8วิธีหลุดพ้นความจน_กินอยู่เป็น_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 1, 2021

เพราะ “ความจน” มันค้ำคอ สุดท้ายก็ต้องจมอยู่กับหายนะทางการเงินชั่วชีวิตและส่งต่อกันเป็นทอดๆ มีหนทางไหน ถึงจะสลัดความจนไปได้เสียที


_Cover_1.jpg

kinyupen_adminNovember 16, 2020

สำหรับคนเป็นหนี้ การปลดหนี้ให้เร็วที่สุดน่าจะเป็นความปรารถนาสูงสุด แต่บางครั้งกฎเกณฑ์หลายอย่างทางการเงิน การธนาคาร ก็เป็นอุปสรรคต่อการปลดหนี้


Content_4-กับดักสร้างหนี้_Cover_2.jpg

kinyupen_adminDecember 19, 2019

เคยตั้งคำถามไหม? ทำไมใช้เงินเดือนชนเดือนทุกที เงินเก็บก็ไม่มี ใช้หนี้เท่าไรไม่หมดซะที แถมเผลอแป๊บเดียวมีหนี้เพิ่มอีกแล้ว…จน เครียด ใช้หนี้ วนไป ถ้าคุณรู้สึกแบบนี้ แสดงว่านี่เป็นสัญญาณเตือนเกี่ยวกับภาวะการเงินของคุณ ว่ากำลังเริ่มเข้าสู่โหมดอันตรายแล้ว ดังนั้นกินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงอยากเชิญทุกท่านมาสำรวจพฤติกรรมการใช้เงินของตัวเองกันดีกว่า ว่าในปีที่ผ่านมานี้ยังติดอยู่ในกับดัก 4 ข้อนี้หรือไม่ และควรทำอย่างไรดี เผื่อจะนำไปเริ่มต้นปรับพฤติกรรมใหม่รับปีวัวกันดีกว่า

 

 

ละเลยเพิกเฉยการออม

“พรุ่งนี้ค่อยเริ่ม” “เดือนหน้าแล้วกัน” “ยังมีเวลาอีกเยอะ” ประโยคง่ายๆ อาจทำให้คุณละเลย หรือ ขาดความเคร่งครัดการออมเงิน ที่ถือว่าเป็นส่วนสำคัญ ที่จะช่วยให้คุณมีสภาพคล่องทางการเงินที่ดี โดยเฉพาะกลุ่มมนุษย์เงินเดือนวัยเริ่มต้น เพราะแม้บางท่านจะบอกว่า Fix รายรับ และ รายจ่ายประจำแต่ละเดือนแน่นอนอยู่แล้ว แต่เมื่อชีวิตมักมีเรื่องไม่คาดคิดมาเซอร์ไพร์สอยู่เสมอ ดังนั้นถ้าคุณต้องตกงานสายฟ้าแล่บ ป่วยกะทันหัน ภาระทางบ้านต้องการเงินด่วน หรือ ต้องใช้จ่ายซื้อของชิ้นใหญ่ที่จำเป็น นั่นอาจเป็นภาวะที่ผลักให้คุณต้องกู้หนี้ยืมสิน ทำบัตรเครดิต ที่อาจเป็นต้นเหตุก่อหนี้ก้อนโตที่อาจสร้างความปวดหัวตามมาในอนาคตได้

ควรเริ่มออมเงินเสียแต่ตอนนี้เลยดีกว่า จะออมแบบรายวัน รายสัปดาห์ หรือ รายเดือนก็ดีทั้งนั้น โดยทำควบคู่ไปกับบันทึกรายรับ – รายจ่าย เพื่อจะได้รู้ว่าจริงๆ แล้วแต่ละเดือน เราหมดไปกับอะไรบ้าง นั่นอาจทำให้คุณมีเงินออมเพิ่มขึ้นอีกก็ได้ โดยหลักวางแผนการเงินที่ง่ายสุด  คือ คำนึงไว้เสมอว่า ให้นำเงินได้มาหักเงินออมก่อน จากนั้นจึงนำมาคำนวณรายจ่ายต่อไป

เทคนิคดัดนิสัย : เมื่อได้เงินเดือนมาอาจตัดทุก 5 – 10% ของเงินเดือน หรือ เริ่มที่เดือนละ 500 บาท ก็ได้ คิดซะว่างดบุฟเฟต์ปิ้งย่างชาบู ซัก 1 มื้อ มาแบ่งเก็บด้วยวิธีง่ายสุด คือ บัญชีฝากประจำรายเดือนธนาคารต่างๆ ที่มีให้เลือกมากมาย แม้ตอนนี้ดอกเบี้ยจะน้อยหน่อย แต่นี่เป็นการสร้างวินัยการเงินที่ง่ายสุด และเมื่อคุณพอมีเงินเก็บจำนวนหนึ่งแล้ว ก็อาจแบ่งบางส่วนไปต่อยอดในกองทุน หรือ หุ้น ก็ได้ แต่อย่าลืมว่าทุกการลงทุนมีความเสี่ยงนะจ๊ะ

 

 

ใจเร็วรูดง่าย จ่ายไม่ครบ ไม่จบ ไม่เป็นไร

หลายท่านที่มีบัตรเครดิต อาจขาดการวางแผน หรือ ตั้งงบว่าแต่ละเดือนจะใช้จ่ายที่วงเงินไม่เกินเท่าไร ดังนั้นเมื่อเจอสินค้ายั่วใจก็อาจโอนอ่อนผ่อนตามความต้องการของตัวเองเผลอรูดบัตรเครดิตรัวๆ โดยไม่ประมาณตน จนลืมไปว่าเดือนนั้นเรามีเงินเหลือมากพอที่จะจ่ายหรือไม่ และถ้าไม่มีเงินออมก็ยิ่งเจ็บ เพราะเมื่อไม่สามารถจ่ายโปะได้หมด ก็ได้แต่จ่ายขั้นต่ำ ซึ่งทราบหรือไม่ว่ามีดอกเบี้ยรวมอยู่ในนั้นด้วย ทำให้เราต้องจ่ายพอกไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหมด หากสามารถผ่อนชำระได้ตามกำหนดก็หมดปัญหา แต่ติดขัดขึ้นมาอาจเสี่ยงที่จะติดเครดิตบูโร จนทำให้ไม่สามารถทำธุรกรรมการเงินขนาดใหญ่ อาทิ ขอสินเชื่อธนาคาร กู้ซื้อรถ และกู้ซื้อบ้าน จนกว่าจะชำระหนี้เดิมหมด และต้องใช้เวลามากกว่า 3 ปีกันเลย ดังนั้นถ้าใครยังมีพฤติกรรมแบบนี้ควรเลิกซะ

เทคนิคดัดนิสัย : ควรกำหนดวงเงินใช้จ่ายที่ชัดเจนว่าไม่เกินเท่าไร เราถึงสามารถจ่ายได้หมดโดยไม่กระทบรายจ่ายส่วนอื่น แต่ถ้าใครกำลังเผชิญปัญหานี้อยู่ควรเริ่มแบ่งหนี้ให้เป็นสัดส่วน ดูสภาวะรายรับ รายจ่าย เพื่อเกลี่ยบางส่วนมาทยอยจ่ายให้หมด หรือ ถ้ามีเงินรายรับพิเศษที่เป็นเงินก้อนใหญ่ อาทิ โบนัส คอมมิชชั่น ก็ควรนำมาโปะหนี้ก้อนนี้ให้เร็วที่สุด และที่สำคัญ “อย่าไปกู้ยืม” มาจ่ายล่ะ ไม่งั้นจะเป็นหนี้วนไปไม่จบเสียที

 

หยิบตรงนั้น โปะตรงนี้ ไม่คุมรายจ่าย

แม้บางท่านจะมีการวางแผนแยกรายรับ รายจ่ายอยู่แล้ว แต่ถ้าไม่สามารถเข้มงวดกับการใช้จ่ายได้ตามแผน  เพราะมักนำเงินที่กันไว้สำหรับจ่ายหนี้สิน เช่น ค่าผ่อนบ้าน ค่าผ่อนรถ ผ่อนบัตรเครดิต มาใช้ปะปนกับค่ากินใช้ในชีวิตประจำวัน หรือ นำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ อาทิ กดเงินบัตรเครดิตไปจ่ายหนี้นอกระบบ แล้วนำเงินผ่อนบ้านไปจ่ายบัตรเครดิต ทราบไหมว่าการใช้จ่ายแบบนี้ ส่งผลเสียระยะยาวตามมา ทำให้แผนการเงินรวนทั้งระบบ และอาจทำให้ต้องกู้ยืมเงินจากแหล่งอื่นมาโปะต่อไปเรื่อยๆ  ซึ่งเรื่องแบบนี้ไม่ควรปล่อยให้เกิดขึ้น ต้องแยกรายจ่ายให้ชัดเจนและไม่ไปยุ่งโดยเด็ดขาด

เทคนิคดัดนิสัย : นำเงินจ่ายหนี้ที่เตรียมไว้ไปแยกเก็บใส่กล่อง หรือ ออมสิน เมื่อถึงเวลาค่อยนำมาชำระตามปกติ หรือ ถ้าเผลอใช้ไปก็ควรหักรายจ่ายประจำวันนั้นๆ มาคืนทดแทนส่วนที่ใช้ไป

 

ติดบ่วงช่วงเซลล์

อีกหนึ่งปัญหาของขาช็อปทั้งออนไลน์ และ ออฟไลน์ โดยเฉพาะในยุคที่การช็อปปิ้งเป็นเรื่องง่ายแค่ปลายนิ้ว ห้าง ร้าน หรือ เว็บช็อปปิ้งออนไลน์ต่างๆ จึงแข่งกันปล่อยโปรโมชั่นเด็ดออกมาล่อตาล่อใจทุกเทศกาล ดังนั้นถ้าใครใจไม่แข็งพอละก็อาจทำให้ช็อปจนทะลุเพดานเงินที่เรามีอยู่ก็ได้  จริงๆ แล้วการมีนิสัย หรือ พฤติกรรมที่ชอบช็อปปิ้งไม่ใช่เรื่องผิดแต่อย่างใดหากใช้จ่ายตามกำลังทรัพย์ที่มี แต่ถ้าใช้จ่ายโดยไม่ประมาณตนบ่อยเข้าจะส่งผลกระทบที่ก่อให้เกิดหนี้สินตามมา

เทคนิคดัดนิสัย : ตั้งสติแล้วคิดทบทวนก่อนซื้อทุกครั้ง ว่าของที่จะซื้อจำเป็นมากน้อยเพียงใด และ เงินที่มีอยู่พอจ่าย หรือ จ่ายไปแล้วจะกระทบกับการใช้ชีวิตด้านอื่นๆ หรือไม่

 

บทความที่เกี่ยวข้อง

 

 

ถ้าเช็คแล้วพบว่าใครยังติดกับดัก 4 ข้อนี้อยู่  ก็อาจค่อยๆ เริ่มนำไปใช้ปรับทีละข้อ กินอยู่เป็นขอเอาใจช่วย


-กำลังใจที่ดีในการทำงาน_cover_1-copy.jpg

kinyupen_adminDecember 6, 2018

“หนี้สิน” ของคู่กายของเหล่ามนุษย์เงินเดือน กินอยู่เป็น แนะนำให้ลองเปลี่ยนมุมมองของ “หนี้สิน” ให้เป็นกำลังใจที่ดีในการทำงาน เราก็จะสามารถใช้ชีวิตในการทำงานได้อย่างมีความสุข เพื่อหาเงินมาใช้หนี้และสามารถ “ปลดหนี้” ที่มีอยู่ให้หมดไปในที่สุด

 

“การไม่มีหนี้ เป็นลาภอันประเสริญ” ใช่แล้ว! คงไม่มีใครที่อยากจะเป็นหนี้เป็นสินกันสักเท่าไหร่ แต่ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกมากนักที่มนุษย์เงินเดือนส่วนใหญ่จะมีภาระหนี้สินติดตัวกัน เพราะลำพังเงินเดือนแต่ละคนที่ได้รับนั้นก็ไม่เพียงพอกับรายจ่ายที่ต้องจ่ายในแต่ละเดือน แต่ก็ต้องอดทนทำงานต่อไป เพราะถ้าไม่ทำงานก็ไม่มีเงินมาใช้จ่ายแน่นอน นั่นจึงเป็นต้นเหตุที่ทำให้มนุษย์เงินเดือนที่แบกภาระหนี้สินต้องเริ่มมีการหยิบยืมหรือกู้เงินมาเพื่อหมุนเวียนกับรายจ่ายในแต่ละเดือน ส่งผลให้เกิดภาวะความเครียดในการใช้ชีวิต แต่ชีวิตก็ยังคงต้องเดินหน้าต่อไป

 

จากผลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน ในปี 2560 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ครัวเรือนทั่วประเทศมีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 26,946 บาท มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเดือนละ 21,437 บาท ส่วนหนี้สินของครัวเรือนจากครัวเรือนทั่วประเทศประมาณ 21 ล้านครัวเรือน พบว่า เป็นครัวเรือนที่มีหนี้สินประมาณ 10.8 ล้านครัวเรือน โดยมีจำนวนหนี้สินเฉลี่ย 178,994 บาท/ครัวเรือน ส่วนใหญ่ร้อยละ 76.9 เป็นการก่อหนี้เพื่อใช้ในครัวเรือน คือ ใช้เพื่อการอุปโภคบริโภค ร้อยละ 39.0 , ใช้ในการซื้อบ้าน/ที่ดิน ร้อยละ 36.3 และใช้ในการศึกษา ร้อยละ 1.6

ผลสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน พ.ศ.2560 ของ สำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

 

“เป็นหนี้” ไม่ได้หมายความว่า “คุณเป็นคนล้มเหลวในชีวิต” มนุษย์เงินเดือนหลายคนที่อาจจะมีบ้างที่เกิดความเครียด ท้อแท้กับชีวิต เหนื่อยล้ากับการแบกภาระหนี้สิน ทั้งค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ผ่อนบัตรเครดิต ฯลฯ บางคนเคียดจนต้องโทษตัวเองว่าเพราะความไม่เอาไหนของตัวเองจึงทำให้เกิดภาวะหนี้สินขึ้น ซึ่งอาจจะไม่จริงเสมอไป เพราะในความเป็นจริงแล้ว คนทุกคนย่อมมีความจำเป็นของตัวเอง แต่อย่าลืมว่า ไม่ใช่มีเพียงแค่คุณเท่านั้นที่ต้องเผชิญปัญหานี้ แต่ยังมีคนอีกหลากหลายที่ต้องพบกับปัญหาดังกล่าว แต่สุดท้ายก็สามารถผ่านพ้นวิกฤตนี้มาได้

 

“กำลังใจ” สำคัญที่สุดในการเผชิญกับอุปสรรคหนี้สิน เพียงแค่คุณลอง “เปลี่ยน” มุมมองการใช้ชีวิตมาในเชิงบวกมากยิ่งขึ้น มองทุกอย่างให้เป็นเรื่องดี ๆ มีทัศนคติเชิงบวก หนี้สินก็เช่นกัน ถ้าเราลองมองในเชิงบวก จะทำให้เรามีกำลังใจในการเผชิญปัญหาดังกล่าวได้ เราจะเกิดแรงที่จะตั้งใจทำงาน เพื่อเก็บเงินในแต่ละเดือนมาใช้จ่าย จ่ายหนี้สิน หากเราวางแผนและบริหารการใช้จ่ายเงินดี ๆ ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น หารายได้เสริม และเจรจากับเจ้าหนี้เพื่อหาข้อตกลงที่ลงตัวกับทั้งสองฝ่าย เชื่อเลยว่า หนี้สินจะหมดไปอย่างแน่นอน

 

ฉะนั้น ถ้าเรามี “หนี้สิน” ก็จงเปลี่ยนมุมมองหนี้สินให้เป็นกำลังใจที่ดีในการทำงานของเรา วางแผนการเงินอย่างชาญฉลาด ลงมือจัดการกับหนี้สินอย่างจริงจัง และเมื่อเราคิดแบบนี้ เราก็จะสามารถใช้ชีวิตในการทำงานอย่างมีความสุข และอยู่กับภาระหนี้สินได้อย่างมีความสุขด้วยเช่นกัน และเมื่อเราสามารถ “ปลดหนี้” ได้หมดแล้ว เราจะเห็นว่าหนี้สินที่เราเคยมีนั้นเป็นเพียงแค่ปัญหาเล็ก ๆ เสี้ยวหนึ่งของชีวิตเท่านั้น

 

อย่าลืมว่า การเป็นหนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ของชีวิต แต่ถ้าสามารถปลดหนี้ได้ก็จะเป็นเรื่องดีของคุณ อย่าลืม สติและกำลังใจ สำคัญที่สุดที่คุณจะต้องสู้ ท่องไว้ว่า ตราบใดที่เรายังมีชีวิต เราต้องมีกำลังใจที่ดี แล้วเราจะได้พบว่า ฟ้าหลังฝนย่อมสดใสเสมอ…นี่คือวิถี กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

บทความที่เกี่ยวข้อง


-“บัตรเครดิต-บัตรกดเงินสด”-ด้วย-3-วิธีง่ายๆ-ไม่ยากอย่างที่คิด.jpg

kinyupen_adminSeptember 26, 2018

การใช้ “บัตรเครดิต-บัตรกดเงินสด” อย่างไม่ถูกวิธี ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย คุณอาจจะเป็นหนี้ก้อนโตโดยไม่รู้ตัว “กินอยู่เป็น” จึงมี 3 วิธีง่ายๆ ที่ช่วยให้คุณสามารถปลดหนี้ “บัตรเครดิต-บัตรกดเงินสด” ได้ บอกเลยว่าแต่ละวิธีไม่ยากอย่างที่คิด

สมัยนี้คนรุ่นใหม่นิยมใช้ “บัตรเครดิต-บัตรกดเงินสด” กันเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะเหล่ามนุษย์เงินเดือนทั้งหลาย ที่พยายามหาทุกวิถีทางในการทำ “บัตรเครดิต-บัตรกดเงินสด” ถ้าเป็นบัตรเครดิตนั้นก็ไว้สำหรับรูดซื้อสินค้าที่ต้องการ สะดวก ไม่ต้องพกเงินสดจำนวนมากๆ ส่วนบัตรกดเงินสดนั้นสำหรับกรณีร้อนเงิน ฉุกเฉินเรื่องเงิน ก็กดขอเงินมาใช้ได้เลย แต่หารู้หรือไม่ว่า บัตรพวกนี้ถ้าใช้งานไม่เป็นหรือไม่ถูกวิธี คุณก็อาจจะเป็นหนี้ก้อนโตโดยไม่รู้ตัวขึ้นมาทันทีก็ได้ เพราะนอกจากที่คุณจะต้องหาเงินมาใช้หนี้คืนแล้ว อย่าลืมว่าบัตรพวกนี้เมื่อใช้งานแล้ว ต้องเสียค่าดอกเบี้ยอีกด้วย ยืมมากก็ดอกเบี้ยสูงเช่นกัน ก็ทำเอาเหล่ามนุษย์เงินเดือนหลายคนกลุ้มอกกลุ้มใจกันเลยทีเดียว “กินอยู่เป็น” จึงมี 3 วิธีง่ายๆ ที่ช่วยให้คุณสามารถปลดหนี้ “บัตรเครดิต-บัตรกดเงินสด” ได้ บอกเลยว่าแต่ละวิธีไม่ยากอย่างที่คิด

 

1. หยุดพฤติกรรมใช้จ่ายฟุ่มเฟือย
ก่อนอื่นคุณต้องระมัดระวังการใช้จ่ายเงิน ขอให้มีความรอบคอบในการใช้จ่าย ควรเสียเงินในสิ่งที่จำเป็น เช่น ค่าสาธารณูปโภคต่างๆ ที่บ้าน ค่ากิน-ค่าเดินทางไปทำงาน มีเท่าไหร่ ใช้เพียงเท่านั้น ถ้าไม่มีเงินก็ไม่ควรกดขอเงินจากบัตรกดเงินสดเด็ดขาด ไม่ควรสุรุ่ยสุร่ายในเรื่องที่ไม่จำเป็นโดยเด็ดขาด ท่องเอาไว้ว่า คุณกำลังเป็นหนี้ เพราะฉะนั้นอย่าสร้างหนี้โดยเด็ดขาด

 

2. หมั่นเก็บหอมรอมริบให้เป็นนิสัย
เมื่อถึงสิ้นเดือน นั่นคือวันเงินเดือนออก คุณต้องบริหารจัดการค่าใช้จ่ายให้ดีๆ นอกจากนี้ค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนที่ต้องจ่ายแล้ว คุณก็อย่าลืมเก็บหอมรอบริบสักเดือนละ 1,000 บาท (หรือมากกว่านั้น) ก็ยังดี หมั่นทำเป็นประจำทุกๆ เดือน รับรองเลยว่า คุณมีเงินเก็บแน่นอน อยากได้ของสิ่งใดหรือว่าฉุกเฉินเรื่องเงิน คุณก็หยิบเงินก้อนนี้มาใช้จ่ายได้ โดยที่ไม่ต้องง้อ “บัตรเครดิต-บัตรกดเงินสด” เลย

 

3. ตั้งใจและขยันทำงาน-หารายได้พิเศษ
ตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่ เพราะงานคือเงิน ถ้าวันหนึ่งคุณไม่มีงานทำ คุณจะเอาเงินที่ไหนมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ถ้ามีโอกาสก็ทำงานล่วงเวลา (OT) เก็บเงินเสียเลย และถ้ามีเวลาเหลือก็หารายได้เสริมทำช่วงวันหยุดหรือนอกเวลางานก็ได้ เช่น รับจ้างถ่ายรูปรับปริญญา เป็นต้น ก็ถือเป็นรายได้อีกช่องทางหนึ่งที่ช่วยให้คุณสามารถปลดหนี้ “บัตรเครดิต-บัตรกดเงินสด” ได้

 

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

 

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ขอให้เหล่ามนุษยเงินเดือนทั้งหลายจงนำไปปรับใช้เสีย จะได้ไม่เป็นหนี้ติดตัวไปตลอดชีวิต พยายามฝึกไว้เป็นนิสัย ถ้าคุณทำได้ รับรองเลยว่าคุณก็สามารถปลดหนี้จากบัตรเครดิตและบัตรกดเงินสดได้อย่างสบายๆ และช่วยป้องกันการเกิดหนี้ก้อนใหม่อีกด้วย จำเอาไว้เลยว่า “การไม่มีหนี้ เป็นลาภันประเสริฐ” นี่คือวิถี กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


6-เรื่องสำคัญที่ควรคิดก่อนจ่าย-จะได้ไม่พลาดจนกลายเป็นหนี้ก้อนโต.jpg

kinyupen_adminSeptember 20, 2018

เป็นเรื่องปกติที่เมื่อเรามีเงิน ก็ต้องการที่จะซื้อหรือนำเงินไปลงทุนใช้จ่ายในสิ่งที่เราอยากได้มากๆ ซึ่งของบางอย่างมีราคาค่อนข้างสูง “กินอยู่เป็น” จึงได้รวบรวม 6 เรื่องสำคัญที่คุณจะต้องคิดไตร่ตรองให้ดีก่อนควักเงินจ่าย ถ้าไม่อยากเป็นหนี้ก้อนโตในภายหลัง

 

เป็นเรื่องปกติที่เมื่อเรามีเงิน ซึ่งได้มาจากการทำงาน หรือจะได้มาจากการเสี่ยงโชคก็ตาม เราย่อมต้องการที่จะซื้อหรือนำเงินไปลงทุนใช้จ่ายในสิ่งที่เราอยากได้มากๆ ซึ่งของบางอย่างมีราคาค่อนข้างสูง จนเราอาจจะไม่ได้คิดให้รอบคอบเสียก่อนว่า เมื่อซื้อมาแล้วจะส่งผลกระทบกับตัวเราหรือไม่ เราจะมีเงินเหลืออยู่หรือไม่ จะมีเงินเพียงพอในการใช้จ่ายหลังจากนี้หรือไม่ หรือถ้าโชคร้ายอาจจะกลายเป็นหนี้สินขึ้นมาก็เป็นไปได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เป็นการสะท้อนออกมาชัดเจนว่า สถานะทางการเงินของเราอยู่ในภาวะวิกฤติ จำเป็นต้องแก้ไขพฤติกรรมการเงินจริงๆ

“กินอยู่เป็น” จึงได้รวบรวม 6 เรื่องสำคัญที่คุณจะต้องคิดไตร่ตรองให้ดีก่อนควักเงินจ่าย ถ้าไม่อยากเป็นหนี้ก้อนโต ทั้งนี้ เพื่อให้คุณได้วางแผนการใช้จ่ายเงิน ระมัดระวังการเกิดหนี้สินในภายหลัง ซึ่งมีดังนี้

 

 

1. ซื้ออุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์/เครื่องใช้ไฟฟ้า
ปัจจุบัน อุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ มีความจำเป็นต่อชีวิตเราอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น โทรทัศน์ , คอมพิวเตอร์ , เครื่องซักผ้า , ตู้เย็น หรือแม้กระทั่งโทรศัพท์มือถือ ที่ต่างผลิตรุ่นใหม่พร้อมฟังก์ชั่นใหม่ๆ ออกมา แน่นอนว่าผู้บริโภคอย่างเราๆ เองก็ต้องปรับเปลี่ยนสินค้าให้เป็นรุ่นปัจจุบัน เพื่อที่จะได้ไม่ตกเทรนด์ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ไม่ได้มีความจำเป็นเลย เพราะการที่จะต้องซื้อหรือปรับเปลี่ยนอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ แต่ละครั้งนั้น ย่อมมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง ซึ่งจะกระทบต่อสภาพทางการเงินของเราอย่างแน่นอน ยิ่งซื้อของแบบเงินก็มีเปอร์เซนต์ที่จะเป็นหนี้สินได้

 

ฉะนั้น คุณต้องดูความจำเป็นว่า อุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ที่คุณสนใจนั้น มีความจำเป็นกับตัวเรามากน้อยขนาดไหน ถ้าที่บ้านยังมีอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าเครื่องเดิมอยู่และยังใช้งานได้ตามปกติ ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเสียเงินซื้อใหม่เลย เก็บเงินเอาไว้ใช้ในยามจำเป็นดีกว่า

 

 

2. ซื้อรถยนต์-รถจักรยานยนต์
การเดินทางไปไหนมาไหนแน่นอนว่า ยานพาหนะ เป็นปัจจัยสำคัญในการเดินทาง การมียานพาหนะเป็นของตัวเองถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะว่าเราสามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้สบาย เดินทางเวลาไหนก็ได้ ไม่ต้องไปง้อรถโดยสารสาธารณะ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การมีรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์เป็นของตัวเองนั้น คุณจะต้องมีรายรับเพื่อมาใช้จ่ายกับยานพาหนะของคุณ เช่น ค่าน้ำมันรถ , ค่าซ่อมแซมรถ , ค่าตรวจสภาพรถประจำปี , ค่าประกันรถ ฯลฯ นอกจากนี้ สำหรับรถป้ายแดงที่ดาวน์รถ คุณก็จะมีค่าใช้จ่ายในการผ่อนรถต่อเดือนอีกด้วย ซึ่งมีค่าใช้จ่ายต่อปีค่อนข้างสูงพอสมควร

 

ฉะนั้น ก่อนที่คุณจะซื้อรถ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ คุณต้องคิดให้ดีก่อนว่ามีความจำเป็นมากน้อยแค่ไหนในการต้องมีรถส่วนตัว และคุณมีรายรับมากเพียงพอที่จะจ่ายเงินค่าใช้จ่ายดังกล่าวหรือไม่ เพราะถ้าคุณวางแผนไม่ดี คุณก็อาจจะมีโอกาสเป็นหนี้ขึ้นมาทันที ทางที่ดีแล้วคุณควรมีเงินสำรองเตรียมไว้อีกสักก้อนหนึ่ง เผื่อเหตุฉุกเฉินเกี่ยวกับเรื่องรถด้วย

 

 

3. ซื้อบ้าน/คอนโด
รู้หรือไม่ การที่จะซื้อบ้านสักหรือคอนโดสักห้องหนึ่ง นั่นหมายความว่า คุณจะต้องเป็นหนี้ยาวนานอย่างน้อย 10 ปีขึ้นไปเลยทีเดียว เพราะคนที่คิดจะซื้อบ้านและคอนโดส่วนใหญ่ไม่ได้มีเงินก้อนใหญ่หลักแสนหลักล้านในการที่จะไปซื้อบ้านหรือคอนโด จะต้องไปกู้เงินจากสถาบันการเงินเพื่อมาซื้อบ้านและคอนโด และเมื่อกู้มาแล้วก็ต้องมีการชำระหนี้คืนพร้อมดอกเบี้ย โดยการจ่ายคืนจะอยู่ในลักษณะของการผ่อนจ่ายเป็นรายเดือน อย่างน้อยตกเดือนละประมาณ 10,000 บาทขึ้นไป

 

ดังนั้น คุณต้องคคิดและวางแผนให้ดีว่าถ้าคุณคิดที่จะซื้อบ้านและคอนโดแล้ว คุณมีกำลังแรงที่จะชำระหนี้หรือผ่อนบ้านไหวหรือไม่ เพราะคุณจะต้องเป็นหนี้นานนับ 10 ปี หากคุณมีปัญหาทางการเงินขึ้นระหว่างนั้น ความเดือดร้อนจะมาเยือนคุณแน่นอน

 

 

4. ทำบัตรเครดิต/บัตรกดเงินสด
การทำบัตรเครดิต/บัตรกดเงินสด นอกจากที่จะมีประโยชน์เยอะ หากวางแผนไม่ดี ก็จะเห็นว่าโทษก็จะมีเยอะเช่นกัน ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้เงินของคุณล้วนๆ ถ้าคุณเป็นคนที่มีพฤติกรรมการใช้จ่ายแบบฟุ่มเฟือย รูดบัตรเครดิตซื้อของทุกวัน นั่นหมายความว่าคุณจะกลายเป็นหนี้ขึ้นมาทันที และคุณก็จะต้องหาเงินมาจ่ายหนี้พร้อมดอกเบี้ยอีกด้วย

 

ฉะนั้น คิดให้ดีก่อนที่จะใช้จ่าย ขอแนะนำเลยว่าบัตรเครดิตและบัตรกดเงินสดควรใช้ในยามจำเป็นจริงๆ เช่น ไว้ใช้กรณีต้องรักษาตัวยามเจ็บป่วย หรือกรณ๊ที่ต้องใช้เงินด่วน เป็นต้น อย่าลืมว่า ควรมีสติทุกครั้งในการใช้งานบัตรเครดิตและบัตรกดเงินสด เพื่อที่เราจะได้ห่างไกลจากการเป็นหนี้ก้อนโตด้วย

 

 

5. ลงทุนเปิดธุรกิจ/ประกอบกิจการส่วนตัว
การมีธุรกิจเป็นของตัวเอง มีข้อดีตรงที่ว่าคุณไม่ต้องเป็นลูกน้องของใคร คุณเป็นเจ้านายตัวเอง บริหารงานได้ด้วยตนเอง แต่การที่จะลงทุนเปิดธุรกิจสักอย่างใดอย่างหนึ่ง ย่อมมีค่าลงทุนมากพอสมควร อาทิ ค่าอุปกรณ์ , ค่าเช่าสถานที่ , ค่าจ้างพนักงาน , ค่าสาธารณูปโภค ฯลฯ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง นอกจากนี้ อาจจะมีรายจ่ายนอกเหนือจากนี้เพิ่มเติมเข้ามาด้วย

 

ฉะนั้น คุณเองต้องวางแผนดีๆ ก่อนเริ่มลงทุนทำธุรกิจขึ้นมานั้น อันดับแรกต้องมีเงินทุน และควรต้องมีเงินสำรองก้อนใหญ่อีกสักก้อนสำรองไว้ เผื่อในกรณีที่เดือนไหนรายรับน้อยกว่ารายจ่าย ผลประการการธุรกิจขาดทุนในเดือนนั้น นั่นคือวิกฤตทันที คุณต้องวางแผนการใช้จ่ายเงินให้ดี พยายามลดรายจ่ายให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถ้าวางแผนและประคับประคองธุรกิจของคุณดีๆ คุณก็สามารถได้กำไรจากการขายได้อย่างไม่ยากเลย

 

 

6. ศึกษาต่อระดับปริญญาโท-เอก
“การศึกษาคือการลงทุน” คำนี้มีอยู่จริง ลงทุนด้วยค่าใช้จ่ายในการศึกษา การศึกษาต่อในระดับปริญญาโท-ปริญญาเอก คือ การศึกษาเพื่อต่อยอดองค์ความรู้จากที่เรียนในระดับปริญญาตรี เพื่อที่คุณจะได้นำความรู้ในด้านปริญญาโท-เอก ไปต่อยอดในสายงานคุณได้ หรืออาจจะนำไปใช้ประกอบอาชีพในสายงานวิชาการ งานวิจัย ซึ่งการที่จะศึกษาต่อในระดับนี้ คุณต้องคิดให้ดีๆ อย่าคิดแค่ว่าเรียนต่อปริญญาโท-ปริญญาเอก เพราะกระแสหรือแฟชั่น พยายามหาคำตอบกับตัวเองให้ได้ว่าจะเรียนต่อปริญญาโท-ปริญญาเอก ไปเพราะอะไร ถ้าคุณหาคำตอบได้ ก็ลุยได้เลย

 

นอกจากนี้ ต้องอย่าลืมสำรวจค่าใช้จ่ายของตัวเองด้วยว่ามีเงินค่าเทอมที่จะจ่ายเพียงพอกับการเรียนหรือไม่ ถ้าสถานะทางการเงินยังไม่พร้อมกับเรียนไปศึกษาต่อ คุณก็ไม่ควรที่จะไปเรียนในช่วงนั้น ขอแนะนำว่าคุณควรทำงานหาประสบการณ์และเก็บเงินให้ได้อย่างน้อยสัก 200,000-300,000 บาทขึ้นไป เพื่อที่ตอนเรียนต่อปริญญาโท-ปริญญาเอก จะได้ไม่วุ่นวายกับการหาเงินจ่ายค่าเทอม และสำคัญอย่างยิ่งคือช่วงการทำวิทยานินธ์ ซึ่งคคุณต้องมีเวลามากพอสมควรในการให้เวลากับสิ่งๆ นี้ เพราะถ้าคุณไม่มีเวลากับมัน คุณก็จะเรียนไม่จบแน่นอน บางคนตัดสินใจลาออกจากงานประจำหรือขอลาไม่รับเงินเดือน เพื่อให้เวลากับการทำวิทยานิพนธ์ในครั้งนี้ ฉะนั้น ควรวางแผนเก็บเงินตั้งแต่แรก จะดีที่สุด

 

บทความที่เกี่ยวข้อง

 

ทั้งหมดนี้ก็คือเรื่องที่คุณควรจะต้องคิดให้ดีก่อนเสียเงิน สำคัญมากๆ เลยทีเดียว ฉะนั้นขอให้จำเอาไว้เสมอว่า เราควรมีสติ คิดให้รอบคอบทุกครั้ง ที่จะต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่ เพราะคุณจะได้ไม่ต้องเดือดร้อนจากการเป็นหนี้สิ้นหรือไม่มีเงินใช้ภายหลัง นี่คือวิถี กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต