EarthDay-Cover_2.jpg

kinyupen_adminApril 22, 2020

22 เมษายน 2563 นับเป็นการครบรอบ 50 ปีของวันคุ้มครองโลกหรือเอิร์ธเดย์ (Earth Day)  ซึ่งหากไม่มีสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อโคโรนาไวรัส  การเฉลิมฉลองเพื่อให้ผู้คนหันมาตระหนักถึงความสำคัญของโลกใบนี้ก็อาจจะมีหลายกิจกรรมให้เห็นในทุกมุมโลก

อย่างไรก็ตามแม้ว่าการร่วมกันเพื่อสร้างความตระหนักให้ทุกคนเห็นความสำคัญของสิ่งแวดล้อมของโลกในวันครบรอบ 50 ปีวันคุ้มครองโลกจะไม่สามารถทำได้อย่างยิ่งใหญ่ แต่ด้วยข้อจำกัดของการระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้หลายองค์กรหันมาสร้างกิจกรรมรณรงค์ทางออนไลน์แทนการออกไปชุมนุมกันทำกิจกรรมภายนอก โดยการรณรงค์ให้ผู้คนหันมาร่วมสร้างจิตสำนึกในการดูแลโลกใบนี้ผ่านกิจกรรมบนโซเชียลมีเดีย โดยมีการสร้างแฮชแท็ก #EarthDayNetwork ขึ้นมาเพื่อเกิดการแชร์เรื่องราว ผลงานด้านสิ่งแวดล้อม ข้อมูลสำคัญ กิจกรรมต่างๆ หรือแม้กระทั่งความรู้สึก ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสิ่งแวดล้อมลงบนสื่อโซเชียลออนไลน์ที่ตนเองมี โดยใช้เคมเปญว่า  Earth Challenge 2020 โดยที่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมง่ายๆ ด้วยการใช้แอปฯ จากสมาร์ทโฟน อัปโหลดรูปภาพและกิจกรรมต่างๆ พร้อมโพสต์ขึ้นบนโซเชียลมีเดียเพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลโลกในวันครบรอบ 50 ปี วัน Earthday ในปีนี้ได้

 

 

หลังจากการสร้างเคมเปญดังกล่าวพบว่ามีผู้คนทั่วโลกให้ความสนใจเข้าร่วมกิจกรรมส่งภาพกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมเป็นจำนวนมากผ่านแฮชแทก #EarthDayNetwork  ทำให้ภาพถูกแชร์ให้เห็นกิจกรรมของผู้คนที่ร่วมเฉลิมฉลองการรักษ์โลกในปีนี้แม้ส่วนใหญ่จะต้องติดอยู่กับมาตรการล็อกดาวน์ให้อยู่บ้านเพื่อป้องกันการระบาดของโรคโควิด–19 ก็ตาม

 

 

สำหรับภาพที่ถูกส่งเข้ามาส่วนใหญ่เป็นกิจกรรมต่างๆ ตั้งแต่กิจกรรมเล็กๆ เช่น การใส่ผ้าอ้อมผ้าแทนการใช้ผ้าอ้อมที่ผลิตจากอุตสาหกรรมพลาสติก และยังสวมใส่เสื้อผ้าที่ผลิตจากธรรมชาติ ของเด็กทารกน้อยวัยน่ารัก,การทำปุ๋ยหมักหลังบ้าน,เด็กชายใช้ทักษะจากการเป็นลูกเสือมาใช้เก็บขยะข้างบ้านร่วมกับคุณพ่อ ไปจนถึงกิจกรรมใหญ่ๆ เช่น การดำน้ำเก็บขยะของคู่รักนักดำน้ำ เป็นต้น

 

 

ทั้งนี้ผู้คนส่วนใหญ่แสดงความคิดเห็นผ่านสื่อโซเชียลออนไลน์ว่า การร่วมฉลอง 50 ปีวันเอิร์ทเดย์ ในปีนี้นับว่าเป็นสิ่งที่ทำให้เห็นผู้คนได้เห็นความสำคัญและความสวยงามของธรรมชาติที่จะต้องรักษาไว้ได้อย่างชัดเจนที่สุด เพราะการระบาดของโรคโควิด–19 ที่ทำให้มนุษย์หยุดกิจกรรมทำร้ายธรรมชาติ จนสามารถคืนความสวยงามของโลกกลับมาตั้งแต่มีการจัดตั้งวันเอิรธ์เดย์มากว่า 50 ปี และหวังว่าทุกคนจะจดจำความงดงามของธรรมชาติ และ ร่วมกันรักษาโลกใบนี้ให้สวยงามต่อไป

 

สำหรับผู้ที่สนใจอยากเข้าร่วมกิจกรรมในเคมเปญนี้ ก็สามารถแชร์รูปภาพของคุณที่เกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมด้านการรักษาสิ่งแวดล้อมผ่านแฮชแทก #EarthDayNetwork  ได้เพราะนอกจากจะเป็นการได้ร่วมเคมเปญแสดงความรักษ์โลกในระดับโลกแล้ว ยังถือเป็นกิจกรรมดีๆ ระหว่างที่ต้องใช้เวลายาวนานอยู่ในบ้านในระหว่างนี้อีกด้วย

 

 

โดยการรณรงค์หลักที่ทางเครือข่ายวันคุ้มครองโลกจัดขึ้นในปีนี้ก็คือกิจกรรม ที่เรียกว่า Earth Challenge 2020 ซึ่งร่วมมือกับ Eco-Capitals Forum ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ และ Wilson Center ในวอชิงตัน ที่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมง่ายๆ ด้วยการใช้แอปฯ จากสมาร์ทโฟน โดยผู้ที่ต้องการร่วมแคมเปญนี้สามารถอัปโหลดรูปภาพและแจ้งเตือนหน่วยงานท้องถิ่นเกี่ยวกับมลพิษทางขยะพลาสติกในชุมชนของตัวเอง โดยหลังจากนี้ผู้เชี่ยวชาญก็จะเก็บข้อมูลและพิกัดจากการอัปโหลดรูปและข้อมูลในโครงการนี้ เพื่อแสดงให้เห็นว่าพื้นที่ใดบ้างที่ได้รับผลกระทบจากขยะพลาสติก เพื่อทำการรณรงค์ต่อไป

 

 

“เราจะดีใจมากๆ ถ้าทุกคนเข้าร่วมแคมเปญทางออนไลน์ในครั้งนี้ และในขณะเดียวกันเราก็รอคอยวันที่จะได้ออกไปทำกิจกรรมข้างนอก ไม่ว่าเป็นอาสาสมัครปลูกต้นไม้ ทำความสะอาดชายหาดและสถานที่อื่นๆ” โรเจอร์สกล่าว

 

สำหรับประเทศไทยนั้นก็มีการจัดกิจกรรมวันเอิร์ธเดย์เช่นเดียวกัน โดยมิวเซียมสยาม ร่วมกับองค์กรอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (Earth Day) และภาคีเครือข่าย 11 แห่ง เปิดตัวโครงการ ‘ขยะบทที่ 2’ โดยมีเป้าหมายคือสร้างความตระหนักรู้ให้คนไทยหันมาจัดการขยะอย่างถูกวิธี และลดจำนวนขยะที่มีโอกาสทำลายสิ่งแวดล้อม

 

โดยมีการจัดการพื้นที่บางส่วนภายในมิวเซียมให้เป็นพื้นที่การเรียนรู้ อาทิ การจัดตั้งถังขยะความรู้ เพื่อให้ความรู้เรื่องการคัดแยกขยะและจัดการขยะแต่ละประเภท การรับบริจาคขยะประเภทขวดพลาสติก และกระดาษสลิปใบเสร็จ เพื่อนำไปมอบให้กับเครือข่ายการจัดการขยะต่อยอดสู่การสร้างผลิตภัณฑ์และเพิ่มมูลค่าด้วยขยะ


UV-Sterilizer-Cover_2.jpg

kinyupen_adminApril 22, 2020

ท่ามกลางภาวะวิกฤติการระบาดของโคโรน่าไวรัสนี้ เทคโนโลยีหนึ่งที่เริ่มเป็นที่สนใจในตลาดเมืองไทย เพราะสะดวกเป็นอย่างมากต่อการรับมือเจ้าไวรัสตัวร้าย แถมยังปลอดภัยกับมนุษย์ คือ เครื่องฆ่าเชื้อด้วยแสงอัลตร้าไวโอเลท (UV Sterilizer)

 

เครื่องฆ่าเชื้อด้วยแสงยูวีนี้ มีต้นกำเนิดจากประเทศเกาหลีใต้ .. ประมาณ 20 กว่าปีก่อน เกิดโรคท้องร่วงระบาดในช่วงฤดูร้อน ส่งผลให้ นักเรียนอนุบาล ประถม หลายแห่งต้องเข้าโรงพยาบาล  หน่วยงานของรัฐบาลเกาหลีจึงได้ค้นหาจุดกำเนิดของการระบาดดังกล่าว และค้นพบว่า ในช่วงฤดูร้อนนั้น เชื้อโรคต่างๆเจริญเติบโตได้ดีกว่าทุกฤดู  เมื่อเจ้าหน้าที่ในห้องครัวทำอาหารสัมผัสอาหารดิบ แล้วไปสัมผัสอุปกรณ์ต่างๆจึงเกิดการปนเปื้อนขึ้น

ด้วยเหตุนี้ ทางการจึงคิดค้นหาวิธี และสุดท้ายได้นำเอาเครื่องฆ่าเชื้อด้วยแสงยูวีซึ่งก่อนหน้านี้ มีใช้เฉพาะในโรงพยาบาลเท่านั้น มาประยุกต์และปรับรูปแบบให้เหมาะกับการใช้งานในองค์กรอย่างโรงเรียน เพื่อใช้สำหรับฆ่าเชื้ออุปกรณ์สำหรับทำอาหาร เช่นเขียง มีด และอุปกรณ์ทานอาหาร อย่างช้อนส้อม แก้วน้ำ  นั่นจึงเป็นจุดกำเนิดของการใช้เครื่องฆ่าเชื้อด้วยแสงยูวีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในประเทศเกาหลีใต้

 

ตั้งแต่นั้นมา ได้เกิดการพัฒนารูปแบบต่างๆของเครื่องฆ่าเชื้อด้วยแสงยูวี ให้เหมาะกับการใช้งานในสถานที่ต่างๆ ตั้งแต่การนำมาใช้ฆ่าเชื้อขวดนมและอุปกรณ์ของใช้สำหรับเด็กในบ้านเรือน  กล่องฆ่าเชื้อแปรงสีฟันชนิดพกพา เครื่องฆ่าเชื้อหนังสือในห้องสมุด   เครื่องฆ่าเชื้อสำหรับช้อนส้อม แก้วน้ำ หรือเขียง ในร้านอาหาร ตลอดจนเครื่องฆ่าเชื้อด้วยแสงยูวีสำหรับเสื้อผ้า รองเท้าในโรงงานขนาดใหญ่  การใช้เครื่องฆ่าเชื้อด้วยแสงยูวี จึงเป็นเรื่องปกติในการดำเนินชีวิตของชาวเกาหลี ..ถ้าคุณเคยไปที่ร้านอาหาร หรือฟู้ดคอร์ทของเกาหลี จะพบว่า มีตู้สแตนเลส ด้านในมีแสงสีฟ้า มีช้อนส้อม และแก้วน้ำสแตนเลสอยู่ในตะกร้าให้เราหยิบใช้งาน นั่นล่ะ คือเครื่องฆ่าเชื้อด้วยแสงยูวี

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เป็นที่รู้กัน ว่าแสงจากดวงอาทิตย์สามารถฆ่าเชื้อโรคได้  แสงยูวีจึงถูกนำมาประยุกต์ใช้ในครัวเรือน ด้วยหลักการนำแสงอาทิตย์มาไว้ในตู้   เจ้าเครื่องฆ่าเชื้อด้วยแสงยูวีนี้.. เพียงแค่กดปุ่ม และปล่อยให้เครื่องทำงาน ..เชื้อโรคทุกชนิด ทั้งไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อรา ก็จะถูกกำจัดถึง 99.9%

 

ทำไมแสงยูวีจึงฆ่าเชื้อได้?? ..เราจะเล่าให้ฟัง

รังสีอัลตร้าไวโอเล็ท มี 3 ประเภท คือ

  1. UV-A เป็นรังสีที่มีความยาวคลื่น ยาว 320-400 nm แสงอาทิตย์ที่ส่องมายังโลก 95% ก็คือ UV-A นั่นเอง เจ้ารังสีชนิดนี้ สามารถลงลึกสู่ผิวหนัง และเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่น แก่ก่อนวัย
  2. UV-B รังสีความยาวขนาดกลาง 280-320 nm ทำให้เกิดอาการแสบผิว ผิวไหม้ และยังทำให้เกิดมะเร็งผิวหนัง
  3. UV-C คลื่นความยาวสั้น 100-280 nm ที่มีอานุภาพสูงในการทำลายเปลือกนอก DNA ของเซลล์ทุกชนิด ทำให้เซลล์เหล่านั้นไม่สามารถขยายพันธุ์ และมีชีวิตอยู่ได้ UV-C สามารถทำลายได้ แม้แบคทีเรียที่ดื้อยาปฏิชีวนะอีกด้วย

 

UV-C จึงเป็นพระเอกที่ถูกนำมาใช้ในเครื่องฆ่าเชื้อด้วยแสงยูวี 

ฆ่าเชื้อได้จริงหรือ???  หลายคนมักมีคำถาม ..ในประเทศเกาหลีใต้นั้น ก่อนที่จะวางจำหน่ายสินค้าใดๆ ต้องได้รับมาตรฐานจากหน่วยงานของรัฐบาลก่อนว่าปลอดภัยสำหรับผู้บริโภคจริง  บริษัทใดที่ไม่ผ่านมาตรฐาน แล้วนำสินค้าออกจำหน่าย จะโดนตรวจสอบ และมีโทษปรับ ยึดสินค้าทั้งหมด ส่วนสินค้าที่จำหน่ายไปแล้วนั้น ก็จะต้องจ่ายค่าสินค้าทั้งหมดตั้งแต่ชิ้นแรก จนถึงชิ้นสุดท้ายให้ทางการไป  ด้วยเหตุนี้ จึงไม่มีใครกล้านำสินค้าที่ไม่ผ่านมาตรฐานรัฐบาลออกจำหน่าย

 

การฆ่าเชื้อด้วยแสงยูวีก็เช่นกัน จะต้องผ่านการทดสอบในแล็บทดลองซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐบาล เพื่อได้รับมาตรฐาน อย่าง KCL (Korea Conformity Laboratories)  และ KTR (Korea Testing & Research Institute) จึงสามารถออกจำหน่ายและเคลมสรรพคุณการฆ่าเชื้อได้  สัญลักษณ์นี้จะช่วยให้ประชาชนทั่วไปมั่นใจ ว่าเครื่องนี้ มีมาตรฐานการฆ่าเชื้อได้จริง

 

ในภาวะการระบาดของโคโรน่าไวรัสนี้ เครื่อง UV Sterilizer จึงเป็นฮีโร่ตัวจริงที่จะมาช่วยให้การฆ่าเชื้อภายในครัวเรือนสะดวกขึ้น เพราะฆ่าเชื้อได้ทุกสิ่ง ทั้ง หน้ากากป้องกันเชื้อโรค โทรศัพท์มือถือ  กุญแจรถ  ธนบัตร เหรียญ และอื่นๆอีกมากมายที่ไม่สามารถล้างทำความสะอาด หรือเช็ดด้วยแอลกอฮอล์ได้

 

แล้วเราจะเลือกเครื่อง UV Sterilizer อย่างไร??

  • ควรเลือกเครื่องที่มีการส่องสว่างทั่วถึงทุกมุม ถ้าเป็นเครื่องแบบปิด ภายในควรเป็นสแตนเลส ที่สามารถสะท้อนแสงยูวีไปยังวัตถุได้ทุกมุม ทั้งด้านล่าง และด้านบน
  • เลือกซื้อจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และมีใบรับรองการฆ่าเชื้อโรคจริง

 

วันนี้…ท่ามกลางความหวั่นวิตกในเรื่องเชื้อโรคของเราทุกคน ..อย่างน้อย ก็ยังมีตัวช่วยที่สามารถมาช่วยให้ความกังวลลดลงได้บ้าง ขอบคุณเทคโนโลยีฉลาดคิดนี้จริงๆ ท่านที่สนใจสามารถติดต่อได้ที่ร้านขายสินค้าเด็กชั้นนำ อาทิ  : Pungklom (พุงกลม), KidSociety, Baby GiGi, Bambi Garden, Punnita (ปุณณิฏ), Baby Connection


Cover_2-2.jpg

kinyupen_adminApril 21, 2020

เป็นเรื่องราวดีๆ อีกหนึ่งเรื่องที่เกิดขึ้นท่ามกลางการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 แม้จะเป็นเพียงข่าวเล็กๆ แต่ดูเหมือนจะเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้กับอีกหลายๆ คนทั่วโลก เมื่อ เด็กชายวัย 12 ปี ชื่อว่าจอร์จ มาติเนส ในประเทศเม็กซิโก ได้มีไอเดียออกแบบหน้ากากพลาสติก หรือ เฟซชิลด์ ด้วยคอมพิวเตอร์ส่วนตัวและ เรื่องพิมพ์แบบ 3 มิติ เพื่อมอบให้กับแพทย์และพยาบาลในท้องถิ่นของเขาที่กำลังขาดแคลนหน้ากากอนามัยอยู่ในขณะนี้

 

จอร์จ บอกว่า เขารู้ข่าวการขาดแคลนหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ ซึ่งเป็นเวชภัณฑ์สำคัญสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ ก็เลยลองมาคิดว่าจะทำอะไรได้บ้างโดยใช้คอมพิวเตอร์ลองออกแบบเฟซชิลด์ ขึ้นมา แล้วนำไปใช้กับเครื่องพิมพ์แบบ 3 มิติ จนสามารถผลิตออกมาเป็นหน้ากากป้องกันใบหน้าและสามารถใช้ป้องกันใบหน้าจากสารคัดหลั่งได้ส่วนหนึ่ง

 

ขอบคุณภาพจาก Lajornada maya

 

เด็กชายบอกว่า “coronavirus สามารถติดเชื้อผ่านดวงตา จมูกและปากดังนั้นเขาจึงรู้สึกว่ามันจำเป็นที่จะต้องมีอะไรที่มาปิดบังใบหน้าของเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์เพื่อป้องกันการระบาดจึงได้ออกแบบหน้ากากขึ้นมา โดยสามารถผลิตได้ถึง 100 ชิ้น เพื่อนำไปบริจาคให้กับแพทย์และบุคลากรการแพทย์ในท้องถิ่น

 

 “ ผมรู้สึกเสียใจเพราะเห็นข่าวเกี่ยวกับแพทย์และเจ้าหน้าที่บอกว่าขาดอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลในการรักษาผู้ป่วย Covid-19 ผมหวังว่าการออกแบบนี้จะช่วยชีวิตพวกเขาได้และช่วยโลกทั้งใบได้ด้วย” จอร์จกล่าว

ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์ของเขา ได้รับการรับรองจากหน่วยงานด้านสุขภาพของเม็กซิโก และได้ถูกบริจาคให้กับโรงพยาบาลเด็กและโรงพยาบาลพิเศษของเมือง

 

เรื่องราวของจอร์จ ได้ถูกแพร่สะพัดไปบนสื่อโซเชียลออนไลน์ ทำให้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้คนอื่นๆ อีกมากมาย เช่น หญิงสาวคนหนึ่งในกรุงนิวเดลีประเทศอินเดีย ได้นำวิธีการของจอร์จ ไปทดลองผลิตหน้ากากแบบเดียวกันนี้ให้กับคนทำงานด้านสุขภาพในประเทศอินเดียด้วย  รวมถึงลูกเรือของเยาวชนอีกคนหนึ่งจากมอเรโลสใช้ความคิดริเริ่มที่คล้ายกันในการผลิตหน้ากากเพื่อช่วยให้เกิดการขาดแคลนทั่วโลกอีกด้วย


work-from-home_Cover_2.jpg

kinyupen_adminMarch 29, 2020

Work from Home กลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับมนุษย์เงินเดือนในสภาวการณ์ปัจจุบัน เพื่อลดความเสี่ยงจากการเป็นพาหะแพร่กระจาย หรือ รับเชื้อไวรัสโควิด-19 จากการเดินทาง หรือ ใช้ชีวิตระหว่างวัน นับเป็นความท้าทายใหม่ที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะในองค์กรที่ไม่เคยทดลองใช้มาก่อน ว่าต้องทำอย่างไรจึงจะรักษาระดับการทำงานให้เทียบเท่ากับที่ออฟฟิศ ในอีกมุมหนึ่งนี่ถือเป็นโอกาสดีในการวัดประสิทธิภาพพนักงาน ว่าเหมาะสมกับองค์กรมากน้อยเพียงใด ดูได้จาก 3 ข้อง่ายๆ ดังนี้

 

  1. บริหารเวลาที่มีมากขึ้นอย่างไร ระยะเวลาเดินทางไปกลับเฉลี่ยของพนักงานออฟฟิศส่วนใหญ่อยู่ที่ 2 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งบ่อยครั้งพนักงานมักขาด ลา มาสาย โดยอ้างปัญหารถติด รถเสีย อุบัติเหตุ ดังนั้นเมื่อไม่ต้องเข้าออฟฟิศก็จะช่วยลดเวลา ลดข้อจำกัดส่วนนี้ลง น่าจะทำให้การประเมินบุคคลนั้นๆ ทำได้ง่ายขึ้นว่า มีประสิทธิผลของการทำงานดีขึ้นหรือไม่ จากเวลาที่ได้รับเพิ่มขึ้นในแต่ละวัน
  2. รับผิดชอบมากน้อยขนาดไหน การทำงานแบบ Work of Home ไม่มีคนคอยตรวจจี้ว่านั่งทำงานจริงหรือไม่ ใช้เวลากับงานเพียงใด งานที่ทำคืบหน้าแค่ไหน  ดังนั้นจะเป็นตัววัดวินัยที่ดี ว่าบุคคลนั้นๆ รับผิดชอบต่องาน สามารถร่วมประชุมออนไลน์ จัดส่งรายงาน หรือ จัดทำชิ้นงานทันตามกำหนด หรือ มีคุณภาพเพียงใด
  3. พร้อมปรับตัวเพียงใด ชีวิตสมัยใหม่ คงไม่สามารถแยก online และ offline จากกันได้ มีแอปพลิเคชันมากมายให้เลือกใช้ผ่านแท็บเล็ต คอมพิวเตอร์พีซี สมาร์ทโฟน ตามสะดวก ซึ่งหลายคนผสานปรับใช้อยู่ใน job description ประจำวันอยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อ Work from home ก็คงปรับตัวไม่ยาก แต่กลุ่มที่ยังไม่เคยใช้ก็ควรต้องเร่งปรับตัวเข้าหาเทคโนโลยี ลดข้อจำกัดที่อาจก่อปัญหาทำให้งานสะดุดลง เพราะ Work of Home สิ่งสำคัญคือทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องต้องเป็นฟันเฟืองที่ร่วมขับเคลื่อนและรับผิดชอบไปพร้อมๆ กัน

 

อย่างไรก็ตาม Work from Home ขึ้นอยู่กับสภาพความพร้อมของคนทำงาน และสภาพความพร้อมของระบบต่าง ๆ ด้วย ซึ่งในช่วงแรกๆ อาจขลุกขลักบ้างองค์กรก็ต้องค่อยปรับแก้กันไป แต่ถ้าในมุมของพนักงานหากใครไม่รู้ว่าจะจัดการกับตนเองอย่างไรเพื่อ work from home อย่างมีประสิทธิภาพ เราขอนำเนื้อหาบางส่วนจากหนังสือ 30 Minuten Zeitmanagement ของ Lothar Seiwart ซึ่งเป็นภาษาเยอรมันที่ถูกแปลโดยปิยะกัลย์ สินประเสริฐ มาแบ่งปันเพื่อนำไปปรับใช้กัน

 

  1. หาโจรขโมยเวลาของคุณ หาให้เจอว่าแต่ละวันคุณเสียเวลาไปกับอะไรบ้าง เกี่ยวกับงานเท่าใด เกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวเท่าใด วิธีง่ายสุดก็คือนั่งจดขึ้นมาในกระดาษว่าคุณใช้เวลากับแต่ละเรื่องไปเท่าใด คุ้มค่าหรือไม่ อะไรคือสิ่งรบกวน หรือ โจรที่เข้ามาขโมยเวลา แล้วจะหาทางจัดการกับโจรอย่างไร
  2. ใช้หลักการของพาเรตโต (หรือ กฎ 20/80) หรือ หลักการที่บอกว่าทำงานเพียง 20% นำมาซึ่งผลลัพธ์ 80% ของทั้งหมด เช่น รายได้จริงของบริษัทมาจากการขายของที่ใช้เวลาเพียง 20% ของทั้งหมด ส่วนที่เหลือเป็นเวลาที่เสียไปกับงานธุรการและจิปาถะ ซึ่งถ้าหาพบว่างาน 20% ที่จำเป็นคืออะไรแล้วทุ่มเทกับเรื่องนั้นให้ดีที่สุดจะช่วยให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีขึ้นในเวลาเท่าเดิม
  3. กระบวนการ ALPEN รูปแบบการจัดการเวลาแบบ ALPEN (ตัวย่อที่น่าจะมาจากภาษาเยอรมัน) ที่จะช่วยให้วางแผนทำงานแต่ละวันได้มีประสิทธิภาพที่สุด กระบวนการนี้ได้แก่
  • A กำหนดงานของคุณออกมา เอาเนื้องานที่ควรจะทำทั้งหมดในวันนั้นออกมาเรียงไว้ให้ครอบคลุมที่สุด หรือเท่าที่คุณจะคิดได้
  • L จัดกิจกรรมของงานนั้นลงไปในกรอบเวลาที่เป็นไปได้ พิจารณาว่าต้องทำอะไรบ้าง กิจกรรมไหนควรทำตอนไหน ภายในเวลาเท่าไร
  • P เผื่อเวลาไว้ด้วย ในการทำงานจริงๆ คุณอาจจะเสียเวลาเพราะการรบกวนจากภายนอก หรือ ถูกรบกวนด้วยโจรขโมย การเผื่อเหลือเผื่อขาด เวลาไว้บ้างจะช่วยลดความเครียดและทำให้คุณรับมือกับสิ่งที่ทำให้ไม่เป็นไปตามแผนได้ดีขึ้น
  • E จ่ายงานบ้าง แบ่งงานตามประเภท ประเภท A สำคัญมากที่ต้องทำด้วยตัวเอง ประเภท B บางส่วนแบ่งกระจายให้คนอื่นช่วยได้ และ C งานไม่สำคัญแต่จำเป็น เช่น ธุรการต่างๆ โดยอาจระบุชัดไปเลยว่างานไหนใครต้องทำอะไร ตรงไหนบ้าง
  1. เวลาปลีกตัวและเวลาพัก เราควรมีเวลาปลีกตัวจากการรบกวนทุกรูปแบบ เพื่อได้มีสมาธิจดจ่อทำงานนั้นเต็มที่สักหนึ่งถึงสองชั่วโมง แต่ก็อย่าลืมใส่เวลาพักไปด้วยตามความเหมาะสม ซึ่งแนะนำว่าอยู่ที่ไม่เกิน 10 นาที ซึ่งขึ้นอยู่กับการประเมินตนเองว่าเหมาะสำหรับการจัดสรรเวลาอย่างไรจึงจะมีประสิทธิภาพสูงสุด

 


4แอพทำงานที่บ้าน_WFH_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 27, 2020

ต่อให้เจอกับวิกฤตเราก็ต้องก้าวไปข้างหน้า ในสถานการณ์ที่เราต้องอยู่ติดบ้าน ไม่ได้ทำงานที่ออฟฟิศ การติดต่อสื่อสารกันระหว่างทีมงานถ้าทำได้ง่าย ความสำเร็จของงานก็เกินครึ่งแล้ว และหากมีความจำเป็นต้องประชุมทีมงานในช่วง Work from home ต้องไม่มีปัญหา จะมาบอกว่าอยู่บ้าน ทำงานไม่ได้ ลูกค้าหาย เจ้านายอาจจะให้อยู่บ้านยาวๆ ก็เป็นได้

 

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ได้รวมแอปพลิเคชันยอดนิยมที่ช่วยให้การทำงานออนไลน์ของคุณสะดวก รวดเร็ว และง่ายดายมากยิ่งขึ้น

 

 

1. Zoom : Windows, iOS, Android ไม่มีค่าใช้จ่าย

รองรับการประชุมผ่านวิดีโอได้ถึง 100 คน จำกัดเวลาที่ 40 นาทีสำหรับการใช้งานแบบฟรี สามารถเปลี่ยนพื้นหลัง ปรับผิวเนียน มีฟังก์ชันการแชร์ภาพหน้าจอร่วมกันให้เพื่อนร่วมงานดูพรีเซนต์ และบันทึกการประชุมได้ ใช้ง่ายเพียงสร้าง Host a Meeting และเชื่อมต่อกับเพื่อนร่วมงาน ได้หลากช่องทาง ทั้งอีเมล เบอร์โทรศัพท์ และลิงก์ URL

 

2.VooV Meeting : Windows, iOS, Android ไม่มีค่าใช้จ่าย

“Tencent” เจ้าของแอพฯ แชท “วีแชท” ได้เปิดตัวโซลูชั่น Tencent Meeting ทำตลาดนอกประเทศจีน โดยมีการเปิดให้บริการกว่า 100 ประเทศ ซึ่งรวมประเทศไทย ผ่านแอพฯ บนมือถือใช้ชื่อว่า “VooV Meeting” โดย Tencent เปิดให้ใช้งาน VooV Meeting ฟรีทุกฟีเจอร์ เพื่อช่วยเหลือองค์กรต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ซึ่งแอปพลิเคชันนี้รองรับการประชุมผ่านวิดีโอได้ถึง 300 คน ใช้งานได้ยาวนานติดต่อกันถึง 9,999 นาที เหมาะกับองค์กรใหญ่ๆ อย่างยิ่ง ภาพชัดระดับ HD มีฟังก์ชันที่ทำให้ใบหน้าดูสวยงาม เบลอฉากหลัง พร้อมตัดเสียงรบกวนต่างๆ เช่นเสียงพิมพ์คีย์บอร์ด

 

3.Webex : Windows, iOS, Android ไม่มีค่าใช้จ่าย

“Webex” แพลทฟอร์มประชุมทางไกลยอดนิยมของ “ซิสโก้” (Cisco) ที่ปัจจุบันมียอดการใช้งานพุ่งสูงขึ้น เนื่องจากองค์กรหลายแห่งมีความต้องการใช้โซลูชั่นประชุมออนไลน์กับพนักงานระหว่างที่ Work From Home ซึ่ง Webex สามารถรองรับการประชุมผ่านวิดีโอได้ถึง 50 คน จำกัดที่ 40 นาทีสำหรับการใช้งานแบบฟรี พร้อมพื้นที่เก็บข้อมูลบน Cloud ขนาด 1 GB มีฟังก์ชันสนับสนุนการใช้งานหลากหลาย เช่น วิดีโอระดับ HD การแชร์หน้าจอ รูปภาพ ไฟล์ และข้อความอย่างไม่จำกัด การเชื่อมต่อผ่าน VoIP และการทำงานร่วมกับแอพฯ Calendar

 

4.LINE Group Call : Windows, iOS, Android ไม่มีค่าใช้จ่าย

แอปพลิเคชันยอดนิยม ใช้งานง่าย รองรับการประชุมผ่านวิดีโอได้ถึง 100 คน มีฟังก์ชัน LIVE การพรีเซนต์งานให้เพื่อนร่วมงานสามารถดูได้พร้อมกันสูงสุดได้ถึง 500 คน สามารถแชร์หน้าจอ และปรับเอฟเฟคใบหน้าให้ดูสวยงาม มีฟังก์ชันแสดงเอฟเฟคอารมณ์ได้หลายแบบ

 

ในยุคที่เทคโนโลยีมีผลกับการใช้ชีวิต เราต้องเลือกหยิบเอาสิ่งที่เอื้อประโยชน์กับเรามากที่สุดมาใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่บ้านเมืองเกิดวิกฤตเช่นนี้ การออกนอกบ้าน ทำงานติดต่อธุรกิจต่างๆ ค่อนข้างจะมีอุปสรรค หากคุณเลือกเป็น จัดการทุกอย่างได้ ความเสียหายก็ไม่เกิด


_1.jpg

kinyupen_adminMarch 27, 2020

จากปัญหาการระบาดของโรคโควิด19 ที่กำลังทวีความรุนแรงและขยายไปทั่วทุกภูมิภาคของโลก ทำให้หน่วยงานด้านความมั่นคงทางอาหารของโลก ได้ออกมาแสดงความวิตกกังวลว่าปัญหาเรื่องการขาดแคลนอาหารที่อาจจะทวีความรุนแรงมากขึ้น เพราะการที่ประชากรของแต่ละประเทศทั่วโลกต้องเผชิญมาตรการล็อกดาวน์จากการต่อสู้กับโรคโควิด19 ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ว่าผู้ส่งออกด้านการเกษตรสำคัญที่เป็นแหล่งอาหารของโลกอาจจะต้องจำกัดการส่งออก

 

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานระบุว่า หลังจากการระบาดของไวรัสโคโรนา สายพันธุ์ใหม่ครอบคลุมไปทุกทวีปของโลก ทำให้ประชากรในทุกประเทศต่างแตกตื่น พากันกักตุนสินค้าจำเป็นที่ใช้ในครัวเรือนอย่างตื่นตระหนก ซึ่งเป็นการกักตุนอาหาร โดยเฉพาะอาหารประเภทแป้ง ทำให้สินค้าเหล่านี้เริ่มหาซื้อยากมากขึ้นในหลายประเทศ และสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้มีความกังวลว่า รัฐบาลบางประเทศอาจจะดำเนินการเพื่อเก็บอาหารไว้ภายในประเทศเพื่อความมั่นใจว่าจะมีอาหารเพียงต่อการบริโภคภายในประเทศ ในขณะที่ห่วงโซ่อุปทานได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรค โดยเฉพาะหากผู้ส่งออกรายใหญ่เริ่มเก็บตุนพืชเกษตร เช่น ข้าว ที่จะถูกนำมาผลิตเป็นแป้ง และเป็นอาหารหลักของคนทั่วโลกนั่นย่อมจะส่งผลต่อความมั่นคงทางอาหารของโลกอย่างแท้จริง

 

ปัจจุบันมีรายงานว่าเวียดนามซึ่งเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ ได้เริ่มจำกัด การส่งออกข้าวแล้วเนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับความพร้อมใช้งานภายในประเทศ ซึ่งหากเวียดนามยังคงห้ามการส่งออก อุปทานของข้าวในตลาดโลกลดลงประมาณ 10-15% ในระยะเวลาอันใกล้นี้ และกลุ่มประเทศในแถบอาจเผชิญกับปัญหาหากเกิดการหยุดชะงักของการส่งออกนี้

 

ขณะที่ในประเทศอินเดียซึ่งเป็นผู้ส่งออกข้าวชั้นนำระดับโลกเพิ่งเข้าสู่มาตรการล็อกดาวน์เป็นเวลาสามสัปดาห์ซึ่งทำให้ช่องทางโลจิสติกส์หลายช่องหยุดชะงักนั่นหมายถึงกระบวนการส่งออก หรือขนส่งอาหารจะถูกหยุดตามไปด้วย นอกจากนี้สหภาพผู้ค้าน้ำมันพืชของรัสเซียก็เรียกร้องให้มีการ จำกัด การส่งออกเมล็ดทานตะวันและผลผลิตน้ำมันปาล์มได้ชะลอตัวลง ซึ่งรัสเซียถือเป็นผู้ผลิตน้ำมันปาล์มเป็นอันดับสองรองจากมาเลเซีย นอกจากนี้รัสเซีย ยูเครนและคาซัคสถาน จะยังส่งออกข้าวสาลีได้หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตของปี 2562 แต่ผู้ค้าสินค้าด้านเกษตรของโลกก็ยังมีความกังวลอยู่ดี โดยเฉพาะการจำกัดการส่งออกของรัสเซียที่เป็นผู้ส่งออกข้าวสาลี และ ธัญพืชชนิดอื่นๆ ไปยังตลาดอาหารต่างๆ ในแถบยุโรป

 

ปัญหาความกังวลเรื่องของการขาดความมั่นคงทางอาหารยังกระจายไปทั่วทุกภูมิภาคของโลก เนื่องจากในหลายประเทศได้รับผลกระทบจากโรคระบาดนี้ และรัฐบาลบางประเทศก็พยายามที่จะหาวิธีเพื่อกักตุนเสบียงอาหารไว้ให้กับผู้คนในประเทศ รวมถึงยังคงมีความล่าช้าจากการขนส่ง เช่น รัฐบาลอียิปต์ที่ยังต้องรอข้าวสาลีสำหรับทำอาหารให้มาถึงโดยเร็วแต่เกิดการล่าช้าจากการปิดการทำงานของบริษัทขนส่ง ทำให้พวกเขาต้องออกมาระบุว่า อียิปต์มีสต๊อกสินค้าเหล่านี้อยู่ได้เพียงอีก สี่เดือนข้างหน้าเท่านั้น เช่นเดียวกับรัฐบาลอิรักที่ระบุว่า จำเป็นต้องนำเข้าข้าวสาลี 1 ล้านตันและข้าว 250,000 ตันหลังจากที่คณะกรรมการวิกฤติได้แนะนำให้เพิ่มสต๊อกอาหาร ขณะที่รัฐบาลกาตาร์ได้นามข้อตกลงเพื่อเพิ่มปริมาณสำรองด้านอาหารด้วย

 

สำหรับประเทศในภูมิภาคเอเชีย ดูเหมือนว่ายังไม่ได้รับผลกระทบมากนัก โดยผู้ค้ารายหนึ่งในสิงคโปร์กล่าวว่า จนถึงขณะนี้เขายังไม่ได้รับคำสั่งซื้อข้าวสาลีเพิ่มเติมกว่าปกติแต่อย่างใด ซึ่งจากข้อมูลผลผลิตของกรมวิชาการเกษตรคาดการณ์ว่าผลผลิตข้าวและข้าวสาลีทั่วโลกซึ่งเป็นพืชอาหารที่มีการซื้อขายกันอย่างกว้างขวางทั่วโลกจะสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 1.26 พันล้านตันในปีนี้

 

อย่างไรก็ตามหากพิจารณาจากราคาสินค้าเกษตรในเวลานี้ พบว่าราคาข้าวในตลาดโลกกำลังปรับตัวสูงขึ้น หลังจากเกิดปัญหาเรื่องการขนส่ง โดยเวียดนามหยุดส่งออก อินเดียอยู่ในช่วงปิดทำการและประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศส่งออกข้าวสำคัญก็อาจจะออกมาตรการเช่นเดียวกันนั้นและนั่นหมายถึงราคาข้าวจะสูงขึ้นอย่างแน่นอน

 

ปัจจุบัน ราคาข้าวในประเทศไทยสูงขึ้นกว่า 11% นับตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์สู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2556 ที่ระดับ 492.5 ดอลลาร์ต่อตัน ทั้งนี้ผู้ค้าข้าวของสิงคโปร์รายนี้ระบุว่า ไม่คิดว่าจะมีการขาดแคลนข้าว เพราะมีข้อมูลว่าอินเดียที่สินค้าคงเหลือมีขนาดใหญ่มาก แต่กลับพบว่าสินค้าคงคลังเหล่านั้นไม่ได้กระจายอย่างเท่าเทียมกัน เพราะส่วนใหญ่กระจายอยู่ในจีนและอินเดียเพียงอย่างเดียวเท่านั้น นั่นหมายถึงผู้ซื้อข้าวรายใหญ่ เช่นฟิลิปปินส์ผู้นำเข้ารายใหญ่และอื่น ๆ ในเอเชียและแอฟริกาอาจมีความเสี่ยงหากประเทศส่งออกข้าวรายใหญ่จำกัดการส่งออก ก็อาจจะประสบปัญหาเรื่องอาหารไม่เพียงพอได้


_องค์กรไทยเทศต้านโควิด_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 27, 2020

เมื่อทั่วโลกกำลังเผชิญกับวิกฤติโรคระบาด “โควิด-19” บรรดาองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ทั้งของไทยและต่างประเทศก็ไม่ได้นิ่งนอนใจกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น บริษัทต่างๆ ได้เสนอการช่วยเหลือเพื่อช่วยลดการแพร่ระบาดของโรคไม่ให้กระจายวงกว้างไปมากกว่านี้

 

เริ่มจากองค์กรขนาดใหญ่ใกล้ตัวของไทยอย่าง เครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่ประกาศสร้างโรงงานผลิตหน้ากากอนามัยแจกฟรีให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลที่มีความจำเป็นและประชาชนทั่วไป ภายใต้แนวคิด “เร็วแต่มีคุณภาพ” และ กลุ่ม ปตท. ผลิตแอลกอฮอล์หรือเจลล้างมือเตรียมแจกจ่ายประชาชนผ่านสถานีบริการน้ำมัน และ บางจาก เตรียมเจลแอลกอฮอล์ทำความสะอาดมือสำหรับลูกค้าบางจากและประชาชนทั่วไปนำภาชนะไปเติมได้ฟรีที่สถานีบริการน้ำมัน

 

สำหรับต่างประเทศก็มีบริษัทชั้นนำที่หันมาปรับไลน์การผลิตเพื่อมาช่วยให้ชาวโลกผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปได้โดยเร็ว เริ่มต้นจากประเทศจีนพื้นที่ระบาดชาติแรกของโรค โดยผู้ผลิตแบตเตอรี่และรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ของจีนอย่าง  “BYD” เปลี่ยนจากผลิตรถมาเป็นหน้ากากอนามัย ปรับสายการผลิตหันมาทุ่มกำลังผลิตหน้ากากอนามัยแทนหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยปัจจุบันโรงงานผลิตหน้ากากของ BYD มีกำลังผลิตมากกว่า 5 ล้านชิ้นต่อวัน รวมทั้งสารป้องกันการติดเชื้อ (disinfectant) 3 แสนขวดต่อวัน ถือเป็นโรงงานที่มีกำลังผลิตหน้ากากสูงที่สุดของโลก

 

 “LVMH” เปลี่ยนโรงงานน้ำหอมเป็นเจลล้างมือ บริษัท แอลวีเอ็มเอช (LVMH) เจ้าของแบรนด์หรูอย่าง Louis Vuitton – Dior ประกาศจะเปลี่ยนโรงงานผลิตน้ำหอมให้กับแบรนด์ Christian Dior, GIVENCHY และอื่นๆ ปรับไลน์การผลิตมาเป็นการผลิตเจลแอลกอฮอล์สำหรับล้างมือแทน เพื่อลดความเสี่ยงของการแพร่ระบาด หลังพบผู้เสียชีวิตและติดเชื้อจากโรคโควิด-19ในฝรั่งเศสเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องสำหรับเจลแอลกอฮอล์ที่ผลิตได้จะมอบให้กับองค์กรด้านสาธารณสุขของฝรั่งเศส และกระจายสู่ระบบโรงพยาบาลของประเทศโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ทาง “แอลวีเอ็มเอช แถลงการณ์ว่าจะยังดำเนินนโยบายนี้ต่อไปตราบที่ยังเป็นเรื่องจำเป็นโดยจะร่วมมือกับองค์กรสาธารณสุขของฝรั่งเศสอย่างเต็มที่

 

หรือแม้แต่ ZARA บริษัทสัญชาติสเปนก่อตั้งโดย Amancio Ortega โดยเป็นแบรนด์หลักของเครือ Inditex Group บริษัทนี้ถือว่าเป็นร้านขายเสื้อผ้าใหญ่อันดับ 1 ของโลก ก็เข้ามาช่วยเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน  ZARA ปรับโรงงานผลิตเสื้อผ้าหันมาผลิตชุดกาวน์และหน้ากากอนามัย สำหรับแพทย์และผู้ป่วยที่ตอนนี้กำลังขาดแคลน ซึ่งสเปนเป็นอีกหนึ่งประเทศที่โดนผลกระทบจากโควิด-19 โดยทางบริษัทได้บริจาคหน้ากากไปแล้ว 10,000 ชิ้นให้กับทางภาครัฐ และจะบริจาคเพิ่มอีก 300,000 ชิ้น โดยทุกอาทิตย์ทาง Inditex จะมีการส่งของเหล่านี้อย่างน้อยหนึ่งครั้ง และกำลังศึกษาว่าจะสามารถแปรรูปวัสดุและเนื้อผ้าเพื่อทำสินค้าทางการแพทย์อย่างอื่นเพิ่มเติมได้หรือไม่

 

ความช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ เมื่อรวมกันก็กลายเป็นความช่วยเหลือที่ยิ่งใหญ่ได้ การระบาดของ “โควิด-19” ไม่ใช่โรคที่เกิดขึ้นแค่เพียงประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่มันกลายเป็นปัญหาระดับโลกไปแล้ว ความร่วมมือจากหลายๆภาคส่วนจึงเป็นสิ่งสำคัญ


2-ออกกำลังกาย_Cover_2.jpg

kinyupen_adminMarch 26, 2020

“สุขภาพที่ดีคือทรัพย์สินที่มีค่าที่สุด” นี่คือเรื่องจริงที่เราพบเห็นบทเรียนได้รอบตัว หลายคนที่หักโหมมุทำงานหาเงินจนละเลยการออกกำลังกาย ท้ายสุดเงินที่หามาได้ก็ต้องจ่ายให้โรงพยาบาลไปเสียหมด ดังนั้นในช่วงที่เราพอมีเวลาว่างแบบนี้ ก็อย่ามัวปล่อยตัวกินนอนอยู่บ้านเชียวให้ถือว่าเป็นโอกาสดีที่จะได้ใช้เวลาวางแผนพัฒนาตนเองและมาออกกำลังกายกันดีกว่า กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงขอนำเสนอวิธีออกกำลังกายที่บ้านแบบง่ายๆ มานำเสนอ

 

 

  1. กระโดดเชือก : 1 ชั่วโมง เผาผลาญ 500 แคลอรี่

กิจกรรมง่ายๆ แบบนี้ แต่ก็ได้ผลดีไม่แพ้ออกกำลังกายประเภทอื่นเลยนะ ลองชวนคนในบ้านมากระโดดเชือกด้วยกันก็สนุกไปอีกแบบ

  1. จ๊อกกิ้ง : 1 ชั่วโมง เผาผลาญ 600 แคลอรี่

การวิ่งทำให้ร่างกายตื่นตัวกระฉับกระเฉง ถ้าใครมีลู่วิ่งก็ใส่หูฟังแล้ววิ่ง ดูหนังไปวิ่งไป หรือ วิ่งเหยาะๆ รอบบ้านก็ถือเป็นการออกกำลังกายแบบคาร์ดีโอที่ดีต่อหัวใจ

  1. โยคะ(ร้อน) : 1 ชั่วโมง เผาผลาญ 500 แคลอรี่

ตีต่อร่ายกายและจิตใจ ไม่ต้องใช้อุปกรณ์อะไรเลย ขอแค่มีเสื่อโยคะอย่างเดียวก็เพียงพอ ถ้าให้ดีที่สุดต้องเล่นในห้องที่มีอุณหภูมิประมาณ 37 องศาเซลเซียส

  1. เต้นรำ : 45 นาที เผาผลาญ 500 แคลอรี่

เพียงขยับร่างกายไปตามจังหวะเพลง นอกจากคลายเครียดแล้วยังช่วยเผาผลาญแคลอรี่ได้มากโข ถ้าเต้นคนเดียวมันเหงา ชวนคนในบ้านมาเต้นด้วยก็ได้

  1. HIIT : 20-30 นาที เผาผลาญ 500 แคลอรี่

HIIT (High-Intensity Interval Training) เป็นการออกกำลังกายหนักสลับเบาแบบคาร์ดิโอ ซึ่งดีต่อหัวใจสามารถเผาผลาญแคลอรี่ได้รวดเร็วในระยะเวลาอันสั้น อาทิ การวิ่งสลับเดิน แต่ HIIT ไม่เหมาะกับคนที่เป็นโรคหัวใจ โรคหอบหืด หรือ มีปัญหาเกี่ยวกับข้อต่อต่างๆ

 

การออกกำลังกายง่ายกว่าที่คิด แม้แต่การทำความสะอาดบ้านก็ช่วยเรียกเหงื่อได้อย่างไม่รู้ตัว ขอเพียงมีวินัยมีความตั้งใจมากพอไม่ว่าที่ไหนก็ออกกำลังกายได้


_netflix_Cover_2.jpg

kinyupen_adminMarch 26, 2020

ช่วงโรงหนังปิด ต้องกักตัวอยู่บ้านช่างเงียบเหงาเหลือเกิน ใครกำลังมองหาหนังดีๆ ดูที่บ้าน กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต มีลิสต์ 18 หนังดี หนังดัง มาแนะนำ

 

 

  1. ‘The Irishman’ (2019)เรื่องราวของนักฆ่านามว่า “แฟรงค์ ชีแรน” (โรเบิร์ต เดอ นิโร) ที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุฆาตกรรมของผู้นำสหภาพแรงงานชาวอเมริกัน “จิมมี่ ฮอฟฟา” จากฝีมือกำกับของมาร์ติน สกอร์เซซี
  2. ‘Marriage Story’ (2019)เรื่องราวของความรักที่งดงามในช่วงเวลาที่แตกสลาย เล่าถึงการแต่งงานที่เดินทางไปสู่การหย่าร้าง ระหว่าง ชาร์ลี ผู้กำกับละครเวที และ นิโคล นักแสดงสาวซึ่งพวกเขามีลูกชาย 1 คน
  3. ‘The Ballad of Buster Scruggs’ (2018)เรื่องเล่าที่ไม่ได้ปะติดปะต่อกันในแต่ละเหตุการณ์สะท้อนถึงสังคมในยุคศตวรรษที่19 ทั้งคาวบอย อินเดียนแดง การดวลปืน และแสวงโชค
  4. ‘American Factory’ (2019)สารคดีรางวัลออสการ์ เมื่อมหาเศรษฐีชาวจีนเข้าไปเปิดโรงงานใหม่ในโรงงาน General Motors ซึ่งถูกทิ้งร้าง และว่าจ้างคนงานชาวอเมริกันสองพันคนเข้าทำงาน แต่ความตื่นเต้นและความหวังในตอนต้นต้องพบกับปัญหา เมื่อความไฮเทคของจีนปะทะกับชนชั้นแรงงานของอเมริกา
  5. ‘Goodfellas’ (1990)เรื่องของเด็กผู้ชายผู้ใฝ่ฝันไว้แต่เด็กว่าจะเป็นมาเฟียและเริ่มเข้าวงการโดยรับทำงานเล็กๆ น้อยให้กับแก๊งจนวันหนึ่งเข้าตามาเฟียท้องถิ่นนำมาเก็บเป็นเด็กในสังกัดจากนั้นก็มีมาเฟียรอบจัดมาเป็นพี่เลี้ยงให้เข้าสู่โลกแห่งอาชญากรรม
  6. ‘Monty Python and the Holy Grail’ (1975)หนังตลกแนวเสียดสีการเมืองการปกครอง ผ่านการบอกเล่าถึงอุปสรรคต่าง ๆ ที่กษัตริย์อาเธอร์กับอัศวินโต๊ะกลมเผชิญระหว่างตามหาถ้วยศักดิ์สิทธิ์

 

 

  1. ‘Roma (2018)’ฉายภาพของครอบครัวชาวเม็กซิกันชนชั้นกลางผิวขาวในช่วงปี 1970-1971 ที่อาศัยอยู่ในย่านโรม่า สะท้อนความสัมพันธ์ของ ชนชั้นที่แทรกซึมอยู่ในความเป็นครอบครัว และ การดำเนินชีวิตที่ต้องดิ้นรนพบเจอ

 

  1. ‘Private Life’ (2018)เรื่องเล่าของชีวิตคู่ในวัย 40+ ที่เป้าหมายสำคัญคือ ‘การมีลูก’ จึงทำทุกวิถีทางเพื่อให้สำเร็จตามเป้าหมาย เพราะต่างคิดว่า นั่นคือจุดสูงสุดของชีวิตคู่ ก่อนจะพบและเข้าใจว่าการประคองความสัมพันธ์ด้วยความรัก ความเข้าใจ และความใส่ใจคือสิ่งสำคัญของชีวิตคู่ที่แท้จริง

 

  1. ‘My Happy Family’ (2017)หนังชีวิตจากประเทศจอร์เจีย ที่สะท้อนเรื่องราวของหญิงวัย 52 ที่ต้องการแยกตัวออกจากครอบครัวใหญ่อันประกอบด้วยพ่อ แม่ สามี และลูกชายกับลูกสาว ไปอยู่คนเดียว

 

  1. ‘Silver Linings Playbook’ (2012)เรื่องเล่าที่สื่อว่าชีวิตมักไม่เป็นไปตามแผนของชายผู้สูญสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งบ้าน, งาน และภรรยา ภายหลังใช้เวลาแปดเดือนในโรงพยาบาลจิตเวชและกลับมาอาศัยอยู่กับแม่ และพ่อ เพื่อจะเริ่มชีวิตใหม่คืนดีกับภรรยาหากทุกอย่างเปลี่ยนไปเมื่อมีหญิงสาวลึกลับเข้ามาอาสาเป็นแม่สื่อ

 

  1. ‘Atlantics’ (2019)เรื่องราวที่สะท้อนความเหลื่อมล้ำของสังคมมุสลิมในแอฟริกา ผ่านโศกนาฏกรรมของคู่รักที่ถูกพลัดพรากให้ไกลกันไม่เพียงคนละทวีป แต่ยังห่างกันคนละฟากฝั่งของชีวิตกับความตาย
  1. ‘Justin Timberlake + the Tennessee Kids’ (2016) คอนเสิร์ตเรื่องราวในค่ำคืนสุดท้ายของการทัวร์คอนเสิร์ตระดับโลกซึ่งเผยส่วนผสมที่ทำให้โชว์สนุกอลังการ ทั้งนักดนตรีขั้นเทพ และแดนเซอร์มืออาชีพ

 

 

  1. ‘13TH’ (2016) สารคดีเรื่องนี้มีที่มาจาก Thirteen Amendment หรือ บทแก้ไขที่ 13 ซึ่งคือการเลิกทาส สารคดีเรื่องนี้ต้องการบอกว่าคนผิวสีในปัจจุบันได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม ถูกปฏิบัติเยี่ยงทาสจากข้อยกเว้น “นอกเสียจากลงโทษจากอาชญากรรม” อย่างไรบ้าง

 

  1. ‘Rosemary’s Baby’ (1968)เรื่องของลัทธิบูชาซาตานที่เล่าผ่านคู่สามีภรรยา โดยภรรยาตกเป็นเป้าหมายของลัทธิที่จะให้ตั้งท้องลูกของซาตานและบรรดาเพื่อนฝูงรอบตัวของเธอต่างเป็นสมุนของลัทธินี้ แม้แต่สามียังขายวิญญาณเพื่อแลกกับชื่อเสียงทางในการแสดง

 

  1. ‘Mudbound’ (2017)หนังอเมริกัน คลาสสิค ที่เล่าเรื่องสองครอบครัวต่างสีผิวจากมิสซิสซิปปีที่ต้องเผชิญความโหดร้ายของอคติ การทำไร่ และมิตรภาพภายใต้สังคมที่แบ่งแยกในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

 

  1. ‘Mystic River’ (2003)หนังแนวอาชญากรรม สืบสวน เรื่องของเพื่อน 3 คนที่โศกนาฏกรรมในวัยเด็กที่เกิดขึ้นกับคนหนึ่งในนั้นเป็นผลพวงอันทำให้ความสัมพันธ์ของคนทั้ง 3 คนต้องเปลี่ยนไป เมื่อเวลาผ่านไปหลายปีต่างคนต่างมีครอบครัว แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นส่งผลให้เพื่อนทั้ง 3 คนต้องกลับมาพบกันอีกครั้งโดยมีปมในอดีตฝังอยู่ลึกๆ ..

 

  1. ‘Okja’ (2017)หนังแนวเสียดสี ประชดสังคมโลกนำเสนอเรื่องราวความสัมพันธ์ของเด็กหญิง หลานสาวของเกษตรกรท้องถิ่นในเกาหลี กับการตามช่วยเหลือซูเปอร์หมู Okja ซึ่งเป็นหมูพิเศษจากโครงการของ บ. Mirando

 

  1. ‘Inception’ (2010)ภาพยนตร์ที่สะท้อนถึงการนำจิตใต้สำนึกมาใช้ประโยชน์ผ่านแนวคิดการโจรกรรมและปลูกฝังผ่านความฝันด้วยเทคโนโลยี

4-กฎแปลก-แต่ใช้ได้จริง_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 26, 2020

ในช่วงที่รอบตัวมีแต่เรื่องเครียดๆ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอรวบรวม 4 กฎแปลกแหวกแนวสุดครีเอทที่ผู้นำทีม ผู้นำองค์กร สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อสร้างวัฒนธรรมการทำงาน สร้างทีมเวิร์ค มานำเสนอให้กัน ซึ่งแทบไม่น่าเชื่อว่าผลลัพธ์ที่ออกมาจากวิธีแปลกๆ นี้จะส่งผลดีเกินคาด จนหลายองค์กรหยิบยกไปใช้ตาม

 

สำหรับ กฎแปลก หรือ Chocking Rules เหล่านั้นถูกรวบรวมไว้ในบทความ To Build a Strong Culture, Create Rules That Are Unique to Your Company ของ บิล เทย์เลอร์ ที่ตีพิมพ์ใน Harvard Business Review ซึ่งมีดังนี้

 

 Chocking Rules_4 กฎแปลกองค์กร

 

  1. “ตรงเวลา” ต้องเมื่อ 5 นาทีก่อน

กฎนี้ถูกตั้งขึ้นโดย ทอม คอฟลิน อดีตเฮดโค้ชชื่อดังที่เคยพาทีมนิวยอร์ก ไจแอนท์ส คว้าแชมป์ซูปเปอร์โบวล์มาครองถึงสองสมัย โดยกฎข้อนี้ถูกเรียกขานกันว่า “กฎเวลาของคอฟลิน” ที่ขีดเส้นตายให้กับลูกทีมว่า ถ้าการประชุมทีม หรือ การซ้อมถูกกำหนดเวลาไว้ สมมติว่า 9.00 น. แต่ในชีวิตจริงกิจกรรมเหล่านี้ต้องเริ่มใน 5 นาทีก่อนหน้านั้น หรือ 8.55 น. ซึ่งใครที่มาถึง 9.00 ก็ถือว่าสายแล้วและต้องเสียค่าปรับตามที่ตกลงกัน

แม้ฟังดูไร้เหตุผล แต่วิธีการนี้ก็ได้รับการยอมรับจากหลายองค์กร ว่าช่วยกระตุ้นให้คนทำงานตื่นตัวมากขึ้นได้จริง ซึ่งองค์กรในไทยน่าจะลองนำมาปรับใช้ดูบ้างก็น่าจะดี เพราะการมาสาย ไม่ตรงต่อเวลา ไม่เคารพเวลากลายเป็นพฤติกรรมที่คนไทยหลายคนคุ้นชินไปเสียแล้ว เรื่องแบบนี้แม้ดูเป็นเรื่องเล็กแต่นั่นก็เป็นสิ่งที่สะท้อนวินัยส่วนบุคคลนั้นๆ ออกมานั่นเอง

 

  1. รวยแค่ไหนก็ “ใช้ของถูก”

เมื่อพูดถึง Amazon ของ เจฟฟ์ เบซอส ทุกคนคงทราบว่าเป็นบริษัทที่มีสินทรัพย์อันดับต้นๆ ของโลกโดยไม่ต้องสงสัย แต่ทราบหรือไม่ว่าโต๊ะทำงานของพนักงานทุกระดับของที่นี่ จะถูกสร้างขึ้นจากประตูสำเร็จรูปที่ซื้อตามห้างขายของแต่งบ้านแล้วเอามาต่อขาโต๊ะให้แน่นหนากันเอง โดยกฎ Amazon มองว่าจะช่วยทำให้พนักงานตระหนักรู้ว่า ควรประหยัดทุกทางเท่าที่เป็นไปได้ เพื่อหาวิธีส่งมอบสินค้า หรือ ส่งมอบประสบการณ์ หรือ สิ่งที่ดีที่สุดในราคาถูกที่สุดให้แก่ลูกค้า

 

  1. เคลียร์ “จบให้ได้ในวันเดียว”

Detroit-based Quicken Loans บริษัทสินเชื่อเงินด่วน คิดหาวิธีแก้การถูกแทนที่จากเทคโนโลยี โดยออกกฎ “ห้ามต่อรอง” ที่พนักงานทุกคนต้องตอบเมล์ หรือ โทรกลับลูกค้าภายในวันเดียวจากที่ได้รับเรื่อง แม้เหลืออีก 1 นาทีจะเลิกงานก็ตาม

แดน กิลเบิร์ต ผู้บริหารบริษัทให้ความสำคัญและจริงจังกับกฎข้อนี้อย่างมาก ถึงขนาดให้เบอร์ส่วนตัวกับพนักงานทุกคน พร้อมประกาศว่า “ถ้าคุณคิดว่างานยุ่งจนไม่สามารถโทรกลับหาลูกค้าได้ ให้โอนสายมาเดี๋ยวผมโทรเอง !” เหตุผลก็เพราะเขามองว่าในเมื่อบริษัทให้บริการเงินด่วน การทำงานและโต้ตอบก็ควรต้องด่วนจริงทันใจลูกค้าด้วย

 

  1. ของมัน “ต้อง CHIFF”

บริษัทผลิตบอร์ดเกมชื่อดังแห่งหนึ่งของสหรัฐอเมริกา มีศัพท์เฉพาะของบริษัทที่ว่า “CHIFF” ย่อมาจาก Clever, high quality, innovative, friendly and fun หรือ แปลเป็นไทย ก็คือ ฉลาด คุณภาพสูง มีนวัตกรรม มีความเป็นมิตรและสนุก อันเป็นเสมือนค่านิยมที่จะส่งมอบให้ลูกค้า

บริษัทนี้ ปฏิบัติงานโดยยึดหลัก CHIFF จริงจังมาก ถึงกับมีหน่วยงานตรวจสอบภายในว่าแต่ละแผนกทำงานกันแบบ CHIFF หรือไม่ ทั้งยังถูกหยิบยกมาใช้เป็นคำพูดในการทำงาน หรือ ประชุม อาทิ “ไอเดียนี้ผมว่ายังไม่ CHIFF เลยนะ” หรือ “มันมีทางทำให้ CHIFF กว่านี้นี่นา” ซึ่งเมื่อพูดไปแล้วผู้พูดและผู้ฟังทุกคนในบริษัทก็จะรู้ทันทีว่าหมายถึงอะไร