_1.jpg

kinyupen_adminMarch 27, 2020

จากปัญหาการระบาดของโรคโควิด19 ที่กำลังทวีความรุนแรงและขยายไปทั่วทุกภูมิภาคของโลก ทำให้หน่วยงานด้านความมั่นคงทางอาหารของโลก ได้ออกมาแสดงความวิตกกังวลว่าปัญหาเรื่องการขาดแคลนอาหารที่อาจจะทวีความรุนแรงมากขึ้น เพราะการที่ประชากรของแต่ละประเทศทั่วโลกต้องเผชิญมาตรการล็อกดาวน์จากการต่อสู้กับโรคโควิด19 ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ว่าผู้ส่งออกด้านการเกษตรสำคัญที่เป็นแหล่งอาหารของโลกอาจจะต้องจำกัดการส่งออก

 

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานระบุว่า หลังจากการระบาดของไวรัสโคโรนา สายพันธุ์ใหม่ครอบคลุมไปทุกทวีปของโลก ทำให้ประชากรในทุกประเทศต่างแตกตื่น พากันกักตุนสินค้าจำเป็นที่ใช้ในครัวเรือนอย่างตื่นตระหนก ซึ่งเป็นการกักตุนอาหาร โดยเฉพาะอาหารประเภทแป้ง ทำให้สินค้าเหล่านี้เริ่มหาซื้อยากมากขึ้นในหลายประเทศ และสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้มีความกังวลว่า รัฐบาลบางประเทศอาจจะดำเนินการเพื่อเก็บอาหารไว้ภายในประเทศเพื่อความมั่นใจว่าจะมีอาหารเพียงต่อการบริโภคภายในประเทศ ในขณะที่ห่วงโซ่อุปทานได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรค โดยเฉพาะหากผู้ส่งออกรายใหญ่เริ่มเก็บตุนพืชเกษตร เช่น ข้าว ที่จะถูกนำมาผลิตเป็นแป้ง และเป็นอาหารหลักของคนทั่วโลกนั่นย่อมจะส่งผลต่อความมั่นคงทางอาหารของโลกอย่างแท้จริง

 

ปัจจุบันมีรายงานว่าเวียดนามซึ่งเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ ได้เริ่มจำกัด การส่งออกข้าวแล้วเนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับความพร้อมใช้งานภายในประเทศ ซึ่งหากเวียดนามยังคงห้ามการส่งออก อุปทานของข้าวในตลาดโลกลดลงประมาณ 10-15% ในระยะเวลาอันใกล้นี้ และกลุ่มประเทศในแถบอาจเผชิญกับปัญหาหากเกิดการหยุดชะงักของการส่งออกนี้

 

ขณะที่ในประเทศอินเดียซึ่งเป็นผู้ส่งออกข้าวชั้นนำระดับโลกเพิ่งเข้าสู่มาตรการล็อกดาวน์เป็นเวลาสามสัปดาห์ซึ่งทำให้ช่องทางโลจิสติกส์หลายช่องหยุดชะงักนั่นหมายถึงกระบวนการส่งออก หรือขนส่งอาหารจะถูกหยุดตามไปด้วย นอกจากนี้สหภาพผู้ค้าน้ำมันพืชของรัสเซียก็เรียกร้องให้มีการ จำกัด การส่งออกเมล็ดทานตะวันและผลผลิตน้ำมันปาล์มได้ชะลอตัวลง ซึ่งรัสเซียถือเป็นผู้ผลิตน้ำมันปาล์มเป็นอันดับสองรองจากมาเลเซีย นอกจากนี้รัสเซีย ยูเครนและคาซัคสถาน จะยังส่งออกข้าวสาลีได้หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตของปี 2562 แต่ผู้ค้าสินค้าด้านเกษตรของโลกก็ยังมีความกังวลอยู่ดี โดยเฉพาะการจำกัดการส่งออกของรัสเซียที่เป็นผู้ส่งออกข้าวสาลี และ ธัญพืชชนิดอื่นๆ ไปยังตลาดอาหารต่างๆ ในแถบยุโรป

 

ปัญหาความกังวลเรื่องของการขาดความมั่นคงทางอาหารยังกระจายไปทั่วทุกภูมิภาคของโลก เนื่องจากในหลายประเทศได้รับผลกระทบจากโรคระบาดนี้ และรัฐบาลบางประเทศก็พยายามที่จะหาวิธีเพื่อกักตุนเสบียงอาหารไว้ให้กับผู้คนในประเทศ รวมถึงยังคงมีความล่าช้าจากการขนส่ง เช่น รัฐบาลอียิปต์ที่ยังต้องรอข้าวสาลีสำหรับทำอาหารให้มาถึงโดยเร็วแต่เกิดการล่าช้าจากการปิดการทำงานของบริษัทขนส่ง ทำให้พวกเขาต้องออกมาระบุว่า อียิปต์มีสต๊อกสินค้าเหล่านี้อยู่ได้เพียงอีก สี่เดือนข้างหน้าเท่านั้น เช่นเดียวกับรัฐบาลอิรักที่ระบุว่า จำเป็นต้องนำเข้าข้าวสาลี 1 ล้านตันและข้าว 250,000 ตันหลังจากที่คณะกรรมการวิกฤติได้แนะนำให้เพิ่มสต๊อกอาหาร ขณะที่รัฐบาลกาตาร์ได้นามข้อตกลงเพื่อเพิ่มปริมาณสำรองด้านอาหารด้วย

 

สำหรับประเทศในภูมิภาคเอเชีย ดูเหมือนว่ายังไม่ได้รับผลกระทบมากนัก โดยผู้ค้ารายหนึ่งในสิงคโปร์กล่าวว่า จนถึงขณะนี้เขายังไม่ได้รับคำสั่งซื้อข้าวสาลีเพิ่มเติมกว่าปกติแต่อย่างใด ซึ่งจากข้อมูลผลผลิตของกรมวิชาการเกษตรคาดการณ์ว่าผลผลิตข้าวและข้าวสาลีทั่วโลกซึ่งเป็นพืชอาหารที่มีการซื้อขายกันอย่างกว้างขวางทั่วโลกจะสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 1.26 พันล้านตันในปีนี้

 

อย่างไรก็ตามหากพิจารณาจากราคาสินค้าเกษตรในเวลานี้ พบว่าราคาข้าวในตลาดโลกกำลังปรับตัวสูงขึ้น หลังจากเกิดปัญหาเรื่องการขนส่ง โดยเวียดนามหยุดส่งออก อินเดียอยู่ในช่วงปิดทำการและประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศส่งออกข้าวสำคัญก็อาจจะออกมาตรการเช่นเดียวกันนั้นและนั่นหมายถึงราคาข้าวจะสูงขึ้นอย่างแน่นอน

 

ปัจจุบัน ราคาข้าวในประเทศไทยสูงขึ้นกว่า 11% นับตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์สู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2556 ที่ระดับ 492.5 ดอลลาร์ต่อตัน ทั้งนี้ผู้ค้าข้าวของสิงคโปร์รายนี้ระบุว่า ไม่คิดว่าจะมีการขาดแคลนข้าว เพราะมีข้อมูลว่าอินเดียที่สินค้าคงเหลือมีขนาดใหญ่มาก แต่กลับพบว่าสินค้าคงคลังเหล่านั้นไม่ได้กระจายอย่างเท่าเทียมกัน เพราะส่วนใหญ่กระจายอยู่ในจีนและอินเดียเพียงอย่างเดียวเท่านั้น นั่นหมายถึงผู้ซื้อข้าวรายใหญ่ เช่นฟิลิปปินส์ผู้นำเข้ารายใหญ่และอื่น ๆ ในเอเชียและแอฟริกาอาจมีความเสี่ยงหากประเทศส่งออกข้าวรายใหญ่จำกัดการส่งออก ก็อาจจะประสบปัญหาเรื่องอาหารไม่เพียงพอได้


_หุ้นปันผลดี_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 23, 2020

กินอยู่เป็น 360 องศา ชวนมองมุมบวกเปลี่ยนโหมดความรู้สึกสร้างโอกาสออมเงินระยะยาวในช่วงวิกฤติโรคระบาด ตลาดหุ้นร่วงเหลือ 1,000 จุด รวมถึงราคาน้ำมันที่ลดต่ำลง เพราะถ้าถือคติว่าประวัติศาสตร์ย่อมซ้ำรอย นั่นก็จะหมายถึงอะไรที่ลงต่ำ สุดท้ายก็ต้องขยับตัวขึ้น

 

ดังนั้นในแง่ของการที่หุ้นตกลงขนาดนี้ หากใส่ใจติดตามถ้าต่ำลงอีก (มีการประมาณการณ์ว่าดัชนีน่าจะลงไปอยู่ที่ 950 – 921 จุด) ก็เป็นโอกาสสำหรับการออมเงินระยะยาวโดยเลือกซื้อหุ้นพื้นฐานปันผลดีมาเก็บไว้แต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขรอให้เป็น เย็นให้พอ เพราะจะใช้เวลาในการสร้างราคา ปันผลกำไรซึ่งวิธีการนี้เหมาะสำหรับผู้ที่คาดว่าจะไม่ใช้เงินลงทุนจำนวนนี้ 3 – 5 ปี และไม่จำเป็นต้องใช้เงินก้อนใหญ่ และคิดภายใต้หลักการกระจายเงินออมระยะยาวโดยอาจเป็นหลักพัน หรือ หลักหมื่น

 

หลักการลงทุนในหุ้นพื้นฐานดี  กินอยู่เป็น ไปรวบรวมมาให้โดย บล.ทิสโก้ เคยให้หลักประเมินไว้ 3 ข้อ

  1. ดูอดีต ว่าบริษัทจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอต่อเนื่องแค่ไหน หากจะให้ดีควรเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 3%
  2. ดูปัจจุบันฐานะการเงินบริษัทมีหนี้เยอะหรือไม่ มีกำไรหรือไม่ เพราะถ้าหนี้เยอะโอกาสจ่ายปันผลอาจไม่ดีเท่าอดีต
  3. ดูอนาคต โดยประเมินแนวโน้มศักยภาพอุตสาหกรรม หรือ ธุรกิจว่า 10 ปีข้างหน้า มีหนทางสว่างไหม

 

หากใช้หลักเกณฑ์ข้างต้นผสมกับข้อมูลตลาดหลักทรัพย์ด้านหุ้นปันผลที่น่าลงทุนโดยใช้เกณฑ์บริษัทมีกำไรและกระแสเงินสดเป็นบวก จ่ายเงินปันผลต่อเนื่อง 5 ปีมีคะแนนธรรมาภิบาลในระดับ “ดี” ขึ้นไป พบว่ามีถึง 66  บริษัทที่มีการปันผลตั้งแต่ 5 %-10%

 

แต่ทั้งนี้หมายเหตุ!! ตัวโตการลงทุนหุ้นในภาวะนี้ต้องเย็นให้พอ รอให้เป็น และคำนวณภายใต้การคาดการณ์ไวรัสโควิด-19 จะจบภายในสิ้นปี 2563 และไม่มีอะไรร้ายกว่าสถานการณ์โลกที่เป็นอยู่

 


2-พลิกมุมบวกเป็นโอกาสจากไวรัสโควิด-19_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 23, 2020

“ตกลงเราป่วยหรือยัง ไปตรวจดีไหม แล้วถ้าโดนกักตัวต้องทำยังไงดี ชีวิตจะแย่หรือไม่ ถ้าตกงานจะเอาอะไรกิน ตอนนี้มืดแปดด้านไปหมด” นี่น่าจะเป็นอารมณ์ที่คนในสังคมกำลังเผชิญอยู่ขณะนี้ หลังทีท่าการระบาดของโรคโควิด–19 ยังคงมีแนวโน้มขยายตัวลุกลามมากขึ้นเรื่อยๆ

 

เวลานี้สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับพวกเราทุกคน คือ ป้องกันตนเองอย่างเคร่งครัด ติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้และไม่วิตกเกินไป ทั้งให้คิดว่า วิกฤตนี้เราไม่ได้เผชิญเพียงลำพังแต่ทั่วโลกกำลังเผชิญและต่อสู้มันไปกับเราด้วย สถานการณ์วันนี้มันเหมือนกับการ Set up หรือ Big Cleaning ครั้งใหญ่ของโลก แต่ด้วยการร่วมแรงร่วมใจของชาติต่างๆ ที่กำลังหาทางรับมือ คิดค้นพัฒนาวัคซีน จงเชื่อมั่นเถอะว่าวันหนึ่งมันก็จะผ่านพ้นไปด้วยดี

 

 

แต่ทุกวิกฤตย่อมสร้างโอกาสเสมอ เพราะช่วงที่เศรษฐกิจก้ำกึ่งจะหยุดชะงักงันชั่วขณะก็อาจทำให้หลายคนได้มีเวลาอยู่บ้านกับครอบครัว มีเวลาอ่านหนังสือที่ซื้อมาแล้วยังไม่ได้อ่าน ดูเน็ตฟลิกซ์ดูซีรี่ย์ยาวๆ  มีเวลาทบทวนจัดระเบียบชีวิตให้รอบคอบรัดกุมยิ่งขึ้น

 

ใครที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงและเฝ้าระวังควรมีจิตสำนึกระมัดระวังดูแลตัวเองไม่ให้เชื้อแพร่สู่ผู้อื่น ส่วนผู้ที่ติดเชื้อก็อย่าตื่นตระหนกจนเกินไปเพราะยังพอมีแนวทางรับมือ ทั้งเป็นแล้วก็ไม่ได้หมายความว่าจะเสียชีวิตทุกคนอัตรายังต่ำกว่าโรคระบาดในอดีตมาก จึงอยากให้โฟกัสมองชีวิตในมุมบวกและมีสติอยู่กับตัวเองให้มากขึ้น แล้วอาจจะพบโอกาสดีๆ ที่เกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤตินี้

 

ตลอดสัปดาห์นี้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอรวบรวมเทคนิคง่ายๆ ที่เหมาะสำหรับการใช้ชีวิตในช่วงนี้มาฝากกัน โดยเป็นเรื่องเกี่ยวกับพื้นฐานจำเป็น ได้แก่ “วางแผนการเงิน – อาหารการกินสุขภาพ – จัดที่อยู่อาศัย” ที่คาดจะช่วยสร้างประโยชน์ต่อผู้อ่านได้ไม่มากก็น้อย พบกันตอนแรกพรุ่งนี้ เวลา 7.00 น.


Content_10ปี-เงินเฟ้อ_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 6, 2020

“ภาวะเงินเฟ้อ” เป็นภาวะที่ราคาสินค้าและบริการมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มาดูกันดีกว่าว่าสินค้าหรือบริการอะไรบ้างที่ปรับราคาแพงขึ้นจากภาวะเงินเฟ้อ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตรวบรวมเอาไว้ให้แล้ว

 

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับเรื่องเงินๆ ทองๆ กันสักนิดนึง เชื่อว่าเมื่อก่อนใครหลายๆ คน ที่ชอบจับจ่ายใช้สอยคงจะคุ้นชินกับสินค้าประจำและราคาที่จะคุ้นชินและจำได้อยู่แล้ว แต่มาในปัจจุบันนี้สินค้าบางอย่างยังมีอยู่ แต่ไม่ใช่ราคาเดิมที่เคยซื้อเหมือนเช่นเมื่อก่อน ด้วยปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป ส่งผลให้ราคาสินค้ากลายเป็นว่าปรับตัวเพิ่มขึ้นซะอย่างงั้น ลักษณะแบบนี้เราเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ภาวะเงินเฟ้อ นั่นเอง

 

ภาวะเงินเฟ้อคืออะไร?

 

ภาวะเงินเฟ้อ เป็นภาวะเศรษฐกิจที่ระดับราคาสินค้าและบริการมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หรืออธิบายง่ายๆ ก็คือ เมื่อก่อนเงิน 20 บาท เราสามารถทานบะหมี่ได้ 1 ชาม แต่ปัจจุบันเงิน 20 บาท ไม่สามารถซื้อบะหมี่แบบที่เคยรับประทานได้แล้วนั่นเอง แล้วในอนาคตราคาอาจจะปรับสูงขึ้นกว่าเดิมอีกก็เป็นไปได้ สรุปก็คือ สินค้ามันราคาแพงขึ้นจากหลายๆ ปัจจัยของเศรษฐกิจส่งผลให้ต้นทุนของสินค้าต้องปรับตัวสูงขึ้น และก็เป็นผลให้ราคาสินค้าแพงขึ้นเช่นเดียวกัน

 

ภาวะเงินเฟ้อเกิดจากสาเหตุอะไร?

 

สาเหตุของภาวะเงินเฟ้อมีด้วยกัน 3 อย่าง คือ เงินเฟ้อที่เกิดทางด้านอุปสงค์ เงินเฟ้อที่เกิดทางด้านอุปทาน และ เงินเฟ้อที่เกิดจากการที่รัฐบาลพิมพ์เงินเพิ่มจำนวนมาก

 

  1. Demand-Pull Inflation เงินเฟ้อที่เกิดทางด้านอุปสงค์ : เกิดจากความต้องการที่มีมากกว่าปริมาณสินค้าและบริการที่มีอยู่ในขณะนั้น จึงดึงให้ราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้น ส่วนใหญ่จะเกิดในสภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตค่อนข้างร้อนแรง คนมีรายได้เพิ่มขึ้นเร็วกว่าที่การผลิตสินค้าโดยรวมจะตามทัน เมื่อความต้องการมีมากกว่าสินค้า ราคาของสินค้าก็เพิ่มขึ้น

 

  1. Cost-Push Inflation เงินเฟ้อที่เกิดทางด้านอุปทาน : เกิดจากต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น ทำให้ผู้ผลิตปรับราคาสินค้าเพิ่มขึ้นตาม โดยปัจจัยหลักที่มีผลต่อต้นทุนการผลิต คือ น้ำมัน สินค้าโภคภัณฑ์ประเภทอื่นที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิต เช่น ยางพารา รวมไปถึงการเรียกร้องค่าจ้างสูงขึ้น เมื่อราคาน้ำมัน ยางพารา และค่าจ้างเพิ่มขึ้น ผู้ผลิตก็ต้องผลักภาระให้ผู้บริโภคด้วยการปรับราคาสินค้าจึงมีผลให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น

 

  1. Printing Money Inflation เงินเฟ้อที่เกิดจากการที่รัฐบาลพิมพ์เงินเพิ่มจำนวนมาก : ส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงของปริมาณเงินในระบบ เห็นได้ชัดในกลุ่มประเทศลาตินอเมริกาช่วงปี 1980 รัฐบาลเห็นว่าประชาชนไม่มีเงินจึงพิมพ์เงินเพิ่ม ทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อขั้นรุนแรง (Hyperinflation ) คนมีเงินมากขึ้นแต่ซื้อของไม่ได้เพราะราคาสินค้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหรือไม่มีสินค้าขาย หรือในอีกแง่หนึ่ง คือ มูลค่าเงินด้อยค่าลงอย่างรวดเร็วนั่นเอง

 

 

คราวนี้หากเราย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว มาดูกันว่าสินค้าหรือบริการอะไรบ้างที่ปรับราคาแพงขึ้นจากภาวะเงินเฟ้อ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตรวบรวมเอาไว้ให้แล้ว

 

  1. ราคาทอง: ย้อนกลับไปเมื่อ 10 กว่าปีก่อน ประมาณปี พ.ศ. 2548 ราคาทองตอนนั้นอยู่ที่ประมาณไม่เกิน 10,000 บาท (อ้างอิงจาก : https://positioningmag.com/26713) แต่พอเข้าช่วงกลางเดือนของปี พ.ศ. 2549 กลายเป็นว่าราคาทองกลับแตะขึ้นมาที่หลักหมื่นเสียแล้ว จนปี พ.ศ. 2552 ราคาทองแตะขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 14,000 – 17,000 บาท ทั้งรับซื้อและขายออก กระทั่งมาถึงปัจจุบัน (ก.พ. 2563) ราคาทองทั้งซื้อและขายพุ่งสูงอยู่ที่ประมาณ 25,000 บาท เรียกได้ว่าราคาปรับเกินครึ่งหนึ่งเลยก็ว่าได้ (อ้างอิงจาก : https://www.goldtraders.or.th/UpdatePriceList.aspx)

 

  1. ราคาน้ำมัน : ราคาน้ำมันใน 10 ปีที่แล้ว อย่างน้ำมันเบนซินอยู่ที่ประมาณ 16 – 17 บาท/ลิตร กระทั่งปัจจุบัน (ก.พ. 2563) ราคาน้ำมันปรับขึ้นอีกประมาณ 10 บาท ทำให้ราคาน้ำมัน ณ ตอนนี้อยู่ที่ลิตรละประมาณ 32 – 34 บาท

 

  1. รายได้ขั้นต่ำ (ต่อวัน) : ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เงินค่าจ้างรายวันอยู่ที่ประมาณ 200 บาทเท่านั้นเอง แต่พอเข้ายุคปัจจุบันหลากหลายรัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศก็ให้ความสำคัญกับเรื่องของค่าครองชีพ โดยมีนโยบายปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ จนตอนนี้อยู่ประมาณ 335 บาท/วัน (ก.พ. 2563)

 

  1. ราคาค่าโดยสาร : เมื่อปี พ.ศ. 2546 ค่ารถเมล์ ขสมก. เริ่มต้นขั้นต่ำที่ 3.50 บาทตลอดสาย (กรณีเป็นรถร้อน) ส่วนรถยูโรทู ก็เริ่มต้นที่ 10 – 18 บาท ตามระยะทาง จนกระทั่ง 1 ก.พ. 2567 ค่ารถเมล์ ขสมก. เริ่มปรับราคาขึ้นเป็น 4 บาท (อ้างอิงจาก : https://bit.ly/2Nx4vBI ) แต่ในปัจจุบัน ค่ารถเมล์กลับกระโดดพุ่งขึ้นอีกหนึ่งเท่าตัว อย่างตอนนี้ค่ารถโดยสาร ขสมก. (รถร้อน) อยู่ที่ 8 บาทตลอดสาย ส่วนรถยูโรทูราคาขั้นต่ำเริ่มต้นที่ 13 – 25 บาทแล้ว

 

  1. ตั๋วชมภาพยนตร์ : เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ค่าตั๋วชมภาพยนตร์ที่นั่งปกติอยู่ที่ 120 บาท (ภาพยนตร์เข้าใหม่อยู่ที่ 140 บาท) แต่พอมาในปัจจุบัน ค่าตั๋วชมภาพยนตร์ที่นั่งปกติอยู่ที่มูลค่า 190 – 260 บาทเสียแล้ว (ถ้าเป็นที่นั่งแบบพิเศษราคาจะปรับตัวสูงขึ้นกว่านี้)

 

  1. ราคาอาหาร : เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ราคาอาหาร เช่น อาหารตามสั่งหรือข้าวราดแกง เริ่มต้นที่ 20 – 30 บาทโดยประมาณ แต่ใจปัจจุบัน ราคาอาหารตามร้านต่างๆ เริ่มสตาร์ทขั้นต่ำอยู่ที่ 30 – 45 บาท บางร้าน เช่น ในห้างสรรพสินค้า หรือ ศูนย์อาหารในห้างฯ เริ่มต้นที่ 40 บาทขึ้นไปจนถึงหลักร้อยด้วย

 

จะเห็นได้ว่า ราคาสินค้าและบริการเมื่อทศวรรษที่ผ่านมามีการปรับเปลี่ยนไปอย่างก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับยุคปัจจุบันจากภาวะของเงินเฟ้อ ซึ่งในความเป็นจริงไม่ได้มีเพียงสินค้าหรือบริการแค่ 5 อย่างตามที่เกริ่นไปข้างต้นเท่านั้น ยังมีอะไรอีกเยอะแยะมากมายจากภาวะเงินเฟ้อดังกล่าว แล้วเราจะต้องแก้ปัญหาอย่างไรดี ?

 

เราลองย้อนกลับมาดูว่าทุกวันนี้เรามีเงินเก็บติดตัวเอาไว้แล้วหรือยัง ถ้ายังไม่มีเราคงต้องเริ่มเก็บเงินได้แล้ว ไม่มีคำว่าสายเกินไป เก็บก่อนรวยก่อนนั้นคือเรื่องจริง แต่ถ้าเก็บก่อนแล้วยิ่งมีความรู้ในการจัดการสินทรัพย์ รวยเร็วยิ่งกว่าแน่นอน ฉะนั้น หากมีการบริหารจัดการเงินและการวางแผนที่ดี ก็จะช่วยป้องกันผลกระทบจากเงินเฟ้อได้ อย่ามัวแต่โทษว่าเงินเฟ้อทำให้สินค้าแพงขึ้นเราเลยไม่มีเงินเก็บ ทุกวันนี้เรากลัวเงินไม่พอใช้ หรือเรากลัวเงินไม่พอเก็บกันแน่ และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


-_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 5, 2020

 

  • “คาด GDP ปี นี้โต 0.5% ปัจจัยบวกเศรษฐกิจจะฟื้นตัวในไตรมาส 3 และกิจกรรมเศรษฐกิจกลับมาดี ไตรมาส 4
  • “โควิด -19 คือ ปัญหาที่มาจากเหตุทางธรรมชาติไม่ใช่ทางโครงสร้างเหมือนวิกฤติต้มยำกุ้ง” เพราะฉะนั้นผลกระทบจึงคาดเกิดในระยะสั้น โดยมีสาเหตุที่มาจาก
  1. อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ที่คาดหายไป  8 ล้านคน คำนวณเป็นเงิน ประมาณ 4 แสนล้านบาท
  2. ส่งออก นำเข้าที่ส่วนหนึ่ง ผลกระทบจากจีนปิดประเทศและกระทบกระบวนผลิตเป็นลูกโซ่ ทั้งทางตรงและทางอ้อม
  3. ในประเทศชะลอการใช้จ่าย และกิจกรรมการตลาดต่าง ๆ ที่เลื่อนหรือยกเลิก
  • “ช่วงนี้อาจสลด แต่เตรียมพร้อมฟื้นตัวไตรมาส 3 และดีวันดีคืนไตรมาส 4

 

ขอขอบคุณที่มาจาก : การแถลงข่าว “โควิด-19…ฉุดเศรษฐกิจไทยปี 63” โดย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด


Content_ญี่ปุ่น-ชิมช๊อปใช้_Cover_1.jpg

kinyupen_adminNovember 8, 2019

 

  • สินค้ายอดนิยมทำรายได้ให้ญี่ปุ่น เครื่องสำอาง ยา และขนม ปีละกว่า 3 ล้านล้านบาท
  • นักท่องเที่ยวที่นิยมเที่ยวญี่ปุ่น 5 อันดับแรกคือ จีน เกาหลีใต้ ไต้หวัน ฮ่องกง และไทย
  • ปี 2563 ญี่ปุ่นตั้งเป้ามีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าสู่ประเทศ 40 ล้านคน
  • นักท่องเที่ยวใช้เงินชิม ช้อป ใช้ เฉลี่ยต่อหัว 40,000 บาท

 

เมื่อประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกเผชิญภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ทางออกที่กระตุ้นได้เร็วสุดคือ สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวเพราะเป็นวิธีหาเงินและกระจายรายได้เข้าสู่ประเทศและประชาชนเร็วที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเม็ดเงินที่มาจากนักท่องเที่ยวภายในหรือชาวต่างชาติ ดังเห็นได้จากการที่รัฐบาลไทยมีนโยบายชิม ช้อป ใช้

 

ญี่ปุ่น เป็นหนึ่งในประเทศที่ส่งเสริมให้ตัวเองเป็นประเทศแห่งการท่องเที่ยว ดังเห็นได้จากการเปิดวีซ่า การรับเป็นเจ้าภาพกีฬาระดับโลก โดยในปีนี้เป็นเจ้าภาพรักบี้ ปีหน้าเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิก นี่จึงอาจเป็นที่มาของจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยตัวเลขที่คาดการณ์ว่าจะถึง 40 ล้านคนในปี 2563 โดยมีชาวจีนเป็นอันดับ 1 รองมาคือ เกาหลีใต้ อันดับ 3 ไต้หวัน 4 ฮ่องกง และไทยเป็นอันดับที่ 5 (สิงหาคม 2562)

 

ญี่ปุ่น ประเทศในฝันของหลาย ๆ คน เหตุผลที่นักท่องเที่ยวเลือกญี่ปุ่นเป็นประเทศเป้าหมาย คือเสน่ห์ของประเทศที่ผสานระหว่างความเก่าและความใหม่ ไม่ว่าจะเป็นอาคารสถานที่ เพราะมีปราสาท และวัดเก่าแก่ การมีศิลปวัฒนธรรม และอาหารที่เป็นเอกลักษณ์

 

สิ่งที่น่าสนใจในเสน่ห์การท่องเที่ยวของญี่ปุ่น คือ ตัวเลขที่อาจเป็นรายได้แฝงที่เกิดขึ้นจากกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวเอเชีย เพราะคนกลุ่มนี้มีพฤติกรรมที่ต่างจากชาวตะวันตกโดยเฉพาะการกิน และการช้อป เนื่องด้วยพื้นฐานชาวเอเชียที่เป็นครอบครัวใหญ่ ชื่นชอบการกิน รักครอบครัวและญาติ ดังนั้นรายการซื้อฝาก และฝากซื้อจึงมีมากมาย หากนั่งสังเกตในย่านดังของแต่ละเมืองจะเห็นประเภทผลิตภัณฑ์ของญี่ปุ่นที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว 5 อันดับคือเครื่องสำอางและประทินผิว  ผลิตภัณฑ์ยา ขนม  และของที่ระลึก โดยตามข่าวมีการระบุว่ากลุ่มผู้ผลิตต่างลงทุนสร้างโรงงานเพิ่มขึ้น

 

ขณะเดียวกันตัวเลขรายได้ของกลุ่มนี้ในปี 2562 ก็สะท้อนถึงความนิยมได้เป็นอย่างดี โดยรายได้โดยประมาณจากกลุ่มร้านขายยามากกว่า 5 แสนล้านบาท กลุ่มร้านสะดวกซื้อมากกว่า 2 ล้านล้านบาท และ กลุ่มร้านค้าทั่วไปรวมถึงของที่ระลึกมากกว่า 8 แสนล้านบาท (ตัวเลขนี้อาจรวมรายได้ที่มาจากในและนอกประเทศของกลุ่มดังกล่าวก็จะสะท้อนความนิยม)

 

ด้วยเสน่ห์ของรายได้ที่ยวนใจ จึงไม่น่าแปลกใจที่ในปี 2563 ญี่ปุ่นได้มีการลงทุนเพื่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกและการเข้าถึงมากขึ้น ไม่ว่าจะลงทุนขยายทางรถไฟ และทางด่วนเชื่อมสนามบิน เพื่อย่นระยะเวลาให้เร็วขึ้น ปรับปรุงสถานที่ท่องเที่ยวไฮไลท์ของแต่ละเมือง รวมทั้งชาวญี่ปุ่นเองก็เตรียมพร้อมเป็นอาสาสมัครเพื่อช่วยเหลือให้ความสะดวกนักท่องเที่ยวในช่วงดังกล่าว

แต่จะว่าไป ประเทศไทยก็ไม่น้อยหน้า ไม่เช่นนั้นเราคงไม่ติดอันดับ 9 ของโลกในการเป็นประเทศท่องเที่ยวยอดนิยม


_แนะ-5-ช่วงเวลาสุดพิเศษ-ที่ขาช็อปไม่ควรพลาด_web.jpg

kinyupen_adminJuly 30, 2019

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต สรุป 5 ช่วงเวลาพิเศษดีที่สุด ที่สาวกคนชอบช็อปปิ้งไม่ควรพลาดช่วงเวลาดี ๆ แบบนี้ในการเลือกสรรสินค้าคุณภาพดี ลดราคา

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวเอาใจคนชอบช็อปปิ้งกันสักหน่อย เขาว่ากันว่า มันมักจะมีเวลาที่ดีที่สุดในการซื้อสินค้าเกือบทุกอย่าง แต่การที่จะรู้ว่าสินค้าจะลดราคาตอนไหนก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เลย

ดังนั้นนี่คือลิสต์รายการของการช็อปปิ้งทั่ว ๆ ไป ที่สามารถใช้ได้กับของส่วนใหญ่ที่คุณจะต้องซื้อ ด้วยทิปนี้ คุณจะสามารถหาช่วงเวลาที่ดีที่สุดหรืออย่างน้อยก็ช่วงเวลาดี ๆ ในการจับจ่ายสินค้าเกือบทุกอย่าง ด้วย 5 ช่วงเวลาพิเศษที่จะช็อปต่อไปนี้

 1. วันพฤหัสบดี : ช็อปปิ้งในห้างร้านสรรพสินค้า ในช่วงกลางวันหรือช่วงเย็นวันพฤหัสบดี จะช่วยทำให้ได้สินค้าที่คุ้มค่าคุ้มราคา ถึงแม้จะไม่สามารถการันตีได้ทุกครั้งแต่ก็ถือว่าเป็นการลงทุนที่ดี

ตามที่ศาสตราจารย์ คริสเต็น รีจีน  (Kristen Regine) ศาสตราจารย์ด้านการตลาด แห่งมหาวิทยาลัย Johnson&Wales ใน โรดไอแลนด์ ซึ่งได้รับปริญญาเอกด้านการจัดการธุรกิจ กล่าวว่า “วันพฤหัสเป็นวันสำคัญที่ผู้บริโภคควรรู้ เพราะเป็นช่วงเวลาที่ห้างร้านต่างๆจะลดราคา” เธอกล่าวว่า “พวกเค้าเตรียมการสำหรับวันหยุด ซึ่งพวกเค้ารู้ว่าผู้คนจะมาจับจ่ายใช้สอยมากที่สุดในวันศุกร์ เสาร์และอาทิตย์

 

2. วันหยุดสุดสัปดาห์ : ในบางกรณี วันจันทร์ก็เป็นทางเลือกที่ดีกว่า และการคาดหวังการลดราคาครั้งใหญ่ของสัปดาห์ก็มักจะเป็นช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์

Darrin Duber Smith อาจารย์อาวุโส ด้านการตลาดของมหาวิทยาลัย Metropolitan State University of Denver มันสามารถนำไปใช้กับผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งตั๋วลดราคา เช่น รถยนต์ เขากล่าวว่า ช่วง 3 วันสุดสัปดาห์เป็นช่วงเวลาที่ดีที่จะซื้อของ นั่นเป็นกฎทั่วไป เมื่อวันหยุดของพวกเค้าคือวันจันทร์ด้วย นั่นสำคัญมากเพราะมีเวลาให้หยุดถึง 3 วันไม่ใช่แค่ 2

การลดราคาสุดสัปดาห์ที่ได้รับความสนใจ เช่น วันเกิดของวอชิงตันในเดือนกุมภาพันธ์ (presidents day) วันรำลึกถึงผู้พลีชีพเพื่อชาติในเดือนพฤษภาคม (Memorial Day) วันแรงงานในเดือนกันยายน

 

3. งานโล๊ะล้างสต๊อก : กุญแจสำคัญคือการซื้อของช่วงที่ผู้จำหน่าย ล้างสต๊อกสินค้าและย้ายสินค้าไปยังชั้นที่ลดราคา นั่นหมายความว่า หลังจากนั้น ห้างร้านก็จะย้ายสินค้าเก่าออกไปเพื่อที่จะสามารถนำสินค้าใหม่เข้ามาจำหน่าย ตัวอย่างเช่น เฟอร์นิเจอร์ มักจะถูกรีสต๊อก  2  ครั้งต่อปี คือช่วงกุมภาพันธ์และสิงหาคม

จากที่ Duber Smith ได้กล่าวไป นั่นหมายความว่าเฟอร์นิเจอร์รุ่นเก่าจะถูกลดราคาในเดือนมกราคมและกรกฎาคม “สินค้าคงคลังเป็นผลประโยชน์ของร้านค้าปลีกทั้งหมด” เขากล่าว

คุณต้องการที่จะกำจัดมันด้วยราคาทุนหรือต่ำกว่าราคาทุน เพราะคุณสามารถทำเงินได้ จากสินค้าใหม่ที่จะถูกนำมาวางบนชั้น ควรเช็คสินค้าลดราคาบนชั้นเสมอ และในขณะที่คุณอยู่กับมันมุ่งความสนใจไปที่สี Regine กล่าวว่า ผู้จำหน่ายเสื้อผ้าบางราย ทำเครื่องหมายรายการตามสีแทนหมวดหมู่ ตัวอย่างเช่น  คุณอาจจะพบชุดสีฟ้าหลายดอก  หรือสีม่วงหลังจากที่ลดราคาหลังจากที่สีเหล่านั้นไม่ได้รับความสนใจจากผู้บริโภคหรือขายได้ไม่ดี

 

4. ช่วงเวลาลดราคาของปีที่ผ่านมา : ถ้าคุณไม่สามรถจำทั้ง 3 ข้อการลดราคาที่ผ่านมาได้ ก็ทำตามนี้  ผู้ค้าที่เคยเป็นเจ้าภาพลดราคาสินค้าในอดีต  ก็เป็นข้อบ่งชี้ที่ดีว่าจะจัดอีกในอนาคต

Regine ชี้ให้เห็นว่า Sephora มักจะจัดงานลดราคาเครื่องสำอางครั้งใหญ่ในเดือนพฤษภาคม Old Navy มักจะลดราคารองเท้าแตะในทุกๆเดือนมิถุนายน  Amazon จะลดราคาครั้งใหญ่ในช่วงเดือนกรกฎาคม

ผู้จำหน่ายรายอื่นๆ เช่น Bath & Body Works จะลดครั้งใหญ่ปีละ 2 ครั้ง และช่วงเวลา 2 ครั้งของปีมักจะจัดขึ้นในเดือนมกราคมและมิถุนายน แม้ว่าวันจะแตกต่างกันออกไป เพื่อที่จะรู้ว่านี้ลดราลดราคา Regine แนะนำว่าให้ถามพนกงานขายเกี่ยวกับโปรโมชั่นที่กำลังจะมาถึงเร็ว ๆ นี้

ในช่องทางออนไลน์ ถ้าคุณเก็บอีเมล์เก่าๆที่ถูกส่งมาไว้ คุณสามารถติดต่อพนักงานขายและรอการตอบกลับเมื่อพวกเขาลดราคาอีกครั้ง ยึดถือโปรโมชั่นตามอีเมล์ที่ส่งมา เพื่อที่คุณมันจะช่วยให้คุณสามารถเปรียบเทียบราคาราคาราสุดกับราคาที่ร้านค้าเคยเสนอมาในอดีต เพื่อที่คุณจะสามารถประเมิณคุณค่าก่อนที่จะตัดสินใจ ลดราคา 20% จากทั้งร้านก็น่าหลงไหลไม่เท่า ถ้าคุณพบสินค้าเดียวกันที่เสนอให้คุณ 30% เมื่อเดือนที่แล้ว

 

5. แอปสามารถบอกคุณได้ : คุณไม่จำเป็ยนต้องวิ่งเต้นหาข้อมูลด้วยตัวคุณเอง  Regine แนะนำว่าให้เรียนรู้เทคโนโลยีให้ช่วยคุณแก้ปัญหา เมื่อคุณต้องการจะซื้อบางอย่างคุณควรจะดูสักพักหนึ่งก่อน เพื่อจะติดตามความเคลื่อนไหวของโปรโมชั่นและข้อเสนอต่าง ๆ เธอชอบแอพพลิเคชั่น Shop It To Me และ Krazy Coupon Lady ทั้ง 2 คือแอปพลิเคชั่นที่จะช่วยเตือนคุณเมื่อมีสินค้าลดราคาในบางรายการที่คุณต้องการ “ให้แอพทำงานของมันให้คุณ เพราไม่มีอะไรที่ง่ายไปกว่านี้แล้ว นี่คือคำแนะนำ

 

ทั้งหมดนี้ คือ 5 ช่วงเวลาสุดพิเศษ ที่คนชอบช็อปปิ้งสินค้าในราคาพิเศษไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง อย่างไรก็ตาม สำหรับขาช็อปตัวยงและมือใหม่ก็สามารถนำ 5 ช่วงเวลาสุดพิเศษไปปรับใช้ได้ รับรองเลยว่า ถ้าคุณวางแผนและเตรียมตัวมาเป็นอย่างดี การช็อปปิ้งของคุณจะมีความสุขมาก ๆ เลยทีเดียว และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


_เลี่ยงซะ-6-พฤติกรรมการใช้เงินแบบยอดแย่_WEB.jpg

kinyupen_adminJuly 22, 2019

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวม 6 พฤติกรรมการใช้จ่ายเงินแบบยอดแย่ หากมีพฤติกรรมแบบนี้อยู่บ่อย ๆ ไม่ดีต่อตัวเองอย่างแน่นอน เลี่ยงได้ควรเลี่ยงเสียดีกว่า

ปัจจุบัน หลาย ๆ คนพยายามที่จะเก็บเงินก้อนเป็นของตัวเองสักก้อนหนึ่ง เพื่อที่ว่าจะเอาเก็ยไว้ใช้ในช่วงบั้นปลายชีวิต หรือเอาไว้ใช้ในยามจำเป็น แต่ก็มีหลากหลายอุปสรรคที่เข้ามาขัดขวางความตั้งใจในชีวิตคุณ ทำให้คุณไม่สามารถเก็บเงินได้และไปไม่ถึงเป้าหมายในการออมเงิน พฤติกรรมอะไรบ้างที่เราควร “เปลี่ยน” ตัวเอง เพื่อให้เป้าหมายในการออมเงินที่ดี

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวม 6 การใช้เงินแบบยอดแย่ ยิ่งทำบ่อย ๆ ไม่เป็นผลดีต่อตัวเองแน่นอน มีอะไรบ้าง ไปดูกันเลย

 

1. ไม่วางแผนการเงิน

การมีเป้าหมายทางการเงิน จำเป็นต้องวางไว้ทั้งเป้าหมายในระยะสั้นและระยะยาว คนที่ไม่วางแผนจึงมักจะพบว่า ตัวเองมักมีเรื่องเร่งด่วนอื่นโผล่มาก่อนถึงเป้าหมายเป็นระยะ ๆ ระหว่างการออม เช่น อยากซื้อรถเพราะต้องย้ายที่ทำงานใหม่ เดินทางไกล และเดินทางลำบากกว่าเดิม , อยากได้สมาร์ตโฟนรุ่นใหม่ที่เห็นในโฆษณา หรือแม้แต่อยากต่อเติมห้องนอน ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ที่ไม่ได้อยู่ในแผนจะทำให้เราหยุดออมสำหรับเป้าหมายวัยเกษียณ แล้วหันไปจ่ายเพื่อเรื่องอื่น ๆ ที่คิดว่าสำคัญกว่า และไม่ได้อยู่ในแผนไว้แต่แรก จนทำให้การออมสำหรับเป้าหมายหลักลดระดับความเข้มข้นลงไปจากความต้องการ

 

2. ใช้จ่ายแบบไม่รอบคอบ

บางคนประมาทเพราะคิดว่าตัวเองมีหลักประกันในอนาคต เช่น คิดว่ายังมีเงินจากกองทุนประกันสังคม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ฯลฯ สำรองอยู่เสมอ โดยหลงลืมไปว่า รายได้จากกองทุนเหล่านี้ พอถึงเวลาเข้าจริง ๆ ก็ไม่เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายหลังเกษียณ หรือเหตุฉุกเฉินที่อาจจะเกิดขึ้นได้จากความเจ็บไข้ได้ป่วยที่ไม่ได้คาดคิดไว้ก่อน

 

3. ก่อหนี้ไว้จนเกินตัว

เพราะเป็นหนี้ จึงเป็นเหตุให้ต้องเอาเงินที่จะได้มาในอนาคตไปหักหนี้ที่ก่อไว้ เช่น ปล่อยให้ตัวเองเป็นหนี้บัตรเครดิตทับถม จนต้องกู้เงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือเงินจากกองทุนบำเหน็จบำนาญ เงินจากประกันชีวิต จนท้ายที่สุดไม่มีเงินเหลือไว้ใช้จ่ายเมื่อเกษียณ

 

4. ไม่รู้ว่าตัวเองมีเงินสดเท่าไหร่

ได้เงินมาเท่าไหร่ก็ใช้ไปเท่าที่มี เงินหมดก็เบิกธนาคารออกมาใช้อยู่เรื่อย ๆ ไม่มีการกันเงินไว้เป็นก้อนเป็นประเภทว่าประเภทไหนใช้ได้เมื่อไร พูดง่าย ๆ คือ ไม่เคยทำบัญชีรายรับรายจ่ายของตนเองอย่างเป็นกิจจะลักษณะ

 

5. รายได้ต่ำแต่มีรสนิยมสูง

คนประเภทนี้คือพวกที่ชอบใช้จ่ายเงินเกินตัว จนแต่ไม่เจียม เวลาได้เงินมาก็คิดถึงแต่เรื่องจะใช้เงินอย่างไรจนหมดไม่เหลือเก็บ แถมยังเหนียวหนี้ โดยเฉพาะหนี้บัตรเครดิต ที่มักประวิงเวลาตัวเองด้วยการทยอยจ่ายแต่จ่ายหนี้ขั้นต่ำ ทำให้ต้องเสียค่าดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมทบต้นหลายตลบ กว่าจะรู้ตัวก็หมดทั้งบัญชี ไม่มีเหลือให้เบิก คราวนี้ละต้องกู้หนี้ยืมสินให้เสียดอกเบี้ยหนักขึ้นไปอีก

 

6. บริหารเงินแบบไม่มีความรู้

เห็นใครเขาฮิตอะไรก็แห่ไปลงทุนตามเขา ซื้อทองซื้อหุ้นแบบไม่เคยทำการบ้าน วัน ๆ ก็เอาแต่ตามกระแสโดยไม่สนใจศึกษาหาความรู้ด้วยตนเอง รวมทั้งไม่มีการจัดสรรสินทรัพย์ที่ดีพอ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการเพิ่มพูนความมั่งคั่ง

 

สำหรับใครที่มีพฤติกรรมการใช้จ่ายเงินแบบข้างต้นอยู่ ควรเปลี่ยนพฤติกรรมแย่ ๆ ตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไป และหันมาใส่ใจในเรื่องของการใช้เงินอย่างมีสติ ชาญฉลาด จะทำให้เรามีเงินเก็บไว้ใช้ใยยามจำเป็นอย่างแน่นอน และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ที่มา : บทคัดย่อจากหนังสือ ยิ่งจ่ายยิ่งรวย เขียนโดย คุณพรพรรณ จันทรภพ

 

 

 


_รวยจอมปลอม-ใช้ชีวิตติดหรู-แต่หนี้ท่วมหัว_web.jpg

kinyupen_adminMay 23, 2019

มีใครเป็นแบบนี้กันไหม? จะใช้ชีวิตแต่ละอย่างทั้งที ต้องทำตัวให้ดูดีราวกับไฮโซอยู่เสมอ ภาพลักษณ์ภายนอกย่อมสำคัญเป็นอันดับหนึ่งอยู่แล้ว ต่อให้ต้องลงทุนจ่ายมากหรือจ่ายหนักสักเท่าไหร่ก็ยินดีจ่าย เพื่อแลกมากับภาพลักษณ์ที่ตนเองสร้างขึ้นมาเพื่อให้ใครหลาย ๆ คนมองว่า คุณคือผู้ดี ผู้ดีที่มีดีทั้งฐานะ ชื่อเสียงในสังคม ฯลฯ จนเข้าใจไปกว่า คุณคือไฮโซโก้เก๋ดี ๆ นี่เอง

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จะพาไปรู้จักกับบุคคลกลุ่มหนึ่ง ที่สวมบทบาทเป็นคนลักษณะ “รวยจอมปลอม” กล่าวคือ คนกลุ่มนี้จะสร้างภาพลักษณ์ให้ตัวเองดูดีราวกับเป็นไฮโซ ร่ำรวย มีฐานะ มีชาติตระกูลที่สูงส่ง แต่ในชีวิตจริงแล้ว ฐานะของตัวเองไม่ได้เป็นคนร่ำรวย มีคฤหาสถ์หลังใหญ่ ๆ มีหนี้สินรัดตัวมากมาย มีรายรับที่ไม่เพียงพอกับรายจ่าย ทำให้ต้องใช้ชีวิตส่วนตัวแบบขัดสน แต่การจะออกงานสังคมทั้งที คนกลุ่มนี้จะพยายามปกปิดสถานะที่แท้จริงของตัวเอง เพื่อไม่ให้รู้สึกว่าตัวเองนั้นเป็น “กาในฝูงหงษ์”

เรื่องราวแบบนี้ไม่ได้มีแค่ในละครน้ำเน่าที่ออนแอร์ทางโทรทัศน์แต่อย่างเดียว ในชีวิตจริงคนแบบนี้มีอยู่จำนวนมาก ส่วนใหญ่เลียนแบบพฤติกรรมจากละครโทรทัศน์ทั้งนั้น เห็นตัวละครนี้ทำก็ทำตามเขาบ้าง จนลืมนึกไปว่าโลกแห่งความจริงไม่ได้สวยหรูเหมือนในพล็อตเรื่องละคร

แน่นอนว่า การสร้างภาพลักษณ์ที่ดีอาจจะเป็นเรื่องปกติที่ใครหลาย ๆ คนเขาก็ทำกัน เพราะเวลาออกงานสังคม หัวจรดเท้าก็ต้องดูเป๊ะเวอร์อยู่แล้ว เพราะถ้าไม่เป๊ะเว่อร์ คนในงานอาจจะมองคุณด้วยสายตาแบบเหยียดหยามหรือมองด้วยความประหลาด นี่ล่ะภาพลักษณ์สำคัญอยู่เสมอ แต่บางคนก็ลืมไปว่าภาพลักษณ์ที่ดีไม่ได้หมายความว่า เราจะต้องแสดงตัวเองเป็นคนรวย มีฐานะให้คนอื่นเขารับทราบหรือชื่นชมเสมอไป เพราะความจริงก็คือความจริง หากจับได้ภายหลังว่าคุณนั้น “รวยจอมปลอม” น่าอับอายยิ่งกว่า

มีกรณีศึกษาของ Lissette Calveiro หญิงสาวชาวอเมริกันวัย 26 ปี ที่ย้ายมาใช้ชีวิตอยู่ในนิวยอร์คเมื่อปี ค.ศ.2013 (พ.ศ.2556) เธอเปรียบชีวิตของตัวราวกับใช้ชีวิตอยู่ในซีรีย์ Sex and the city พยายามสร้างโลกใบใหม่ขึ้นมาบนโลกออนไลน์ โชว์ว่าตัวเองร่ำรวย มีฐานะและชาติตระกูลที่ดี ใช้เสื้อผ้ามีแบรนด์ดังและหรูหรา โพสต์ภาพตัวเองกับเสื้อผ้าที่ซื้อมาจากแบรนด์ดังลงอินสตาแกรมส่วนตัว เพื่อให้คนที่ได้เห็นต้องรู้สึกอิจฉาตาร้อน จนมีผู้ติดตามบนไอจีของเธอนับหมื่นราย ณ ตอนนั้นเธอคิดเพียงแค่ว่า ขอให้ตัวเองดูดี เพอร์เฟค ราวกับเซเลบ ให้ทุก ๆ คนที่เห็นได้รู้จักเสียก่อน ส่วนอนาคตจะเป็นอย่างไรนั้นค่อยว่ากันอีกที ด้วยความคิดเช่นนี้ Lissette Calveiro ก็ใช้เงินไปกับการช็อปปิ้งและท่องเที่ยวอย่างสนุกสนาน จนกระทั่งชีวิตถึงจุดพลิกผันขึ้นมาทัน เนื่องจากเธอกลายเป็นหนี้ก้อนโตประมาณ 10,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 313,000 บาทไทย)

เมื่อเธอต้องเผชิญกับปัญหาใหญ่หลวงนี้ เธอจึงตัดสินใจเปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นคนใหม่ เริ่มใช้จ่ายเงินอย่างประหยัดมากขึ้น จากเดิมที่เคยใช้ชีวิตแบเซเลบ ใช้จ่ายเงินอย่างสุรุ่ยสุร่าย เพื่อให้ได้มาซึ่งภาพลักษณ์และการมีหน้ามีตาในสังคม โดยเริ่มจากย้ายไปใช้ชีวิตในห้องพัก หารค่าห้องร่วมกับรูมเมทจากราคา 700 ดอลลาร์/เดือน (ประมาณ 21,000 บาทไทย) และก็เริ่มทำอาหารรับประทานเอง หลีกเลี่ยงการซื้ออาหารแพงหรือร้านภัตตาคารหรู ใช้งบค่าอาหารเพียงอาทิตย์ละ 35 ดอลลาร์ (ประมาณ 1,000 บาทไทย)

ส่วนเสื้อผ้านั้นเธอใช้บริการจากร้านเช่าชุด ที่ให้เช่าชุดหรู กระเป๋า และเครื่องประดับแบรนด์เนม โดยเสียค่าสมาชิกเดือนละ 130 ดอลลาร์ (ประมาณ 4,000 บาทไทย) จนทำให้เธอกลับมาใช้ชีวิตหรูหราได้บนโลกโซเชียลฯ อีกครั้ง จากความตั้งใจประหยัด มธยัสถ์นั้นเอง เธอสามารถเคลียร์หนี้ก้อนโตจนหมด โดยใช้เวลาภายในเพียง 14 เดือนเท่านั้น

ฉะนั้น คุณลองถามตัวเองดูว่า คุณเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่เลือกสร้างภาพลักษณ์แบบเซเลบ “รวยจอมปลอม” แบบนั้นหรือไม่? จงทำความเข้าใจเสียใหม่ว่า การสร้างภาพลักษณ์ของตัวเองให้ดูดี มีความเป็นเซเลบ และมีจุดยืนในสังคมแบบสง่า ไม่ได้อยู่ที่ว่าตัวคุณมีฐานะร่ำรวย มีชาติตระกูลดี แต่อยู่ที่จิตใจที่ดี และพฤติกรรมที่ดีของเรามากกว่า อย่าไปยึดติดกับภาพของเหล่าไฮโซหรือเหล่าคุณนายใส่ตุ้มหูเพชร 7 กะรัตราคาแพง ๆ เสียทั้งหมด จงอยู่ในสถานะระดับปานกลาง ไม่อวดร่ำอวดรวย ไม่สร้างภาพให้ตัวเองเป็นไฮโซมีเงินมากมาย มีรถสปอร์ทหรู ๆ ขับเข้ามาในงาน รู้สถานะของตัวเองว่าเราเป็นใคร มาจากไหน ไม่ลืมตัวเอง แค่นี้ชีวิตของคุณเองก็จะหรูหราขึ้นมาทั้งภายในจิตใจและภายนอกขึ้นมาทันที อย่าลืมว่า ยุคสมัยเปลี่ยนไป ผู้คนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ยึดติดอยู่กับการเลือกคบคนมีฐานะเงินทองร่ำรวย มีชาติตระกูลที่ดีกันแล้ว สมัยนี้เขาวัดกันที่พฤติกรรม ทัศนคติ จิตใจของเรามากกว่า และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


-จ่ายเท่าไหร่ก็ไม่เกลี้ยง.jpg

kinyupen_adminMarch 4, 2019

เชื่อว่าใครหลายๆ คนมีความใฝ่ฝันว่าอยากจะมีเงินมากมายมหาศาล ไว้สำหรับซื้อในสิ่งที่ปรารถนา เพื่อบรรดาลความสุขให้ตนเอง แต่ในชีวิตจริง บางคนไม่ได้ร่ำรวย มีฐานะ มีเงินมากมายขนาดนั้น ขณะที่บางคนค่อนข้างมีฐานะ มีรายรับมากกว่ารายจ่าย คงจะไม่ต้องเครียดกับเรื่องของการใช้จ่ายมากนัก แต่ก็ไม่ควรชะล่าใจ เพราะสุดท้ายคุณก็อาจจะหมดตัวและล้มละลายจากการใช้เงินฟุ่มเฟือยในที่สุด วันนี้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตนำวิธีการใช้จ่ายแบบมหาเศรษฐีมาแนะนำ เพื่อให้ทุกคนได้นำไปปรับใช้กัน

การใช้เงินเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นคนรวยหรือจนก็ตาม เราลองมาดูแนวคิดของมหาเศรษฐีชื่อดัง Mark Cuban ที่ผ่านประสบการณ์ต่างๆ มาอย่างมากมาย จนกลายเป็นมหาเศรษฐีที่คนในแวดวงรู้จักกันเป็นอย่างดี

Mark Cuban ในวัย 60 ปี เป็นมหาเศรษฐีชื่อดัง ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากจากการการสวมบทบาทเป็นเจ้าของทีมบาสเก็ตบอลชื่อดัง ชีวิตของ Mark Cuban กว่าจะประสบความสำเร็จจนถึงทุกวันนี้ ต้องพบเจอกับอะไรมามาก ต้องผ่านร้อนผ่านหนาวมาจากยุคฟองสบู่ไอทีแตก

ก่อนหน้านี้ Mark Cuban เคยเปิดบริษัทจำหน่ายซอฟต์แวร์เป็นของตัวเอง มีลูกค้าต่างๆ มากมาย หนึ่งในนั้นคือลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของบริษัท ได้แก่ Perot Systems ก่อนจะตัดสินใจขายบริษัทดังกล่าวเมื่อปี พ.ศ.2533

ชีวิตของ Mark Cuban มาถึงจุดเปลี่ยนครั้งยิ่งใหญ่ เมื่อปี พ.ศ.2543 Mark Cuban ตัดสินใจทุ่มเงินจำนวน 285 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (คิดเป็นเงินไทยประมาณ 8.55 พันล้านบาท) เข้าถือหุ้นใหญ่ทีมบาสเก็ตบอล ดัลลัส แมฟเวอริคส์ กระทั่งทีมบาสเก็ตบอลฯ ผงาดเป็นแชมป์ NBA สมัยแรก นับตั้งแต่ก่อตั้งทีมมา 31 ปี ในที่สุด เขาก็ประสบความสำเร็จ ชื่อเสียงของทีมบาสเก็ตบอลฯ เป็นที่พูดถึงและรู้จักอย่างมากในแวดวงธุรกิจและกีฬา

นิตยสารฟอร์บส เคยจัดอันดับให้ Mark Cuban เป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก อันดับที่ 459 มีทรัพย์สินมูลค่า 2.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือคิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 7.5 หมื่นล้านบาท) ด้วยประสบการณ์การทำงานมากมาย Mark Cuban จึงมักมีคำแนะนำดีๆ ให้แก่คนรุ่นหลังมากมาย ไม่เว้นแม้กระทั่งเรื่องของการจับจ่ายใช้สอยเงิน ที่เจ้าตัวมีวิธีการใช้เงินที่ถูกต้อง จนเป็นบิลเลียนแนร์อย่างทุกวันนี้

วันนี้ได้รวบรวมแนวคิดและวิธีการใช้เงินแบบเศรษฐี ตามแบบฉบับของ Mark Cuban ที่มีการวางแผนใช้เงินเป็นอย่างดี คิดหน้า คิดหลังอยู่เสมอ จนกลายเป็นเศรษฐีจนถึงทุกวันนี้ มาฝากกัน

 

เลิกใช้ “บัตรเครดิต-บัตรกดเงินสด”

Mark Cuban บอกว่า “เมื่อไหร่ที่ใช้บัตรเหล่านี้ คุณจะไม่มีทางรวย” ทั้งนี้ เพราะ Mark Cuban เคยได้รับบทเรียนอันแสนโหดจากการใช้บัตรเครดิตมาแล้ว ซึ่งการใช้บัตรเครดิตจะไม่มีปัญหา ถ้าคุณจ่ายตรงเวลา นอกจากนี้ การเป็นหนี้ มันมากกว่าเงินที่คุณจะหาได้ด้วยซ้ำ เพราะดอกเบี้ยบัตรเครดิตคือเงินกู้ที่มีอัตราแพงที่สุดเท่าที่คุณเคยเจอในชีวิต

 

ฉลาดใช้เงิน

Mark Cuban บอกว่า “เวลาจะใช้เงินซื้ออะไร คุณต้องคิดให้มากเข้าไว้ แล้วคุณจะพบว่าผลตอบแทนที่มีอัตราสูงสุดที่คุณจะได้ มาจากการใช้จ่ายส่วนตัวของคุณเอง” ฉะนั้น การใช้เงินอย่างประหยัด เก็บออมให้มากที่สุดน่าจะเป็นเรื่องที่ดีที่คนส่วนใหญ่ควรจะทำ อย่างเช่น หากเจอสินค้าลดราคา 50% หรือ 1 แถม 1 ก็พร้อมจะซื้อมาให้พอใช้ล่วงหน้า หรือเลือกซื้อน้ำเปล่ารับประทานแทนเครื่องดื่มราคาแพงๆ เท่านี้คุณก็ได้ผลตอบแทนจากเงินที่ใช้ไปกลับมาแล้ว

 

ใช้เงินทำงาน

Mark Cuban บอกว่า “เมื่อไหร่ที่คุณมีเงินก้อนเท่ากับเงินเดือนหกเดือนแล้ว สิ่งที่คุณควรทำคือเริ่มต้นลงทุนผ่านกองทุนทุกเดือน” หากคุณพบว่าตัวเองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมฟุ่มเฟือย และสามารถเก็บเงินได้จำนวนหนึ่งพอสมควรแล้ว สิ่งต่อไปที่ต้องทำก็คือ “ใช้เงินก้อนดังกล่าวในการลงทุน” สำหรับการใช้เงินในการทำธุรกิจนั้น Mark Cuban แนะนำว่า ควรหาคำตอบให้ได้ว่าบริษัทของคุณทำเงินอย่างไร และจะทำอย่างไรถึงจะขายสินค้าและบริการได้ จากนั้นหาคุณสมบัติหลักขององค์กรให้เจอ และยอมจ่ายแพงให้กับพนักงานที่คุณสมบัติตรงกัน นอกจากนี้ ในส่วนการบริหารให้องค์กรมีโครงสร้างซับซ้อนน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะเมื่อไหร่ที่มีพนักงานระดับผู้จัดการมากเกินไป ก็มักจะนำมาสู่การเมืองภายในบริษัทและเกิดปัญหาขึ้นในภายหลัง

 

สำหรับใครที่ยังใช้จ่ายแบบสุรุ่ยสุร่าย ใช้จ่ายแบบไม่ทันคิดก่อนจ่าย หรือยังไม่มีเป้าหมายในการใช้จ่ายเงิน ลองใช้ 3 วิธีข้างต้นของ Mark Cuban ดูสักครั้ง ค่อยๆ ฝึก ค่อยๆ เรียนรู้ และเมื่อเราใช้จ่ายเงินได้เป็นแล้ว เราจะรู้เลยว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ที่ต้องจับจ่ายใช้สอยนั้นมีค่าเสมอ และคุณจะเป็นผู้ที่ได้ชื่อว่า “เป็นเศรษฐีที่ใช้เงินเป็น”

นี่คือวิถี กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต