเป็นผลพวงอันทำให้ความสัมพันธ์ของคนทั้ง 3 คนต้องเปลี่ยนไป เมื่อเวลาผ่านไปหลายปีต่างคนต่างมีครอบครัว แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นส่งผลให้เพื่อนทั้ง 3 คนต้องกลับมาพบกันอีกครั้งโดยมีปมในอดีตฝังอยู่ลึกๆ ..

 

  1. ‘Okja’ (2017)หนังแนวเสียดสี ประชดสังคมโลกนำเสนอเรื่องราวความสัมพันธ์ของเด็กหญิง หลานสาวของเกษตรกรท้องถิ่นในเกาหลี กับการตามช่วยเหลือซูเปอร์หมู Okja ซึ่งเป็นหมูพิเศษจากโครงการของ บ. Mirando

 

  1. ‘Inception’ (2010)ภาพยนตร์ที่สะท้อนถึงการนำจิตใต้สำนึกมาใช้ประโยชน์ผ่านแนวคิดการโจรกรรมและปลูกฝังผ่านความฝันด้วยเทคโนโลยี

4-กฎแปลก-แต่ใช้ได้จริง_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 26, 2020

ในช่วงที่รอบตัวมีแต่เรื่องเครียดๆ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอรวบรวม 4 กฎแปลกแหวกแนวสุดครีเอทที่ผู้นำทีม ผู้นำองค์กร สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อสร้างวัฒนธรรมการทำงาน สร้างทีมเวิร์ค มานำเสนอให้กัน ซึ่งแทบไม่น่าเชื่อว่าผลลัพธ์ที่ออกมาจากวิธีแปลกๆ นี้จะส่งผลดีเกินคาด จนหลายองค์กรหยิบยกไปใช้ตาม

 

สำหรับ กฎแปลก หรือ Chocking Rules เหล่านั้นถูกรวบรวมไว้ในบทความ To Build a Strong Culture, Create Rules That Are Unique to Your Company ของ บิล เทย์เลอร์ ที่ตีพิมพ์ใน Harvard Business Review ซึ่งมีดังนี้

 

 Chocking Rules_4 กฎแปลกองค์กร

 

  1. “ตรงเวลา” ต้องเมื่อ 5 นาทีก่อน

กฎนี้ถูกตั้งขึ้นโดย ทอม คอฟลิน อดีตเฮดโค้ชชื่อดังที่เคยพาทีมนิวยอร์ก ไจแอนท์ส คว้าแชมป์ซูปเปอร์โบวล์มาครองถึงสองสมัย โดยกฎข้อนี้ถูกเรียกขานกันว่า “กฎเวลาของคอฟลิน” ที่ขีดเส้นตายให้กับลูกทีมว่า ถ้าการประชุมทีม หรือ การซ้อมถูกกำหนดเวลาไว้ สมมติว่า 9.00 น. แต่ในชีวิตจริงกิจกรรมเหล่านี้ต้องเริ่มใน 5 นาทีก่อนหน้านั้น หรือ 8.55 น. ซึ่งใครที่มาถึง 9.00 ก็ถือว่าสายแล้วและต้องเสียค่าปรับตามที่ตกลงกัน

แม้ฟังดูไร้เหตุผล แต่วิธีการนี้ก็ได้รับการยอมรับจากหลายองค์กร ว่าช่วยกระตุ้นให้คนทำงานตื่นตัวมากขึ้นได้จริง ซึ่งองค์กรในไทยน่าจะลองนำมาปรับใช้ดูบ้างก็น่าจะดี เพราะการมาสาย ไม่ตรงต่อเวลา ไม่เคารพเวลากลายเป็นพฤติกรรมที่คนไทยหลายคนคุ้นชินไปเสียแล้ว เรื่องแบบนี้แม้ดูเป็นเรื่องเล็กแต่นั่นก็เป็นสิ่งที่สะท้อนวินัยส่วนบุคคลนั้นๆ ออกมานั่นเอง

 

  1. รวยแค่ไหนก็ “ใช้ของถูก”

เมื่อพูดถึง Amazon ของ เจฟฟ์ เบซอส ทุกคนคงทราบว่าเป็นบริษัทที่มีสินทรัพย์อันดับต้นๆ ของโลกโดยไม่ต้องสงสัย แต่ทราบหรือไม่ว่าโต๊ะทำงานของพนักงานทุกระดับของที่นี่ จะถูกสร้างขึ้นจากประตูสำเร็จรูปที่ซื้อตามห้างขายของแต่งบ้านแล้วเอามาต่อขาโต๊ะให้แน่นหนากันเอง โดยกฎ Amazon มองว่าจะช่วยทำให้พนักงานตระหนักรู้ว่า ควรประหยัดทุกทางเท่าที่เป็นไปได้ เพื่อหาวิธีส่งมอบสินค้า หรือ ส่งมอบประสบการณ์ หรือ สิ่งที่ดีที่สุดในราคาถูกที่สุดให้แก่ลูกค้า

 

  1. เคลียร์ “จบให้ได้ในวันเดียว”

Detroit-based Quicken Loans บริษัทสินเชื่อเงินด่วน คิดหาวิธีแก้การถูกแทนที่จากเทคโนโลยี โดยออกกฎ “ห้ามต่อรอง” ที่พนักงานทุกคนต้องตอบเมล์ หรือ โทรกลับลูกค้าภายในวันเดียวจากที่ได้รับเรื่อง แม้เหลืออีก 1 นาทีจะเลิกงานก็ตาม

แดน กิลเบิร์ต ผู้บริหารบริษัทให้ความสำคัญและจริงจังกับกฎข้อนี้อย่างมาก ถึงขนาดให้เบอร์ส่วนตัวกับพนักงานทุกคน พร้อมประกาศว่า “ถ้าคุณคิดว่างานยุ่งจนไม่สามารถโทรกลับหาลูกค้าได้ ให้โอนสายมาเดี๋ยวผมโทรเอง !” เหตุผลก็เพราะเขามองว่าในเมื่อบริษัทให้บริการเงินด่วน การทำงานและโต้ตอบก็ควรต้องด่วนจริงทันใจลูกค้าด้วย

 

  1. ของมัน “ต้อง CHIFF”

บริษัทผลิตบอร์ดเกมชื่อดังแห่งหนึ่งของสหรัฐอเมริกา มีศัพท์เฉพาะของบริษัทที่ว่า “CHIFF” ย่อมาจาก Clever, high quality, innovative, friendly and fun หรือ แปลเป็นไทย ก็คือ ฉลาด คุณภาพสูง มีนวัตกรรม มีความเป็นมิตรและสนุก อันเป็นเสมือนค่านิยมที่จะส่งมอบให้ลูกค้า

บริษัทนี้ ปฏิบัติงานโดยยึดหลัก CHIFF จริงจังมาก ถึงกับมีหน่วยงานตรวจสอบภายในว่าแต่ละแผนกทำงานกันแบบ CHIFF หรือไม่ ทั้งยังถูกหยิบยกมาใช้เป็นคำพูดในการทำงาน หรือ ประชุม อาทิ “ไอเดียนี้ผมว่ายังไม่ CHIFF เลยนะ” หรือ “มันมีทางทำให้ CHIFF กว่านี้นี่นา” ซึ่งเมื่อพูดไปแล้วผู้พูดและผู้ฟังทุกคนในบริษัทก็จะรู้ทันทีว่าหมายถึงอะไร