Plant-for-luck-Cover_1.jpg

kinyupen_adminApril 27, 2020

มีความเชื่อว่า บ้าน หรือที่อยู่อาศัยที่ดี จะส่งเสริมให้คนในบ้านมีความสำเร็จ ความสมบูรณ์ และเจริญรุ่งเรืองในชีวิต ดังนั้นทุกคนจึงมุ่งเน้นการปรับหรือตั้งบ้านตามศาสตร์ฮวงจุ้ย หากองค์ประกอบเสริมที่ไม่ควรละเลยคือ พื้นที่ภายนอกรอบบ้านที่เป็นเสมือนแผงรับพลังดึงดูดพลังที่ดีเข้ามาเสริม กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำคำแนะนำของอาจารย์เดียร์ ปานชีวา ถึงเคล็ดการปลูกไม้ดอก ไม้ประดับ เพื่อสร้างมงคล กระตุ้นให้เกิดพลังดีๆ เสริมทรัพย์ เสริมโชคลาภให้กับคนในบ้าน

 

วันอาทิตย์

พื้นฐาน      : เป็นคนหยิ่ง มั่นใจตัวเองสูง มีความเป็นผู้นำชอบแสดงออก จริงใจกับสิ่งที่ทำ อารมณ์ร้อนง่าย

พันธุ์ไม้        : ต้นโกศล หรือไม้ดอก ไม้ประดับที่มีสีเขียว น้ำตาล เหลือง

ส่งผล          : ทำอะไรก็ประสบความสำเร็จ มิตรสหาย บริวารให้ความเชื่อถือ

ทิศที่ควรปลูก  : ใต้ หรือ ตะวันตกเฉียงใต้ของบ้าน

 

วันจันทร์

พื้นฐาน      : มีเสน่ห์ มีปัญญาดี มีความลึกลับ มีวิธีแก้สถานการณ์ได้แยบยล

พันธุ์ไม้        : ต้นพุด หรือไม้ดอก ไม้ประดับสีขาว ครีม

ส่งผล          : มีชื่อเสียง ความเจริญรุ่งเรือง คนในบ้านกลมเกลียวและมีสุขภาพดี

ทิศที่ควรปลูก  : เหนือ หรือ ตะวันออกของบ้าน

 

วันอังคาร

พื้นฐาน      :  ใจนักเลง กล้าได้กล้าเสีย โกรธง่ายหายเร็ว  มีน้ำใจเข้ากับคนง่าย

พันธุ์ไม้        : ต้นอัญชัน หรือไม้ที่มีสีฟ้า สีน้ำเงิน

ส่งผล          : ความเจริญรุ่งเรือง มีมิตรมากมายและสร้างสัมพันธ์ที่ดี

ทิศที่ควรปลูก  : ตะวันออก

 

วันพุธ

พื้นฐาน      :  อัธยาศัยดี  เจราจาเก่ง ความคิดเฉียบแหลม

พันธุ์ไม้        : ชวนชม หรือไม้ที่มีสีสันสดใส ชมพู  หรือ ม่วง

ส่งผล          : กระตุ้นแรงบันดาลใจ ความกระตือรือร้น เป็นที่รักของคนรอบข้าง

ทิศที่ควรปลูก  : ใต้

 

วันพฤหัสบดี

พื้นฐาน      :  เป็นผู้นำมีความสามารถ ยึดมั่นคุณธรรม ชอบท่องเที่ยว

พันธุ์ไม้        : ไผ่กวนอิม หรือไม้ดอกไม้ประดับสีเขียว

ส่งผล          : ชักนำมิตรดีมีคุณธรรม สร้างความสามัคคีในครอบครัว

ทิศที่ควรปลูก  : ตะวันออก

 

วันศุกร์

พื้นฐาน      :  รักศักดิ์ศรี มีแรงดึงดูดต่อคนรอบข้าง หูเบาเชื่อคนง่าย

พันธุ์ไม้        : โป้ยเซียน หรือไม้ที่มีดอกสีเหลือง หรือสีส้ม

ส่งผล          : ดึงดูดโชคลาภ เงินทองไม่ขาดสาย

ทิศที่ควรปลูก  : ตะวันออกเฉียงเหนือ

 

วันเสาร์

พื้นฐาน      :  มีโลกส่วนตัวสูง  ดื้อเงียบ สนใจใฝ่รู้ มีพลังโน้มน้าวผู้อื่น

พันธุ์ไม้        : กล้วยไม้สีม่วง หรือที่ให้สีและกลิ่นที่เป็นมิตร เน้นดอกสีม่วง

ส่งผล          : ให้อ่อนโยน มีมิตรช่วยส่งเสริมให้เจริญรุ่งเรือง

ทิศที่ควรปลูก  : เหนือ หรือตะวันออกเฉียงเหนือของบ้าน

 

 


Cover_1-5.jpg

kinyupen_adminApril 25, 2020

ในวันที่เราต้องกักตัว อยู่บ้าน ลดเสี่ยงจากการแพร่ระบาดของโควิด19 หลายร้านต้องปิดตัวชั่วคราว หรือใช้ช่องทางขายออนไลน์แทน รวมทั้งขนมโตเกียวหน้าโรงเรียนที่หายากแล้ว ยิ่งหายากเข้าไปอีก แต่คุณรู้ไหม ขนมโตเกียวทำง่ายกว่าที่คิด ใช้แค่กระทะกับส้อม ไม่ต้องร่อนแป้ง ไม่ต้องมีเครื่องปั่น ไม่ต้องใช้ตะกร้อมือ กักตัวอยู่บ้านแบบนี้มาทำเมนูโปรดแก้เซ็งกันดีกว่า

 

 

อุปกรณ์

วัตถุดิบทำแป้งแพนเค้ก

  1. แป้งเค้กอเนกประสงค์ 1 ถ้วยตวง
  2. เบกกิ้งโซดา 1 ช้อนชา
  3. ไข่ไก่ 1 ฟอง
  4. เกลือ 1 หยิบมือ
  5. น้ำตาลทราย 3 ช้อนโต๊ะ
  6. นมสด ครึ่งกล่อง (ประมาณ120 มล.)

วัตถุดิบทำไส้

  1. หมูสับ 100 กรัม
  2. เนย/น้ำมันพืช
  3. พริกไทย
  4. ผงปรุงรส
  5. ซอสหอยนางรม
  6. ซีอิ๊วขาว
  7. ซอสปรุงรส
  8. ไข่ไก่ 1 ฟอง

 

วิธีทำ

  1. เตรียมไส้หมูสับก่อน ด้วยการผัดหมูสับกับผงปรุงรส พริกไทย และซอสซีอิ๊วต่างๆ ตามชอบ ระวังเค็มเกินไป เพราะตอนวางบนแป้งต้องเหยาะแม้กกี้ด้วย ผัดไฟกลาง แล้วพักไว้
  2. ตีไข่ไก่พักไว้ สำหรับทาบนแป้ง (ใช้แทนไข่นกกระทา)
  3. มาถึงขั้นตอนทำแป้ง ผสมไข่ไก่ น้ำตาลทราย กับนมสดให้เข้ากัน ค่อยๆ เติมแป้งเค้ก เบกกิ้งโซดา และเกลือ ผสมให้เข้ากัน
  4. ตั้งกระทะใช้ไฟอ่อน (ใช้กระทะเทปล่อน) ทาเนยบางๆ ถ้าใช้น้ำมันให้ใส่นิดเดียวและใช้ทิชชู่เกลี่ยให้ทั่ว
  5. หยอดแป้งโตเกียวเป็นวงรี เกลี่ยด้วยช้อนก็ได้
  6. เมื่อแป้งเริ่มสุก ทาไข่ไก่ที่ตีไว้แล้วให้ทั่วบนแป้ง
  7. เมื่อไข่เริ่มสุกก็ใส่ไส้หมูสับที่ทำไว้ลงไป เหยาะแม้กกี้โรยพริกไทยดำ แล้วม้วนขนม จัดเสิร์ฟได้เลย

 

 

เท่านี้ก็ได้ทานขนมโตเกียวร้อนๆ แล้ว ถ่ายรูปลงโซเชียลก็เก๋ไปอีก อยากกินก็ได้กินสมใจ ปลอดภัยจากมือเราเอง สามารถประยุกต์เป็นไส้หวาน ไส้กรอก ปูอัด หมูยอได้ตามใจชอบ

 

เกร็ดน่ารู้  : ที่มาของขนมโตเกียวที่ไม่มีที่โตเกียว!

ขนมโตเกียว ที่ชื่อเดียวกับเมืองหลวงของญี่ปุ่น แต่แท้จริงแล้วมีจุดเริ่มต้นที่ “กรุงเทพ” เพราะขนมชนิดนี้ห้างไทยไดมารู ที่เป็นห้างสรรพสินค้าญี่ปุ่นตั้งอยู่บนถนนราชดำริ (ปัจจุบันคือ ห้างบิ๊กซี ตรงข้ามเซ็นทรัลเวิลด์) ได้นำ ขนมโดรายากิ  มาดัดแปลงแล้วตั้งชื่อว่าขนมโตเกียว เพื่อให้สอดคล้องกับความเป็นญี่ปุ่น โดยขายครั้งแรกในช่วงปี พศ. 2510

 

 


Cover_1-4.jpg

kinyupen_adminApril 24, 2020
สาวนั่งดริงก์วัย 19 ปีชาวญี่ปุ่น ทำงานเก็บเงินเรียน
หวังกลับไปเป็นผู้ดูแลเด็กที่สถานสงเคราะห์ฯ ที่เคยเติบโต

ชีวิตเลือกเกิดไม่ได้เป็นเรื่องสัจธรรมของโลก ไม่ว่าชาติไหนภาษาไหนย่อมมีชีวิตที่ไม่สมบูรณ์ได้เหมือนกัน เหมือนกับเรื่องราวของเด็กสาววัย 19 ปีชาวญี่ปุ่นคนนี้ เรื่องราวของเธอไม่เพียงที่จะทำให้หลายคนเห็นอกเห็นใจในโชคชะตาที่เลือกไม่ได้ของเธอแล้ว ส่วนใหญ่ยังคงเป็นกำลังใจให้เธอต่อสู้อุปสรรคเพื่อสร้างฝันให้เป็นจริงอย่างที่ตั้งใจอีกด้วย

 

ชาวาดะ ชิมามิ คือเด็กสาววัย 19 ปี คนนั้น เธอกลายเป็นประเด็นสนใจขึ้นมาเมื่อรายการทีวี ชื่อ “ขอตามไปที่บ้านได้มั้ย ภาษาญี่ปุ่นคือ 家、ついて行ってイイですか? ซึ่งเป็นรายการชื่อดังของช่อง TV Tokyo นำเสนอเรื่องราวของบุคคลหลากหลายโดยจะขอตามไปถ่ายทำที่บ้าน พร้อมที่จะจ่ายค่าแท็กซี่หรือค่าอาหารให้ และล่าสุดก็ได้พบกับ ชิมามิ ที่สถานีรถไฟแห่งหนึ่ง เมื่อรายการแจ้งว่าอยากจะขอไปถ่ายทำที่บ้านได้ไหม และจะขอออกค่าแท็กซี่ให้เธอแสดงความดีใจและยินดีให้ทีมงานไปที่บ้าน

 

ผู้ดำเนินรายการได้สอบถามเรื่องราวของเธอระหว่างที่เดินทางไปในรถแท็กซี่ด้วยกัน ก็ทราบว่าชิมามิมีอาชีพเป็นสาวนั่งดริงก์อยู่ในบาร์ ในวัยเพียง 19 ปีเท่านั้น และอาศัยอยู่ที่อพาร์ทเม้นท์เพียงคนเดียว

 

เรื่องราวของเด็กสาวดูจะไม่มีอะไรน่าสนใจ แต่เมื่อพูดคุยกันมากขึ้นทีมงานกลับพบว่าชีวิตของเธอกลับแตกต่างจากชีวิตของสาวนั่งดริงก์ทั่วไป

 

 

 

เด็กสาวเล่าว่าที่จริงแล้วเธอเพิ่งออกจากสถานสงเคราะห์เด็กมาได้เพียง 6 เดือนเพื่อที่จะออกมาหางานทำและอยู่ด้วยตัวเอง แต่เนื่องจากไม่มีความรู้อะไร จึงเลือกที่จะทำงานเป็นสาวบาร์เพราะเห็นว่าเป็นงานที่สามารถหาเงินได้ง่าย ถึงแม้หลายคนจะมองไม่ดีแต่เธอก็ไม่ได้สนใจเรื่องนั้น เพราะรู้สึกว่าไม่มีอะไรจะเสียสำหรับเธอที่เป็นเด็กที่เติบโตจากสถานสงเคราะห์ตั้งแต่เด็ก “หนูไม่ได้เป็นเด็กกำพร้า มีพ่อและแม่ แต่ว่าแม่มีอาการทางจิตเลยต้องไปอยู่โรงพยาบาล พ่อก็เลยเครียดและไปเที่ยวผู้หญิงทุกวันจนสุดท้ายก็เลี้ยงหนูไม่ได้ ก็เลยต้องถูกส่งตัวมาที่สถานสงเคราะห์เด็ก แต่ที่นั่นก็มีหลายคนที่มีชีวิตเหมือนกัน” ชิมามิเล่า และยังให้ทีมงานได้เยี่ยมชมและถ่ายทำห้องของเธอ ที่อยู่อย่างเรียบง่ายสไตล์วัยรุ่น อย่างไม่ปิดบัง

 

 

เมื่อทีมงานถามว่าเธอรู้สึกอย่างไรที่ต้องถูกส่งตัวไปอยู่ในสถานสงเคราะห์ ชิมามิบอกว่า ไม่ได้รู้สึกอะไร ช่างมัน มันก็สนุกดี เพราะหลังจากนั้นก็โตมาแบบนั้นเลยไม่รู้สึกอะไร พร้อมกันนี้ก็นำรูปถ่ายตอนเด็กๆ มาให้ดู เป็นรูปของเธอกับเพื่อนที่สถานสงเคราะห์ แต่ทีมงานสังเกตเห็นว่าในทุกภาพถ่ายชิมามิ มักซ่อนแขนซ้ายไว้ไม่ให้เห็นในรูป เธอจึงบอกว่า เป็นเพราะตอนเด็กเธอกรีดแขนเพื่อเรียกร้องความสนใจ ทำให้แขนเป็นรอยกรีดจนถึงตอนนี้และได้โชว์รอยแผลเป็นให้ทีมงานดูด้วย

 

“ตอนเด็กๆ หนูพูดทำร้ายจิตใจเพื่อน จนถูกแกล้งบ่อยก็กรีดข้อมือเพราะอยากให้คนมาปกป้อง และคนที่คอยช่วยเหลือและเข้าใจหนูคือผู้ดูแลที่สถานสงเคราะห์ เขาเปรียบเสมือนแม่ คอยบอกว่าสิ่งไหนดีไม่ดี คอยสอน และคอยให้กำลังใจหนู ถ้าทำผิดก็จะเตือน และพาหนูไปกินข้าว หนูเลยอยากจะเป็นแบบเขาค่ะ”

 

 

เมื่อถามว่าแล้วไม่อยากเรียนหนังสือเหรอ ชิมามิตอบว่า แน่นอนเธออยากเรียนหนังสือต่อ ตอนนี้ก็กำลังพยายามทำงานนั่ง​ดริงก์

 

เพื่อเก็บเงินเรียนต่อมหาวิทยาลัย เพราะมีเป้าหมายสำคัญบางอย่าง นั่นคือสอบให้ได้ใบอนุญาตการดูแลเด็ก และสอบราชการให้ได้ไปเป็นผู้ดูแลเด็กในสถานสงเคราะห์ ให้เป็นได้เหมือนกับผู้ที่เคยดูแลเธอตอนอยู่สถานสงเคราะห์ และอยากใช้ชีวิตเพื่อเด็กๆ เหมือนกัน แต่ตอนนี้ยังมีเงินไม่มากพอจึงยังต้องทำงานเก็บเงินไปก่อน เพราะเธอไม่มีพ่อแม่คอยส่งเสียจึงต้องหาเลี้ยงตัวเองทุกอย่างรวมทั้งหาเงินเพื่อเรียนหนังสือต่อด้วย

 

“ตอนนี้หนูอยากที่จะเรียนหนังสือต่อ และเป็นผู้ดูแลเด็กให้เร็วที่สุด หนูจะทำให้ได้เหมือนกับผู้ที่ดูแลหนู เพราะถ้าไม่มีเขาวันนั้น วันนี้หนูคงตายไปแล้ว เพราะฉะนั้นหนูรู้ว่าเด็กๆ ที่ไม่สมบูรณ์ต้องการอะไร ความเจ็บปวดและการต้องการความรักเป็นอย่างไร ก็อยากจะปกป้องรอยยิ้มของพวกเขาเอาไว้ค่ะ” ชิมามิกล่าวถึงความตั้งใจ

 

จบการเยี่ยมบ้านในวันนั้นทีมงานอำลาชิมามิ มาพร้อมกับสรุปว่า นี่คืออีกหนึ่งชีวิตของเด็กสาวที่จะใช้ความเจ็บปวดของเธอในอดีตมาเพื่อปกป้องรอยยิ้มของเด็กๆ คนอื่นในอนาคต ..ภาพเพียงภายนอกคงตัดสินความตั้งใจที่อยู่ภายในไม่ได้ เพราะทุกคนล้วนมีชีวิต และต้นทุนที่ต่างกัน และขอให้สาวน้อยชิมามิ ได้ทำฝันของเธอให้เป็นจริงในเร็ววัน …กัมบัตเตะ ซาวาดะ ชิมามิ

 

ที่มา : ญี่ปุ่นเบาเบา @JapaneseBaobao


_Cover_2.jpg

kinyupen_adminApril 24, 2020

เชื่อว่ากิจกรรมของใครหลายคนช่วงวันหยุดอยู่บ้าน คงหนีไม่พ้นการนั่งๆ นอนๆ ดูหนัง ดูซีรีย์ แบบมาราธอน และมาพร้อมกับประโยคที่ว่า “อีกตอน เดี๋ยวจะนอนแล้ว” สรุปคือตอนเดียวยาวๆ จนเช้า หากคุณมีพฤติกรรมเช่นนี้ ให้คิดไว้เลยว่ากำลังตกอยู่ในอาการ “Binge Watching” หรือการเสพติดรายการทีวีอย่างหนัก เป็นปรากฏการณ์ที่กำลังรุนแรงมากขึ้นพร้อมกับความนิยมที่เพิ่มขึ้นของแอพพลิเคชั่นสำหรับรับชมความบันเทิง ไม่ว่าจะเป็น ภาพยนตร์ ซีรีย์ รายการโทรทัศน์ ซึ่งดูได้ทุกที่ ทุกเวลา เช่น Netflix , iTunes Store , LIine TV , Viu , WeTV เป็นผลให้เกิดการใช้อินเตอร์เน็ตในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพิ่มขึ้น 11.14% จากการเปิดเผยข้อมูลการใช้งานอินเทอร์เน็ตมือถือของค่ายโอเปอเรเตอร์ผู้ให้บริการทั้ง 3 ราย ของ กสทช. รวมทั้งการสำรวจของ Opensignal บริษัทวิเคราะห์เครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ พบว่าเดือนมีนาคม คนไทยใช้สมาร์ทโฟนเพื่อเชื่อมต่อสัญญา Wi-Fi ที่บ้านนานขึ้นถึง 41.5% เพื่อใช้ในการทำงานและกิจกรรมอื่นๆ

 

พฤติกรรม “Binge Watching” จะเกิดขึ้นเมื่อคุณรู้สึกสนุก มีความสุขกับการดูซีรีย์เรื่องโปรดไปได้สัก 3 – 4 ตอน สมองจะหลั่งสารแห่งความสุขที่ชื่อว่า “โดพามีน” สั่งการให้ร่างกายทำกิจกรรมนั้นต่อไปเรื่อยๆ โดยมีความรู้สึกและกระบวนการทางร่างกายคล้ายกับการเสพสารเสพติดชนิดหนึ่ง ไม่จบไม่เลิก ไม่จบไม่นอน !!!

 

การดูซีรีย์ถือเป็นกิจกรรมผ่อนคลายเครียดอย่างหนึ่ง ช่วยให้หลบหนีจากโลกแห่งความจริงแบบชั่วครั้งชั่วคราว โดยเฉพาะช่วงเวลาที่โรคระบาดโควิด-19 ระบาดอย่างรุนแรงเช่นนี้ ซึ่งมีข่าวสารต่างๆ ออกมามากมาย ทั้งข่าวจริง ข่าวปลอม เผยแพร่ในโลกออนไลน์ การเลือกดูซีรี่ย์จึงเป็นเหมือนการสร้างกำแพงป้องกันความรู้สึก ปิดกั้นไม่ให้ข้อมูลเหล่านั้นเข้ามาถึงตัวเรามากเกินไป เพื่อช่วยลดความกลัว ความวิตกกังวล ตื่นตระหนกกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น แต่หากดูแบบข้ามวันข้ามคืน ไม่หยุดพัก ก็สามารถส่งผลเสียกับร่างกายได้เช่นกัน

 

กินอยู่เป็น 360 องศา แห่งการใช้ชีวิต อยากให้คุณรู้ถึงผลที่จะเกิดขึ้นตามมา เพื่อลดความเสี่ยงต่างๆ อันเกิดจากการดูซีรีย์มากเกินไป

 

  1. โรควุ้นในตาเสื่อม

สาเหตุ : ใช้สายตาอยู่กับหน้าจอเป็นเวลานาน โฟกัสอยู่ที่จุดๆ เดียวตลอดเวลาส่งผลน้ำในวุ้นตาเสื่อม

อาการ : เวลามองในที่มีแสงสว่างจะเห็นเป็นจุดหรือเส้นคล้ายลูกน้ำลอยไปมา หากปล่อยไว้นานอาจสูญเสียการมองเห็น

  1. โรคต้อหินเฉียบพลัน

สาเหตุ : เพ่งสายตาไปที่หน้าจอนาน ม่านตาขยายมากขึ้นกว่าปกติ ปิดกั้นการไหลออกของน้ำในตา เกิดความดันลูกตาสูง

อาการ : ดวงตามีอาการอ่อนล้า แสบตา ตาแห้ง น้ำตาไหล ปวดที่กระบอกตา สายตาพร่ามัว จนกระทั่งมองเห็นไม่ชัด

  1. โรคกระดูกเสื่อม

สาเหตุ : นั่งหรือนอนท่าเดิมเป็นเวลานานส่งผลต่อกระดูกสันหลังทำให้เสื่อมเร็วขึ้น

อาการ : เจ็บและปวดตามแนวกระดูกที่เริ่มเสื่อม ขยับและเคลื่อนไหวร่างกายได้น้อยลง และมีเสียงดังเมื่อเคลื่อนไหว กรณีที่กระดูกเสื่อมรุนแรงจะเริ่มปวดกระดูก กระดูกผิดรูปจนไม่สามารถเคลื่อนไหว

  1. โรคกระเพาะอาหาร

สาเหตุ : กินอาหารเร่งรีบ ไม่เป็นเวลาหรือเว้นบางมื้อ   ส่งผลกรดในกระเพาะมีมากเกิน

อาการ : จุกเสียดหรือจุกแน่นบริเวณใต้ลิ้นปี่ เป็นได้ทั้งก่อนหรือกิน และเวลาท้องว่าง อาการปวดจะเป็นๆหายๆ เป็นได้วันละหลายครั้งนานประมาณ 15 – 30 นาที และอาการจะดีขึ้นถ้ากินอาหาร ดื่มนม หรือใช้ยาลดกรด

  1.  โรคอ้วน

สาเหตุ : การนั่งหรือนอน คู่กับกินอาหารประเภทแป้ง ไขมัน และน้ำตาล น้ำอัดลม มากเกิน

อาการ : หายใจติดขัด นอนกรน เหนื่อยง่าย ร้อนง่าย และอาจมีปัญหาสุขภาพอื่นๆ

  1. โรคนอนไม่หลับ นอนไม่พอ

สาเหตุ : ดูแบบต่อเนื่องยาวนาน นอนดึกบ่อยๆ ส่งผลต่อการหลั่งสารเคมีในสมอง

อาการ : ไม่สดชื่น ไม่มีสมาธิ สมองเบลอ พูดจาไม่รู้เรื่อง หงุดหงิดง่าย ภูมิคุ้มกันต่ำป่วยง่ายกว่าเดิม

  1. ความสัมพันธ์สั่นคลอน

หากคุณเอาเวลาว่างที่มีใช้ไปกับการดูซีรีย์ทั้งวัน ไม่พูดไม่คุยกับใคร เก็บตัวอยู่ในห้องเงียบๆคนเดียว ลืมให้ความสำคัญกับคนในครอบครัว เพื่อน หรือคนรัก ผลที่ตามมาอาจมากว่าที่คิด นอกจากเสียสุขภาพกายแล้วยังเสียสุขภาพใจด้วย

 

แต่เหล่าแฟนๆ ซี่รี่ย์ ไม่ต้องกังวล เราหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากโรคติดซีรีย์แบบนี้ได้ เพียงกำหนดเวลาว่าในหนึ่งวันจะดูกี่ตอน กี่ชั่วโมงและพยายามทำให้ได้ทุกวัน ท่องไว้ในใจเสมอว่าซีรีย์ไม่หนีไปไหน หยุดไว้ก่อนแล้วค่อยมาเริ่มดูใหม่ในวันต่อไปก็ได้ และถ้าเป็นคนที่ไม่ได้ติดซีรีย์เข้าขั้น ทยอยดูเรื่องที่ติดให้จบ แล้วอย่างพึ่งเริ่มเลยเรื่องต่อไป พักก่อน !! แล้วหันมาทำกิจกรรมอื่นๆ บ้าง ใช้เวลากับคนรอบข้างให้มากขึ้น แม้จะต้องอยู่ในกฎ Social Distancing ก็ยังสามารถติดต่อ พูดคุยได้ และสุดท้ายพยายามคิดถึงผลกระทบต่อสุขภาพให้มาก ห่วงสวยไว้ก่อน นอนดึก อ้วน แก่เร็ว…

-ไม่ได้ห้ามให้ดู แต่ต้องดูอย่างมีสติ –


Cover_3.jpg

kinyupen_adminApril 24, 2020

ในช่วงที่ไม่ต้องเตร็ดเตร่เพราะ Work Form Home หรือในช่วงที่โรงเรียนเลื่อนเปิดเทอม มหาวิทยาลัยเรียนออนไลน์ เอาเวลามาหาความรู้ในโลกกว้างดีกว่าดูข่าวบันเทิง หรือจิตตกกับตัวเลขโควิด 19 ทั่วโลก

 

เพราะเวลาที่เหลือเป็นช่วงที่เราสามารถพัฒนาขจัดจุดอ่อนโดยเฉพาะตอนนี้ที่กสทช.ก็ให้ใช้ เน็ตฟรี 10 GB กินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงขอเสนอเว็บไซต์ออนไลน์ที่เหล่าคนทำงาน นักศึกษา นักเรียนจะเข้าไปพอกพูนเพิ่มความรู้ได้เหมาะกับช่วงวัย หรือถ้ายากเกินไปก็ลดวัยไปฟื้นความรู้ รวมถึงบรรดาพ่อแม่ก็สามารถให้ลูกท่องเน็ตแบบได้ประโยชน์โดยไม่ต้องเสียเงินเพราะเว็บเหล่านี้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

 

เว็บไซต์แรกที่แนะนำคือ Khan Academy เพราะให้ความรู้เชิงวิชาการมีทั้งหลักสูตรในและนอกห้องเรียน อีกทั้งยังมีใบรับรองประเมินผลการเรียน เนื่องจากผู้ก่อตั้งเชื่อว่าในอนาคตเราไม่จำเป็นต้องใช้เวลาค่อนชีวิตในการเรียนวิชาทั่วไปแต่เลือกสิ่งที่เหมาะและที่ใช่เพื่อฝึกในเชิงลึก

 

  • เหมาะกับ : อายุตั้งแต่ 2-18 ปี แต่ก็เหมาะกับผู้สนใจทั่วไปที่ต้องการเพิ่มความรู้รอบตัวเพราะมีหลักสูตรอาชีพและนอกห้องเรียนที่หลากหลาย อย่าง NASA, พิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่, California Academy of Sciences
  • จุดเด่น : มีทั้งวิชาในและนอกห้องเรียนร่วมกับสถาบันต่างๆ และการติดตามประเมินผลครูผู้สอน และผู้ปกครอง
  • รูปแบบ : จำแนกรายวิชาให้เลือกลงทะเบียน ใช้สื่อวิดีโอที่มีคำบรรยาย มีตารางสรุปข้อมูล ทั้งยังมีห้องสนทนากรณีต้องการซักถามเพิ่มเติม ทั้งมีการศึกษานอกห้องเรียนที่ร่วมกับสถาบันต่างๆ
  • วิชา : คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์ศิลปะ เศรษฐศาสตร์ การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เป็นต้นฯ

เว็บไซต์ https://www.khanacademy.org/

 

เว็บไซต์นอกห้องเรียนที่ขึ้นชื่อและเหมาะสำหรับทุกคนอีกเช่นเดียวกันคือ National Geographic โดยจะแยกออกเป็น 2 เว็บ คือ National Geographic for Kid กับ National Geographic Learning หากในส่วนนี้จะมีค่าใช้จ่ายในการเรียนแต่ก็มีตัวอย่างให้ดูฟรี หรือทดลองใช้ โดยเว็บของ National Geograhphic จะมีความน่าสนใจเพราะเป็นแหล่งรวมเนื้อหาสาระของโลกกว้างในด้านต่างๆ โดยเฉพาะด้านธรรมชาติ วิทยาศาสตร์ และประวัติศาสตร์ เนื่องจากมีจุดเริ่มต้นจากการทำนิตยสารและรายการโทรทัศน์มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2431

 

  • เหมาะกับ :เด็กวัยประถม หรือมัธยมต้น ที่สนใจและชอบเรื่องเกี่ยวกับสัตว์และธรรมชาติ ส่วนกลุ่มผู้ใหญ่ที่สนใจพัฒนาภาษาอังกฤษควรเลือกเข้า National Geographic Learning ซึ่งจะมีให้เลือกทั้งภาษาอังกฤษทั่วไปและเพื่อธุรกิจ
  • จุดเด่น : ทุกวิชาคือเรื่องราวที่เสมือนเปิดโลกกว้างสำหรับผู้เรียนไม่ว่าจะอยู่ในวัยใด หรือเรียนวิชาใด เช่นการนำ Tedtalk มาสอนภาษาอังกฤษ ซึ่งไม่เพียงได้ทักษะ แต่ยังได้ความคิด หรือการสอนให้เด็กรู้จักธรรมชาติจากสถานที่จริงอย่างต้นไม้รูปทรงแปลกในสวนสัตว์ทำให้ทุกคลาสไม่จำเจ และสนุก
  • รูปแบบ : มีวิดีโอ เนื้อหาบทความ และเกม ให้ทดสอบ หากในส่วนของ Learning จะเป็นวิดีโอการสอนแบบสด ที่กระตุ้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วม หรือให้ศึกษาด้วยตนเองโดยมีการบ้านและแบบทดสอบ ติดตามความก้าวหน้า
  • วิชา : ธรรมชาติ. วิทยาศาสตร์ อวกาศ ประวัติศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ศิลปะและดนตรี การเรียนรู้จากประสบการณ์ เป็นต้น

 

เว็บไซต์
https://kids.nationalgeographic.com/
https://ngl.cengage.com/

 

BBC Learning English ส่วนหนึ่งของ British Broadcasting Corporation World Service ที่ก่อตั้งมาเกือบ 100 ปี โดยBBC Learning English ได้เปิดสอนภาษาอังกฤษแก่ผู้ชมทั่วโลกตั้งแต่ปีพ.ศ.2488 ซึ่งเว็บนี้เหมาะกับผู้ที่ต้องการเรียนและพัฒนาภาษาอังกฤษ ชนิดที่เรียกว่า ดีงามไม่ต้องไปเข้าคลาสเสียเงิน เนื่องจากในเว็บจะมีให้เลือกที่เหมาะกับระดับความรู้ของแต่ละบุคคล ถ้าเทียบแบบระบบการเรียนของไทยก็มีตั้งแต่ประถมต้นถึง มัธยมปลาย (Lower Intermediate – Upper Intermediate) และขั้นสูงเทียบเท่ากับมหาวิทยาลัย (Toward Advance)

 

  • จุดเด่น : เหมาะสำหรับผู้สนใจพัฒนาภาษาอังกฤษของตัวเอง โดยมีสื่อการเรียนที่เหมาะกับผู้เรียนแต่ระดับจนถึงคนทำงาน
  • เหมาะกับ : เด็กประถมปลาย ถึงมหาวิทยาลัย และผู้ที่ต้องการไปเรียนต่อต่างประเทศหรือเพิ่มศักยภาพด้านภาษาอังกฤษ
  • รูปแบบ : วิดีโอ เพลง บทความจากข่าว เหตุการณ์ปัจจุบัน แบบทดสอบเสริมทักษะทั้งฟัง พูด อ่านและเขียนโดยเฉพาะการสอนหลักไวยากรณ์
  • วิชา : ภาษาอังกฤษที่ครบทุกทักษะ ฟัง พูด อ่าน เขียน และการออกเสียงที่ตรงกับเจ้าของภาษา

 

เว็บไซต์ https://www.bbc.co.uk/learningenglish

 

 

 

 

 

 


Cover-1.jpg

kinyupen_adminApril 23, 2020

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอ..(เสียงดนตรี) ทึนทึก ทางไกล ในยูทูปสำหรับผู้ที่คิดถึงละครเวที โดยละครเรื่องทึนทึก ตอนนี้เรียกได้ว่าเป็นโปรเจคทดลองเพราะนักแสดงก็ต่างอยู่คนละที่ หากแสดงร่วมกันโดยใช้เทคโนโลยี Zoom  และดำเนินเรื่องตามสถานการณ์โควิด -19 ความยาวของละครประมาณ 20 นาทีสะท้อนความคิดและความรู้สึกของกลุ่มเพื่อนในวัยเกินกลางคนในวันที่ “Impossible  is Possible”  หรือง่ายๆ ก็ อะไรก็เกิดขึ้นได้ สิ่งที่เราควรทำคือยอมรับและปรับตัว

ละครเวที “ทึนทึก” เริ่มเปิดการแสดงครั้งแรกเมื่อปี 2535 และได้รับความนิยมต่อเนื่องเพราะจัดเป็นละครตลกชั้นดีที่สะท้อนชีวิตวิถีคนเมือง ผ่านตัวละครที่เป็นเสมือนตัวแทนคนชั้นกลางปัจจุบัน เรื่องราวยั่วคิดชวนขันของกลุ่มเพื่อนที่อุปนิสัยหลากหลาย แต่มีพื้นฐานใกล้เคียงกันทั้งฐานะ การศึกษา ชาติตระกูล รสนิยม

ในแต่ละตอนของทึนทึกจะสะท้อนผ่านสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ละครเรื่องนี้ทั้งตลกขบขันให้แง่คิด สะท้อนทัศนคติร่วมของคนส่วนใหญ่ในสังคมเมืองชนิดโดนใจ โดยแทรกการเหน็บแนมแบบสร้างอารมณ์ขันเพราะบางอย่างก็สะท้อนอาการของแต่ละคนในแต่ละช่วง ซึ่งก่อนหน้านี้ทึนทึก ได้จัดแสดงตอน  ทึนทึก 4 กลัวน้ำ (รู้สึกไปเอง) เมื่อปี 2555 คือหลังน้ำท่วมใหญ่ ปี 2554

ละครทึนทึก ทางไกล สร้างสรรค์และแสดงโดยทีมเดิมคือ ดรีมบ๊อกซ์ เป็นผู้สร้าง ดารกา วงศ์ศิริ  เขียนบทละคร  สุวรรณดี จักราวรวุธ กำกับการแสดง แสดงโดย อัจฉราพรรณ ไพบูลย์สุวรรณ วสันต์ อุตมะโยธิน  ธิติมา สังขพิทักษ์ ผอูน จันทรศิริ วราพรรณ หงุ่ยตระกูล ศิรินุช เพ็ชรอุไร กนกวรรณ บุรานนท์ และ พล ตัณฑเสถียร

เมื่อดูละครทึนทึก ทางไกลจบแล้ว กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ชวนเปิดดูเบื้องหลังการถ่ายที่เห็นถึงความสนุกไปกับการเรียนรู้กับเทคโนโลยีใหม่ของกลุ่มนักแสดง โดยเฉพาะ ป้าจิ๊ “อัจฉราพรรณ ไพบูลย์สุวรรณ” ที่จะเรียกรอยยิ้มในวันที่เราก็ต้องกักและปรับตัว

 

สำหรับ Tele Theatre ทึนทึกทางไกล ตอนที่ 2 มีชื่อตอนว่า “ไร้สาระ” ร่วมสนุกสนานและหัวเราะพร้อมกันได้ ในวันอาทิตย์ที่ 26 เมษายนนี้ เวลา.14.00 น. ทางเพจเฟสบุ๊ค DreamboxTheatre Bkk


selfcare-beauty-athome-Cover_1.jpg

kinyupen_adminApril 23, 2020

ช่วงนี้เคอร์ฟิวส์ หลายคนกำลัง #อยู่บ้านหยุดเชื้อช่วยชาติ ทำให้ช่วงนี้เจอคนน้อย แต่ถึงอย่างไรโควิด-19 ก็ไม่ได้อยู่ตลอดไป ดังนั้นจะปล่อยตัวโทรมไม่ได้ #เพราะโควิด-19 จบ เราจะต้องสวยแล้วจะทำยังไง? ไปคลินิกก็ไม่ได้ ไปสปาก็ไม่ดี วันนี้กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอแนะนำของดีก้นครัวที่หลายคนเผลอลืมไป ชวนมาดูแลตัวเองด้วยวิธีง่ายๆ แต่สวยได้แบบธรรมชาติ

  1. มาส์กผิว กู้หน้าโทรม

ก่อนอื่นคุณต้องรู้จัก ผิวหน้าของคุณก่อน ว่ามีลักษณะอย่างไร?  ผิวมัน ผิวผสม ผิวแห้ง เป็นสิว ผิวแพ้ง่าย… เพื่อที่จะเลือกใช้มาส์กให้เหมาะกับสภาพผิวของคุณ

  • ผิวธรรมดา คือ ผิวที่มีความสมดุล อิ่มน้ำดูสุขภาพดี การดูแลจึงไม่มีอะไรมาก ขึ้นอยู่กับความต้องการว่าอยากได้ผลลัพท์แบบไหน เช่น ต้องการให้ผิวขาวกระจ่างใส ก็สามารถใช้ มะเขือเทศ ช่วยในการผลัดเซลล์ผิว เพิ่มความกระจ่างใส
  • ผิวแห้ง มีลักษณะ ขาดความชุ่มชื่น หากปล่อยทิ้งไว้นานเข้า หน้าจะลอกเป็นขุยและทำให้เกิดริ้วรอยก่อนวัยได้ ดังนั้นควรเลือกมาส์กที่ช่วยเพิ่มและเติมเต็มความชุ่มชื้นของผิวหน้า เช่น ว่านหางจระเข้ ที่ช่วยในการสมานผิว ช่วยสร้างเซลล์ผิวใหม่และสมานความแห้งกร้านให้กลับมาชุ่มชื่น ควรมาส์กโดยประมาณ 15-20 นาที
  • ผิวมัน เป็นผิวที่มีปัญหาได้ง่ายเนื่องจากความมันบนใบหน้าที่มากเกินไป อาจทำรูขุมขนกว้าง รวมทั้งอาจเกิดสิวอุดตันตามมา ดังนั้นมาส์ที่เหมาะสมกับผิวหน้า ควรช่วยในเรื่องการปรับและควบคุมความบนใบหน้าให้สมดุล เช่น ไข่ขาว เพราะไข่ขาวจะช่วยลดความมันและกะชับรูขุมขน หากมาส์กเป็นประจำ 5-10 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็น ทั้งยังช่วยดีท็อกซ์ผิว ช่วยดูดซับสิ่งสกปรกบนใบหน้า หากต้องการกำจับสิวเสี้ยก็เพียงแค่ผสมน้ำมะนาวเล็กน้อย นำสำลีมาชุบและแปะบริเวณที่มีสิวเสี้ยน รอจนแห้งแล้วค่อยๆ ลอกออกจากล่างขึ้นบน สิวเสี้ยนก็จะหลุดออกมา
  • ผิวผสม มักพบเจอความมันในส่วนของ T Zone นอกบริเวณนั้นมักแห้ง จึงควรดูแลเฉพาะส่วน ในบริเวณที่มันและแห้ง หรือใช้ น้ำผึ้ง ซึ่งน้ำผึ้งจะช่วยปรับสมดุลของผิว เพราะนอกจากจะช่วยลดแบคทีเรีย และควบคุมความมันส่วนเกิน ช่วยผลัดเซลล์ผิวให้ขาวขึ้นอย่างอ่อนโยนด้วยกรด gluconic โดยไม่ต้องกังวลว่าจะแพ้ เพราะน้ำผึ้งอุดมไปด้วยสารช่วงลดอาการอักเสบและระคายเคืองได้ ควรมาส์กโดยประมาณ 15-20 นาที
  • ผิวแพ้ง่าย เป็นผิวที่ต้องการการใส่ใจเป็นพิเศษ เพราะผิวประเภทนี้มักไวต่อสารชนิดต่างๆ จึงควรปรับสมดุลด้วยการใช้ โยเกิร์ต ซึ่งการพอกโยเกิร์ต ช่วยให้ผิวสะอาดและลดอาการระคายเคือง ทั้งยังมีสารต้านอนุมูลอิสระช่วยยับยั้งริ้วรอยก่อนวัยอันควร ช่วยให้ความชุ่มชื้นและปรับผิวหมองคล้ำให้กลับมาเนียนนุ่ม ควรมาส์ก 30 นาที สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง
  1. ทำสปา ออร่าพุ่ง

ผิวกายก็สำคัญไม่แพ้ผิวหน้า ควรผลัดเซลล์ผิวและบำรุงเป็นประจำสม่ำเสมอ โดยใช้มะขามเปียก ที่มีคุณสมบัติช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่าเผยผิวกระจ่างใส่ ด้วยกรด AHA ทั้งยังมีวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันผิวจากมลภาวะ และช่วยลดเลือนจุดด่างดำ โดยสามารถ ผสมเนื้อมะขามเข้ากับน้ำผึ้ง ช่วยเพิ่มความเนียนนุ่มของผิว หรือผสมเข้ากับขมิ้นชัน ที่จะช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ช่วยสมานผิวและปรับผิวให้นุ่มขึ้น ควรทำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง และหมั่นทาครีมกันแดดเป็นประจำก็จะช่วยให้ผิวขาวกระจ่างใส ออร่าพุ่งอย่างแน่นอน

 

  1. หมักผมสวย มีน้ำหนัก โดยใช้ ไข่ น้ำผึ้งและโยเกิร์ต ด้วยการนำไข่ขาวและไข่แดงมาตีและผสมกับน้ำผึ้งและโยเกิร์ต ไข่จะช่วยให้ผมนุ่มมีน้ำหนัก น้ำผึ้งและโยเกิร์ตจะช่วยปรับสมดุลเกร็ดผม และหากชโลมผมทั่วแล้ว ก็สามารถนวดหนังศีรษะ ซึ่งจะลดปัญหารังแคได้ หมักทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที จึงล้างออกและใช้แชมพูสระผมต่อไป

 

และนี่ก็เป็นเคล็ดลับ สวยง่ายจากของก้นครัว ที่กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตนำมาแบ่งปันกัน เพื่อให้ทุกท่านได้ใช้เวลาว่างนี้ ดูแลตัวเองให้กลับ สวย สดชื่น มีชีวิตชีวาอีกครั้ง

 

 


_Cover_1.jpg

kinyupen_adminApril 22, 2020

หลายครั้งที่รู้สึก ล้า เหนื่อยเพลีย มักจะคิดว่านอนเร็วตื่นมาก็หาย แต่ถ้าอาการนี้เป็นติดๆ กัน กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตเสนอว่าควรหาสาเหตุที่มาและหาวิธีดูแลตัวเองเบื้องต้น

 

ความเหนื่อยล้าของร่างกายส่วนใหญ่เกิดจาก 2 ปัจจัยหลัก

  1. ภาวะต่อมหมวกไตล้า เกิดจากทำงานหนัก พักผ่อนไม่เพียงพอ โดยเฉพาะนอนหลัง 00 น. อาการสำคัญ จากภาวะดังกล่าว คือ อ่อนเพลียตอนเช้าไม่อยากตื่น กลางวันตาสว่าง  อาการนี้หากไม่แก้ไขนานไปจะกลายเป็นโรคนอนไม่หลับ โรคปวดศีรษะ อารมณ์แปรปรวน และโรคซึมเศร้า
  2. ต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติ ไม่ว่าทำงานมากเกินไป หรือน้อยเกินไป ก็จะส่งผลให้เกิดการเหนื่อยล้าทั้งนี้เพราะต่อมไทรอยด์ทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมนควบคุมการเผาผลาญอาหารและมีอิทธิพลต่อการทำงานของอวัยวะอื่นๆ ให้ทำงานสอดคล้องกัน

 

สาเหตุเหนื่อยล้าที่มาจากความบกพร่องของต่อมไทรอยด์ มักจะมีอาการง่วงซึม  ปวดกล้ามเนื้อและข้อ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของร่างกายและน้ำหนักที่คุมได้ยาก โดยความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ที่ทำงานมากเกินจะมีอาการหัวใจเต้นเร็ว ใจสั่น มือสั่น วิตกกังวลง่าย เหงื่อออกมาก  ส่วนที่ทำงานน้อยเกินไปร่างกายจะทำงานช้าลง เผาผลาญอาหารได้น้อย  น้ำหนักเกิน ง่วงซึม ผมร่วง หงุดหงิดง่าย และความต้องการทางเพศลดลง

 

ทางแก้ปัญหาเบื้องต้นที่ทำได้ด้วยตนเองของทั้งสองสาเหตุคือปรับพฤติกรรม

  1. ลดความเครียด ด้วยการเล่นโยคะ หรือทำสมาธิ
  2. กินอาหารให้ครบทุกหมู่
  3. ออกกำลังกายเป็นประจำอย่างน้อยวันละ 45 นาที
  4. นอนหลับให้สนิท ควรเข้านอนช่วง 4 ทุ่มเพราะช่วงเวลา 24 .00 น. – 01.30 น. ควรเป็นช่วงหลับสนิทเพื่อให้ระบบต่อมไร้ท่อที่ผลิตฮอร์โมนทำงานปกติ เท่านี้ก็ช่วยให้ร่างกายสร้างสมดุลได้ขึ้นในระดับหนึ่ง

 

 


serenade-one-of-the-UK’s-oldest-penguin’s-Rosie-Cover_1-3.jpg

kinyupen_adminApril 22, 2020

เจ้าหน้าที่ของสวนสัตว์ “ชูว์เบอรี่ ฮอล แอนด์การ์เด้น” ในเมืองบริดลิงตัน ประเทศอังกฤษ จัดงานฉลองวันเกิดให้กับ “โรซี่” เพนกวินฮัมโบลด์ (นกเพนกวินเปรูเวียน) ที่มีอายุครบ 30 ปีเมื่อวันที่ 20 เมษายน ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการฉลองวันเกิดให้กับนกเพนกวินที่มีอายุมากที่สุดในอังกฤษ แต่ต้องเกิดขึ้นท่ามกลางความเงียบเหงาเนื่องจากสวนสัตว์ถูกปิดลงจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

 

 

จอห์น พิกเกอร์ริ่ง หัวหน้าผู้ดูแลสวนสัตว์ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่เราไม่สามารถให้ประชาชนและเด็กๆ เข้ามาร่วมฉลองวันเกิดให้กับโรซี่ได้ตามปกติ เพราะการระบาดของโรค แต่ก็หวังว่าเราจะสามารถเปิดสวนสัตว์ให้ผู้คนเข้ามาเยี่ยมชมและให้อาหารนกเพนกวินได้เหมือนเดิมในไม่ช้านี้ อย่างไรก็ตามพวกเรารู้สึกยินดีที่ได้จัดงานฉลองให้กับโรซี่ ซึ่งจะเป็นสิ่งเล็กน้อยในการรักษาอนุรักษ์นกเพนกวินสายพันธุ์นี้ให้อยู่ต่อไป”

 

“โรซี่” เป็นเพนกวินฮัมโบลต์ หรือ เพนกวินเปรู (อังกฤษ : Humboldt penguin, Peruvian penguin) หรือ ปาตรังกา (สเปน: Patranca)  จัดเป็นเพนกวินขนาดกลาง มีความสูงเมื่อโตเต็มที่ประมาณ 40 เซนติเมตร น้ำหนักประมาณ 5 กิโลกรัม เมื่อโตเต็มที่มีจุดเด่นคือ มีสีดำคาดที่หน้าอก บริเวณใต้คอและรอบดวงตาสีขาว จงอยปากเป็นเนื้อสีชมพู

 

พบกระจายพันธุ์อยู่บริเวณชายฝั่งทะเลแปซิฟิกในทวีปอเมริกาใต้แถบประเทศเปรูและชิลี และถือว่าเป็นเพนกวินเพียงชนิดเดียวที่พบได้ในพื้นที่แห้งแล้งอย่างทะเลทราย ออกลูกเป็นไข่ครั้งละ 2 ฟอง โดยตัวผู้เป็นฝ่ายกกไข่ ทำรังด้วยการขุดโพรงตามพุ่มไม้ หรือ ป่าละเมาะริมทะเล สร้างรังด้วยก้อนหิน กิ่งไม้ ใบไม้

 

เพนกวินฮัมโบลต์เป็นสัตว์สังคมอยู่เป็นฝูงเล็กๆ ติดต่อสื่อสารกันด้วยเสียงร้อง สำหรับลูกเพนกวินที่ยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เมื่อพ่อแม่นกมิได้อยู่ดูแล จะมีการป้องกันตัวเองด้วยการถ่ายมูลใส่ผู้คุกคาม หรือ หันหลังถีบเศษหินเศษกรวดใส่

 

 

“โรซี่” มาถึงสวนสัตว์แห่งนี้ตั้งแต่ปี 1990  จนถึงปัจจุบันมีอายุได้ 30 ปี ซึ่งถือว่าเกินอายุขัยตามสปีชีส์ของเธอมาประมาณ 10 ปี  เพราะโดยปกติเพนกวินชนิดนี้จะมีอายุขัยอยู่ที่ 15 ถึง 20 ปี ดังนั้น “โรซี่” จึงถือว่าเป็นหนึ่งในเพนกวินที่มีอายุยืนที่สุดในอังกฤษ

 

เพนกวินฮัมโบลต์ จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการล่าเหยื่อ สำหรับในประเทศไทย จะพบเพนกวินสายพันธุ์นี้ได้ตามสวนสัตว์ต่างๆ อาทิ สวนสัตว์สงขลา และสวนสัตว์เปิดเขาเขียว เป็นต้น

 


_Cover_1.jpg

kinyupen_adminApril 22, 2020

ขณะที่การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในบ้านเรายังไม่สามารถควบคุมได้เบ็ดเสร็จ จนล่วงเลยใกล้เข้าสู่ช่วงฤดูฝนซึ่งด้วยสภาพอากาศเย็นชื้นเหมาะที่เชื้อโรคจะมีชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นานขึ้น ส่งผลให้ผู้คนมีโอกาสป่วยโรคระบบทางเดินหายใจได้ง่ายขึ้นด้วย นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งโรคที่ควรต้องป้องกันอย่างเร่งด่วนเพื่อไม่ให้แพร่ระบาดซ้ำเติมระบบสาธารณสุขบ้านเรา นั่นก็คือ “ไข้เลือดออก” ซึ่งอันตรายรุนแรงไม่แพ้กันและเแต่ละปียังคงมีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ไม่น้อย

 

เร่งกำราบก่อนฝนชุก ด้วยหลัก “3 เก็บ ป้องกัน 3 โรค”

“ไข้เลือดออก” ถือเป็นโรคประจำถิ่นที่คนไทยเรารู้จักกันดี เกิดจากเชื้อไวรัส “เด็งกี่” (Dengue) ที่มีอยู่ 4 สายพันธุ์ ได้แก่ เด็งกี่-1 เด็งกี่-2 เด็งกี่-3 และเด็งกี่-4 ที่มนุษย์จะได้รับเชื้อผ่านการกัดของ “ยุงลายเพศเมีย” ที่มีเชื้อ ซึ่งเดงกี่ทุกสายพันธุ์สามารถทำให้ติดไข้เลือดออกได้ทั้งสิ้น โดยโรคนี้พบมากที่สุดบริเวณภูมิภาคอาเซียนและหมู่เกาะแปซิฟิกตะวันตก

 

ผลกระทบไข้เลือดออกต่อผู้ป่วยแต่ละรายจะมีระดับอาการที่แสดงออกต่างกันไป บางรายใช้เวลารักษาไม่กี่วันก็ทุเลา แต่บางรายอาจมีอาการหนักจนถึงขั้นไอซียู และถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมทันท่วงทีก็อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงและเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้เช่นกัน

 

ล่าสุด กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เผยแพร่ข้อมูลให้ทราบว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 14 เมษายน 2563 มีรายงานผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกสะสม 8,746 ราย ผู้ป่วยเสียชีวิต 6 ราย และในช่วง 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา พบจังหวัดที่มีอัตราป่วยสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ ระยอง อ่างทอง นครราชสีมา พิจิตร ระนอง เลย ขอนแก่น พังงา สมุทรสงคราม และร้อยเอ็ด ตามลำดับ

 

พร้อมความเห็นเพิ่มเติมว่า ช่วงเดือนมกราคม – เมษายน ถือเป็นช่วงสำคัญของการป้องกันควบคุมโรคไข้เลือดออก เพราะหากทำได้ดีจะช่วยลดปริมาณผู้ป่วยที่อาจเกิดมากขึ้นในช่วงฤดูฝน (พฤษภาคม-สิงหาคม) นี้ ดังนั้นจึงรณรงค์ให้ผู้ป่วยที่มีไข้เกิน 2 วัน ควรรีบไปพบแพทย์ โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เพื่อลดการเสียชีวิต รวมทั้งในช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 หากป่วยเป็นไข้เลือดออกร่วมด้วยจะทำให้การรักษายุ่งยาก อาการรุนแรงมากขึ้น

 

 

ทางด้านการป้องกันโรค ขอให้ยึดหลักตามมาตรการ “3 เก็บ ป้องกัน 3 โรค” คือ

1.เก็บบ้านให้สะอาด ไม่ให้มีมุมอับทึบเป็นที่เกาะพักของยุง

2.เก็บขยะบริเวณรอบบ้าน และ

3.เก็บน้ำปิดฝาภาชนะที่ใส่น้ำให้มิดชิด เปลี่ยนน้ำในแจกันทุกสัปดาห์ กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายภายในบ้านและรอบบริเวณบ้านก่อนเข้าสู่ฤดูฝนที่เป็นฤดูกาลระบาดของไข้เลือดออกทันท่วงที

 

นี่คืออีกหนึ่งโรคระบาดที่กำลังจะเข้ามาซ้ำเติมเราในช่วงฤดูฝน ดังนั้นเมื่อทราบแล้วก็ควร “กันไว้ดีกว่าแก้” น่าจะเป็นแนวทางที่ดีที่สุด

 

ป่วยแบบไหนเป็นไข้เลือดออก

อาการช่วงเริ่มต้นของโรคไข้เลือดออกจะมีอาการคล้ายไข้หวัด แต่มีลักษณะเฉพาะที่จำแนกได้ดังนี้

  1. ไข้สูง 2-7 วัน (ประมาณ 38.5-41 องศาเซลเซียส) บางรายอาจมีอาการชัก โดยเฉพาะในเด็กที่เคยมีประวัติการชักมาก่อน
  2. เลือดออก เป็นจุดเล็ก ๆ กระจายอยู่เต็มตามผิวหนัง แขน ขา ลำตัว และรักแร้ ทั้งอาจมีเลือดดำ หรือ เลือดออกตามไรฟันร่วมด้วย กรณีขั้นรุนแรง อาจอาเจียนและถ่ายอุจจาระเป็นเลือดสีดำ
  3. ตับโตกดแล้วเจ็บบริเวณชายโครงขวา ส่วนใหญ่พบว่าเกิดในช่วงวันที่ 3-4 นับตั้งแต่เริ่มมีอาการ
  4. ระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลว หรือ ช็อก ประมาณ 1 ใน 3 ของผู้ป่วยอาจจะมีภาวะช็อกจากการสูญเสียน้ำและเกลือแร่ มือเท้าเย็น ชีพจรเบาที่เกิดขึ้นพร้อมกับอาการไข้ที่ลดลงรวดเร็ว บางรายอาจรุนแรงถึงขั้นเกล็ดเลือดต่ำ ไตวาย หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกวิธีก็อาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

 

ที่มา

  • กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
  • honestdocs.co