_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJune 3, 2020

สำนักข่าวต่างประเทศได้ออกสำรวจเปรียบเทียบสถานที่ชื่อดังต่างๆ ที่เคยร้างผู้คนไปในช่วงการระบาด กลับสถานการณ์หลังการผ่อนคลายกฎที่เคร่งครัด ซึ่งปรากฏภาพผู้คนที่เริ่มกลับมาใช้ชีวิตใกล้เคียงกับก่อนหน้านี้มากขึ้น โดยสถานที่สำคัญที่ถูกนำมาเผยแพร่ รวมถึงตลาดนัดรถไฟรัชดา ประเทศไทย ที่เป็นที่รู้จักของชาวต่างชาติด้วย และนี่คือภาพเปรียบเทียบที่ถูกแชร์ไปจำนวนมากในสื่อออนไลน์ต่างๆ ขณะนี้

บนถนนในโอเชียนซิตี้แมริแลนด์ในสหรัฐอเมริกา ที่เคยร้างผู้คนเมื่อช่วงการระบาดรุนแรง แต่หลังจากที่มีประกาศคลายล็อกผู้คนก็เริ่มออกมาเดินเล่นกันบนถนนจนแออัด เหมือนราวกับว่าไม่ได้กลัวต่อการระบาดของโรคแต่อย่างใด

 

 

เมื่อวันที่ 5 เมษายน ที่ชายหาดบอร์นมัธ ในสหราชอาณาจักรซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดในโลก ก็แทบจะไม่มีผู้คน แต่ต่อมาเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม ชายฝั่งเดียวกันกลับนั้นเต็มไปด้วยผู้ที่พากันมาดูพระอาทิตย์ตกกันจำนวนมาก

 

อิตาลีเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดโดยมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 33,000 คน ภาพถ่ายสองภาพนี้ถูกถ่าย ที่ร้าน Piazza Vittorio Veneto ของ Turin เปรียบเทียบระหว่างวันที่ 10 มีนาคมหนึ่งวันหลังจากมีการบังคับให้ปิดประเทศและภาพล่าสุดในวันที่ 23 พฤษภาคมเมื่อร้านอาหารบาร์คาเฟ่และช่างทำผมสามารถเปิดใหม่ได้แม้ว่ารัฐบาลอิตาลีจะยังประกาศให้ประชาชนคงมาตรการระยะห่างทางสังคมอยู่เช่นเดิมก็ตาม

 

 

ในประเทศกรีซ โบสถ์ของชาวคริสต์ ถูกบังคับให้หยุดการให้บริการหลังจากที่ประเทศประกาศมาตรการล็อกดาวน์ ตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม ไม่มีใครสามารถไปทำพิธีที่โบสถ์ได้ แต่ภาพล่าสุดในวันที่ 17 เมษายน โบสถ์ให้บริการอีกครั้งโดยที่นั่งถูกจัดให้มีระยะห่างกันในระหว่างการเข้าร่วมพิธี  ครั้งแรกหลังจากมาตรการผ่อนคลายลง

 


 

ในประเทศเวียดนามมีผู้ป่วยเพียง 327 ราย แต่ในช่วงของการระบาดถนนหลายแห่งที่เคยมีผู้คนหนาแน่นก็กลับร้างผู้คน ไม่มีการจราจรที่คับคั่ง ภาพถ่ายเมื่อวันที่ 17 มีนาคม แสดงให้เห็นคนขับสามล้อในกรุงฮานอยที่ต้องออกมารอผู้โดยสารที่แทบจะไม่มีเลย เปรียบเทียบกับภาพถ่ายการจราจรในกรุงฮานอยเมื่อวันที่ วันที่ 25 พฤษภาคม ที่เต็มไปด้วยรถราในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน ซึ่งเป็นภาพที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

 

 

สำหรับประเทศไทยตลาดนัดรถไฟรัชดาฯในกรุงเทพ นับเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มักจะเต็มไปด้วยผู้คนที่แออัดอยู่เสมอ แต่เมื่อรัฐบาลประกาศพระราชกำหนดฉุกเฉิน หลายสถานที่จึงถูกสั่งปิด รวมถึงที่นี่ด้วย ภาพถ่ายเมื่อปลายเดือนมีนาคม หลังการประกาศกฎหมายเคอร์ฟิว ทำให้ตลาดที่เคยคึกคักกลายเป็นลานร้าง ไร้ผู้คน เปรียบเทียบกับภาพล่าสุดเมื่อวันที่ 15 เมษายน ตลาดได้กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้ง ท่ามกลางมาตรการเข้มงวดเพื่อป้องกันการระบาด ในขณะที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อในประเทศลดต่ำลงเรื่อยๆ แต่รัฐบาลยังคงขอให้ประชาชนยังคงปฏิบัติตามกฎความปลอดภัยทางสุขภาพเพื่อไม่เกิดการระบาดในรอบสอง ต่อไป

 

 

ปิดท้ายที่กรุงมิลาน ใน อิตาลี ย่านสำคัญอย่าง Galleria Vittorio Emanuele II เปรียบเทียบภาพเมื่อวันที่ 8 มีนาคมหลังจากที่รัฐบาลประกาศล็อกดาวน์เหมือนกับประเทศอื่นๆ ในตอนเหนือของประเทศ กับภาพถ่ายเมื่อวันที่ วันที่ 18 พฤษภาคม ที่ผ่อนคลายการล็อกดาวน์ พบว่ามีผู้คนเริ่มออกมาใช้ชีวิตปกติกันมากขึ้น แม้ว่าจะยังคงต้องเข้มงวดกับมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมเพื่อความปลอดภัยไม่ให้เกิดการระบาดในรอบสองขึ้นมาอีกครั้ง


Vegetable-thaifood-Cover_1.jpg

zebertoothApril 3, 2020

“จับฉ่าย” เป็นชื่อที่มาจากภาษาจีน “จับ” แปลว่า 10 “ฉ่าย” แปลว่าผัก หากแปลแบบตรงตัวคือ ผัก 10 อย่าง เมื่อรวมเป็นชื่ออาหาร “ต้มจับฉ่าย” ก็จะหมายถึงการนำผักหลายๆอย่างมาผสมกัน แต่ความจริงแล้วไม่ต้องครบ 10 อย่างก็ได้ ทำเท่าที่มี

ต้มจับฉ่าย เป็นหนึ่งในหลายเมนูที่เหมาะกับสถานการณ์โควิด-19 ระบาดของบ้านเราในช่วงนี้เป็นอย่างมาก เพราะทุกบ้านต่างพากันกักตุนอาหารทั้งของสด – ของแห้ง จนลืมไปว่ามันมีวันหมดอายุ เน่าเสียได้ การแปรรูปอาหารถือว่าเป็นการยืดอายุอาหารให้เก็บไว้ได้นานขึ้น กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ชวนเข้าครัวทำต้มจับฉ่ายขานรับมาตรการ Lock Down ถึงจะออกนอกบ้านไม่ได้แต่เราก็มีอาหารกิน…

แม่ครัวใช้กับหม้อเบอร์ 24 สำหรับครอบครัวใหญ่… มาดูกันว่าจับฉ่ายหนึ่งหม้อมีอะไรบ้าง

 

 

วัตถุดิบ

  1. กระดูกหมู 500 กรัม
  2. กระดูกสันหลังหมู (เล้ง) 2 – 3 ชิ้น สำหรับต้มน้ำซุป
  3. ผักโขม 500 กรัม
  4. คะน้า 500 กรัม
  5. กวางตุ้ง 500 กรัม
  6. กะหล่ำปลี 1 หัว (เลือกน้ำหนักประมาณ 200 กรัม)
  7. หัวไชเท้า 1 หัว (เลือกน้ำหนักประมาณ 200 กรัม)
  8. ผักขึ้นฉ่าย 4 ต้น
  9. กระเทียม 4 – 5 กลีบ

เครื่องปรุงรส

  1. ซีอิ๊วขาว
  2. ซอสปรุงรส เห็ดหอม
  3. พริกไทย
  4. น้ำตาลปี๊บ หรือ ซีอิ๊วดำหวาน

ขั้นตอนวิธีทำแสนง่าย

– นำผักทั้งหมดมาล้างด้วยน้ำที่ผสมสารส้ม แล้วแช่ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที หลังจากนั้นด้วยล้างน้ำสะอาดอีกครั้ง

– หั่นผักเป็นท่อน ขนาดพอประมาณ ไม่ต้องเล็กมาก เวลาต้มจะได้ไม่เละ

– แยกผักโขมออกนำไปลวกกับน้ำร้อนใส่เกลือและน้ำมันเล็กน้อย เมื่อลวกเสร็จให้น็อคน้ำเย็นเพื่อให้ผักยังคงมีสีเขียวสวย

– ตั้งกระทะทุบกระเทียมลงไปเจียวให้มีกลิ่นหอม นำผักทั้งหมดลงไปผัด ประมาณ 10 นาที พอให้สะดุ้งไฟ การนำผักไปผัดก่อนทำให้ผักไม่เละเวลาที่เรานำไปต้ม และช่วยเพิ่มกลิ่นหอม

– ตั้งหม้อน้ำซุปใส่น้ำประมาณ 1 – 2 ลิตร กะให้น้ำท่วมผัก ใส่กระดูกหมู และกระดูกเล้งที่ล้างสะอาดแล้วลงไปต้ม

– ระหว่างรอน้ำซุปเดือดให้คอยช้อนฟองออก ไม่งั้นน้ำซุปจะขุ่น

– เมื่อน้ำเดือดให้ใส่ผักที่ผัดแล้วลงไป ปรุงรสด้วยซอสปรุงรส ซีอิ๊วขาว พริกไทย ชิมรสตามชอบ หรืออาจเพิ่มน้ำตาลเพื่อตัดรส แล้วต้มต่ออีกประมาณ 1 ชั่วโมง ให้สีออกน้ำตาลเข้มเล็กน้อย เป็นอันเสร็จปิดไฟได้

เคล็ดลับความอร่อยต้องบอกต่อ

1.การใช้กระดูกสันหลังหมู (เล้ง) ลงไปต้มด้วยจะเพิ่มรสชาติหวานหอมให้กับน้ำซุป

2.รสชาติของต้มจับฉ่ายจะเค็มนำ บางบ้านจะใส่น้ำตาลหรือซีอิ๊วดำหวานเพื่อตัดรสให้หวานเล็กน้อย

หากใส่น้ำตาลแนะนำเป็นน้ำตาลปี๊บดีกว่าน้ำตาลทราย เพราะรสชาติจะหวานหอมมากกว่า

3.ต้มจับฉ่ายจะอร่อยมากขึ้น หากเก็บไว้ค้างคืน ถ้าต้มวันนี้พรุ่งนี้ค่อยกิน อร่อยสุด

4.ทำง่าย เก็บได้นานเป็นสัปดาห์ แบ่งใส่กล่องแล้วแช่ตู้เย็นไว้ เวลาทานก็นำออกมาอุ่น

เมนูที่ง่ายแสนง่าย ทำครั้งเดียวกินได้นาน อีกทั้งยังมีคุณค่าทางโภชนาการจากผักต่างๆ ด้วย ในสถานการณ์ที่ไม่เอื้อต่อการเดินทางออกไปจับจ่ายใช้สอย การทำอาหารเก็บไว้ทานถือว่าเป็นทางออกที่ดีที่สุด ถือเป็นโอกาสปรับเมนูอาหารให้มีโภชนาการที่ดีเพื่อแข็งแรงสู้โรคได้อีกด้วย

 


_1.jpg

kinyupen_adminMarch 27, 2020

จากปัญหาการระบาดของโรคโควิด19 ที่กำลังทวีความรุนแรงและขยายไปทั่วทุกภูมิภาคของโลก ทำให้หน่วยงานด้านความมั่นคงทางอาหารของโลก ได้ออกมาแสดงความวิตกกังวลว่าปัญหาเรื่องการขาดแคลนอาหารที่อาจจะทวีความรุนแรงมากขึ้น เพราะการที่ประชากรของแต่ละประเทศทั่วโลกต้องเผชิญมาตรการล็อกดาวน์จากการต่อสู้กับโรคโควิด19 ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ว่าผู้ส่งออกด้านการเกษตรสำคัญที่เป็นแหล่งอาหารของโลกอาจจะต้องจำกัดการส่งออก

 

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานระบุว่า หลังจากการระบาดของไวรัสโคโรนา สายพันธุ์ใหม่ครอบคลุมไปทุกทวีปของโลก ทำให้ประชากรในทุกประเทศต่างแตกตื่น พากันกักตุนสินค้าจำเป็นที่ใช้ในครัวเรือนอย่างตื่นตระหนก ซึ่งเป็นการกักตุนอาหาร โดยเฉพาะอาหารประเภทแป้ง ทำให้สินค้าเหล่านี้เริ่มหาซื้อยากมากขึ้นในหลายประเทศ และสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้มีความกังวลว่า รัฐบาลบางประเทศอาจจะดำเนินการเพื่อเก็บอาหารไว้ภายในประเทศเพื่อความมั่นใจว่าจะมีอาหารเพียงต่อการบริโภคภายในประเทศ ในขณะที่ห่วงโซ่อุปทานได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรค โดยเฉพาะหากผู้ส่งออกรายใหญ่เริ่มเก็บตุนพืชเกษตร เช่น ข้าว ที่จะถูกนำมาผลิตเป็นแป้ง และเป็นอาหารหลักของคนทั่วโลกนั่นย่อมจะส่งผลต่อความมั่นคงทางอาหารของโลกอย่างแท้จริง

 

ปัจจุบันมีรายงานว่าเวียดนามซึ่งเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ ได้เริ่มจำกัด การส่งออกข้าวแล้วเนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับความพร้อมใช้งานภายในประเทศ ซึ่งหากเวียดนามยังคงห้ามการส่งออก อุปทานของข้าวในตลาดโลกลดลงประมาณ 10-15% ในระยะเวลาอันใกล้นี้ และกลุ่มประเทศในแถบอาจเผชิญกับปัญหาหากเกิดการหยุดชะงักของการส่งออกนี้

 

ขณะที่ในประเทศอินเดียซึ่งเป็นผู้ส่งออกข้าวชั้นนำระดับโลกเพิ่งเข้าสู่มาตรการล็อกดาวน์เป็นเวลาสามสัปดาห์ซึ่งทำให้ช่องทางโลจิสติกส์หลายช่องหยุดชะงักนั่นหมายถึงกระบวนการส่งออก หรือขนส่งอาหารจะถูกหยุดตามไปด้วย นอกจากนี้สหภาพผู้ค้าน้ำมันพืชของรัสเซียก็เรียกร้องให้มีการ จำกัด การส่งออกเมล็ดทานตะวันและผลผลิตน้ำมันปาล์มได้ชะลอตัวลง ซึ่งรัสเซียถือเป็นผู้ผลิตน้ำมันปาล์มเป็นอันดับสองรองจากมาเลเซีย นอกจากนี้รัสเซีย ยูเครนและคาซัคสถาน จะยังส่งออกข้าวสาลีได้หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตของปี 2562 แต่ผู้ค้าสินค้าด้านเกษตรของโลกก็ยังมีความกังวลอยู่ดี โดยเฉพาะการจำกัดการส่งออกของรัสเซียที่เป็นผู้ส่งออกข้าวสาลี และ ธัญพืชชนิดอื่นๆ ไปยังตลาดอาหารต่างๆ ในแถบยุโรป

 

ปัญหาความกังวลเรื่องของการขาดความมั่นคงทางอาหารยังกระจายไปทั่วทุกภูมิภาคของโลก เนื่องจากในหลายประเทศได้รับผลกระทบจากโรคระบาดนี้ และรัฐบาลบางประเทศก็พยายามที่จะหาวิธีเพื่อกักตุนเสบียงอาหารไว้ให้กับผู้คนในประเทศ รวมถึงยังคงมีความล่าช้าจากการขนส่ง เช่น รัฐบาลอียิปต์ที่ยังต้องรอข้าวสาลีสำหรับทำอาหารให้มาถึงโดยเร็วแต่เกิดการล่าช้าจากการปิดการทำงานของบริษัทขนส่ง ทำให้พวกเขาต้องออกมาระบุว่า อียิปต์มีสต๊อกสินค้าเหล่านี้อยู่ได้เพียงอีก สี่เดือนข้างหน้าเท่านั้น เช่นเดียวกับรัฐบาลอิรักที่ระบุว่า จำเป็นต้องนำเข้าข้าวสาลี 1 ล้านตันและข้าว 250,000 ตันหลังจากที่คณะกรรมการวิกฤติได้แนะนำให้เพิ่มสต๊อกอาหาร ขณะที่รัฐบาลกาตาร์ได้นามข้อตกลงเพื่อเพิ่มปริมาณสำรองด้านอาหารด้วย

 

สำหรับประเทศในภูมิภาคเอเชีย ดูเหมือนว่ายังไม่ได้รับผลกระทบมากนัก โดยผู้ค้ารายหนึ่งในสิงคโปร์กล่าวว่า จนถึงขณะนี้เขายังไม่ได้รับคำสั่งซื้อข้าวสาลีเพิ่มเติมกว่าปกติแต่อย่างใด ซึ่งจากข้อมูลผลผลิตของกรมวิชาการเกษตรคาดการณ์ว่าผลผลิตข้าวและข้าวสาลีทั่วโลกซึ่งเป็นพืชอาหารที่มีการซื้อขายกันอย่างกว้างขวางทั่วโลกจะสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 1.26 พันล้านตันในปีนี้

 

อย่างไรก็ตามหากพิจารณาจากราคาสินค้าเกษตรในเวลานี้ พบว่าราคาข้าวในตลาดโลกกำลังปรับตัวสูงขึ้น หลังจากเกิดปัญหาเรื่องการขนส่ง โดยเวียดนามหยุดส่งออก อินเดียอยู่ในช่วงปิดทำการและประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศส่งออกข้าวสำคัญก็อาจจะออกมาตรการเช่นเดียวกันนั้นและนั่นหมายถึงราคาข้าวจะสูงขึ้นอย่างแน่นอน

 

ปัจจุบัน ราคาข้าวในประเทศไทยสูงขึ้นกว่า 11% นับตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์สู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2556 ที่ระดับ 492.5 ดอลลาร์ต่อตัน ทั้งนี้ผู้ค้าข้าวของสิงคโปร์รายนี้ระบุว่า ไม่คิดว่าจะมีการขาดแคลนข้าว เพราะมีข้อมูลว่าอินเดียที่สินค้าคงเหลือมีขนาดใหญ่มาก แต่กลับพบว่าสินค้าคงคลังเหล่านั้นไม่ได้กระจายอย่างเท่าเทียมกัน เพราะส่วนใหญ่กระจายอยู่ในจีนและอินเดียเพียงอย่างเดียวเท่านั้น นั่นหมายถึงผู้ซื้อข้าวรายใหญ่ เช่นฟิลิปปินส์ผู้นำเข้ารายใหญ่และอื่น ๆ ในเอเชียและแอฟริกาอาจมีความเสี่ยงหากประเทศส่งออกข้าวรายใหญ่จำกัดการส่งออก ก็อาจจะประสบปัญหาเรื่องอาหารไม่เพียงพอได้