4-changing-behaviors-covid19-cover-1.jpg

zebertoothApril 20, 2020

“เมื่อไหร่โควิดจะจบสักที ต้องทนอยู่แบบนี้อีกนานเท่าใด” คงเป็นคำถามคาใจของหลายท่าน หลังเผชิญกับวิกฤตไวรัสโควิด-19 มาแล้วเกือบสองเดือน แต่วันนี้ก็ยังคงไม่มีใครที่จะสามารถตอบได้ว่าจุดสิ้นสุด หรือ จุดเปลี่ยนจะเกิดขึ้นเมื่อใด แต่กินอยู่เป็น 360 แห่งการใช้ชีวิต เชื่อว่าวิถีชีวิตจากนี้จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป หลายพฤติกรรมอาจเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

 

1.ตื่นตัว ใส่ใจ “สุขอนามัยพื้นฐาน”

เดิมเรื่องสุขอนามัยพื้นฐาน อาทิ การปิดปากเมื่อไอจาม การรักษาความสะอาดร่างกาย รวมถึงการห้ามล้วงแคะ แกะ เกา ขยี้ตา หยิบจับสิ่งของ หรือ อาหารต่างๆ ด้วยมือที่ไม่สะอาด การทานอาหารปรุงสุกสะอาด ล้วนมีอยู่ในตำราเรียนอยู่แล้ว แต่หลายคนมักมองข้าม ไม่ตระหนักจริงจัง มักมีวลีที่ติดปากว่า “เชื้อโรคเกาะไม่ทัน”

แต่จะเห็นได้ว่าทุกวันนี้ ผู้คนระมัดระวังในการดำเนินกิจวัตรประจำวันมากขึ้น อาทิ ล้างมือก่อนและหลัง ทานอาหาร ขึ้นลงรถโดยสาร เข้าห้องน้ำ ตลอดจนการหยิบจับสิ่งของ ธนบัตร  ตลอดจนหลีกเลี่ยงการสัมผัสโดยตรงกับโลหะ ราวบันได ที่จับบนรถสาธารณะและปุ่มลิฟท์ที่เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค รวมถึงปิดป้องเมื่อไอจามในที่สาธารณะกันมากขึ้น

 

2. “หน้ากากอนามัย – เจลล้างมือ” ของคู่กายต่อจากสมาร์ทโฟน

ก่อนหน้านี้ สมาร์ทโฟน เปรียบได้ดั่งอวัยวะชิ้นที่ 33 ของมนุษย์ แต่จากนี้ไป “หน้ากากอนามัย – เจลล้างมือ” จะเข้ามามีบทบาทและกลายมาเป็นของที่ต้องมีของทุกคนไม่แพ้กัน

เพราะปัจจุบันผู้คนตระหนักถึงความสำคัญการสวมใส่หน้ากากอนามัย เมื่ออยู่ข้างนอกและในสถานที่ที่มีคนพลุกพล่านตลอด รวมถึงหมั่นล้างมือด้วยสบู่ หรือ เจลแอลกอฮอล์ ในแทบทุกการสัมผัส ซึ่งเมื่อก่อนการทำสิ่งเหล่านี้อาจถูกมองว่าแปลก แต่จากนี้ไปความเชื่อดังกล่าวได้ถูกทลายไปหมดเรียบร้อยแล้ว และ “หน้ากากอนามัย – เจลล้างมือ” กลายเป็นสิ่งที่ผู้คนพกติดตัวไปตลอดทุกที่

 

3.รู้จำ ย้ำคิด ใช้ชีวิต “Social Distancing”

Social Distancing เป็นมาตรการที่กระทรวงสาธารณสุข เน้นย้ำเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อสู่คนรอบตัว ด้วยการสร้างระยะห่างกันอย่างน้อย 1 เมตร โดยสาธารณสุขเชื่อว่าหากผู้คน 80% ในสังคมให้ร่วมมือกัน ถึงจะสามารถเปลี่ยนชะงักเส้นทางการแพร่เชื้อลดลงไปได้ ข้อดีของ Social Distancing ก็คือ ช่วยลดโอกาสแพร่กระจายเชื้อผ่านละอองขนาดเล็กที่มาจากการไอหรือจามได้ จากตัวเราไปให้ผู้อื่น และ ลดโอกาสการรับเชื้อจากผู้อื่นมาสู่เราอีกทางเช่นกัน ซึ่งปัจจุบันสังคมตอบรับและให้ความร่วมมือในเรื่องนี้เพิ่มมากขึ้น

 

ดังจะเห็นได้จากการประชุม งานบุญ งานศพที่มีการจัดเก้าอี้ หรือ สถานที่ที่มีการเว้นระยะห่างระหว่างบุคคล ไม่เว้นแม้แต่รถเมล์ รถโดยสารที่มีการกำหนดเว้นพื้นที่นั่ง ที่ยืนเพื่อลดการเบียดเสียด หรือ การกำหนดจุดรอคิวในร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหาร ขณะที่การทานอาหาร หรือ สังสรรค์ร่วมกับเพื่อน หรือ ครอบครัว ก็มีการเว้นพื้นที่มากขึ้น รวมถึงแยกอุปกรณ์จาน ชาม แก้วน้ำส่วนตัวชัดเจน และหลายบริษัทก็เปิดทางเลือกในการ work From Home เพื่อเว้นระยะห่างกันมากขึ้น

 

ล่าสุดการทำบุญช่วงสงกรานต์ก็รณรงค์ในเรื่องการเว้นระยะห่างอย่างเคร่งครัด โดย การทำแม้แรกจะค่อนข้างขัดกับพฤติกรรมคนไทย แต่เมื่อผ่านมาระยะหนึ่งผู้คนเริ่มคุ้นชิน และเห็นผลดีด้านสุขอนามัยและระเบียบวินัยชัดมากขึ้น และแม้ในอนาคตโรคระบาดจะคลี่คลายไป แต่การที่ผู้คนเริ่มคุ้นชินกับมาตรการสาธารณสุขที่บังคับใช้อย่างเข้มงวดเช่น ไม่ว่าจะเป็นการสวมหน้ากากอนามัย การรักษาความสะอาด การใช้ชีวิตประจำวันที่ต้องคำนึงถึงระยะห่างเพื่อความปลอดภัย ทำให้เชื่อได้ว่าวิถีชีวิตเช่นนี้ยังจะอยู่คู่กับเราต่อไปอีกนาน

 

4.“วางแผนชีวิต” ต้องคิดใหม่

“ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน” เหล่าผู้ประกอบการ เจ้าของธุรกิจเอสเอ็มอี มนุษย์เงินเดือน ฟรีแลนซ์ และคนหาเช้ากินค่ำทั่วไป เพราะหลายคนตกงานไม่ทันตั้งตัว หลายคนถูกพักงานลดเงินเดือน รวมถึงศิลปิน ฟรีแลนซ์ แม้กระทั่ง Influencer online และ Youtuber ที่เคยบูมมากก็ถูก Cancel งานยาวแบบไม่มีกำหนด

 

คงไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่าไวรัสตัวเล็กๆ จะส่งผลต่อเศรษฐกิจ ปากท้องคนทั้งประเทศมากขนาดนี้ โดยกูรูด้านเศรษฐศาสตร์ทุกสำนักฟันธงกันแล้วว่าครั้งนี้หนักหนากว่าวิกฤติต้มยำกุ้งปี 40 มาก ขณะที่ ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภานายจ้าง ประเมินตัวเลขคนตกงาน ว่าอาจสูงถึง 6.5 ล้านคน

 

บทเรียนครั้งนี้ คาดจะส่งผลให้หลายคนที่มีไลฟ์สไตล์ใช้เงินซื้อความสุขความสบาย เช็คอินกิน ดื่ม เที่ยว ช็อปปิ้งแบบไม่ยั้ง อาจเปลี่ยนพฤติกรรมไปโดยแบบสิ้นเชิง  โดยจะหันกลับมาใส่ใจ “ใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาท เน้นการประหยัดอดออม” มากขึ้น ลดการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยไม่จำเป็นลง การผ่อนสินค้า การสร้างหนี้ระยะยาวที่ต้องนำเงินในอนาคตมาใช้จะถูกคิดหน้าคิดหลังมากขึ้น โดยเฉพาะมนุษย์เงินเดือนที่ยังคงมีงานทำอยู่เพราะไม่มีใครรับประกันได้ว่าจะเสี่ยงถูกหางเลขจากวิกฤตเมื่อใด

 

“การออมเงินเพื่ออนาคตกลายเป็นสิ่งจำเป็น” อย่างน้อยๆ ถ้ามีสถานการณ์ฉุกเฉิน การระบาดยืดเยื้อ เศรษฐกิจทรุดหนักเช่นนี้เกิดขึ้นอีกก็ยังพอมีสำรอง ส่วนผู้ที่เคยพึ่งพาอยู่กับระบบธุรกิจภาคอุตสาหกรรม ก็จะกลับมาสำรวจหันมาพึ่งพาตนเองกันมากขึ้น “เริ่มมองหาอาชีพสำรอง หรือ สร้างแหล่งรายได้เพิ่ม” เพราะอย่างน้อยก็ยังทำให้ชีวิตมีแพลน A แพลน B อาจเริ่มจากการนำงานอดิเรก หรือ สิ่งที่ถนัดเข้ามาประยุกต์

 

ขณะเดียวกัน หลายครอบครัวที่เคยตั้งความหวังว่าเข้ามาขายแรงงานแสวงหาโอกาสสร้างตัวในเมืองใหญ่ จากวิกฤตนี้ก็อาจทำให้ต้องหันกลับมามองหาทรัพยากร มองความเป็นอยู่ที่พอเพียงในบ้านเกิดกันมากขึ้นเช่นกัน

 

นับจากนี้ ไม่ว่าวิกฤตโควิด-19 จะสิ้นสุดลงเมื่อใด แต่จากนี้วิถีชีวิตของเราไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป #เราจะก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน


1ปี_Cover_1.jpg

zebertoothApril 17, 2020

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า “บิล เกตส์” ผู้ก่อตั้งบริษัท ไมโครซอฟท์ และมูลนิธิบิลและเมลินดาเกตส์  วิเคราะห์สถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ในสหรัฐฯ อาจยาวไปถึงฤดูใบไม้ร่วงปีหน้าหรือราวเดือนก.ย. 2564 เพราะการเว้นระยะห่างทางสังคมช่วยหยุดโรคไม่ได้ 100% จนกว่าจะมีวัคซีนรักษาโรค

 

“วัคซีนจำเป็นอย่างยิ่ง  อะไรๆ จะยังไม่เป็นปกติอย่างแท้จริงจนกว่าจะมีวัคซีน และการเปิดเมืองจะทำได้ในระดับหนึ่ง แต่ความเสี่ยงของการติดเชื้อซ้ำจะยังอยู่จนกว่า เราจะระดมฉีดวัคซีนอย่างทั่วถึง การเว้นระยะห่างทางสังคมจะช่วยลดจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ได้ โดยวิธีการนี้มีเป้าหมายเพื่อลดจำนวนผู้ติดเชื้อลงให้อยู่ในระดับที่สามารถติดตามกลุ่มเสี่ยงผู้ติดเชื้อได้ทั้งหมด เพื่อนำตัวทุกคนมากักกันโรค

 

นอกจากนี้เกตส์ยังฉายถึงภาพในอีก  6-12 เดือนข้างหน้าว่า “ควรจะใช้โมเดลประเทศจีนเป็นตัวอย่าง ขณะที่กำลังเปิดให้คนกลับไปทำงาน แต่ยังต้องสวมหน้ากากอนามัยและตรวจไข้อยู่ และยังไม่มีการจัดอีเวนต์กีฬาขนาดใหญ่ เพื่อหลีกเลี่ยงการติดเชื้อซ้ำเป็นวงกว้าง ส่วนมาตรการ “เปิดเมือง” แบบอนุญาตจับกลุ่มได้เฉพาะกลุ่มสามารถเป็นไปได้  อย่างไรก็ตามการจัดกิจกรรมที่มีการชุมนุมชนขนาดใหญ่  ยังไม่ควรจัดขึ้นจนกว่าจะมีการปูพรมฉีดวัคซีนเสร็จสิ้น

 

ขอบคุณภาพจาก geekwire


WFH-Online-sale-income-Cover_1.jpg

zebertoothApril 17, 2020

ในช่วงภาวะที่ทุกคนต้องอยู่กับบ้าน อาจจะเป็นช่วงที่ดูน่าเบื่อสิ่งที่ทำได้ดีที่สุดตอนนี้ คือ การพูดคุยกับเพื่อนๆ ตามสื่อโซเชียลเน็ตเวิร์กต่างๆ แต่ในช่วงที่บางคนไม่มีรายได้จากการไปทำงาน และกำลังเล่นโซเชียลเน็ตเวิร์กอย่างเพลิดเพลินอยู่นั้น รู้หรือไม่ว่า เทคโนโลยีในมือของคุณก็สามารถทำรายได้เล็กๆ น้อยได้เหมือนกัน

 

การหารายได้เล็กๆ น้อยๆ ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องไปเป็นแม่ค้า พ่อค้าออนไลน์มืออาชีพ ต้องมีหน้าร้านออนไลน์แบบกลุ่มมืออาชีพทั่วไป แต่หลายโซเชียลเน็ตเวิร์กที่คุณใช้เป็นประจำ มีช่องทางให้คุณได้ฆ่าเวลาด้วยการหารายได้เล็กๆ น้อยๆ เช่น การขายของส่งต่อสิ่งที่คุณไม่ใช้แล้ว (มีเวลาเลือกสรรมากขึ้นจากสินค้าที่คุณเคยซื้อมาอย่างบ้าคลั่งในช่วงเวลาปกติ แต่ก็ไม่เคยได้ใช้มันเลย), ขายงานฝีมือที่คุณทำได้ เช่น การเย็บหน้ากากอนามัย, ถักโครเชต์ เป็นต้น หรือหากคุณมีฝีมือจากการทำอาหารอยู่บ้างก็อาจจะทำอาหารกล่องราคาไม่แพง, คลีนฟู้ด เพื่อส่งขายให้กลุ่มเพื่อนที่รู้จัก หรือ ผู้คนในพื้นที่ละแวกใกล้เคียง เพื่อการซื้อขายแบบง่ายๆ ได้เช่นกัน

วันนี้เรามี 3 วิธี SNS ง่ายๆ สำหรับการหารายได้พิเศษช่วงพักว่างนี้มาทดลองทำกันดู

  1. การใช้ Facebook เป็นช่องทางปล่อยของและหารายได้ของคุณ เพราะแน่นอนอยู่ว่าเพื่อนในเฟสบุคส์ของคุณ ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นเพื่อนที่รู้จักการมาก่อน และหรือกลุ่มคนที่คุณอาจจะไม่รู้จักในวงกว้าง การเปิดขายสินค้าในเฟสบุ๊คอาจจะดูว่ามีคนทำอยู่เยอะ แต่ก็ไม่เสียหายถ้าคุณจะลอง เพราะในกรณีขายสินค้านี้คุณสามารถเลือกได้ว่าคุณจะให้ขายของให้กับใคร หากไม่เชี่ยวชาญนัก ก็ลองขายให้กับเพื่อนๆ ที่รู้จักไปก่อน หรือหากจะขยายตลาดก็อาจจะขายแบบเปิดเป็นสาธารณะก็ได้ นั่นอยู่ที่ว่าคุณจะเลือกแบบไหน

แล้วทำได้วิธีไหนบ้าง :  ในเฟสบุ๊คมีช่องทางให้คุณดัดแปลงการขายของได้หลายแบบ เช่น

  • ขายแบบเปิดขายโดยตรงบนหน้าโปรไฟล์ของคุณเลย ใช้ได้ทั้งวิธีการโพสต์รูป และ ไลฟ์สด เลือกวิธีที่คุณสามารถทำได้ โพสต์ขายเหมือนที่ใครๆ ขายกันได้ เพราะช่วงนี้เชื่อว่าทุกคนย่อมเข้าใจสถานการณ์อยู่แล้ว การโพสต์ขายของน่าจะเป็นสิ่งปกติทั่วไป
  • เข้าช่องทางกลุ่มขายสินค้าในรูปแบบต่างๆ โดยการขายแบบนี้ คุณจะต้องกดเข้าไปของร่วมกลุ่มในกลุ่มขายสินค้าที่มีผู้ตั้งขึ้นไว้แล้ว เช่น กลุ่มขายของในหมู่บ้าน,กลุ่มขายของตามพื้นที่จังหวัดต่างๆ,กลุ่มขายของตามความชอบเฉพาะ เช่น กลุ่มขายของแม่และเด็ก,กลุ่มเสื้อผ้า,กลุ่มเครื่องสำอางค์,กลุ่มขายสินค้ามือสอง การเข้ากลุ่มแบบนี้ สามารถเข้าไปขอกดร่วมกลุ่มได้ในช่องทางร่วมกลุ่มที่เฟสบุ๊คเปิดไว้แล้ว

  • เปิดเพจร้านค้าของคุณเองเลย กรณีนี้คุณอาจจะเปิดหน้าเพจร้านค้าของคุณขึ้นเองเลย โดยจัดเป็นหน้าเพจสินค้าของคุณ แล้วแชร์ให้เพื่อนๆ ทราบ แต่กรณีนี้อาจจะต้องใช้เวลาเพื่อหาคนเข้ามาชมสินค้าและคุณอาจจะต้องขยันในการโพสต์แชร์สินค้าสักหน่อย แต่หากไม่ถนัดแล้วล่ะก็ ใช้วิธีขอเข้ากลุ่มโพสต์ขายในกลุ่มที่มีคนจำนวนมากอยู่แล้วจะดีกว่า

 

 

  1. การโพสต์ขายของในอินสตราแกรม หรือ IG
  • มีจุดเด่น คือ การขายด้วยภาพ ยิ่งภาพที่คุณเลือกใช้น่าดึงดูด ก็จะทำให้ผู้คนสนใจมากยิ่งขึ้น มากไปกว่านั้นคือคุณต้องใส่ข้อมูลสินค้าให้ครบถ้วน โดยอาจดูจากคนอื่นที่ขายสินค้าในลักษณะใกล้เคียงกัน ว่ามีวิธีการใส่รายละเอียดอย่างไร ทั้งยังเป็นการสำรวจตลาดไปด้วยในตัว ว่าคุฯควรจะขายในราคาเท่าไหร่ รวมค่าส่งด้วยหรือไม่?
  • โดยคุณสามารถสำรวจตลาดและเปิดตลาดได้ด้วยการค้นหาโดยใส่แท็กได้ ทำให้ขยายกลุ่มเป้าหมายได้กว้างยิ่งขึ้น เช่น #เคสไอโฟน ก็จะมีหลากหลายแบบให้เราได้เลือก

ตัวอย่าง

 

 

แต่ข้อจำกัด คือ ให้รายละเอียดได้น้อย  โดย IG ให้ใส่ข้อมูลหรือข้อความได้เพียง 150 ตัวอักษรเท่านั้นแต่นั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับการตัดสินใจซื้อ รวมถึงคุณสามารถโพสต์ภาพได้ผ่านมือถือเท่านั้น โดยคุณสามารถให้ผู้ที่สนใจสินค้าของคุณ Direct Message สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือ ใส่ Line ID สำหรับติดต่อส่วนตัวได้ รวมทั้งกลุ่มคนอาจจะกว้างไกลเกินไป แต่ถ้าคุณต้องการลูกค้าหน้าใหม่ เราขอแนะนำให้ใช้ IG

 

  1. การโพสต์ขายในไลน์

จุดเด่น  คือ มีเพื่อนๆ ของเราอยู่จำนวนมากสามารถโพสต์ขายบนไทม์ไลน หรือส่งต่อในกลุ่มต่างๆ หรือแชทข้อความได้ โดยเมื่อมีคนสนใจมากขึ้น คุณสามารถตั้งกรุ๊ปไลน์และสร้างอัลบั้มสินค้า รวมถึงถ่ายทอดสด (Live ขายของ) ได้อีกด้วย

ส่วนข้อจำกัด คือ คุณต้องมีเพื่อนจำนวนมาก หรือใช้ช่องทางอื่นๆ เพื่อดึงกลุ่มที่สนใจสินค้าของคุณให้แอดคุณหรือติดตามกลุ่มของคุณไว้

ตัวอย่าง

 

 

  1. การขายในทวิตเตอร์

จุดเด่น คือ การขายสินค้าโดยใช้แท็กที่ผู้คนสนใจ หรือแท็กที่อยู่ในสถานการณ์ขณะนั้น เข้าถึงคนในวงกว้าง และหากสินค้าของคุณเป็นที่ต้องการ ก็จะมีคนที่สนใจช่วยทวิตหรือแชร์ไปอีก เรื่อยๆ

 

 

ข้อควรระวัง คือ ช่องทางนี้มีผู้ใช้ที่กว้างมาก อาจจะไม่เหมาะกับการขายของเฉพาะพื้นที่ และที่สำคัญคือผู้ใช้บางคนไม่ได้ใช้ชื่อนามสกุลจริง จริงควรส่งข้อมูลติดต่อ คุยกันผ่านไลน์หลังจากที่ผู้ซื้อสนใจ


Tik-tokแซงหน้าอาลีบาบา_Cover_1.jpg

zebertoothApril 16, 2020

Tik Tok กลายเป็นแอพยอดนิยม แซงหน้าอาลีบาบา

หลังถูกดาวน์โหลดมากที่สุดในโลก ผู้คนใช้อัดคลิปแก้เครียดโควิด19

 

จากการวิจัยสำรวจข้อมูลของ Sensor Tower ซึ่งหน่วยงานวัดระดับระดับความสำเร็จระดับโลกระบุว่า Tik Tok อาจจะกลายเป็นสื่อสังคมออนไลน์ที่ประสบความสำเร็จแซงหน้า อาลีบาบาที่เคยได้ชื่อว่ามีผู้คนใช้มากที่สุดในโลกไปแล้ว เพราะพบว่ามีผู้คนดาวน์โหลดแอพฯ Tik Tok มาใช้กว่า 2 พันล้านครั้ง

 

เพราะสถานการณ์การระบาดของโรค โควิด 19 ที่ทำให้ผู้คนในหลายประเทศถูกสั่งให้อยู่กับบ้านจากมาตรการล็อกดาวน์ ทำให้การใช้สื่อโซเชียลออนไลน์มากขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะแอปพลิเคชันบันเทิงที่พบว่ามีจำนวนผู้คนเข้าไปใช้เพิ่มขึ้นจำนวนมากในช่วงเวลาที่ผ่านมา

 

TikTok เป็นตัวอย่างของความสำเร็จในการมีผู้คนกว่าทั่วโลกเข้าไปใช้เพิ่มขึ้นในระหว่างการล็อกดาวน์ทั่วโลก โดยจากข้อมูลพบว่ามีผู้คนเข้าไปดาวน์โหลดแล้วมากกว่า 1.65 พันล้านครั้งและถือเป็นการดาวน์โหลดที่สูงที่สุดในโลก โดยผู้คนส่วนใหญ่นิยมใช้แอปพลิเคชันนี้เต้น เพื่อบรรเทาความเบื่อหน่ายคลายเครียด รวมไปถึงการบันทึกวิดีโอในรูปแบบต่างๆ เผยแพร่ลงบนสื่อออนไลน์

 

ก่อนหน้านี้บริษัทเจ้าของแอปพลิเคชัน Tik Tok เน้นการให้บริการแอปพลิเคชันสำหรับการโฆษณาในเชิงพาณิชย์ให้กับกลุ่มบริษัทผู้ขายสินค้าต่างๆ ในประเทศจีน แต่ในบรรดาแอปพลิเคชันต่างๆ ของบริษัท Tik Tok กลับกลายเป็นตัวดึงดูดสำคัญในกลุ่มผู้ใช้สังคมออนไลน์ที่นิยมเข้ามาใช้มากที่สุด เพราะผู้ใช้สามารถแชร์คลิปวิดีโอสั้น ๆ ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการร้องเพลง เต้นรำ และกิจกรรมอื่นๆ

จากการวิจัยสำรวจข้อมูลของ Sensor Tower ซึ่งหน่วยงานวัดระดับระดับความสำเร็จระดับโลกระบุว่า Tik Tok อาจจะกลายเป็นสื่อสังคมออนไลน์ที่ประสบความสำเร็จแซงหน้า อาลีบาบาที่เคยได้ชื่อว่ามีผู้คนใช้มากที่สุดในโลกไปแล้ว เพราะพบว่ามีผู้คนดาวน์โหลดแอพฯ Tik Tok มาใช้กว่า 2 พันล้านครั้ง โดยบริษัทที่เป็นเจ้าของแอปพลิเคชันนี้ตั้งอยู่ในกรุงปักกิ่งได้รับการสนับสนุนเงินทุนจาก SoftBank ลงทุนด้วยมูลค่า 75,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐเมื่อสองปีก่อนและด้วยการที่ได้รับความนิยมพุ่งขึ้นอย่างสูงนี้ทำให้บริษัทมูลค่าหุ้นของบริษัทเพิ่มขึ้นสูงกว่าทุนเริ่มต้นอย่างมากหลังจากที่มันได้รับความนิยมอย่างสูงในขณะนี้จากสการกักกันและการปิดล็อกของหลายเมืองทั่วโลก ทำให้ TikTok กลายเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก แม้กระทั่งผู้มีชื่อเสียงระดับโลกอย่างนักร้องแร็ปเปอร์ชื่อดังของ แคนาดา หันมาใช้ Tik Tok ในการทำคลิปวิดีโอ มีคนเข้ามาดูว่ากว่า 70 ล้านวิวต่อสัปดาห์ หรือแม้กระทั่ง ดาราฮอลลีวูดระดับตำนานอย่าง เจน ฟอนด้า วัย 82 ปี ก็ใช้ Tik Tok ในการเผยแพร่คลิปออกกำลังกายของตัวเอง ทำให้มีผู้ชนจำนวนมากทั่วโลกเช่นกัน

 

tiktok @janefonda

 

ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา Tik Tok กลายเป็นแอพฯ ที่ไม่ใช่เกมที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลกโดยมียอดดาวน์โหลดเกือบสองเท่าเมื่อเทียบเป็นรายปี โดยมีสถิติสูงถึง 113 ล้านคลิป ตามข้อมูลของ SensorTower และมีผู้ใช้งาน 800 ล้านคนต่อเดือน

อย่างไรก็ตามจากความนิยมที่พุ่งขึ้นอย่างสูง ทำให้ล่าสุด รัฐบาลสหรัฐฯ ได้เริ่มที่จะหันมาให้ความสำคัญเพื่อตรวจสอบเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติในการเก็บข้อมูลของ TikTok แต่ทางบริษัท ได้ปกป้องตัวเองด้วยการระบุว่าข้อมูลของผู้ใช้จะถูกจัดเก็บไว้ในเครื่องและปฏิเสธข้อกล่าวหาว่าบางเนื้อหาได้ถูกรัฐบาลจีนเซนเซอร์ไม่ให้มีการเผยแพร่ในกลุ่มสื่อสารออนไลน์ของจีน

สำหรับประเทศไทยแอพ Tik Tok ก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างสูงเช่นกัน มีผู้คนใช้มันในการอัดคลิปวีดีโอสั้นๆ โดยเฉพาะล่าสุดกับการโคฟเวอร์เพลงดังในอดีตอย่าง “เจน นุ่น โบว์” กลุ่มนักร้องสาววงซูปเปอร์ วาเลนไทน์ ที่พบว่าในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีผู้คนใช้ Tik Tok ทั้งร้องเพลง และบันทึกวิดีโอเต้นคลายเครียดกันอย่างสนุกสนาน หลังจากที่รัฐบาลไทยออก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน บังคับใช้เพื่อให้ประชาชนใช้เวลาอยู่ที่บ้านมากกว่าการเดินทางไปชุมนุมนอกบ้าน ในระหว่างการแก้ปัญหาการระบาดของโรคโควิด 19


_Cover_2.jpg

zebertoothApril 16, 2020
  • มีเรื่องเล่าว่า “หมูกระทะ” มีที่มาจากทหารมองโกลนำเนื้อแกะมาย่างบนหมวกเหล็กเพื่อคลายหิวขณะออกศึก
  • เมื่อหนึ่งร้อยปีก่อน ญี่ปุ่นเนื้อแกะล้นตลาดจึงนำมาปิ้งจนนิยมแพร่หลายเรียกเมนูนี้ว่า “เนื้อย่างเจงกิสข่าน” ก่อนที่จะกลายมาเป็นเนื้อย่างแบบยากินิคุที่เรารู้จักกัน
  • คาดว่าหมูกระทะเข้ามาในไทย ราวปี พ.ศ. 2510 โดยขายในภัตตาคาร เรียกว่า “เนื้อย่างเจงกิสข่าน” ส่วนทางอีสานนิยมเรียก “เนื้อย่างเกาหลี” ก่อนปรับสูตรมาเป็นหมูกระทะในปัจจุบัน
  • ช่วง พ.ศ. 2545 – 2549 ถือเป็นยุคเฟื่องฟูของร้านหมูกระทะ โดยเหล่าดารา นักร้อง ตลก นักกีฬาและคนมีชื่อเสียงมักลงทุนเปิดร้านหมูกระทะจนผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดเหมือนร้านกาแฟในปัจจุบัน

 

“เพราะอาหารการกินคือความสุขแบบหนึ่งของมนุษย์”

 

เชื่อได้ว่าเวลานี้ “หมูกระทะ” คือหนึ่งในอาหารที่หลายท่านถวิลหาในยุคที่เราต้องใช้ชีวิตแบบ Social Distancing หรือ “การเว้นระยะห่างทางสังคม” ควบคุมการระบาดของไวรัสโควิด-19 เพราะนอกจากรสชาติและกลิ่นที่หอมโชยยั่วลิ้นแล้ว บรรยากาศการสังสรรค์เฮฮาหน้าเตาหมูกระทะช่วงสงกรานต์ร่วมกับญาติพี่น้องและ เพื่อนก็เป็นอีกปัจจัยที่หลายท่านยังคงคิดถึงเช่นเดียวกัน

 

แต่ทราบไหมว่าหมูกระทะที่กลายมาเป็นเมนูยอดฮิตของคนไทยจริงแล้วมีที่มาจากที่ใด เป็นเมนูไทยแท้หรือไม่ วันนี้กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอรวบรวมมาให้ได้ทราบกัน (อ่านประกอบ : “หมูกระทะ” กับทฤษฎีความพึงพอใจของมนุษย์ )

 

ฟังเขาเล่าว่า..มีต้นกำเนิดจากนักรบมองโกล

จุดเริ่มต้นหมูกระทะไม่มีการบันทึกยืนยันหลักฐานแน่ชัดหากมีเรื่องเล่าหลายที่มา หนึ่งในตำนานน่าสนใจ มีอยู่ว่า ต้นกำเนิดหมูกระทะมาจากทางอาณาจักรจีนทางตอนเหนือในสมัยโบราณ เกิดขึ้นช่วงสงครามของเผ่ามองโกลระหว่างพักรบเหล่าขุนพลท่านข่านเกิดหิวจนตาลาย แม้มีเนื้อแกะติดตัวแต่ก็ไม่มีอุปกรณ์มาทำกิน จึงเอาหมวกเหล็กสำหรับออกรบมาไฟใช้แทนเตาเอาเนื้อแกะมาวาง ก็จะได้เป็นเตาย่างเนื้อแกะแบบพิเศษที่ทำให้เนื้อสุกเร็วและมีความอร่อยจนกลายเป็นที่มาแรกของการทำกระทะเพื่อนำมาทำอาหารปิ้งย่าง อย่างไรก็ตามนี่เป็นเพียงเรื่องเล่าไม่ได้มีหลักฐานอ้างอิงใดชัดเจน

 

เนื้อย่างเจงกิสข่านสู่ยากินิคุ

เรื่องของหมูกระทะที่มีบันทึกเป็นเรื่องเป็นราวครั้งแรกเกิดขึ้นที่เกาะฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น เมื่อปี พ.ศ.2461 สมัยนั้นเกาะแห่งนี้มีการเลี้ยงแกะเป็นจำนวนมากเพื่อเอาหนังไปใช้งาน นั่นทำให้ปริมาณของเนื้อแกะล้นตลาด รัฐบาลญี่ปุ่นจึงเริ่มส่งเสริมให้ประชาชนบริโภคเนื้อแกะซึ่งวิธีที่นิยมกันก็คือนำมาย่างไฟนั่นเอง ต่อมาได้มีการบัญญัติศัพท์คำว่า “เนื้อย่างเจงกิสข่าน” ขึ้นมาคาดว่าคิดขึ้นมาโดยนายโทคุโซะ โคมาอิ หนุ่มจากเมืองซัปโปโร่ เกาะฮอกไกโด โดยคาดกันว่าที่เขาตั้งชื่อนี้เพราะได้แรงบันดาลใจมาจากเนื้อย่างสไตล์จีนตอนเหนือนั่นเอง ต่อมาในปี พ.ศ.2479 มีการเปิดร้านเนื้อย่างเจงกิสข่านขึ้นครั้งแรกที่กรุงโตเกียว โดยใช้ชื่อร้านว่า Jingisu-sō ที่แปลว่า ร้านเจงกิส ก่อนที่ร้านแนวนี้จะได้รับความนิยมและเปิดกันมากมายทั่วกรุงโตเกียวในเวลาต่อมา

 

ทั้งนี้เมื่อมีผู้ที่นิยมรับประทานเนื้อแกะปิ้งย่างกันอย่างแพร่หลาย บวกกับญี่ปุ่นมีการรับวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามา จากเดิมที่มีเพียงเนื้อแกะก็มีการปรับเป็นเนื้อวัว เนื้อหมู กลายมาเป็นเนื้อย่างแบบยากินิคุที่เรารู้จักนั่นเอง

 

เกาหลีก็มีนะ

ชาวเกาหลีนั้นมีความเชื่อว่าตนเองเป็นผู้ถือกำเนิดอาหารปิ้งย่างเช่นกัน เพราะมีรับประทานมาอย่างยาวนาน โดยเมนูนี้ทางเกาหลีจะเรียกว่า “บูโกลกิ” ที่มีความหมายว่าเนื้อแกะย่างเช่นกัน โดยอาหารประเภทนี้ได้รับความนิยมสูงในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้มีร้านอาหารสไตล์ปิ้งย่างเกิดขึ้นภายในเกาหลีเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ร้านอาหารเกาหลีที่เสิร์ฟปิ้งย่างยังเป็นที่นิยมในญี่ปุ่นโดยจะเรียกว่าเป็นเมนูแบบโฮะโรมอนยากิ หรือ เรียกสั้นๆ ว่าอาหารโชซอน

 

แพร่หลายเข้ามาไทยนานกว่า 50 ปี

สำหรับประเทศไทย คาดกันว่าหมูกระทะเริ่มเข้ามาแพร่หลายราวปี พ.ศ.2510 มีการขายในภัตตาคาร เรียกว่า “เนื้อย่างเจงกีสข่าน” ในยุคแรกนั้นจะเน้นเสิร์ฟเป็นชุดๆ มีพนักงานย่างให้บนกระทะที่หน้าตาคล้ายปัจจุบัน โดยใช้เนื้อวัวเป็นหลักมีมันหมูสำหรับย่างให้น้ำมันไหลเคลือบกระทะและมีผักสำหรับย่างด้วย

 

ทั้งนี้ทางภาคอีสาน นิยมเรียกว่า “เนื้อย่างเกาหลี” โดยร้านต้นตำรับของอีสานที่ผู้คนมักกล่าวถึง คือ “หมื่นทิพย์เนื้อย่างเกาหลี” ที่จังหวัดอุบลราชธานี อีกร้านที่เรียกว่าเป็นต้นตำรับและคุ้นหูสำหรับวัยโจ๋ยุค 90 เป็นอย่างดี คือ “ไดโดม่อน” ที่ทำร้านปิ้งย่างแนวใหม่ ในยุคนั้น (ประมาณ พ.ศ.2528 – 2529) เป็นสไตล์บุฟเฟ่ต์ที่เลือกอาหารได้ตามใจชอบจากเมนูที่ทางร้านมี

 

ในเวลาต่อมาร้านประเภทปิ้งย่างเริ่มเป็นที่นิยมแพร่หลายขึ้นเรื่อยมีร้านผุดขึ้นมากมาย ซึ่งมักใช้ชื่อว่า “ร้านเนื้อย่างเกาหลี” ส่วนเมนูสำหรับผู้ไม่นิยมทานเนื้อวัวก็ดัดแปลงเป็น หมู ไก่ และอาหารทะเล โดยเฉพาะช่วง พ.ศ. 2545 – 2549 ถือว่าเป็นยุคที่ร้านหมูกระทะเฟื่องฟูมาก กลายเป็นธุรกิจยอดฮิตของเหล่าดารา นักร้อง ตลก นักกีฬาและคนมีชื่อเสียงของไทย ทำให้เรามักพบร้านหมูกระทะทั่วทุกหนแห่งเช่นเดียวกับร้านกาแฟในปัจจุบัน

 

จนถึงทุกวันนี้ “หมูกระทะ” ก็มีผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามามากขึ้น รวมถึงมีพัฒนาการที่เป็นทางเลือกหลากรูปแบบ อาทิ บุฟเฟ่ต์นานาชาติ ตลอดจนการปรับวัตถุดิบเมนูที่หลากหลายถูกปากคนไทยในแต่ละเทศกาล หรือ ให้บริการแบบเดลิเวอรี่ที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบัน และกลายเป็นอาหารมื้อใหญ่ที่คนไทยต้องมีควบคู่กับการฉลองโอกาสพิเศษ ช่วยสร้างความอร่อย อิ่มอกอิ่มใจ สานสัมพันธ์สร้างความสนุกสนานไปพร้อมกัน

 

ช่วงสงกรานต์นี้ แม้หลายท่านไม่สามารถกลับไปรวมตัวสังสรรค์กับญาติ พี่น้อง เพื่อนๆ ที่บ้านเกิดได้ ก็ลองปรับมาใช้วิธีสังสรรค์ทางวิดีโอคอลบน Line Group แล้วแข่งกันปิ้งหมูกระทะอวดชาวแก๊ง หรือ ญาติดูก็น่าจะช่วยบรรเทาความคิดถึงกันได้ไม่น้อยเลย #เราจะผ่านวิกฤตินี้ไปด้วยกัน

 

ขอบคุณข้อมูล

  • Chiangmainews
  • Foodpanda
  • Pantip

Cover_2-1.jpg

zebertoothApril 16, 2020

เพราะการออกนอกบ้านไปพบปะผู้คนจำนวนมากอาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ออกไปจำนวนมาก รัฐบาลในหลายประเทศจึงขอให้ประชาชนกักตัวอยู่บ้านเพื่อลดจำนวนผู้ติดเชื้อ ในการที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดในที่สุด

 

แต่การออกมาตรการต่างๆ ที่เข้มงวดก็อาจจะส่งผลกระทบต่อผู้คนจำนวนมาก นานาประเทศคิดค้นมาใช้เพื่อป้องกันการออกนอกบ้านของประชาชน ที่แตกต่างออกไป เพื่อไม่ให้กฎหมายกลายเป็นปัญหากระทบต่อการใช้ชีวิตของประชาชนมากเกินไป และเหล่านี้คือมาตรการที่สำนักข่าวบีบีซี ได้รวบรวมมาได้นำเสนอได้อย่างน่าสนใจ

 

ที่ประเทศ ปานามา รัฐบาลออกมาตรการให้ผู้ชายและผู้หญิงออกนอกบ้านคนละเวลากัน โดยตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. เป็นต้นไป ผู้ชายและผู้หญิงต้องออกนอกบ้านคนละวัน และครั้งละ 2 ชั่วโมงเท่านั้น โดยวันอาทิตย์ห้ามไม่ให้ใครออกนอกบ้านเลยต้องอยู่แต่บ้านกันทั้งครอบครัว

 

ในขณะที่รัฐบาลประเทศโคลอมเบีย มีข้อกำหนดออกจากบางเมืองของประเทศว่าผู้ที่จะออกนอกบ้านได้จะต้องดูตามเลขบัตรประชาชนตัวสุดท้าย ตัวอย่าง เช่น ชาวเมืองบาร์รันกาเบอร์เมฮา คนที่เลขบัตรประชาชนลงท้ายด้วย 0, 7 และ 4 สามารถออกจากบ้านได้วันจันทร์ ส่วนคนที่เลขบัตรลงท้ายด้วย 1, 8 หรือ 5 ออกจากบ้านได้วันอังคาร ซึ่งจะลดจำนวนผู้คนให้ออกมานอกบ้านได้วิธีหนึ่ง

 

ในประเทศเซอร์เบีย ยกเลิกเวลาอนุญาตให้นำสุนัขออกไปเดินเล่นนอกบ้าน ที่ก่อนหน้านี้กำหนดให้มีเวลาระหว่าง 2 ทุ่ม ถึง 3 ทุ่ม แต่ก็ยกเลิกไปแล้วแต่มาตรการนี้ดูเหมือนจะถูกต่อต้านจากคนรักสุนัขและสัตวแพทย์ที่ออกมาบอกว่าการไม่ได้นำสุนัขออกไปเดินเล่นอาจจะส่งผลถึง ปัญหาระบบปัสสาวะของน้องหมาเหล่านี้ที่ปกติก็มีปัญหาอยู่อยู่แล้วยิ่งอาการแย่เข้าไปใหญ่ และยิ่งทำให้สุขอนามัยในบ้านผู้เลี้ยงแย่ลง

 

ส่วนที่ประเทศเบลารุส ประธานาธิบดีแนะนำว่าการดื่มวอดก้าและอบซาวน่าจะช่วยป้องกันการติดเชื้อได้ โดยประธานาธิบดีอเล็กซานเดอร์ ลูกาเชนโก ของเบลารุส ไม่เชื่อว่าประเทศต้องมีมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา โดยบอกว่าเขาไม่เห็นไวรัสลอยไปมาในอากาศเลย แถมตอนที่เขาไปดูฮอกกี้น้ำแข็งว่า คนที่มาดูกีฬาล้วนสุขภาพดีเพราะความเย็นในสนามจะสกัดไม่ให้ไวรัสแพร่ระบาด ทั้ง ๆ ที่ไม่มีหลักฐานว่านี่เป็นเรื่องจริง และมนุษย์เราก็ไม่สามารถเห็นไวรัสโคโรนาด้วยตาเปล่าได้ ซึ่งการออกมาแสดงความคิดเห็นแบบนี้ก็ถูกชาวโลกตำหนิไปพอสมควร

 

สำหรับสวีเดน ยังไม่ได้มีมาตรการอะไรที่เข้มงวดนัก โดยพวกเขาหวังว่าประชาชนจะประพฤติตัวเองอย่างเหมาะสมและมีความรับผิดชอบ เพราะชาวสวีเดนมักจะมีความรับผิดชอบของตัวเองเมื่อป่วยจะไม่ออกมาเดินนอกบ้าน ดังนั้นประชาชนที่เดินอยู่ตามท้องถนนจึงถือว่าเป็นผู้ที่มีสุขภาพดี แต่อย่างไรก็ตามเชื้อโคโรนาอาจจะไม่ได้แสดงอาการแม้ผู้นั้นจะติดเชื้อก็ตามแต่การนำเสนอเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในความรับผิดชอบของประชากรสวีเดน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีการประกาศห้ามคนมากกว่า 50 คนขึ้นไปชุมนุมแล้ว แต่โรงเรียนสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี ยังเปิดอยู่ ผับและร้านอาหารก็ยังเปิดให้ลูกค้าเข้าไปกินดื่มได้อยู่ ประชาชนก็ยังสังสรรค์ไปมาหาสู่ตามปกติ แต่ก็มีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับวิธีรับมือนี้ คงต้องรอดูกันว่ามาตรการแบบนี้จะส่งผลดีหรือเสียกันแน่

 

ส่วนที่มาเลเซีย รัฐบาลมาเลเซียต้องออกมาขอโทษหลังจากที่กระทรวงการพัฒนาสตรีและครอบครัวโพสต์รูปการ์ตูนในโลกออนไลน์ แนะนำให้ผู้หญิงแต่งตัวสวย ๆ แต่งหน้าทาปาก และหยุดบ่นสามีในช่วงที่ต้องปิดประเทศบางส่วนเพื่อให้พ่อบ้านอยู่บ้าน แต่ก็กลายเป็นเรื่องขึ้นมาเมื่อ โดนคนในโซเชียลมีเดียวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจนต้องลบโพสต์การรณรงค์นี้ทิ้งไป

 

ส่วนเติร์กเมนิสถาน มีมาตรการรับมือไวรัสโคโรนาที่ดูน่าตกใจกว่าประเทศอื่น เพราะรัฐบาลสั่งให้ห้ามเขียนคำว่า โคโรนาไวรัส ไว้ในเอกสารสาธารณสุข โดยข่าวนี้หลุดรอดออกมาจากเว็บไซต์ข่าวอิสระ เดอะเติร์กเมนิสถาน ครอนนิเคิล (Turkmenistan Chronicle) ซึ่งถูกบล็อกในประเทศ บอกว่ารัฐบาลได้ลบคำว่าไวรัสโคโรนาออกจากแผ่นพับให้ความรู้ด้านสาธารณสุข นักข่าวที่ทำงานให้กับช่องรายการวิทยุอาซาตลิค (Radio Azatlyk) บอกว่า คนที่พูดถึงไวรัสโคโรนา หรือใส่หน้ากากอนามัย อาจโดนจับกุมตัวได้ ทางการเติร์กเมนิสถานบอกว่าไม่มีผู้ติดเชื้อในประเทศแม้ว่าจะอยู่ติดกับอิหร่านซึ่งเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโคโรนาหนักที่สุดประเทศหนึ่ง

 


Cover_1-3.jpg

zebertoothApril 16, 2020

ญี่ปุ่นยังครองตำแหน่ง “พาสปอร์ตที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก” ในปี 2020 ขณะโควิด-19 อาจทำให้นักเดินทางต้องยืนยันสุขภาพก่อนเข้าสู่ประเทศอื่น

 

แม้ว่าในขณะที่สถานการณ์การเดินทางท่องเที่ยวของทั่วโลกต้องพังทลายลงจากผลกระทบที่เกิดจากการระบาดของโรคโควิด -19 ทำให้การเดินทางออกต่างประเทศถูกจำกัดลงมากกว่า 80% โดยส่วนใหญ่การเดินทางเกิดขึ้นเฉพาะการอพยพกลับประเทศเพื่อหนีโรคระบาดเท่านั้น แต่โลกของการท่องเที่ยวถูกปิดลงอย่างสิ้นเชิง

 

อย่างไรก็ตามก่อนหน้าที่จะเกิดการระบาดของโรคจนทำให้การเดินทางท่องเที่ยวต้องหยุดชะงักลง The Henley Passport Index ซึ่งเป็นองค์กรจัดอันดับการทรงอิทธิพลของพาสปอร์ตที่สุดในโลก ซึ่งส่งผลต่อความสะดวกในการเดินทางของพลเมืองในประเทศนั้นๆ ได้ออกมาประกาศการจัดอันดับ “สุดยอดพาสปอร์ตที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก ประจำปี 2020” ซึ่งปรากฏว่า พาสปอร์ตของพลเมืองประเทศญี่ปุ่นยังคงครองอันดับหนึ่งในปีนี้ และยังทำลายสถิติการเดินทางไปสู่ประเทศต่างๆ ได้สูงถึง 191 ประเทศโดยไม่ต้องขอวีซ่าล่วงหน้า

 

ในช่วงที่ผ่านมานักท่องเที่ยวทั่วโลกมีความสุขกับการเดินทางไปสู่จุดหมายปลายทางที่โดยเฉลี่ยแล้วมีประเทศที่ไม่ต้องวีซ่ากว่า 107 ประเทศทั่วโลก แต่ในวันนี้กว่า 93% ของประชากรโลกที่อาศัยอยู่ในประเทศที่มีการระบาดของโรคโควิด-19 ได้ถูกห้ามให้มีการเดินทางเข้าสู่ประเทศอื่น นับเป็นการสูญเสียอิสรภาพในการเดินทางท่องเที่ยวที่หลายฝ่ายยังคงกังวลว่าจะมีระยะเวลายาวนานไปอีกเท่าไหร่

 

สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น รายงานว่าจากข้อมูลของ The Henley Passport Index ญี่ปุ่นได้เข้าสู่ตำแหน่งผู้นำของพาสปอร์ต ที่ทรงอิทธิพลของโลกอีกครั้งใน ปี 2020 โดยมีประเทศสิงคโปร์ ตามมาในอันดับสอง เยอรมนีและเกาหลีใต้ติดอันดับที่สามร่วมกัน ขณะที่ลักเซมเบิร์กและสเปน อิตาลีและฟินแลนด์ ได้ลำดับที่สี่ ในขณะที่พาสปอร์ตของ ออสเตรีย เพิ่งติดอันดับเข้ามาในอันดับที่ 5 ร่วมกับเดนมาร์ก ซึ่งการจัดอันดับนี้จะเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาตามการเปลี่ยนแปลงนโยบายวีซ่าของแต่ละประเทศที่ประกาศให้มีผลบังคับใช้

 

อย่างไรก็ตามสถานการณ์ที่จากการระบาดของโรคโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อความมีอิทธิพลของพาสปอร์ตของบางประเทศ เช่น สเปนหรือประเทศอื่น ๆ ที่มีการถูกสั่งห้ามพลเมืองของประเทศนี้เดินทางเข้าประเทศ ทั้งที่ก่อนหน้านี้พลเมืองสเปนถือว่ามีหนังสือเดินทางที่ดีที่สุดในโลกชาติหนึ่งโดยไม่ต้องขอวีซ่าเข้าประเทศต่างๆ

 

อย่างไรก็ตาม The Henley Passport Index มองว่าการระบาดใหญ่จะไม่ส่งผลกระทบในระยะยาวต่อดัชนีพาสปอร์ตและสิ่งต่าง ๆ น่าจะกลับมาเป็นปกติในไม่ช้านี้ หรืออาจจะต้องใช้เวลาบ้างแต่ทุกอย่างจะเป็นปกติ แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้อาจจะเป็นเรื่องของการตรวจสอบเรื่องของสุขภาพ ระบบดูแลสุขภาพฉุกเฉินต่างๆ ของนักเดินทางที่อาจจะต้องมีมาตรการเพิ่มขึ้นสำหรับการเดินทาง หลังจากที่ก่อนหน้านี้ประเทศต่างๆ ไม่ได้พิจารณาเรื่องนี้มาก่อน นั่นคือสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ โดยในอนาคตความมั่นคงด้านสุขภาพจะเป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาการอนุญาตให้มีการเดินทางเข้าประเทศ

 

สำหรับการจัดอันดับหนังสือเดินทางที่ดีที่สุดที่ในปี 2020 คือ

  1. ญี่ปุ่น (191 จุดหมายปลายทาง)
  2. สิงคโปร์ (190)
  3. เกาหลีใต้, เยอรมัน (189)
  4. อิตาลีฟินแลนด์สเปนลักเซมเบิร์ก (188)
  5. เดนมาร์ก, ออสเตรีย (187)
  6. สวีเดน, ฝรั่งเศส, ไอร์แลนด์, เนเธอร์แลนด์, โปรตุเกส (186)
  7. สหรัฐอเมริกาสหราชอาณาจักรเบลเยียมนอร์เวย์สวิตเซอร์แลนด์ (185)
  8. สาธารณรัฐเช็ก, กรีซ, มอลตา, นิวซีแลนด์ (184)
  9. แคนาดาออสเตรเลีย (183)
  10. ฮังการี (182)

tulip-Geramany-covid19-Cover_1.jpg

zebertoothApril 15, 2020

แม้ว่าการระบาดของโรคโควิด 19 จะยังคงไม่ยุติลงท่ามกลางความพยายามของหลายประเทศรวมถึงประเทศเยอรมันนีที่ถือว่ามีจำนวนผู้ติดเชื้อเป็นอันดับต้นๆ

 

 

อย่างไรก็ตามท่ามกลางการต่อสู้อย่างหนักกับการระบาดของโรค ฤดูกาลที่หมุนเปลี่ยนไปตามธรรมชาติก็ไม่มีความเปลี่ยนแปลงจากผลกระทบของไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้ เพราะล่าสุดทุ่งทิวลิปในเขต เกรเวนโบรช์ พื้นที่ทางตอนเหนือของเขตไรน์ – เวสต์ฟาเลีย ประเทศเยอรมนี ก็กำลังบานสะพรั่งต้อนรับฤดูใบไม้ผลิที่กำลังจะมาเยือนในไม่ช้า

 

ภาพถ่ายทางอากาศที่ถ่ายโดยโดรนแสดงให้เห็นสีสัน และความสวยงามของทุ่งดอกทิวลิปขนาดใหญ่ ในพื้นที่กว่าหกไร่ หรือ  100 เฮกตาร์ ดึงดูดความสนใจจากนักนิยมธรรมชาติถึงความสวยงามของมัน เพราะถือเป็นการส่งสัญญาณถึงฤดูใบไม้ผลิที่ชาวเยอรมันรอคอยหลังจากฤดูหนาวผ่านไป  โดยทุ่งดอกทิวลิปในเมืองเกรเวนโบรช์ในนอร์ ธ ไรน์ – เวสต์ฟาเลียได้รับการชื่นชมจากนักท่องเที่ยวที่พากันไปยังทุ่งอันงดงามเพื่อดูดซับความงามตามธรรมชาติ แม้จะยังคงมีการระบาดของโรคโควิด 19 ก็ตาม

 

 

ทุ่งดอกทิวลิปแห่งนี้ กลายเป็นที่รู้จักในฐานะพื้นที่ที่มีการปลูกดอกทิวลิปมากที่สุดของประเทศ โดยทางเขตได้จัดให้เกษตรกรหกคนเป็นผู้รับผิดชอบดูแลบนพื้นที่ขนาดใหญ่ จนกลายเป็นทุ่งดอกไม้ที่มีสีสันสวยงามเป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศ สำหรับดอกทิวลิป เป็นไม้ดอกเมืองหนาวที่พบมากในเขตยุโรปตอนใต้ และเอเชียกลาง ก่อนที่พวกมันจะถูกพัฒนาสายพันธ์ุจนสามารถปลูกได้มากขึ้นในหลายพื้นที่  และเป็นที่รู้จักในฐานะไม้ประดับสวนหรือไม้ดอกที่มีความสวยงามและได้รับความนิยมจากผู้นิยมชมชอบดอกไม้จากทั่วโลก

 

ขอขอบคุณภาพจาก : EPA


19_Cover_1.jpg

zebertoothApril 15, 2020

ปัจจุบันนานาประเทศทุ่มเทให้ความสำคัญกับการพัฒนาคิดค้นวิธีกำราบไวรัสโควิด-19 อย่างขะมักเขม้น โดยเฉพาะฟากยุโรปและอเมริกาที่ถูกคุกคามหนักขึ้น และยังไม่มีใครทราบได้ว่าวิกฤตนี้จะสิ้นสุดเมื่อใด วันนี้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวมความคืบหน้าในการหาทางออกของทั่วโลกมาฝากกัน ซึ่งคงต้องรอดูกันต่อไปว่าวิธีใดที่เป็นฮีโร่พามนุษยชาติฝ่าวิกฤติครั้งนี้ไปได้ในท้ายที่สุด

 

วัคซีนจิ๊กซอว์สำคัญ

“แนวโน้มเริ่มดี แต่ยังต้องรอเวลา”

วัคซีน คือ จิ๊กซอว์สำคัญที่เชื่อว่าจะกำราบไวรัสโควิด-19 ได้อยู่หมัดที่สุด ซึ่งหลายชาติไม่ว่า จีน สหรัฐฯ อิสราเอล ออสเตรเลีย อังกฤษ ล้วนอยู่ระหว่างเร่งพัฒนา อย่างไรก็ตามแม้นักวิจัยสามารถพัฒนาวัคซีนได้สำเร็จแต่คาดการณ์กันว่าคงต้องรอถึงกลางปี 2564 ถึงนำมาใช้ได้จริง สอดคล้องกับความเห็นของศาสตราจารย์แอนเนลีส ไวล์เดอร์-สมิธ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคอุบัติใหม่ สถาบันเวชศาสตร์เขตร้อนและอนามัยในกรุงลอนดอน ประเมินว่าวัคซีนไม่น่าพร้อมใช้งานก่อน 18 เดือนจากนี้ โดยเป็นสมมติฐานที่ตั้งบนโจทย์ว่าระหว่างการพัฒนาต้องไม่เกิดความผิดพลาดใดเกิดขึ้นเลย

 

ทั้งนี้หากวัคซีนโควิด-19 สามารถนำมาใช้ได้จริงภายในปีหน้า นี่จะถือว่าเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของการพัฒนาวัคซีนที่เร็วสุดเท่าที่มนุษยชาติเคยทำมาจากเดิมที่ต้องใช้เวลานานถึง 10-15 ปี หรือ แม้แต่กระบวนการพัฒนาแบบ fast track ก็ยังต้องใช้เวลา 5-10 ปีเลยทีเดียว

 

เหตุผลสำคัญที่การพัฒนาวัคซีนต้องใช้ระยะเวลานาน นั่นเป็นเพราะการวิจัยเชิงทดลองทางคลินิก (Clinical trials) ที่เป็นขั้นตอนสำคัญก่อนขออนุมัติการใช้ยา ซึ่งกินเวลานานหลายเดือน หรือ วัคซีนบางชนิดใช้เวลานานถึงสิบปี โดยจะแบ่งเป็น 3 เฟส ประกอบด้วย

  • Phase 1 เริ่มจากทดลองในอาสาสมัครสุขภาพดีจำนวนไม่กี่สิบคน เพื่อทดสอบประสิทธิผลวัคซีน
  • Phase 2 เพิ่มจำนวนอาสาสมัครเป็นหลายร้อยคน โดยมักใช้สถานที่ที่กำลังระบาดในการทดลองเพื่อวัดประสิทธิภาพวัคซีน
  • Phase 3 เพิ่มจำนวนอาสาสมัครเป็นหลายพันคน

 

นอกจากนี้ในกระบวนการทดลองยังมีโอกาสเกิดความผิดพลาด ผลข้างเคียงที่อาจส่งผลให้เกิดความล้มเหลว รวมถึงนักวิจัยต้องกำจัดความเสี่ยงของวัคซีนที่อาจไปทำให้เชื้อเพิ่มความรุนแรงให้หมดไปด้วย ดังนั้นการวิจัยเชิงทดลองทางคลินิกจึงเป็นขั้นตอนที่ไม่สามารถข้ามหรือรีบร้อนได้

 

ล่าสุดโลกเริ่มเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์อีกครั้ง โดยเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2563 ศาสตราจารย์ซาร่า กิลเบิร์ต แห่งมหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด ประเทศอังกฤษ ระบุว่าวัคซีนโควิด-19 ที่ทีมงานกำลังวิจัยอยู่คาดสามารถนำมาใช้ได้จริงภายในกันยายน 2563 นี้

 

ขณะที่องค์การอนามัยโลกให้ข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2563 ว่าขณะนี้มีวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ที่กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาแล้วถึง 70 รายการทั่วโลก โดยมีการทดลองในมนุษย์แล้ว 3 รายการ ได้แก่

  1. วัคซีนจากบริษัท CanSino Biologics ของฮ่องกงซึ่งพัฒนาร่วมกับสถาบันโอเทคโนโลยีแห่งปักกิ่ง
  2. วัคซีนจากบริษัท Moderna ของสหรัฐฯ
  3. วัคซีนของบริษัท Inovio Pharmaceuticals ของสหรัฐฯ

โดยวัคซีนที่มาไกลที่สุดคือวัคซีนทดลองของ CanSino Biologics ซึ่งอยู่ในเฟสสอง

 

นี่ถือเป็นความหวังครั้งสำคัญของมนุษยชาติ ที่เราคงต้องรอจับตาดูกันอย่างใกล้ชิดต่อไป และโจทย์ใหญ่ที่จะตามมาคือ “ปริมาณการผลิตวัคซีน” ว่าจะทำอย่างไรให้มีเพียงพอต่อความต้องการใช้ของทั่วโลกที่มีจำนวนมากในเวลาสั้นที่สุด รวมถึง “การแบ่งสรรปันส่วนวัคซีน” ที่ประชากรโลกสามารถเข้าถึงวัคซีนได้อย่างเป็นธรรมและเท่าเทียม ดังเคยมีตัวอย่างมาแล้วในช่วงไข้หวัดนก H1N1 ระบาดเมื่อปี 2552 โดยวัคซีนถูกประเทศร่ำรวยกว้านซื้อไปเป็นจำนวนมาก ส่วนประเทศยากจนแทบเข้าไม่ถึง หรือ กว่าจะเข้าถึงก็ล่าช้ามาก

 

กระตุ้นให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่  (Herd immunity)

“แนวคิดดี แต่ยากเชิงปฏิบัติ”

Herd immunity หรือ Community Immunity หมายถึง สถานการณ์ที่สัดส่วนประชากรมีภูมิคุ้มกันจำนวนมากพอ (ทั้งจากที่ร่างกายผลิตขึ้นเองตามธรรมชาติ หรือ ได้รับวัคซีนป้องกันโรค) จนเชื้อไวรัสไม่สามารถแพร่กระจายผ่านไปยังคนอื่นๆ ต่อได้ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า Herd immunity คือ ผลทางอ้อมของการป้องกันโรคจากวัคซีนที่ช่วยปกป้องคนที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกัน ด้วยกลุ่มคนที่มีภูมิคุ้มกันมากพอที่เรียกกันว่า “ภูมิคุ้มกันหมู่” ซึ่งนับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดการให้วัคซีนกับประชากรทั่วโลกเป็นต้นมา

 

วิธีนี้เป็นสิ่งที่ เซอร์แพทริก วัลแลนซ์ หัวหน้าที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์ของรัฐบาลอังกฤษ เสนอแก่รัฐบาลในการรับมือโควิด-19 ช่วงแรก หัวใจสำคัญ คือ ยืดเวลาอัตราการระบาดออกไปให้นานที่สุด โดยปล่อยให้ประชากรประมาณ 60% ของประเทศติดเชื้อเสียก่อน เพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันในกลุ่มคนที่หายป่วยแล้ว ซึ่งภูมิคุ้มกันนี้จะช่วยป้องกันกลุ่มคนที่ไม่มีภูมิคุ้มกันจากไวรัสได้โดยอัตโนมัติ และอาจจะหยุดการแพร่ระบาดของโรคนี้ได้จะช่วยป้องกันการระบาดซ้ำของโรคในภายหลังด้วย

 

อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้ก็ถูกคัดค้าน เพราะมองว่าเสี่ยงเกินไปในสถานการณ์ที่ยังไม่มีวัคซีนป้องกันอาจทำให้มีผู้ป่วยและเสียชีวิตจำนวนมาก เนื่องจากจำนวนอุปกรณ์ทางการแพทย์รวมถึงแพทย์พยาบาลที่มีอยู่ในระบบไม่เพียงพอ และคาดกันว่าคงไม่มีประเทศใดในโลกสามารถรองรับได้ ดังนั้นเราจึงเห็นหลายประเทศใช้วิธี “ยืดเวลา” เพื่อรอความหวังนั่นคือ

1. รอวัคซีนที่มากระตุ้นให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่

2. หวัง (เล็กๆ) ให้ไวรัสกลายพันธุ์ง่ายต่อการควบคุมมากขึ้น

 

ทั้งนี้ท้ายสุดแล้ว กระทรวงสาธารณสุขอังกฤษ ก็ออกมาแถลงว่าวิธีนี้ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งในแผนปฏิบัติการแต่อย่างใด เป็นเพียงผลพลอยได้ที่จะเกิดขึ้นตามธรรมชาติเมื่อสิ้นสุดการระบาดเท่านั้น และน่าจะเป็นเรื่องของการสื่อสารที่ผิดพลาดนั่นเอง

 

อย่างไรก็ตามระหว่างที่โลกยังรอความหวังอยู่นั้น การเว้นระยะห่างทางสังคม หรือ Social Distancing ที่หลายประเทศรวมถึงไทยนำมาใช้อย่างเข้มงวด เพื่อชะลอไม่ให้จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เพิ่มสูงจนเกินกว่าที่ระบบสาธารณสุขประเทศจะรับมือได้คือสิ่งที่ดีที่สุดที่เราทุกคนจะช่วยกันได้ในขณะนี้ #อยู่บ้านหยุดเชื้อเพื่อชาติ #เราจะก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน

 

ที่มาแหล่งข้อมูล

  • bloomberg
  • Hfocus
  • Blockdit หมอเม๊ามอย
  • BEATING COVID-19 เอาชนะโรคร้ายด้วยความเข้าใจโดย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

 

 

 


Content_Horo_covid-after-songkarn.jpg

zebertoothApril 15, 2020

วันจันทร์ที่ 13 เมษายน 2563 เวลา 21.27 น. คือฤกษ์วันขึ้นปีใหม่ไทยปีนี้ แม้ก้าวสู่ “ฟ้าใหม่” แต่ด้วยอิทธิพลดวงดาวยังแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สถานการณ์บ้านเมืองปัจจุบันก็ยังไม่สู้ดีนัก ผลจากโรคระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่กระทบความเป็นอยู่ปากท้อง และระบบเศรษฐกิจตั้งแต่เจ้าของกิจการขนาดใหญ่จนถึงรากหญ้า  และวันนี้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอรวบรวมการพยากรณ์น่าสนใจมาฝากกัน ว่าหลังสงกรานต์ผ่านไปแล้วดวงเมืองของเราจะรอด หรือ จะร่วงจากโควิด-19 กันนะ

 

ชะตาโลกยังมีหวังด้านการแพทย์

แต่เศรษฐกิจ ภัยแล้ง ขัดแย้งยังมีอยู่

ช่วงที่ผ่านมาในทางโหราศาสตร์ เรียกว่า ดาวตรีเทพ หรือ ดาวพระเคราะห์ใหญ่ทั้ง 3 ดวงโคจรย้ายราศีในช่วงเวลาไล่เลี่ยนกันถือเป็นปรากฏการณ์ โดยจะเกิดขึ้นอีกครั้งก็ต้องนับจากนี้ไปอีก 60 ปี ทั้งนี้ ปราณเวช นัก พยากรณ์เจ้าของเว็บไซต์ โหราพยากรณ์ ทำนายว่า ภาพรวมโลกและประเทศไทย ยังคงวุ่นวาย ต้องเผชิญปัญหามากมายต่อเนื่องไปอีก

แต่ภาพรวมปีนี้ก็มีข้อดีอยู่ เพราะยังมีความเจริญก้าวหน้าโดยเฉพาะด้านการแพทย์ การรักษาโรคภัย ไข้เจ็บต่างๆ  จะมีงานวิจัย ค้นพบวิธีการรักษา ตัวยาการรักษาที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติ รวมถึงมนุษยชาติตระหนักถึงปัญหามลภาวะภัยพิบัติของโลกมากขึ้น มีการปรับและพัฒนารูปแบบการเรียน การศึกษาเริ่มเห็นชัดเจนขึ้นในปีนี้ ส่วนข้อที่ควรระวัง คือ ปัญหาภัยแล้ง การขาดแคลนอาหาร-ภัยพิบัติ เศรษฐกิจตกต่ำ และมีความขัดแย้งทางสังคม การเมือง (ที่มา http://www.horapayakorn.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=2147537352&Ntype=1)

 

หมอช้างแนะ อย่าตระหนกเกินไป

รวมใจ #อยู่บ้านหยุดเชื้อช่วยชาติ

อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่นานมานี้ต่างประเทศได้มีการเปิดคำทำนายนอสตาดามุสที่ระบุเป็นคำกลอนภาษาละติน เกี่ยวกับปี 2020 แปลความได้ว่า “ราวปี ค.ศ.2020 จะเกิดการแพร่ระบาดของโรคปอดอักเสบรุนแรงชนิดหนึ่ง ซึ่งมันจะมุ่งทำลายการทำงานของปอดและหลอดลมและจะไม่มีทางรักษาให้หายได้”

 

หมอช้าง ทศพร ศรีตุลา ได้ออกมาพูดถึงเรื่องที่ถูกแชร์นี้ว่า คำทำนายนอสตราดามุส มีลักษณะเป็นคำกลอนไม่ใช่คำพูดสามารถตีความได้หลายทาง หากจะฟังไว้เตือนใจก็ได้แต่อย่าตกใจมาก

 

สำหรับดวงเมืองของไทยนั้น วันที่มีการตั้งเสาหลักเมือง คือ วันที่ 21 เมษายน ซึ่งในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมาได้เคยทำนายก็พบว่าจะเจอเรื่องร้ายแรงต่อเนื่องจนถึงเดือนเมษายน แต่หากทุกคนช่วยกัน #อยู่บ้านหยุดเชื้อช่วยชาติ ในอีก 2 เดือนข้างหน้าเหตุการณ์ก็จะเริ่มดีขึ้น (ที่มา https://www.thebangkokinsight.com/328095/)

 

พร้อมกันนี้ หมอช้างแนะนำว่า ในวันที่ 13 เมษายน 2563 เวลา 21.27 น. ถือเป็นเวลาที่เข้าสู่ปีใหม่ไทยอย่างเป็นทางการ ดังนั้นควรสวดมนต์ในช่วงดังกล่าว โดยบทสวดที่เหมาะสม คือ 1.บทโพชฌังคปริตร เพื่อสุขภาพใจ สุขภาพกายที่ดี และ 2.บทรัตนสูตร จะช่วยเสริมสิริมงคลแก่ชีวิตได้ดีนักแล

 

สุดท้ายนี้แม้ว่านางโคราคะเทวี หรือ นางสงกรานต์ในปี 2563 นี้จะเสด็จประทับเสือมา แต่ก็ขอให้ทุกท่านตั้งมั่นในสติ ไม่ตื่นตระหนกและใจดีสู้เสือไปด้วยกัน  #เราจะผ่านวิกฤตินี้ไปด้วยกัน

“บทความนี้เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณ”

 

/////////////////////////////////////////////////////////

 

บทสวดโพชฌงคปริตร (ทำภาพ)

โพชฌังโคสะติสังขาโต ธัมมานัง วิจะโย ตะถา วิริยัมปีติปัสสัทธิ โพชฌังคา จะตะถาปะเร สะมาธุเปกขะโพชฌังคา สัตเต เต สัพพะทัสสินา มุนินา สัมมะทักขาตา ภาวิตา พะหุลีกะตา

สังวัตตันติ อะภิญญายะ นิพพานายะ จะ โพธิยา เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โสตถิ เต โหตุ สัพพะทาฯเอกัสะมิง สะมะเย นาโถ โมคคัลลานัญจะ กัสสะปัง คิลาเน ทุกขิเต ทิสะวา โพชฌังเค สัตตะ เทสะยิ เต จะ ตัง อะภินันทิตะวาโรคา มุจจิงสุ ตังขะเณ

เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โสตถิ เต โหตุ สัพพะทาฯ เอกะทา ธัมมะราชาปิ เคลัญเญนาภิปีฬิโต จุนทัตเถเรนะ ตัญเญวะ ภะณาเปตะวานะ สาทะรัง สัมโมทิตะวา จะ อาพาธา ตัมหา วุฏฐาสิ ฐานะโส เอเตนะ สัจจะวัชเชนะโสตถิ เต โหตุ สัพพะทาฯ

ปะหีนา เต จะ อาพาธา ติณณันนัมปิ มะเหสินัง มัคคาหะตะกิเลสาวะ ปัตตานุปปัตติธัมมะตัง เอเตนะ สัจจะวัชเชนะโสตถิ เต โหตุ สัพพะทาฯ

 

คำแปล

โพชฌงค์ 7 ประการ คือ สติสัมโพชฌงค์ ธรรมวิจยะสัมโพชฌงค์ วิริยะสัมโพชฌงค์ ปีติสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ และอุเบกขาสัมโพชฌงค์ 7 ประการเหล่านี้ เป็นธรรมอันพระมุนีเจ้า ผู้ทรงเห็นธรรมทั้งปวงตรัสไว้ชอบแล้ว อันบุคคลเจริญแล้วกระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ และเพื่อนิพพาน

ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดี จงบังเกิดมีแก่ท่าน ตลอดกาลทุกเมื่อ ในสมัยหนึ่ง พระโลกนาถเจ้า ทอดพระเนตรเห็นพระโมคคัลลานะ และพระมหากัสสปะเป็นไข้ ได้รับความลำบาก จึงทรงแสดงโพชฌงค์ 7 ประการ ให้ท่านทั้งสองฟัง ท่านทั้งสองนั้น ชื่นชมยินดียิ่ง ซึ่งโพชฌงคธรรม โรคก็หายได้ในบัดดล

ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดี จงบังเกิดมีแก่ท่าน ตลอดกาลทุกเมื่อ ในครั้งหนึ่ง องค์พระธรรมราชาเอง (พระพุทธเจ้า) ทรงประชวรเป็นไข้หนัก รับสั่งให้พระจุนทะเถระ กล่าวโพชฌงค์นั้นนั่นแลถวายโดยเคารพ ก็ทรงบันเทิงพระหฤทัย หายจากพระประชวรนั้นได้โดยพลัน

ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดี จงบังเกิดมีแก่ท่าน ตลอดกาลทุกเมื่อ ก็อาพาธทั้งหลายนั้น ของพระผู้ทรงคุณอันยิ่งใหญ่ทั้ง ๓ องค์นั้น หายแล้วไม่กลับเป็นอีก ดุจดังกิเลส ถูกอริยมรรคกำจัดเสียแล้ว ถึงซึ่งความไม่เกิดอีกเป็นธรรมดา ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดี จงบังเกิดมีแก่ท่าน ตลอดกาลทุกเมื่อเทอญ