วัยไหนก็หนียุค 4G ไม่พ้น เมื่อโซเชียมีเดียกลายเป็นสิ่งจำเป็นในเด็กสมัยนี้ จะมีภัยเงียบอะไรตามมา หาก "อิน" กับมันมาก
วัยไหนก็หนียุค 4G ไม่พ้น เมื่อโซเชียมีเดียกลายเป็นสิ่งจำเป็นในเด็กสมัยนี้ จะมีภัยเงียบอะไรตามมา หาก "อิน" กับมันมาก
ความสุขไม่ได้ขึ้นอยู่เงิน แต่เงินคือปัจจัยสำคัญที่ซื้อความสุขได้ เอายังไงดีล่ะหนุ่มสาว
หลายครั้งที่ผู้ใหญ่กับเด็ก หรือ อาจารย์กับนักเรียนจะคุยกันไม่รู้เรื่อง รู้สึกว่ากำแพงของเด็กช่างแข็งแรงจนไม่รู้จะเอื้อมมือเข้าไปได้ยังไง กิน-อยู่-เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงหยิบมุมคิดจากบทความสัมภาษณ์ครูเล็ก ภัทราวดี มีชูธน โดยเฉพาะในส่วนของโครงการ Broken Violin โครงการศิลปะสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาเด็ก เยาวชนและชุมชน ในคอลัมน์ Goodlife หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ มาแชร์กัน
โครงการ The Broken Violin ซึ่งที่มาของชื่อมาจากไวโอลินแตกหักที่สามารถบรรเลงเป็นบทเพลงได้ไพเราะและมีคุณค่าจึงเป็นโครงการที่ครูเล็กให้นิยามว่า
“เปรียบเสมือนชีวิตที่ก้าวพลาดที่สร้างบาดแผลและรอยร้าวในหัวใจ หากเมื่อเปิดโอกาสให้ได้เห็นคุณค่าในตนเอง ย่อมเยียวยาจิตใจให้ก้าวผ่านอุปสรรคใดๆ ไปได้อีกครั้ง เช่นเดียวกับไวโอลินที่แตกหัก ถ้านำมาบรรเลงย่อมได้ท่วงทำนองใหม่ที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร”
ครูเล็กจึงใช้แนวคิดนี้ให้โอกาสเยาวชนที่ก้าวพลาดจากชุมชนเพชรหึงษ์ พระประแดง และบ้านกาญจนาภิเษก ได้มาเล่นสเก็ตบอร์ดในคอนเสิร์ตผสมผสานระหว่างกีฬา ดนตรี และการแสดง

สิ่งน่าสนใจไม่เพียงรูปแบบโครงการ หากคือ “ความเข้าใจถึงจิตใจเยาวชน” ที่ครูเล็กบอกเล่าว่า ความทุกข์หรือ บทเรียนที่เคยพลาดทำให้เข้าใจเด็กๆ ที่ก้าวพลาด เพราะการก้าวพลาดของเด็กมีหลายปัจจัย เกิดจากความไม่รู้ มีพลังเยอะแต่กร่าง ระรานคนอื่น และเพราะไม่รู้ไม่มีใครสอน
ครูเล็กบอกเล่าที่มาเชื่อมโยงกับโครงการนี้ เกิดจากเด็กๆ ในโรงเรียนภัทราวดี หัวหิน มีปัญหาจากเดิมที่เด็กมีปัญหาไล่ออก หากวันหนึ่งครูเล็กคิดได้ว่า ครูไม่มีหน้าที่ไล่เด็กออก เด็กจะร้ายแค่ไหนหน้าที่ของครูคือ ต้องสอนให้เป็นคนดี จึงไปเรียน Art Therapy ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อจะนำมาใช้แก้ปัญหาซึ่งพบว่าก่อนเปลี่ยนคนอื่นต้องปรับตัวเองก่อน พร้อมได้เข้าไปศึกษาหาเคสจริง ทำให้เข้าใจว่าเด็กๆ ไม่ได้ชั่วร้าย ไม่ได้มีเจตนาแต่ด้วยปัญหาครอบครัว ด้วยสภาพแวดล้อม นั่นหมายถึง ครูต้องเริ่มจากเข้าใจ และมีเมตตาสูง
สิ่งที่เรียกได้ว่าเป็นบทพิสูจน์ว่าความเข้าใจและมีเมตตาของครู จะทำให้กล่อมเกลา หล่อหลอมเด็กที่ก้าวพลาดได้ คือ การที่ครูเล็กได้เข้าไปมีส่วนช่วยพัฒนาและแก้ไขให้กับเยาวชนในพื้นที่แถวชุมชนเพชรหึงษ์ พระประแดง สมุทรปราการ


ครูเล็กเริ่มจากศึกษาข้อมูล พูดคุยกับเด็กเข้าใจถึงความต้องการของเด็กจากเรื่องที่เขาสนใจร่วมกันนั้นก็คือ สเก็ตบอร์ด เด็กอยากเล่นแต่ไม่มีสถานที่ สิ่งที่ครูทำคือให้ทุนในการซื้อปูน ซื้อทราย โดยเด็กลงแรง ศึกษาสร้างลานสเก็ตบอร์ดในพื้นที่แถวบ้านด้วยตนเองพอทำลานสเก็ต ก็ช่วยกันตัดต้นไม้ ล้างบ้าน ล้างห้องน้ำ ถูบ้านโดยช่วงแรกเด็กๆ ก็ระแวงแต่ก็เริ่มจากเอาขนมไปให้ ไปสอนให้ชุมชนทำไก่ย่างโดยซื้อเตาให้
จากแนวคิดนี้ทำให้ครูเล็กมองว่า รัฐบาลโดยเฉพาะกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็กและสังคม น่าจะพัฒนาลานกิจกรรมลักษณะนี้ในชุมชนต่างๆ เพราะใช้งบน้อยมาก แต่เพราะรัฐมนตรี หรือ ผู้บริหารไม่เคยลงมาคุยกับเด็ก ทุกอย่างจะแก้ได้ไม่ยากหากผู้ใหญ่สัมผัสปัญหาและสร้างความเชื่อมั่น
ปัจจุบันครูเล็ก ได้ร่วมกับป้ามล-ทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการ ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน (ชาย) บ้าน กาญจนาภิเษก พัฒนาและแก้ปัญหาให้กับเยาวชนที่ก้าวพลาด ทั้งมีโครงการให้โอกาสเด็กได้ภูมิใจได้ร่วมแสดงออกเพราะเชื่อว่า การสร้างให้เด็กเชื่อว่าจะไม่ทิ้ง หล่อหลอมให้เติบโตแล้วหยอดด้านการศึกษา สอนไม่เน้นให้สตางค์แต่สอนให้รู้จักหาสตางค์
กิน-อยู่-เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ร่วมรู้สึกไปครูเล็กที่กล่าวว่าการทำงานตรงนี้ วิเศษมากที่ส่งเสริมให้เยาวชนเหล่านี้เป็นของสวยงามอย่างแท้จริง
“เราไม่จำเป็นที่ต้องไปจับมีด จับปืนให้ดูเท่หรอก จับไมค์นี่แหละ…เท่สุดๆแล้วครับ”มุมมองและข้อคิด ของ "แมงปอ – ปวีณ "…
โพสต์โดย The Broken Violin project เสน่ห์..รอยร้าว เมื่อ วันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน 2020
ผลการวิจัยที่ศึกษาเรื่องการเล่นเกมของเด็กส่งผลต่อพฤติกรรมก้าวร้าวหรือไม่ พบว่า “เกม” เด็กยิ่งติดมากเท่าไหร่ ก็ไม่ได้ทำให้พวกเขามีพฤติกรรมที่ก้าวร้าวขึ้นแต่อย่างใด
กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จะพาไปติดตามเรื่องราวของการติดเกมของเด็กวัยรุ่น เรื่องนี้ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งในปัญหาที่ผู้ปกครองหลายคนมักจะมองว่าเกมเป็นเรื่องที่ไร้สาระ เด็ก เยาวชน วัยรุ่น ไม่ควรไปยุ่งเกี่ยวหรือไปเล่น เพราะถือเป็นเรื่องไร้สาระอย่างมาก ส่งผลต่อพัฒนาการและพฤติกรรมของเด็กได้ ปัญหาเบื้องต้นที่พบเจอคือพฤติกรรมการก้าวร้าวของเด็กที่ลอกเลียนแบบจากการวีดิโอเกม โดยเฉพาะเกมต่อสู้ ที่มีการใช้ความรุนแรง
ข้อมูลของ Andrew Przybylski และ Netta Weinstein สองนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดและมหาวิทยาลัยคาร์ดิฟฟ์ ประเทศอังกฤษ ที่ได้ตีพิมพ์ผลงานในวารสาร Royal Society Open Science ศึกษาประเด็นการเล่นเกมของเด็กส่งผลต่อพฤติกรรมก้าวร้าวหรือไม่ โดยผลการวิจัยระบุว่า จากการทำแบบสำรวจกลุ่มตัวอย่าง เป็นวัยรุ่นอายุ 14-15 ปี จำนวนราว 1,000 คน รวมถึงผู้ปกครองของพวกเขา เกี่ยวกับพฤติกรรมการเล่นเกม ประเภทของเกมที่เล่น และพฤติกรรมของกลุ่มตัวอย่างหลังเล่นเกมนั้น
ผลการวิจัยพบเด็กชายจำนวน 2 ใน 3 ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด และมากกว่าครึ่งของเด็กผู้หญิง ไม่พบพฤติกรรมที่ก้าวร้าว และพฤติกรรมต่อต้านสังคม ไม่พบหลักฐานที่เชื่อมโยงความก้าวร้าวที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มตัวอย่างที่เล่นเกมประเภทที่ใช้ความรุนแรง พวกเขาทราบว่าบางครั้งการเล่นเกมทำให้เด็กเหล่านี้มีอารมณ์โกรธ ขุ่นเคืองบ้างในบางครั้ง แต่นั่นเป็นเพียงพฤติกรรมปกติที่เกิดขึ้นในระหว่างการเล่มเกมเท่านั้น
ปัญหาการติดเกมไม่ได้มีแค่ประเทศเพื่อนบ้านเท่านั้น ประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในประเทศที่พบปัญหาเด็กติดเกมจนเสียการเรียนอยู่บ่อยครั้ง เด็กบางคนลอกเลียนแบบพฤติกรรมความรุนแรงมาจากตัวละครในเกมก็มี ปัญหาดังกล่าวถือเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอย่างมาก ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แสดงความเป็นห่วงปัญหาเด็กไทยติดโทรศัพท์มือถือ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นโซเชียลฯ อินเทอร์เน็ต หรือแม้กระทั่งเล่นเกมเป็นเวลานาน ๆ ส่งผลให้เกิดอาการสมาธิสั้น การใช้สมองในส่วนความทรงจำลดลง และอารมณ์มีแนวโน้มรุนแรงฉุนเฉียวง่ายขึ้น
ปัญหาที่เกิดขึ้น ผู้ปกครองต้องหาวิธีแก้ปัญหาเด็กติดเกม ว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างไรดี เพื่อให้เด็กลดพฤติกรรมการติดเกมได้
(1.) ผู้ปกครองควรทำความเข้าใจเกมที่เด็กเล่นก่อน ว่าเกมนี้เป็นเกมเกี่ยวกับอะไร ศึกษาว่าทำไมเด็กถึงชอบเล่นเกมประเภท ในเกมมีอะไรเป็นแรงดึงดูดทำให้เด็กเล่นได้โดยไม่เบื่อ
(2.) ผู้ปกครองต้องพูดคุยกับเด็กโดยห้ามมีอคติกับเกม ค่อย ๆ พูดคุย สอบถามปัญหา และความสนใจอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากการเล่นเกมว่า สนใจอะไรเพิ่มเติมไหม เช่น ไปเยวสวนสนุก เป็นต้น
(3.) ให้เด็กได้ทดลองทำกิจกรรมใหม่ ๆ ที่มีประโยชน์ สร้างสรรค์ ที่สำคัญต้องสนับสนุนให้เขาทำได้อย่างอิสระ เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้ว่ายังมีสิ่งอื่น ๆ ที่เขาสามารถทำได้ดี
(4.) ปลูกฝังให้เด็กรู้จักการเล่นเกมอย่างชาญฉลาดและสร้างสรรค์ ใช้เวลาในการเล่นเกมอย่างเหมาะสม จัดสรรเวลาในการทำกิจกรรมอื่น ๆ ให้สมดุล และมีเวลาพักผ่อนที่เพียงพอ
(5.) ผู้ปกครองไม่ควรไปบังคับให้เด็กเลิกเล่นเกม เพราะเกมคือความบันเทิงอีกทางเลือกหนึ่ง แต่ลองเปลี่ยนเป็นให้เด็กเลือกเกมดี ๆ ที่ฝึกความคิดของเด็กไปด้วยในตัว เช่น เกมครอสเวิร์ด เป็นต้น
สุดท้าย การเล่นเกมของเด็กไม่ใช่เรื่องร้ายแรงเสมอไป ข้อดีของเกมคือให้ความบันเทิง ช่วยให้เด็กผ่อนคลายความเครียดจากการเรียนหนังสือได้ แต่บทบาทของผู้ปกครองนั้นควรควบคุมประเภของเกมที่เด็กเล่น รวมถึงจำกัดระยะเวลาที่เด็กควรจะเล่น อาทิ ให้เล่นได้ 2-3 ชั่วโมงต่อวัน หลังจากทำการบ้านเสร็จแล้วเท่านั้น เมื่อถึงเวลานอนก็ให้เด็กเข้านอนทันที หรือตัวของผู้ปกคครองเองก็อาจจะร่วมเล่นเกมกับเด็กด้วย เพราะจะได้เข้าใจในรายละเอียดของเกมที่เด็กเล่น และยังเป็นการสร้างสัมพันธ์อันดีของครอบครัวอีกด้วย อย่าลืมว่า เกมไม่ใช่เรื่องไร้สาระเสมอไป แต่ต้องเล่นอย่างมีสติและชาญฉลาด ก็จะทำให้เด็กได้อะไรจากการเล่นเกมด้วย และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต