aaasaaa_aaacazaacaa_a_cover_1.jpg

kinyupen_adminOctober 6, 2020

ช่วงที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าหน้าฝนนี้มีน้ำท่วมหนักหลายพื้นที่ ฝนตกหนักรุนแรงนอกจากทำให้จราจรติดขัด อารมณ์เสีย ข้าวของก็เสียหายแล้ว ยังเสี่ยงต่อชีวิตอันเนื่องมาจากพายุฝนทั้งทางตรงและทางอ้อม


9โรค_หน้าฝน_cover_web.jpg

kinyupen_adminJune 4, 2020

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เตือนประชาชนรักษาสุขภาพจาก9 โรค และ 4 ภัยสุขภาพที่มาพร้อมหน้าฝนได้แก่ ไข้หวัดใหญ่ ,ปอดอักเสบ,อุจจาระร่วง, อาหารเป็นพิษ,อหิวาตกโรค,ไข้เลือดออก,ไข้ปวดข้อยุงลายหรือชิคุนกุนยา,เลปโตสไปโรซิสหรือฉี่หนู ,โรคมือ เท้า ปากและ 5.ภัยสุขภาพ ได้แก่ การบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการจมน้ำ การบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการถูกฟ้าผ่า อันตรายจากการถูกสัตว์มีพิษกัด และอันตรายจากการกินเห็ดพิษ

 

ในช่วงที่ประเทศไทยกับกำลังเข้าสู่ฤดูฝน ซึ่งในแต่ละปีสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปมักทำให้เกิดโรคระบาดประจำฤดูที่อาจจะส่งผลให้เกิดการระบาดเพิ่มมากขึ้น ล่าสุดกรมควบคุมโรค ออกประกาศกรมควบคุมโรค เรื่อง การป้องกันโรคและภัยสุขภาพที่เกิดในช่วงฤดูฝนของประเทศไทย  โดยระบุว่าโรที่มีแนวโน้มจะพบผู้ป่วยเพิ่มขึ้นในฤดูฝน แบ่งเป็น 5 กลุ่มใหญ่ได้แก่

 

 

1.โรคติดต่อระบบทางเดินหายใจ

  • โรคไข้หวัดใหญ่ พบได้ทุกกลุ่มอายุ ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคประจำตัว
  • โรคปอดอักเสบ เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย พบผู้ป่วยได้ทุกกลุ่มอายุ ติดต่อทางการสัมผัสน้ำมูก น้ำลายหรือไอจามรดกัน

ซึ่งทั้งสองโรคสามารถป้องกันได้ด้วยการรักษาสุขภาพ พักผ่อนให้เพียงพอ ทำร่างกายให้อบอุ่น หมั่นล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่ หรือแอลกอฮอล์เจล ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น และสวมหน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัยทุกครั้ง เมื่อต้องคลุกคลีกับผู้อื่น

 

2.โรคติดต่อทางเดินอาหารและน้ำ

  • โรคอุจจาระร่วง เกิดจากการรับประทานอาหารหรือน้ำที่มีการปนเปื้อนเชื้อโรคเข้าไป ผู้ป่วยจะมีอาการถ่ายเหลวหรือถ่ายเป็นน้ำ 3 ครั้งขึ้นไปต่อวัน
  • โรคอาหารเป็นพิษ มักพบผู้ป่วยเป็นกลุ่มก้อน โดยทั่วไปมีอาการเล็กน้อยไม่รุนแรง มักจะหายได้เองภายใน 24-48 ชั่วโมง
  • โรคอหิวาตกโรค ติดต่อโดยการรับประทานอาหารสุกๆ ดิบๆ มีอาการถ่ายเหลวเป็นน้ำ คลื่นไส้ อาเจียน บางรายมีภาวะขาดน้ำรุนแรง และอาจเสียชีวิตได้

สำหรับการป้องกันกลุ่มโรคทางเดินอาหารและน้ำ คือ ล้างมือ ให้สะอาดทั้งก่อนและหลังการประกอบอาหาร รับประทานอาหาร หรือหลังจากการเข้าห้องน้ำทุกครั้ง ดื่มน้ำสะอาด น้ำต้มสุกหรือน้ำบรรจุขวดที่มีฝาปิดสนิท รับประทานอาหารที่สะอาดและปรุงสุกใหม่ หากต้องการรับประทานอาหารค้างมื้อ ควรอุ่นให้ร้อนก่อนรับประทานทุกครั้ง และไม่ควรรับประทานอาหารสุกๆ ดิบๆ หรืออาหารที่มีแมลงวันตอม

 

3.โรคติดต่อนำโดยยุงลาย ได้แก่

  • โรคไข้เลือดออก เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเด็งกี ที่มียุงลายเป็นพาหะนำโรค ผู้ป่วยจะมีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดกระดูก มีจุดแดงที่ผิวหนัง หากอาการรุนแรงจะเกิดภาวะช็อกได้
  • โรคไข้ปวดข้อยุงลายหรือโรคชิคุนกุนยา เกิดจากการติดเชื้อไวรัสชิคุนกุนยา มียุงลายสวน และยุงลายบ้านเป็นพาหะนำโรค พบได้ทุกกลุ่มอายุ อาการจะคล้ายกับโรคไข้เลือดออก แต่ต่างกันที่ไม่มีการรั่วของพลาสมาออกนอกเส้นเลือด จึงไม่พบผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงมากจนถึงมีอาการช็อก

ทั้งสองโรคสามารถป้องกันได้ด้วยการไม่ให้ถูกยุงกัด และกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง

 

4.โรคติดต่อที่สำคัญอื่นๆ ในช่วงฤดูฝน ได้แก่

  • โรคเลปโตสไปโรซิสหรือโรคฉี่หนู เป็นโรคติดต่อระหว่างสัตว์และคน พบได้ทุกเพศทุกวัย แต่จะพบบ่อยในผู้มีอาชีพเกษตรกรรมที่ต้องสัมผัสกับดินหรือน้ำอยู่เป็นประจำ อาการที่พบบ่อย ได้แก่ มีไข้สูง ปวดศีรษะรุนแรง หนาวสั่น ตาแดง และปวดกล้ามเนื้อน่องอย่างรุนแรง การป้องกันคือ หลีกเลี่ยงการทำงานที่ต้องลุยน้ำย่ำโคลนเป็นเวลานาน หากจำเป็นควรสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสมทุกครั้ง เช่น สวมรองเท้าบูทยาว ถุงมือยาว
  • โรคมือ เท้า ปาก เป็นโรคติดต่อที่พบได้บ่อยในเด็กเล็ก จากการสัมผัสโดยตรงกับน้ำมูก น้ำลาย ผื่น ตุ่มน้ำใส หรืออุจจาระของผู้ป่วย อาการผู้ป่วยคือ จะมีแผลหรือตุ่มในช่องปาก กระพุ้งแก้ม มีผื่นแดงหรือตุ่มบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า และอาจพบที่แขน ขา หรือก้น

ส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรง และหายเองได้ สำหรับการป้องกัน ผู้ปกครองและครูควรหมั่นสังเกตอาการผิดปกติของบุตรหลาน และคุณครูผู้ดูแลเด็กควรตรวจคัดกรองโรคในเด็กทุกคน หากพบว่ามีอาการสงสัยป่วย ให้แยกเด็กป่วยออกจากเด็กปกติทันที รีบพาไปพบแพทย์ และให้หยุดเรียนจนกว่าจะหายดี

 

5. ภัยสุขภาพ ได้แก่

  • การบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการจมน้ำ ผู้ปกครองควรดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด ให้ตระหนักถึงอันตรายจากการจมน้ำ ให้ความรู้แก่เด็กในการเอาตัวรอด และวิธีการช่วยเหลือคนจมน้ำอย่างถูกวิธี ชุมชนควรมีป้ายเตือน ทำเครื่องป้องกัน ทำรั้วล้อมรอบแหล่งน้ำ
  • การบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการถูกฟ้าผ่า เมื่อมีฝนตกฟ้าคะนอง ให้หลบในที่ปลอดภัย เช่น อาคารขนาดใหญ่ ห้ามใช้โทรศัพท์มือถือกลางแจ้งในขณะที่เกิดพายุฝนฟ้าคะนอง เนื่องจากจะเหนี่ยวนำกระแสไฟฟ้าเข้ามาในโทรศัพท์มือถือได้
  • อันตรายจากการถูกสัตว์มีพิษกัด ควรจัดบ้านให้สะอาด ไม่ให้เป็นที่หลบซ่อนของสัตว์มีพิษ ระวังเมื่อต้องเข้าไปในที่รก กอหญ้า หรือกองไม้ หากถูกงูพิษกัด ต้องรีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลทันที และจำลักษณะชนิดของงูที่กัด เพื่อการให้เซรุ่มพิษงูได้ถูกต้องและรวดเร็ว
  • อันตรายจากการกินเห็ดพิษ หากไม่มั่นใจว่าเป็นเห็ดพิษหรือเห็ดที่รับประทานได้ ไม่ควรนำมารับประทาน หรืออาจเลือกรับประทานเห็ดที่มาจากการเพาะขยายพันธุ์ เช่น เห็ดนางฟ้า เห็ดฟาง เป็นต้น

 

ดังนั้นประชาชนควรระมัดระวังและปฏิบัติตามคำแนะนำด้านสุขภาพอย่างถูกต้องเพื่อป้องกันการเจ็บป่วยที่กำลังจะมาพร้อมกับฤดูฝนในปีนี้


_หน้าฝน_ปิดล้างเลี่ยงหยุด_Cover_2.jpg

kinyupen_adminMay 28, 2020

เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย…ช่วงนี้บ้านเราก็กำลังเปลี่ยนผ่านจากฤดูร้อนเข้าสู่ฤดูฝน จึงเริ่มมีฝนตกชุกมากขึ้นส่งผลให้สภาพอากาศมีความชื้นสูงตามไปด้วย เอื้อต่อการระบาดของโรคตามฤดูกาล โดยเฉพาะ ไข้หวัดใหญ่ และ ไข้เลือดออก ที่ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการป่วยรุนแรงจนถึงแก่ชีวิต (อ่านประกอบ : สาธารณสุขเตือน! “ยุงลาย” ต้องเร่งกำจัด ตัดวงจรไข้เลือดออกระบาด ซ้ำเติมโควิด-19)

 

ล่าสุด กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ออกมาเตือนว่า ในช่วงฤดูฝนนี้ให้หมั่นดูแลรักษาสุขภาพให้ดี โดยเฉพาะผู้ที่มีสุขภาพไม่แข็งแรง หรือ มีภูมิต้านทานน้อย ยิ่งมีโอกาสเจ็บป่วยด้วยโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจได้ง่าย โดยเฉพาะ “ไข้หวัดใหญ่” ซึ่งกลุ่มเสี่ยงที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ คือ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว เพราะหากป่วยจะมีอาการรุนแรงมากกว่ากลุ่มอื่นๆ

 

ไข้หวัดใหญ่ VS ไข้หวัด อาการต่างกันอย่างไร

“โรคไข้หวัดใหญ่” เกิดเชื้อ Influenza Virus ซึ่งสายพันธุ์ที่พบในมนุษย์ คือ สายพันธุ์ A, B และ C การติดต่อเกิดจากการสัมผัสสารคัดหลั่งจากปากและการหายใจ มักพบการระบาดในสถานที่แออัด หรือ ชุมชน

 

อาการของไข้หวัดใหญ่มักเกิดขึ้นแบบฉับพลันทันที และที่สำคัญคือ ไข้หวัดใหญ่มักมีไข้สูงติดกันหลายวันโดยเฉพาะในเด็กจะมีไข้สูงลอยเกินกว่า 39-40 องศาเซลเซียสติดต่อกัน 3-4 วัน อาจมีอาการหนาวสั่นสะท้านร่วมด้วย นอกจากนั้นเด็กโตและผู้ใหญ่มักมีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลียอย่างมาก และเบื่ออาหารเป็นอาการสำคัญ ขณะที่ไข้หวัดธรรมดาจะมีไข้เช่นกันแต่ไม่สูงมากนัก และลักษณะอาการของโรคจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปมากกว่า

 

โดยปกติผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถหายเองได้ แต่บางรายอาจมีอาการรุนแรง หรือ เกิดภาวะแทรกซ้อนของโรค อาทิ โรคปอดอักเสบ โรคสมองอักเสบ ที่ส่งผลถึงชีวิต ดังนั้นเมื่อป่วยควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาโดยเร็วจะเป็นการดีที่สุด

 

 

กรมควบคุมโรคแนะ “ปิด ล้าง เลี่ยง หยุด” ป้องกันไข้หวัดใหญ่

  • “ปิด” ปิดปากและปิดจมูก เมื่อไอจามต้องใช้หน้ากากอนามัย หน้ากากผ้า หรือ กระดาษทิชชูทุกครั้ง
  • “ล้าง” ล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่ หรือ แอลกอฮอล์เจล เมื่อสัมผัสสิ่งของ กลอนประตู ลูกบิด ราวบันได หรือ ราวบนรถโดยสาร
  • “เลี่ยง” หลีกเลี่ยงการคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วย หรือ เข้าไปในสถานที่แออัด ซึ่งมีคนอยู่จำนวนมาก
  • “หยุด” เมื่อป่วย ควรหยุดเรียน หยุดงาน หยุดกิจกรรม แม้มีอาการป่วยไม่มากก็ควรหยุดพักรักษาตัวอยู่ที่บ้านจนกว่าจะหายเป็นปกติ หากมีอาการให้รีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรับการรักษา

 

ในช่วงที่การระบาดของโรคโควิด-19 ยังไม่สามารถควบคุมได้เบ็ดเสร็จ เมื่อจำเป็นต้องออกนอกบ้านก็ต้องสวมใส่หน้ากากผ้า หรือ หน้ากากอนามัยทุกครั้ง ทั้งควรเตรียมหน้ากากสำรองไว้เปลี่ยนในกรณีเปียกฝน และควรเว้นระยะห่างระหว่างบุคคล  หมั่นล้างมือบ่อยๆ เพื่อลดโอกาสเสี่ยงในการสัมผัสเชื้อและป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อในวงกว้างด้วย

 

ที่สำคัญในช่วงฤดูฝนนี้จะไปไหนมาไหนก็ควรพกร่ม หรือ เสื้อกันฝนติดตัวไปด้วยทุกครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายต้องเปียกฝน ช่วยลดการอับชื้น ลดการสะสมของเชื้อรา อันเป็นสาเหตุที่นำไปสู่การเจ็บป่วยต่างๆ นานาได้

ที่มา : กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข


5-วิธีบริโภคน้ำดื่มเลี่ยงเชื้อ_Cover_2.jpg

kinyupen_adminMay 1, 2020

เพราะร่างกายมนุษย์มีน้ำเป็นส่วนประกอบถึง 70 % ดังนั้น “น้ำดื่ม” จึงเป็นสิ่งที่มนุษย์ขาดไม่ได้ หากหลายครั้งการเจ็บป่วยก็มักมาจากการดื่มน้ำที่มีแบคทีเรีย หรือ จุลินทรีย์ปนเปื้อนนำไปสู่โรคอาหารเป็นพิษ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วงที่มักพบบ่อยช่วงฤดูร้อน และปัจจุบันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 การเลือก “น้ำดื่ม” ก็ยิ่งควรต้องระมัดระวังมากยิ่งขึ้น เพราะหากพลาดขึ้นมาอาจติดเชื้อได้โดยไม่รู้ตัว เนื่องจากไวรัสดังกล่าวสามารถอยู่บนพื้นผิววัสดุต่างๆ ได้นาน อาทิ

  • 2 – 8 ชั่วโมง สำหรับภาชนะอะลูมิเนียม
  • 2 วัน สำหรับภาชนะประเภทเหล็ก สเตนเลส
  • 4 วัน สำหรับภาชนะประเภทแก้ว
  • 5 วัน สำหรับภาชนะพลาสติก

 

กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข จึงจัดทำคำแนะนำภายใต้หลัก 5 ล. สำหรับประชาชนเพื่อสร้างสุขอนามัยที่ดี ป้องกันเชื้อโควิด-19 ประกอบด้วย

1) ล. เลือก น้ำดื่มสะอาด ได้แก่

> น้ำดื่มบรรจุขวดที่มี อย.

> น้ำประปาใส มีกลิ่นคลอรีนอ่อนๆ

> น้ำจากตู้หยอดเหรียญ สภาพตู้สะอาด เปลี่ยนไส้กรองตามกำหนดเวลา

2) ล. ล้าง ภาชนะบรรจุ หรือ ใช้ดื่มน้ำให้สะอาดทุกครั้งทั้งภายนอกและภายใน และหลังล้างควรต้มในน้ำเดือด หรือ แช่ในน้ำคลอรีน 100 มิลลิกรัมต่อลิตร นาน 2 นาที หรือ 200 มิลลิกรัมต่อลิตร นาน 1 นาที เพื่อฆ่าเชื้อ

3) ล. ลด สัมผัสจุดที่สัมผัสน้ำ เช่น ก๊อกน้ำ พื้นผิวภายในภาชนะ หากจำเป็น อาทิ การเปลี่ยนถังน้ำ เปลี่ยนไส้กรอง ควรล้างมือให้สะอาด หรือ ใช้เจลแอลกอฮอล์ และเมื่อต้องรอกดน้ำจากตู้ ควรลดเว้นระยะห่างจากผู้อื่น อย่างน้อย 1-2 เมตร

4) ล. เลี่ยง ให้เลี่ยงใช้บริการน้ำดื่มร่วมกัน ควรเตรียมน้ำดื่มใส่ภาชนะส่วนตัว และทำสัญลักษณ์ บนภาชนะน้ำดื่มของตนเอง เลี่ยงความสับสน ไม่ให้ปะปนกับผู้อื่น

5) ล. เลิก ใช้ภาชนะดื่มน้ำร่วมกัน เช่น แก้ว จอก ขัน ควรแยกใช้ส่วนตัวหรือแบบใช้ครั้งเดียว

 

หลักการง่ายๆ เพื่อความปลอดภัยไร้โรค เมื่อรู้แล้วอย่าลืมนำไปใช้ หรือ นำไปแชร์ต่อกันได้เลย

ที่มา : กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข


_Cover_1.jpg

kinyupen_adminApril 22, 2020

ขณะที่การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในบ้านเรายังไม่สามารถควบคุมได้เบ็ดเสร็จ จนล่วงเลยใกล้เข้าสู่ช่วงฤดูฝนซึ่งด้วยสภาพอากาศเย็นชื้นเหมาะที่เชื้อโรคจะมีชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นานขึ้น ส่งผลให้ผู้คนมีโอกาสป่วยโรคระบบทางเดินหายใจได้ง่ายขึ้นด้วย นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งโรคที่ควรต้องป้องกันอย่างเร่งด่วนเพื่อไม่ให้แพร่ระบาดซ้ำเติมระบบสาธารณสุขบ้านเรา นั่นก็คือ “ไข้เลือดออก” ซึ่งอันตรายรุนแรงไม่แพ้กันและเแต่ละปียังคงมีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ไม่น้อย

 

เร่งกำราบก่อนฝนชุก ด้วยหลัก “3 เก็บ ป้องกัน 3 โรค”

“ไข้เลือดออก” ถือเป็นโรคประจำถิ่นที่คนไทยเรารู้จักกันดี เกิดจากเชื้อไวรัส “เด็งกี่” (Dengue) ที่มีอยู่ 4 สายพันธุ์ ได้แก่ เด็งกี่-1 เด็งกี่-2 เด็งกี่-3 และเด็งกี่-4 ที่มนุษย์จะได้รับเชื้อผ่านการกัดของ “ยุงลายเพศเมีย” ที่มีเชื้อ ซึ่งเดงกี่ทุกสายพันธุ์สามารถทำให้ติดไข้เลือดออกได้ทั้งสิ้น โดยโรคนี้พบมากที่สุดบริเวณภูมิภาคอาเซียนและหมู่เกาะแปซิฟิกตะวันตก

 

ผลกระทบไข้เลือดออกต่อผู้ป่วยแต่ละรายจะมีระดับอาการที่แสดงออกต่างกันไป บางรายใช้เวลารักษาไม่กี่วันก็ทุเลา แต่บางรายอาจมีอาการหนักจนถึงขั้นไอซียู และถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมทันท่วงทีก็อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงและเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้เช่นกัน

 

ล่าสุด กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เผยแพร่ข้อมูลให้ทราบว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 14 เมษายน 2563 มีรายงานผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกสะสม 8,746 ราย ผู้ป่วยเสียชีวิต 6 ราย และในช่วง 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา พบจังหวัดที่มีอัตราป่วยสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ ระยอง อ่างทอง นครราชสีมา พิจิตร ระนอง เลย ขอนแก่น พังงา สมุทรสงคราม และร้อยเอ็ด ตามลำดับ

 

พร้อมความเห็นเพิ่มเติมว่า ช่วงเดือนมกราคม – เมษายน ถือเป็นช่วงสำคัญของการป้องกันควบคุมโรคไข้เลือดออก เพราะหากทำได้ดีจะช่วยลดปริมาณผู้ป่วยที่อาจเกิดมากขึ้นในช่วงฤดูฝน (พฤษภาคม-สิงหาคม) นี้ ดังนั้นจึงรณรงค์ให้ผู้ป่วยที่มีไข้เกิน 2 วัน ควรรีบไปพบแพทย์ โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เพื่อลดการเสียชีวิต รวมทั้งในช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 หากป่วยเป็นไข้เลือดออกร่วมด้วยจะทำให้การรักษายุ่งยาก อาการรุนแรงมากขึ้น

 

 

ทางด้านการป้องกันโรค ขอให้ยึดหลักตามมาตรการ “3 เก็บ ป้องกัน 3 โรค” คือ

1.เก็บบ้านให้สะอาด ไม่ให้มีมุมอับทึบเป็นที่เกาะพักของยุง

2.เก็บขยะบริเวณรอบบ้าน และ

3.เก็บน้ำปิดฝาภาชนะที่ใส่น้ำให้มิดชิด เปลี่ยนน้ำในแจกันทุกสัปดาห์ กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายภายในบ้านและรอบบริเวณบ้านก่อนเข้าสู่ฤดูฝนที่เป็นฤดูกาลระบาดของไข้เลือดออกทันท่วงที

 

นี่คืออีกหนึ่งโรคระบาดที่กำลังจะเข้ามาซ้ำเติมเราในช่วงฤดูฝน ดังนั้นเมื่อทราบแล้วก็ควร “กันไว้ดีกว่าแก้” น่าจะเป็นแนวทางที่ดีที่สุด

 

ป่วยแบบไหนเป็นไข้เลือดออก

อาการช่วงเริ่มต้นของโรคไข้เลือดออกจะมีอาการคล้ายไข้หวัด แต่มีลักษณะเฉพาะที่จำแนกได้ดังนี้

  1. ไข้สูง 2-7 วัน (ประมาณ 38.5-41 องศาเซลเซียส) บางรายอาจมีอาการชัก โดยเฉพาะในเด็กที่เคยมีประวัติการชักมาก่อน
  2. เลือดออก เป็นจุดเล็ก ๆ กระจายอยู่เต็มตามผิวหนัง แขน ขา ลำตัว และรักแร้ ทั้งอาจมีเลือดดำ หรือ เลือดออกตามไรฟันร่วมด้วย กรณีขั้นรุนแรง อาจอาเจียนและถ่ายอุจจาระเป็นเลือดสีดำ
  3. ตับโตกดแล้วเจ็บบริเวณชายโครงขวา ส่วนใหญ่พบว่าเกิดในช่วงวันที่ 3-4 นับตั้งแต่เริ่มมีอาการ
  4. ระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลว หรือ ช็อก ประมาณ 1 ใน 3 ของผู้ป่วยอาจจะมีภาวะช็อกจากการสูญเสียน้ำและเกลือแร่ มือเท้าเย็น ชีพจรเบาที่เกิดขึ้นพร้อมกับอาการไข้ที่ลดลงรวดเร็ว บางรายอาจรุนแรงถึงขั้นเกล็ดเลือดต่ำ ไตวาย หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกวิธีก็อาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

 

ที่มา

  • กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
  • honestdocs.co

19-โรงพยาบาลบางขุนเทียน_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 16, 2020

จากการแถลงข่าวล่าสุดของรัฐบาล ระบุว่าขณะนี้จะยังไม่ยกระดับการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 เป็นระดับ 3 อย่างไรก็ตามนายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า หากมีการยกระดับเข้าสู่ระยะที่ 3 กระทรวงสาธารณสุข ได้มีการเตรียมการรองรับไว้แล้ว ในส่วนของโรงพยาบาลเฉพาะกิจเพื่อรองรับผู้ป่วย นั่นคือ โรงพยาบาลผู้สูงอายุบางขุนเทียน ของสำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร (กทม.) ซึ่งได้มีการเตรียมความพร้อมเรียบร้อยหมดแล้ว โดยหากมีความจำเป็นต้องรองรับผู้ป่วย โดยมีบ้านเป็นหลัง มีอาคารที่สร้างขึ้นใหม่ ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้เปิดใช้ แต่จะมีที่เปิดในบางส่วนเฉพาะห้องฉุกเฉิน ส่วนแพทย์และพยาบาลที่จะดูแลรักษา ทางกระทรวงสาธารณสุขจะเป็นผู้ดำเนินการเรื่องดังกล่าว

 

สำหรับโรงพยาบาลผู้สูงอายุบางขุนเทียน เป็น โครงการก่อสร้างอาคารโรงพยาบาลผู้สูงอายุบางขุนเทียน ขนาดพื้นที่ 35 ไร่ บนถนนบางขุนเทียน-ชายทะเล ที่ได้เริ่มก่อสร้างตั้งแต่เดือนมิ.ย.59 เพื่อเป็นโรงพยาบาลด้านเวชศาสตร์สำหรับผู้สูงอายุ และสถานพักฟื้นสำหรับผู้สูงอายุโดยเฉพาะ

 

 

แบ่งการก่อสร้างอาคารออกเป็น 6 ส่วน ประกอบด้วย

1.อาคารโรงพยาบาลและศูนย์เวชศาสตร์ผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นอาคารสูง 5 ชั้น และชั้นใต้ดิน 1 ชั้น

2.อาคารหอพักผู้ป่วย เป็นอาคารกลางน้ำสูง 7 ชั้น

3.อาคารสถานพักฟื้นผู้สูงอายุ เป็นอาคารชั้นเดียว ประกอบด้วย บ้านพัก 8 หลัง และอาคารอเนกประสงค์ 2 หลัง

4.อาคารหอพักบุคลากรและอาคารบริการงานระบบ เป็นอาคารทรงสามเหลี่ยมสูง 7 ชั้น รวมดาดฟ้า และชั้นใต้ดิน 1 ชั้น

5.อาคารสถานีซ่อมบำรุง

6. งานถนนและผังบริเวณ

 

ปัจจุบันโรงพยาบาลผู้สูงอายุบางขุนเทียน เปิดให้บริการในส่วนของแผนกผู้ป่วยนอก (OPD) ทุกวัน เวลา 08.00 – 16.00 น. นอกจากนี้ยังมีคลินิกเฉพาะทาง เช่น คลินิกผู้สูงอายุ คลินิกทันตกรรม คลินิกเบาหวาน คลินิกวัณโรค คลินิกศัลยกรรมกระดูก คลินิกฝังเข็ม ซึ่งให้บริการรักษาพยาบาลแก่ประชาชนครอบคลุมพื้นที่เขตบางขุนเทียนและพื้นที่ใกล้เคียง

 

โรงพยาบาลผู้สูงอายุบางขุนเทียน เกิดขึ้นตามแผนพัฒนากรุงเทพมหานคร ยุทธศาสตร์ “มหานครปลอดภัย” ที่มีเป้าหมายให้ประชาชนมีสุขภาพอนามัยที่ดี ได้รับบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขที่เท่าเทียมกัน ตลอดจนได้รับการช่วยเหลือฉุกเฉินเมื่อเกิดอุบัติเหตุและเจ็บป่วยขั้นวิกฤติ เป็นโรงพยาบาลทุติยภูมิ ขนาด 300 เตียง และ เป็นศูนย์เวชศาสตร์ผู้สูงอายุ รวมพื้นที่ใช้สอยประมาณ 103,805 ตารางเมตร

 

ขอขอบคุณภาพจาก : บ้านและสวน


_cover.jpg

kinyupen_adminMarch 12, 2020

องค์การอนามัยโลกประกาศยกระดับการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ให้เป็น ระดับ “การระบาดใหญ่ระดับโลก”หรือ Global Pandemic เป็นที่เรียบร้อยแล้วหลังพบว่ามีการแพร่ระบาดไปในทุกทวีปทั่วโลก

 

สำหรับการแบ่งระดับการระบาดของประเทศไทย และ ตามความหมายขององค์การอนามัยโลก มีรายละเอียดดังนี้

 

 

การแบ่งระดับการระบาดในประเทศไทย

หน่วยงานด้านสาธารณสุขแบ่งระยะของการระบาด ออกเป็น 3 itfy[ ด้วยกัน ซึ่งแต่ละเฟสจะบ่งบอกถึงสถานการณ์ที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับแหล่งที่มาของการแพร่ระบาดในกลุ่มผู้ติดเชื้อไวรัส ซึ่งมีลักษณะแตกต่างกันไป ดังนี้

ระยะที่ 1 ผู้ป่วยติดเชื้อที่พบล้วนเป็นผู้ป่วยนำเข้าจากต่างประเทศ และไม่พบการติดเชื้อที่เกิดขึ้นในประเทศ ซึ่งคล้ายกับสถานการณ์ในประเทศไทย ในช่วงต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งผู้ติดเชื้อล้วนเป็นชาวต่างชาติที่มีประวัติเดินทางมาจากประเทศเสี่ยง

ระยะที่ 2  จะพบว่า เริ่มมีคนไทยติดเชื้อในประเทศจากนักท่องเที่ยวหรือคนไทยที่คาดว่าติดเชื้อจากการเดินทางไปยังกลุ่มประเทศเสี่ยง เช่น กรณีผู้ติดเชื้อชาวไทยที่ทำอาชีพขับรถรับส่งนักท่องเที่ยวจีน แต่ยังไม่พบการติดต่อในกลุ่มคนในประเทศจากคนในประเทศด้วยกันที่­ไม่เคยมีประวัติเดินทางไปยังกลุ่มประเทศเสี่ยง

ระยะที่ 3 การระบาดในระยะ 3 จะเป็นช่วงที่มีการระบาดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยจะพบว่ามีการติดเชื้อระหว่างคนในประเทศด้วยกัน ระหว่างผู้ที่ไม่เคยมีประวัติเดินทางไปยังต่างประเทศ โดยพบเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คล้ายกับกรณีที่เกิดขึ้นในเกาหลีใต้ หลังจากที่ผู้มีประวัติเดินทางไปต่างประเทศได้แพร่กระจายต่อชุมชนในลัทธิแห่งหนึ่ง ทำให้เกิดการแพร่กระจายต่อในชุมชนต่างๆ เป็นวงกว้าง

 

 

การแบ่งระดับการระบาดขององค์การอนามัยโลก

แบ่งการระบาดของโรคระบาดทั่วไปคือ

  1. Sporadic หมายถึงโรคที่เกิดขึ้นไม่บ่อยหรือไม่สม่ำเสมอ  3 เชื้อโรคที่เกิดจากอาหาร เช่น เชื้อ Salmonella หรือ Coli มักจะทำให้เกิดการระบาดของโรคประปราย
  2. Cluster หมายถึงโรคที่เกิดขึ้นในจำนวนที่มากขึ้น แม้ว่าจำนวนหรือสาเหตุที่แท้จริงอาจไม่แน่นอน ตัวอย่างคือ กลุ่มผู้ป่วยมะเร็ง มักรายงานหลังเกิดภัยพิบัติทางเคมีหรือนิวเคลียร์ ที่ 4
  3. Endemic หมายถึงการมีอยู่อย่างต่อเนื่องและ หรือความชุกของโรคในประชากรทางภูมิศาสตร์
  4. Hyperendemic หมายถึงโรคระดับสูงถาวรเหนือสิ่งอื่นที่เห็นในประชากรอื่น ๆ ยกตัวอย่างเช่น เอชไอวีเป็นภาวะเลือดคั่งเกินในส่วนของแอฟริกาในขณะที่ผู้ใหญ่จำนวนมากถึง 1 ใน 5 มีโรค และเป็นโรคประจำถิ่นในสหรัฐอเมริกาโดยประมาณ 1 ใน 300 ติดเชื้อ
  5. Epidemic หมายถึงการเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันของจำนวนผู้ป่วยโรคที่สูงกว่าที่คาดไว้
  6. Outbreak การแพร่ระบาด มีคำจำกัดความเดียวกับการระบาด แต่มักใช้เพื่ออธิบายเหตุการณ์ทางภูมิศาสตร์ที่ จำกัด มากขึ้น
  7. Pandemic หมายถึงโรคระบาดที่แพร่กระจายไปทั่วหลายประเทศหรือหลายทวีปซึ่งมักส่งผลกระทบต่อผู้คนจำนวนมาก

WHOยังไม่ประกาศ_COVID19_Cover_1.jpg

kinyupen_adminFebruary 25, 2020

เมื่อวันที่ 24 ก.พ. ที่กรุงเจนิวา นายทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก หรือ ฮู (WHO) แถลงสถานการณ์ของโรค COVID19 ตามเวลาท้องถิ่น ขอให้ทุกประเทศทั่วโลกตระหนักถึงการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 เพราะมีความเป็นไปได้ว่าอาจจะเกิดการแพร่ระบาด ดังนั้นทุกประเทศทั่วโลกควรเตรียมพร้อมสำหรับการรับมือไว้ล่วงหน้าเพื่อสกัดการแพร่ระบาดดังกล่าว

 

อย่างไรก็ตามตอนนี้องค์การอนามัยโลกยังไม่ได้ประกาศว่าโรค COVID19 เป็นโรคระบาดที่ในวงกว้างที่เรียกว่า การระบาดแบบ แพนเดมิก (Pandemic) แม้ว่าจะมีการระบาดเกิดขึ้นในหลายประเทศในโลก โดยระบุว่าขณะนี้ข้อมูลอาจจะยังไม่ตรงกับข้อเท็จจริงและอาจทำให้เกิดความกลัวมากเกินไป อย่างไรก็ตามองค์การอนามัยโลกยังคงเฝ้าระวังการแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่อง โดยสิ่งที่ประเทศต่าง ๆ จะต้องเตรียมรับมือ คือการประเมินความเสี่ยงในประเทศของตัวเองโดยให้ความสำคัญใน 3 ประเด็นคือ การปกป้องบุคลากรทางการแพทย์ การปกป้องผู้คนที่มีความเสี่ยงสูงสุด และการเฝ้าระวังในประเทศที่มีระบบสุขภาพที่อ่อนแอ

 

ปัจจุบันจำนวนผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ยังอยู่ในจีนศูนย์กลางการระบาดของไวรัสซึ่งมีผู้ติดเชื้อแล้วกว่า 77,000 คน และเสียชีวิตแล้วเกือบ 2,600 คน แต่จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่กำลังลดลงต่อเนื่องในจีน ขณะที่ผู้ติดเชื้อไวรัสนี้มากกว่า 1,200 คนในอีกกว่า 30 ประเทศ และมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 20 คน นอกจีนแผ่นดินใหญ่ โดยอิตาลีเฉพาะในอิตาลี และ อิหร่านที่มีรายงานผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น

 

สำหรับสถานการณ์ในประเทศไทยขณะนี้ กระทรวงสาธารณสุขมีผู้ป่วยยืนยันที่รักษาหายแล้ว 22 ราย ยังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 15 ราย รวมยอดผู้ป่วยสะสม 37 ราย พร้อมกันนี้ได้มีการเตรียมวิจัยยาสมุนไพรฟ้าทลายโจรในการต้านเชื้อไวรัสด้วย ทั้งยังมี คำแนะนำสำหรับประชาชนในการป้องกันตัวเองจากโรค COVID19 ดังนี้

  • ประชาชนที่มีประวัติเดินทางไปในพื้นที่เสี่ยงหรือพื้นที่ที่มีการรายงานพบผู้ป่วย หลังเดินทางกลับประเทศไทยภายใน 14 วัน ถ้ามีอาการไข้ เจ็บคอ มีอาการระบบทางเดินหายใจ เช่น น้ำมูกไอ เสมหะ หายใจเร็ว หอบให้สวมหน้ากากอนามัย ล้างมือ และรีบไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลใกล้บ้านหรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทันที พร้อมทั้งแจ้งประวัติการเดินทาง เนื่องจากมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนปอดบวม และมีอาการรุนแรง ถึงขั้นเสียชีวิตได้
  • ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวให้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปต่างประเทศที่มีการระบาดและหากจำเป็นต้องเดินทางไปยังประเทศที่มีการระบาด ขอให้หลีกเลี่ยงการคลุกคลีกับผู้ป่วย หลีกเลี่ยงไปท่องเที่ยวตลาดค้าสัตว์มีชีวิต การสัมผัสหรืออยู่ใกล้ชิดกับสัตว์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัตว์ที่ป่วย หรือตาย
  • ประชาชนทั่วไป ขอให้ดูแลสุขภาพ โดยเฉพาะในช่วงที่อากาศแปรปรวน ใช้มาตรการกินร้อนช้อนกลางล้างมือและสวมหน้ากากป้องกันโรคเวลาไอ จาม หลีกเลี่ยงอยู่ใกล้ชิดกับผู้ที่มีอาการโรคระบบทางเดินหายใจ
  • ขอให้ประชาชนเลี่ยง เลื่อน การเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการระบาดของโรค หากเลี่ยงไม่ได้ขอให้ปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข คือ หลีกเลี่ยงการไปในสถานที่ที่มีคนหนาแน่น สวมหน้ากากอนามัย หมั่นล้างมือ และเมื่อกลับมาจากประเทศเสี่ยงให้แยกตัวเองออกจากสมาชิกในครอบครัว สังเกตอาการตัวเอง 14 วันหากมีไข้ ไอ จาม ให้พบแพทย์ทันที

ขอบคุณภาพจาก Twitter : World Health Organization (WHO)


_กรมควบคุมโรค_Cover_2.jpg

kinyupen_adminFebruary 21, 2020

ช่วงการระบาดของ “COVID-19”  ชื่อของ “สถาบันบำราศนราดูร” ก็ปรากฏขึ้นในฐานะสถาบันหลักที่ดูแลรักษาผู้ติดเชื้อในประเทศไทย

หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมต้องเป็นสถาบันแห่งนี้ ทำไมต้องรักษาที่นี่ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จะพาไปรู้จักสถาบันด้านสาธารณสุข ที่เป็นสถานพยาบาลในสังกัดรัฐมีอายุยาวนาน และมีหน้าที่ดูแลเรื่องโรคติดต่อที่ทุกคนกำลังสนใจอยู่ในขณะนี้

 

ในสมัยรัชกาลที่ 5 ประเทศไทยเริ่มมีการก่อสร้างโรงพยาบาลขึ้นหลายแห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลบางรัก (ปัจจุบันโรงพยาบาลเลิดสิน) โรงพยาบาลกลาง โรงพยาบาลสามเสน และโรงพยาบาลคนเสียจริต (ปัจจุบันสถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา) แต่กลับปรากฏว่ายังไม่มีโรงพยาบาลที่รับรักษาโรคติดต่ออันตรายโดยเฉพาะ เช่น อหิวาตกโรค กาฬโรค และไข้ทรพิษ

 

ขอบคุณภาพจาก https://ahfthailand.com

 

พระองค์จึงทรงมีพระราชดำริจัดสร้างโรงพยาบาลโรคติดต่อขึ้น ที่บริเวณตำบลปากคลองสาน  (ปัจจุบันโรงพยาบาลตากสิน)แรกตั้งโรงพยาบาลแห่งนี้มุ่งหวังรับผู้ป่วยโรคติดต่ออันตราย แต่ปรากฏว่าเมื่อเกิดโรคระบาดทั้งอหิวาต์และไข้ทรพิษ โรงพยาบาลแห่งนี้ก็รับได้ไม่หมด ประกอบกับการเดินทางสัญจรลำบาก จึงต้องตั้งโรงพยาบาลพิเศษขึ้นตามสถานที่ต่างๆ เมื่อมีโรคระบาด เช่น วัดเทพศิรินทร์  วัดสุทัศน์ วังเสด็จในกรมขุนชัยนาทนเรนทร สุขศาลาบางรัก

 

อย่างไรก็ตามแม้ช่วงที่ไม่มีโรคติดต่ออันตราย โรงพยาบาลแห่งนี้ก็รับผู้ป่วยโรคอุจจาระร่วงอย่างแรงเป็นประจำ หรือบางครั้งเป็นสถานที่คุมผู้สัมผัสโรคหรือพาหะของโรคที่มาจากต่างประเทศไว้สังเกต เช่น พ.ศ. 2489 ได้กักผู้โดยสารที่ตรวจพบพาหะโรคมากับเรือจากจีนไว้ 95 คน เป็นต้น

 

ต่อมาในปี พ.ศ. 2487 ได้ตั้ง “โรงพยาบาลโรคติดต่อ พญาไท” บริเวณถนนดินแดงหากในสมัยรัฐบาลจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เกิดโรคระบาดร้ายแรง มีคนเสียชีวิตมากมาย แม้พระบำราศนราดูร (สกุล “เวชชาชีวะ”) รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงสาธารณสุขในช่วงนั้นจะสามารถควบคุมโรคจนสงบลง แต่จอมพลสฤษดิ์ ได้เห็นว่าโรงพยาบาลโรคติดต่อซึ่งตั้งอยู่บริเวณถนนดินแดง ตำบลพญาไท ไม่เหมาะสมเนื่องจากตั้งอยู่ใกล้เขตชุมชน อีกทั้งมีสภาพทรุดโทรม จึงให้ตั้งโรงพยาบาลโรคติดต่อแห่งใหม่ที่ตำบลตลาดขวัญ จังหวัดนนทบุรี และใช้ชื่อ “โรงพยาบาลบำราศนราดูร”

 

ปัจจุบันโรงพยาบาลบำราศนราดูร เปลี่ยนชื่อเป็น “สถาบันบำราศนราดูร”  อยู่ในสังกัดกรมควบคุมโรคกระทรวงสาธารณสุข  มีอำนาจหน้าที่หลักคือ ศึกษา วิเคราะห์ วิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ด้านการเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุม ตรวจ วินิจฉัย รักษาและฟื้นฟูสภาพผู้ป่วย รวมถึงการดูแลภาพรวมของการป้องกันโรคติดต่อ โดยเฉพาะโรคเอดส์และโรคที่เป็นปัญหาสำคัญของไทย

 

ดังนั้นด้วยเป็นสถาบันของรัฐ ที่เป็นหน่วยงานโดยตรงของกระทรวงสาธารณสุขที่ทำหน้าที่ดูแลด้านโรคติดต่อมาตั้งแต่ต้น ทำให้ปัจจุบันสถาบันบำราศนราดูรเป็นสถาบันหลักของรัฐบาล ที่จะใช้ในการดูและป้องกัน รักษา รวมถึงทำการศึกษาด้านโรคติดต่อ ที่เกิดขึ้นภายในประเทศนี่ จึงเป็นที่มาว่าทำไม สถาบันบำราศนราดูร เป็นสถาบันที่ดูแลรักษา “COVID-19”  ที่กำลังระบาดในขณะนี้

 


Covid19_ญี่ปุ่น_Cover_1.jpg

kinyupen_adminFebruary 17, 2020

ขณะนี้ทางการญี่ปุ่น ยืนยันว่ามีผู้ติดเชื้อ COVID19 แล้วในหลายพื้นที่ ทั้งฮอกไกโด, โตเกียว, ชิบะ, คานางาวะ, ไอจิ, มิเอะ, นารา, วาคายามะ, โอซาก้า, เกียวโต

กระทรวงสาธารณสุขไทย จึงประกาศขอให้คนไทยที่เดินทางไปญี่ปุ่น ตั้งแต่ 1-14 ก.พ. เฝ้าระวังตัวเองเป็นเวลา 14 วัน และพิจารณาเลื่อนการเดินทางหลังจากวันนี้เป็นต้นไป

แนวทางปฏิบัติสำหรับผู้เพิ่งเดินทางกลับจากญี่ปุ่น ช่วงวันที่ 1-14 ก.พ.63 

  • เฝ้าระวังตนเองเป็นพิเศษ 14 วัน หลีกเลี่ยงอยู่ในที่คนหนาแน่น
  • ถ้าป่วยรีบมาพบแพทย์ พร้อมแจ้งประวัติการเดินทาง อย่าลืมสวมหน้ากาก
  • ยึดหลัก “กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ” เมื่อรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น

 

นอกจากญี่ปุ่นแล้ว ผู้ที่เพิ่งกลับจากจีน สิงคโปร์ระยะนี้แล้ว หากไม่สบาย ขอให้รีบไปตรวจคัดกรองเชื้อ ที่สถาบันบำราศนราดูร ด้วยเช่นกัน

ขอบคุณภาพจาก : livemint.com