Content_เต่ามะเฟือง_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJanuary 22, 2020

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาลูกเต่ามะเฟือง ที่เกิดจากแม่เต่าที่พากันขึ้นมาวางไข่บริเวณชายหาดของ จ.พังงา  และ จ.ภูเก็ต ตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคม ปีที่แล้วได้เริ่มทยอยฟักเป็นตัวและเริ่มเดินลงสู่ทะเลกว่าร้อยตัวแล้ว และยังมีไข่อีกจำนวนมากกำลังค่อยๆ ฟักเป็นตัวและคืนกลับสู่ธรรมชาติในท้องทะเลที่เป็นที่อาศัยของมันต่อไป

การขึ้นมาวางไข่ของแม่เต่ามะเฟืองจำนวนกว่า 7 รังในปีนี้ นับเป็นข่าวดีที่ได้รับการเผยแพร่ไปอย่างกว้างขวางของไทย เพราะนั่นหมายถึงจำนวนของเต่ามะเฟืองที่จะเพิ่มขึ้นหลังจากที่พวกมันลดจำนวนลงอย่างรวดเร็วในช่วงก่อนหน้านี้ จากการคุกคามของมนุษย์ รวมไปถึงสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป สหภาพสากลว่าด้วยการอนุรักษ์ธรรมชาติ (International Union for the Conservation of Nature: IUCN) จึงขึ้นบัญชีเต่ามะเฟืองเป็นสัตว์ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์อย่างยิ่ง ในขณะที่ในประเทศไทยได้จัดให้เต่ามะเฟืองเป็น  สัตว์สงวนลำดับที่ 18 แห่งพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535  โดยพบว่าในประเทศไทยที่เต่ามะเฟืองไม่ขึ้นมาวางไข่นานกว่า 5 ปี ก่อนที่พวกมันจะเริ่มขึ้นมาวางไข่อีกครั้งในปี 2561 แต่ก็มีลูกเต่าฟักเป็นตัวไม่ถึง 10 ตัว

และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมการขึ้นมาวางไข่ของแม่เต่ามะเฟือง จนกระทั่งไข่ถูกฟักเป็นตัวจำนวนกว่าร้อยตัวในครั้งนี้จึงกลายเป็นข่าวดีสร้างความตื่นเต้นให้กับนักอนุรักษ์รวมถึงคนไทยจำนวนมากนั่นเอง

เต่ามะเฟือง เป็น เต่าทะเลชนิดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาเต่าที่มีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน ความยาวของลำตัวถึง 1.8 เมตร ทั้งยังไม่มีแผ่นกระดองหลังและกระดองใต้ท้องเช่นเต่าทะเลทั่วไป แต่กระดองหลังมีลักษณะคล้ายแท่งยางแข็งที่มีสันนูนขึ้นตามยามจำนวน 7 สัน จึงมีรูปร่างคล้ายผลมะเฟือง

อุปนิสัย: มีชีวิตความเป็นอยู่แตกต่างไปจากเต่าทะเลอื่นๆ โดยดำรงชีวิตอยู่ในทะเลเปิด กินแมงกระพรุนเป็นอาหาร รวมทั้งพวกเพรียงหัวหอมที่ล่องลอยอยู่ในทะเล หาดที่ใช้วางไข่ต้องมีระดับน้ำลึก คลื่นแรงและมีแนวลาดชันขึ้นสู่หาด ร่องรอยเต่ามะเฟืองจะมีลักษณะกว้างกว่าเต่าทะเลชนิดอื่นๆ มีลักษณะคดเคี้ยวไปมาและมีวงกลับ ตัวเต่าตัวเมียจะวางไข่ 4-6 ครั้งในฤดูหนึ่งๆ ไข่มีขนาดใหญ่กว่าเต่าทะเลชนิดอื่นๆ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางราว 7-8 เซนติเมตร จำนวนไข่ที่วางจะวางแตกต่างกันไประหว่าง 64 – 104 ฟอง โดยทั่วไปจะใช้ระยะเวลาในการฟักตัวประมาณ 55-60 วัน

ลูกเต่าที่ฟักออกเป็นตัว จะยังคงอยู่ในหลุมฟักไข่อีก 1-2 วัน เพื่อรอให้ไข่ฟองที่เหลือฟักตัวออกมา จากนั้นจึงอาศัยในช่วงเวลากลางคืนเพื่อคลานออกมาจากหลุมพร้อมๆ กัน ก่อนมุ่งหน้าลงสู่ทะเลโดย ลูกเต่าจะใช้จะว่ายน้ำอย่างไม่หยุดหย่อน เพื่อหลบหนีศัตรูตามธรรมชาติอันมีมากมายบริเวณชายฝั่งมุ่งออกทะเลลึก เต่ามะเฟืองซึ่งใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตหากินในบริเวณทะเลลึกไกลจากฝั่ง และจะเข้ามาชายฝั่งอีกครั้งเพื่อการผสมพันธุ์และวางไข่

ปัจจุบันเต่ามะเฟืองอยู่ในสถานภาพเสี่ยงวิกฤติต่อการสูญพันธ์เนื่องจากภัยคุกคามต่าง ๆ ทางทะเลจากกิจกรรมของมนุษย์ โดยเต่ามะเฟืองจำนวนมากตายไปเพราะกินขยะพลาสติกเข้าไป นอกจากนี้ยังพบว่าติดเครื่องมือประมงระหว่างการเดินทางมาวางไข่ และระหว่างพักช่วงการวางไข่ของแม่เต่ามะเฟือง มีโอกาสที่จะติดเครื่องมือประมง ทั้งเครื่องมือประมงพาณิชย์ เช่น อวนลาก และเครื่องมือประมงพื้นบ้าน เช่น อวนลอย เบ็ดราวปลากระเบน และโป๊ะน้ำตื้น

 

ถูกรบกวนจากกิจกรรมในทะเล เช่น แสงไฟของเรือที่จอดบริเวณชายหาด ขยะ และน้ำเสียจากเรือ การท่องเที่ยวทางทะเล เช่น สกู๊ตเตอร์ รบกวนการขึ้นมาวางไข่ของเต่าทะเล นอกจากนั้นความสนใจของนักดำน้ำต่อเต่าทะเลยังรบกวนการพักผ่อน หากินของมันอีกด้วย

การสูญเสียสภาพชายหาดที่เหมาะสมต่อการวางไข่ คือการสูญเสียบริเวณหาดทรายที่เหมาะสมต่อการวางไข่ของเต่าทะเลจากการก่อสร้างสิ่งลุกล้ำลงไป หรือกิจกรรม แสง สี เสียง รบกวนการขึ้นมาวางไข่ของแม่เต่าความสกปรก และขยะบริเวณชายหาด

การกลับมาวางไข่ของเต่ามะเฟืองที่เพิ่มขึ้นในปีนี้ จึงถือว่าเป็นอีกหนึ่งดัชนีชี้วัดความสมบูรณ์และการบริหารจัดการชายฝั่งทะเลของไทย จนทำให้พวกมันสามารถขึ้นมาวางไข่และฟักเป็นตัวเพื่อดำรงค์เผ่าพันธุ์เต่ามะเฟือง … พันธุ์เต่าที่ใหญ่ที่สุดในโลก และ นักสู้แห่งท้องทะเลของพวกมันต่อไป


Content_Sakura-forecase_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJanuary 17, 2020

ในทุกต้นปีของแต่ละปี กรมอุตุนิยมวิทยาประเทศญีปุ่น จะออกประกาศการคาดการณ์ช่วงซากุระบานประจำปีในพื้นที่ต่างๆของประเทศ เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้วางแผนท่องเที่ยวได้เหมาะสมและได้ชมดอกซากุระบานสะพรั่งเต็มที่ในช่วงฤดูใบไม้พลิ ที่ถือเป็นช่วงอากาศดี ไม่หนาวหรือร้อนเกินไปและยังเป็นช่วงพีคสุดอีกช่วงหนึ่งของการท่องเที่ยวญี่ปุ่นอีกด้วย

สำหรับปีนี้ มีการออกประกาศคาดการณ์ช่วงซากุระบานออกมาแล้วตั้งแต่ต้นเดือน ระบุว่าซากุระจะเริ่มบานตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม ในพื้นที่เมืองฟุกุโอกะ ทางภาคใต้ของประเทศก่อนที่จะทยอยบานสะพรั่งสู่ภาคเหนือของประเทศจนถึงเขตเหนือสุดคือฮอกไกโดที่ซากุระจะเริ่มบานในเดือนพฤษภาคม 2563

สำหรับผู้ที่อยากจะไปสัมผัสบรรยากาศซากุระบานสะพรั่งเป็นสีชมพู สามารถใช้เกณฑ์คาดการณ์นี้เป็นข้อมูลนาการวางแผนการเดินทางได้ ซึ่งในแต่ละพื้นที่มีจุดชมวิวยอดนิยมสำหรับการชมซากุระบาน วันนี้กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต มีจุดซากุระยอดนิยมในแต่ละพื้นที่มาเพื่อเป็นแนวทางในการวางแผนท่องเที่ยวแบบฟินสุดๆ กันไปเลย

 

1.ฟุกุโอกะ คาดการณ์ว่าซากุระจะเริ่มบานตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม  

  • ปราสาทฟูกุโอกะ (Fukuoka Castle/Maizuru Park) ภายในสวนมาอิซูรุ(Maizuru Park) ปลูกต้นซากุระไว้ประมาณกว่า 1,000 ต้น ทำให้พวกมันจะบานสะพรั่งเป็นสีชมพู นักท่องเที่ยวสามารถชมวิวสวยงามของดอกไม้และยังได้ชมความเก่าแก่ของปราสาทไปด้วย
  • สวนริมทะเลอูมิโนนาคามิจิ (Uminonakamichi Seaside Park) สวนสวยริมมีต้นซากุระมากกว่า 2,000 ต้น เรียงรายไปตามทางเมื่อซากุระบานจะได้บรรยากาศสดชื่นสวยงามอย่างบอกใคร
  • สวนนิชิ (Nishi Park/Nishi Koen) เป็นนสวนที่ติด 1 ใน 100 จุดที่ดีที่สุดสำหรับชมดอกซากุระของญี่ปุ่น มีต้นซากุระปลูกอยู่บนเนินเขามากกว่า 1,000 ต้น ภายในยังมีศาลเจ้าเทรุโมะ (Terumo Shrine) ให้ได้สักการะกันอีกด้วย

2.โอซาก้าเกียวโต เริ่มบานตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม ทั้งสองจังหวัดนี้มีที่ชมซากุระสวยๆ มากมายแต่ที่พลาดไม่ได้ อาทิ

  • แม่น้ำโอคาวะ (Okawa River) เป็นแม่น้ำที่ไหลผ่านกลางเมืองโอคาวะมีซากุระเรียงรายไปตามริมน้ำกว่า 4,800 ต้น ทำให้เมื่อซากุระบานจะทำให้บริเวณสองริมฝั่งแม่น้ำกลายเป็นสีชมพูสวยงาม
  • ปราสาทโอซาก้า (Osaka Castle) มีจุดชมซากุระมากมายไม่ว่าจะตรงป้อมปราสาทเท็นชุคาคุหรือตรงสวนนิชิโนะมารุ ที่มีซากุชมกว่า 300 ต้น ท่ามกลางทัศนียภาพของปราสาทโอซาก้าที่เป็นไฮไลท์ของเมือง
  • ถนนเทสึงาคุ โน มิจิ หรือ เส้นทางนักปราชญ์ (Tetsugaku no michi/Philosopher’s Path) เกียวโต เป็นเส้นทางริมคลองที่เชื่อมต่อระหว่างวัดกินคะคุจิกับวัดนันเซนจิ ซึ่งเรียงรายด้วยต้นซากุระกว่า 100 ต้น เมื่อซากุระบานถนนจะกลายเป็นสีชมพู เป็นอีกหนึ่งจุดของการเช็คอินช่วงซากุระบานของเกียวโต
  • วัดคิโยมิซุเดระหรือวัดน้ำใส(Kiyomizudera) หรือ “วัดน้ำใส” ในเกียวโต แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังของเมือง มีจุดชมซากุระทั้งที่อาคารไม้หลัก และบริเวณบ่อน้ำใกล้ทางออกวัดจะมีต้นซากุระเรียงรายสวยงามเช่นกัน
  • อาราชิยาม่า(Arashiyama) แหล่งท่องเที่ยวแนวธรรมชาติที่พลาดไม่ได้ ในฤดูใบไม้ผลิมีจุดชมหลายแห่งเช่น สะพานโทเกสึเคียว(Togetsukyo Bridge) ภูเขาอาราชิยาม่า นสวนนาคาโนชิมะที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ หรือในบริเวณในบริเวณวัดไดคาคุจิ(Daikakuji Temple) มีบ่อน้ำขนาดใหญ่ล้อมรอบด้วยต้นซากุระมากมาย

3.นาโกย่า เริ่มบานตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม มีจุดชมซากุระที่สวยงาม เช่น

  • ปราสาทนาโกย่า (Nagoya Castle) เป็นจุดชมซากุระที่มีชื่อเสียงมาก ที่นี่มีซากุระประมาณ 10 ชนิด โดยส่วนใหญ่เป็นพันธุ์โซเมอิโยชิโนะและซากุระพวงระย้า เทศกาลชมซากุระเริ่มตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมจนถึงกลางเดือนเมษายน นอกจากนั้นยังมีซากุระพันธุ์หายาก เรียกว่า gioiko ซึ่งบานในช่วงกลางเดือนเมษายน เป็นดอกซากุระสีเขียวหายากและบานช้ากว่าซากุระพันธุ์อื่นๆ มีการประดับไฟช่วงกลางคืนด้วยตั้งแต่เวลาทุ่มครึ่งเป็นต้นไป
  • ริมฝั่งแม่น้ำยามาซากิ(Yamazakigawa Riverside)ได้ชื่อว่าเป็น ทางเดินสี่ฤดู และได้รับคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 100 จุดชมซากุระที่งามที่สุดในญี่ปุ่นอีกด้วย ซึ่งซากุระเกือบ 600 ต้น จะเรียงรายยาวไปถึง 8 กิโลเมตร  และจุดชมดอกซากุระริมแม่น้ำที่พลาดไม่ได้คือ บริเวณสะพานคานาเอะโคบาชิ
  • หอคอยอินุมิยะ (Inuyama Castle) หนึ่งในหอคอยเก่าแก่ที่สุดของประเทศญี่ปุ่น และติดอันดับ 1 ใน 4 ปราสาทที่กำหนดให้เป็นสมบัติแห่งชาติ สามารถเดินชมวิวได้ทั้ง 4 ทิศ โดยในช่วงฤดูใบไม้ผลิที่ปราสาทแห่งนี้เป็นจุดที่ได้รับความนิยมสำหรับการเดินทางมาชมความสวยงามของดอกซากุระ พร้อมทั้งมีการจัดงานเทศกาลอินุยะมะในช่วงต้นเดือนเมษายนอีกด้วย

4.โตเกียว เริ่มบานตั้งแต่วันที่ 19 มีนาคม นับว่าเป็นจุดที่บานเป็นที่แรกๆ และในช่วงเวลาเดียวกับฟุกุโอกะ เลยที่เดียว โดยที่โตเกียวมีจุดชมซากุระชื่อดังหลายแห่งส่วนใหญ่เป็นสวนสาธารณะที่สามารถเข้าชมได้ฟรี ที่สามารถเลือกชมได้ อาทิ

  • สวนสาธารณะแห่งชาติชินจูกุเกียวเอน (Shinjuku Gyoen) เป็นสวนสาธารณะที่มีขนาดพื้นที่ใหญ่ที่สุดในกรุงโตเกียว โดยตั้งอยู่ใจกลางย่านชินจูกุ ไม่ห่างจากสถานีรถไฟชินจูกุมากนัก ภายในสวนมีต้นซากุระมากกว่าพันต้น
  • สวนอุเอโนะ (Ueno Park) หนึ่งในสวนสาธารณะยอดนิยมใจกลางกรุงโตเกียว ที่แวดล้อมไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย ทั้งวัด ศาลเจ้า ทะเลสาบ สวนสัตว์ พิพิธภัณฑ์ ฯลฯ นอกจากนั้นภายในสวนยังเต็มไปด้วยต้นซากุระมากกว่า 1,000 ต้น เรียงรายตามสองฟากฝั่งของถนนที่ทอดยาวภายในสวน โดยในช่วงที่ดอกซากุระกำลังบาน ที่สวนอุเอโนะก็มีการจัดงานเทศกาลชมดอกซากุระ รวมถึงการเปิดไฟไลท์อัพสวยๆ ที่ต้นซากุระในยามค่ำคืนด้วย
  • สวนจิโดริกะฟุจิ (Chidorigafuchi) เป็นสวนสารธารณะที่มีความพิเศษคือตั้งอยู่ระหว่างทางระบายน้ำ 2 สาย ใกล้กับพระราชวังอิมพีเรียลทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือเป็นจุดที่จะสามารถมองเห็นภาพต้นซากุระเรียงรายไปตามทางน้ำได้อย่างสวยงาม
  • แม่น้ำเมกุโระ (Meguro River) คือหนึ่ง จุดชมซากุระ โตเกียว ที่ได้รับความนิยมตลอดกาลจากชาวญี่ปุ่น ด้วยความสวยงามของต้นซากุระกว่า 800 ต้น ซึ่งในช่วงฤดูใบไม้ผลิจะพากันเบ่งบานตลอดทั้ง 2 ฝั่งของแม่น้ำ นอกจากนั้นที่ริมฝั่งก็มีทางเดิน และสวนหย่อมเล็กๆ ให้สามารถเดินถ่ายภาพหรือเดินชมวิวสวยๆ ได้อีกด้วย
  1. เซนได เริ่มบานตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน มีจุดชมซากุระให้ไปเช็คอินกันได้อาทิ

  • สวนมิคามิเนะ ที่เต็มไปด้วยต้นซากุระพันธุ์โซเมอิ โยชิโนะ (Somei Yoshino) ซากุระดอกสีขาวและต้นซากุระกิ่งย้อย (Shidarezakura) ที่เมื่อถึงฤดูซากุระบานจะทำให้สวนแห่งนี้กลายเป็นสีชมพูสวยงามเป็นอย่างยิ่ง
  • สวนซึซึจิกาโอกะ Tsutsujigaoka Park ตั้งอยู่ใจกลางเมืองเซนไดที่ภายในสวนมีซากุระหลากหลายพันธ์รวมถึง ซากุระพันธุ์ดอกสีขาวให้ชื่นชมกันด้วย

6.ฮอกไกโด เริ่มบานตั้งแต่วันที่ 10 พฤษภาคม นับเป็นพื้นที่สุดท้ายของญีปุ่นที่ซากุระจะบานให้นักท่องเที่ยวได้ไปเที่ยวชม ในฮอกไกโดมีจุดชมซากุระมากมายกระจายอยู่ตามเมืองต่างๆ อาทิ

  • หอคอยโกะเรียวคาคุ (Goryokaku Tower) หอคอยชมวิวอันมีชื่อเสียงของฮอกไกโดในเมืองฮาโกดาเตะ จากด้านบนหอคอยจะสามารถมองเห็นสวนโกะเรียวคาคุ (Goryokaku Park) ที่มีลักษณะเป็นรูปดาวห้าแฉกได้ เป็นจุดชมซากุระที่มีกว่า 1,600 ต้น
  • สวนอาซาฮิกะโอกะ (Asahigaoka Park) เมืองฟูระโนะ สถานที่ซึ่งเคยได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งใน 100 สุดยอดทิวทัศน์แห่งญี่ปุ่น จากบนยอดเขาสามารถมองเห็นที่แอ่งฟุราโนะ และเทือกเขาโทกะชิ (Mount Tokachi) ได้ด้วย ต้นซากุระพันธุ์เอโซะยามะซากุระมากกว่า 3,000 ต้น
  •  ปราสาทมัตสึมาเอะ (Matsumae Castle) และสวนมัตสึมาเอะ (Matsumae Park) เมืองมัตสึมาเอะ ได้รับฉายาว่าเป็น “ถิ่นกำเนิดแห่งซากุระ” เพราะภายในสวนแห่งนี้มีซากุระถึง 250 สายพันธุ์รวมกว่า 10,000 ต้น และเมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิ ซากุระแต่ละสายพันธุ์จะเริ่มบานในเวลาที่แตกต่างกัน ทำให้สามารถมาชมซากุระที่สวนแห่งนี้ได้ร่วมหนึ่งเดือนเต็มเลยทีเดียว

line_86895762097319.jpg

kinyupen_adminNovember 23, 2019

สำหรับสาวกนักเดินทาง และวาระปลายปี ญี่ปุ่นเป็นอีกหนึ่งในเส้นทางที่ปรารถนา ด้วยใช้ระยะเวลาเดินทางสั้น ไม่ต้องทำวีซ่า อากาศดี บรรยากาศงาม และอาหารอร่อย ประจวบกับค่าเงินเยนที่ถูก กินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอแชร์วิธีเดินทางของผู้กระเป๋าเบา โบนัสน้อย สไตล์กินอยู่ (ให้) เป็น

1. กลัดกระดุมเม็ดแรกถูก ..งบไม่บาน

สิ่งที่ผู้กระเป๋าเบาต้องคำนึงเป็นอันดับแรก คือ คำนวณวางแผนแต่เนิ่น ๆ นั่นหมายถึงจะได้ราคาที่ได้เปรียบ โดยเฉพาะค่าบัตรโดยสารเครื่องบิน ซึ่งนาทีนี้ การบินไทย เร่งทำราคาแข่งกับสายการบินโลว์คอสอย่าง แอร์เอเชีย นกสกู๊ต ดังนั้นวิธีการเข้า web ตั๋วถูกจะมีให้เทียบราคา วิธีการต้องดูเงื่อนไขการเดินทาง ระยะเวลาเดินทางโดยบางครั้งบัตรโดยสารไปกลับญี่ปุ่นสามารถซื้อได้ตั้งแต่ราคา 5,000 -10,000 บาท

หัวใจสำคัญ : บัตรโดยสารเครื่องบินไปญี่ปุ่น แต่ละเมืองจะมีราคาแตกต่างกัน ดังนั้นหากกำหนดในใจไว้หลายจุดก็สามารถมีทางเลือกที่ได้เปรียบ และกรณีที่เป็นผู้มีระเบียบจับจ่ายด้วยบัตรเครดิตลองตรวจสอบดูว่าบัตรแต่ละใบมีโปรโมชั่นร่วม มีสิทธิพิเศษ หรือมีการแลกไมล์สะสมได้อย่างไร

หมายเหตุ : ควรจดบันทึกอีเมล์ที่ใช้ในการจองให้ดี เพราะหากใกล้วันเดินทาง และเราต้องการยกเลิก อาจทำให้เราต้องเสียค่าประสบการณ์ราคาแพงได้

2. เลือกเมือง กำหนดที่พักใกล้สถานีรถไฟ

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีที่พักราคาเบา ให้เลือกหลายประเภท ทั้ง Airbnb ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคอนโดมิเนียม มีอุปกรณ์พร้อมเหมาะสำหรับผู้เดินทาง 3-4 คนในการแชร์ค่าใช้จ่าย หากมีผู้ร่วมทางมากกว่า 4 หรือน้อยกว่า 3 แนะนำ Hostel ที่จะเป็นลักษณะของการนอนรวม คล้ายหอพักหากสะดวกสบาย และสะอาดด้วยกฎระเบียบที่กำหนดไว้ แต่ถ้าต้องการแปลกและเข้าถึง ล่าสุดมีบริการ “เทระฮาคุ” หรือ “การนอนวัด” ที่นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสวิถีชีวิต และความสงบพร้อมกิจกรรมต่างๆ ภายในวัด

หัวใจสำคัญ : เลือกที่พักใกล้แหล่งท่องเที่ยวกรณีที่อยากอยู่นิ่งนานๆ แต่ถ้าวางแผนเก็บแต้มหลายจุด แนะให้เลือกที่ใกล้สถานีรถไฟ หรืออาจ กรณีผู้สูงอายุ ควรยอมจ่ายแพงเลือกโรงแรมที่อยู่ติดสถานีรถไฟ และซื้อทัวร์แบบ 1 day ซึ่งจะพาลงตามจุดท่องเที่ยว โดยสามารถจองล่วงหน้าทางออนไลน์ก่อนเดินทาง เว็บไซต์หาที่พักที่แนะนำ หากยังไม่แน่ใจควรใช้ Booking.com เพราะข้อดี คือ สามารถยกเลิกการจองที่พักได้ 3-5 วันก่อนเข้าพักจริง โดยไม่เสียค่าธรรมเนียม รวมถึงส่วนใหญ่เป็นราคาที่บวกภาษีแล้ว

3. วางแผนเส้นทาง ใช้ app กันหลง

ค่าเดินทางในญี่ปุ่นจะค่อนข้างสูง หากสำหรับนักท่องเที่ยวจะมีการขายบัตรโดยสารหลายแบบให้เลือกเป็น package ทั้งเฉพาะการเดินทางโดยรถ JR หรือรถ Metro เพราะตั๋วบางประเภทไม่สามารถใช้ร่วมกันได้ และแต่ละเมืองก็ใช้ตั๋วแยกกัน ซึ่งควรศึกษาจากSocial ที่มีการแชร์ และให้ข้อแนะนำไว้ หากทั้งนี้กรณีที่มีผู้สูงอายุร่วมเดินทางวันไปหรือวันกลับ ควรเลือกใช้รถบัส หรือรถไฟจากสนามบินเข้าตัวเมืองจากนั้น ให้ต่อแท็กซี่เนื่องจากการขนกระเป๋าจากสถานีไปยังที่พัก บางครั้งต้องขึ้นบันได ซึ่งจะเป็นเรื่องสาหัสเกินไป สำหรับค่าแท็กซี่ในญี่ปุ่นจะเริ่มต้นที่ 550-800 เยน ต่อระยะทาง 2 กิโลเมตรแรก และถ้าเดินทางในช่วงเวลา 22:00 – 5:00 ค่าโดยสารจะแพงขึ้นอีก 30 %

หัวใจสำคัญ : กรณีเดินทางหลายเมือง การซื้อ 1 Day-Ticket ถือว่าได้รับความนิยมที่สุดและคุ้มค่าที่สุด เพราะข้อดีที่นับเป็นชั่วโมง โดยนักท่องเที่ยวสามารถซื้อได้ที่สนามบินนาริตะ ส่วนราคาสำหรับ ผู้ใหญ่ 800 เยนและเด็ก 400 เยน หรือหากท่องเที่ยวหลายวันก็มีแบบ 48 และ 72 ชั่วโมงให้เลือกได้ แต่ต้องศึกษาข้อจำกัด อย่างกรณีโตเกียวถ้าบัตร 1 day ticket สามารถใช้บริการรถไฟใต้ดินได้เพียง Tokyo Metro และ Toei Subway ทั้งนี้ควรโหลดแอพ HYPERDIA สำหรับตรวจสอบเส้นทางเพราะบางทีต้องเปลี่ยนสถานที่ และถ้าข้ามเมืองจะได้เผื่อระยะเวลาถูกต้อง

 

สิริรวมในงบ 20,000 บาท กับการเที่ยวญี่ปุ่น 5 วัน 4 คืน

ค่าเครื่องบินไป-กลับ                           8,000 บาท
ค่าที่พักโฮสเทลแบบแคปซูล              เฉลี่ย 2,000 เยน (600 บาท) / คืน
ค่ารับประทานอาหาร                          เฉลี่ย 800 เยน / มื้อ
ค่าเดินทาง                                          เฉลี่ย 800 เยน / วัน
ค่าช๊อปปิ้ง                                           2,000 – 3,000 บาท

 

และนี่ก็คือเคล็ด (ไม่) ลับ ที่กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตนำมาฝากกัน อย่างไรเที่ยวญี่ปุ่นกันแล้วก็อย่าลืมกลับมาเที่ยวบ้านเรา และที่สำคัญเที่ยวสนุกต้องไม่มีภาระ (หนี้)


_มนต์เสน่ห์.jpg

kinyupen_adminNovember 10, 2019

 

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต เอาใจคนชอบเดินทางท่องเที่ยว หาประสบการณ์ชีวิตใหม่ๆ ด้วยรถไฟขบวน 911 เส้นทางกรุงเทพ-สวนสนประดิพัทธ์ ณ จุดหมายปลายทาง “ชายหาดหัวหิน” สถานที่แห่งความทรงจำ

 

 

ทำไมใคร ๆ ถึงต้องไป…ชายหาดหัวหิน

การท่องเที่ยวชายทะเลเริ่มต้นขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งเป็นยุคสมัยที่ประเทศไทยได้รับจากอิทธิพลต่าง ๆ มาจากชาติตะวันตก ในอดีตชายหาดหัวหินถือเป็นสถานที่พักผ่อนริมทะเลยอดนิยม เนื่องด้วยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระกำแพงเพชร ผู้บัญชาการกรมรถไฟหลวง ถึงกลับกล่าวไว้ในหนังสือพิมพ์ พิมพ์ไทย ว่า ทะเลที่นี่ต่างจากที่อื่น เพราะมีอากาศเย็นสบาย เหมาะสำหรับการไปพักผ่อนหรือ พักรักษาตัวสำหรับคนที่เจ็บไข้ได้ป่วย แต่ ณ เวลานั้น ผู้ที่สามารถไปทะเลหัวหินได้ จะมีแต่บรรดาครอบครัวของเหล่าขุนนาง ข้าราชการ และชนชั้นสูง ถึงกับมีคำกล่าวว่า ถ้าใครไปหัวหินกลับมาจะเป็นที่อิจฉาดูเก๋ไม่เบา

นับตั้งแต่นั้นมาชายหาดหัวหิน ก็กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวมีชื่อเสียงระดับประเทศอย่างต่อเนื่อง จนถูกมองจากภายนอกว่า เป็นเมืองมนต์เสน่ห์แห่งการท่องเที่ยว

 

 

ในครั้งนี้ทีมงานกินอยู่เป็น 360 องศาจัดทริปเล็ก ๆ ช่วงวันหยุดชวนเพื่อนๆ นั่งรถไฟนำเที่ยวเพื่อไปหัวหิน ขบวน 911 กรุงเทพ-สวนประดิพัทธ์ ของการรถไฟแห่งประเทศไทยราคา 120 บาท (ไป-กลับ) โดยจะเปิดให้บริการเฉพาะวันเสาร์ วันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์เท่านั้น หากใครสนใจแนะนำว่าให้โทร 1690 จองตั๋วล่วงหน้ากับการรถไฟแห่งประเทศไทยก่อนอย่างน้อย 1 อาทิตย์ก่อนเดินทาง เพราะถ้ารอจองก่อนวันที่เราจะเดินทาง 2-3 วัน ตั๋วจะเต็มอดไปเที่ยวได้นะ

 

 

จากหัวลำโพง ถึง หัวหิน 

บรรยากาศขณะที่นั่งรอรถไฟเคลื่อนขบวน เราจะพบเห็นผู้โดยสารมากหน้าหลายตา เตรียมตัวขึ้นรถไฟ มองหาหมายเลขที่นั่งตามตั๋วที่จองไว้ มีทั้งที่มากันเป็นครอบครัว คู่รัก หรือกลุ่มเพื่อนสนิท ทำให้บรรยากาศภายในรถไฟ เต็มไปด้วยความคึกคัก สนุกสนาน และเมื่อรถไฟเริ่มเคลื่อนขบวนออกจากสถานีหัวลำโพง มองลอดผ่านช่องหน้าต่างของรถไฟ เราจะเห็นสถานที่ต่าง ๆ มากมายจากอาคารบ้านเรือน ตึกสูงในเมืองใหญ่ค่อยๆเข้าสู่ธรรมชาติ ท้องฟ้า ต้นไม้ และสายน้ำ

 

 

ระหว่างทางรถไฟก็จะเคลื่อนขบวนผ่านชานชาลาต่าง ๆ  แล้วหยุดที่สถานีนครปฐม ประมาณ 1 ชั่วโมง เพื่อให้เรานมัสการองค์พระปฐมเจดีย์หรือเดินเที่ยวชม ตลาดกัลยา เลือกซื้อของฝาก อาหาร ขนมได้ตามใจชอบ พอครบเวลากำหนดรถไฟก็เคลื่อนขบวนต่อ จนมาถึงสถานีรถไฟหัวหิน เป้าหมายของเราในครั้งนี้

 

 

สถานีรถไฟหัวหิน ถือสัญลักษณ์หนึ่งของเมืองหัวหิน ด้วยความโดดเด่นของสถานีรถไฟหัวหิน ที่ยังคงรักษาโครงสร้างตัวอาคาร ครึ่งตึกครึ่งไม้แบบสถานีรถไฟสมัยก่อนเอาไว้อย่างครบถ้วน ซึ่งรูปแบบสถาปัตยกรรม ได้รับอิทธิพลมาจากสถาปัตยกรรมแบบวิคทอเรีย ไม่น่าแปลกเมื่อนักท่องเที่ยวมาเยือนหัวหิน ต้องถ่ายป้ายสถานีรถไฟหัวหินเป็นที่ระลึก

 

เมื่อมาถึงชายหาดหัวหินความประทับใจแรกเมื่อมาเยือน คือ บรรยากาศเงียบสงบ หาดทรายสีขาวสวยเนียนละเอียด น้ำทะเลใสสะอาด เหมาะต่อการเล่นน้ำ และที่น่าตื่นตาตื่นใจคือการขี่ม้าริมชายหาดชมทิวทัศน์รอบข้าง โดยคนในพื้นที่เล่าให้ฟังว่ากิจกรรมนี้มีมาตั้งแต่ชนชั้นสูงสมัยก่อน เมื่อใครมาเยือนหัวหินมักไม่พลาดโอกาสขี่ม้ารับลมทะเล

 

 

ของฝากติดมือ

หากถามถึงของฝากเมื่อมาเยือนหัวหิน ขอแนะนำงานฝีมือของคนท้องถิ่นที่ทำจากเปลือกหอย เช่น โมบายเปลือกหอย ตุ๊กตารูปหอย กรอบรูป ซึ่งในอดีตงานฝีมือประเภทนี้ชาวบ้านหัวหินเป็นคนริเริ่มทำขึ้นราว ๆ 70 ปีก่อน ปัจจุบันเหลือทำกันอยู่ไม่กี่เจ้า ส่วนใหญ่ได้หอยมาจากที่เก็บตามธรรมชาติริมชายหาด

หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจซื้อของฝากติดไม้ติดมือแล้วเรียบร้อยก็มานั่งรอรถไฟเตรียมกลับในรอบ 15:39 น. ถึงที่หมายสถานีหัวลำโพงประมาณ 20:10 น. เป็นอันจบทริปเล็ก ๆ ของเราในครั้งนี้

ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคกี่สมัย หัวหินยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวโดดเด่นในเชิงประวัติศาสตร์ ที่อยู่มาตราบจนถึงปัจจุบัน

ลองมาสัมผัสเสน่ห์ของหัวหิน เอาเรื่องทุกข์ใจมาปลดปล่อยให้ลอยไปกับท้องทะเลดูสิ…นี่แหละวิถีแห่งกินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 


Content_ปิดทองพระ_Cover_1.jpg

kinyupen_adminNovember 2, 2019

 

เวลาเราไปทำบุญไหว้พระที่วัด สิ่งสำคัญที่ทุกคนจะรู้สึกขาดไม่ได้ คือ ปิดทององค์พระพุทธเพื่อเสริมสิริมงคลให้ชีวิต ส่วนใหญ่มักจะเลือกปิดตามความเชื่อ หรือปิดที่พระโอษฐ์(ปาก) หวังผลด้านเจรจา เช่นปิดที่ชานุ (หัวเข่า) หวังหายปวด แต่หลายท่านอาจไม่ทราบว่า มีเคล็ดความเชื่อของตำแหน่งปิดทองที่สัมพันธ์กับวันเกิด หรือการปิดทองแต่ละตำแหน่งช่วยส่งเสริมเรื่องต่าง ๆอย่างไร

 

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอเอาใจคนชอบเข้าวัดไหว้พระทำบุญในช่วงวันหยุด ด้วย 9 ตำแหน่งปิดทองตามวันเกิด เพื่อให้เกิดมงคลกับชีวิตด้านต่าง ๆ

 

ปิดทองพระ

คำว่าปิดทององค์พระพุทธรูปนั้น เป็นธรรมเนียมปฏิบัติในการทำบุญอันสืบทอดต่อ ๆ กันมาตั้งแต่สมัยโบราณ จนถึงปัจจุบัน โดยมีความเชื่อว่า ผู้ที่ปิดทองพระ ไม่ว่าเกิดชาติภพใด จะมีผิวพรรณ ผ่องใส งดงาม สะดุดตาต่อผู้พบเห็น

 

ตำแหน่งปิดทองพระ ของผู้ที่เกิดในแต่ละวัน

วันอาทิตย์

จุดเด่น : วันแห่งปัญญา ความก้าวหน้า ความเป็นผู้นำ และพลังแห่งความสำเร็จ

ตำแหน่ง : เศียรพระ (ศีรษะ) จะส่งเสริมชีวิตให้มีความเจริญรุ่งเรือง มีพลังทางความคิด สติความจำเป็นเลิศ พร้อมขับเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างทรงพลัง

บทสวด : นะ โม พุท ธา ยะ ขณะปิดทองหลังอธิษฐานเสร็จ

 

วันจันทร์

จุดเด่น : วันแห่งความเมตตา ความมีเสน่ห์

ตำแหน่ง: พระพักตร์ (ใบหน้า) ช่วยในเรื่องของความมีเสน่ห์เป็นที่รักต่อผู้พบเห็น ส่งเสริมภาพลักษณ์ให้สวยงาม

บทสวด : พุทโธ ธัมโม สังโฆ ขณะปิดทองหลังอธิษฐานเสร็จ

 

วันอังคาร

จุดเด่น : วันแห่งความเป็นผู้นำ มีความคิดสร้างสรรค์ ปกครองเด็ดขาด ฉับไว ไหวพริบดี

ตำแหน่ง : พระอุระ (หน้าอก) ช่วยให้มีสง่าราศี เป็นที่รักใคร่เมตตา มีสุขภาพแข็งแรง ทำการใดก็ประสบความสำเร็จ

บทสวด : พุทธังอาราธนานัง ธัมมังอาราธนานัง สังฆังอาราธนานัง ขณะปิดทองหลังอธิษฐานเสร็จ

 

วันพุธ (กลางวัน)

จุดเด่น : วันแห่งการเจราจา มีความคิดสร้างสรรค์ มองการณ์ไกล แก้ไขสถานการณ์ฉับไว

ตำแหน่ง : พระอุทร (ท้อง) ช่วยเรื่องค้าขาย  ดึงดูดโชคลาภ

บทสวด : นะมะพะธะ พุทธัง ธัมมัง สังฆัง ขณะปิดทองหลังอธิษฐานเสร็จ

 

วันพุธ (กลางคืน)

จุดเด่น : วันแห่งสติปัญญา สมองปราดเปรื่อง กล้าหาญเฉลียวฉลาด มีเสน่ห์

ตำแหน่ง : พระบาท (เท้า) ช่วยให้ชีวิตมีความมั่นคงก้าวหน้า อุดมด้วยทรัพย์สมบัติ

บทสวด : พุทธะ มะอะอุ นะโมพุทธายะ ขณะปิดทองหลังอธิษฐานเสร็จ

 

วันพฤหัสบดี

จุดเด่น : วันแห่งความเพียบพร้อม ฐานะมั่นคง

ตำแหน่ง : พระนาภี (สะดือ) : เชื่อว่าจะมีความมั่งคั่ง สุขสบาย เป็นที่ดึงดูดบริวาร โชคลาภ ความสำเร็จ

บทสวด : วิริยบารมี เมตตาบารมี ปัญญาบารมี วาสนาบารมี ขณะปิดทองหลังอธิษฐานเสร็จ

 

วันศุกร์

จุดเด่น : วันแห่งภาพลักษณ์ที่สวยงาม

ตำแหน่ง : พระหัตถ์ (มือ) : ส่งเสริมชีวิตให้มั่งมี ศรีสุข หยิบจับเป็นเงินเป็นทอง มีอำนาจ บารมี ผู้คนเคารพยำเกรง

บทสวด : พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ขณะปิดทองหลังอธิษฐานเสร็จ

 

วันเสาร์

จุดเด่น : วันแห่งความศรัทธา ความหวัง มีเป้าหมายชัดเจนน่าเชื่อถือ

ตำแหน่ง : หลังองค์พระพุทธรูป ช่วยให้แคล้วคลาดจากภัยอันตราย ได้รับการปกป้องคุ้มกันภัย

บทสวด : วันทามิพุทธัง วันทามิธัมมัง วันทามิสังฆัง ขณะปิดทองหลังอธิษฐานเสร็จ

 

วันพระ (กรณีผู้เกิดตรงกับวันพระ) ดาวพระเกตุ

จุดเด่น : วันแห่งผู้รู้ มีปัญญา สามารถสร้างความศรัทธา ความเชื่อถือ และเป็นศูนย์รวมจิตใจให้ผู้คน

ตำแหน่ง : ฐานรององค์พระพุทธรูป ส่งเสริมหน้าที่การงานให้มั่นคง มีคนเกื้อหนุนค้ำจุน

บทสวด :  ธะนังโภคัง นะนังโภคัง ขณะปิดทองหลังอธิษฐานเสร็จ

 

การปิดทองตำแหน่งต่างๆ ที่องค์พระพุทธรูป ถือเป็นภูมิปัญญาที่เกิดจากความศรัทธาและความเชื่อ โดยกุศโลบายของพุทธศาสนิกชนในการปิดทองที่องค์พระก็เพื่อรักษาผิวขององค์พระพุทธรูปไว้ไม่ให้ผุกร่อนตามกาลเวลา และด้วยความเลื่อมใสในพุทธศาสนา ซึ่งเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ ผลบุญอานิสงส์จากการปิดทองพระทั่วทั้งองค์ ร่วมด้วยความมานะ อุตสาหะ ก็จะยังเหตุให้สมควรแก่ผลให้ทุกท่านประสบความสำเร็จในชีวิต

 

ขอบคุณที่มาข้อมูลจาก https://www.thaijobsgov.com/jobs/25771

Horoscope ปิดทองส่งเสริมพลังชีวิตตามวันเกิด โดย อาจารย์ เดียร์ ปานชีวา

 


_เที่ยวบ้างอะไรบ้าง.jpg

kinyupen_adminOctober 19, 2019

เคยไหม? ทุ่มเทให้กับการทำงานมากจนเกินไปโดยไม่มีเวลาให้กับตัวเอง มันรู้สึกเครียดมากแค่ไหน จริง ๆ แล้ว การออกไปเที่ยวช่วยให้สมองและร่างกายได้พักผ่อนจากภาวะความเครียด บอกได้คำเดียวเลยว่ามันดีมาก ๆ

 

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวดี ๆ ให้กับทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย เชื่อว่าใครหลาย ๆ คนโดยเฉพาะคนวัยทำงานเมื่อทุ่มเทให้กับการทำงานถือเป็นเรื่องที่ดี แต่หลายคนทุ่มเทให้กับการทำงานมากจนเกินไปโดยไม่มีเวลาให้กับตัวเอง ทำให้เลือกที่จะนอนอยู่บ้านเฉย ๆ ในวันหยุด แทนการออกไปเที่ยวนอกบ้าน อีกทั้งความคิดที่ว่าการออกไปเที่ยวในแต่ละครั้งนั้นเสียทั้งเงินในกระเป๋าและเวลา แต่จริง ๆ แล้วการออกไปเที่ยวนั้นช่วยให้สมอง และร่างกายได้พักผ่อน จากการทำงานที่ต้องเผชิญทั้ง ความเครียด และ ความกดดัน

 

แต่ผลการวิจัยจาก Expedia เปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับมนุษย์เงินเดือนที่ต้องทำงานและการท่องเที่ยวพักผ่อนเอาไว้ว่า มนุษย์ทำงานกว่า 80% รู้สึกเครียด โดย  92% ทำงาน 40 ชม./สัปดาห์ และกว่า 57% ไม่ได้ใช้วันลาหยุดพักผ่อนจนสิ้นปี ซึ่งจากการศึกษาของ Harvard Medical School ชี้ให้เห็นว่า เมื่อสมองของคนเราได้รับการพักผ่อนอย่างเต็มที่ จะช่วยให้คนเราสามารถเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ และจดจำสิ่งต่าง ๆ ได้เร็วขึ้น

 

แล้วการออกไปเที่ยวมันดีจริงหรือ? สำหรับใครที่ยังสงสัยว่าการออกไปเที่ยวช่วยคลายเครียดได้จริง ๆ หรือไม่ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวมคำตอบเอาไว้ให้แล้วว่าทำไมเราต้องออกไปเที่ยว

 

  1. ก้าวออกจาก Comfort Zone : Comfort zone จะทำให้เรายึดติดกับความสบาย จนสุดท้ายชีวิตเหมือนกับหยุดนิ่ง เปรียบเหมือนต้นไม้ที่หยุดโต หากปล่อยให้เราแก่ลงในทุกวันไปเรื่อยๆ โดยไม่ได้ทำอะไรเลย ถือเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย ฉะนั้น ลองกล้าที่จะออกจาก Comfort Zone ของตัวเองดู

 

  1. หลีกหนีความวุ่นวาย : เพราะชีวิตประจำวันของเรานั้นช่างน่าอึดอัดและน่าเบื่อใช่ไหม? บางทีการที่เราได้หนีจากตรงนี้สักพักจะทำให้เราได้พักสมองและร่างกายอย่างแท้จริง ปล่อยวางจากสิ่งต่างๆ เพื่อรีเฟรชตัวเอง เติมพลังให้กับชีวิตพร้อมที่จะรับมือกับสิ่งต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น

 

  1. เปิดมุมมองใหม่ : การออกไปเที่ยว แน่นอนว่าจะคุณจะได้พบเจอกับสิ่งใหม่ ๆ มากมาย ทั้งวัฒนธรรม ผู้คน ความเป็นอยู่ การดำเนินชีวิตของคนในพื้นที่นั้น ๆ ทำให้คุณได้เรียนรู้ และได้ลองทำ คุณอาจจะชอบหรือไม่ชอบ แต่ประสบการณ์เหล่านี้จะทำให้ทัศนคติและมุมของเราเปลี่ยนไป

 

  1. สร้างความทรงจำ : ในทุก ๆ ที่ ที่เราไปย่อมสร้างความทรงจำให้กับเรา และเมื่อเรามองย้อนกลับไปความทรงจำเหล่านั้นจะช่วยเพิ่มพลังให้กับเรา และทำให้โหยหาการออกไปเที่ยวเพื่อสร้างความทรงจำที่มีคุณค่าเพิ่มขึ้นอีก

 

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงเหตุผลส่วนหนึ่งเท่านั้นที่เราควรค่ากับการออกไปเที่ยวเพื่อพักผ่อน รวมถึงผ่อนคลายความเครียดที่มีอยู่ บอกได้คำเดียวเลยว่ามันดีมาก ๆ แต่หากคุณอยากรู้ว่ามันจะดีขนาดไหน ลองรีบหาวันหยุดแล้วออกไปเที่ยวกัน รับรองเลยว่า คุณจะไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


_พระราชอารมณ์ขัน_slidewebsite.jpg

kinyupen_adminOctober 13, 2019

ย้อนรำลึกถึงวันวานอันงดงามของพ่อหลวง ผู้สถิตอยู่ในดวงใจพสกนิกรชาวไทยทั้งปวง แค่เพียงรอยยิ้มของพระองค์ท่านก็ตราตรึงหัวใจตราบชั่วกาลนาน กินอยู่เป็น 360 องศา ของการใช้ชีวิต ขอรวบรวมเรื่องราวที่สร้างความประทับใจ จากหนังสือพระราชอารมณ์ขัน ของวิลาศ มณีวัต ในวันที่คิดถึงพระองค์มาฝากกัน

ฉันชื่อภูมิพล

เมื่อครั้งในหลวงท่านทรงโทรศัพท์ไปหาหม่อมคนหนึ่ง พอดีหม่อมคนนั้นไม่อยู่บ้าน คนใช้ของหม่อมถามว่านั่นใครคะ  อยากจะฝากข้อความไว้หรืออยากจะพูดกับเจ้านายต้องบอกชื่อมาก่อน ในหลวงทรงตรัสว่า “ฉันชื่อภูมิพล เคยได้ยินบ้างไหม ยังไงรบกวนเจ้านายโทรหาฉันกลับด้วยแล้วกันนะ” เท่านั้นล่ะคนใช้คนนั้นเป็นลมต้องปฐมพยาบาลกันใหญ่

 

มิกกี้เม้าส์

เมื่อครั้งพระองค์ท่านมีพระชนม์มายุ 72 พรรษา มีช่างท่านหนึ่งต้องการนำพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ท่านไปทำหน้าปัดนาฬิการุ่นพิเศษ พอพระองค์ท่านทราบเรื่องจึงตรัสกับเจ้าหน้าที่ว่า “ไปบอกเขานะ ว่าเราไม่ใช่มิกกี้เม้าส์”

สาเหตุที่พระองค์ท่านทรงตรัสเช่นนี้ เป็นเพราะทาง Bradley Watch ยี่ห้อนาฬิกาชื่อดังเจ้าหนึ่ง เคยผลิตนาฬิการุ่นพิเศษที่นำรูปมิกกี้เมาส์ไปเป็นหน้าปัด ซึ่งในช่วงนั้นพระองค์ทรงเสด็จไปศึกษาต่อที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์พอดี

 

เป็นหมอ

ครั้งหนึ่งได้มีพิธีการถวายปริญญา ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ทางนิติศาสตร์ พระองค์ทรงรับสั่งกับมหาดเล็กใกล้ชิดว่า “ ฉันได้เป็นหมอความแล้ว” ต่อมาเมื่อมีการถวายปริญญาทางดิน ก็รับสั่งว่า “ตอนนี้เราเป็นหมอดินแล้ว” ไม่นานก็มีการถวายปริญญาทางดนตรีอีก จึงรับสั่งว่า “ในตอนนี้เราเป็นหมอลำ”

 

ไปไหมเสี่ย

เมื่อสมัยก่อนเสด็จแปรพระราชฐานไปยังหัวหิน มักจะเสด็จออกไปยังตลาดหัวหินบ่อยครั้ง และบางครั้งโดยลำพังพระองค์ มีครั้งหนึ่งระหว่างจะเสด็จกลับ ซาเล้งที่ตลาดทูลถามว่า “ไปไหมเสี่ย”

ปรากฏว่าเสี่ยพระองค์นี้สนพระทัยก็ตรัสจ้างไปยังพระราชวังไกลกังวล โดยที่ซาเล้งคนนั้นไม่รู้นึกว่าเป็นข้าราชการ แต่พอถึงหน้าพระราชวังทหารสั่งวันทยาวุธ เท่านั้นแหละซาเล้งถึงรู้ว่า เสี่ยที่มาส่งน่ะเป็นใคร

 

บัตรสามสิบ

ในขณะที่ในหลวงท่านทรงประชวรเข้ารับราชการรักษาในโรงพยาบาลที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่ง มีข้าราชบริพารเข้าเยี่ยมจำนวนมาก ทุกคนคงจำได้ที่เป็นข่าวใหญ่โต ที่นายกคนหนึ่งถวายบัตร 30 บาท ให้พระองค์เพื่อใช้สิทธิ์ สร้างความแค้นเคืองให้พสกนิกรชาวไทย แต่ไม่มีใครรู้เบื้องหลังว่าพระองค์ทรงตอบว่าอย่างไร…

ในหลวงทรงตรัสว่า “ไม่เป็นไรหรอก หากข้าพเจ้าไม่สามารถจ่ายค่ารักษาได้ แต่คงสามารถใช้บัตรผู้สูงอายุหรือจะใช้สิทธิข้าราชการของบุตรี (ฟ้าหญิง) ก็ได้” ท่านตรัสเสียงเรียบ ๆ ฟังแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ว่าท่านตอบได้น่ารักมาก

 

 

ขอบคุณที่มาของข้อมูลจาก

-หนังสือเรื่องเล่าจากในวัง : กลุ่มพิทักษ์รักราชันย์

กลุ่มพิทักษ์รักราชันย์. (พิมพ์ในปี 2555). ธรรมะอินเทรนด์.

-หนังสือพระราชอารมณ์ขันของ ท่านวิลาส มณีวัต

วิลาศ มณีวัต. (พิมพ์ครั้งแรกปี 2539). พระราชอารมณ์ขัน. กรุงเทพฯ : กรีน ปัญญาญาณ.

 

 

 

 

 


_Content_อาบป่า-1.jpg

kinyupen_adminOctober 12, 2019

วันหยุดสุดสัปดาห์นี้คงมีหลายคนที่อยากหาแหล่งพักผ่อนหย่อนใจ คลายความเหนื่อยล้าจากการทำงานหนักมาตลอดทั้งสัปดาห์ กินอยู่เป็น 360 องศาของการใช้ชีวิต มีวิธีพักผ่อนอีกรูปแบบหนึ่งเอาใจคนชอบท่องเที่ยวแนวธรรมชาติ มาฝากกัน คือ “การอาบป่า” ให้ธรรมชาติมาช่วยบำบัด

 

หากได้ยินชื่อคำว่าอาบป่า (Forest bathing) หรือ ชินรินโยกุ หลายคนอาจนึกว่าต้องเข้าไปอาบน้ำในป่าหรือเปล่า !!! การอาบป่าในที่นี้ไม่ใช่การอาบน้ำหรือออกกำลังกายใดๆ ทั้งสิ้น แต่เป็นศาสตร์ที่ให้เราเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในธรรมชาติ ศาสตร์ของการอาบป่ามีจุดกำเนิดจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งรัฐต้องการส่งเสริมให้ประชาชนหันมาปลูกต้นไม้ในปี 2523 ดังนั้นจึงเริ่มมีการพัฒนาไปเรื่อยๆ จนเปลี่ยนป่าไม้ให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงบำบัดมาจนถึงปัจจุบัน

 

ขั้นตอนของการอาบป่าไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิด อาศัยเพียงให้เราเข้าไปอยู่ในธรรมชาติใกล้ตัวให้มากที่สุด อาจจะเป็นป่าเขาในต่างจังหวัด หรือสวนสาธารณะใกล้บ้าน ลองปล่อยตัวปล่อยใจไปกับธรรมชาติ เดินทอดน่องไปเรื่อยๆ ฟังเสียงรอบตัว ดมกลิ่นต้นไม้ใบหญ้า มองความสวยงามข้างทาง ปิดเครื่องมือสื่อสาร และนั่งหามุมสงบพักเพื่ออาบแสงแดดแบบชิลๆ

 

ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลของนักวิชาการด้านชีววิทยาวิวัฒนาการชาวอเมริกัน เอ็ดเวิร์ด โอ วิลสัน อิงตามทฤษฎีไบโอฟิลเลีย ว่า มนุษย์มีปฏิสัมพันธ์กับธรรมชาติ และธรรมชาติสามารถหล่อเลี้ยงชีวิต จึงไม่แปลกที่ธรรมชาติจะช่วยให้เราคลายความเครียด มีผลตอบสนองเชิงบวกเมื่อยามเข้าไปสัมผัส

 

ข้อดีของการอาบแสงแดดทำให้ร่างกายสามารถสังเคราะห์วิตามินดีออกมาล่อเลี้ยงร่างกาย ซึ่งวิตามินชนิดนี้ จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันโรคให้ร่างกาย เพราะไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวให้ดีขึ้น ช่วงเวลาที่เหมาะต่อการเดินอาบป่าและอาบแสงแดด คือ ช่วงเวลาประมาณ 6 – 9 โมงเช้า ใช้เวลาประมาณ 10 – 15 นาที ช่วงเวลาดังกล่าวแดดจะไม่แรงมาก ทำให้ไม่อันตรายต่อผิว แต่หากเลยเวลาดังกล่าวผิวเราอาจจะไหม้และแสงแดดที่มากเกินไป อาจทำให้เป็นโรคมะเร็งผิวหนังได้

 

สำหรับคนเมืองที่อยากออกไปคลายเครียดและสนใจอาบป่าให้ธรรมชาติบำบัด แต่ไม่รู้ว่าจะไปที่ไหนกินอยู่เป็น 360 องศาของการใช้ชีวิต ขอแนะนำสถานที่ใกล้ๆ กรุงเทพฯ ดังนี้

– ศูนย์เรียนรู้ป่าในกรุง สุขาภิบาล 2 โครงการดีๆ ของ ปตท. : ตั้งอยู่ไม่ไกลจาก BTS อุดมสุข ทาง ปตท. ได้จัดพื้นส่วนนี้ให้เป็นพื้นที่สีเขียว เพื่อให้ประชาชนเขาไปศึกษาธรรมชาติอย่างจริงจัง

-สวนบางกะเจ้าหรือสวนสาธารณะและสวนพฤกษชาติศรีนครเขื่อนขันธ์ พื้นที่ป่าอนุรักษ์ในเขตชุมชน อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ

– สวนหลวง ร.9 สวนสาธารณะและสวนพฤกษศาสตร์ที่ใหญ่ สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพมหานคร ตั้งอยู่ย่านประเวศ สามารถเดินทางได้จากหลายเส้นทาง

– สวนลุมพินี พื้นที่สีเขียวใจกลางกรุงเทพฯ สถานที่แห่งนี้ก็สามารถให้คุณได้เข้าไปพักผ่อนได้

– สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ เป็นสวนสาธารณะแห่งหนึ่งในเขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร

 

ธรรมชาติสามารถช่วยผ่อนคลายและฟื้นฟูพลังใจในการดำเนินชีวิต ลองปล่อยตัวให้ธรรมชาติได้ทำหน้าที่ของมันดูบ้าง เพื่อเติมพลังงานดี ๆ พร้อมลุยงานต่อในสัปดาห์ถัดไป

 


-cover_content_7วันหยุด.jpg

kinyupen_adminSeptember 28, 2019

 

วันหยุดสุดสัปดาห์เป็นเวลาที่มนุษย์เงินเดือนทั้งหลายจะได้พักผ่อน เติมพลังให้กับร่างกายอย่างเต็มที่ ซึ่งหลายท่านอาจจะรู้สึกเบื่อกับการจราจรอันแสนติดขัดของบ้านเราจึงเลือกที่จะพักอยู่บ้านมากกว่า ดังนั้นวันนี้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงขอนำเสนอ 7 กิจกรรมง่ายๆ สำหรับนำไปในเวลาว่างวันหยุดกัน

1.หากิจกรรมกลุ่มร่วมกับครอบครัวและคนรัก

การรับประทานอาหารร่วมกัน พูดคุยถึงเรื่องราวพบเจอมาในแต่ละวัน ถือเป็นวิธีช่วยคุณผ่อนคลายความเครียดจากปัญหาที่เผชิญมาทั้งสัปดาห์ หรือจะแถมด้วยกิจกรรมพิเศษอื่นๆ เช่น ออกกำลังกาย โยคะ หรือ ใช้เสียงเพลงบำบัดจิตใจ เติมความสุขร่วมกันก็คงจะดี

2.Big Cleaning Day เปลี่ยนบรรยากาศบ้านให้น่าอยู่

หลังจากวุ่นวายมาทั้งอาทิตย์ จนแทบไม่มีเวลาหันมาทำความสะอาดบ้าน รู้ตัวอีกทีบ้านถูกกองทัพฝุ่นและคราบต่างๆ ยึดไปแล้ว วันหยุดจึงเป็นโอกาสดีที่เราจะได้จัดการเอาความสกปรกเหล่านั้นออกไป หรือ จัดระเบียบในสวนให้สวยงามมีระเบียบ เท่านี้ก็มีความสุขแถมยังได้สุขภาวะที่ดีของบ้านกลับมา

3.จัดระเบียบตู้เสื้อผ้า แบ่งบางส่วนไปบริจาค

เมื่อมีเวลาว่างการรื้อตู้เสื้อผ้ามาจัดระเบียบใหม่ก็น่าสนใจ โดยจัดแบ่งเสื้อผ้าตามหมวดหมู่ ตามสี ตามประเภทก็ตามที่สะดวกกันเลย หรือ ถ้าบางท่านที่มีเสื้อผ้าเหลือใช้ก็สามารถนำไปบริจาคให้ผู้ขาดแคลนตามมูลนิธิต่าง ๆ ในประเทศไทย เช่น มูลนิธิกระจกเงา มูลนิธิบ้านนกขมิ้น  มูลนิธิบ้านกึ่งวิถีหญิง ฯลฯ ข้อนี้นอกจากได้จัดระเบียบแล้ว ยังได้ทำบุญอีกด้วย

4.ปล่อยเวลาไปกับหนังสือเล่มโปรด  

เชื่อว่ามีหลายท่านที่รักการอ่านหนังสือ ดังนั้นการหยิบหนังสือเล่มโปรดขึ้นมาสักเล่ม หามุมดีๆ แล้วปล่อยเวลาไปกับมันในช่วงวันหยุดก็เป็นอีกหนึ่งความสุขและการผ่อนคลายง่ายๆ อีกทั้งการอ่านหนังสือยังช่วยเรื่องการฝึกสมาธิได้อีกทางหนึ่งด้วย

5.ดูแลสัตว์เลี้ยง หรือ เล่นโยคะ

การดูแล หรือ เล่นกับสัตว์เลี้ยงก็เป็นอีกหนึ่งวิธีสร้างความสุขทางใจง่ายๆ ทั้งเจ้าของ และ สัตว์เลี้ยงเอง แต่ถ้าใครไม่ได้มีสัตว์เลี้ยง วิธีออกกำลังกายง่ายๆ ในที่พัก เช่น โยคะ หรือ ไทชิ จากคลิปแบบฝึกบนยูทูป ก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ

6.เซ็ทอัพจัดระเบียบความงามด้วยตนเอง

วันหยุดถือเป็นโอกาสดี ที่จะทำให้คุณได้มีเวลาจูนอัพความสวยตัวเองตั้งแต่หัวจรดเท้า ซึ่งเลือกได้หลายวิธี ไม่ว่าจะ ขัดผิว พอกหน้า หมักผม มาสก์หน้า หรือ อาจเสริมบุคลิกภาพ ด้วยการจัดแต่งทรงผมเปลี่ยนลุค เติมความสวย เปรี้ยว เฉี่ยวที่จะช่วยทำให้คุณดูมีเสน่ห์ยิ่งขึ้น

 7.จัดการความคิดเคลียร์สมอง เตรียมพร้อมรับวันทำงาน

การทบทวนตนเอง เคลียร์สมองพร้อมต้นใช้ชีวิตสู่วันถัดไป อาจเริ่มต้นด้วยการนั่งสมาธิ เขียนวางแผนชีวิตต่อเรื่องราวที่พบเจอในแต่ละวัน ตั้งเป้าหมายในชีวิต ถึงสิ่งที่คุณอยากทำต่อไปในอนาคต หรือซัทดาวน์จากโลกโซเชียลเพื่อพักผ่อนอย่างเต็มที่ ก่อนออกไปสู้กับภาระหน้าที่ที่จะมาถึงในวันต่อไป


_ชวนเที่ยว-อุทยานฯ-แก่งกระจาน-สัมผัสความสดชื่นช่วงฤดูฝน_web.jpg

kinyupen_adminAugust 25, 2019

สุดสัปดาห์นี้ เอาใจคนรักการท่องเที่ยวแบบสัมผัสธรรมชาติ ชวนไปเที่ยวที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ที่แห่งนี้มีกลิ่นไอของต้นไม้ ลำธาร และความเป็นธรรมชาติที่แท้จริง และนี่สำคัญยูเนสโก้เสนอชื่อให้เป็นแหล่งมรดกโลกใหม่ ประจำปี 2562 อีกด้วย

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวของสถานที่ท่องเที่ยวเอาใจคนที่ไม่ชอบอยู่บ้านสักหน่อย วันหยุดสุดสัปดาห์แบบนี้ แถมช่วงนี้เป็นช่วงหน้าฝน ถ้ายังไม่รู้ว่าจะไปเที่ยวที่ไหนดี ลองไปเที่ยวในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานกันดีกว่า ไปสัมผัสกับอาการธรรมชาติ กลิ่นไอของฝนที่อาจจะมีตกลงมาบ้างบางเวลา แต่ได้กลิ่นไอของต้นไม้ ลำธาร และความเป็นธรรมชาติที่แท้จริง ล่าสุด พื้นที่ของอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานได้ถูกเสนอชื่อโดยคณะกรรมการมรดกโลกขององค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ให้เป็นแหล่งมรดกโลกใหม่ ประจำปี 2562 อีกด้วย

สำหรับอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน มีพื้นที่ครอบคลุม อ.หนองหญ้าปล้อง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี และ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นอุทยานแห่งชาติที่มีพื้นที่มากที่สุดในประเทศไทย มีสภาพป่าที่อุดมสมบูรณ์ เป็นป่าต้นน้ำของแม่น้ำเพชรบุรีและแม่น้ำปราณบุรี และมีลักษณะเด่นทางธรรมชาติที่สำคัญหลายแห่ง เช่น ทะเลสาบ น้ำตก ถ้ำ หน้าผาที่สวยงาม มีเนื้อที่ประมาณ 1,821,687.84 ไร่ หรือ 2,914.70 ตารางกิโลเมตร โดยมีจุดท่องเที่ยวที่น่าสนใจในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ประกอบด้วย

1. เขาพะเนินทุ่ง เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดของอุทยานฯ ในเขตประเทศไทย อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ 50 กิโลเมตร เป็นภูเขาสูง มีบริเวณที่เป็นทุ่งหญ้ากว้าง ในระดับความสูง 960 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง บริเวณโดยรอบเป็นป่าดิบเขา มีสัตว์ป่าชุกชุม ทิวทัศน์งดงาม จากยอดเขาสามารถเห็นทะเลหมอกในช่วงฤดูฝนต่อฤดูหนาว การเดินทางต้องใช้เวลา 2 วัน พักค้างแรม 1 คืนระหว่างทาง และติดต่อขอเจ้าหน้าที่นำทาง อาหารและเต็นท์สำหรับพักค้างแรมไปเอง

2. พะเนินทุ่งแคมป์ เป็นจุดชมวิวที่สามารถชมทะเลหมอกในตอนเช้าได้สวยอีกจุดหนึ่ง และสามารถกางเต็นท์พักแรมได้ การเดินทางต้องใช้รถที่มีกำลังสูง สามารถเหมารถปิกอัพได้จากบริเวณที่ทำการอุทยานฯ เนื่องจากถนนค่อนข้างแคบ อุทยานฯ จึงได้กำหนดเวลาในการขึ้น-ลง คือ เวลาขึ้น ช่วงเช้าเวลา 05.00-09.30 น. ช่วงบ่ายเวลา 14.30-15.00 น. เวลาลง ช่วงเช้าเวลา 12.00-13.00 น. ช่วงบ่ายเวลา16.30-18.00 น. สำหรับผู้ที่ต้องการจะขึ้นเขาพะเนินทุ่งต้องติดต่อที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเพื่อขอใบอนุญาตผ่านทาง โดยเสียค่าธรรมเนียม คือ ผู้ใหญ่ 20 บาท เด็ก 10 บาท รถยนต์สี่ล้อ 30 บาท รถกระบะ 40 บาท รถตู้ 50 บาท รถยนต์มากกว่าสี่ล้อ 70-80 บาท และผู้ที่ต้องการจะขึ้นเขาพะเนินทุ่ง เวลา 05.00 น. ต้องทำใบขออนุญาตล่วงหน้า 1 วัน

3. น้ำตกทอทิพย์ อยู่ห่างจากเขาพะเนินทุ่ง 15 กิโลเมตร สามารถเดินทางโดยรถยนต์ และเดินทางเท้าเข้าถึงตัวน้ำตกประมาณ 4 กิโลเมตร มีความสูง 9 ชั้น ชั้นที่ 5 เป็นชั้นที่สวยที่สุด แต่ละชั้นสวยงามแปลกตา สภาพโดยรอบเป็นป่าไม้ร่มรื่น ทั้งนี้ การเดินทางไปยังแหล่งท่องเที่ยวที่อยู่ลึกเข้าไปในผืนป่า ควรขอคำแนะนำและคนนำทางจากเจ้าหน้าที่ป่าไม้ก่อน นอกจากนี้ ควรใช้รถยนต์ที่มีกำลังเครื่องดีเพราะเส้นทางผ่านหุบเขาลาดชัน

 

สำหรับการเดินทางไปอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน สามารถเดินทางได้โดยรถยนต์ จากกรุงเทพฯ ไปตามทางหลวงหมายเลข 35 ถึงอำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี จากนั้นใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 4 ผ่านแยกเข้าตัวเมืองเพชรบุรี จะถึงสี่แยกท่ายาง เลี้ยวขวาเข้าอำเภอท่ายาง แล้ววิ่งไปตามถนนเลียบคลองชลประทาน ตามทางหลวงหมายเลข 3499 ระยะทางประมาณ 30 กิโลเมตร ก็จะถึงอำเภอแก่งกระจาน จากปากทางเข้าอุทยานฯ อีก 4 กิโลเมตรจะถึงที่ทำการอุทยานฯ หรือจะเดินทางโดยรถโดยสารประจำทาง จะมีรถสายกรุงเทพฯ-ท่ายาง ลงที่ตลาดท่ายาง จากนั้นต่อรถสองแถวไปตลาดแก่งกระจาน และต่อรถรับจ้างหรือจักรยานยนต์ไปอีก 4 กิโลเมตร จะถึงที่ทำการอุทยานฯ

ทั้งนี้ อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน มีบ้านพักไว้บริการนักท่องเที่ยว และมีสถานที่กางเต็นท์บริเวณอ่างเก็บน้ำ บริเวณเขาพะเนินทุ่ง และบริเวณแค้มป์บ้านกร่าง อุทยานฯ มีเต็นท์ให้เช่า โดยนักท่องเที่ยวสามารถติดต่อจองบ้านพักในอุทยานฯ ได้ที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช โทร. 0 2562 0760 หรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อศูนย์บริการนักท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน โทร. 0 3245 9293 และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอขอบคุณ : ข้อมูลจาก : dnp.go.th , tatcontactcenter