_ผัดวันประกันพรุ่ง.jpg

kinyupen_adminOctober 23, 2019

ลองสำรวจตัวเองดูกันหน่อยว่า เรามีพฤติกรรม “ผัดวันประกันพรุ่ง” หรือไม่? มาลองดูวิธีที่อาจจะช่วยให้เลิกนิสัยผัดวันประกันพรุ่งกันดีกว่า ว่าต้องเริ่มทำอะไรบ้าง อย่างน้อยก็เพื่อให้การใช้ชีวิตของเราเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น

 

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำทุกท่านไปดูเรื่องราวของการใช้ชีวิตที่เชื่อว่าทุกคนต้องเคยเป็น ลองถามตัวเองดูว่า คุณเคยไหม? คิดว่าตัวเองมีเวลาเหลือเฟือในการทำสิ่งต่างๆให้เสร็จ คือแทนที่จะทำซะเดี๋ยวนี้เลย ก็ขอเลื่อนออกไปก่อน และท้ายที่สุดกลับต้องมานั่งทำงานภายใต้แรงกดดัน เพื่อให้เสร็จทันภายในเวลาที่เหลือน้อยนิด หากคุณเคยมีพฤติกรรมแบบนี้ แล้วในปัจจุบันยังทำเช่นนี้อยู่ คุณก็คือคนที่ชอบ “ผัดวันประกันพรุ่ง” นั่นเอง

 

แท้จริงแล้ว การผัดวันประกันพรุ่ง เป็นหนึ่งในพฤติกรรมที่เป็นการเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ แต่ที่น่าประหลาดสุดคือ คนเรามีแนวโน้มสูงที่จะผัดวันประกันพรุ่งในเรื่องสำคัญที่สุดสำหรับตัวเอง และมีบ่อยครั้งซึ่งเป็นเรื่องที่ตัวเองอยากทำมาก เพราะรู้ว่ามันจะช่วยให้บรรลุเป้าหมายหลักในชีวิตได้ แต่ก็ยังเลื่อน จนกระทั่งเลือน และลืมไปในที่สุด

 

เชื่อว่ามีหลายคนอาจผัดวันประกันพรุ่ง จนกลายเป็นนิสัยที่ไม่ดี และมักบอกตัวเองว่า วันนี้ไม่อยากทำงานอย่างนี้ เอาไว้วันหลังค่อยทำก็ได้ นี่ล่ะเท่ากับว่าคุณกำลังหลอกตัวเอง เพราะมันไม่ได้ช่วยให้หลุดพ้นจากความจริงที่ว่า ต้องทำงานนั้นให้เสร็จ แต่มันยิ่งจะทำให้เครียดหนักกว่าเดิม เพราะบางครั้งมีงานรออยู่อีกเพียบที่ต้องทำให้เสร็จ และบางทีก็ไม่อาจคาดเดาได้ว่า จะมีอุปสรรคอะไรเกิดขึ้นบ้างที่ทำให้งานไม่เสร็จตามระยะเวลาที่กำหนด

 

จากการศึกษาพบว่า มีหลายเหตุผลที่ทำให้คนชอบผัดวันประกันพรุ่ง บางคนทำเมื่ออยู่ในสถานการณ์บางอย่าง แต่อีกหลาย ๆ คนทำจนเป็นนิสัยเลยก็ว่าได้ มาดูกันดีกว่าว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้คนเป็นโรคชอบผัดวันประกันพรุ่ง

 

  1. ไม่มีวินัยในการทำงาน : คนพวกนี้ผัดวันประกันพรุ่งในทุก ๆ เรื่อง ชอบทำอะไรแบบไฟลนก้น เมื่อพูดถึงเรื่องความเครียด เขาหรือหล่อนจะมีคำตอบว่า “ฉันทำงานได้ดีที่สุดเมื่อถูกกดดัน” ความจริงแล้ว พวกนี้เป็นคนไม่มีระเบียบวินัย ไม่รู้วิธีจัดลำดับความสำคัญของงานที่ต้องทำก่อนหลัง จะรอจนนาทีสุดท้าย จึงเริ่มต้นทำ

 

  1. กลัวทำไม่สำเร็จ : เมื่อไม่รู้วิธีทำงาน จึงไม่ทำเสียเลย หรือรู้สึกว่าการจะทำงานนั้นให้สำเร็จได้ ต้องใช้เวลาเรียนรู้นาน และไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะเสร็จ จึงเลื่อนออกไปก่อน

 

  1. ทุกอย่างต้องไร้ที่ติ : คนที่ทำอะไรต้องเพอร์เฟกต์ทุกอย่าง พวกนี้ต้องการทำทุกอย่างให้ออกมาดีเลิศ ไร้ที่ติ ซึ่งมิใช่ว่าจะทำไม่ได้ แต่ยากที่จะทำให้สำเร็จได้ภายในเวลาที่กำหนด คนประเภทนี้เมื่อเริ่มต้นทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว ก็จะเลื่อนไปเรื่อยๆไม่ทำให้เสร็จ โดยอ้างว่าเพื่อให้งานได้มาตรฐาน อย่างไรก็ตาม มาตรฐานของคนพวกนี้มักไม่เป็นที่ยอมรับของคนอื่นๆ ทำให้คนเจ้าระเบียบทั้งหลาย ต้องเสียเวลาไปกับเรื่องที่ไม่จำเป็น

 

  1. ต้องทำงานที่ไม่ชอบ : งานบางอย่างที่ไม่ชอบ แต่ก็ต้องทำ เช่น จัดแฟ้มเอกสาร เขียนรายงาน ดังนั้น จึงเลื่อนไปเรื่อยๆ โดยหวังว่ามันจะหายไปเอง แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะเมื่อไม่เริ่มต้นทำเสียที งานที่คุณไม่ชอบเหล่านี้ ก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จน ถึงจุดหนึ่งที่ต้องลงมือทำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถึงตอนนั้นก็อาจทำให้ยิ่งหงุดหงิดมากขึ้น

 

ดังนั้น ถ้าเราต้องการรู้วิธีเลิกนิสัยผัดวันประกันพรุ่ง สิ่งสำคัญคือ ต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่า ทำไมถึงทำเช่นนั้น ทำไมถึงชอบเลื่อน เป็นเพราะขาดแรงจูงใจ หรือเป็นเพราะเบื่อที่จะทำ หรือว่าไม่มีเวลาพอที่จะทำ หรือขาดสมาธิในการทำงาน เมื่อคุณได้คำตอบที่แท้จริงว่าอะไรทำให้เราชอบผัดวันประกันพรุ่ง ต้องเริ่มจัดการแก้ที่สาเหตุเสียก่อน คราวนี้มาลองดูวิธีที่อาจจะช่วยให้เราเลิกนิสัยผัดวันประกันพรุ่งกันดีกว่า ว่าต้องทำอะไรบ้าง กับ 5 วิธีบอกลานิสัยผัดวันประกันพรุ่ง

 

  1. วางแผนการทำงาน : หากคุณมีนิสัยผัดวันประกันพรุ่ง เนื่องจากไม่มีเวลาทำทุกสิ่งทุกอย่าง ลองจัดตารางเวลาของงานที่ต้องทำ ลิสต์งานที่ต้องทำทุกชิ้นลงกระดาษ เพื่อกระตุ้นว่าต้องทำให้เสร็จภายในเวลาที่กำหนด การจัดตารางเวลาจะช่วยให้รู้ว่าต้องทำอะไรบ้าง และเมื่อทำงานชิ้นใดเสร็จ ให้ใส่เครื่องหมาย x ไว้ วิธีนี้จะทำให้มีกำลังใจที่จะกา x บนงานที่เหลือให้หมด ภายในเส้นตายด้วย

 

  1. แบ่งงานชิ้นใหญ่เป็นชิ้นย่อยๆ : เหตุผลหนึ่งที่คุณขอผัดไว้ก่อน ก็คือ แค่คิดว่ามีงานชิ้นใหญ่ที่ต้องทำ ก็รู้สึกเหนื่อยแล้ว แต่หากซอยงานนั้นให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ ก็จะทำเสร็จได้ง่ายขึ้น และนั่นคือวิธีเริ่มต้นหยุดการผัดวันประกันพรุ่งที่ดี

 

  1. ให้รางวัลตัวเอง : จงให้รางวัลตัวเองทุกครั้งที่ทำงานเสร็จในเวลาที่กำหนด เช่น ไปเดินดูของกับเพื่อน ๆ เมื่อทำงานเสร็จ วิธีนี้จะช่วยให้มีแรงจูงใจที่จะทำงานทั้งหมดให้เสร็จตามกำหนด

 

  1. คิดในแง่บวก : หลายครั้งที่คุณไม่อยากเริ่มทำงาน เพราะมัวแต่คิดในแง่ร้ายว่างานนั้นยาก หรือทำได้ไม่ดี หรือน่าเบื่อ เมื่อไม่แน่ใจว่าตัวเองจะทำงานนั้นได้ ก็มักจะลงเอยที่การเลื่อนออกไป ดังนั้น ควรบอกกับตัวเองว่า คุณสามารถทำได้ อย่าบอกตัวเองว่า คุณเป็นคนชอบผัดผ่อน แต่จงบอกว่า คุณเป็นคนทำงานสำเร็จได้ ข้อสำคัญคือต้องเปลี่ยนวิธีมองตัวเองและงานที่อยู่ในมือ และฝึกการคิดในแง่บวกให้มาก ๆ

 

  1. ลงมือทำเดี๋ยวนี้ : อย่าทิ้งตารางการทำงานของคุณไว้บนโต๊ะเฉย ๆ ลงมือทำทันที และต้องทำอย่างมีสมาธิ ลองให้เวลาตัวเองสัก 5-10 นาที แล้วคุณจะเชื่อว่า ตัวเองสามารถทำงานให้สำเร็จได้จริง ๆ

 

บอกได้เลยว่า การบอกลานิสัยผัดวันประกันพรุ่ง ไม่ยากอย่างที่คิดเลย และเป็นสิ่งที่ควรจะทำเป็นอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะทำให้คุณคลายเครียดในการทำงานแล้ว ยังช่วยให้มีความสุขในชีวิตมากขึ้นอีกด้วย ใครที่ยังมีพฤติกรรมการผัดวันประกันพรุ่งอยู่ เปลี่ยนพฤติกรรมนี้ซะ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


_ป๋าเปรม-กับ-10-ข้อคิดดี-ๆ-ที่ฝากให้-ปชช.-นำไปปรับใช้ในชีวิตจริง_web.jpg

kinyupen_adminMay 27, 2019

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวม 10 ข้อคิดดี ๆ ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่ได้ฝากไว้ให้กับประชาชนคนไทย เพื่อเตือนสติคนไทยและนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง

นับเป็นข่าวเศร้าสลดใจอย่างยิ่ง สำหรับการสูญเสียบุคคลสำคัญของประเทศอย่าง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ที่ถึงแก่อสัญกรรมอย่างสงบ เนื่องจากระบบหัวใจล้มเหลว เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2562 เวลา 09:09 น. ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ถือได้ว่าเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของประเทศไทยเลยก็ว่าได้

ตลอดช่วงชีวิตของ พล.เปรม ติณสูลานนท์ ที่เคยดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรี ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ฯลฯ ล.เปรม ติณสูลานนท์ ได้ทำคุณประโยชน์ต่าง ๆ ให้แก่ประเทศชาติเป็นอย่างมาก พร้อมกับให้ข้อคิดหรือคติเตือนใจต่าง ๆ กับประชาชนทุกคนให้ใช้ชีวิตบนพื้นฐานของการทำความดี การให้ การรู้จักความเสียสละ และตอบแทนคุณแผ่นดิน

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงได้รวบรวม 10 ข้อคิดดี ๆ ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่ได้ฝากไว้ให้กับประชาชนคนไทย เพื่อเตือนสติคนไทยและนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง

1. ผู้ปกครองบ้านเมืองที่ดี ต้องรู้จักอ่อนน้อมถ่อมตน ต้องรู้จักการ ปิดทองหลังพระ ต้องรู้ว่า ประโยชน์ของชาติบ้านเมือง คือสิ่งที่คนในชาติต้องการ ต้องรู้จักการตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน

2. คนไม่ดี ประกอบอาชีพไม่สุจริต ทำธุรกิจผิดกฎหมาย ใช้อำนาจหน้าที่เพื่อประโยชน์ส่วนตน ถ้าเขาสำนึกได้ และเลิกเสีย แล้วหันมาประกอบอาชีพสุจริต จะเป็นการตอบแทนบุญคุณที่น่าสรรเสริญอย่างยิ่ง

3. รัฐบาลที่ดีจะใช้การปกครองที่ดี เพื่อตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน เพื่อให้เกิดความสุขในแผ่นดิน

4. การตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน คือ การประพฤติปฏิบัติตนเป็นคนดี เป็นสถาบันที่ดี เป็นองค์กรที่ดี เป็นตัวอย่างที่ดี มุ่งกระทำแต่ความดีเพื่อประโยชน์ของแผ่นดิน

5. ผมมีความเห็นเป็นส่วนตัวว่า “การตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน เพื่อสร้างถิ่นไทยให้ใสสะอาดให้สัมฤทธิ์ผลนั้นต้องเข้าใจและกระทำหลายอย่าง เพราะการจะทำถิ่นไทยให้สะอาด มีปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้องมากมาย ทั้งที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ ที่ผมพูดหมายถึงว่า ต้องมีการปฏิบัติพร้อมกันทั้งกายและทั้งใจ”

6. ไม่ว่าเทคโนโลยีจะก้าวไกลไปอย่างไร วิชาการจะสูงส่งเพียงใดนั้น คนคือพวกเรายังเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้ประเทศไทยใสสะอาด หรือไม่ใสสะอาด

7. สิ่งที่ผมถือปฏิบัติอยู่อย่างหนึ่ง คือ “อย่าทำให้สิ่งที่ไม่อยากทำ อย่าบังคับฝืนใจตัวเองในสิ่งที่เราไม่อยากไป ไม่ต้องอธิบายเหตุผล ใจคอไม่สบายไม่ต้องฝืนใจทำ”

8. คนเราจะอายุยืนต้องรู้จักคำว่า พอ พอในที่นี้คือ พองาม พอควร พอกิน พอใช้ พอใจ สิ่งเหล่านี้ถ้าเรามีก็น่าจะทำให้เราอายุยืน

9. จิตวิญญาณเป็นพลังสำคัญที่จะช่วยจรรโลง เชิดชู ความเป็นคนไทย คนไทยจะแก้ปัญหาใหญ่น้อยทั้งหลาย ไม่ว่าปัญหาการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง ได้ง่าย สะดวก และหวังผลสำเร็จได้จริง

10. คนอารมณ์ดีจะต้องรู้จักคำว่า รัก รักตัวเอง รักผู้อื่น รักบิดา มารดา รักผู้มีพระคุณ รู้จักทดแทนบิดามารดาผู้มีพระคุณก็จะทำให้เราอารมณ์ดี มีความนึกคิดที่ดี

ถึงแม้ว่า พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ จะไม่อยู่แล้ว แต่ท่านยังได้ทิ้งคุณงามความดี รวมถึงข้อคิดเตือนใจเอาไว้ เพื่อให้บรรพชนคนรุ่นหลังได้เรียนรู้และศึกษา รวมถึงนำไปเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตได้ในอนาคต สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะอยู่ในความทรงจำของคนไทยตลอดไป และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


-ไม่ได้แปลว่าอ่อนแอ-แต่เป็นผู้ชายมีเสน่ห์_web.jpg

kinyupen_adminDecember 12, 2018

ผลการวิจัยเผย “ผู้ชายร้องไห้” ไม่ได้ถูกประเมินว่าอ่อนแอเสมอไป แต่มองว่าผู้ชายเหล่านี้จะมีเสน่ห์ มีความน่ารัก เพราะผู้ชายก็เป็นเพศที่มีความรู้สึก ความอ่อนไหวเหมือนเช่นผู้หญิง

อยู่ดี ๆ ก็อยากร้องไห้” ไม่แปลกที่ใครก็เคยร้องไห้ ไม่ใช่เรื่อยน่าอับอาย เพราะการร้องไห้ไม่ได้หมายความว่าเราต้องอ่อนแอเสมอไป ทุกคนล้วนต้องเคยร้องไห้กันทั้งหมด ตั้งแต่เกิดออกมาก็ร้องไห้แล้ว การร้องไห้ไม่ใช่มีเพียงแค่เรื่องไม่ดีเท่านั้น บางทีเรื่องราวดี ๆ อาจทำให้เราตื้นตันใจจนถึงขั้นกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ก็มี

“ลูกผู้ชาย ต้องไม่ร้องไห้” วลีนี้เป็นวลีเด็ดสุดฮิตที่ผู้ใหญ่หลาย ๆ คนมักจะปลอบใจผู้ชายทั้งหลายที่มักเสียน้ำตาอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะวัยเด็กที่เวลาถูกทำโทษ ถูกเพื่อนแกล้ง ก็มักจะต้องเสียน้ำตา เพราะในมุมของผู้ใหญ่สมัยก่อนเข้าใจว่า ผู้ชายคือช้างเท้าหน้า เป็นมีความผู้นำ ฉะนั้นต้องไม่แสดงความอ่อนแอออกมา เพราะการร้องไห้เป็นเครื่องหมายแสดงออกถึงความอ่อนแอของผู้หญิง ซึ่งผู้ชาย 3 ใน 4 อาจจะรู้สึกไม่อยากฟังคำพูดข้างต้นนี้สักเท่าไหร่นัก เพราะด้วยความที่คนทุกเพศทุกวัยล้วนมีความเท่าเทียมกัน ถ้าผู้หญิงร้องไห้ได้ ทำไมผู้ชายถึงร้องไห้ไม่ได้ , ผู้ชายต้องเป็นคนเข้มแข็ง แล้วผู้หญิงต้องเป็นคนอ่อนแอเสมอไปเชียวเหรอ ปัจจุบัน โลกสมัยนี้เปลี่ยนไป ไม่มีเส้นแบ่งของความเป็นเพศชายและหญิงแล้ว

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ผลการวิจัยดังกล่าว ระบุว่า ผู้ชายมักจะเสียน้ำตาในบางโอกาสที่เหมาะสม อย่างเช่น การสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก , อกหัก , การตายของสัตว์เลี้ยง , การร่ำลา , ฯลฯ หรือในบางโอกาสที่มีความซาบซึ้ง สังคมจะมองว่าผู้ชายเหล่านี้จะมีเสน่ห์ มีความน่ารัก และไม่ได้ถูกประเมินว่าอ่อนแอเสมอไป ผิดกับผู้ชายที่ไม่เสียน้ำตาให้กับเหตุการณ์ใด ๆ ทั้งสิ้น จะถูกมองว่าหยาบกระด้าง สรุปว่าผู้ชายที่เสียน้ำตาให้กับบางเหตุการณ์ สังคมจะมองว่าดีงาม นอกจากนี้ ผลการวิจัยพบว่า การร้องไห้สามารถลดความรู้สึกเจ็บปวดร่างกายและจิตใจได้จริง และยังเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้เราสงบเย็นลงในเวลาอันรวดเร็ว หลังจากที่ผ่านเรื่องราวเลวร้ายอีกด้วย

ฉะนั้น การร้องไห้ของผู้ชาย ไม่ได้หมายความถึงเพียงแค่อ่อนแอเสมอไป แต่เป็นยาระบายที่ช่วยเยียวยาความรู้สึกได้ การเสียน้ำตาจึงเป็นเรื่องเฉพาะบุคคลอย่างแท้จริง อาจจะเป็นเรื่องเศร้าหรือเรื่องยินดีก็ได้ ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ผู้ชายก็มีน้ำตาได้ เพราะผู้ชายก็มีความรู้สึก ความอ่อนไหวเหมือนเช่นผู้หญิง จะให้เข้มแข็งกลั้นน้ำตากับเรื่องราวต่าง ๆ ไปทั้งหมดมันก็คงจะไม่ดีกับตัวเรา ระบายออกมาบ้าง เพื่อให้จิตใจเราสบายมากขึ้น

ทีมงานกินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอขอบคุณ ข้อมูลจาก เว็บไซต์ www.sciencealert.com


..สุขใจ..ที่ได้ทำ.jpg

kinyupen_adminOctober 30, 2018

“เจ้าสัววิชัย” ประธานสโมสรเลสเตอร์ซิตี้ และเจ้าของคิงเพาเวอร์ กับแนวคิดการใช้ชีวิตแบบใจๆ ที่ทำให้การทำงานและชีวิตส่วนตัวมีความสุข แถมยังได้ใจใครหลายๆ คนอีกด้วย

ถือเป็นข่าวเศร้าของวงการฟุตบอลอังกฤษและเมืองไทย หลังจากที่สำนักข่าวต่างประเทศหลายแห่งรายงานข่าวอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ของ “เจ้าสัววิชัย” หรือ “วิชัย ศรีวัฒนประภา” ประธานสโมสรเลสเตอร์ซิตี้ และเจ้าของคิงเพาเวอร์ ตกบริเวณลานจอดรถของสนามคิงเพาเวอร์สเตเดี้ยม กระทั่งเกิดไฟลุกท่วมอย่างหนัก เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 27 ต.ค. ตามเวลาท้องถิ่น เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความสะเทือนใจแก่ครอบครัว คนรอบข้าง รวมไปถึงผู้ที่ได้เคยร่วมงานกับ “เจ้าสัววิชัย” เป็นอย่างมาก ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันเลยว่า “เจ้าสัววิชัย” เป็นคนดี มีความเป็นกันเองกับคนรอบข้าง ด้วยความอัธยาศัยดีของ “เจ้าสัววิชัย” จึงทำให้ได้ใจใครหลายๆ คนอย่างมาก

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2553 เจ้าสัววิชัยเข้ามาบริหารงานกลุ่มคิงส์พาวเวอร์ในตำแหน่งประธานกรรมการกลุ่มคิงส์พาวเวอร์ พร้อมกับพาทีมฟุตบอลเลสเตอร์ซิตี้คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ในฤดูกาลปี 2015-2016 นอกจากนี้ นิตยสารฟอร์บส์ได้มีการจัดอันดับมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยมากที่สุด โดย “เจ้าสัววิชัย” ติดหนึ่งในนั้นด้วย ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 4 ของมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยมากที่สุด มีทรัพย์สินรวม 4,700 ล้านดอลลาร์ (155,000 ล้านบาท)

ตลอดช่วงชีวิตของ “เจ้าสัววิชัย” จะเห็นได้ว่า เขามีวิธีการบริหารงานทั้งในส่วนของคิงส์พาวเวอร์และสโมรสรเลสเตอร์ซิตี้จนประสบความสำเร็จ เป็นที่รู้จักของคนทั้งโลก รวมถึงความอัธยาศัยดีของเขา ที่ครองใจใครหลายๆ คนเป็นอย่างมาก เขามีแนวคิดการใช้ชีวิตหลากหลายที่ทำให้ชีวิตมีความสุข ทีมงานกินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงขอรวบรวมแนวคิดดีๆ มาถ่ายทอดให้ได้ทราบ

จะทำอะไรต้อง “มีความสุข”

“เจ้าสัววิชัย” เลือกใช้ “ความสุข” เป็นตัวขับเคลื่อนในการใช้ชีวิต ถ้าจะทำอะไรต้องทำแล้วมีความสุขทุกครั้งที่ได้ลงมือทำ ถ้าทำแล้วไม่มีความสุขอย่าทำ โดยปกติแล้วหากอะไรที่ทำแล้วมีความสุขก็จะทุ่มสุดตัว ทุ่มเต็มที่ ต่อให้เหนื่อยแค่ไหน จะต้องเสียเงินมากเท่าไหร่ หากมันคือความสุขแล้วไม่เดือดร้อนใคร ก็ลงมือทำอย่างเต็มกำลัง

ต้องรีบคว้าเมื่อ “โอกาส” มาเยือน

“โอกาส” ไม่ได้แวะเวียนเข้ามาในชีวิตเราบ่อยๆ ดังนั้น เมื่อ “โอกาส” เข้ามาหาเรา เราต้องรีบคิด รีบตัดสินใจ และรีบคว้ามันเอาไว้ “เจ้าสัววิชัย” เคยให้คนติดต่อเอเจนซี่ให้ซื้อคิวในการซื้อเครื่องบินเจ็ทรุ่นใหม่ เพราะตนไม่อยากเสียเวลารอคิวเครื่องบินนานหลายปี ในที่สุดก็มีคนขายคิวให้กับ “เจ้าสัววิชัย” ในที่สุด

รับฟัง “คำพูด” ของคนอื่น

มิตรภาพของคนเราจะอยู่ได้ยืนยาว ก็เพราะเรามีการเปิดใจ ใจกว้าง รับความคำพูดของคนอื่น จะว่าไปการเปิดใจรับฟัง “คำพูด” ของคนอื่น โดยเฉพาะความคิดเห็น คำติชม จะทำให้เราได้เห็นมุมมองอีกมุมมองที่แตกต่างจากเรา ทำให้เราได้รับรู้ว่าอีกแง่มุมหนึ่งเป็นอย่างไร

อดทน

ภาระต่างๆ นาๆ เมื่อมันเข้ามาหาเรา เราต้อง “อดทน” และฝ่าฟันมันให้ได้ “เจ้าสัววิชัย” และคนที่เคยอยู่กับเขาเคยฝ่าวิกฤตหลายอย่างมาด้วยกัน ซึ่งทุกคนใช้ความอดทนเพื่อฝ่าอุปสรรคนี้ไปให้ได้ และไม่ว่าอุปสรรคจะหนักแค่ไหน ด้วยความที่ “เจ้าสัววิชัย” เป็นคนที่สู้ อดทน ตรงไปตรงมา ให้ใจ จนทำให้เกิดความเชื่อมั่นขึ้น ทำให้ทุกคนพร้อมยืนอยู่เคียงข้างต่อสู้อดทนไปกับ “เจ้าสัววิชัย” มาโดยตลอด

มีภาวะผู้นำที่ดี

การเป็นผู้นำที่ดี ไม่ใช้แค่บริหารงานให้องค์กรประสบความสำเร็จได้อย่างเดียวเท่านั้น แต่ในส่วนของบุคลากรในองค์กรนั้นเราก็จะต้องใส่ใจและดูแลอย่างดีเช่นกัน ทำสิ่งดีๆ เป็นแบบอย่างในการใช้ชีวิต เพื่อให้ทุกคนได้ปฏิบัติตาม ดังเช่น “เจ้าสัววิชัย” ที่ดูแลและใส่ใจคนรอบข้างและพนักงานทุกคน ใส่ใจถึงขนาดที่ว่าแต่ละคนมีชีวิตความเป็นอยู่อย่างไร ครอบครัวกินดีอยู่ดีหรือไม่ มีอะไรที่ขาดเหลือ ตรงไหนที่เป็นส่วนที่ขาด เขาก็จะเข้ามาเติมเต็มใส่วนนั้นให้ เพราะ “เจ้าสัววิชัย” เชื่อว่า การทำสิ่งนี้ให้กับพนักงานของเขา จะทำให้พนักงานมีความสุขจากการมีคุณภาพชีวิตที่ดี เพราะพนักงานคนนั้นๆ จะทำงานให้กับเราด้วยความซื่อสัตย์สุจริตอย่างแน่นอน

 

แนวคิดการใช้ชีวิตที่กล่าวมานั้น เป็นแนวคิดการทำงานและใช้ชีวิตของ “เจ้าสัววิชัย” นับได้ว่าเป็นแบบอย่างที่ดีที่ทุกๆ คน ควรนำไปเป็นแบบอย่างและปรับใช้ในชีวิตประจำวัน เราเห็นแล้วว่าแนวคิดการใช้ชีวิตของ “เจ้าสัววิชัย” นั้น พิสูจน์ให้เห็นว่าได้ใจคนรอบข้างอย่างมาก ลองดูว่าถ้าคุณสามารถทำได้ คุณเองก็จะมีความสุขในการใช้ชีวิตแบบเช่น “เจ้าสัววิชัย” นั่นเอง

ทีมงานกินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต


-10000-บาท-อยู่อย่างไรให้ได้ทั้งเดือน.jpg

kinyupen_adminOctober 26, 2018

เงิน 10,000 บาท คุณคิดว่าจะดำรงชีวิตใน 1 เดือน ได้หรือไม่? แล้วจะใช้ชีวิตอย่างไรดีให้กินอยู่ให้ได้ภายใน 1 เดือน วันนี้ กินอยู่เป็น พามาดูวิธีใช้จ่ายเงิน 10,000บาท อย่างไรให้เหลือเก็บ

“เงินทองนั้นหายาก” กว่าจะได้เงินมาในแต่ละเดือนนั้น บอกเลยว่าเลือดตาแทบกระเด็น ต้องอดต้องทนสารพัด แต่ถ้าพูดถึงมนุษย์เงินเดือนแล้ว จบปริญญาตรีมาส่วนใหญ่ก็จะสตาร์ทอยู่ 15,000 บาท/เดือน อันนี้ยังพอประทังชีวิตได้อยู่ (ถ้าไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย) แต่ถ้าสมมุติว่าเป็นคนวัยนิสิต นักศึกษา หรือมนุษย์เงินเดือนที่มีวุฒิ ม.6 ล่ะ กรณีที่ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยหรือขอเงินจากพ่อแม่ ตกเดือนละประมาณ 10,000 บาท หลายคนคงบอกว่าหมื่นเดียวใช้ชีวิต 1 เดือน จะพอเหรอ? แล้วถ้าบอกว่าจริงๆ แล้ว มันพอล่ะ จะเชื่อไหม? ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ มาดูกันเลยดีกว่าว่า 10,000 บาท จะใช้ชีวิตอย่างไรให้ได้ 1 เดือน เริ่มต้นจากการลิสล์รายจ่ายประจำเดือนออกมาว่า เดือนนี้มีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง แบ่งสัดส่วนให้ชัดเจน ตามนี้เลย

1. ค่าเช่าห้องพัก : กรณีที่เดินทางมาทำงานหรือศึกษาต่อนอกภูมิลำเนา ค่าใช้สำคัญอันดับต้นๆ เลยคือ ค่าที่พัก เช่าห้องพักในแต่ละเดือนมีค่าเช่าตกเฉลี่ย 3,000-5,000 บาท นี่แค่ค่าเช่าเฉยๆ นะ ฉะนั้นหาที่พักดีๆ บางทีไม่จำเป็นต้องเอาหรูหรา หรือถึงขั้นอัพเกรทเป็นคอนโด เพราะค่าใช้จ่ายจะบานปลายขึ้น หรือหากบางคนโชคดี มีที่พักอาศัยคือบ้านของครอบครัวหรืออาศัยบ้านญาติอยู่นั้น ก็ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้เยอะเลย

2. ค่าน้ำ-ไฟ สาธารณูปโภค : สำหรับคนที่เช่าห้องพักรายเดือน ค่าน้ำ-ค่าไฟ-ค่าโทรศัพท์ เป็นปัจจัยสำคัญรองลงมาจากค่าเช่าห้องพัก ถ้าใช้ไฟเยอะ ใช้น้ำเยอะ ก็ต้องจ่ายเยอะเหมือนกัน ตกเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1,500-3,000 บาท หากคนที่ไม่ค่อยได้ใช้ไฟฟ้าหรือน้ำ ราคาก็จะถูกลงมา ขณะเดียวกัน บางคนที่พักอาศัยที่บ้านพักครอบครัวหรือบ้านญาตินั้น ก็ตกลงกันเอาเอง ถ้าไม่ต้องจ่ายค่าน้ำค่าไฟก็ช่วยประหยัดไปได้พอสมควร

3. ค่าอาหาร : 1 เดือนมี 30-31 วัน เรื่องกินก็เป็นเรื่องสำคัญ สำหรับคนที่เช่าห้องพักแล้วนั้น ลองคำนวนดูว่าสำหรับค่าอาหารแล้วนั้นจะใช้จ่ายวันละกี่บาท ปกติแล้วจะอยู่ที่ 100 บาท/วันสำหรับเมนูอาหารปกติ ถ้า 1 เดือนก็จะอยู่ที่ประมาณ 3,000 บาท แต่ถ้าเลือกกินอาหารหรูจากในห้างแล้วล่ะก็ตกวันละประมาณ 200-500 บาท แต่ก็อาจจะไม่ได้รับประทานหรูหราบ่อยทุกวัน ยังไงซะก็บริหารเงินในส่วนนี้ดีๆ ขณะเดียวกัน คนที่อาศัยอยู่กับครอบครัวหรือญาติ ก็ตกลงกันเอาเอง บางบ้านพ่อแม่หรือญาติก็จะทำอาหารอยู่แล้วในทุกๆ วัน เราก็อาจจะไม่ต้องใช้จ่ายเงินส่วนนี้มากนัก

4. ค่าเดินทาง : การเดินทางไปเรียนหนังสือที่มหาวิทยาลัยหรือไปทำงานนั้น ไม่ว่าจะเดินทางด้วยวิธีการใด ก็มีค่าใช้จ่ายให้ลำบากใจ ทั้งรถสาธารณะหรือรถส่วนบุคคล กรณีรถสาธารณะ หากเราเลือกนั่งเป็นรถเมล์ ก็มีค่าใช้ตกวันละประมาณ 30-50 บาท/วัน 1 เดือนก็อยู่ที่ประมาณ 1,000-1,200 บาท ขณะเดียวกัน บางคนอาศัยอยู่กับครอบครัวหรือญาติ ถ้าหากติดรถของพ่อแม่หรือญาติไปรับหรือส่ง ก็ช่วยประหยัดค่าเดินทาไปได้เยอะเลย

5. เงินออม : คนเราต้องรู้จักการออมเงิน เพื่อให้มีเงินใช้ในยามจำเป็น กรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน เป็นต้น ฉะนั้นใน 1 เดือน คุณจะออมเงินสักกี่บาท อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับคุณแล้ว ถ้ารายจ่ายเยอะก็วันละ 10 บาท หยอดกระปุกทุกวัน ครบ 1 เดือน ได้ 300 บาท ครบ 1 ปี 3,600 บาท แต่ถ้ารายจ่ายอยู่ในระดับพอดี ก็ออมสัก 20-50 บาท/วัน 1 เดือนก็จะได้เงินอยู่ที่ 600-1,500 บาท ครบ 1 ปี 6,000-18,000 บาท หรือถ้าอยากลองสูตรการออมเงินด้วยวิธีอื่นๆ ก็ลองใช้สูตรนี้ได้ เปิดสูตรการออมเงินของมนุษย์เงินเดือน “ออมอย่างไร ให้มีเงินใช้ในยามแก่”
ขณะเดียวกัน คนที่พักอาศัยกับครอบครัวหรือบ้านญาติ ถือว่าค่อนข้างได้้ปรียบเพราะไม่ต้องจ่ายค่าที่พัก ค่าน้ำค่าไฟ รายจ่ายสำคัญๆ อาจจะมีรายจ่ายแค่ค่าอาหารนอกสถานที่ ปาร์ตี้สังสรรค์ เป็นต้น ฉะนั้น ก็ควรเก็บเงินออมเอาไว้ ถ้าเก็บได้เดือนละ 2,000-3,000 บาท ก็จะดีเลย ครบ 1 ปี มีเงินมากถึง 24,000-36,000 บาทเลยทีเดียว

6. ค่าใช้จ่ายอื่นๆ : ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ก็คือค่าใช้จ่ายที่คิดว่าจะฟุ่มเฟือย อยากได้ของอันนั้น อันนี้ สำหรับรายจ่ายอย่างเราก็ถ้าพอมีเงินเหลืออยู่นิดนึงก็แบ่งมาสัก 500-1,000 บาท ซื้อของที่อยากได้ เช่น เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย รองเท้า เป็นต้น หรืออาจะไปท่องเที่ยวต่างจังหวัด ก็มีค่าใช้จ่ายอยู่ประมาณ 500-1,000 บาท แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ต้องบริหารจัดการเงินของคุณให้ดี เพราะไม่ฉะนั้นคุณก็จะไม่มีเงินพอใช้ทั้งเดือนแน่นอน ถ้าอยากได้ของใหญ่ๆ เช่น สมาร์ทโฟนสักเครื่อง ก็ต้องเก็บหอมรอมริบ หรือหางานพิเศษทำ เพื่อหารายได้เสริม

ทั้งนี้ จะบอกว่า 10,000 บาท กับการใช้ชีวิต 1 เดือนนั้น ถ้ารู้จักบริหารจัดการเงินเป็น ยังไงก็ตามก็สามารถใช้จ่ายได้เพียงพอตลอด 1 เดือนแน่นอน และถ้าวางแผนดีๆ หน่อย คุณอาจจะมีเงินเหลืออีกด้วย ทั้งหมดทั้งมวลนี้ขึ้นอยู่กับตัวคุณเองว่าจะบริหารจัดการเงินได้ดีมากน้อยแค่ไหน ถ้ารายได้ไม่พอรายจ่ายก็หางานพาร์ทไทม์ทำเพิ่มเพื่อหารายได้พิเศษ รับรองว่า 1 เดือนคุณจะใช้ชีวิตอยู่รอดอย่างแน่นอน เพียงแค่คุณ “ไม่ฟุ่มเฟือย” หรือ “สิ้นเปลือง” แค่นั้นเอง…นี่คือวิถี กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


-กำลังจะมา-คุณพร้อมรับมือคลายความหนาวแล้วหรือยัง_web.jpg

kinyupen_adminOctober 24, 2018

“ฤดูหนาว” กำลังจะเข้ามาเยือนประเทศไทยในอีกไม่กี่วันข้างหน้า คุณเตรียมพร้อมรับมือ “คลายความหนาว” ในช่วงหน้าหนาวแล้วหรือยัง? มีวิธีอะไรบ้างที่ช่วยคลายความหนาวได้

เข้าสู่ใกล้สิ้นเดือนตุลาคมแล้ว บางพื้นที่เริ่มสัมผัสถึงความหนาวเย็นในตอนเช้าตรู่ นั่นล่ะ สัญญาณฤดูหนาวมาเยือนอย่างเป็นทางการแล้ว ไม่ต้องรอเข้าสู่เดือนพฤศจิกายนแต่อย่างใด แต่จริงๆ แล้ว ณ ช่วงเวลานี้ถือว่ายังไม่เข้าสู่หน้าหนาวอย่างเป็นทางการ เรายังอยู่ในฤดูฝน ช่วงนี้ยังมีหลายพื้นที่ต้องเผชิญกับฝนฟ้าคะนองอยู่

แต่ถึงอย่างไรก็อย่าได้ประมาทเด็ดขาด เตรียมตัวไว้ล่วงหน้า อุ่นใจ หน้าหนาวมาเมื่อไหร่ เราเตรียมพร้อมรับมือได้เสมอ แล้วเราจะเตรียมตัวอย่างไรดี? วิธีทำให้ร่างกายอบอุ่นมีมากมายหลากหลายวิธี ซึ่งวันนี้ทีมงานกินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต อยากนำมาแชร์กัน

 

1. เสื้อกันหนาว-ผ้าห่ม : สำคัญมากสำคัญทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย ร่ายกายของคนเราไม่สามารถทนความหนาวเย็นได้ตลาดเวลา ขนาดอยู่ในห้องแอร์เรายังทนไม่ได้เลย แต่นี่คืออากาศหนาวที่มาจากธรรมชาติ ซึ่งหนาวยิ่งกว่าในห้องแอร์อีก อย่าฝืน อย่าทนอากาศหนาวเด็ดขาด หาเสื้อกันหนาวหรือผ้าห่มที่มีความหนาพอสมควรควร สำหรับทำให้ร่างกายอบอุ่นตลอดเวลา

 

 

 

 

 

 

 

2. เครื่องทำน้ำอุ่น : อากาศหนาว หลายคนก็หลีกเลี่ยงที่จะอาบน้ำเย็นหรือเย็นจัด ขออาบเป็นน้ำร้อนแทน แต่จริงๆ แล้วการอาบน้ำร้อนบ่อยๆ อันตรายต่อผิวของเราอย่างมาก ทางที่ควรใช้เครื่องทำน้ำอุ่นให้เป็นประโยชน์ โดยอาบน้ำอุ่นในอุณหภูมิที่พอดีกับร่างกายจะดีกว่า

 

 

 

 

 

 

 

 

3. ทานเครื่องดื่มร้อนๆ อุ่นๆ : กาแฟร้อน โกโก้ร้อน รวมไปถึงเครื่องดื่มต่างๆ ที่เป็นเครื่องดื่มร้อน จะช่วยคลายความหนาวในร่างกายของคุณได้อย่างดีเลยทีเดียว นอกจากนี้ หากจะรับประทานน้ำดื่ม ก็ควรเลือกดื่มน้ำอุ่นจะดีต่อร่ายกาย หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำที่ต้มจนร้อนสุกเด็ดขาด อันตรายต่อร่างกายและช่องปากอย่างมาก

 

 

 

 

 

 

 

4. ปิดแอร์ : เชื่อว่าในช่วงฤดูหนาว หลายบ้านก็ไม่เปิดแอร์ เพราะเปิดแล้วก็จะทำให้ยิ่งหนาวมากขึ้น นี่ก็ถือเป็นเรื่องที่ดีที่ในช่วงฤดูหนาวจะช่วยเราประหยัดค่าไฟจากเครื่องปรับอากาศได้อย่างมากเลยทีเดียว แต่ถ้าจำเป็นต้องมีลมพัดสักเล็กน้อยภายในบ้าน ใช้เป็นพัดลมก็จะช่วยได้

 

 

 

 

 

 

 

5. ออกกำลังกาย : การออกกำลังกายจะช่วยให้ร่างกายเกิดความอบอุ่น ทุกเช้าในช่วงฤดูหนาว ลองใช้เวลาสัก 30 นาที ลุกขึ้นมาออกกำลังกายด้วยกายวิ่งหรือยืดเสนยืดสายสักเล็กน้อย เพื่อช่วยคลายความหนาวในร่ายกายของเรา

 

 

 

 

 

 

 

 

6. ผิงไฟ : อันนี้เป็นวิธีคลายความหนาวที่คลาสลิกมากๆ เห็นได้จากในต่างจังหวัด พื้นที่ทุรกันดาร โดยเฉพาะถ้าต้องอยู่ภายในป่า การก่อกองไฟ นั่งล้อมวงอยู่ริมกองไฟ เป็นวิธีช่วยคลายความหนาวได้อย่างดีเลยทีเดียว

 

 

 

 

 

 

 

7. ทาโลชั่น : สำคัญมากๆ ไม่ว่าจะหญิงหรือชายถ้าไม่อยากผิวแตกหรือผิวเสีย อย่าลืมทาโลชั่นเพื่อเพิ่มความชุ่มชื่นให้แก่ผิวพรรณ เพื่อที่ผิวพรรณของคุณจะได้ไม่แตกหรือเสียเนื่องจากากาศที่หนาวจัด

 

 

 

 

 

 

 

 

อีกไม่กี่วันก็จะเข้าสู่ฤดูหนาวอย่างเป็นทางการแล้ว คุณเองก็อย่าลืมเตรียมพร้อมรับมือฤดูหนาวด้วยวิธีที่กล่าไป อาจจะไม่ต้องทุกข้อก็ได้ รับรองเลยว่าถ้าคุณเตรียมความพร้อมไว้แล้ว เมื่อหน้ากนาวเข้ามาเยือนในประเทศไทย คุณจะใช้ชีวิตในช่วงหน้าหนาวได้อย่างสบายในที่สุด

 

ทีมงานกินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต