วิกฤตนี้ ลงทุนอะไรดี | กินอยู่เป็น x Hoonsmart

โควิดรอด แต่เศรษฐกิจล่ม เศรษฐกิจไทยส่งแววซึมยาวอย่างน้อย 2 ปี ต่อจากนี้ควรทำอย่างไรดี

แล้ววิกฤตทางการเงินที่ผ่านมา เราผ่านมาได้อย่างไร ใช้เป็นบทเรียนได้ไหม?

 

วันนี้กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำคำแนะนำดีๆ จากคุณแน่งน้อย ชัยรัตนมโนกร บรรณาธิการบริหาร สำนักข่าว HoonSmart ที่จะมาแบ่งปันกระสบการณ์การลงทุนให้ผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน

 

 

ปัจจัยที่ส่งผลให้ตลาดซีมลง มาจากอะไร (0.32)

  1. ทุกคนไม่มีความเชื่อมั่น
  2. สถานการณ์การเมืองซึ่งความไม่นิ่งหรือมีการชุมนุม ก็ทำให้ทุกคนระมัดระวังสำหรับการลงทุนเช่นเดียวกัน
  3. เศรษฐกิจ หัวใจสำคัญก็คือเรื่องของเศรษฐกิจซึ่งเศรษฐกิจของไทยของโลกที่ชะลอตัวลงแล้วก็หดตัวอย่างรุนแรงจนทำให้ผลกระทบกับบริษัทจดทะเบียนตรงนี้คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักลงทุนไม่กล้าหรือว่าระมัดระวังนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ก็เลยแนะนำรอไปซื้อในระดับที่ต่ำกว่าพัน 2,000 ต้นๆ หรือไปปลาย

 

แม้ว่าปัจจัยรอบข้างจะเป็นปัจจัยลบแต่โอกาสของการลงทุนหรือโอกาสที่จะได้ของดีราคาถูกยังมีอยู่ซึ่งนักวิเคราะห์บอกว่าวิธีเลือกง่ายๆ เลยนะคะว่าในภาวะวิกฤติอย่างนี้เนี่ยยังมีกำไรได้และมีกำไรดีกว่าตลาดก็แสดงให้เห็นว่าเขามีความแข็งแรงและเราก็ยังสามารถดูต่อไปได้ว่าเงินที่เขามีอยู่เนี่ยเขานำไปลงทุนต่อยอดอะไรบ้างนะคะ

 

เราก็เห็นแล้วล่ะว่าหลายๆ บริษัทที่ปรับโมเดลแล้วเนี่ยกำไรดีขึ้นยกตัวอย่างนะคะเช่นค้าปลีกหรือหุ้นที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีซึ่งทุกๆ คนเนี่ยตอนนี้มองว่าอนาคตของเศรษฐกิจก็จะพึ่งพาเทคโนโลยีเข้ามามากขึ้นในโลกยุคใหม่

 

สถานการณ์ครั้งนี้ ถือว่าซ้ำรอยช่วงไหนในรอบ 30 ปี (2.00)

สถานการณ์ที่มีผลกระทบกับตลาดหุ้น ถ้าเราจำกันได้แล้วก็ไม่ลืมก็คือปี 2540 ซึ่งเกิดเศรษฐกิจตกต่ำในส่วนของไทยที่เรียกกันว่า “วิกฤตต้มยํากุ้ง” นะคะ รวมถึง “911” ซึ่งมีการเกิดเหตุการณ์ไม่สงบ ตรงนั้นก็ทำให้เกิดผลกระทบเช่นเดียวกัน

รวมถึงเรื่องของ “สถานการณ์การเมือง” นะคะซึ่ง การเมืองของไทยเนี่ยที่มีความไม่แน่นอนและมีการชุมนุมหลายพื้นที่ ก็ทำให้นักลงทุนไทยเองหรือนักลงทุนต่างประเทศ ก็ขาดความมั่นใจที่จะไม่กล้าเข้ามาลงทุน หรือชะลอการลงทุน ส่งผลกระทบต่อความต้องการซื้อแล้วก็ผลกระทบต่อเนื่องถึงกำไรของบริษัทจดทะเบียน รวมถึงสถานการณ์ของวิกฤตเศรษฐกิจซึ่งในส่วนของสหรัฐหรือ “วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์” ตรงนั้นก็มีผลนะคะ

 

แต่ละสถานการณ์ก็จะมีความแตกต่างกัน

ยกตัวอย่างเช่นว่าในช่วงเศรษฐกิจปี 2540 เราก็จะเห็นเลยว่าหลายๆ บริษัทนะคะอยู่ๆ ก็มีร้านที่เพิ่มขึ้นจากนโยบายค่าเงินลอยตัว ตรงนี้ทำให้บริษัทหลายแห่งเนี่ยขาดสภาพคล่อง นำไปสู่การล้มละลายหรือมีการฟื้นฟูกิจการซึ่ง

 

ถ้าเราเปรียบเทียบสถานการณ์ที่เรามักจะพูดถึงก็คือปี 2540 กับสถานการณ์ปัจจุบัน ทุกคนจะพูดตรงกันว่าจะเลวร้ายกว่า

 

เนื่องจากว่าปี 2540 เราทราบว่าปัญหามันเกิดจากอะไรแล้วเราจะแก้ปัญหายังไงแต่ปัจจุบันมันไม่เหมือนกันนะคะ เนื่องจากว่าสถานการณ์ของไวรัสเองก็ยังมีเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลายประเทศ แล้วก็ยังไม่สามารถป้องกันได้อย่างเด็ดขาด ทำให้ธุรกิจหรือเศรษฐกิจมีการจำกัดการดำเนินงาน

 

 

ใช้ข้อมูลในอดีตตัดสินใจในการลงทุนได้ไหม? (3.55)

จะใช้ประสบการณ์ในอดีตของเราเป็นตัวบอกอนาคตหรือว่าเป็นตัวตัดสินใจการลงทุนเนี่ยคงไม่สามารถใช้ได้เหมือนแต่ก่อนนะคะ

 

ใช้ได้ในเรื่องของปัจจัยพื้นฐานหรือว่าวิเคราะห์ทางการเงิน แต่พฤติกรรมของตลาดเนี่ยเป็นสิ่งที่คาดกันยากเหลือเกิน นักลงทุนมีการเปลี่ยนพฤติกรรมก็คือหนึ่งก็คือมีการขายเช้าแล้วก็ไปซื้อเย็นเพื่อกำไรส่วนต่างภายใน 1 วัน ถือว่าเล่นสั้นมากเลยนะคะเมื่อเทียบกับนักลงทุนสถาบันในอดีต

 

ในขณะเดียวกันมีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในส่วนของการตัดสินใจลงทุน หรือเลือกจังหวะในการเข้าและออก

 

นักลงทุนไม่ต้องกังวลนะคะว่าเราแพ้นักลงทุนสถาบันเพราะว่าจริงๆ แล้วโบรกเกอร์หลายแห่งที่เราไปเป็นลูกค้า เขามีให้บริการ โดยนักลงทุนสามารถไปเลือกใช้ได้ ซึ่งนักลงทุนควรจะไปใช้บริการเหล่านั้น เพราะปัจจุบันการลงทุนโดยตัดสินใจด้วยตัวเองหรือด้วยข้อมูลที่เราทำมันไม่เพียงพอ จะต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเหมือนกัน