.jpg

kinyupen_adminOctober 8, 2019

บอกเล่า ดวงชะตา 12 ราศีทุกสัปดาห์โดย อาจารย์จ๊ะ วรรณอนงค์ ผู้เชี่ยวชาญการพยากรณ์จาก 2 ศาสตร์ระหว่างการโคจรของดวงดาวกับไพ่ยิปซี ตรวจสอบดวงชะตา ระหว่างวันที่ 7 ต.ค. – 13 ต.ค.2562 เมื่อดาวเสาร์โคจรเล็งราหู ชะตาจะเป็นอย่างไร รุ่งหรือร่วงมาลุ้นกัน….

เริ่มต้นกันด้วยราศีเมษ

ชาวราศีเมษ ช่วงนี้จะคิดหรือทำอะไรมักไม่ค่อยได้ดั่งใจต้องการ อารมณ์แปรปรวนง่าย ควบคุมอารมณ์ให้ดีๆ เพราะมีดาวมฤตยูหรือดาวแห่งดวงเมืองทับอยู่

การงาน : อยู่ในเกณฑ์ดี มีผู้ใหญ่อุปถัมภ์ ควรใส่ใจกับการทำงานไม่ต้องไปคิดเรื่องอื่น

การเงิน : ได้ลาภจากผู้ใหญ่ในที่ทำงาน มีเงินเข้ามาให้ใช้จ่ายอย่างคล่องมือ

ความรัก : ค่อยเป็นค่อยไป ไม่หวือหวา หรือโดดเด่น

สุขภาพ : ระมัดระวังโรคเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร ระบบลำไส้ อาหารเป็นพิษ

ไพ่อยากบอก : ควบคุมอารมณ์ดีๆ และระวังอุบัติเหตุจากการเดินทาง

สีนำโชค : แดง

สีไม่ควรใช้ : สีดำ ชมพู

ราศีพฤษภ

ชาวราศีพฤษภ มีดวงเด่นเรื่องการเงิน มีเงินมากองให้เห็น การติดต่อเจรจาดี ไปที่ไหนใครก็รัก

การงาน :  อยู่ในเกณฑ์ดี มีผู้ใหญ่ช่วยเหลือ แต่ต้องระมัดระวังเรื่องบริวาร อาจนำเรื่องเหนื่อยใจมาให้

การเงิน :  มีลาภจากการทำงาน มีเงินใช้จ่ายไม่ขาดมือ

ความรัก : สดใส มีความสุข ไร้ซึ่งปัญหา คนมีคู่เข้าอกเข้าใจกันดี

สุขภาพ : ยังไม่มีโรคภัยให้ต้องกังวลใจมากนัก ถือว่าสุขภาพดี

ไพ่อยากบอก : ระมัดระวังคำพูด พูดให้น้อยจะดีที่สุด และหมั่นทำบุญเสริมดวง

สีนำโชค : เหลือง แสด

สีไม่ควรใช้ : ม่วง

ราศีเมถุน

ชาวราศีเมถุน ช่วงนี้ดาวราหูโคจรทับราศี อาจส่งผลต่อเรื่องสุขภาพและความรัก ต้องระมัดระวัง

การงาน : ยังคงเหนื่อยจากการทำงานหนัก ไม่ควรทำอะไรออกนอกหน้า ทำงานแบบปิดทองหลังพระไปก่อน

การเงิน : คล่องตัวดีไม่มีปัญหา แต่อย่าเพิ่งเสี่ยงลงทุนอะไรเกี่ยวกับเรื่องเงินๆ ทองๆ

ความรัก : มีเกณฑ์ขัดแย้งกัน อาจเจอรักสามเศร้าแบบไม่รู้ตัว ดังนั้นต้องระวังให้มาก ๆ

สุขภาพ : เจ็บป่วยง่าย ดูแลใส่ใจเรื่องสุขภาพตัวเองให้มากๆ

ไพ่อยากบอก : มีสติกับการดำเนินชีวิต และหมั่นทำบุญเสริมดวง

สีนำโชค : ฟ้า น้ำเงิน

สีไม่ควรใช้ : ดำ ม่วง สีโทนหม่น

ราศีกรกฎ

ช่วงนี้ชาวราศีกรกฎ มีเกณฑ์ใช้เงินเก่ง สุรุ่ยสุร่าย ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

การงาน : การงานยังไม่ค่อยเด่นชัดเท่าที่ควร ให้ตั้งใจทำงานด้วยความอดทน เพราะยังมีอุปสรรค

การเงิน : มีเกณฑ์ได้โชคลาภจากการติดต่อสื่อสารระหว่างประเทศ

ความรัก : อาจเกิดปัญหาขัดแย้งกับคนรัก โดยไม่ได้ตั้งใจ

สุขภาพ : ไม่มีปัญหาสุขภาพอะไรที่น่าเป็นห่วง ทุกอย่างยังปกติดีอยู่

ไพ่อยากบอก : ให้ระมัดระวังเรื่องการใช้เงิน อย่าซื้อทุกอย่างที่ขวางหน้า

สีนำโชค : เขียว ฟ้า น้ำเงิน

สีไม่ควรใช้ : สีม่วง

ราศีสิงห์

ชาวราศีสิงห์ จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ความคิดอาจสับสน พูดไม่รู้เรื่อง ให้แก้ด้วยวิธีปฏิบัติธรรม หรือนั่งสมาธิ

การงาน : งานที่กำลังทำอยู่ตอนนี้ราบรื่นไปได้ด้วยดี ไม่มีอุปสรรคระหว่างเพื่อนร่วมงาน

การเงิน : ภาพรวมการเงินเป็นแบบเรื่อยๆ ได้มาเท่าไหร่ก็ใช้ไปเท่านั้น นิ่งๆ ทรงตัว ไม่มีปัญหา

ความรัก : มีเกณฑ์คนรักจะแอบนอกใจ แอบไปมีกิ๊ก เพราะเราไม่มีเวลาให้เขา

สุขภาพ : อยู่ในเกณฑ์ปกติ ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง แต่ให้จัดการความคิดให้ดี

ไพ่อยากบอก : ยังไม่ควรให้ความสำคัญกับความรัก แนะนำให้ใส่ใจกับงานที่กำลังทำอยู่ เพราะมาถูกทางแล้ว

สีนำโชค  : เขียว แดง

สีไม่ควรใช้ : ม่วง ดำ

ราศีกันย์

ช่วงนี้ชาวราศีกันย์ อย่าคิดไปค้ำประกันให้ใคร เพราะเสี่ยงต่อการถูกหลอก หรือถูกเอารัดเอาเปรียบ

การงาน : ราบรื่นดี แต่อย่าไปค้ำประกันหรือให้เพื่อนที่ทำงานกู้ยืมเด็ดขาด

การเงิน : สภาพการเงินคล่องตัว มีรายได้เข้ามาจากหลากหลายช่องทาง

ความรัก :  ราบรื่นไปด้วยดีและไร้อุปสรรคต่างๆ

สุขภาพ : อยู่ในเกณฑ์ปกติ ไม่มีปัญหาเรื่องโรคภัยไข้เจ็บมากวนใจ

ไพ่อยากบอก : ไม่ควรเดินทางไกล หากเลี่ยงได้จะดีมาก แต่ถ้าจำเป็น ให้เช็คสภาพรถหรืออุปกรณ์เดินทางว่ามีส่วนไหนชำรุดเสียหายหรือไม่

สีนำโชค :  แดง ชมพู น้ำเงิน ฟ้า                

สีไม่ควรใช้ : ดำ

ราศีตุลย์

ช่วงนี้ให้ระวังคำพูดในที่ทำงานมากเป็นพิเศษ พูดเฉพาะสิ่งที่จำเป็นไม่อย่างนั้นจะเสี่ยงต่อการมีปัญหาระหว่างเพื่อนร่วมงาน

การงาน : เป็นไปในทิศทางบวก มีความก้าวหน้าที่ดีรออยู่ แต่อาจต้องแลกกับความเหนื่อยกับงานที่ยุ่งตลอดสัปดาห์

การเงิน : สภาพการเงินคล่องตัว มีเกณฑ์ได้โชคลาภมาโดยไม่รู้ตัว

ความรัก : ดวงความรักไม่ค่อยดี คนรักทำอะไรไม่ค่อยได้ดั่งใจ ขาดความโรแมนติก

สุขภาพ : อยู่ในเกณฑ์ปกติ ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง

ไพ่อยากบอก : ให้ระมัดระวังเรื่องคำพูด อย่าพูดในสิ่งที่ไม่จำเป็น

สีนำโชค : ม่วง ดำ           

สีไม่ควรใช้ : แดง ชมพู ฟ้า

ราศีพิจิก

ชาวราศีพิจิกมีเกณฑ์การเงินเป็นไปในทิศทางค่อนข้างดี มีคนช่วยเหลืออุปถัมภ์ในเรื่องการงาน

การงาน :  มีงานเข้ามาเยอะจนแทบหัวหมุนเลยทีเดียว

การเงิน :  มีคนช่วยเหลืออุปถัมภ์ในด้านการเงิน ทำให้ไม่มีปัญหา

ความรัก : คนมีคู่ชีวิตรักราบรื่นดี ไร้ซึ่งปัญหากวนใจ

สุขภาพ : ให้ความสำคัญกับการพักผ่อน เพราะภาระหน้าที่จะทำให้พักผ่อนไม่เพียงพอและยังมีความเครียดจากงานรุมเร้าอีกด้วย

ไพ่อยากบอก : ระมัดระวังเรื่องของอารมณ์ โดยเฉพาะเรื่องของการเข้าสังคม ระวังมีปัญหากับคนรอบข้าง

สีนำโชค : ใช้ได้เกือบทุกสี

สีไม่ควรใช้ : เหลือง

ราศีธนู

ช่วงนี้ชาวราศีธนูดวงตก เนื่องจากดาวเสาร์ทับและราหูเล็งเรือนเจ้าชะตา ทำสิ่งใดก็มีอุปสรรคขัดขวาง

การงาน : ต้องวางแผน ไตร่ตรองให้ดีเพราะจะมีอุปสรรคในการทำงาน รวมถึงจะมีงานใหม่ๆเข้ามาให้รับผิดชอบ ลูกน้องจะปรับตัวได้ดีขึ้น

การเงิน : มีค่าใช่จ่ายมาก มีเรื่องให้เสียเงินอยู่เรื่อยๆ

ความรัก : ระวังจะถูกหลอก คนมีคู่มีเกณฑ์ขัดแย้งกับคนรักจนอาจถึงขั้นเลิกลาได้

ไพ่อยากบอก : หมั่นทำบุญเสริมดวง และให้อดทนผ่านช่วงนี้ไปให้ได้

สีนำโชค : เขียว แดง ชมพู ฟ้า                     

สีไม่ควรใช้ : ม่วง ดำ

ราศีมังกร

ช่วงนี้อาจมีโลกส่วนตัวสูง ชอบคิดวางแผนชีวิตทำงานไว้ล่วงหน้า

การงาน : อยู่ในเกณฑ์ดี การติดต่อประสานงานเป็นไปได้ด้วยดี

การเงิน : มีค่าใช้จ่ายสูงให้ระวังภาระหนี้สินที่ตามมามากขึ้น อย่าเอาเงินในอนาคตมาใช้ถ้าไม่มีเงินสำรองมากพอ

ความรัก : อาจเกิดปัญหาขัดแย้งกับคนรัก โดยไม่ได้ตั้งใจ

ไพ่อยากบอก : ให้ระมัดระวังเรื่องการใช้เงิน และห้ามค้ำประกันใครเด็ดขาด

สีนำโชค : เขียว                          

สีไม่ควรใช้ : สีดำ

ราศีกุมภ์

เนื่องจากช่วงนี้เกตุเล็งลัคน์ ให้เข้าวัดหาสิ่งศักดิ์สิทธ์ยึดเหนี่ยวจิตใจจะเป็นการดี จะหงุดหงิดง่ายอารมณ์แปรปรวน

การงาน : การติดต่อประสานงานดี ไม่มีอุปสรรคปัญหาในการทำงาน

การเงิน : ภาพรวมการเงินเป็นไปแบบเรื่อยๆ

ความรัก : ให้ระวังคำพูด จะรู้สึกหดหู่ บรรยากาศอึมครึม

สุขภาพ : ระวังโรคเก่าๆ จะถามหา โดยเฉพาะโรคภูมิแพ้จากอากาศและฝุ่น

ไพ่อยากบอก : หมั่นเข้าวัดทำบุญเสริมดวงจะได้พบเจอแต่สิ่งดีๆ

สีนำโชค  : ม่วง เขียว แดง 

สีไม่ควรใช้ : ดำ เทา

ราศีมีน

ช่วงต้นสัปดาห์จะได้รับทรัพย์

การงาน : มีโชคจากการงาน การติดต่อคุยงานเป็นไปได้ด้วยดี

การเงิน :  จะได้โชคลาภในช่วงต้นสัปดาห์ แต่ขณะเดียวกันก็มีรายจ่ายค่อนข้างสูง

ความรัก :  ราบรื่นไปด้วยดี ไม่มีอุปสรรค

สุขภาพ : อยู่ในเกณฑ์ปกติ ไม่มีปัญหาเรื่องโรคภัยไข้เจ็บมากวนใจ

ไพ่อยากบอก : ไม่ควรเข้าไปยุ่งกับเรื่องของบริวารเพราะจะกลายเป็นเรื่องใหญ่หรือนำพาความเดือดร้อนมาให้

สีนำโชค :  ม่วง ดำ                      

สีไม่ควรใช้ : แดง

 

 

 

 

 

 


-cover_รักพันธนาการ.jpg

kinyupen_adminOctober 4, 2019

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต วันนี้ขอแชร์ความคิดดีๆ ของ ดร.ศศดิศ ชูชนม์ มาฝากกัน

แม้โดยส่วนตัวแล้วจะไม่ใช่แฟนคลับตัวยงของ “นิ้วกลม” เท่าไหร่นัก แต่ก็ยอมรับว่าเขาเป็นคนที่เขียนหนังสือง่ายๆ เข้าใจง่าย เพราะเอาเข้าจริงๆ แล้ว ชีวิตคนเราก็ไม่มีอะไรยาก…ถ้าตั้งโจทย์ง่ายๆ สำคัญที่คำตอบ ไม่ใช่คำถาม นั่นหมายความว่า ถ้าเรามีคำตอบที่ชัดเจนให้กับชีวิตตัวเองว่า เกิดมาเพื่ออะไร ทำเพื่ออะไร มีเป้าหมายอะไร และเดินไปให้ถึงเป้าหมายนั้นอย่างไม่เบียดเบียนตัวเอง ไม่เบียดเบียนคนอื่น ทะเยอทะยานบ้างเพื่อให้ชีวิตมีไดนามิค หรือแรงขับที่จะพุ่งไปข้างหน้า..ก็พอแล้ว

รักให้เป็น รักคนอื่นให้เท่ากับที่เรารักตัวเอง คนที่ไม่รักตัวเอง จะรักคนอื่นไม่ได้..นิยามความรักบอกไว้แบบนั้น

เมื่อเช้าเก็บบ้านหลังจากได้เครื่องดูดฝุ่นประมาณว่าปล่อยให้มันวิ่งไปเองโดยไม่ต้องไปสนใจมัน เพื่อนเรียกเครื่องดูดฝุ่นแบบนี้ว่า “ไอ้อ้วน” เพราะมันตัวอ้วนๆกลมๆ ก็เอาเป็นว่าได้เพื่อนใหม่ชื่อ “ไอ้อ้วน” มาช่วยเก็บฝุ่น และจัดการความสกปรกในบ้าน…แบบที่มันพอจะทำได้ตามกำลังและราคาของมันนั่นละ

เลยเจอหนังสือเล่มหนึ่งเป็นหนังสือของนิ้วกลม เปิดผ่านๆ มีบางถ้อยความในหนังสือที่เขาเขียนไว้อย่างน่าสนใจ…. ขออนุญาตโฆษณาประโยคคมๆ ที่คุณนิ้วกลมเธอหยิบยกมาไว้ในงานเขียนหลายเล่ม เผื่อจะโดนใจใครบ้าง…

นิ้วกลม…บอกว่า บางครั้งความสุขคือการไม่รู้เรื่องทั้งหมด

เรื่องบางเรื่องเราจำเป็นที่จะต้องสืบสาวค้นหาความจริงเพื่อความกระจ่าง เพื่อจะได้แก้ปัญหาและทำสิ่งต่างๆ ให้ดีขึ้น แต่กับเรื่องบางเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องที่เป็นความลับเล็กๆ ที่บางครั้งการปล่อยความลับเล็กๆ จะของใครก็ตามให้ได้มีที่อยู่เฉพาะของมันบ้างอาจจะดีกว่าการพยายามสืบค้น…

เพื่อนหรือคนรัก …อาจไม่ได้มีนิยามว่า คนที่รู้ทุกอย่าง ทุกเรื่องของเราเสมอไป เพื่อนหรือคนรักที่คบกันได้ยืนยาวอาจเป็นเพราะรู้จักปล่อยให้เพื่อนหรือคนรักของตัวเองได้มี “พื้นที่ส่วนตัว” ที่เราไม่ล่วงรู้บ้างในบางเรื่องบางโอกาส แน่นอนย่อมไม่ใช่ความลับที่เลวร้าย..จนยอมรับไม่ได้

คนที่มีความสุขในความสัมพันธ์…อาจไม่ใช่คนที่เห็นทุกสิ่งและรู้ทุกเรื่อง แต่คือคนที่รู้จังหวะในการ “หลับตา” และ “ลืมตา” แกล้งหลับตาข้างหนึ่งบ้าง…จะได้มีตาของคนข้างๆ ไว้จ้องมองกันนานๆ

The Prophet ของ คาริล ยิบราน เขียนไว้อย่างน่าฟังว่า

จงรักกันและกัน แต่อย่างสร้างพันธะแห่งความรัก

ขอให้ความรักนั้นเป็นเสมือนห้วงสมุทรอันเคลื่อนไหวอยู่ระหว่างฝั่งแห่งวิญญาณของเธอทั้งสอง

จงเติมถ้วยของกันและกัน แต่อย่าดื่มจากถ้วยเดียวกัน

จงให้ขนมปังแก่กัน แต่อย่ากัดกินจากก้อนเดียวกัน

จงร้องและเริงรำด้วยกัน และจงมีความบันเทิง แต่ขอให้แต่ละคนได้มีโอกาสอยู่โดดเดี่ยว

ดังเช่นสายพิณนั้น ต่างอยู่โดดเดี่ยว แต่สั่นสะเทือน ด้วยทำนองดนตรีเดียวกัน……

ตอนอ่านหนังสือเล่มนี้ครั้งแรกก็งงๆ เพราะเราอาจไม่ใช่คนที่เข้าใจปรัชญาชีวิตอันลึกซึ้งมากนัก

ครั้นเมื่อโตขึ้นผ่านเวลามากว่าครึ่งชีวิต …ถ้อยความใน The Prophet บางประโยค กลับให้ความหมายกับชีวิตอย่างไม่น่าเชื่อ

“ความรักไม่ให้สิ่งอื่นใดนอกจากตนเอง

และก็ไม่รับเอาสิ่งใดนอกจากตนเอง

ความรักไม่ครอบครอง…และไม่ยอมถูกครอบครอง

เพราะความรักนั้นพอเพียงแล้วสำหรับตอบความรัก”

อาหารสมอง กับเรื่องราวจรรโลงใจในเช้าวันใหม่สำหรับผู้ที่มีความรักและเข้าใจในความรัก…ทุกคนค่ะ…..


-cover_soulmate.jpg

kinyupen_adminOctober 2, 2019

“ถ้าไม่รักตัวเองแล้วจะดูแลใครได้” วลีนี้คงไม่ไกลเกินไปนัก สำหรับมนุษย์วัยทำงานทั้งหลาย อาจกำลังทุ่มเทแรงกายแรงใจ รวมถึงเวลาส่วนตัวอย่างหนัก เพื่อให้ได้มาทั้งทรัพย์สิน เงินทองสำหรับสร้างสุข หรือ วางรากฐานอนาคตตนเอง คนรอบตัว ครอบครัว หรือ “คู่ชีวิต” ที่กำลังมองหา จนละเลยดูแลร่างกายอย่างเหมาะสม ซึ่งเชื่อไหมว่านั่นคือการทำร้าย “คู่ชีวิต” โดยที่เราไม่รู้ตัว สอดคล้องกับข้อเขียนที่มีชื่อว่า “Who is your life partner” โดย ศรีศรี รวี แชนการ์ (Sri Sri Ravi Shankar) กูรูชั้นนำของอินเดีย ซึ่ง รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ นำมาถอดความไว้อย่างน่าสนใจ

ใจความสำคัญระบุไว้ว่า  “คู่ชีวิตที่แท้จริงก็คือร่างกายของคุณ” เพราะหากวันใดร่างกายคุณไม่ตอบสนองก็จะไม่มีใครอยู่กับคุณ ดังนั้นพึงระลึกไว้เสมอว่า การที่คุณดูแลร่างกายแบบใด ท้ายสุดแล้วก็จะมีผลย้อนกลับมาแบบนั้นเสมอ จงจำไว้ว่าร่างกายของคุณนั้นเป็นที่อยู่ถาวรเพียงแห่งเดียวเท่านั้นที่คุณจะอยู่อาศัย เป็นทั้งทรัพย์สิน หนี้สิน ซึ่งไม่มีใครมาร่วมแชร์ได้เลย ร่างกายของคุณคือความรับผิดชอบของคุณ เพราะคุณคือคู่ชีวิตที่แท้จริงของมัน

ข้อความข้างต้นหากนำมาตีความให้เข้าใจได้ง่าย ก็คือ เมื่อคุณดูแลร่างกายดีขึ้นเพียงใด อาทิ กินสิ่งที่ดี ทำร่างกายให้แข็งแรง จัดการความเครียด และพักผ่อนที่ดีเพียงใด ร่างกายก็จะยิ่งดูแลคุณดีขึ้นเพียงนั้นด้วยนั่นเอง หากทั้งนี้วิธีการดูแลร่างกายแต่ละแบบตามที่ผู้เขียนอ้างถึงนั้น ก็มีเป้าประสงค์ที่น่าสนใจต่างกันไป ดังนี้

ควบคุมลมหายใจ – เพื่อปอด : ตรงกับข้อมูลทางการแพทย์ที่ระบุว่า การฝึกฝนการหายใจให้มีประสิทธิภาพ หรือ เรียกว่า “หายใจให้เป็น” นอกจากปรับสมดุลร่างกายผ่านลมหายใจ ยังช่วยในการปรับกระบวนการคิดและสติ อันเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยก่อให้เกิดสุขภาวะด้วย

นั่งสมาธิ – เพื่อใจ : อันเป็นการช่วยสร้างความสงบภายในจิตใจ

โยคะ – เพื่อร่างกาย : ศาสตร์การดูแลสุขภาพอีกรูปแบบหนึ่ง ที่ผสานการบริหารร่างกาย ลมหายใจ สติ การยืดหยุ่น อันส่งผลต่อการปรับสมดุลร่างกายให้แข็งแรงยิ่งขึ้น

เดิน – เพื่อหัวใจ : มีผลโดยตรงต่อการช่วยกระตุ้นระบบหมุนเวียนเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ

อาหารที่ดี – เพื่อลำไส้ : ระบบลำไส้ถือเป็นอีกระบบที่มีความสำคัญต่อร่างกาย เพราะนำสารอาหารที่เรารับประทานเข้าไปเลี้ยงยังอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย หากลำไส้ทำงานผิดปกติจะส่งผลให้ร่างกายทั้งหมดอ่อนแอ ดังนั้นการเลือกรับประทานอาหารที่ดี จะช่วยให้ลำไส้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเน้นรับประทานผัก ถั่ว ธัญพืช เป็นหลักมากกว่าเนื้อสัตว์ขนาดใหญ่จำพวกที่ย่อยยาก

ความคิดที่ดี – เพื่อจิตวิญญาณ : คิดบวก หรือ มองโลกแง่ดีทุกคนฝึกฝนกันได้ ช่วยจัดระบบความคิด

กรรมดี – เพื่อโลก : หมั่นกระทำความดี เพื่อคนและสังคมรอบข้างที่ดีขึ้น

ข้อเขียนนี้ คงช่วยเตือนได้ว่าการดูแลตนเองนั้นสำคัญเพียงใด ดังนั้นเราจึงควรหันมารักตัวเอง และ ดูแลตัวให้ให้ดีให้พร้อมเสียก่อน โดยเฉพาะท่านที่ต้องแบกรับ หรือ เป็นเสาหลักในการรับผิดชอบครอบครัว ซึ่งทีมงานกินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต  ขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านมา ณ ที่นี้

ขอบคุณที่มาข้อมูลจาก : คอลัมน์อาหารสมอง นสพ.กรุงเทพธุรกิจ โดย รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ

 


kinyupen_ปกเนื้อหา.jpg

kinyupen_adminSeptember 30, 2019

พะโล้เมนูขวัญใจของใครหลายคนรับประทานได้ทุกเพศทุกวัย ด้วยกลิ่นหอมที่ชวนรับประทานและรสชาติอร่อยถูกปาก ทั้งยังมีวิธีทำที่ไม่ซับซ้อน สามารถทำเก็บไว้ทานได้หลายมื้อ  ยิ่งเคี่ยวบ่อยรสชาติยิ่งอร่อยเพิ่มขึ้น

 

โดยปกติแล้วพะโล้จะมีเครื่องเทศจีนเป็นตัวชูโรงหลัก สร้างกลิ่นหอม แถมด้วยเนื้อหมู ไข่ เต้าหู้ ผสมผสานเกิดเป็นความอร่อยที่ลงตัวแต่เพื่อให้เข้ากับเทศกาลกินเจ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเมนู พะโล้เจ จากวัตถุดิบย่านตลาดเก่าเยาวราชที่ไปช้อปกันมาจากคราวที่แล้ว พร้อมแล้วไปเข้าครัวกันเลย…

 

ส่วนผสมหลักแบบเจๆ คือ เต้าหู้ เห็ดหอม หมี่กึงแบบไส้หมู น้ำมันพืชเจ ซอสหอยนางรมแบบเจ เกลือป่น  น้ำตาลปี๊บ ซีอิ๊วขาว ซีอิ๊วดำ เครื่องเทศ และพริกไทย

 

กรรมวิธีสำคัญ…เคล็ดไม่ลับฉบับคนทำครัว มีขั้นตอน ดังนี้ คือ “ทอดเต้าหู -ผัดเห็ดหอม-เคี่ยวซีอิ๊ว-จัดแจงส่วนผสม-ยกเสิร์ฟ”

 

1.ทอดเต้าหู้: นำเต้าหู้ที่หั่นเป็นชิ้นพอดีคำลงไปทอดในกระทะตั้งไฟระดับปานกลาง เต้าหู้จะสุกง่าย ถ้าทอดทิ้งไว้นาน ระวังไหม้ ให้สังเกตว่าถ้าเต้าหู้มีสีเหลืองทองต้องยกขึ้นกระทะทันที

 

2.ผัดเห็ดหอม: นำเห็ดหอมที่แช่น้ำแล้วมาผัดใส่น้ำมันเล็กน้อย ผัดจนได้กลิ่นของเห็ดหอมแตะจมูก

 

3.เคี่ยวซีอิ๊วดำ: นำน้ำตาลทรายแดงกับน้ำตาลปี๊บเคี่ยวไฟระดับอ่อน ๆ เติมน้ำสะอาดเล็กน้อย เคี่ยวไปเรื่อย ๆ จนเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้มเกือบดำ ก็จะได้ซีอิ๊วสูตรใหม่ ไร้กลิ่นเหม็นคาว

4.จัดแจงส่วนผสม: เติมน้ำแช่เห็ดหอมในหม้อ นำส่วนผสมทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นหมี่กึง เต้าหู้ ลงหม้อ ตั้งไฟระดับกลาง พอเดือดให้ใส่เครื่องปรุงทั้งหมดลงไป คนทุกอย่างให้เข้ากัน ชิมรสตามใจชอบ พร้อมยกเสิร์ฟ เสร็จไปหนึ่งมื้อแบบง่าย ๆ สไตล์คนกินเจ

 

เทศกาลเจปีนี้ คุณสามารถเปลี่ยนแปลงเมนูที่ตามปกติปรุงรสด้วยเนื้อสัตว์ ให้ไร้เนื้อสัตว์ได้ ด้วยการหาวัตถุดิบเจ ที่ปัจจุบันนี้มีให้เลือกซื้ออย่างหลากหลาย สำหรับวันนี้ทีมงานกินอยู่เป็นขอให้ทุกท่านอิ่มบุญ ไปกับอาหารเจ

 

ดูขั้นตอนการทำเพิ่มเติมได้ที่่ :

 

 


_เยาวราช-ปกเนื้อหา.jpg

kinyupen_adminSeptember 29, 2019

ในช่วงเทศกาลกินเจปีนี้ หลายบ้านคงเตรียมวางแผนทำอาหารเจไว้รับประทานกันแล้ว กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอเอาใจสาวก คนกินเจ พาไปช้อปวัตถุดิบย่านตลาดเก่าเยาวราช แหล่งขายอาหารเจเก่าแก่ของเมืองไทยกันสักหน่อย โดยวัตถุดิบที่คัดสรรมานี้ ทุกท่านสามารถนำไปประกอบเมนูเจได้เองแบบง่าย ๆ ทำให้เทศกาลกินเจปีนี้ ไม่น่าเบื่ออีกต่อไป งั้นเราขอพาคุณเริ่มต้นเดินทางสู่วิถีคนกินเจกันเลย Let’s go!

วิธีประกอบอาหารเจปัจจุบันนั้น มีทั้งเมนูต้ม ผัด แกง ทอด นึ่ง ยำ เฉกเช่น เมนูปกติทั่วไป ต่างกันที่วัตถุดิบที่ต้องไม่มีส่วนผสมจากเนื้อสัตว์เท่ากัน ซึ่งเราจะพาไปดูวิธีเลือกสรรวัตถุดิบที่มักเป็นพระเอก นางเอกประจำเทศกาลนี้กัน

 

เคล็ดคัดสรรวัตถุดิบ

เริ่มต้นด้วย “เห็ดหอม” นางเอกประจำเทศกาล โดยมีบทบาทเป็นส่วนประกอบพื้นฐานทำได้แทบทุกเมนู ไม่ว่า จะต้ม ตุ๋น ผัด หรือนึ่ง เพราะเห็ดหอมจะช่วยเพิ่มความกลมกล่อมให้อาหารเจ ด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆ

เคล็ดไม่ลับ เห็ดหอมที่ดีต้องมีดอกหนา ลายกระจายทั่วดอก ซึ่งจะช่วยบ่งบอกได้ว่าเป็นเห็ดที่สด รสชาติดี

 

ต่อมาคือเจ้าพระเอกอย่าง “เต้าหู้” ที่มีบทบาทสำคัญไม่แพ้เห็ดหอมซึ่งมักปรากฏอยู่ในทุกจานสำคัญของอาหารเจ โดยส่วนผสมหลักของเต้าหู้มาจากถั่วเหลืองที่มีโปรตีนสูงกว่าเนื้อสัตว์บางประเภทถึงสองเท่า มีให้เลือกหลากหลายแบบทั้งชนิดอ่อน ชนิดแข็ง ตามใจชอบ

เคล็ดไม่ลับ ควรเลือกเต้าหู้ที่นำมาขายใหม่ๆ โดยสังเกตจากความขาวนวล มีกลิ่นหอม ไร้เมือก ไร้กลิ่นเหม็นเปรี้ยว รูปทรงไม่บิดเบี้ยว และบรรจุในภาชนะสะอาด

 

ถ้ายังไม่รู้จะเลือกร้านไหน ทีมงานขอแนะนำร้านเจ้าประจำของแอดมินที่เปิดมาหลายสิบปี ตั้งอยู่ซอยด้านข้างวัดมังกร ไฮไลท์เด็ด คือ “เต้าหู้ซีอิ๊วดำ” ซึ่งเป็นเต้าหู้อ่อนที่ต้มกับซีอิ๊วดำ น้ำตาลทรายแดง และเครื่องเทศต่าง ๆ จนเนื้อเต้าหู้มีความหอม หวาน กลมกล่อม สามารถนำไปรับประทานกับเมนูต่าง ๆ ได้อย่างลงตัว

 

ลำดับต่อมา คือ “หมี่กึง” วัตถุดิบประเภทเส้นทำจากแป้งข้าวเหนียวและข้าวสาลี ให้พลังงานคาร์โบไฮเดรตสูง รูปร่างมีหลายแบบ ในที่นี้ขอเลือกหมี่กึงที่มีลักษณะก้อนแป้งม้วนคล้ายโรตี

เคล็ดไม่ลับ หมี่กึงมักอยู่ในรูปอาหารสดเสมอ ไม่นิยมอบแห้ง เพราะทำให้รสสัมผัสเปลี่ยน

 

ที่ขาดไม่ได้ คือ “ดอกไม้จีน” หนึ่งในสมุนไพรจีนที่นำไปปรุงอาหารได้หลายเมนู ทั้งต้มและผัด ควรเลือกซื้อดอกสีเหลืองหรือสีน้ำตาลอ่อน

เคล็ดไม่ลับ ถ้าซื้อแบบสดต้องดึงดอกออกก่อน ไม่อย่างนั้นอาจทำให้ท้องเสีย ทั้งไม่ควรเลือกดอกไม้จีนสีซีด เพราะอาจมีสารปนเปื้อนจำพวกสารฟอกขาว

 

สินค้าดีจากร้านดัง

เมื่อมาเยาวราช ร้านไม่ควรพลาด คือ “กาน่าฉ่าย” ร้านเว้งยู่กี่ ซอยเล่งบ่วยเอี๊ยะ (เจริญกรุง16) ร้านเก่าแก่คู่เยาวราชมาเกือบ 30 ปี ซึ่งจะแสดงวิธีทำสดๆ และนอกจากกาน่าฉ่ายแล้ว ภายในร้านยังมีอาหารเจอีกหลากหลาย เช่น ใบปอ พุทราจีน เก๋ากี้ ขาเห็ดเจ ปลาอินทรีย์เค็มเจ

อีกร้านที่ไม่ควรพลาด คือ “เกี่ยมฉ่าย” หรือ ผักกาดดองเจ อันขึ้นชื่อจากร้านเจ๊แดง เยาวราชซอย 6 นอกจากเกี่ยมฉ่ายแล้ว ยังมีน้ำพริกเจ รสชาติต่างๆ ให้เลือกอีกด้วย

รวมถึง “ง่วนสูน” ร้านพริกไทยตรามือ เจ้าเก่าแก่แห่งเยาวราช ที่ขึ้นชื่อด้วยคุณภาพของเม็ดพริกไทยที่บดให้เห็นกันสดๆ และมีเครื่องเทศให้เลือกอีกหลากประเภท

 

เทศกาลกินเจปีนี้ กินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต ขออวยพรให้ทุกท่านมีความสุขกับเทศกาลกินเจ


-cover_content_7วันหยุด.jpg

kinyupen_adminSeptember 28, 2019

 

วันหยุดสุดสัปดาห์เป็นเวลาที่มนุษย์เงินเดือนทั้งหลายจะได้พักผ่อน เติมพลังให้กับร่างกายอย่างเต็มที่ ซึ่งหลายท่านอาจจะรู้สึกเบื่อกับการจราจรอันแสนติดขัดของบ้านเราจึงเลือกที่จะพักอยู่บ้านมากกว่า ดังนั้นวันนี้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงขอนำเสนอ 7 กิจกรรมง่ายๆ สำหรับนำไปในเวลาว่างวันหยุดกัน

1.หากิจกรรมกลุ่มร่วมกับครอบครัวและคนรัก

การรับประทานอาหารร่วมกัน พูดคุยถึงเรื่องราวพบเจอมาในแต่ละวัน ถือเป็นวิธีช่วยคุณผ่อนคลายความเครียดจากปัญหาที่เผชิญมาทั้งสัปดาห์ หรือจะแถมด้วยกิจกรรมพิเศษอื่นๆ เช่น ออกกำลังกาย โยคะ หรือ ใช้เสียงเพลงบำบัดจิตใจ เติมความสุขร่วมกันก็คงจะดี

2.Big Cleaning Day เปลี่ยนบรรยากาศบ้านให้น่าอยู่

หลังจากวุ่นวายมาทั้งอาทิตย์ จนแทบไม่มีเวลาหันมาทำความสะอาดบ้าน รู้ตัวอีกทีบ้านถูกกองทัพฝุ่นและคราบต่างๆ ยึดไปแล้ว วันหยุดจึงเป็นโอกาสดีที่เราจะได้จัดการเอาความสกปรกเหล่านั้นออกไป หรือ จัดระเบียบในสวนให้สวยงามมีระเบียบ เท่านี้ก็มีความสุขแถมยังได้สุขภาวะที่ดีของบ้านกลับมา

3.จัดระเบียบตู้เสื้อผ้า แบ่งบางส่วนไปบริจาค

เมื่อมีเวลาว่างการรื้อตู้เสื้อผ้ามาจัดระเบียบใหม่ก็น่าสนใจ โดยจัดแบ่งเสื้อผ้าตามหมวดหมู่ ตามสี ตามประเภทก็ตามที่สะดวกกันเลย หรือ ถ้าบางท่านที่มีเสื้อผ้าเหลือใช้ก็สามารถนำไปบริจาคให้ผู้ขาดแคลนตามมูลนิธิต่าง ๆ ในประเทศไทย เช่น มูลนิธิกระจกเงา มูลนิธิบ้านนกขมิ้น  มูลนิธิบ้านกึ่งวิถีหญิง ฯลฯ ข้อนี้นอกจากได้จัดระเบียบแล้ว ยังได้ทำบุญอีกด้วย

4.ปล่อยเวลาไปกับหนังสือเล่มโปรด  

เชื่อว่ามีหลายท่านที่รักการอ่านหนังสือ ดังนั้นการหยิบหนังสือเล่มโปรดขึ้นมาสักเล่ม หามุมดีๆ แล้วปล่อยเวลาไปกับมันในช่วงวันหยุดก็เป็นอีกหนึ่งความสุขและการผ่อนคลายง่ายๆ อีกทั้งการอ่านหนังสือยังช่วยเรื่องการฝึกสมาธิได้อีกทางหนึ่งด้วย

5.ดูแลสัตว์เลี้ยง หรือ เล่นโยคะ

การดูแล หรือ เล่นกับสัตว์เลี้ยงก็เป็นอีกหนึ่งวิธีสร้างความสุขทางใจง่ายๆ ทั้งเจ้าของ และ สัตว์เลี้ยงเอง แต่ถ้าใครไม่ได้มีสัตว์เลี้ยง วิธีออกกำลังกายง่ายๆ ในที่พัก เช่น โยคะ หรือ ไทชิ จากคลิปแบบฝึกบนยูทูป ก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ

6.เซ็ทอัพจัดระเบียบความงามด้วยตนเอง

วันหยุดถือเป็นโอกาสดี ที่จะทำให้คุณได้มีเวลาจูนอัพความสวยตัวเองตั้งแต่หัวจรดเท้า ซึ่งเลือกได้หลายวิธี ไม่ว่าจะ ขัดผิว พอกหน้า หมักผม มาสก์หน้า หรือ อาจเสริมบุคลิกภาพ ด้วยการจัดแต่งทรงผมเปลี่ยนลุค เติมความสวย เปรี้ยว เฉี่ยวที่จะช่วยทำให้คุณดูมีเสน่ห์ยิ่งขึ้น

 7.จัดการความคิดเคลียร์สมอง เตรียมพร้อมรับวันทำงาน

การทบทวนตนเอง เคลียร์สมองพร้อมต้นใช้ชีวิตสู่วันถัดไป อาจเริ่มต้นด้วยการนั่งสมาธิ เขียนวางแผนชีวิตต่อเรื่องราวที่พบเจอในแต่ละวัน ตั้งเป้าหมายในชีวิต ถึงสิ่งที่คุณอยากทำต่อไปในอนาคต หรือซัทดาวน์จากโลกโซเชียลเพื่อพักผ่อนอย่างเต็มที่ ก่อนออกไปสู้กับภาระหน้าที่ที่จะมาถึงในวันต่อไป


-cover_content_RMF-เริ่มเร็วยิ่งดี.jpg

kinyupen_adminSeptember 27, 2019

 

  • RMF เหมาะกับมนุษย์เงินเดือน หรือ ฟรีแลนซ์ ที่ไม่มีหลังพิงฝาเวลาเกษียณ
  • จากสถิติพบว่าค่าเฉลี่ยผลตอบแทน RMF ใกล้เคียงกับ กบข. และ สูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก
  • RMF ลงทุนขั้นต่ำปีละ 5,000 บาท หรือ 3% ของรายได้ ต่อเนื่องอย่างน้อย 5 ปี (เว้นได้ไม่เกิน 1 ปี ติดต่อกัน) ถอนมาใช้ได้เมื่ออายุ 55 ปี

ปัจจุบันจะมีมนุษย์เงินเดือนบางกลุ่ม รวมถึงฟรีแลนซ์ที่ไม่มีเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบริษัทคอยซัพพอร์ตยามเกษียณ จึงจำเป็นต้องมองหาเงินเก็บไว้รองรับเมื่อถึงเวลา กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ หรือ RMF (Retirement Mutual Fund) ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกชั้นดีที่ควรศึกษา แม้หลายคนอาจมองว่ามีข้อจำกัดตรงที่ต้องลงทุนเป็นระยะเวลานานกว่าจะนำมาใช้ได้ ซึ่งน่าสนใจอย่างไรนั้น วันนี้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำมาฝากกัน

 

เหมือนปลูกไม้ผลต้องใช้เวลา แต่ออกผลให้กินแน่นอน

RMF เกิดจากภาครัฐต้องการสนับสนุน ให้มนุษย์เงินเดือนที่เสียภาษี มีแหล่งเงินออมหลังวัยเกษียณ ภายใต้ข้อแม้ว่าต้องลงทุนขั้นต่ำปีละ 5,000 บาท ต่อเนื่องอย่างน้อย 5 ปี จนถึงอายุ 55 ปีจึงสามารถเบิกเงินก้อนที่ลงทุนมาใช้ได้ ซึ่งยอดเงินลงทุนแต่ละปีนำไปลดหย่อนภาษีตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท (ไม่เกิน 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี) โดยลงทุนปีไหน ก็ใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ปีนั้น

ผู้สนใจสามารถเลือกกองทุน RMF ได้ตามความสนใจผ่านสถาบันการเงินต่างๆ ซึ่งจะนำเงินของคุณไปบริหารจัดการให้ผลิดอกออกผลงอกเงยเป็นผลกำไรกลับมา มีทั้งแบบ RMF ตราสารหนี้, RMF ตราสารทุน, RMF แบบผสม, RMF ที่ลงทุนในต่างประเทศ เป็นต้น โดยแต่ละกองทุนจะมีความเสี่ยงในระดับที่ต่างกันออกไป เพราะผันตามการเติบโตของหุ้นและตลาดหลักทรัพย์ ดังนั้นผู้ลงทุนจึงต้องพิจารณาให้ดีก่อนว่าจะสามารถแบกรับความเสี่ยงได้เพียงใด

เฉลี่ยผลตอบแทนปลายทางสูงกว่าเงินฝาก

 

 

ที่มา อันดับกองทุนรวมเด่นประจำสัปดาห์ จาก Wealthmagik ประจำวันที่ 23 กันยายน 2562

 

แม้การลงทุนในกองทุน RMF จะมีความผันผวนตามสถานการณ์ตลาดหลักทรัพย์ และปัจจัยการเงินโลก หากเมื่อย้อนดูสถิติภาพรวม ก็พบว่าในระยะยาว RMF มีผลตอบแทนที่สูงกว่าการฝากประจำ โดยจากการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยผลตอบแทนกองทุนรวม RMF ย้อนหลัง 3 ปี (ตามภาพ) พบว่า อยู่ระหว่าง 3.39 % – 5.84 % ซึ่งใกล้เคียงค่าเฉลี่ยผลตอบแทนกองทุนบำเหน็จข้าราชการ (กบข.) ซึ่งอยู่ที่ 5-7% ขณะที่ค่าเฉลี่ยอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำธนาคารพาณิชย์ อยู่ที่ 0.1250% – 0.5000% เท่านั้น

เพื่อเป็นการเปรียบเทียบภาพให้ชัดขึ้น สมมติฐานว่าคุณมีเงินเก็บ 5,000 บาท ถ้าเลือกฝากประจำ คุณจะได้ดอกเบี้ย เพียงแค่ 25 บาท (5,000*0.5000) แต่ถ้านำเงินไปไว้ในกองทุน RMF คุณจะได้เงินถึง 292 บาท (5,000*5.84%) โดยไม่ต้องออกแรงทำอะไรเลย

 

ยิ่งเร็ว ยิ่งมั่นคง เริ่มง่ายๆ เพียงเดือนละ 500 บาท

การที่ต้องลงเงินขั้นต่ำ 5,000 บาททุกปีจนถึงอายุ 55 ปี อาจทำให้หลายคน โดยเฉพาะกลุ่มเริ่มทำงานอาจมองว่านี่คือข้อจำกัด แต่หากปรับมุมมองว่าถ้าลองตัดค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเพียงเดือนละ 500 บาท สิบเดือนก็ได้ 5,000 บาท และทำแบบนี้ทุกๆ เดือน ทุกๆ ปี เท่ากับว่าคุณกำลังเริ่มสร้างฐานเงินเก็บไว้สำรองเลี้ยงชีพก้อนใหญ่ในอนาคต

เพราะยิ่งคุณลงทุนในกองทุน RMF นานเท่าไรค่าเฉลี่ยของผลตอบแทนก็จะยิ่งสูงขึ้นไปเท่านั้น สมมติว่าถ้าเริ่มลงทุนตอนอายุ 30 ปี ปีละ 5,000 บาทต่อเนื่องจนครบ 55 ปี คุณจะมีเงินต้นในกองทุน RMF 125,000 บาท ซึ่งยังไม่รวมผลตอบแทน และลองคิดดูว่ายิ่งคุณเริ่มเร็วขึ้น หรือ เพิ่มจำนวนเงินมากขึ้น คุณก็จะยิ่งมีเงินออมไว้ใช้ในวัยเกษียณมากขึ้นนั่นเอง

การจะลงทุนใน RMF หรือ ไม่นั้น ผู้ลงทุนอาจต้องพิจารณาปัจจัยประกอบรอบด้าน เพราะแต่ละบุคคลก็อาจเหมาะกับรูปแบบการออมที่ต่างกันไป  อย่างไรก็ตาม กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ก็ยังสนับสนุนให้ชาวมนุษย์เงินเดือนเริ่มวางแผนเงินออมที่เหมาะสมกับตน เพราะเราเชื่อว่า มีเงินออมไว้ยังไงก็อุ่นใจกว่าในบั้นปลาย ซึ่งผู้สนใจสามารถศึกษาได้จากแหล่งข้อมูลมากมายในปัจจุบัน

หมายเหตุ

ข้อคิดเห็นที่ปรากฏในบทความนี้เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของคณะผู้เขียน ซึ่งการลงทุนมีความเสี่ยงดังนั้นผู้ลงทุนโปรดศึกษาข้อมูลอย่างถี่ถ้วนก่อนตัดสินใจลงทุน

 


-cover_content_ซึมเศร้า.jpg

kinyupen_adminSeptember 26, 2019

แทบไม่น่าเชื่อว่าปัจจุบัน สถานการณ์ฆ่าตัวตายของคนไทยพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ โดยในปี 2561 ที่ผ่านมา มีคนไทยฆ่าตัวตายสำเร็จ 4,137 คน หรือเฉลี่ย 11-12 คนต่อวัน ถือเป็นอันดับต้นๆ ในอาเซียน โดยกลุ่มที่ฆ่าตัวตายสูงสุด คือ วัยแรงงาน ช่วงอายุ 25-59 ปี รองลงมาคือวัยสูงอายุ ตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป และวัยเด็ก อายุ 10-24 ปี ตามลำดับ โดยปัจจัยต้นเหตุสำคัญ กรมสุขภาพจิต ระบุว่า อันดับหนึ่ง เกิดจากปัญหาด้านความสัมพันธ์ ทั้งความน้อยใจ ถูกดุด่าตำหนิ การทะเลาะกับคนใกล้ชิด ซึ่งสูงถึง 48.7%  รองมาคือ ความรัก หึงหวง 22.9% และต้องการคนใส่ใจดูแล 8.36%

ขณะที่ปัจจัยจากการดื่มสุราและยาเสพติด พบว่า ปัญหาการดื่มสุรา 19.6% มีอาการมึนเมาระหว่างทำร้ายตนเอง 6% ส่วนปัญหาด้านการเจ็บป่วยทางจิต พบภาวะโรคจิต 7.45% โรคซึมเศร้า 6.54% และมีประวัติการทำร้ายตนเองซ้ำ 12% นอกจากนี้กรมสุขภาพจิตยังกังวลต่อการนำเสนอข่าวการฆ่าตัวตายของสื่อมวลชนว่าอาจทำให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบด้วย

จากข้อมูลจะเห็นได้ว่า ผู้ป่วยซึมเศร้าโรคที่ซึ่งกำลังเป็นที่สนใจอย่างมากในสังคม มีอัตราเสี่ยงระดับที่น่าเป็นห่วง อีกทั้งระยะหลังคนดังทั่วโลกที่ป่วยโรคนี้ก็มีการฆ่าตัวตายถี่ยิ่งขึ้น ซึ่งสาเหตุที่ผู้ป่วยโรคซึมเศร้ามักเสี่ยงต่อการคิดฆ่าตัวตายนั้น กรมสุขภาพจิต ระบุว่า ทฤษฎีหนึ่งที่สามารถนำมาอธิบายถึงการฆ่าตัวตายในผู้ป่วยโรคซึมเศร้าได้ดี คือ แนวคิดของทฤษฎีสัมพันธภาพระหว่างบุคคลของการฆ่าตัวตาย โดย แวน โอเดน และคณะ ซึ่งเชื่อว่ามีปัจจัยเกี่ยวข้อง 3 ประการ

  1. ความรู้สึกโดดเดี่ยว ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของสังคม
  2. คิดว่าตนเองเป็นภาระ
  3. พลังหรือความสามารถที่จะฆ่าตัวตาย ซึ่งจะทำให้กลัวความตายน้อยลง ทนต่อการบาดเจ็บของร่างกายได้มากขึ้น ซึ่งส่งให้เกิดผลตามมา คือ พยายามฆ่าตัวตายจนเกือบถึงตาย และถึงแก่ความตาย

คนจะฆ่าตัวตายสังเกต – ป้องกันอย่างไร

ข้อสังเกตของคนที่เสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย คือ  มีอาการเศร้า เบื่อ เซ็ง แยกตัว คิดวนเวียน นอนไม่หลับ มองโลกในแง่ลบ หรือ โพสต์ข้อความเชิงสั่งเสีย ไม่อยากมีชีวิตอยู่ หมดหวังในชีวิต ซึ่งเป็นอาการบ่งบอกของโรคซึมเศร้าและเป็นสัญญาณเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย ซึ่งถ้าพบให้รีบเข้าไปพูดคุยรับฟัง ตามหลัก 3 ส. คือ

  1. สอดส่องมองหา ผู้ที่มีความคิดทำร้ายตัวเอง หรือ เริ่มส่งสัญญาณเตือนในการฆ่าตัวตาย
  2. ใส่ใจรับฟังด้วยความเข้าใจ ชวนพูดคุย ให้ระบายความรู้สึก ไม่ตำหนิหรือวิจารณ์ โดยการรับฟังอย่างใส่ใจนั้นเป็นวิธีการที่สำคัญมีประสิทธิภาพมาก
  3. ส่งต่อเชื่อมโยงเช่น การแนะนำให้โทรปรึกษาสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือ โทรปรึกษาสะมาริตันส์ 02-713-6793 เวลา 12.00-22.00 น. รวมถึงแอพพลิเคชั่นสบายใจ (Sabaijai)แนะนำให้ไปพบบุคลากรสาธารณสุขหรือช่วยเหลือพาส่งโรงพยาบาลใกล้บ้าน

ดังนั้นถ้าใครพบว่าบุคคลรอบข้างมีความเสี่ยง หรือ มีอาการลักษณะนี้ ควรเข้าไปดูแลอย่างทันท่วงที เพื่อป้องกันเหตุอันไม่คาดฝันที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น เพราะยังไงการป้องกันแต่ต้นเหตุนั้นย่อมดีกว่าแก้ที่ปลายเหตุแน่นอน

ทีมงานกินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จากกรมสุขภาพจิตมา ณ ที่นี้

                                 ///////////////////////////////////////////////////////////////////////////


-cover_content_7-ปัจจัยเสี่ยง.jpg

kinyupen_adminSeptember 25, 2019

ท่ามกลางกระแสสังคมในยุคดิจิตอลที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทกับมนุษย์ตลอด 24 ชั่วโมง จนเป็นที่มาการตื่นตัวของภาคธุรกิจเกี่ยวกับกระแสดิจิตอลดิสรัปชั่น ว่าต้องเปลี่ยนแปลง ปรับบทบาท หรือ เตรียมคนอย่างไรเพื่อให้องค์กรอยู่รอด ซึ่งท้ายสุด แรงงาน หรือ มนุษย์เงินเดือนฟันเฟืองของภาคธุรกิจ คงหนีไม่พ้นการต้องปรับตัวควบคู่ไปกับองค์กร ดังนั้นเพื่อเตรียมตัวให้เท่าทันต่อกระแสดังกล่าว กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงขอนำมุมมอง ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ เกี่ยวกับ 7 ความท้าทายยุคดิจิตอล จากการงานสัมมนาดีๆ ของฐานเศรษฐกิจ มาฝากกัน

1.Career Migration เทคโนโลยีจะทำให้บางอาชีพนั้นหายไป คนมีโอกาสจะตกงานมากขึ้น

2.Jobless Growth ในอนาคตเมื่อ ดาต้า และ เอไอ เข้ามาร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหโตมากขึ้น นั่นจะทำให้การจ้างงานมนุษย์ลดลง หรือ อาจไม่มีการจ้างงานเลย

3.Skill Divide แรงงานยุคดิจิตอลแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มคนที่มีทักษะดิจิตอลจะเป็นกลุ่มที่เอาตัวรอดได้ และกลุ่มขาดทักษะดิจิตอลซึ่งปัจจุบันยังถือเป็นกลุ่มใหญ่จะอยู่ยากขึ้น ดังนั้นจำเป็นต้องเร่งพัฒนาเพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างมากเกินไป

4.Competing for Talents มหาวิทยาลัยไทยจะลำบากขึ้น เพราะมหาวิทยาลัยต่างชาติจะเข้ามาขอทุนเพื่อแย่งตัวเด็กเก่งๆ ออกไปมากขึ้น

5.Multistage Life วิถีชีวิต รูปแบบการใช้ชีวิตของคนจะเปลี่ยนแปลงจากเดิมไปโดยสิ้นเชิง ไม่ต้องรีบตัดสินใจ เพราะชีวิตไม่ใช้แค่เรียน ทำงาน เกษียณ แบบเดิมแล้ว

6.Intellectual Capital Investment เข้าสู่สังคมสูงวัย คนมีอายุยืนขึ้น ดังนั้นการสร้างกระบวนการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ให้คนกลุ่มนี้กลายเป็นสิ่งจำเป็น

7.Career of the Future การเตรียมพร้อมเรื่องคน และระดมสมองเพื่อหาทิศทางขับเคลื่อนประเทศเป็นเรื่องสำคัญ

จากมุมมองข้างต้น จะเห็นได้ว่านี่คือความท้าทายสำคัญที่กำลังถาโถมเข้ามาไม่สามารถเลี่ยงได้ ซึ่งการจะผ่านความท้าทายเหล่านี้โดยเฉพาะในกลุ่ม แรงงาน หรือ มนุษย์เงินเดือน เพื่อสร้างความมั่นคงในยุคดิจิตัลได้นั้น “ทัศนคติ” คือ สิ่งสำคัญ เพราะหากพร้อมที่จะเปิดรับองค์ความรู้ ทักษะ หรือ สิ่งใหม่ๆ เข้ามาเติมเต็มอยู่เสมอ ไม่ทำตัวเป็นคนน้ำเต็มแก้ว ก็จะทำให้สามารถทรานฟอร์ม หรือ อัพเกรดตัวเองผ่านความท้าทายเหล่านี้ไปได้ เพราะเทคโนโลยี หรือ ดิจิตอล ไม่ใช่เรื่องยาก ทุกคนสามารถเรียนรู้ได้แค่เพียงเปิดใจ

ขอบคุณที่มาข้อมูล : งานสัมมนา “พลิกวิกฤติสร้างเศรษฐกิจไทย : Do or Die” โดยฐานเศรษฐกิจ


-cover_content_กินเจนวราตรี.jpg

kinyupen_adminSeptember 24, 2019

ทราบไหมว่า ทุกปีในช่วงขึ้น 1 ค่ำ – ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 ตามปฏิทินจันทรคติของจีน จะมีสองเทศกาลสำคัญเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน คือ ประเพณีถือศีลกินผัก หรือ ที่เราคุ้นชินกันว่า “เทศกาลกินเจ” ของคนเชื้อสายจีน และ “เทศกาลนวราตรี หรือ ดูเซร่า” ของคนเชื้อสายพราหมณ์-ฮินดู สองสิ่งนี้มีความคล้ายคลึงกัน อย่างน่าสนใจ ส่วนจะเป็นอย่างไรนั้น กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จะพาไปไขข้อสงสัยนี้กัน

 

กินเจ = รักษาศีล อุโบสถ

ต้นกำเนิด เทศกาลกินเจ หรือ ประเพณีถือศีลกินผัก มีที่มาอ้างถึงในหลายตำนาน ซึ่งทั้งหมดล้วนอิงกับความเชื่อของลัทธิเต๋าและพุทธศาสนานิกายมหายานในจีนทั้งสิ้น หากเมื่อพิจารณาจากหลายตำนานหลายความเชื่อ ทั้งที่ระบุว่าทำเพื่อบูชาพระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ ทำเพื่อรำลึกถึงนักรบที่สละชีพเพื่อชาติ หรือ ทำเพื่อผู้มีพระคุณ ด้วยเชื่อว่าเหล่าทวยเทพจะอำนวยพรให้ผู้ที่ปฏิบัติ เกิดความร่มเย็นเป็นสุข

ส่วนการเผยแผ่เทศกาลกินเจ เข้ามายังบ้านเรานั้น นอกจากมากับความเชื่อ ของชาวจีนโพ้นทะเลอพยพแล้ว บางตำรายังระบุว่า เกิดจากกลุ่มลูกครึ่งมลายู – จีนทางภาคใต้ของไทยที่เรียกว่า “บาบ๋า-ย่าหยา” (หรือ ชาวเปอรานากันในมาเลเซีย) ซึ่งส่วนใหญ่พำนักอาศัย อยู่แถบภูเก็ต ตรัง ปัตตานี สงขลา นราธิวาส เป็นผู้นำเข้ามา โดยนอกจากไทยแล้ว ประเพณียังแพร่หลายอยู่ในสิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซียด้วย

ทั้งนี้ ด้วยคำว่า “เจ” ภาษาจีนทางพุทธศาสนานิกายมหายาน มีความหมายเดียวกับคำว่า “อุโบสถ” ซึ่งในทางมหายานนั้น การถือศีลอุโบสถของชาวมหายาน ก็คือการไม่กินเนื้อสัตว์ หรือ ทานมังสวิรัต ดังนั้นเมื่อมารวมกันเข้ากับคำว่ากินเจ จึงกลายเป็นการถือศีลกินเจ

 

ดูเซร่า เฉลิมฉลอง 9 วัน 9 คืนแด่องค์พระแม่อุมาเทวี

“เทศกาลนวราตรี หรือ ดูเซร่า” ของวัดพระศรีมหาอุมาเทวี หรือ วัดแขก จัดขึ้นช่วงเดียวกับเทศกาลกินเจ โดยสานุศิษย์ผู้ศรัทธา จะลดเว้นการทานเนื้อสัตว์  9 วัน 9 คืน ด้วยความเชื่อที่ว่า เป็นการบูชาองค์พระแม่มหาทุรคา ซึ่งเป็นปางหนึ่งของ พระแม่อุมาเทวี ที่ทรงต่อสู้กับมหิงสาสูร 9 วัน 9 คืนก่อนสามารถเอาชนะอสูรร้ายได้ในวันที่ 10 จึงจัดพิธีแห่เพื่อเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ และรอรับความเป็นสิริมงคลจากองค์เทพ อันถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่สืบต่อกันมายาวนาน

 

สองความเชื่อบนแก่นเดียวกัน

ทั้งสองเทศกาล แม้จะต่างที่มา ต่างความเชื่อ ต่างเชื้อชาติ แต่ก็มีความคล้ายคลึงกันอย่างน่าสนใจ

  1. จัดช่วงเวลาเดียวกัน เทศกาลกินเจปีนี้ตรงกับวันที่ 28 กันยายน – 7 ตุลาคม ขณะที่เทศกาลนวราตรี ตรงกับวันที่ 28 กันยายน – 8 ตุลาคม
  2. มีขบวนแห่และการแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ เทศกาลกินเจจะมี “พิธีแห่พระ” และมี “ม้าทรง” อัญเชิญเหล่าทวยเทพมาประทับแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ อาทิ นำเหล็กแหลมเสียบแทงร่างกาย มีประเพณีวิ่งลุยไฟ ปีนบันไดมีด เช่นเดียวกับเทศกาลนวราตรีที่จะมีขบวนแห่คนทรงและองค์เทพกว่า 8 ขบวน เช่น ขบวนคนทรงองค์พระแม่ศรีมหาอุมาเทวี ขบวนรถแห่องค์พระพิฆเนศวร รวมทั้งเหล่าคนทรงที่มาทรมานกาย อาทิ นำเหล็กแหลมมาทิ่มแทง เพื่อแสดงอิทธิฤทธิ์ที่ได้รับจากองค์เทพ
  3. งดเนื้อสัตว์เพื่อชำระล้างกายใจ ผู้เข้าร่วมต้องงดบริโภคเนื้อสัตว์ เพื่อลดการเบียดเบียน ชำระกายใจ
  4. เชื่อในการบูชาเพื่อแสดงความกตัญญูแก่องค์เทพผู้มีพระคุณ

 

ทั้งหมดนี้จะเห็นได้ว่าแก่นหลักแท้จริงทั้งสองเทศกาล คือ การบำเพ็ญศีลภาวนา รักษาความบริสุทธิ์ของจิต ละเว้นบาป อบายมุข กิเลส ซึ่งนั่นก็ตรงกับหัวใจของทุกศาสนาบนโลกที่ล้วนมุ่งให้คนทำดี ลดเบียดเบียน และ มีเมตตาต่อเพื่อนร่วมโลกนั่นเอง

/////////////////////////////////////////////////////////////////////////