19_รถยนต์ไร้คนขับ_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMay 5, 2020

อเมริกา – รัสเซีย นำรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยตนเอง หุ่นยนต์และรถรับส่งออกจากห้องทดสอบสู่การใช้งานจริงหลังการระบาดของโรคโควิด – 19

 

สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า เมื่อกลางเดือนเมษายนที่ผ่านมา บริษัท เจนเนอรัลมอเตอร์ส จำกัด (GM.N) ได้เปิดตัว รถยนต์ รุ่น “SF COVID-19 Response” ซึ่งจะทำหน้าที่ส่งอาหารให้กับผู้สูงอายุที่ต้องการความช่วยเหลือ หลังจากที่ไม่สามารถเดินทางออกนอกบ้านได้ จากการระบาดของโรคโควิด 19 โดยรถแต่ละคันมีคนขับสองคนเพื่อความปลอดภัย หนึ่งสวมหน้ากากและถุงมือเพื่อวางถุงที่ประตู และจากสถานการณ์นี้เองทำให้แนวคิดเรื่องของยานพาหนะที่ขับเคลื่อนด้วยตนเอง สามารถถูกนำกลับทดลองอีกครั้งหลังจากที่ต้องหยุดการทดสอบไปก่อนหน้านี้ โดยความหวังว่ารถยนต์ที่ไร้คนขับจะกลายเป็นพาหนะสำคัญสำหรับการจัดส่งแบบไม่สัมผัสกันระหว่างผู้คนเพื่อป้องกันการระบาดของโรค

 

 

บริษัท Pony.ai ซึ่งได้รับการสนับสนุนการทดสอบการใช้รถยนต์แบบได้คนขับจากบริษัทรถยนต์ โตโยต้า กล่าวว่ารถยนต์ของบริษัทที่เคยทำการทดสอบก่อนหน้าและยุติไป ได้กลับมาอยู่บนถนนในแคลิฟอร์เนียอีกครั้ง โดยตอนนี้ได้มีการเพิ่มการทดสอบการส่งของจากการซื้อของออนไลน์บนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในท้องถิ่นไปยังลูกค้า และยังทำงานร่วมกับหน่วยงานรัฐบาลท้องถิ่นเพื่อส่งอาหารให้กับโครงการที่พักพิงฉุกเฉินในพื้นที่อีกด้วย

 

ขณะที่ในช่วงต้นเดือนเมษายนบริษัทนูโร ก็กลายเป็น บริษัทที่สองในแคลิฟอร์เนียได้ได้รับใบอนุญาตในการใช้ยานพาหนะไร้คนขับบนถนนสาธารณะได้ โดยบริษัทนี้ได้นำรถยนต์ R2 รุ่นล่าสุดมาใช้ในการนำอุปกรณ์การแพทย์ไปส่งยังโรงพยาบาล ชั่วคราวในซาคราเมนโตและศูนย์การแพทย์ชั่วคราวในซานมาเทโอ

 

ทั้งนี้การที่บริษัทรถยนต์นำรถยนต์ของตนมาใช้ในการส่งมอบของในกิจกรรมต่างๆ นั้น ไม่ได้เป็นการทำเชิงธุรกิจหรือได้เงินจากกิจกรรมต่างๆ เหล่านั้นแต่อย่างใด แต่สิ่งที่ได้คือ ประสบการณ์และข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินการจัดส่งที่จะถูกนำไปใช้พัฒนารถยนต์รูปแบบนี้ในอนาคต

และเมื่อวันพุธที่ผ่านมาบริษัท เยนเด็กซ์ ซึ่งเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านยานยนต์ของรัสเซียซึ่งมีการทดสอบรถยนต์แบบไร้คนขับอยู่ด้วย ก็ออกมาระบุว่าการระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19 ถือเป็นการช่วยให้มีการตัดสินใจในการลงนามเชิงธุรกิจเกี่ยวกับการใช้รถยนต์แบบไร้คนขับนี้มากขึ้นด้วย โดยล่าสุดบริษัทได้เซ็นต์สัญญากับรัฐบาลเมือง Skolkovo ซึ่งเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีเพื่อประกอบธุรกิจการส่งจดหมายและพัสดุขนาดเล็กโดยใช้รถชนิดนี้ร่วมกับหุ่นยนต์ส่งของด้วย


Good-tech-for-covid_Cover-1.jpg

kinyupen_adminApril 28, 2020

สถานการณ์ระบาดไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้คนทั่วโลกต้องคำนึงถึงระยะห่างระหว่างกันมากขึ้น หลายประเทศนำมาตรการล็อกดาวน์มาใช้เพื่อหาทางระงับเหตุอย่างจริงจัง ส่งผลองค์กรธุรกิจ บริษัท ห้างร้าน แม้กระทั่งวงการแพทย์ บันเทิง กีฬาล้วนได้รับผลกระทบกันทั้งสิ้น

 

แต่ยังพอมีโชคอยู่บ้างที่ยุคนี้เรายังมี “เทคโนโลยี” เป็นโซ่ข้อกลางประสานให้คนแต่ละทุกวงการยังสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ แม้ไม่ 100% แต่ก็ยังดีกว่าหยุดชะงักไปเลย และวันนี้กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ก็ขอรวบรวมเรื่องราวเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีดีๆ ที่เกิดขึ้นว่าในช่วงวิกฤตวงการไหน ใครทำอะไรมาให้ท่านได้ทราบกัน

 

1.ภาคธุรกิจ หลายบริษัทเริ่มหันมาใช้การทำงานรูปแบบ Work from Home และรวมถึงใช้วิธีพบปะเผชิญหน้าให้น้อยลง ซึ่งแอพพลิเคชั่นน่าสนใจและได้รับความนิยมในสถานการณ์นี้ได้แก่

  • Zoom แอพพลิเคชั่นประชุมทางไกลที่มีผู้ใช้งานทั่วโลกมากกว่า 200 ล้านคนต่อวัน (ข้อมูล ณ มีนาคม 2563) แต่หลังถูกพบว่ามีการรั่วไหลของข้อมูลในบัญชีผู้ใช้ จนมีหลายหน่วยงานทั่วโลกออกมาประกาศห้ามบุคลากรใช้แอพฯ นี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างไรก็ตามล่าสุด Zoom ประกาศเตรียมยกระดับความปลอดภัยของแอพพลิเคชันให้มากยิ่งขึ้น โดยประกาศอัปเดตเวอร์ชัน 5 เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
  • Microsoft Teams แอพพลิเคชั่นที่ทำได้ทั้งส่งข้อความ โทร ส่งไฟล์ ประชุมผ่านระบบ VDO Call ซึ่งเป็นผู้ช่วยทำให้พนักงานทำงานได้สะดวกมากขึ้น โดยปัจจุบันบริษัทขนาดใหญ่ 100 อันดับแรกของสหรัฐอเมริกา เลือกใช้ Microsoft Teams ไปแล้วกว่า 91 บริษัท

 

2. วงการแพทย์ มีการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการสู้กับโควิด-19 อย่างจริงจัง ทั้งบางส่วนก็ได้รับการสนับสนุนจากภาคธุรกิจชั้นนำระดับโลกอีกด้วย

อาลีบาบา ยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซของจีน เปิดตัวระบบรหัส QR สุขภาพที่จะสัมพันธ์กับขอบเขตการเดินทางท่องเที่ยวและติดต่อพบปะกับผู้อื่น โดยกำหนดรหัสสีให้กับประชาชนเพื่อวัดระดับความเสี่ยง ดังนี้

  • รหัสสีเขียว เดินทางได้อย่างอิสระ
  • สีเหลืองต้องกักตัว 7 วัน
  • สีแดงคือต้องกักตัว 14 วัน

ระบบนี้มีการเปิดใช้ครั้งแรกในมณฑลเจ้อเจียง มณฑลเสฉวน ไหหลำ และฉงชิ่ง มีผู้ใช้งานแล้วกว่า 200 ล้านคนแล้ว ถึงแม้ว่าระบบจะยังไม่เสถียรก็ตาม

แอปเปิ้ล และ กูเกิ้ล  สองยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีโลก ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญในการเพิ่มระบบ API (ฟังก์ชันเชื่อมต่อกับโปรแกรมอื่นๆ) บนแอนดรอยด์ และ iOS  เพื่อให้แอพฯ ติดตามกลุ่มเสี่ยงติดเชื้อโควิด-19 ที่หน่วยงานรัฐต่างๆ กำลังพัฒนาออกมา เพื่อสามารถทำงานได้เต็มที่บนทั้งสองแพลตฟอร์ม  โดยระบบ API ดังกล่าวชื่อว่า Contact Tracing Bluetooh Specification และหากพบว่าใครในเครือข่ายเสี่ยงติดเชื้อโควิด-19 ระบบจะแจ้งเตือนไปยังเจ้าของมือถือทันที อย่างไรก็ตามระบบยังอยู่ระหว่างทดสอบในอาสาสมัครเท่านั้น

โรงพยาบาลอาร์มิเดล รัฐนิวเซาท์เวลล์ ออสเตรเลีย เริ่มทดลอง “โรงพยาบาลเสมือนจริง” โดยให้ผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่มีอาการไม่รุนแรงกลับไปพักรักษาตัวที่บ้าน โดยใช้ “อุปกรณ์ติดตามที่มีปัญญาประดิษฐ์ (AI) คอยเฝ้าระวังอาการและรายงานสัญญาณชีพ” เพื่อให้ทีมแพทย์สามารถติดตามอาการผู้ป่วยได้จากระยะไกล และแจ้งให้กลับมารักษาที่โรงพยาบาลหากอาการแย่ลง ซึ่งถ้าการทดลองนี้สำเร็จโมเดลนี้อาจถูกนำไปใช้งานทั่วออสเตรเลีย

 

3. วงการบันเทิง แม้ถูกกักตัวแต่คนในวงการยังคงออกมาครีเอทความบันเทิงผ่านแอพฯ ต่างๆ สร้างความหฤหรรย์ เฮฮาอยู่เสมอ ถ้าในไทย Tik Tok น่าจะมาแรงแซงโค้งกว่าทุกแอพฯ ที่นี้มาดูกันว่าที่อื่นเค้าทำอะไรกัน

คริส มาร์ติน แห่งวง Coldplay กล่าวว่า “ดนตรีเหมือนเครื่องช่วยบำบัดให้มนุษย์เราผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้ ช่วยส่งพลังบวกให้กับทั้งผู้สร้างสรรค์ผลงาน และผู้ฟัง” ด้วยเหตุนี้ เขาจึงจำลองโซเชียลมีเดียต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Instagram Live หรือ Twitter ให้เป็นเวทีคอนเสิร์เพื่อให้กำลังใจทุกๆ คน รวมถึงตัวเขาเอง

นอกจากนี้ ด้วยข้อดีสำคัญของแอพพลิเคชั่น Zoom คือการ join พร้อมกันได้ทีละหลายๆ คน จึงช่วยให้เหล่าศิลปินรวมตัวกันพัฒนา MV ให้เรารับชมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อาทิ

ดูอา ลิปา ศิลปินสาวตาคมชาวอังกฤษ เชื้อสายอัลเบเนีย ใช้ช่วงเวลาของการกักตัวมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในตอนพิเศษรายการ The Late Late Show ที่ใช้ชื่อว่า Home Fest โดยเธอเอาเพลง Don’t Start Now มาโชว์แบบไลฟ์สดในห้องพัก พร้อมวีดีโอคอลผ่านชวนเพื่อนสมาชิกวงแบ็คอัพ, นักร้องคอรัส, แดนเซอร์ มาร่วมสนุกในโชว์นี้พร้อมกันอีกด้วย จะเห็นได้เลยว่าเป๊ะทั้งทีมจนถูกแชร์ต่อจนเป็นไวรัลไปทั่วโลกออนไลน์

 

 

ขณะที่ จิมมี่ แฟลลอน นักแสดงและพิธีกรชื่อดังก็ชวนวง The Roots มาร่วม Cover เพลง  “Stuck in the Middle with You” จากบ้านของพวกเขาแต่ละคนผ่าน Zoom หรือ จอห์น คราซินสกี้ หนึ่งในนักแสดงละครเพลงบรอดเวย์ ที่หันมาร้องเพลงในสื่อโซเชียลมากขึ้น

 

 

รวมถึงไทย Zoom ก็ถูกใช้เป็นช่องทางของ ละครเวทีทึนทึก ตอนทางไกล A New Short Play ละครเวทีเฉพาะกิจในรูปแบบ Tele Theatre ซึ่งกระบวนการทำงานเป็นทางไกลทั้งหมด โดยการทำงานต่างๆ ใช้โปรแกรม Zoom เป็นหลัก ทั้งในการซ้อมและบันทึกภาพไว้ในระหว่างที่แสดง โดยทีมงานมีเพียงนักแสดง ผู้กำกับ โปรดิวเซอร์ และผู้ช่วยโปรดิวเซอร์ ที่ต่างคนต่างทำงานจากบ้านของตัวเอง

วงการบันเทิงจีนเองก็ปรับตัว โดยมีรูปแบบรายการแนวใหม่เอาใจคนกักตัวที่บ้านที่ใช้วิธีบันทึกรายการเเบบ Cloud Recording โดยศิลปินต่างๆ จะใช้วิธีสร้างโชว์จากที่บ้านและบันทึกผ่านสมาร์ทโฟน หรือ โน๊ตบุค เช่น ทอล์กโชว์ยอดนิยมอย่าง Day Day Up ก็ปรับปรุงรูปแบบให้เป็นการประชุมวิดีโอกับแขกรับเชิญแทนการมาบันทึกวิดีโอพร้อมกันในสตูดิโอ

 

4. วงการกีฬา Zoom ถูกผนวกใช้กับการฝึกซ้อมของสโมสรฟุตบอลระดับโลก อาทิ บาเยิร์น มิวนิค ทีมชั้นนำแห่งเยอรมนี ลิเวอร์พูล ทีมดังจากเกาะอังกฤษ เพื่อแก้โจทย์ที่ว่าจะซ้อมในช่วง Social Distancing ให้มีประสิทธิภาพที่สุดได้อย่างไร เพราะแม้ไม่มีการแข่งขันแต่สภาพร่างกายยังคงต้องพร้อมอยู่เสมอนี่คือเรื่องสำคัญของนักกีฬา

 

 

วิธีการนักเตะและทีมสตาฟฟ์ต้องรวมกลุ่มกันทุกวัน เพื่อฝึกซ้อมตามคำแนะนำในยิมที่บ้านของตัวเองโดยแสดงตัวผ่านสมาร์ทโฟนหรือสมาร์ททีวี โดยทีมจะแจกจ่ายเครื่องมือติดตามผลตให้ทุกคนเพื่อตรวจเช็กว่าสภาพร่างกายเป็นอย่างไรบ้าง ซ้อมเต็มที่ไหม ไขมันเพิ่มขึ้นหรือเปล่า โดยมีเกณฑ์ของแต่ละคนอยู่ บ้านใครขาดอุปกรณ์ออกกำลังกาย สโมสรก็จะจัดส่งให้ถึงบ้านเลย

การฝึกซ้อมรูปแบบนี้นอกจากช่วยด้านสภาพร่างกายแล้ว ยังช่วยกระชับสัมพันธ์ของทีมให้กลมเกลียวในช่วงที่แต่ละคนต้องห่างหายไปอีกด้วย ดังที่เราจะเห็นการแซว หยอกล้อ  กิจกรรมสนุกๆ อาทิ การให้ลูกทีมแต่ละชาติอวยพรวันเกิดเพื่อนตามภาษาท้องถิ่นของตนที่ปรากฎเรียกเสียงหัวเราะอยู่บนโลกออนไลน์

 

ดินเนอร์ออนไลน์

ทีมงานคุณภาพจากเทศการดนตรีและศิลปะ Wonderfruit เปิดตัว Virtual Chef’s Table Fruitfull แบรนด์ใหม่ล่าสุดซึ่งเดิมทีวางแผนไว้ว่าจะจัดขึ้นในรูปแบบของ Mini Festival ขนาด 1-2 วันเพื่อสื่อสารเรื่องราวของอาหารในแง่มุมของความยั่งยืน (Sustainability) แต่ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันที่ออฟไลน์อีเวนต์เกิดขึ้นได้ยาก

ทีมงานจึงคิดวิธีนำเสนอใหม่ทั้งหมดกลายเป็น Virtual Chef’s Table ที่ให้ชื่อซีรีส์แรกว่า Lockdown โดยมีขั้นตอนมีดังนี้ 1.จองที่นั่งออนไลน์ผ่านทางเว็บไซต์ Fruitfull.co และระบุที่อยู่จัดส่งอาหารให้เรียบร้อย 2.เมื่อถึงวันอาหารจากเชฟจะไปส่งถึงบ้าน พร้อมลิงก์ให้เปิดเข้าไปในไลฟ์สตรีม และเริ่มทานอาหารพร้อมกัน ส่วนหนึ่งของรายได้จากการจองดินเนอร์ ยังนำไปสมทบทุนให้กับองค์กรการกุศล Covid Relief เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 อีกด้วย

 

กักตัวแต่กักความรักไม่ได้…มงคลสมรสออนไลน์จึงเป็นทางออก

วิกฤตโควิด-19 ที่เกิดขึ้น ไม่เพียงแต่ทำให้งานอีเวนต์ทั่วโลกมีอันต้องยกเลิกไป แต่ยังทำให้งานแต่งงานของบ่าวสาวทั่วโลกต้องถูกเลื่อนไปอย่างไม่มีกำหนด แต่ล่าสุด“แอนดรูว์ คัวโม” ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์กได้ออกมาประกาศว่าอนุญาตให้พลเมืองของรัฐจดทะเบียนสมรส และจัดพิธีแต่งงานผ่านการประชุมทางไกลหรือวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ได้ พร้อมกล่าวติดตลกว่า “ต่อจากนี้คู่รักชาวนิวยอร์กสามารถทำพิธีมงคลสมรสผ่าน Zoom ได้แล้ว”


Tempo-Studioจอฟิสเนสสุดล้ำ-เทรนเนอร์เรียลไทม์_cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 13, 2020

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การออกกำลังกายแบบดิจิตอลได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม และได้พิสูจน์แล้วว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ทำให้ผู้รักสุขภาพทั้งหลาย ไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายที่ฟิสเนส

 

แต่ถ้าไม่อยากออกกำลังกายข้างนอกล่ะ ? ทั้งร้อน ทั้งฝุ่นควัน หรือแม้แต่ไวรัส ครั่นจะฟิตร่างกายเองที่บ้านก็กลัวทำไม่ถูกต้อง และเกิดอันตราย

 

Tempo สตาร์ทอัพเฮลท์เทคเปิดตัว Tempo Studio ฟิตเนสอัจฉริยะพร้อมเทรนเนอร์ส่วนตัว ซึ่งประกอบด้วยจออัจฉริยะขนาด 42 นิ้วและกล้องมองภาพ 3 มิติที่สแกนผู้ใช้ 30 ครั้ง/วินาที เพื่อจับการเคลื่อนไหวของร่างกาย, ดัมเบล, ตุ้มน้ำหนัก, เครื่องวัดอัตราการเต้นของหัวใจและเครื่องมืออื่น ๆ โดยอุปกรณ์ทั้งหมดจะมีเซ็นเซอร์ที่ใช้ตรวจจับอัตราการเต้นของหัวใจและจะซิงค์กับจอภาพ พร้อมกับบันทึกข้อมูลต่าง ๆ เผาผลาญแคลอรี อัตราการเต้นของหัวใจ และอื่น ๆ ซึ่งจะถูกระบบ AI ตรวจสอบการเคลื่อนไหวของผู้ใช้พร้อมให้คำแนะนำแบบเรียลไทม์

 

Tempo Studio
ภาพจาก techcrunch.com

 

เนื่องจากอุปกรณ์รวบรวมข้อมูลจากการออกกำลังกายของผู้ใช้อยู่ตลอดเวลา ทำให้ติดตามความคืบหน้าและวัดผลได้ทุกเมื่อ รู้ว่ายกน้ำหนักมากแค่ไหน เผาผลาญแคลอรี่ได้เท่าไหร่ เพื่อให้ผู้ใช้สามารถวางแผนการออกกำลังกายระยะยาว และแข็งแรงขึ้นได้

 

นอกเหนือจากการแข่งขันกับตัวเองแล้วข้อมูลนี้ยังช่วยให้ผู้ใช้งานแข่งขันกับผู้ใช้ Tempo คนอื่น ๆ ได้ด้วยลีดเดอร์บอร์ด สร้างความสนุกและท้าทายได้มากกว่าเดิม

 

สำหรับ ‘Tempo Studio Set’ ราคา 1,995 เหรียญ (ราว 60,000 บาท) และสำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มคลาสเรียนออกกำลังกายออนไลน์กับเทรนเนอร์แบบสดๆ จะมีค่าบริการรายเดือนเพิ่มเติมที่ 39 เหรียญ (ราว 1,170 บาท)

 


Content_5-โปรแกรมคอม_Cover_1.jpg

kinyupen_adminFebruary 4, 2020

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวม 5 โปรแกรมคอมพิวเตอร์จอมเทพ ของ ADOBE ที่มีคาแรกเตอร์ในแต่ละด้านค่อนข้างชัดเจน เรียกได้ว่าแต่ละโปรแกรมนั้นเปรียบเทียบเป็นเทพเจ้าในด้านต่าง ๆ เลยก็ว่าได้ เผื่อบางคนยังไม่รู้จักหรือยังไม่เคยใช้โปรแกรมดังกล่าว บางคนก็สับสนไปหมดว่าโปรแกรมตัวไหนควรใช้กับงานประเภทอะไร กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จะพามาแนะนำกันว่า โปรแกรมไหนทำอะไรได้บ้าง

 

 

  1. โปรแกรม Adobe Photoshop เทพเจ้าแห่งภาพ : สำหรับโปรแกรม ADOBE Photoshop ถือเป็นโปรแกรมปรับแต่งภาพอันดับต้น ๆ ที่คนส่วนใหญ่นึกถึง และโปรมนี้ถือเป็นโปรแกรมที่นำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งในการเรีนการสอนตั้งแต่ระดับมัธยมฯ จนถึงระดับปริญญาตรีเลยก็ว่าได้ โปรแกรม ADOBE Photoshop สามารถใช้ได้กับงานสารพัด ทั้งงานภาพถ่าย สามารถปรับแสงสี ตัดต่อ รีทัชภาพ ซ้อนภาพไปจนถึง Digital Painting หรืองาน 3D

 

  1. โปรแกรม Adobe illustator เทพแห่งการวาดและออกแบบ : โปรแกรมนี้เป็นโปรแกรมที่ใช้ในการวาดภาพ โดยจะสร้างภาพที่มีลักษณะเป็นลายเส้น หรือที่เรียกว่า Vector Graphic จัดเป็นโปรแกรมระดับมืออาชีพที่ใช้กันเป็นมาตรฐานในการออกแบบระดับสากลสามารถทำงานออกแบบต่าง ๆ ได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นสิ่งพิมพ์ บรรจุภัณฑ์ เว็บ และภาพเคลื่อนไหวตลอดจนการสร้างภาพเพื่อใช้เป็นภาพประกอบในการทำงานอื่น ๆ อีกด้วย

 

  1. โปรแกรม Adobe Premier Pro เทพเจ้าแห่งเรื่องราว : โปรแกรมนี้เหมาะสำหรับการทำ vdo การตัดต่อ หรือ vdo presentation และด้วยความหลากหลายของเครื่องมือดังกล่าว ส่งผลให้โปรแกรมดังกล่าวถูกนำไปใช้งานในด้านการผลิตภาพยนต์ ละคร รายการโทรทัศน์ รวมไปถึงการทำโฆษณา โปรแกรมนี้มีลูกเล่นและเอฟเฟกซ์ประกอบมากมาย ช่วยให้เรื่องราวของวีดิดอดังกล่าวมีอารมณ์และสีสันประกอบการนำเสนอด้วย

 

  1. โปรแกรม Adobe InDesign เทพเจ้าแห่งอักษร : โปรแกรมนี้ใช้กับงานด้านสื่อสิ่งพิมพ์ งานออกแบบเอกสาร หรือถ้าเรียกง่าย ๆ คือโปรแกรมนี้เป็นโปรแกรมจัดหน้ากระดาษ ยกตัวอย่างเช่น งานด้านนิตยสาร โบรชัวร์ เป็นต้น โดยในโปรแกรมดังกล่าวสามารถจัดวางเลย์เอาท์ จัดรูปเล่ม เข้าหน้า จัดหน้า ใส่ข้อความ รูปภาพ และอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับงานหนังสือหรือวารสาร

 

  1. โปรแกรม Adobe After Effects เทพเจ้าแห่งพลัง : โปรแกรมที่ไว้สำหรับทำพวกงาน motion graphic คือการทำงานจะเป็นการที่นำไฟล์จาก illustator หรือ photoshop หรือแม้กระทั่งไฟล์วีดิโอก็ได้ เป็นโปรแกรมที่ไว้สร้างงานนำเสนอ แต่ไม่ได้สร้างงานกราฟิกด้วยตัวเอง

 

สุดท้าย จะเห็นได้ว่าในแต่ละโปรแกรมจะมีลูกเล่นและคาแรกเตอร์ที่โดดเด่น คราวนี้พวกเราพอจะแยกแยะออกได้แล้วว่าแต่ละโปรแกรมของ ADOBE นั้น หากให้เปรียบเทียบดั่งเทพเจ้า จะเป็นเทพเจ้าในด้านใดบ้าง สำหรับใครที่ยังไม่แม่นหรือยังไม่เคยใช้ในบางโปรแกรม ลองไปฝึกฝนหรือเรียนรู้การใช้งานได้ บอกเลยว่าไม่ได้ยากอย่างที่คิดแน่นอน หากเราตั้งใจที่จะเรียนรู้ ฝึกใช้งานพัฒนาฝีมือบ่อยๆ เราก็จะใช้งานโปรแกรมขั้นเทพเหล่านี้ได้แน่นอน และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


-หุ่นยนต์บาริสต้า-ตัวช่วยในการชงกาแฟ_web.jpg

kinyupen_adminDecember 7, 2018

ซานฟรานซิสโกคิดค้น “หุ่นยนต์บาริสต้า” หุ่นยนต์ช่วยชงกาแฟ สามารถชงกาแฟได้หลายแก้วในเวลาเดียวกัน และไฮไลท์ของเจ้าหุ่นยนต์ตัวนี้คือ เป็นหุ่นยนต์เพียงตัวเดียวที่สามารถชงเอสเพรสโซและคาปูชิโน่ได้

ต้องบอกเลยว่านวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เริ่มเข้ามามีบทบาทในโลกนี้เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นหุ่นยนต์ที่คอยช่วยอำนวยความสะดวกให้กับมนุษย์ อาทิ หุ่นยนต์เสิร์ฟของ เป็นต้น การมีนวัตกรรมใหม่ ๆ มาช่วยอำนวยความสะดวกแก่มนุษย์ก็ถือเป็นข้อดีที่เทคโนโลยีมีส่วนหนึ่งในการช่วยแบ่งเบาภาระของมนุษย์ให้เบาแรงขึ้น

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวที่ซานฟรานซิสโกได้มีการคิดค้นหุ่นยนต์โรบิน หุ่นยนต์ช่วยชงกาแฟ ที่ไม่ได้เป็นเพียงตู้หยอดเหรียญซื้อกาแฟเท่านั้น เพราะหุ่นยนต์โรบินนี้เป็นหุ่นยนต์ที่มีทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ สามารถชงกาแฟได้หลายแก้วในเวลาเดียวกัน และที่สำคัญคือสามารถชงกาแฟรสชาติต่าง ๆ โดยเฉพาะเอสเพรสโซและคาปูชิโน่ที่ชงโดยหุ่นยนต์ ซึ่งมีเพียงหุ่นยนต์โรบินเท่านั้นที่สามารถทำได้ และต้องบอกเลยว่าอร่อยเหมือนกับพนักงานชงด้วยตนเอง นอกจากนี้หุ่นยนต์โรบินยังถูกเพิ่มฟังก์ชั่นให้สามารถโบกมือทักทายลูกค้า ยื่นกาแฟให้ลูกค้า และเต้นเพื่อดึงดูดลูกค้าและประชาชนที่สัญจรผ่านไปมาอีกด้วย

หุ่นยนต์โรบินตั้งอยู่ภายในร้านคาเฟ่ เอ็กซ์ ภายใต้สโลกแกน “Come for the Robot, Stay for the Coffee” โดย Cynthia Yeung หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของร้านกาแฟนคาเฟ่ เอ็กซ์ เปิดเผยว่า หุ่นยนต์โรบินเปรียบเสมือนตู้จำหน่ายกาแฟ แต่จุดเด่นคือ ที่นี่จะเลือกใช้เมล็ดกาแฟที่มีคุณภาพเดียวกัน ใส่นมหรือน้ำในปริมาณเท่ากัน และใช้อุณหภูมิคงเดิม และรสชาติเหมือนเดิม สามารถชงกาแฟได้หลายแก้วในเวลาเดียวกัน นอกจากนี้ หุ่นยนต์โรบินยังมีอุปกรณ์ส่งสัญญาณแจ้งเตือน เมื่อแก้วกาแฟหรือวัตถุดิบในการชงกาแฟใกล้จะหมดอีกด้วย

Cynthia Yeung กล่าวเพิ่มเติมว่า การเปิดตัวของหุ่นยนต์โรบินถือเป็นการทำงานร่วมกันของมนุษย์และหุ่นยนต์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของกาแฟที่มีอยู่แล้ว และถึงแม้ว่าทางร้านจะมีการใช้หุ่นยนต์ชงกาแฟ แต่พนักงานของทางร้านก็จะยังคงดูแลภาพรวมของการทำงานของหุ่นยนต์ตัวนี้อยู่ไม่ห่าง ทั้งนี้ เพื่อคอยสอดส่องดูแลกรณีที่เกิดปัญหาขึ้น

ซึ่งภายหลังจากหุ่นยนต์โรบินถูกนำมาเป็นส่วนหนึ่งในการจัดจำหน่ายกาแฟที่ร้านคาเฟ่ เอ็กซ์แล้วนั้น ก็ทำให้ได้รับความสนใจจากลูกค้าผู้มาใช้บริการอย่างมาก ส่วนใหญ่ แสดงให้เห็นเลยว่าหุ่นยนต์กับมนุษย์สามารถทำงานร่วมกันได้ในร้านกาแฟ โดยไม่มีความกังวลว่า หุ่นยนต์จะเข้ามาแย่งงานมนุษย์แต่อย่างใด และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก เว็บไซต์วีโอเอไทย


-Ai-เข้าใกล้กว่าที่เราคิด_web.jpg

kinyupen_adminNovember 29, 2018

ปัจจุบันนวัตกรรมต่าง ๆ เกิดขึ้นบนโลกนี้อย่างมากมาย หลายคนคงจะเคยได้ยินหรือคุ้นชินกับคำว่า “ปัญญาประดิษฐ์” หรือ AI ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่จะช่วยอำนวยความสะดวกมนุษย์ จนทำให้บางคนกังกวลว่า AI จะเข้ามาแทนที่หรือแย่งงานของมนุษย์ไปหรือไม่?

ต้องบอกเลยว่าโลกของเรามีการคิดค้นเทคโนโยีและนวัตกรรมต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และอำนวยความสะดวกการดำเนินชีวิตของมนุษย์ให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างสบายมากขึ้นกว่าเดิม เมื่อยุคของเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในสังคมมากยิ่งขึ้น ช่วงที่ผ่านมา หลายคนคงจะเคยได้ยินหรือคุ้นชินกับคำว่า AI (Artificial Intelligence) หรือ ปัญญาประดิษฐ์ ตามสื่อต่าง ๆ กันมาบ้างแล้ว แต่บางคนอาจจะยังไม่รู้จักกับความหมายของคำดังกล่าว

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของ AI (Artificial Intelligence) หรือ ปัญญาประดิษฐ์ คือ นวัตกรรมการสร้างความฉลาดให้กับสิ่งไม่มีชีวิต ถือเป็นศาสตร์แขนงหนึ่งของวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ที่มีแนวคิดในรูปแบบที่เน้นเหตุผลเป็นหลัก มีความสามารถคล้ายมนุษย์หรือเลียนแบบพฤติกรรมมนุษย์ โดยเฉพาะความสามารถในการคิดและเป็นผู้ช่วยในด้านต่าง ๆ เปรียบเสมือนการสร้างหุ่นยนต์ที่ทำงานได้เหมือคน โดยใช้วิทยาการด้านคอมพิวเตอร์และวิศวกรรมเป็นหลัก อาทิเช่น ระบบนำทางรถยนต์ไร้คนขับ, ช่วยผู้อัจฉริยะในสมาร์ทโฟน เป็นต้น

นิยามของ “ปัญญาประดิษฐ์” ได้ถูกกำหนดขึ้นในปี ค.ศ.1956 โดย John McCarthy ได้มีการศึกษาและพัฒนางานด้านปัญญาประดิษฐ์ และได้มีการตั้งเกณฑ์ทดสอบเพื่อที่จะระบุว่า เครื่องจักรกลหรือระบบคอมพิวเตอร์สามารถคิดได้เหมือนมนุษย์ออกมาโดย Alan Turing นักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษ แต่จนบัดนี้เครื่องจักรกลหรือระบบคอมพิวเตอร์ก็ยังไม่สามารถผ่านเกณฑ์ของ Alan Turing ได้เลย ณ ปัจจุบันระบบปัญญาประดิษฐ์ยังไม่สามารถสร้างคำตอบที่แปลกใหม่หรือคำตอบที่มาจากการคิดค้นขึ้นมาใหม่ของระบบเองได้ เพียงแต่เป็นการลอกเลียนความสามารถของมนุษย์ได้เท่านั้น

ในช่วงที่ผ่านมา มีนวัตกรรมต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ในด้านระบบรักษาความปลอดภัย มีการคิดค้นกล้องวงจรปิดที่สามารถตรวจจับใบหน้าด้วยปัญญาประดิษฐ์ คือสามารถตรวจจับใบหน้าของคนร้ายที่เคยมีประวัติได้โดยอัตโนมัติ เมื่อคนร้ายเดินเข้ามาในสถานที่แห่งนั้น หรือแม้แต่ ด้านการแพทย์ มีการใช้หุ่นยนต์ในการผ่าตัดอวัยวะในส่วนที่มือคนไม่สามารถเข้าถึงได้ อย่างเช่น การพัฒนาระบบ IBM Watson ระบบที่สามารถอ่านบทความวิจัยวิทยาศาสตร์ได้มากถึง 1 ล้านฉบับต่อปี แล้วนำข้อมูลดังกล่าวมาวิเคราะห์ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แพทย์วินิจฉัยโรคได้แม่นยำมากขึ้น ส่วนในด้านการขนส่งสาธารณะ ระบบ AI ได้ถูกนำมาเป็นส่วนหนึ่งในการเดินทาง เปรียบเสมือนเป็นผู้ช่วยในเดินทางให้กับมนุษย์ โดยสามารถวิเคราะห์เส้นทางและหลบหลีกสิ่งกีดขวาง รวมไปถึงสามารถพัฒนาไปถึงรถอัจฉริยะที่ไร้คนขับได้อีกด้วย

ในปี 2019 ที่กำลังจะก้าวมาถึงนี้ ไดเมนชั่น ดาต้า ผู้ให้บริการเทคโนโลยีระดับโลก รายงานแนวโน้มเทคโนโลยีปี 2019 โดยระบุว่า ปี 2019 จะมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านดิจิทัลอย่างแน่นอน ในรายงานได้ชี้ถึงพื้นฐานของแนวโน้มอุตสาหกรรมที่จะมากำหนดขอบเขตธุรกิจด้านเทคโนโลยีในปีหน้า โดยเชื่อว่าในปี 2019 จะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายในแวดวงเทคโนโลยี ประกอบด้วย AI จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงประสบการณ์ของลูกค้า , องค์กรจะให้ความสำคัญกับความปลอดภัยระบบออนไลน์ , แอปพลิเคชั่นต่าง ๆ จะฉลาดมากขึ้นและปรับแต่งได้ , โครงสร้างพื้นฐานจะเป็นสิ่งที่ผู้ใช้สามารถจัดการได้ในปลายทาง , ข้อมูลจะกลายเป็นศูนย์กลางของทุก ๆ อย่าง รวมไปถึงการบริการต่าง ๆ อีกด้วย ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าจะมีการขยายตัวของบริษัทด้านเทคโนโลยีอย่างล้นหลามในอนาคต

และเมื่อ AI หรือ “ปัญญาประดิษฐ์” ได้รับความนิยมมากขึ้น ทั้งการเป็นตัวช่วยอำนวยความสะดวกแก่มนุษย์ในด้านต่าง ๆ จนทำให้มนุษย์หลายคนเริ่มกังวลกันว่า ในอนาคต AI จะเข้ามามีบทบาทและเข้ามาแทนที่มนุษย์ จะเป็นการแย่งงานของมนุษย์ไปหรือไม่ ซึ่ง McKinsey & Company บริษัทรับให้คำปรึกษาด้านการจัดการภายในองค์กรชื่อดัง ระบุว่า จะเข้ามาทำงานแทนที่มนุษย์มากถึง 800 ล้านตำแหน่งทั่วโลกภายในปี 2030 ซึ่งบางสาขาอาชีพมนุษย์ต้องปรับตัวและพัฒนา เพื่อไม่ให้ถูกหุ่นยนต์ AI เข้ามาแย่งงานและแทนที่ในที่สุด แต่บางอาชีพหุ่นยนต์ AI ก็ไม่ได้เข้ามาแย่งงานของมนุษย์ อาจเข้ามาช่วยให้เราทำงานง่ายขึ้นและสะดวกสบายขึ้นส่วนหนึ่ง แต่มนุษย์เองยังคงต้องทำงานตามปกติ

อย่างเช่น หุ่นยนต์ส่งของอัตโนมัติ ที่ออกแบบมาให้ทำงานร่วมกับมนุษย์ ในการช่วยส่งของจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งภายในพื้นที่ปิด โดยมีการออกแบบและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นกล้อง อุปกรณ์เซ็นเซอร์ต่าง ๆ เพื่อทำให้หุ่นยนต์ดังกล่าว สามารถเดินทางในพื้นที่ที่แตกต่างกัน ทั้งยังสามารถหลบหลีกผู้คนและสิ่งของในพื้นที่ต่าง ๆ ได้อย่างอัตโนมัติและปลอดภัย เหมาะสำหรับการใช้งานอย่างเช่น การเสิร์ฟอาหารภายในร้านอาหาร ที่ช่วยอำนวยความสะดวกพนักงานในร้าน เพื่อให้พนักงานของร้านมีเวลาไปทำอย่างอื่นเยอะขึ้น หุ่นยนต์ดังกล่าวสามารถแบ่งเบาภาระงานมนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังตอบโจทย์ในการประหยัดเวลาและความปลอดภัยขั้นสูง ทดแทนภาระงานบุคลากรได้อย่างมีประสิทธิภาพในทุกวัน ทุกเวลา นอกจากนี้ หุ่นยนต์ดังกล่าวยังสามารถนำไปใช้กับธุรกิจโลจิสติกส์และโรงงานผลิต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งแบบ Just-In-Time ได้อีกด้วย

นอกจากนี้ ในส่วนของกีฬาเองก็มีการนำเอา AI มาปรับใช้ อย่าง แอปพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟนที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในรูปแบบ Computer Vision คือ Zepp ที่ทำหน้าที่วิเคราะห์การเคลื่อนไหวของร่างกาย จากการบันทึกภาพนิ่งและวีดีโอ ไม่ว่าจะเป็นการกระโดด การเหวี่ยงแขน การวิ่ง มี 5 ชนิดกีฬาให้เลือกพัฒนาทักษะได้แก่ บาสเก็ตบอล, ฟุตบอล, กอล์ฟ, เบสบอล และเทนนิส ทั้งหมดนี้จะถูกประมวลผลด้วยปัญญาประดิษฐ์ เพื่อให้ผู้ใช้งานทราบว่ามีจุดอ่อนและควรพัฒนาเพิ่มเติมในด้านใด เปรียบเสมือนมีโค้ชส่วนตัวที่คอยให้คำแนะนำยังไงก็ยังอย่างนั้น


AT&T | Shot by. admonitoring.group

ขณะเดียวกัน ก่อนหน้านี้หลายคนคงเคยได้ยินข่าว เรื่อง Artificial Intelligence ของ Google ที่ชื่อว่า AlphaGo ซึ่งเป็น AI ทางด้านการเล่นโกะ สามารถเอาชนะ Ke Jie (เค จี) มือวางโกะอันดับหนึ่งของโลกไปได้ โดย Ke Jie เปิดเผยว่า การวางหมากแต่ละตาของ AlphaGo ค่อนข้างแหวกไปจากรูปแบบที่ผู้คนชอบเล่นกัน และเหนือมากจนตนไม่อาจรู้ได้เลยว่า AlphaGo กำลังวางเกมยังไง

สำหรับอาชีพที่มีเปอร์เซนต์จะถูก AI เข้ามาแทนที่มนุษย์ที่สุด ได้แก่ คอลเซ็นเตอร์ ที่มีโอกาสสูงถึง 99% เพราะอาชีพคอลเซ็นเตอร์เป็นอาชีพที่ทำงานผ่านทางโทรศัพท์ ไม่ต้องมีประสบการณ์ด้านสังคมหรืออารมณ์ จึงมีโอกาสสูงที่จะถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์ , พนักงานบัญชี เนื่องจากในอนาคตการเก็บรายรับ รายจ่าย การลงบัญชี อาจถูกแทนที่ด้วยระบบ AI ที่ตอนนี้ก็มีโปรแกรมบัญชีสำเร็จรูปในประเทศไทย เช่น Trclound.org , Flowaccount.com สามารถทำให้เจ้าของกิจการหรือเจ้าหน้าที่บัญชีสามารถลงบัญชีได้ด้วยตัวเอง , พนักงานพิสูจน์อักษร ที่ปัจจุบันมีโปรแกรมพิสูจน์อักษรที่มีการใช้งานอย่างแพร่หลาย จากฟังก์ชั่นเดิมอย่าง Microsoft word ไปจนถึงโปรแกรมตรวจพิสูจน์อักษรอย่าง Grammarly และ Hemingway App นอกจากนี้ ยังมีเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ช่วยให้นักเขียนสามารถตรวจพิสูจน์อักษรได้ด้วยตัวเอง

AI ไม่ได้เข้ามาแทนที่อาขีพมนุษย์ไปเสียหมด เพราะก็ยังมีอยู่บางอาชีพที่มนุษย์จำเป็นต้องทำอยู่ หุ่นยนต์ทำแทนไม่ได้ ประกอบด้วย นักจิตวิทยาและนักบำบัด เป็นอาชีพที่จำเป็นมาก เนื่องจากโลกและภาคธุรกิจมีการแข่งขันสูง ทำให้บางคนเกิดความเครียดได้ง่าย การเข้ารับการบำบัดจากนักจิตวิทยาที่เป็นมนุษย์ ซึ่งมีทั้งน้ำเสียง พลัง และกริยาท่าทางการแสดงออก จะสามารถกระตุ้นให้เกิดความเชื่อมั่นได้ ซึ่งหุ่นยนต์ไม่สามารถทำได้ , ตำแหน่งผู้นำ-หัวหน้า ไม่ว่าจะเป็นผู้นำองค์กรหรือผู้นำประเทศ การเป็นผู้นำต้องปฏิสัมพันธ์กับผู้ใต้บังคับบัญชา หรือหากเป็นผู้นำประเทศก็ต้องปฏิสัมพันธ์กับประชาชน หน้าที่นี้หุ่นยนต์จึงไม่สามารถเข้ามาแทนได้ , เจ้าหน้าที่ทรัพยากรบุคคล เป็นตำแหน่งที่ต้องรับฟังปัญหาต่าง ๆ ของพนักงานในองค์กร ไม่เพียงแค่คัดเลือกผู้สมัครที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเข้าทำงาน ซึ่งตำแหน่งดังกล่าวเป็นสิ่งที่หุ่นยนต์ไม่สามารถทำได้

สุดท้าย เมื่อนวัตกรรมและเทคโนโลยีต่าง ๆ มีบทบาทต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์ และเป็นตัวแปรสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจมากขึ้น ดังนั้น มนุษย์ทุกคนจึงควรปรับตัว เรียนรู้ พัฒนาศักยภาพของตนเอง และทำความเข้าใจนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อก้าวให้ทันกับเทคโนโลยีที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้ หากมนุษย์สามารถปรับตัวได้ ก็จะสามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ได้อย่างแน่นอน และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


-เปิดตัวร้านค้าไร้พนักงานที่อินโดนีเซีย_เว็บ-1.jpg

kinyupen_adminSeptember 12, 2018

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของ “เจดีดอทคอม” เปิดร้านสะดวกซื้อไร้พนักงาน ในกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ในยุคสมัยนี้เทคโนโลยีมีส่วนสำคัญในการอำนวยความสะดวกของชีวิตมนุษย์เลยก็ว่าได้ อย่างเช่นที่ร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่งที่ประเทศอินโดนีเซีย ที่นี่ก็นำเอาเทคโนโลยีมาใช้แทนพนักงานของร้านสะดวกซื้อ โดยสำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า “เจดีดอทคอม” ยักษ์อีคอมเมิร์ซจีน เปิดร้านสะดวกซื้อ “JD.ID X-Mart” ที่มีพื้นที่ขนาด 270 ตรม. ย่าน PIK Avenue ในกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย จุดเด่นของร้านค้าแห่งนี้คือเป็นร้านไร้พนักงาน ซึ่งถือเป็นแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นความพยายามของเจดีฯ ที่จะนำเทคโนโลยีร้านไร้พนักงานมาขยายสู่ต่างประเทศ

ร้านแห่งนี้ขายสินค้าแฟชั่นและสินค้าอุปโภคบริโภค โดยลูกค้าที่ซื้อสินค้าไม่ต้องเข้าคิวชำระเงิน โดยเบื้องหลังการทำงานใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ( AI) โดยภายในร้านติดตั้งกล้องไว้ทั่วเพื่อเก็บข้อมูลแบบเรียลไทม์และติดตามการเดินของลูกค้าที่เข้ามาในร้าน

ซึ่งลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการจะต้องเปิดแอปฯ” JD ID “เมื่อมาที่ประตูทางเข้าให้ทำการสแกน QR code โดยจะกล้องที่ใช้เทคโนโลยี Face Recognition จับใบหน้าเก็บข้อมูล ขณะที่สินค้าต่างๆ จะมีการติดตั้ง RFID ไว้ลูกค้าสามารถหยิบและเลือกซื้อได้ตามปกติ สำหรับในจุดชำระเงินจะทำการแสกนใบหน้าอีกครั้ง และตัดเครดิตตามที่ผูกข้อมูลไว้ในแอปฯ และระบบจะส่งรายละเอียดการสั่งซื้อทั้งหมดไปที่อีเมล และแอปฯ อีกที

ต้องบอกเลยว่า เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ( AI) กำลังเข้ามามีบทบาทในสังมอย่างมาก ทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ที่คอยอำนวยความสะดวกและเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์เลยก็ว่าได้ และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 


website_อย่ากลัว-AI-1280x720.jpg

adminFebruary 6, 2018
ปัจจุบันมีการกล่าวถึงกันมากว่า AI หรือ ระบบปัญญาประดิษฐ์ จะเข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์ในอนาคตอันใกล้ จากเดิมที่นิยมใช้สำหรับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ก็เริ่มทดลองใช้เอไอกับงานที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ในไทยเองก็เริ่มมีกระแสตื่นตัวเรื่องดังกล่าว ดังนั้นคนไทยโดยเฉพาะในกลุ่ม Millennial ที่จะก้าวขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญในยุคต่อไป จำเป็นที่จะต้องตื่นตระหนกไหม หรือ ต้องปรับตัวอย่างไร จึงจะอยู่ให้รอดในสังคมแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้

ภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เน้นการนำ AI และเทคโนโลยีขั้นสูง มาแทนที่ “แรงงานทักษะต่ำ” ที่ปฏิบัติการซ้ำๆ ในโรงงาน เพื่อลดต้นทุนด้านแรงงานคน ขณะที่ “แรงงานทักษะสูง”  ซึ่งต้องเป็น “ผู้ควบคุม หรือ สั่งการ AI” ยังขาดแคลน แม้มีความแม่นยำในเชิงปฏิบัติและวิเคราะห์ข้อมูล แต่ AI ยังไม่สามารถเข้าใจอารมณ์ ความรู้สึก เข้าถึงวัฒนธรรมพื้นถิ่นและรสนิยมได้เหมือนมนุษย์ จึงยังไม่สามารถเข้ามาทดแทนมนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยเฉพาะกลุ่มงานที่ต้องการใช้ความคิดสร้างสรรค์ และต้องการทักษะด้านการสร้างปฏิสัมพันธ์

แท้จริงแล้ว AI ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยสนับสนุนและขยายขอบเขตการทำงานของมนุษย์ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดมากกว่าการแทนที่ ซึ่ง AI จะทำหน้าที่เสมือนกองทหาร โดยมีมนุษย์เป็น “แม่ทัพ” คอยสั่งการและควบคุม การเข้ามาของ AI จึงอาจไม่ใช่เรื่องที่ควรตื่นตระหนก แต่เป็นโอกาสสำคัญของการวางแผนเตรียมความพร้อมและวิธีรับมือที่เหมาะสม ทั้งในด้านของผู้ประกอบการและแรงงาน

คนรุ่นใหม่อย่ากลัว AI อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้น AI ถูกพัฒนามาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการทำงานควบคู่กับมนุษย์ ซึ่งวันนี้หลายองค์กรยังต้องการ “แม่ทัพ” เหล่านี้ เป็นจำนวนมาก ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าวิวัฒนาการของเทคโนโลยีมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาทุกยุคทุกสมัย แต่มิได้ทำให้ที่ยืนของ “มนุษย์” หมดไป เพราะสุดท้าย เทคโนโลยีถูกพัฒนาขึ้นและควบคุมโดยมนุษย์

“คน” ขยันถึงรอด ถ้าจอดก็จบ แรงงานคนใดที่มีการพัฒนาทักษะความเชี่ยวชาญ และปรับตัวเท่าทันเทคโนโลยี ก็ย่อมมีความได้เปรียบและสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตนเอง เป็นที่ต้องการของตลาดอยู่เสมอ สอดคล้องกับที่
อ.เฉลิมชัยได้กล่าวไว้ว่า “ทุกอาชีพไม่มีไส้แห้ง ถ้าใจสู้ก็รอด ใจกระจอกก็จน!”

 

นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต