tulip-Geramany-covid19-Cover_1.jpg

zebertoothApril 15, 2020

แม้ว่าการระบาดของโรคโควิด 19 จะยังคงไม่ยุติลงท่ามกลางความพยายามของหลายประเทศรวมถึงประเทศเยอรมันนีที่ถือว่ามีจำนวนผู้ติดเชื้อเป็นอันดับต้นๆ

 

 

อย่างไรก็ตามท่ามกลางการต่อสู้อย่างหนักกับการระบาดของโรค ฤดูกาลที่หมุนเปลี่ยนไปตามธรรมชาติก็ไม่มีความเปลี่ยนแปลงจากผลกระทบของไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้ เพราะล่าสุดทุ่งทิวลิปในเขต เกรเวนโบรช์ พื้นที่ทางตอนเหนือของเขตไรน์ – เวสต์ฟาเลีย ประเทศเยอรมนี ก็กำลังบานสะพรั่งต้อนรับฤดูใบไม้ผลิที่กำลังจะมาเยือนในไม่ช้า

 

ภาพถ่ายทางอากาศที่ถ่ายโดยโดรนแสดงให้เห็นสีสัน และความสวยงามของทุ่งดอกทิวลิปขนาดใหญ่ ในพื้นที่กว่าหกไร่ หรือ  100 เฮกตาร์ ดึงดูดความสนใจจากนักนิยมธรรมชาติถึงความสวยงามของมัน เพราะถือเป็นการส่งสัญญาณถึงฤดูใบไม้ผลิที่ชาวเยอรมันรอคอยหลังจากฤดูหนาวผ่านไป  โดยทุ่งดอกทิวลิปในเมืองเกรเวนโบรช์ในนอร์ ธ ไรน์ – เวสต์ฟาเลียได้รับการชื่นชมจากนักท่องเที่ยวที่พากันไปยังทุ่งอันงดงามเพื่อดูดซับความงามตามธรรมชาติ แม้จะยังคงมีการระบาดของโรคโควิด 19 ก็ตาม

 

 

ทุ่งดอกทิวลิปแห่งนี้ กลายเป็นที่รู้จักในฐานะพื้นที่ที่มีการปลูกดอกทิวลิปมากที่สุดของประเทศ โดยทางเขตได้จัดให้เกษตรกรหกคนเป็นผู้รับผิดชอบดูแลบนพื้นที่ขนาดใหญ่ จนกลายเป็นทุ่งดอกไม้ที่มีสีสันสวยงามเป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศ สำหรับดอกทิวลิป เป็นไม้ดอกเมืองหนาวที่พบมากในเขตยุโรปตอนใต้ และเอเชียกลาง ก่อนที่พวกมันจะถูกพัฒนาสายพันธ์ุจนสามารถปลูกได้มากขึ้นในหลายพื้นที่  และเป็นที่รู้จักในฐานะไม้ประดับสวนหรือไม้ดอกที่มีความสวยงามและได้รับความนิยมจากผู้นิยมชมชอบดอกไม้จากทั่วโลก

 

ขอขอบคุณภาพจาก : EPA


19_Cover_1.jpg

zebertoothApril 15, 2020

ปัจจุบันนานาประเทศทุ่มเทให้ความสำคัญกับการพัฒนาคิดค้นวิธีกำราบไวรัสโควิด-19 อย่างขะมักเขม้น โดยเฉพาะฟากยุโรปและอเมริกาที่ถูกคุกคามหนักขึ้น และยังไม่มีใครทราบได้ว่าวิกฤตนี้จะสิ้นสุดเมื่อใด วันนี้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวมความคืบหน้าในการหาทางออกของทั่วโลกมาฝากกัน ซึ่งคงต้องรอดูกันต่อไปว่าวิธีใดที่เป็นฮีโร่พามนุษยชาติฝ่าวิกฤติครั้งนี้ไปได้ในท้ายที่สุด

 

วัคซีนจิ๊กซอว์สำคัญ

“แนวโน้มเริ่มดี แต่ยังต้องรอเวลา”

วัคซีน คือ จิ๊กซอว์สำคัญที่เชื่อว่าจะกำราบไวรัสโควิด-19 ได้อยู่หมัดที่สุด ซึ่งหลายชาติไม่ว่า จีน สหรัฐฯ อิสราเอล ออสเตรเลีย อังกฤษ ล้วนอยู่ระหว่างเร่งพัฒนา อย่างไรก็ตามแม้นักวิจัยสามารถพัฒนาวัคซีนได้สำเร็จแต่คาดการณ์กันว่าคงต้องรอถึงกลางปี 2564 ถึงนำมาใช้ได้จริง สอดคล้องกับความเห็นของศาสตราจารย์แอนเนลีส ไวล์เดอร์-สมิธ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคอุบัติใหม่ สถาบันเวชศาสตร์เขตร้อนและอนามัยในกรุงลอนดอน ประเมินว่าวัคซีนไม่น่าพร้อมใช้งานก่อน 18 เดือนจากนี้ โดยเป็นสมมติฐานที่ตั้งบนโจทย์ว่าระหว่างการพัฒนาต้องไม่เกิดความผิดพลาดใดเกิดขึ้นเลย

 

ทั้งนี้หากวัคซีนโควิด-19 สามารถนำมาใช้ได้จริงภายในปีหน้า นี่จะถือว่าเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของการพัฒนาวัคซีนที่เร็วสุดเท่าที่มนุษยชาติเคยทำมาจากเดิมที่ต้องใช้เวลานานถึง 10-15 ปี หรือ แม้แต่กระบวนการพัฒนาแบบ fast track ก็ยังต้องใช้เวลา 5-10 ปีเลยทีเดียว

 

เหตุผลสำคัญที่การพัฒนาวัคซีนต้องใช้ระยะเวลานาน นั่นเป็นเพราะการวิจัยเชิงทดลองทางคลินิก (Clinical trials) ที่เป็นขั้นตอนสำคัญก่อนขออนุมัติการใช้ยา ซึ่งกินเวลานานหลายเดือน หรือ วัคซีนบางชนิดใช้เวลานานถึงสิบปี โดยจะแบ่งเป็น 3 เฟส ประกอบด้วย

  • Phase 1 เริ่มจากทดลองในอาสาสมัครสุขภาพดีจำนวนไม่กี่สิบคน เพื่อทดสอบประสิทธิผลวัคซีน
  • Phase 2 เพิ่มจำนวนอาสาสมัครเป็นหลายร้อยคน โดยมักใช้สถานที่ที่กำลังระบาดในการทดลองเพื่อวัดประสิทธิภาพวัคซีน
  • Phase 3 เพิ่มจำนวนอาสาสมัครเป็นหลายพันคน

 

นอกจากนี้ในกระบวนการทดลองยังมีโอกาสเกิดความผิดพลาด ผลข้างเคียงที่อาจส่งผลให้เกิดความล้มเหลว รวมถึงนักวิจัยต้องกำจัดความเสี่ยงของวัคซีนที่อาจไปทำให้เชื้อเพิ่มความรุนแรงให้หมดไปด้วย ดังนั้นการวิจัยเชิงทดลองทางคลินิกจึงเป็นขั้นตอนที่ไม่สามารถข้ามหรือรีบร้อนได้

 

ล่าสุดโลกเริ่มเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์อีกครั้ง โดยเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2563 ศาสตราจารย์ซาร่า กิลเบิร์ต แห่งมหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด ประเทศอังกฤษ ระบุว่าวัคซีนโควิด-19 ที่ทีมงานกำลังวิจัยอยู่คาดสามารถนำมาใช้ได้จริงภายในกันยายน 2563 นี้

 

ขณะที่องค์การอนามัยโลกให้ข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2563 ว่าขณะนี้มีวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ที่กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาแล้วถึง 70 รายการทั่วโลก โดยมีการทดลองในมนุษย์แล้ว 3 รายการ ได้แก่

  1. วัคซีนจากบริษัท CanSino Biologics ของฮ่องกงซึ่งพัฒนาร่วมกับสถาบันโอเทคโนโลยีแห่งปักกิ่ง
  2. วัคซีนจากบริษัท Moderna ของสหรัฐฯ
  3. วัคซีนของบริษัท Inovio Pharmaceuticals ของสหรัฐฯ

โดยวัคซีนที่มาไกลที่สุดคือวัคซีนทดลองของ CanSino Biologics ซึ่งอยู่ในเฟสสอง

 

นี่ถือเป็นความหวังครั้งสำคัญของมนุษยชาติ ที่เราคงต้องรอจับตาดูกันอย่างใกล้ชิดต่อไป และโจทย์ใหญ่ที่จะตามมาคือ “ปริมาณการผลิตวัคซีน” ว่าจะทำอย่างไรให้มีเพียงพอต่อความต้องการใช้ของทั่วโลกที่มีจำนวนมากในเวลาสั้นที่สุด รวมถึง “การแบ่งสรรปันส่วนวัคซีน” ที่ประชากรโลกสามารถเข้าถึงวัคซีนได้อย่างเป็นธรรมและเท่าเทียม ดังเคยมีตัวอย่างมาแล้วในช่วงไข้หวัดนก H1N1 ระบาดเมื่อปี 2552 โดยวัคซีนถูกประเทศร่ำรวยกว้านซื้อไปเป็นจำนวนมาก ส่วนประเทศยากจนแทบเข้าไม่ถึง หรือ กว่าจะเข้าถึงก็ล่าช้ามาก

 

กระตุ้นให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่  (Herd immunity)

“แนวคิดดี แต่ยากเชิงปฏิบัติ”

Herd immunity หรือ Community Immunity หมายถึง สถานการณ์ที่สัดส่วนประชากรมีภูมิคุ้มกันจำนวนมากพอ (ทั้งจากที่ร่างกายผลิตขึ้นเองตามธรรมชาติ หรือ ได้รับวัคซีนป้องกันโรค) จนเชื้อไวรัสไม่สามารถแพร่กระจายผ่านไปยังคนอื่นๆ ต่อได้ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า Herd immunity คือ ผลทางอ้อมของการป้องกันโรคจากวัคซีนที่ช่วยปกป้องคนที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกัน ด้วยกลุ่มคนที่มีภูมิคุ้มกันมากพอที่เรียกกันว่า “ภูมิคุ้มกันหมู่” ซึ่งนับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดการให้วัคซีนกับประชากรทั่วโลกเป็นต้นมา

 

วิธีนี้เป็นสิ่งที่ เซอร์แพทริก วัลแลนซ์ หัวหน้าที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์ของรัฐบาลอังกฤษ เสนอแก่รัฐบาลในการรับมือโควิด-19 ช่วงแรก หัวใจสำคัญ คือ ยืดเวลาอัตราการระบาดออกไปให้นานที่สุด โดยปล่อยให้ประชากรประมาณ 60% ของประเทศติดเชื้อเสียก่อน เพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันในกลุ่มคนที่หายป่วยแล้ว ซึ่งภูมิคุ้มกันนี้จะช่วยป้องกันกลุ่มคนที่ไม่มีภูมิคุ้มกันจากไวรัสได้โดยอัตโนมัติ และอาจจะหยุดการแพร่ระบาดของโรคนี้ได้จะช่วยป้องกันการระบาดซ้ำของโรคในภายหลังด้วย

 

อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้ก็ถูกคัดค้าน เพราะมองว่าเสี่ยงเกินไปในสถานการณ์ที่ยังไม่มีวัคซีนป้องกันอาจทำให้มีผู้ป่วยและเสียชีวิตจำนวนมาก เนื่องจากจำนวนอุปกรณ์ทางการแพทย์รวมถึงแพทย์พยาบาลที่มีอยู่ในระบบไม่เพียงพอ และคาดกันว่าคงไม่มีประเทศใดในโลกสามารถรองรับได้ ดังนั้นเราจึงเห็นหลายประเทศใช้วิธี “ยืดเวลา” เพื่อรอความหวังนั่นคือ

1. รอวัคซีนที่มากระตุ้นให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่

2. หวัง (เล็กๆ) ให้ไวรัสกลายพันธุ์ง่ายต่อการควบคุมมากขึ้น

 

ทั้งนี้ท้ายสุดแล้ว กระทรวงสาธารณสุขอังกฤษ ก็ออกมาแถลงว่าวิธีนี้ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งในแผนปฏิบัติการแต่อย่างใด เป็นเพียงผลพลอยได้ที่จะเกิดขึ้นตามธรรมชาติเมื่อสิ้นสุดการระบาดเท่านั้น และน่าจะเป็นเรื่องของการสื่อสารที่ผิดพลาดนั่นเอง

 

อย่างไรก็ตามระหว่างที่โลกยังรอความหวังอยู่นั้น การเว้นระยะห่างทางสังคม หรือ Social Distancing ที่หลายประเทศรวมถึงไทยนำมาใช้อย่างเข้มงวด เพื่อชะลอไม่ให้จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เพิ่มสูงจนเกินกว่าที่ระบบสาธารณสุขประเทศจะรับมือได้คือสิ่งที่ดีที่สุดที่เราทุกคนจะช่วยกันได้ในขณะนี้ #อยู่บ้านหยุดเชื้อเพื่อชาติ #เราจะก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน

 

ที่มาแหล่งข้อมูล

  • bloomberg
  • Hfocus
  • Blockdit หมอเม๊ามอย
  • BEATING COVID-19 เอาชนะโรคร้ายด้วยความเข้าใจโดย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

 

 

 


Content_Horo_covid-after-songkarn.jpg

zebertoothApril 15, 2020

วันจันทร์ที่ 13 เมษายน 2563 เวลา 21.27 น. คือฤกษ์วันขึ้นปีใหม่ไทยปีนี้ แม้ก้าวสู่ “ฟ้าใหม่” แต่ด้วยอิทธิพลดวงดาวยังแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สถานการณ์บ้านเมืองปัจจุบันก็ยังไม่สู้ดีนัก ผลจากโรคระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่กระทบความเป็นอยู่ปากท้อง และระบบเศรษฐกิจตั้งแต่เจ้าของกิจการขนาดใหญ่จนถึงรากหญ้า  และวันนี้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอรวบรวมการพยากรณ์น่าสนใจมาฝากกัน ว่าหลังสงกรานต์ผ่านไปแล้วดวงเมืองของเราจะรอด หรือ จะร่วงจากโควิด-19 กันนะ

 

ชะตาโลกยังมีหวังด้านการแพทย์

แต่เศรษฐกิจ ภัยแล้ง ขัดแย้งยังมีอยู่

ช่วงที่ผ่านมาในทางโหราศาสตร์ เรียกว่า ดาวตรีเทพ หรือ ดาวพระเคราะห์ใหญ่ทั้ง 3 ดวงโคจรย้ายราศีในช่วงเวลาไล่เลี่ยนกันถือเป็นปรากฏการณ์ โดยจะเกิดขึ้นอีกครั้งก็ต้องนับจากนี้ไปอีก 60 ปี ทั้งนี้ ปราณเวช นัก พยากรณ์เจ้าของเว็บไซต์ โหราพยากรณ์ ทำนายว่า ภาพรวมโลกและประเทศไทย ยังคงวุ่นวาย ต้องเผชิญปัญหามากมายต่อเนื่องไปอีก

แต่ภาพรวมปีนี้ก็มีข้อดีอยู่ เพราะยังมีความเจริญก้าวหน้าโดยเฉพาะด้านการแพทย์ การรักษาโรคภัย ไข้เจ็บต่างๆ  จะมีงานวิจัย ค้นพบวิธีการรักษา ตัวยาการรักษาที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติ รวมถึงมนุษยชาติตระหนักถึงปัญหามลภาวะภัยพิบัติของโลกมากขึ้น มีการปรับและพัฒนารูปแบบการเรียน การศึกษาเริ่มเห็นชัดเจนขึ้นในปีนี้ ส่วนข้อที่ควรระวัง คือ ปัญหาภัยแล้ง การขาดแคลนอาหาร-ภัยพิบัติ เศรษฐกิจตกต่ำ และมีความขัดแย้งทางสังคม การเมือง (ที่มา http://www.horapayakorn.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=2147537352&Ntype=1)

 

หมอช้างแนะ อย่าตระหนกเกินไป

รวมใจ #อยู่บ้านหยุดเชื้อช่วยชาติ

อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่นานมานี้ต่างประเทศได้มีการเปิดคำทำนายนอสตาดามุสที่ระบุเป็นคำกลอนภาษาละติน เกี่ยวกับปี 2020 แปลความได้ว่า “ราวปี ค.ศ.2020 จะเกิดการแพร่ระบาดของโรคปอดอักเสบรุนแรงชนิดหนึ่ง ซึ่งมันจะมุ่งทำลายการทำงานของปอดและหลอดลมและจะไม่มีทางรักษาให้หายได้”

 

หมอช้าง ทศพร ศรีตุลา ได้ออกมาพูดถึงเรื่องที่ถูกแชร์นี้ว่า คำทำนายนอสตราดามุส มีลักษณะเป็นคำกลอนไม่ใช่คำพูดสามารถตีความได้หลายทาง หากจะฟังไว้เตือนใจก็ได้แต่อย่าตกใจมาก

 

สำหรับดวงเมืองของไทยนั้น วันที่มีการตั้งเสาหลักเมือง คือ วันที่ 21 เมษายน ซึ่งในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมาได้เคยทำนายก็พบว่าจะเจอเรื่องร้ายแรงต่อเนื่องจนถึงเดือนเมษายน แต่หากทุกคนช่วยกัน #อยู่บ้านหยุดเชื้อช่วยชาติ ในอีก 2 เดือนข้างหน้าเหตุการณ์ก็จะเริ่มดีขึ้น (ที่มา https://www.thebangkokinsight.com/328095/)

 

พร้อมกันนี้ หมอช้างแนะนำว่า ในวันที่ 13 เมษายน 2563 เวลา 21.27 น. ถือเป็นเวลาที่เข้าสู่ปีใหม่ไทยอย่างเป็นทางการ ดังนั้นควรสวดมนต์ในช่วงดังกล่าว โดยบทสวดที่เหมาะสม คือ 1.บทโพชฌังคปริตร เพื่อสุขภาพใจ สุขภาพกายที่ดี และ 2.บทรัตนสูตร จะช่วยเสริมสิริมงคลแก่ชีวิตได้ดีนักแล

 

สุดท้ายนี้แม้ว่านางโคราคะเทวี หรือ นางสงกรานต์ในปี 2563 นี้จะเสด็จประทับเสือมา แต่ก็ขอให้ทุกท่านตั้งมั่นในสติ ไม่ตื่นตระหนกและใจดีสู้เสือไปด้วยกัน  #เราจะผ่านวิกฤตินี้ไปด้วยกัน

“บทความนี้เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณ”

 

/////////////////////////////////////////////////////////

 

บทสวดโพชฌงคปริตร (ทำภาพ)

โพชฌังโคสะติสังขาโต ธัมมานัง วิจะโย ตะถา วิริยัมปีติปัสสัทธิ โพชฌังคา จะตะถาปะเร สะมาธุเปกขะโพชฌังคา สัตเต เต สัพพะทัสสินา มุนินา สัมมะทักขาตา ภาวิตา พะหุลีกะตา

สังวัตตันติ อะภิญญายะ นิพพานายะ จะ โพธิยา เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โสตถิ เต โหตุ สัพพะทาฯเอกัสะมิง สะมะเย นาโถ โมคคัลลานัญจะ กัสสะปัง คิลาเน ทุกขิเต ทิสะวา โพชฌังเค สัตตะ เทสะยิ เต จะ ตัง อะภินันทิตะวาโรคา มุจจิงสุ ตังขะเณ

เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โสตถิ เต โหตุ สัพพะทาฯ เอกะทา ธัมมะราชาปิ เคลัญเญนาภิปีฬิโต จุนทัตเถเรนะ ตัญเญวะ ภะณาเปตะวานะ สาทะรัง สัมโมทิตะวา จะ อาพาธา ตัมหา วุฏฐาสิ ฐานะโส เอเตนะ สัจจะวัชเชนะโสตถิ เต โหตุ สัพพะทาฯ

ปะหีนา เต จะ อาพาธา ติณณันนัมปิ มะเหสินัง มัคคาหะตะกิเลสาวะ ปัตตานุปปัตติธัมมะตัง เอเตนะ สัจจะวัชเชนะโสตถิ เต โหตุ สัพพะทาฯ

 

คำแปล

โพชฌงค์ 7 ประการ คือ สติสัมโพชฌงค์ ธรรมวิจยะสัมโพชฌงค์ วิริยะสัมโพชฌงค์ ปีติสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ และอุเบกขาสัมโพชฌงค์ 7 ประการเหล่านี้ เป็นธรรมอันพระมุนีเจ้า ผู้ทรงเห็นธรรมทั้งปวงตรัสไว้ชอบแล้ว อันบุคคลเจริญแล้วกระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ และเพื่อนิพพาน

ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดี จงบังเกิดมีแก่ท่าน ตลอดกาลทุกเมื่อ ในสมัยหนึ่ง พระโลกนาถเจ้า ทอดพระเนตรเห็นพระโมคคัลลานะ และพระมหากัสสปะเป็นไข้ ได้รับความลำบาก จึงทรงแสดงโพชฌงค์ 7 ประการ ให้ท่านทั้งสองฟัง ท่านทั้งสองนั้น ชื่นชมยินดียิ่ง ซึ่งโพชฌงคธรรม โรคก็หายได้ในบัดดล

ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดี จงบังเกิดมีแก่ท่าน ตลอดกาลทุกเมื่อ ในครั้งหนึ่ง องค์พระธรรมราชาเอง (พระพุทธเจ้า) ทรงประชวรเป็นไข้หนัก รับสั่งให้พระจุนทะเถระ กล่าวโพชฌงค์นั้นนั่นแลถวายโดยเคารพ ก็ทรงบันเทิงพระหฤทัย หายจากพระประชวรนั้นได้โดยพลัน

ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดี จงบังเกิดมีแก่ท่าน ตลอดกาลทุกเมื่อ ก็อาพาธทั้งหลายนั้น ของพระผู้ทรงคุณอันยิ่งใหญ่ทั้ง ๓ องค์นั้น หายแล้วไม่กลับเป็นอีก ดุจดังกิเลส ถูกอริยมรรคกำจัดเสียแล้ว ถึงซึ่งความไม่เกิดอีกเป็นธรรมดา ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดี จงบังเกิดมีแก่ท่าน ตลอดกาลทุกเมื่อเทอญ

 


19_ผีโปตอง_Cover_2.jpg

zebertoothApril 14, 2020

เพราะการออกนอกบ้านไปพบปะผู้คนจำนวนมากอาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ออกไปจำนวนมาก รัฐบาลในหลายประเทศจึงขอให้ประชาชนกักตัวอยู่บ้านเพื่อลดจำนวนผู้ติดเชื้อ ในการที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดในที่สุด

 

อย่างไรก็ตามแม้ว่ามาตรการขอให้ประชาชนอยู่แต่ในบ้านจะเป็นวิธีที่หลายประเทศดำเนินการ แต่ในบางประเทศก็กลับพบว่ารัฐบาลไม่ได้มีคำสั่งการกักตัวที่เข้มงวดเนื่องจากติดขัดปัญหาหลายอย่างโดยเฉพาะความกังวลเรื่องเศรษฐกิจ เช่น ที่ประเทศอินโดนีเซีย ที่รัฐบาลยังไม่ประกาศให้ประชาชนต้องกักตัวอยู่ในบ้าน แต่ด้วยความกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดทำให้หมู่บ้าน หรือ ชุมชนต่างๆ จึงต้องหันมาหาวิธีป้องกันการแพร่ระบาดด้วยตัวเอง เช่นข่าวล่าสุด ที่รายงานโดยสำนักระบุว่า หมู่บ้านเคปูห์ ในประเทศอินโดนีเซีย มีแนวคิดหาวิธีในการป้องกันการระบาดของโรคโควิด-19 จากการออกมาชุมนุมนอกบ้านของชาวบ้านด้วยตัวเอง หลังรัฐบาลยังไม่ออกมาตรการที่เข้มงวดเพื่อป้องกันการระบาด

 

สำหรับวิธีที่ถูกคิดขึ้นเองนี้อาศัยความเชื่อโบราณของชาวอินโดนีเซียเกี่ยวกับผี และวิญญาณของผู้ที่ตายไปแล้ว โดยอาสาสมัครในหมู่บ้านเคปูห์ ในพื้นที่เกาะชวาตอนใต้ได้ให้อาสาสมัคร 2 คน แสดงเป็นผี “โปคอ” ด้วยการนำผ้าสีขาวมาห่อหุ้มตามร่างกายและนั่งอยู่หน้าประตูหมู่บ้านเป็น “ผีผ้าห่อศพ” เพื่อให้ประชาชนไม่ออกมานอกบ้านในเวลากลางคืน หวังที่จะให้ผู้คนห่างจากเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่

 

หมู่บ้านเคปูห์ บนเกาะชวาได้เริ่มใช้วิธี “ผีผ้าห่อศพ” นี้หลังจากที่เกิดการระบาดอย่างหนักในประเทศอินโดนีเซีย โดยอาสาสมัครจะคลุมตัวด้วยผ้าสีขาวและออกลาดตระเวนไปตามท้องถนนในหมู่บ้าน โดยตามความเชื่อของชาวบ้านในอินโดนีเซียเชื่อว่าผี “โปคอ” เป็นวิญญาณของผู้ที่ตายไปแล้ว ร่างกายจะห่อหุ้มด้วยผ้าสีขาว มีใบหน้าเป็นสีขาว ขอบตาเป็นสีดำ โดยแนวคิดดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่รัฐบาลอินโดนีเซียไม่ได้ออกมาตรการปิดเมือง แต่หลังจากที่ยอดผู้ติดเชื้อเพิ่มจำนวนมากขึ้นทำให้ชุมชนท้องถิ่นหลายแห่งเริ่มหวาดกลัวว่าการระบาดมีจำนวนเพิ่มขึ้นในชุมชนของตน ต่างพากันหาวิธีเพื่อป้องกันการติดต่อของโรคด้วยตัวเอง รวมถึงหมู่บ้านเคปูห์ แห่งนี้ที่ใช้วิธีให้อาสาสมัครปลอมตัวเป็นผี “โปคอ” มาลาดตระเวนแทน

 

 

อย่างไรก็ตามวิธีการนี้ไม่ได้ผลในระยะแรกเนื่องจากชาวบ้านส่วนใหญ่รู้ว่ามันเป็นวิธีการเพื่อป้องกันการออกนอกบ้าน และไม่ใช่ผีจริงๆ ทำให้บางคนออกมาแอบดูผีแทน ทำให้ต้องเปลี่ยนวิธีด้วยการให้อาสาสมัครที่ปลอมตัวเป็นผีเหล่านี้ออกมาตอนในช่วงที่ประชาชนไม่ทันตั้งตัวเพราะตกใจซึ่งวิธีนี้ก็ใช้ได้ผล

 

ปัจจุบันอินโดนีเซียมีจำนวนผู้ติดเชื้อแล้ว 4,241 ราย เสียชีวิต 373 ราย และมีความวิตกว่ายอดผู้ติดเชื้ออาจจะเพิ่มจำนวนขึ้นอีก จากการคาดการณ์ของ นักวิจัยที่มหาวิทยาลัยอินโดนีเซียคาดการณ์ว่าอาจมีผู้เสียชีวิต 140,000 รายและ 1.5 ล้านรายภายในเดือนพฤษภาคมหากยังไม่มีมาตรการป้องกันที่เข้มงวด

 

 “ ตั้งแต่ผีโปคองปรากฏตัว เราก็พบว่าพ่อแม่และเด็ก ๆ ไม่ได้ออกจากบ้านของพวกเขาและผู้คนจะไม่มารวมตัวกันหรืออยู่บนถนนหลังจากทำละหมาดตอนเย็นแล้ว” อาสาสมัครซึ่งเป็นทีมงานของผีโปคองกล่าว

 

 

ขณะที่ ที่หมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งแถบชานกรุง ฆิโต (Quito) ประเทศเอกวาด มีชาวบ้านจำนวนนับร้อยไปชุมนุมกันที่ลานอเนกประสงค์ เพื่อร่วมกันทำพิธีชำระล้างจิตวิญญาณ เพื่อต่อสู้กับเชื้อไวรัส โควิด-19 ที่กำลังระบาด โดยวิธีการดังกล่าวเป็นการอาศัยความเชื่อของชาวพื้นเมืองที่จะใช้ควันที่ได้จากสมุนไพรในป่า นำมารวมกันแล้วเผาให้เกิดควัน และนำไปโบกใส่ตัว โดยมีแม่หมอที่เรียกกันว่า “มาม่า โรสิตา” เป็นคนสวดคาถาไล่เชื้อโรคออกไป

 

ในเอกวาดอร์มีแม่หมอท้องถิ่นมากมาย  และยังมีกระจายอยู่ในประเทศแห่งเทือกเขาแอนดีส ในทวีปอเมริกาใต้ ยาชัคประกอบพิธีโดยใช้ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์หลายชนิด ซึ่งเชื่อว่ามีสรรพคุณเพิ่มภูมิคุ้มกันในร่างกายมนุษย์ และช่วยป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ ส่วนที่หมู่บ้านอีกแห่งที่อยู่ใกล้ๆ กัน ก็จะใช้วิธีทางความเชื่อด้วยการทำพิธีกรรมสวดไล่เชื้อโรคแบบนี้เช่นกัน

 

แม้จะดูเหมือนเป็นความเชื่อที่ผิดหลักวิทยาศาสตร์ แต่ผู้ที่มาร่วมงานส่วนใหญ่บอกว่า พิธีแบบนี้มีผลทางด้านจิตใจ แต่ในความเป็นจริงแล้วทุกคนก็รู้ดีว่า วิธีที่ดีที่สุดคือล้างมือบ่อยๆ สวมใส่หน้ากากอนามัยเวลาออกจากบ้านนั่นเอง

 

 

ขณะที่ในประเทศไทย ก็มีความเชื่อเกี่ยวกับการใช้ไสยศาสตร์มาเพื่อป้องกันโรคโควิด-19 นี้เช่นกัน โดยที่ จ.นครราชสีมา ชาวบ้านหนองจาน และ จังหวัดพะเยา  ที่พากันแขวนเสื้อสีแดงไว้หน้าบ้าน ตามความเชื่อว่าจะปลอดภัยจากโรคโควิด-19 ชาวบ้านเล่าว่า ได้ยินเรื่องราวของเด็กทารกสื่อสารได้ว่า โรคโควิด-19 คล้ายกับโรคห่าที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ต้องแก้เคล็ดโดยนำเสื้อหรือผ้าสีแดงมาแขวนไว้หน้าบ้าน ทำให้หลายคนพากันทำตาม เนื่องจากเป็นความเชื่อส่วนบุคคล ทำไว้ก็ไม่เสียหายอะไร และยังมองว่าเป็นกิจกรรมที่สร้างสีสันในหมู่บ้าน อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านบอกว่า ไม่ได้เชื่อเพียงแขวนเสื้อแดงเท่านั้น แต่สิ่งสำคัญชาวบ้านยังคงสวมใส่หน้ากากอนามัยและล้างมือเป็นประจำ ตามที่แพทย์แนะนำด้วย

 

 

ขณะที่ ที่ จ.มหาสารคาม เจ้าคณะจังหวัดมหาสารคาม และผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม ร่วมประกอบพิธีสวดทำน้ำพระพุทธมนต์เพื่อนำไปฉีดตามสี่มุมเมือง โดยเชื่อว่าเป็นการขับไล่ป้องปรามโรคร้ายภัยพิบัติต่างๆ ไม่ให้ทำร้ายเมืองตามความเชื่อ ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทย ซึ่งในพิธีมีการนิมนต์พระเถรานุเถระ 9 รูป ประกอบพิธีสวดมนต์ปัดเป่าขจัดภัย จากนั้นมีการปล่อยรถบรรทุกน้ำแบ่งออกเป็น 4 สาย วิ่งไปตาม 4 มุมเมือง เพื่อฉีดพ่นน้ำพระพุทธมนต์  ท่ามกลางคำเตือนที่ว่าละอองน้ำอาจจะทำให้เกิดการติดต่อเพิ่มมากขึ้นก็เป็นได้

 


Cover_1-2.jpg

zebertoothApril 14, 2020

แม้ว่าการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่จะทำให้เกิดความวิตกกังวลไปทั่วโลก เกี่ยวกับอันตรายของมันที่สามารถคร่าชีวิตคนไปแล้วจำนวนมากทำให้หน่วยงานสาธารณสุขแต่ละประเทศต้องระดมสมองเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด และแก้ปัญหาอย่างหนักในขณะนี้ แต่ในอีกมุมมองที่แตกต่างออกไป หลายคนเห็นว่าในเวลานี้อาจจะเป็นเวลาที่ดีที่สุดที่ผู้คนจะได้หันกลับมามองธรรมชาติรอบตัวและให้ความใส่ใจกับสิ่งที่มนุษย์เคยรุกล้ำทำลายธรรมชาติ และทรัพยากรสำคัญของโลกไปหลายอย่าง

 

ในระหว่างที่ชาวโลกจำนวนมากต้องตกอยู่ในสถานการณ์กักกันตัวเองอยู่ในบ้านหรือพื้นที่จำกัด เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโลก ทำให้หลายคนได้มีโอกาสได้มองเห็นความสวยงามของธรรมชาติและมุมมองของสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงธรรมชาติของเมืองแหล่งที่อยู่อาศัยของพวกเขาที่เคยมองข้ามไป แต่เมื่อไวรัสโคโรนาระบาด เป็นเสมือนการเตือนให้ได้กลับมาพิจารณาความสวยงามธรรมชาติรอบบ้านตัวเอง จนเกิดเป็นกิจกรรมใหม่กับการแชร์ภาพสภาพแวดล้อมที่สวยงามของบ้านเมืองตัวเองจากหน้าต่างที่บ้าน บ้างก็นำเสนอเรื่องราวสุดครีเอทลงบนภาพธรรมชาติที่สดใสหลังมลภาวะลดน้อยลง กลายเป็นอีกมุมมองเชิงบวกอีกมุมหนึ่งที่ได้จากโคโรนาไวรัส ที่เชื่อว่าหลายคนอดจะสนุกสนานเฮฮา ไปกับภาพต่างๆ ที่ถูกแชร์ตามจินตนาการของชาวเน็ต แม้จะยังคงต้องต่อสู้กับโควิด 19 นี้ต่อไปก็ตาม

 

และภาพเหล่านี้คือสิ่งที่ถูกแชร์ลงบนสื่อโซเชียลเน็ตเวิร์กจากทั่วทุกมุมโลก ที่อาจจะทำให้หลายคนที่ติดอยู่ในบ้านได้ผ่อนคลายขึ้นบ้าง เพราะบางทีเจ้าโคโรนาไวรัส สายพันธุ์ใหม่นี้อาจจะเป็นฮีโร่ของธรรมชาติ ที่เข้ามาช่วยให้มนุษย์หันมาใส่ใจกับธรรมชาติมากขึ้นก็ได้

 

1. เมือมลพิษน้อยลง ตึกเบิร์ด คาลิฟาก็โผล่หน้าออกมาให้ได้เห็นจากหน้าต่างอพาร์ทเม้นเลยทีเดียว

 

2. เมื่อไม่มีมลพิษ ประตูเมืองของเดลลี่ แห่งอินเดียว ก็จัดเจน สดใส สง่าน่าดูชม

 

3. พอไม่มีมลพิษ ก็เห็นหอไอเฟลได้จากประตูบ้านเลยล่ะ ธรรมชาติเยียวยาจริงๆ

 

4. ภาพถ่ายวันนี้จาก sialkot LOC เราได้เห็นภูเขาแคชเมียร์ชัดๆ ในรอบ 30 ปี

 

5. อากาศบริสุทธิ์ เราเลยได้เห็นดวงจันทร์ตอนกลางวันจากระเบียงบ้าน

 

6. เพราะมลพิษน้อยลง เราสามารถมองเห็นโอเปร่าฮอลล์ ได้จาก กาฬมันฑุ เลยทีเดียวล่ะ ธรรมชาติเยียวยามากๆ

 

7. เพราะไม่มีมลพิษ นี่เราสามารถเห็นเทพีเสรีภาพ ได้จากชิมลา อินเดียเลยล่ะ

 

8. เพราะมลพิษน้อยลง ชาวสัตว์ป่าของโลกก็กลับมาที่สวน Debdele ที่เมืองแมนเชสเตอร์ อังกฤษ มันว้าวมาก

 

9. เพราะมลพิษน้อยลงเราสามารถเห็นการทำงานของระบบสุริยะจักรวาลได้จากโลกเลยล่ะ

 

10. เพราะมลพิษน้อยลง เราเลยได้เห็นรอยเท้าของนีล อาร์มสตรอง ที่ฝากไว้บนดวงจันทร์ ได้จากบังกาลอร์ อินเดีย

 

Disclaimer: ภาพทั้งหมดเป็นการแชร์จากชาวเนตทั่วโลก กินอยู่เป็น ไม่ได้มีส่วนในการจัดทำแต่อย่างใด


trend-mask-history-Cover_1.jpg

zebertoothApril 13, 2020

วันนี้ที่ “หน้ากาก” ถูกหยิบขึ้นมาให้ความสำคัญเพื่อป้องกันโควิด 19 หากย้อนไปดูในอดีตก็พบว่าหน้ากากถูกพัฒนาและให้ความสำคัญในทุกครั้งที่มีการแพร่ระบาดของโรคที่สามารถติดต่อกันผ่านละอองฝอยจากการไอจาม ซึ่งการคิดค้นครั้งแรกเกิดขึ้นในสมัย 500 ปีที่ผ่านมาแต่ครั้งที่แพร่หลายและถูกนำมาใช้ป้องกันทั้งบุคลากรทางการแพทย์ ผู้ติดเชื้อหรือคนใกล้ชิดจะอยู่ในช่วง 200 ปีเมื่อจีนเกิดโรคระบาดแมนจูเรีย

 

ประเด็นที่กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ชวนขบคิดคือแต่เดิม หน้ากาก เป็น “ของจำเป็น” เมื่อมีโรคระบาด ซึ่งปกติโรคระบาดโดยเฉพาะกลุ่มไข้หวัดใหญ่จะระบาดในระดับท้องถิ่นทุก1-3 ปี ส่วนการระบาดใหญ่ทั่วโลกจะเกิดขึ้นทุก 10 – 40 ปี แต่สภาวะปัจจุบันเมื่อโลกเผชิญปัญหาด้านมลภาวะทั้งหมอกควัน และฝุ่นละอองที่มีความรุนแรงและมีความถี่มากขึ้น ผนวกกับผู้คนมีการเดินทางแบบไร้พรมแดน จนล่าสุดการระบาดของโควิด 19 ก็มีความเป็นไปได้ว่า “หน้ากากจะไม่ใช่สิ่งจำเป็นในช่วงโรคระบาด แต่จะกลายเป็น  “ของต้องมี”

 

และมีแนวโน้มจะเป็นเสมือนเครื่องประดับของทุกคนที่วันนี้ต่างต้องมีแว่นกันแดด เพื่อป้องกันรังสียูวี  ดังดูได้จากเทรนด์ล่าสุดที่แบรนด์แฟชั่นระดับโลก Louis Vuitton Chanel Supreme Off white  หรือ Prada เป็นต้น หรือดีไซน์เนอร์ไทยต่างออกแบบหน้ากากสุดชิค สุดแนวให้เลือกให้เหมาะ รวมถึงแวดวงทำนายก็เริ่มมีเคล็ดลับเลือกสีหน้ากากถูกโฉลก

 

 

ขอขอบคุณภาพจาก : EPA-EFE

 

อย่างไรก็ตามการเลือกหน้ากาก ไม่ว่าจะสีใด แบบใด สิ่งสำคัญคือสวมใส่ถูกวิธี เปลี่ยนใหม่หรือทำความสะอาดอยู่เสมอ และทิ้งอย่างปลอดภัย

สำหรับเหตุการณ์สำคัญที่หน้ากากมีบทบาทต่อชีวิตผู้คนนั้น กินอยู่เป็น 360 องศาได้รวบรวมจากที่ต่างๆ มีลำดับสำคัญ ดังนี้

 

 

พ.ศ.​ 2199  กาฬโรคระบาดทั่วยุโรป

อาการ    :  มี 2 ลักษณะแต่กรณีติดเชื้อในกระแสเลือด จะมีไข้ หนาวสั่น อ่อนเพลียรุนแรง ปวดท้อง ท้องเสีย อาเจียน มีเลือดออกที่ผิวหนังและอวัยวะอื่น ๆ ในร่างกาย

หน้ากาก :   คล้ายจะงอยปากนก  คาดเป็นเข็มขัดด้านหลังศรีษะ ในส่วนของดวงตาเป็นช่องกระจก คลุมมาถึงจมูกและปาก ภายในใส่สมุนไพรเครื่องเทศเพื่อกันเชื้อโรค

ผู้สวม : แพทย์

 

.ศ. 2453  โรคระบาดแมนจูเรีย เริ่มจากจีนและขยายสู่ญี่ปุ่น และรัสเซีย

อาการ  : คล้ายปอดอักเสบ มีไข้ ไอ มีเสมหะและหอบเหนื่อย

หน้ากาก : ผ้าฝ้ายรูปร่างสี่เหลี่ยมผืนผ้ากว้าง 4 นิ้ว ยาว 6 นิ้ว จำนวน 2 ชิ้นซ้อนกันคลุมจมูกถึงคางแล้วใช้

ผ้าพันแผลหรือผ้ากอซกว้าง 6 นิ้ว ยาว 3 ฟุต พาดลงบนผ้าฝ้ายแล้วพันรอบคอ

ผู้สวม  :  แพทย์ ผู้ป่วย ญาติ ผู้ใกล้ชิด สัปเหร่อรวมถึงคนที่เสี่ยงติดเชื้อ

 

 

 

พ.ศ. 2461 – 2463. โรคไข้หวัดสเปน ระบาดทั่วโลก (ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1)

อาการ : เป็นไข้ ไอ จาม คลื่นไส้ ปวดเมื่อย และท้องเสีย คล้ายกับอาการของไข้หวัดใหญ่ทั่วไป

หน้ากาก :  ผ้า โดยมีทั้งแบบสี่เหลี่ยมและสายคาดผูกด้านหลังหรือประยุกต์ใช้จากผ้าผืนยาว

ผู้สวม  :     แพทย์และประชาชนทั่วไป

 

พ.ศ. 2558  มลพิษในกรุงปักกิ่ง

อาการ :     ทางเดินหายใจ ปอด และส่งผลต่อการเต้นของหัวใจ และสมอง

หน้ากาก :  หน้ากากอนามัย และหน้ากากผ้าโดยวัยรุ่นนิยมสีสันสดใส ผู้ชายโทนสีเข้ม โดยช่วงดังกล่าวมี

แบรนด์แฟชั่นระดับโลกได้ออกแบบหน้ากากประกอบชุดในโชว์ของงานแฟชั่นวีค

ผู้สวม  :      ประชาชนทั่วไป

 

ขอขอบคุณภาพจาก : mama steps out 1937, designyoutrust.com, US Museum of Health and Medicine, NATIONAL ARCHIVES


Cover_4.jpg

zebertoothApril 12, 2020

เมื่อสงกรานต์นี้ต้องเจอวิกฤติโควิด-19 ทำให้จำเป็นต้อง #อยู่บ้านหยุดเชื้อเพื่อชาติ ควรทำอย่างไรถ้าคิดถึงญาติพี่น้องเพื่อนฝูงแต่ไม่สามารถไปหากันได้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงขอรวบรวมแอปพลิเคชัน และเทคนิคเด็ดๆ ช่วยลดช่องว่างระหว่างเรากับคนในครอบครัวและเพื่อนฝูง ให้หายคิดถึงมาฝากกัน

 

1.Line Group call/VDO call

แอพฯ ยอดนิยมของคนไทย ที่ใช้กันแทบทุกคน ไม่เพียงแค่ส่งรูป ส่งข้อความและโทรฟรีเท่านั้น แต่ยังเปิดกล้องโทรคุยพร้อมกันสูงสุดได้ถึง 200 คน ซึ่งปัจจุบันแต่ละครอบครัวก็มักมีการสร้าง Line Group ไว้แล้ว จึงน่าจะเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่เหมาะกับการรวมญาติ

วิธีโทรกลุ่มง่ายนิดเดียว เพียงกดไอคอนโทรศัพท์บริเวณมุมขวาบนของหน้าจอไลน์กลุ่มที่ต้องการคุย และแตะรูปไอคอนโทรศัพท์ เลือกได้ทั้งโทร และวิดีโอคอล ซึ่งเป็นการโทรคุยด้วยเสียงพร้อมกันทางอินเทอร์เน็ต ยิ่งใช้ Wifi ก็ยิ่งประหยัดค่าโทรไปอีก

 

2.Messenger

Facebook เพิ่มฟีเจอร์วิดีโอคอลแบบกลุ่มให้กับ Facebook Messenger รองรับพร้อมกันสูงสุดถึง 50 คน โดยเริ่มวิดีโอคอลด้วยการแตะปุ่มวิดีโอมุมบนขวาในหน้าแชทกลุ่ม

วิดีโอคอลแบบกลุ่มของ Facebook Messenger นั้น ถ้ามีผู้ใช้พร้อมกันไม่เกิน 4 คน จะแสดงวิดีโอเต็มหน้าจอ แต่ถ้า 5-6 คนขึ้นไปจะแสดงวิดีโอจากผู้ใช้ 1 คนเป็นขนาดใหญ่ ที่เหลือจะเป็น gallery ด้านล่าง แต่ถ้าเกิดว่าผู้ใช้ที่กลุ่มใหญ่กว่านั้น จะแสดงวิดีโอจาก 6 คนแรกเท่านั้น (ที่เหลือจะฟังได้พูดได้ แต่ไม่แสดงวิดีโอ)

 

3.Skype

รองรับการพูดคุยพร้อมกันสูงสุด 50 คน เช่นเดียวกับ Facebook Messenger เหมาะสำหรับคุยข้ามประเทศ ด้วยการโทรต่างประเทศสุดประหยัด โทรคุยสนทนาแบบเห็นหน้ากับเพื่อนใน facebook ของคุณ ผ่าน skype ได้ด้วย รวมถึงสามารถค้นหาข้อมูลจากบริการอื่นๆ ที่เชื่อมต่อกับ skype อยู่ได้แล้วส่งเข้าไปในแชทได้ในทันที สะดวก ไม่ต้องเพิ่มเพื่อนให้ยุ่งยาก

 

4.Discord

แพล็ตฟอร์มที่ขึ้นชื่อเรื่องการพูดคุยกันระหว่างเกมเมอร์แบบครบวงจร แต่สามารถประยุกต์ใช้ทำกิจกรรมออนไลน์ได้มากมายเป็นหมู่คณะ นอกเหนือการเป็นแชท และโทรฟรีแล้ว Discord ยังสามารถวิดีโอคอล แชร์หน้าจอ และสตรีมได้ด้วย

สำหรับใครที่เล่นเกมกับพี่น้อง แต่อยากพูดคุยไปด้วยเสมือนนั่งข้างๆ ก็เล่นเกมพร้อมกับ Group call ได้ไม่มีสะดุด หรือ ใครที่อยากดูหนังพร้อมคนในครอบครัวเสมือนอยู่บ้านจริงๆ ก็สามารถประยุกต์ใช้ฟีเจอร์สตรีมไว้ดูหนังออนไลน์พร้อมกันได้อีกด้วย ภาพ เสียง มาครบ รับรู้อารมณ์ผู้ชมได้ทันที

 

แนะนำ

วิธีร่วมกิจกรรมสนุกผ่านออนไลน์

 

1.WeSing แข่งร้องคาราโอเกะ

สงกรานต์นี้ต้องสร้างความสนุก ชวนพ่อแม่พี่น้อง ลุงป้าน้าอา มาร้องคาราโอเกะด้วยกัน เพลงเยอะ เลือกได้หมดไม่ว่าจะร้องเดี่ยว ร้องคู่ ร้องเป็นหมู่คณะ สร้างบรรยากาศที่ดีต่อครอบครัว บ้านไหนรักเสียงเพลงต้องลอง

 

2.เล่นเกมออนไลน์ด้วยกัน

การเล่นเกมด้วยกันเป็นการเชื่อมสัมพันธ์รูปแบบหนึ่ง ช่วยลดช่องว่างระหว่างกันและกัน ยิ่งเล่นด้วยกันมากๆ จะยิ่งเข้าใจกันมากขึ้น ไปสู่การพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดหรือการให้คำปรึกษากันได้ง่ายเวลามีปัญหากัน

 

3.ล้ำยิ่งกว่า ด้วยการไหว้บรรพบุรุษผ่านสมาร์ททีวี

ไหว้บรรพบุรุษผ่านสมาร์ททีวี
ขอบคุณภาพจาก Twitter @Gap_sk125

 

 

ในยุคที่มีเทคโนโลยีให้เลือกหลากหลาย ถึงคราวจำเป็นก็ต้องหยิบเอาสิ่งที่เอื้อประโยชน์กับเรามากที่สุดมาใช้ ทั้งเป็นการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ จะช่วยลดอุปสรรคจากข้อจำกัดในช่วงวิกฤตินี้ได้มาก ต่อให้ตัวไม่ได้อยู่ใกล้ชิดกัน แต่สำคัญที่สุดคือการใช้เวลาร่วมกันนั้นคือความทรงจำที่มีค่าสำหรับทุกคนในครอบครัว


_Cover_1.jpg

zebertoothApril 11, 2020

เมื่อพูดถึงวันสงกรานต์สิ่งแรกที่คนมักนึกถึง คือ วันหยุดยาว เล่นสาดน้ำคลายร้อน กิจกรรมรื่นเริงต่างๆ แต่ช่วงนี้ทุกอย่างได้เปลี่ยนไป เพราะคนไทยต้องปรับมาใช้ชีวิต Social Distancing หรือ “การเว้นระยะห่างทางสังคม” ควบคุมการระบาดของไวรัสโควิด-19 ทั้งรัฐบาลก็ได้ออกประกาศเคอร์ฟิว และยกเลิกวันหยุดในวันที่ 13-15 เมษายน 2563 เรียบร้อยแล้ว

 

ดังนั้นช่วงนี้ที่ทุกคนจำเป็นต้องอยู่กับบ้าน งดเดินทาง มีกิจกรรมอะไรบ้างที่พอจะทำแก้เหงาในช่วงสงกรานต์ติดโควิด-19 เช่นนี้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอรวบรวมมานำเสนอกัน

 

1. ทำบุญตักบาตร

การเริ่มต้นปีใหม่ไทยด้วยการทำบุญตักบาตรถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เสริมสิริมงคล แต่ด้วยสถานการณ์แบบนี้แทบทุกวัดงดจัดกิจกรรมทั้งสรงน้ำพระสงฆ์ ขนทรายเข้าวัด รดน้ำดำหัวผู้สูงอายุในชุมชน เพื่อลดการรวมตัวของผู้คนหมู่มาก แต่บางวัดยังพอเปิดให้ทำบุญใส่บาตร หรือ ถวายสังฆทานตามปกติ แต่ขณะทำบุญก็อย่าลืมสวมหน้ากากอนามัย ใส่ผ้าปิดปาก หมั่นล้างมือ และยึดกฎ Social Distancing หรือ การอยู่ห่างกันอย่างน้อย 1-2 เมตรให้มั่นล่ะ

 

2. สรงน้ำพระพุทธรูปในบ้าน

สรงน้ำพระ คือ การทำความสะอาดพระพุทธรูป หิ้งพระ รูปภาพและสิ่งของต่างๆ รวมไปถึงที่ประดิษฐานพระพุทธรูปบนโต๊ะหมู่บูชา หรือ หิ้งพระ ให้สะอาด เสริมสิริมงคล เป็นกิจกรรมที่ควรทำร่วมกันของคนครอบครัว อุปกรณ์สรงน้ำพระ อาทิ ผ้าหรือฟองน้ำสะอาด โต๊ะที่จะวางพระพุทธรูปชั่วคราว ถังใส่น้ำสำหรับเช็ดทำความสะอาดทั่วไป เครื่องหอมต่างๆ น้ำอบ พวงมาลัย และขันใส่น้ำสำหรับสรงน้ำพระ แต่ทุกคนในบ้านต้องยึดกฎ Social Distancing ให้มั่นเหมือนกันด้วยนะ

 

ขั้นตอนสรงน้ำพระ

  • อัญเชิญพระพุทธรูปภายในบ้านทั้งหมดมาทำความสะอาด ด้วยการขอขมา คือ ตั้งนะโม 3 จบ ตามด้วย
    “ระตะนัตตะเย ปะมาเทนะ ทะวาระตะเยนะ กะตัง สัพพัง อะปะราธัง ขะมะตุ โน ภันเต”
    “กายกรรม 3 วจีกรรม 4 มโนกรรม 3 ที่ข้าพเจ้าได้ประมาทพลาดพลั้งในพระรัตนตรัย ด้วยความตั้งใจก็ดี ไม่ตั้งใจก็ดี ต่อหน้าก็ดี ลับหลังก็ดี ขอพระรัตนตรัยได้โปรดยกโทษให้ข้าพเจ้าด้วยเถิด”
  • ทำความสะอาด ใช้ฟองน้ำหรือผ้าชุบน้ำหมาดๆ เช็ดทำความสะอาดอย่างเบามือ ต้องทำอย่างระมัดระวัง
  • สรงน้ำพระ เริ่มขั้นตอนด้วยการอัญเชิญพระพุทธรูปที่ทำความสะอาดแล้วไปวางไว้ที่ถาดรองบนโต๊ะชั่วคราว จากนั้นให้ปรุงเครื่องหอม ดอกไม้ น้ำอบกับน้ำสะอาด เพื่อใช้สำหรับสรงน้ำพระ โดยให้ตั้งนะโม 3 จบ แล้วท่องว่า
    “อิมินา สิญฺจะเนเนวะ โรโค โสโก อุปัททะโว นิพพันตุ สัพพะโส เอเต สุขี โหนตุ นิรันตะรัง”
    “เดชะ ข้าสรงน้ำ พระชุ่มฉ่ำตลอดกาล ทุกข์โศกโรคภัยพาล อันตรธาน เป็นสุข เทอญ” ก่อนจะอธิษฐานขอพรต่างๆ หลังจากที่สรงน้ำพระพุทธรูปแล้วเสร็จก็อัญเชิญกลับเข้าหิ้ง หรือ โต๊ะหมู่บูชา

ข้อมูลอ้างอิงจาก https://www.thairath.co.th/lifestyle/life/1541715

 

3. รดน้ำดำหัวออนไลน์

วันสงกรานต์เป็นโอกาสที่ดีในการรวมญาติ หลายครอบครัวที่แยกย้ายกันไปทำงานจะกลับมาพบปะกันอีกครั้ง บ้านที่อยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ หลังจากสรงน้ำพระพุทธรูปเสร็จแล้ว ก็จะมารดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ในบ้าน ปู่ย่า ตายาย แสดงความเคารพและขอพร

แต่ปีนี้เมื่อสถานการณ์ไม่เหมือนเดิม หลายคนไม่สามารถเดินทางข้ามพื้นที่กลับมาบ้านได้ ดังนั้นอาจปรับโหมดความคิดถึงห่วงใยญาติผู้ใหญ่จากวิธีรดน้ำดำหัวแบบเดิม มาเป็นวิธีโทรหา หรือ VDO Call เพื่อขอพร ไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบ แค่นั้นก็สามารถส่งต่อความสุขความห่วงใยแบบตัวห่างไกล แต่ใจไม่ห่างกันได้แล้ว

 

4. ไลฟ์ปาร์ตี้ออนไลน์

เมื่อต้องใช้ชีวิตแบบ Social Distancing ไหนจะมีประกาศเคอร์ฟิว รวมถึงการประกาศงดกิจกรรมสงกรานต์ทั่วประเทศแต่ใช่ว่าความสนุกสนานของเทศกาลจะหายไป เพราะแม้การนั่งสังสรรค์ร่วมกันเป็นไปได้ยาก แต่เทคโนโลยีก็ช่วยให้คุณสร้างความสนุกร่วมกันได้ง่ายขึ้นผ่านทาง Line กลุ่มของครอบครัว กลุ่มเพื่อน นัดกินดื่ม พูดคุย สังสรรค์เฮฮาแบบสดๆ VDO Call ก็ได้

ถ้าใครเหงามากหน่วยก็ Live ผ่าน Facebook กันไปเลย หรือ เลือกเข้าไป Join กับ Live Concert Live Party ของศิลปิน ดีเจ สถานบันเทิงต่างๆ ที่เริ่มเห็นกันมากขึ้นก็สนุกไม่แพ้กัน  (อ่านประกอบ : อยู่บ้านก็เที่ยวผับได้เพราะมีเทคโนโลยี…สนุกแบบไม่เสี่ยงติดโควิด 19)

 

เทศกาลสงกรานต์เป็นประเพณีที่ดีงามของคนไทย เป็นช่วงเวลาแห่งความสุข แม้ในยามวิกฤติโรคระบาดก็ตาม การรักษาขนบธรรมเนียมยังทำได้เช่นเดิม แค่ปรับเปลี่ยนรูปแบบตามสถานการณ์เท่านั้นเอง ซึ่งเราเชื่อว่าบางกิจกรรมญาติผู้ใหญ่ของทุกท่านก็พร้อมที่จะเปิดรับและสนุกไปกับเทคโนโลยีที่เรานำมาใช้ด้วยเช่นกัน สวัสดีวันสงกรานต์… เราจะผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน


songkarn-63-Cover_4.jpg

zebertoothApril 11, 2020

สงกรานต์ มาจากภาษาสันสฤกตว่า สํ-กรานต แปลว่า ก้าวขึ้น ย่างขึ้น หรือ การย้ายที่ เคลื่อนที่ คือพระอาทิตย์ย่างขึ้นสู่ราศีใหม่หมายถึงวันขึ้นปีใหม่ และด้วยการที่เป็นประเพณีสืบทอดมาแต่โบราณคู่กับตรุษจึงนิยมเรียกรวมกันว่า ประเพณีตรุษสงกรานต์ หมายถึง ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่นั่นเอง

 

นอกจากไทยแล้ว สงกรานต์ยังเป็นประเพณีเก่าแก่ของลาว กัมพูชา เมียนมา รวมไปถึงชนกลุ่มน้อยชาวไตแถบเวียดนามและมณฑลยูนนานของจีน ศรีลังกา และทางตะวันออกของประเทศอินเดีย โดยสันนิษฐานว่ามาจากเทศกาลโฮลี หรือ การสาดสีในประเทศอินเดียแต่เปลี่ยนจากการใช้สีมาเป็นน้ำ แม้ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าประเพณีนี้มีมาตั้งแต่เมื่อใดแต่ก็ได้ถือเอาวันที่ 13 เมษายนของทุกปี เป็นวันสงกรานต์

 

ทั้งนี้ เสถียรโกเศศ สันนิษฐานว่า ประเทศไทยรับประเพณีวันขึ้นปีใหม่ 13 เมษายน มาจากอินเดียฝ่ายเหนือ โดยช่วงเวลานี้จะตรงกับการเปลี่ยนจากฤดูหนาวเป็นฤดูใบไม้ผลิ หรือ วสันตฤดูของอินเดีย ที่ถือเป็นช่วงเวลาดีที่สุดตามความเชื่อของอินเดียเพราะเป็นช่วงอากาศไม่หนาวจัดต้นไม้ผลิใบให้ความสดชื่น อันบังเอิญว่าช่วงเวลานี้ก็ตรงกับช่วงที่คนไทยสมัยโบราณว่างจากการทำนาจึงเป็นการเหมาะที่จะฉลองปีใหม่ช่วงดังกล่าว สืบเนื่องมาจนปัจจุบัน ถือเป็นหนึ่งในสองเทศกาลที่คนไทยนิยมเดินทางกลับภูมิลำเนากันเป็นจำนวนมาก ไม่แพ้เทศกาลปีใหม่ และประเพณีสงกรานต์ของแต่ละภาคในบ้านเรา ก็มีรายละเอียดปลีกย่อยที่แตกต่างกันไปตามอัตลักษณ์ของตน

 

สงกรานต์ภาคกลาง

  • วันที่ 13 เมษายน เป็นวันมหาสงกรานต์
  • วันที่ 14 เมษายน เป็น “วันกลาง” หรือ “วันเนา”
  • วันที่ 15 เมษายน เป็นวันเถลิงศก

ทั้ง 3 วันชาวบ้านจะประกอบพิธีทางศาสนา มีการทำบุญตักบาตร ปล่อยนกปล่อยปลา การกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้แก่ญาติผู้ล่วงลับ การสรงน้ำพระ การขนทรายเข้าวัดก่อพระเจดีย์ทราย

 

สงกรานต์ภาคเหนือ หรือ สงกรานต์ล้านนา

เรียกภาษาถิ่นว่า “ป๋าเวณีปี๋ใหม่เมือง” ช่วงของเทศกาลเริ่มตั้งแต่

  • 13 เมษายน : “วันสังขารล่อง” ชาวบ้านจะทำความสะอาดบ้านเพื่อความเป็นสิริมงคล
  • 14 เมษายน : “วันเนา” หรือ “วันเน่า” ชาวบ้านถือเป็นวันที่ห้ามด่าทอว่าร้ายเพราะจะทำให้โชคร้ายตลอดทั้งปี
  • 15 เมษายน : “วันพญาวัน” หรือ “วันเถลิงศก” ชาวบ้านจะตื่นแต่เช้าเพื่อบุญตักบาตรเข้าวัดฟังธรรม ก่อนรดน้ำดำหัวขอขมาญาติผู้ใหญ่ในช่วงบ่าย
  • 16 เมษายน : “วันปากปี” ชาวบ้านจะไปรดน้ำเจ้าอาวาสตามวัดต่างๆ เพื่อขอขมาคารวะ
  • 17 เมษายน : “วันปากเดือน” ถือเป็นวันส่งเคราะห์ต่างๆ ออกไปจากตัวเพื่อปิดฉากประเพณีสงกรานต์ล้านนา
  • 18 เมษายน : “วันปากวัน”

 

สงกรานต์ภาคอีสาน

นิยมจัดเรียบง่ายเน้นความอบอุ่นในครอบครัว คนอีสานจะเรียกว่าประเพณีนี้ ว่า “บุญเดือนห้า” หรือ “ตรุษสงกรานต์” บางพื้นที่จะเรียกว่า “เนา” โดยถือฤกษ์วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 5 เวลาบ่าย 3 โมง เป็นเวลาเริ่มงาน ซึ่งพระสงฆ์จะตีกลองโฮมเปิดศักราช

จากนั้นชาวบ้านจะช่วยกันจัดเตรียมน้ำอบ หาบไปรวมกันที่ศาลาวัดเพื่อสรงน้ำพระพุทธรูป ก่อนรดน้ำดำหัว ปู่ ย่า ตา ยาย และญาติผู้ใหญ่เพื่อขอขมาลาโทษ จากนั้นก็จะเป็นการเล่นสาดน้ำสงกรานต์เฉลิมฉลองกันอย่างสนุกสนาน

 

สงกรานต์ภาคใต้

ตามความเชื่อดั้งเดิมของภาคใต้ สงกรานต์ถือเป็นช่วงเวลาแห่งการผลัดเปลี่ยนเทวดาผู้รักษาดวงชะตาบ้านเมือง ชาวใต้จึงถือเอาวันที่ 13 เมษายน เป็น “วันส่งเจ้าเมืองเก่า” ทำพิธีสะเดาะเคราะห์สิ่งไม่ดีออกไป

จากนั้น 14 เมษายน จะเรียกว่า “วันว่าง” ชาวบ้านจะไปทำบุญตักบาตรที่วัดและสรงน้ำพระพุทธรูป และเมื่อเข้าสู่วันที่ 15 เมษายน จะเป็น “วันรับเจ้าเมืองใหม่” ซึ่งจะทำพิธีต้อนรับเทวดาองค์ใหม่ด้วยการแต่งองค์ทรงเครื่องอย่างสวยงามส่งท้ายสงกรานต์ประเพณีสงกรานต์

 

 

สงกรานต์กับปีใหม่ไทย

ในอดีต “วันสงกรานต์” ถือเป็นวันขึ้นปีใหม่มาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย จนถึงเมื่อ พ.ศ.2483 ทางราชการ จึงได้กำหนดเอาวันที่ 1 มกราคมเป็นวันขึ้นปีใหม่แทน เพื่อให้เข้ากับหลักสากลของนานาประเทศที่นิยมปฏิบัติ หากประชาชนก็ยังยึดถือว่าวันสงกรานต์มีความสำคัญ และถือเป็นวันขึ้นปีใหม่ตามหลักประเพณีไทยมาจนถึงปัจจุบัน

 

ที่มา : วิกิพีเดีย


google-art-culture_Cover_3.jpg

zebertoothApril 10, 2020

เพราะแผนเดินทางเที่ยวเปิดโลก เปิดประสบการณ์ช่วงหยุดสงกรานต์สลายไปกับโควิด 19 กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงหาทางออกเยียวยาความรู้สึกด้วยการชวนท่องโลกผ่าน Google Arts& Culture ซึ่งมีสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ สถานที่ทางประวัติศาสตร์และศาสนา พิพิธภัณฑ์ชั้นนำระดับโลก รวมถึงหอศิลปะให้เลือกตามความชอบและสนใจ

 

การเข้าชมผ่านแพลทฟอร์มของ Google Arts& Culture นี้เหมาะสำหรับผู้สนใจเที่ยวชมสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ โดยสามารถเลือกกลุ่มที่สนใจ เช่นสัญลักษณ์ของเมืองสำคัญอย่าง หอไอเฟล ประเทศฝรั่งเศส สนามกีฬาโคลอสเซียม ประเทศอิตาลี กลุ่มประวัติศาสตร์ พระราชวังที่สำคัญในยุโรป พระราชวังทัชมาฮาล ประเทศอินเดีย สถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และศาสนา เช่นพุทธคยา พุทธสถานที่สำคัญ ประเทศอินเดีย หรือสถาปัตยกรรมบุโรพุทโธ ประเทศอินโดนีเซีย วิธีการเข้าชมในส่วนนี้ให้เลือกไปที่ Street view ทั้งนี้อาจใช้การค้นหา ซึ่งสามารถระบุสถานที่ได้ทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษตามความถนัด

 

 

Google Arts& Culture จะมีทั้งภาพและเสียงให้เลือก โดยสิ่งที่เป็นไฮไลท์คือ การเข้าชมพิพิธภัณฑ์และแกลลอรีชั้นนำของโลกอย่าง The MET, บริติช มิวเซียม, พิพิธภัณฑ์กุกเกนไฮม์ , MoMA, Uffizi Galler, อะโครโปลิส แล้วยังมีพิพิธภัณฑ์ศิลปะ หรือวิทยาศาสตร์อย่าง พิพิธภัณฑ์แวนโกะห์, Rijksmuseum, Georgia O’Keeffe Museum กระทั่ง ถ้ำ Chauvet Cave ที่มีภาพเขียนยุคก่อนประวัติศาสตร์ อายุ 36,000 ปี

 

ในส่วนของพิพิธภัณฑ์มี 4 หัวข้อให้เลือกชม คือ 1 นิทรรศการ 2 ประเภทคอลเลคชั่น 3 ชิ้นผลงานที่จัดแสดง และ 4 ชมสถานที่ ซึ่งเป็นฟังก์ชัน Virtual tour ที่จะให้ความรู้สึกราวกับเดินชมพิพิธภัณฑ์ (การเลือกส่วนนี้ควรมีแอปพลิเคชันVirtual ในมือถือ หรือโน๊ตบุ๊ค) ซึ่งในบางสถานที่จะมีไกด์บรรยาย

 

พิพิธภัณฑ์แต่ละแห่งจะมีจุดเด่นที่แตกต่างกัน อย่างถ้าเป็น The MET สายแฟชั่นต้องไม่พลาดนิทรรศการแบรนด์แฟชั่นที่จัดแสดงชุดที่เป็นจุดเด่น ไม่ว่าจะเป็น Coco Chanel, Christian Dior หรือ Comme des Garcons

 

นอกจากนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์ที่น่าสนใจในอีกหลายประเทศให้เลือกชมอย่างพิพิธภัณฑ์ The Munch ที่กรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ ซึ่งมีภาพเขียนของ Edvard Munch ศิลปินชาวนอร์เวย์ ที่มีผลงานลือชื่อคือ ภาพสีน้ำมัน The Scream

 

แต่เพื่อให้ชีวิตเริ่มต้นได้ง่ายขึ้น Google Arts& Culture ก็มีตัวช่วยสำหรับการเข้าชมตามความสนใจ เช่น10 พิพิธภัณฑ์ที่โดดเด่นของโลก หรือ 10 สถานที่บนถนนในกรุงลอนดอน และมีการแยกหมวด สารคดีด้านงานศิลปวัฒนธรรมของประเทศต่าง ๆ อย่างการทำผ้าส่าหรี การตัดเย็บและสวมกิโมโน หมวดแฟชั่น หมวดกีฬา หรือหมวดการแสดงให้เลือกตามความสนใจ

 

นอกจากนี้ Google Arts & Culture ก็มีกิจกรรมให้เลือกเล่น เช่นเกม quiz เพื่อดึงดูดเข้าสู่สาระ หรือ กิจกรรม Guess Who This Is ที่นำรายละเอียดบางส่วนของภาพจิตรกรรมมาให้ทายว่าเป็นของจิตรกรท่านใดฯ

 

รู้อย่างนี้แล้ว จะมัวนั่งเซ็งทำไม หาความรู้ สนุกกับการท่องโลก ชิมลางก่อนโลกเปิด