THE SINGLE AGE ความสุขในยุค new normal

0
42
kinyupen

สมัยนี้การแต่งงานมีลูกมีครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ กลายเป็นเรื่องที่อยุ่ในละครหลังข่าว หรือในจินตนาการระยะสั้นไปแล้ว เราจะอยากแต่งงาน มีครอบครัว มีลูกไปทำไม ในเมื่อเศรษฐกิจทุกวันนี้ก็ไม่ได้เอื้อกับการใช้ชีวิตในเส้นทางนั้นสักเท่าไหร่ เคยมีคนคำนวณมาว่าการที่จะเลี้ยงดูคน คนหนึ่งได้ให้มีความพร้อมและเป็นคนที่มีคุณภาพในสังคมต้องใช้เงินราวๆ 500,000 – 1,000,000 บาท  เมื่อหลายคนได้รับข้อมูลนี้แล้วก็คงถอยกันไปเป็นแถบๆ

รูปแบบการใช้ชีวิตใหม่ของคนในมีคู่รัก ก็สังคมจึงเริ่มเปลี่ยนเป้าหมายมากขึ้น คนที่ยังไม่บอกกับตัวเองว่า การอยู่คนเดียว ใช้ชีวิตอิสระ คือความสุขที่เราควรจะมีในทุกๆ วัน เพราะได้เห็นคุณค่าของตัวเองมากขึ้น ไม่ต้องคอยห่วงหรือแคร์ใคร และมีเรื่องให้คิดน้อยลง เพราะคนเราต้องเจอปัญหารอบตัวในทุกๆ วัน ถ้าแบกรับปัญหาที่มีผลกระทบกับตัวเองเยอะๆ คงเครียดเป็นแน่

เพราะฉะนั้นอิสรภาพ และการใส่ใจตัวเอง จึงเป็นตัวเลือกแรกๆ ของคนในปัจจุบัน เป็นปัจจัยหนึ่งที่ในสังคมมักเลือกอยู่คนเดียวมากกว่ามีคู่

The Single Age ไม่ใช่แค่เรื่องโสด

มีผลงานวิจัยที่ตรงกันทั่วโลกว่าอัตราการเกิดที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้คาดการณ์กันว่าในอีก 10 ปีข้างหน้าโลกจะขาดแคลนแรงงาน ประชากรส่วนใหญ่จะเข้าสู่วัยชรา ภาพรวมด้านเศรษฐกิจ ปรากฏการณ์ทางสังคมลักษณะนี้ดูจะน่าเป็นห่วง เพราะการขาดคนวัยทำงานส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลผลิตมวลรวม (GDP) ของประเทศ เพราะการพัฒนาทางเศรษฐกิจอาจไม่เติบโตเท่าที่ควร ทั้งรัฐยังต้องแบกรับค่าใช้จ่ายสวัสดิการสำหรับผู้สูงอายุมากขึ้น รัฐบาลแทบทุกประเทศจึงมีนโยบายกระตุ้นอัตราการเกิดของประชากร เช่น จีนที่ปลดล็อกนโยบายลูกคนเดียว หรือโครงการมารดาประชารัฐของไทย

แต่ดูเหมือนว่าความพยายามนั้นจะส่งผลต่อมุมมองของกลุ่มคนรุ่นใหม่น้อยมาก เป็นเพราะกระแส The Single Age & DINK กำลังเป็นแนวคิดที่เข้ามามีอิทธิพลต่อความคิดของคนวัยหนุ่มสาวจนกล่าวได้ว่าการครองโสดอย่างมีความสุข

 

The Single Age ไม่ได้หมายความว่า ไม่ต้องการมีคู่เพียงอย่างเดียว แต่รวมไปถึงชีวิตที่ไม่ต้องการผูกมัด หรือการเปิดกว้างเรื่องความหลากหลายทางเพศหรือ LGBTQ+ หรือพฤติกรรมของคนยุคใหม่ที่หันมาทำงานอิสระแบบไม่เป็นลูกจ้างใครตาม ที่เราพบเจอกันในทุกวันนี้มี Page Facebook หรือ Influencer หน้าใหม่ผุดขึ้นมาเต็มไปหมด

แม้ค่านิยมเติมจะยังคงมีให้เห็นอยู่ แต่ปัจจุบันเราก็เริ่มเห็นการใช้ชีวิตในแบบ The Single Age มากขึ้น สาเหตุเพราะเรื่องวัฒนธรรมความเชื่อเป็นสิ่งที่วิวัฒน์ไปตามความคิดและพฤติกรรมของคนในสังคม การครองโสดและสุขใจกับชีวิตอิสระน่าจะเป็นพลวัตทางสังคมที่จะมาเปลี่ยนบรรทัดฐานบางอย่างในอนาคต

แล้วอะไรคือแรงจูงใจให้คนเจเนอเรชั่นใหม่ เลือกเดินบนเส้นทาง The Single Age?

ปัจจัยสำคัญคือ เศรษฐกิจ

แน่นอนอยู่แล้วอย่างที่เราบอก ว่าต้นทุนการจัดการกับคนคนหนึ่งเยอะแค่ไหน รายงานผลสำรวจกลุ่มผู้บริโภคอายุ 18 ปีขึ้นไปในสหรัฐอเมริกาและจีน พบข้อมูลที่สอดคล้องกับแนวคิดการครองโสดอย่างน่าสนใจ

  • 84% ของคนโสดในสหรัฐอเมริกามองว่าการเป็นโสดทำให้คนไม่ต้องทะเลาะกันเรื่องการใช้เงิน เพราะแต่ละคนมีอิสระในการใช้เงินของตนเอง เช่นเดียวกับ
  • 90% ของคนโสดในจีนที่ระบุว่า พอใจกับการคิดและตัดสินใจเรื่องเงินด้วยตัวเอง
  • แต่หากขยับมาคุยนอกขอบเขตเรื่องเงินแล้ว 79% ของวัยรุ่นอเมริกันรู้สึกว่าสังคมยอมรับการอยู่เป็นโสดได้มากขึ้น
  • ในขณะที่ 84% ของวัยรุ่นจีนเริ่มมีแนวคิดที่เป็นไปตามเทรนด์คือ มองว่าสังคมกดดันเรื่องการแต่งงานและชีวิตครอบครัวมากเกินไป

จากข้อมูลข้างต้น “เศรษฐกิจ” จึงกลายเป็นปัจจัยที่ผลักดันให้คนเลือกโสดมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าค่าครองชีพยุคปัจจุบันสูงขึ้นกว่าในอดีตมาก การแต่งงาน การสร้างความมั่นคงให้ครอบครัว การมีทายาทที่ต้องเลี้ยงดูจนจบการศึกษา ถูกถอดสมการออกมาเป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องแบกรับอย่างมหาศาล ทั้งยังกินระยะเวลายาวนานจนทำให้คนรุ่นใหม่เริ่มตั้งคำถามถึงอิสระในการใช้เงินและการใช้ชีวิต

 

การโสดไม่ใช่ปัญหาใหญ่ของคนยุคปัจจุบันอีกต่อไปหาก กลับกลายเป็นเรื่องที่ทุกคนพร้อมจะยินดี การมีคู่ส่วนหนึ่งจะช่วยในเรื่องของการตัดสินใจ มีเพื่อนคู่คิด การที่มีคนแบ่งเบาและรับฟังเรื่องราวที่เราเจอในแต่ละวัน แต่ในแง่มุมของคนยุคปัจจุบันที่เลือกจะโสด เขามักจะมองว่า เราก็ผ่านมาได้จนทุกวันนี้โดยไม่มีคนมาช่วยคิด แถมยังตัดสินใจได้ทันที ภาระปัญหาที่ต้องรับรู้ก็น้อยลง เพราะถ้าเรามีคู่เราก็ต้องรับฟังเรื่องของเขาเช่นกัน

kinyupen