ผัดเส้นใหญ่ยังไงไม่ให้ติดกัน_Cover_1.jpg

kinyupen_adminNovember 6, 2020

หลายคนมักประสบปัญหา ผัดซีอิ๊ว ผัดก๋วยเตี๋ยวจากเส้นใหญ่แล้วเส้นขาด เละ จับตัวกันเป็นก้อน ช่างต่างจากที่คิดไว้เหลือเกิน


7-ways-to-fight-covid_Cover-1.jpg

kinyupen_adminMay 1, 2020

การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้ทั่วโลกได้รับผลกระทบอย่างหนัก แม้บางพื้นที่จะสามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ แต่ยังไม่มีใครบอกได้ว่าการเผชิญกับไวรัสนี้จะจบลงเมื่อไร และดูเหมือนเราจะต้องอยู่มัน ไปอีกนาน เพราะฉะนั้นวิธีรับมือไวรัสที่ดีที่สุดคืออยู่กับมันให้ได้

การดูแลรักษาสุขภาพให้ห่างไกลจากโรคถือว่าเป็นสิ่งที่ทุกคนควรปฏิบัติ หากร่างกายเรามีภูมิต้านทาน มีภูมิคุ้มกันแล้วไม่ว่าจะเป็นโรคชนิดไหนก็มาทำร้ายเราไม่ได้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตนำขั้นตอนการดูแลตัวเองแบบง่ายๆ จากคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญโครงการอาหารโลก (WFP) มาฝาก

  1. การดื่มน้ำ

การดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว มีประโยชน์มหาศาล ไม่ว่าจะเป็นการไหลเวียนของเลือด การทำงานของหัวใจ สมองปลอดโปร่ง ผิวพรรณชุ่มชื่น แต่ควรเลี่ยงเครื่องดื่มรสหวานที่ เช่น น้ำอัดลม น้ำหวานต่างๆ

  1. ทานอาหารที่ให้พลังงาน

โปรตีนและคาร์โบไฮเดรต เป็นสารอาหารที่สำคัญเพิ่มพลังงานให้กับร่ายกาย บำรุงสมอง อีกทั้งยังช่วยป้องกันโรค เช่น ข้าว ขนมปัง ธัญพืชชนิดต่างๆ หรือพืชหัว เช่น มันฝรั่ง มันเทศ เผือก การเลือกทานอาหารจำพวกแป้งหรือข้าวที่ขัดสีน้อยที่สุดจะทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารอย่างเต็มที่และช่วยควบคุมน้ำหนักได้ด้วย

  1. ทานอาหารที่ช่วยให้ร่างการเจริญเติบโต

การรับประทาน เนื้อปลา ไข่ และนม นอกจากจะช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโตแล้ว ยังช่วงสร้างภูมิคุ้มกัน ต้านทานเชื้อโรคได้ในเวลาเดียวกัน โดยเฉพาะวัยเด็กที่กำลังโต การทานอาหารเหล่านี้ถือว่าจำเป็นอย่างมาก ถ้าเป็นไปได้ควรทานทุกวัน ซึ่งอาหารประเภทนี้สามารถเก็บไว้ทานได้นานหากเก็บรักษาอย่างถูกวิธี

  1. ทานอาหารที่เพิ่มวิตามินและแร่ธาตุ

วิตามินและแร่ธาตุช่วยให้ร่างกายทำงานได้ดี ป้องกันโรคภัยไขเจ็บต่างๆ อาหารทุกอย่างมีวิตามินและแร่ธาตุเป็นส่วนประกอบ แต่ที่มีมากที่สุดคือผักและผลไม้

สีของผักและผลไม้กับประโยชน์ที่ได้รับ

  • ผักผลไม้สีเขียว

ช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง ชะลอการเสื่อมของจอประสาทตา มีไฟเบอร์สูง ช่วยเรื่องระบบขับถ่าย ต้านอนุมูลอิสระ ยับยั้งการเกิดริ้วรอย และกระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกาย

  • ผักผลไม้สีส้มและสีเหลือง

ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ลดอาการอักเสบ ป้องกันและลดความเสี่ยงของโรคมะเร็ง ช่วยรักษาสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด ลดคอเลสเตอรอลในเลือด ลดการเสื่อมของเซลล์ร่างกาย สร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย

  • ผักผลไม้สีแดง

มีสารต้านอนุมูลอิสระชั้นดีช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็ง ช่วยลดปริมาณไขมันไม่ดี ช่วยชะลอการเกิดโรคหัวใจ ลดความดันโลหิต และลดการแข็งตัวของหลอดเลือด

  • ผักผลไม้สีฟ้าและสีม่วง

ช่วยต้านอนุมูลอิสระกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ลดคอเลสเตอรอลในเลือด ป้องกันมะเร็งหลายชนิด ยับยั้งการติดเชื้อทางเดินอาหาร ต้านไวรัส และลดการอักเสบ

การเลือกรับประทานถั่วก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ เพราะนอกจากจะให้โปรตีนแล้วยังอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุสูงเช่นกัน

  1. ทานอาหารเสริม

หากไลฟ์สไตล์และการใช้ชีวิตทำให้ไม่ได้รับสารอาหารอย่างเหมาะสมเพียงพอ การเลือกทานอาหารเสริมก็สามารถทดแทนได้ โดยอาจเลือกทานเฉพาะที่จำเป็นกับร่างกายทานเพื่อเสริมหรือทดแทนจากอาหารมื้อหลัก

  1. การออกกำลังกาย

องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ออกกำลังกาย 30 นาทีต่อวันสำหรับผู้ใหญ่ และหนึ่งชั่วโมงต่อวันสำหรับเด็ก หากคุณสามารถออกจากบ้านเพื่อเดินหรือวิ่งได้ แต่ก็ต้องระยะห่างจากผู้อื่นเพื่อความปลอดภัย แต่หากไม่สามารถออกจากบ้านได้ลองหาวิดีโอออกกำลังกายออนไลน์ เต้นรำไปกับดนตรี เล่นโยคะ หรือเดินขึ้นลงบันได ก็ยังดีกว่าไม่ได้ออกกำลังกายเลย

  1. เลี่ยงอาหารเสี่ยงโรค

เลี่ยงอาหารที่มีไขมัน น้ำตาล และเกลือสูง หรืออาหารแปรรูป เพราะไม่มีสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ซ้ำร้ายอาจเป็นโทษหากรับประทานในปริมาณที่มากเกินไป

 

การดูแลใส่ใจสุขภาพตัวเองเป็นเรื่องสำคัญอันดับแรกที่ทุกคนควรจะให้ความสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่การแพทย์ถูกจำกัดไปกับการรักษาผู้ป่วย หรือ ดูแลกลุ่มคนที่เสี่ยงต่อการติดโรคระบาด ประชาชนอย่างเราๆ ไม่ควรไปเพิ่มภาระงานให้กับแพทย์ เปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาสอยู่บ้านดูแลตัวเอง ปรับเปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิตให้ดีและมีความสุข

 

ขอขอบคุณ : https://insight.wfp.org/food-for-thought-7-tips-on-keeping-a-healthy-diet-in-the-face-of-coronavirus-7fab7f06177

 

 


Plant-for-luck-Cover_1.jpg

kinyupen_adminApril 27, 2020

มีความเชื่อว่า บ้าน หรือที่อยู่อาศัยที่ดี จะส่งเสริมให้คนในบ้านมีความสำเร็จ ความสมบูรณ์ และเจริญรุ่งเรืองในชีวิต ดังนั้นทุกคนจึงมุ่งเน้นการปรับหรือตั้งบ้านตามศาสตร์ฮวงจุ้ย หากองค์ประกอบเสริมที่ไม่ควรละเลยคือ พื้นที่ภายนอกรอบบ้านที่เป็นเสมือนแผงรับพลังดึงดูดพลังที่ดีเข้ามาเสริม กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำคำแนะนำของอาจารย์เดียร์ ปานชีวา ถึงเคล็ดการปลูกไม้ดอก ไม้ประดับ เพื่อสร้างมงคล กระตุ้นให้เกิดพลังดีๆ เสริมทรัพย์ เสริมโชคลาภให้กับคนในบ้าน

 

วันอาทิตย์

พื้นฐาน      : เป็นคนหยิ่ง มั่นใจตัวเองสูง มีความเป็นผู้นำชอบแสดงออก จริงใจกับสิ่งที่ทำ อารมณ์ร้อนง่าย

พันธุ์ไม้        : ต้นโกศล หรือไม้ดอก ไม้ประดับที่มีสีเขียว น้ำตาล เหลือง

ส่งผล          : ทำอะไรก็ประสบความสำเร็จ มิตรสหาย บริวารให้ความเชื่อถือ

ทิศที่ควรปลูก  : ใต้ หรือ ตะวันตกเฉียงใต้ของบ้าน

 

วันจันทร์

พื้นฐาน      : มีเสน่ห์ มีปัญญาดี มีความลึกลับ มีวิธีแก้สถานการณ์ได้แยบยล

พันธุ์ไม้        : ต้นพุด หรือไม้ดอก ไม้ประดับสีขาว ครีม

ส่งผล          : มีชื่อเสียง ความเจริญรุ่งเรือง คนในบ้านกลมเกลียวและมีสุขภาพดี

ทิศที่ควรปลูก  : เหนือ หรือ ตะวันออกของบ้าน

 

วันอังคาร

พื้นฐาน      :  ใจนักเลง กล้าได้กล้าเสีย โกรธง่ายหายเร็ว  มีน้ำใจเข้ากับคนง่าย

พันธุ์ไม้        : ต้นอัญชัน หรือไม้ที่มีสีฟ้า สีน้ำเงิน

ส่งผล          : ความเจริญรุ่งเรือง มีมิตรมากมายและสร้างสัมพันธ์ที่ดี

ทิศที่ควรปลูก  : ตะวันออก

 

วันพุธ

พื้นฐาน      :  อัธยาศัยดี  เจราจาเก่ง ความคิดเฉียบแหลม

พันธุ์ไม้        : ชวนชม หรือไม้ที่มีสีสันสดใส ชมพู  หรือ ม่วง

ส่งผล          : กระตุ้นแรงบันดาลใจ ความกระตือรือร้น เป็นที่รักของคนรอบข้าง

ทิศที่ควรปลูก  : ใต้

 

วันพฤหัสบดี

พื้นฐาน      :  เป็นผู้นำมีความสามารถ ยึดมั่นคุณธรรม ชอบท่องเที่ยว

พันธุ์ไม้        : ไผ่กวนอิม หรือไม้ดอกไม้ประดับสีเขียว

ส่งผล          : ชักนำมิตรดีมีคุณธรรม สร้างความสามัคคีในครอบครัว

ทิศที่ควรปลูก  : ตะวันออก

 

วันศุกร์

พื้นฐาน      :  รักศักดิ์ศรี มีแรงดึงดูดต่อคนรอบข้าง หูเบาเชื่อคนง่าย

พันธุ์ไม้        : โป้ยเซียน หรือไม้ที่มีดอกสีเหลือง หรือสีส้ม

ส่งผล          : ดึงดูดโชคลาภ เงินทองไม่ขาดสาย

ทิศที่ควรปลูก  : ตะวันออกเฉียงเหนือ

 

วันเสาร์

พื้นฐาน      :  มีโลกส่วนตัวสูง  ดื้อเงียบ สนใจใฝ่รู้ มีพลังโน้มน้าวผู้อื่น

พันธุ์ไม้        : กล้วยไม้สีม่วง หรือที่ให้สีและกลิ่นที่เป็นมิตร เน้นดอกสีม่วง

ส่งผล          : ให้อ่อนโยน มีมิตรช่วยส่งเสริมให้เจริญรุ่งเรือง

ทิศที่ควรปลูก  : เหนือ หรือตะวันออกเฉียงเหนือของบ้าน

 

 


Content_ไก่ทอดเกลือ_Cover_1.jpg

kinyupen_adminNovember 13, 2019

 

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอเอาใจสายชอบปาร์ตี้สังสรรค์ แต่ไม่ได้วางแผนล่วงหน้า ด้วยเมนูกู้หน้าทำง่าย และรวดเร็ว อย่าง “ไก่ทอดเกลือ” เมนูทานเล่นระหว่างรอมื้อหนัก หรือจะต่อยอดเป็นธุรกิจสร้างรายได้ให้ตนเอง ด้วย 3 เคล็ดลับเด็ด ที่จะช่วยให้คุณทอดไก่ได้อร่อย กรอบนอกนุ่มใน ไม่แพ้ร้านดังๆ มาฝากกัน

 

 

3 เคล็ดลับไก่ทอดเกลือที่อร่อย

1.เคล็ดวิชาว่าด้วยเลือกไก่

หัวใจสำคัญของการเลือกไก่ให้มีคุณภาพ คือ ให้สังเกตผิวของเนื้อไก่ ต้องไม่มีสีเขียวเป็นจ้ำๆ และสีต้องไม่ซีดมาก ถึงจะเป็นไก่ที่ใช้ได้ วัตถุดิบที่มีคุณภาพเป็นปัจจัยสำคัญ ช่วยให้อาหารน่ารับประทานมากขึ้น ถ้าเลือกไม่ดีอาจทำให้เจ็บป่วยได้

2.หมักไก่ให้อร่อยต้องใช้เกลือ

วิธีหมักไก่ด้วยสูตรลับเฉพาะ ให้เตรียมอัตราส่วนผสมดังนี้ เนื้อไก่ 1 กิโลกรัม (ประมาณ 10 น่อง) เกลือ 1 ช้อนชา ผงปรุงรส ครึ่งช้อนชา กระเทียม 1 ช้อนโต๊ะ รากผักชี(หั่น) 2 ช้อนชา พริกไทย 1 ช้อนโต๊ะ

โดยนำเนื้อไก่ล้างให้สะอาด พักให้สะเด็ดน้ำ แล้วใส่ภาชนะที่เตรียมหมัก โรยเกลือพอประมาณ (อย่าใส่หนักมือมาก จะเค็มไม่รู้ตัว) ปรุงรสสักนิดด้วยผงปรุงรส นำกระเทียม รากผักชี และพริกไทย ที่โขลกละเอียด คลุกให้เข้ากัน หมักไว้ประมาณ 20 – 30 นาที

เหตุผลที่ไม่ใช้ซีอิ๊ว หรือ ซอสปรุงรสต่าง ๆ เช่น น้ำมันหอย ซีอิ๊วขาว  เพราะเกลือจะช่วยปรับรสชาติของอาหารให้กลมกล่อมได้ โดยไม่ต้องพึ่งตัวช่วยอื่น

3.กรอบนอก นุ่มใน ทอดยังไงไม่อมน้ำมัน

ตั้งกระทะใส่น้ำมัน รอกระทั่งกระทะร้อน เมื่อน้ำมันเดือด จากนั้นนำไก่ลงไปทอด ค่อยๆ วางไก่ (เพื่อไม่ให้น้ำมันกระเด็นขณะทอด)

เทคนิคสำคัญของการทอดไก่ คือ ระดับไฟ โดยระหว่างทอดให้ใช้ไฟปานกลาง เพราะถ้าใช้ไฟแรงมากไปจะทำให้ไหม้ และสุกไม่สม่ำเสมอ ค่อยๆ ทอดจนไก่มีสีเหลืองสวยงาม นั่นแสดงว่าไก่สุกแล้ว ถึงค่อยเร่งไฟให้แรงขึ้น เพื่อเป็นการไล่น้ำมันออกจากไก่ ซึ่งวิธีนี้จะช่วยทำให้ไก่ไม่อมน้ำมัน

เคล็ดลับสำหรับมือใหม่หัดทอด สามารถดูว่าไก่สุกหรือไม่ โดยใช้ตะเกียบ หรือ ส้อมจิ้มบริเวณเนื้อไก่ ถ้ามีเนื้อสีแดงหรือเลือดติดขึ้นมาแสดงว่าข้างในยังไม่สุก ต้องให้เวลาอีกสักพัก รอจนได้ที่ ถึงตักขึ้นพักให้สะเด็ดน้ำมัน เตรียมจัดใส่จานพร้อมเสิร์ฟ แค่นี้ก็ได้หนึ่งเมนูง่ายๆ สบายท้อง รับแขกได้ไม่ขายหน้า ถ้าจะให้ดีทำสลัดอีกสักจานทานคู่กัน อร่อยแบบมีประโยชน์ ในสไตล์กินอยู่เป็น


Content_น้ำพริกกะปิ_Cover_1.jpg

kinyupen_adminOctober 31, 2019

น้ำพริกกะปิ เคล็ดลับ ทำอร่อย

น้ำพริกถือว่าเป็นอาหารประเภทหนึ่ง ที่อยู่คู่สำรับอาหารไทยมาช้านาน เป็นเมนูประจำที่ต้องมีติดบ้านไว้ ไม่ว่าจะเป็น น้ำพริกปลาทู น้ำพริกตาแดง น้ำพริกอ่อง น้ำพริกหนุ่ม ในแต่ละภูมิภาค แต่ละบ้านมีความชอบแตกต่างกันไป แต่สุดแล้วเมนูขวัญใจของใครหลาย ๆ คนคงหนีไม่พ้นน้ำพริกกะปิ เคยสงสัยหรือไม่ว่า น้ำพริกกะปิ ต้องปรุงรสอย่างไรให้อร่อย มีกลิ่นหอม กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอเอาใจสาวกคนชอบรับประทานน้ำพริก เมนูง่ายๆ ที่ได้ประโยชน์ อร่อยแบบไม่ต้องกังวลเรื่องปัญหาสุขภาพ

 

อิ่ม อร่อยฉบับครัวไทย

หากถามถึงประโยชน์ของน้ำพริกกะปิต้องเริ่มจากวัตถุดิบตัวชูโรงหลักนั่นคือ กะปิ หากนำมาปรุงรสรวมกับวัตถุดิบที่หาได้ง่าย ๆ ในครัว เช่น พริก กระเทียม มะอึก มะนาว น้ำตาลปี๊บ เราสามารถแปลงโฉมให้กะปิธรรมดากลายเป็นเมนูรสชาติจัดจ้าน กลมกล่อม อุดมไปด้วยคุณประโยชน์ทางอาหาร

นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการ ศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ ให้ข้อมูลว่ากะปิ ซึ่งมีส่วนประกอบหลักคือ เคย มีแคลเซียมสูงมาก ช่วยทำให้กระดูกและฟันแข็งแรง ป้องกันโรคกระดูกพรุน การรับประทานกะปิในแต่ละครั้งเท่ากับเราทานสัตว์ทะเลขนาดจิ๋วที่กินได้ทั้งตัว ทำให้ได้รับแคลเซียมและแร่ธาตุทะเลอย่างไอโอดีนไปแบบเต็ม ๆ

นอกจากประโยชน์ที่ได้จากกะปิแล้ว ยังมีกระเทียมที่ช่วยลดไขมันในเส้นเลือด และ พริก ตัวช่วยกระตุ้นความอยากอาหารที่มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ทานคู่กับเครื่องเคียงอย่าง ผักชนิดต่าง ๆ ที่ให้ทั้งวิตามินและเกลือแร่

 

เล่าถึงคุณค่าทางโภชนาการของน้ำพริกกะปิกันขนาดนี้แล้ว มาเข้าสู่ขั้นตอนการทำตามสไตล์กินอยู่เป็นกัน

เมนูน้ำพริกกะปิไม่ใช่เมนูที่ทำยาก สามารถเลือกหาวัตถุดิบใกล้ตัวจากห้องครัว หรือตลาดนัดทั่วไป คือ กะปิ กระเทียม มะนาว น้ำตาลปี๊บ น้ำปลา มะเขือพวง เริ่มเข้าสู่ขั้นตอนวิธีทำ ดังต่อไปนี้

1.โขลก – นำกระเทียม พริก กะปิ มาโขลกจนส่วนผสมเข้าเป็นเนื้อเดียวกันแล้ว นำมะอึกที่เตรียมไว้มาขูดขนออกให้หมด ล้างให้สะอาดผ่าครึ่งซีกซอยตามยาว หลังจากนั้นใส่กุ้งแห้งตำพอแหลกเล็กน้อย

เคล็ดไม่ลับ ใช้ใบตองห่อกะปิแล้วนำไปเผาไฟอ่อนๆ ช่วยให้กะปิมีกลิ่นหอม เลือกใส่น้ำตาลปี๊บแทนน้ำตาลทรายเพราะจะทำให้รสชาติของน้ำพริกเข้มข้นอร่อยกว่า และการที่ใส่มะอึกจะช่วยเสริมรสชาติเปรี้ยวของน้ำพริกกะปิ และทำให้เกิดกลิ่นหอม

2.ปรุงรส – ใส่น้ำตาลปี๊บ น้ำปลา และน้ำมะนาว ชิมรสอีกครั้งโดยยึดหลักให้มีรสเปรี้ยวนำ ตามด้วยเค็ม หวาน เผ็ด หรือแล้วแต่รสชาติที่ชอบของแต่ละบ้าน ปิดท้ายด้วยมะเขือพวงบุบ (นำมาทุบพอประมาณ) ล้างให้สะอาด แล้วตักใส่ภาชนะเสิร์ฟพร้อมผักลวกหรือผักสด เช่น ดอกแค มะระ มะเขือสด แครอท แตงกวา ฯลฯ เลือกเครื่องเคียงตามใจชอบ

เคล็ดไม่ลับ ระหว่างปรุงรสให้เข้ากัน สามารถเติมน้ำอุ่นสักเล็กน้อย เพื่อเจือจางรสชาติให้สมดุลกัน

 

เมื่อมีน้ำพริกกะปิแล้วอีกหนึ่งเมนูสำคัญที่ขาดไม่ได้ต้องทานคู่กัน คือ ปลาทูทอด

กินอยู่เป็นจึงขอทิ้งท้ายด้วยเคล็ดลับการเลือกปลาทู โดยวิธีการเลือกให้สังเกตบริเวณดวงตา ไม่ควรเลือกปลาทูที่มีลักษณะตาไม่สมบูรณ์ ขอบตาแดง เหลือง เพราะหมายความว่าเป็นปลาที่คุณภาพไม่ดี เนื้อไม่แน่น เวลานำไปทอดเนื้อจะเละยุ่ย…

 

เรียกได้ว่าเครื่องเคียงของน้ำพริกกะปิทั้งจานนี้อุดมไปด้วยประโยชน์และคุณค่าทางโภชนาการ ช่วยบำรุงร่างกายให้แข็งแรง สามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตแต่ละวันได้อย่างเต็มที่ และมีประสิทธิภาพ นี่แหละวิธีกินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอบคุณที่มาข้อมูลจาก

: บทความ น้ำพริกกะปิ ปลาทู ผักเครื่องเคียง กับ ข้าวสวยจานนี้ได้อะไร : นิตยสารหมอชาวบ้านเขียนโดย รศ. ดร.สมเกียรติ โกศัลวัฒน์


kinyupen_ปกเนื้อหา.jpg

kinyupen_adminSeptember 30, 2019

พะโล้เมนูขวัญใจของใครหลายคนรับประทานได้ทุกเพศทุกวัย ด้วยกลิ่นหอมที่ชวนรับประทานและรสชาติอร่อยถูกปาก ทั้งยังมีวิธีทำที่ไม่ซับซ้อน สามารถทำเก็บไว้ทานได้หลายมื้อ  ยิ่งเคี่ยวบ่อยรสชาติยิ่งอร่อยเพิ่มขึ้น

 

โดยปกติแล้วพะโล้จะมีเครื่องเทศจีนเป็นตัวชูโรงหลัก สร้างกลิ่นหอม แถมด้วยเนื้อหมู ไข่ เต้าหู้ ผสมผสานเกิดเป็นความอร่อยที่ลงตัวแต่เพื่อให้เข้ากับเทศกาลกินเจ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเมนู พะโล้เจ จากวัตถุดิบย่านตลาดเก่าเยาวราชที่ไปช้อปกันมาจากคราวที่แล้ว พร้อมแล้วไปเข้าครัวกันเลย…

 

ส่วนผสมหลักแบบเจๆ คือ เต้าหู้ เห็ดหอม หมี่กึงแบบไส้หมู น้ำมันพืชเจ ซอสหอยนางรมแบบเจ เกลือป่น  น้ำตาลปี๊บ ซีอิ๊วขาว ซีอิ๊วดำ เครื่องเทศ และพริกไทย

 

กรรมวิธีสำคัญ…เคล็ดไม่ลับฉบับคนทำครัว มีขั้นตอน ดังนี้ คือ “ทอดเต้าหู -ผัดเห็ดหอม-เคี่ยวซีอิ๊ว-จัดแจงส่วนผสม-ยกเสิร์ฟ”

 

1.ทอดเต้าหู้: นำเต้าหู้ที่หั่นเป็นชิ้นพอดีคำลงไปทอดในกระทะตั้งไฟระดับปานกลาง เต้าหู้จะสุกง่าย ถ้าทอดทิ้งไว้นาน ระวังไหม้ ให้สังเกตว่าถ้าเต้าหู้มีสีเหลืองทองต้องยกขึ้นกระทะทันที

 

2.ผัดเห็ดหอม: นำเห็ดหอมที่แช่น้ำแล้วมาผัดใส่น้ำมันเล็กน้อย ผัดจนได้กลิ่นของเห็ดหอมแตะจมูก

 

3.เคี่ยวซีอิ๊วดำ: นำน้ำตาลทรายแดงกับน้ำตาลปี๊บเคี่ยวไฟระดับอ่อน ๆ เติมน้ำสะอาดเล็กน้อย เคี่ยวไปเรื่อย ๆ จนเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้มเกือบดำ ก็จะได้ซีอิ๊วสูตรใหม่ ไร้กลิ่นเหม็นคาว

4.จัดแจงส่วนผสม: เติมน้ำแช่เห็ดหอมในหม้อ นำส่วนผสมทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นหมี่กึง เต้าหู้ ลงหม้อ ตั้งไฟระดับกลาง พอเดือดให้ใส่เครื่องปรุงทั้งหมดลงไป คนทุกอย่างให้เข้ากัน ชิมรสตามใจชอบ พร้อมยกเสิร์ฟ เสร็จไปหนึ่งมื้อแบบง่าย ๆ สไตล์คนกินเจ

 

เทศกาลเจปีนี้ คุณสามารถเปลี่ยนแปลงเมนูที่ตามปกติปรุงรสด้วยเนื้อสัตว์ ให้ไร้เนื้อสัตว์ได้ ด้วยการหาวัตถุดิบเจ ที่ปัจจุบันนี้มีให้เลือกซื้ออย่างหลากหลาย สำหรับวันนี้ทีมงานกินอยู่เป็นขอให้ทุกท่านอิ่มบุญ ไปกับอาหารเจ

 

ดูขั้นตอนการทำเพิ่มเติมได้ที่่ :