-อีกหนึ่งทางเลือกของมนุษย์ที่ต้องการ-ตายอย่างสงบ_webweb.jpg

kinyupen_adminMarch 28, 2019

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของ “การุณยฆาต” การตัดสินใจครั้งสำคัญของชีวิตที่ต้องเลือกระหว่างการอยู่หรือจากไปอย่างสงบสุข เพื่อให้หลุดพ้นความทุกข์ทรมาน เรื่องนี้มาพร้อมกับข้อถกเถียงต่างๆ มากมาย ทั้งเรื่องข้อกฎหมายและศีลธรรม มีหลายคนที่ป่วยเข้ารับการรักษาจนแพทย์ไม่สามารถรักษาต่อได้ กระทั่งตัดสินใจขอการุณยฆาต อย่างล่าสุด หนุ่มไทยที่ป่วยเนื้องอกในสมอง ตัดสินใจเข้ารับการการุณยฆาตที่สวิตเซอร์แลนด์ เพราะไม่ต้องการยื้อชีวิตที่แสนทรมานอีกต่อไป อีกทั้งไม่อยากให้ครอบครัวเดือดร้อนเพราะตนเองอีกต่อไป

จึงเป็นที่พูดถึงกันว่า “การุณยฆาต” ทำไมถึงมีแค่ในบางประเทศเท่านั้น ประเทศไทยทำไมถึงไม่มี แล้วการการุณยฆาตต่างอะไรจากการฆ่าตัวตายหรือไม่ “กินอยู่เป็น” 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จะพาไปทำความรู้ถึงที่มาที่ไปของ “การุณยฆาต” กัน

 

ทำความรู้จักกับ “การุณยฆาต”

“การุณยฆาต” มีรากศัพท์มาจากคำว่า euthanasia ซึ่งมีความหมายคือ การทำให้บุคคลหรือสิ่งมีชีวิตตายอย่างสงบ โดยไม่มีวิธีการที่รุนแรง ทุกข์ทรมาน หรือแสนสาหัส ทั้งนี้ เพื่อระงับความเจ็บปวดอย่างสาหัสของบุคคลนั้น หรือในกรณีที่บุคคลนั้นป่วยเป็นโรคอันไร้หนทางเยียวยา เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถตัดสินใจจากไปอย่างสงบอย่างมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์

“การุณยฆาต” แตกต่างจากการ “ฆ่าตัวตาย” ตรงที่ “การุณยฆาต” เป็นการตัดสินใจของผู้ป่วยอย่างมีสติ ต้องได้รับการประเมินอาการของคนไข้จากทั้งแพทย์และจิตแพทย์ว่าโรคร้ายนี้ไม่มีทางรักษา และไม่ควรยื้อชีวิตคนไข้ต่อไปอีก เพื่อให้รับความทุกข์ทรมานต่อไปอีก ส่วนการ “ฆ่าตัวตาย” เกิดจากความคิดเชิงลบชั่วขณะที่มีอาการเครียดจัดจนไม่อยากมีชีวิตอยู่ และทรมานร่างกายด้วยวิธีการต่างๆ อย่างโหดร้าย นอกจากนี้ อาการป่วยโรคซึมเศร้าแบบรุนแรงก็ส่งผลทำให้สารสื่อประสาทในสมองแปรปรวนจนคิดสั้นฆ่าตัวตายได้ ทั้งที่ความจริงไม่ได้อยากตายแต่อย่างใด

 

“การุณยฆาต” ใช้ในกรณีใดบ้าง

การุณยฆาต ใช้สำหรับผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาและทางการแพทย์ประเมินผลว่าไม่สามารถรักษาให้หายขาดต่อได้ ผู้ป่วยจึงต้องการจบชีวิตลงอย่างสงบ เพื่อที่จะได้ไม่อยู่อย่างทรมานอีกต่อไป ปัจจุบันการการุณฆาตมี 2 รูปแบบ ได้แก่ 1. Active Euthanasia คือ การเตรียมเครื่องมือฉีดยาให้คนไข้จากไปอย่างสงบด้วยตัวเอง หรืออาจจะมีคนช่วยเหลือ ซึ่งยังไม่เป็นที่ถูกกฎหมายในหลายประเทศ และ 2. Passive Euthanasia คือ การหยุดรักษาตามความต้องการของญาติหรือผู้ป่วย และปล่อยให้ผู้ป่วยค่อย ๆ จากไปอย่างสงบ

 

ประเทศใดบ้างที่อนุญาติใช้ “การุณยฆาต”

เหตุผลสนับสนุนของการการุณยฆาตคือ ทุกคนมีสิทธิ์และทางเลือกที่จะตัดสินใจชะตากรรมในชีวิตของตัวเอง เป็นการช่วยให้ผู้ป่วยหลุดพ้นจากทุกข์ได้ และไม่ต้องเป็นภาระของผู้อื่นรวมถึงคนรอบข้าง ปัจจุบัน ประเทศที่อนุญาตให้มีการการุณยฆาตอย่างถูกต้องตามกฎหมาย มี 10 ประเทศ ได้แก่

เนเธอร์แลนด์ : มีการประกาศใช้การุณยฆาตครั้งแรกในปี 2545 ถือเป็นประเทศแรกในโลกที่มีการทำการุณยฆาตอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยอนุญาตให้มีการทำการุณฆาตเฉพาะผู้ป่วยที่มีอายุ 12 ปีขึ้นไป ป่วยระยะสุดท้ายที่ต้องทนทุกข์ทรมานจากอาการป่วย และผู้ป่วยต้องมีสติสัมปชัญญะในการขอร้องแพทย์ให้มีการทำการุณยฆาต

เบลเยียม : ประกาศใช้การุณยฆาตอย่างถูกกฎหมายตั้งแต่เดือนกันยายน 2545 กฎหมายระบุว่า การทำการุณฆาตต้องกระทำโดยวิธีผู้ป่วยกระทำด้วยตัวเองเท่านั้น และต้องได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์และผู้เชี่ยวชาญตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปเพื่อหาวิธีที่ดีที่สุดในการยุติชีวิตของผู้ป่วย

สวิตเซอร์แลนด์ : เป็นประเทศที่มีผู้ป่วยต่างประเทศเดินทางเข้ารับการทำารุณยฆาตเป็นจำนวนมาก เพราะมีกฎหมายอนุญาตให้ผู้ป่วยยุติชีวิตด้วยวิธีแบบเชิงรุก ตั้งแต่ปี 2485 มีสถาบันด้านการทำการุณยฆาตสำหรับผู้ป่วยต่างชาติ คือ Dignitas Suicide Clinic ซึ่งเป็นสถาบันแห่งเดียวในโลกที่มีการทำการุณยฆาต มีบุคคลสำคัญหลายคนตัดสินใจเดินทางมาจบชีวิต ณ ที่แห่งนี้

ออสเตรเลีย : ในอดีตเคยมีการประกาศกฎหมาย Rights of the Terminally Ill Act 1995 และมีผลบังคับใช้ในเมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2539 ในรัฐนอร์เทิร์น เทร์ริทอรี แต่ต่อมาก็ถูกยกเลิก ล่าสุดเมื่อปลายปี 2560 ประเทศออสเตรเลียเพิ่งมีประกาศใช้กฎหมายภายในรัฐวิกตอเรีย Voluntary Assisted Dying Act 2017 จะมีผลบังคับใช้ในเดือน มิ.ย.นี้ โดยอนุญาตให้ผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่คาดว่าจะเสียชีวิตภายใน 6 เดือนเท่านั้น นายเดวิด กู๊ดดอล ซึ่งเป็นพลเมืองของออสเตรเลียจึงตัดสินใจเดินทางไปจบชีวิตอย่างสงบที่สวิตเซอร์แลนด์

แคนาดา : จัสติน พีเอร์ เจมส์ ทรูโด นายกรัฐมนตรีของแคนาดา ผลักดันร่างกฎหมายการุณยฆาต โดยอนุญาตให้เฉพาะผู้ป่วยระยะสุดท้ายและไม่มีอาการป่วยทางจิตเท่านั้น ซึ่งผู้ป่วยที่ประสงค์จะต้องเขียนคำร้องอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร พร้อมพยาน 2 คน ทั้งนี้ เพื่อป้องกันชาวต่างชาติที่ต้องการเดินทางมาทำการุณยฆาตในประเทศ

โคลอมเบีย : ศาลรัฐธรรมนูญโคลอมเบียประกาศใช้กฎหมายอนุญาตการทำการุณยฆาตเมื่อปี 2553 อนุญาตเฉพาะผู้ป่วยในกลุ่มโรคเอดส์ ไตวายล้มเหลวจากมะเร็งตับ และภาวะของโรคที่ทำให้ผู้ป่วยทรมาน โดยจำกัดความว่าเป็นผู้ป่วยหนัก ทั้งนี้ กฎหมายดังกล่าวไม่อนุญาตในกลุ่มโรคความเสื่อม โรคอัลไซเมอร์ และโรคพาร์กินสัน ทำการุณยฆาต

สหรัฐอเมริกา : เพิ่งประกาศใช้เมื่อปี 2559 มีการประกาศใช้ใน 5 รัฐ เท่านั้น ได้แก่ รัฐโอเรกอน รัฐวอชิงตัน รัฐมอนตานา รัฐนิวเม็กซิโก รัฐเวอร์มอนต์ และรัฐแคลิฟอร์เนีย โดยมีการการุณยฆาตในรูปแบบเชิงรับ (Passive Euthanasia) อนุญาตให้ผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่คาดว่าจะมีชีวิตไม่เกิน 6 เดือน ได้จบชีวิตด้วยตนเอง ภายได้การช่วยเหลือจากทีมแพทย์ในการเตรียมยาและอุปกรณ์ให้

เยอรมนี : มีกฎหมายคล้ายคลึงกับสวิตเซอร์แลนด์ อนุญาตให้ผู้ป่วยการุณยฆาตในการยุติชีวิตด้วยตัวเองเท่านั้น แต่การทำการุณยฆาตโดยมีทีมช่วยเหลือยังเป็นสิ่งผิดกฎหมาย

ญี่ปุ่น : มีกฎหมายการุณยฆาต ทั้งเชิงรุก (Active Euthanasia) และเชิงรับ (Passive Euthanasia) อนุญาตเฉพาะผู้ป่วยระยะสุดท้ายเท่านั้น และต้องได้รับการจากครอบครัวและยืนยันจากแพทย์ว่าไม่มีวิธีรักษา

อินเดีย : ศาลฎีกาแห่งอินเดียอนุมัติกฎหมายการการุณยฆาตในเชิงรับ (Passive Euthanasia) ในปี พ. ศ. 2554 อนุญาตให้ทีมแพทย์ยุติการรักษาแก่ผู้ป่วยผู้ป่วยระยะสุดท้ายเท่านั้น ส่วนวิธีแบบเชิงรุก(Active Euthanasia) ยังผิดกฏหมายในอินเดีย

 

แล้วทำไมในไทยถึงยังไม่มี “การุณยฆาต”

ขณะที่ประเทศไทย การการุณยฆาตในรูปแบบ Active Euthanasia หรือ การช่วยให้ผู้ป่วยตายอย่างสงบ ยังไม่ได้รับอนุญาตหรืออนุมัติร่างตามกฎหมาย มีเพียงแบบ Passive Euthanasia คือการปล่อยให้ผู้ป่วยตายอย่างสงบ โดยแพทย์จะยกเลิกหรือไม่สั่งการรักษาที่จะยืดชีวิตผู้ป่วยต่อไป แล้วปล่อยให้ผู้ป่วยจากไปอย่างสงบ โดยไม่อนุญาตให้ใช้การฉีดสารเร่งให้ผู้ป่วยเสียชีวิต ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา

ตามพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 12 ระบุว่า “บุคคลมีสิทธิทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุข ที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตตน หรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วยได้ เมื่อผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุขได้ปฏิบัติตามเจตนา ของบุคคลตามวรรคหนึ่งแล้ว มิให้ถือว่าการกระทำนั้นเป็นความผิดและให้พ้นจากความรับผิดทั้งปวง” อธิบายคือ เป็นการแสดงเจตนาของบุคคลเพื่อที่จะกำหนดวิธีการดูแลรักษาของผู้ป่วยในวาระสุดท้ายของชีวิต เป็นการรับรองสิทธิของผู้ป่วยที่จะตัดสินใจเกี่ยวกับตนเองที่จะขอตายอย่างสงบตามธรรมชาติ ไม่ถูกเหนี่ยวรั้งด้วยเครื่องมือต่างๆ จากเทคโนโลยี

จึงทำให้การการุณยฆาตในประเทศไทย เป็นการแสดงความประสงค์ที่จะไม่รับการรักษาต่ออีกต่อไป คณะแพทย์จึงทำได้มากสุดคือการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง ร่วมมือกันระหว่างแพทย์ ผู้ป่วย และญาติ เพื่อให้วาระสุดท้ายในชีวิตของผู้ป่วยสิ้นสุดลงด้วยดี

 

สุดท้าย การุณยฆาตไม่ได้เป็นการฆ่าตัวตาย แต่ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลที่อยู่ในภาวะของผู้ป่วยและไม่สามารถทำการรักษาต่อได้ว่าจะตัดสินใจอย่างไรดี อยากที่จะมีชีวิตต่อไปเพื่อความสุขของคนรอบข้าง หรือจะจากไปเพื่อไม่ให้เป็นภาระของคนรอบข้าง? และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


Banner_welltitude_“โรคเอดส์”-ไม่ได้ติดกันง่ายๆ.jpg

kinyupen_adminNovember 7, 2018

“โรคเอดส์” โรคชนิดหนึ่งที่บางคนเข้าใจผิด มีความเชื่อที่ผิด กลัวว่าหากอยู่ใกล้ผู้ป่วยที่เป็นโรคเอดสืหรือติดเชื้อเอชไอวีแล้วจะติดเชื้อได้ สุดท้าย “วัดพระบาทน้ำพุ” ก็เป็นสถานที่ที่ผู้ป่วยถูกนำมาทิ้งไว้ที่นี่

“วัดพระบาทน้ำพุ” สถานที่ที่เมื่อพูดถึงชื่อวัดแห่งนี้แล้ว ก็จะถึงนึกผู้ป่วยที่เป็น “โรคเอดส์” หรือติดเชื้อเอชไอวี เมื่อมีผู้ป่วยที่เป็น “โรคเอดส์” หรือติดเชื้อเอชไอวี ที่นี่จะเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่รับผู้ป่วยในการรักษา บางคนก็ไม่กล้าเข้าไปที่วัดแห่งนี้ เพราะความเชื่อผิดๆ ที่กลัวว่าจะติดเชื้อ ซึ่งนั่นเป็นความคิดที่ล้วนคิดกันไปเองทั้งนั้น

ความเชื่อผิดๆ ที่ได้ยินกันมาจากรุ่นสู่รุ่นที่ว่า “อย่าไปอยู่ใกล้คนเป็นเอดส์ เดี๋ยวติด” เป็นประโยคที่ถือได้ว่าค่อนข้างเจ็บปวดอย่างมากในมุมของผู้ป่วย ที่นอกจากต้องทุกข์ทรมานกับการเป็นโรคเอดส์หรือติดเชื้อเอชไอวีแล้ว ยังต้องมาเจ็บปวดกับคำพูดและการกระทำที่แสดงออกถึงความรังเกียจจากคนรอบข้าง ในส่วนของคนรอบข้างเอง ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัวหรือแม้แต่เพื่อนฝูง บางรายมีทัศนคติที่ดี เปิดใจยอมรับผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวี เพราะความจริงแล้ว “เอชไอวี” ไม่ได้ติดกันง่ายๆ เหมือนไข้หวัดซะหน่อย ดูแลเขาให้เขามีกำลังใจที่ดี และสามารถต่อสู้กับเชื้อเอชไอวีได้ ถึงแม้ว่าอาจจะไม่หายขาด 100% แต่ก็ช่วยทุเลาอาการได้ แต่คนรอบข้างบางคนที่มีทัศนคติเชิงลบ ที่เมื่อรู้ว่าคนในครอบครัวเราหรือเพื่อนเราติดเชื้อเอชไอวี ถึงกับต้องออกห่างตัวเขา ไม่กล้าเข้าไปใกล้ แม้แต่ในรัศมีวงกลม 10 เมตรยังไม่กล้าจะเข้าไปเลย เพราะอะไร ก็เพราะความเชื่อผิดๆ ที่ต่างคิดไปเองล้วนๆ สุดท้าย “วัดพระบาทน้ำพุ” ก็กลายเป็นที่ที่เขาผู้นั้นต้องมาอยู่ที่นี่อย่างโดดเดี่ยวเดียวดาย ไร้การดูแลจากครอบครัวและเพื่อน

ล่าสุด เพิ่งเป็นข่าวไปหมาดๆ กับกรณีที่มีการแชร์ภาพของผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวี ถูกนำมาทิ้งที่บริเวณหน้าวัดพระบาทน้ำพุ พร้อมทั้งที่นอนและเสื้อผ้า ช่างเป็นภาพที่น่าสลดใจยิ่งนัก เพราะอะไรถึงต้องรังเกียจกันถึงขนาดนี้ จนถึงขั้นต้องนำมาทิ้งไว้ที่วัดพระบาทน้ำพุ จะว่าไปชีวิตของผู้ป่วยที่ถูกทิ้งในลักษณะแบบนี้คงไม่ต่างอะไรกับสุนัขเร่ร่อน ที่คนเลี้ยงเบื่อหน่ายแล้วก็เอามาปล่อยทิ้ง โยนทิ้ง แบบไม่เหลือเยื่อใยที่มีกันเลย

“โรคเอดส์” (AIDS : Acquired Immune Deficiency Syndrome) เป็นอาการของโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง ชื่อว่า “ฮิวแมนอิมมิวโนเดฟีเชียนซีไวรัส” (Human Immunodeficiency Virus : HIV) หรือ เอชไอวี (HIV) เชื้อดังกล่าวเมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วจะเข้าไปทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาว ซึ่งเม็ดเลือดขาวในร่างกายทำหน้าที่ในการกำจัดสิ่งแปลกปลอม หรือเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายแล้วนำไปทำลาย เมื่อเซลล์เม็ดเลือดขาวถูกทำลาย จึงทำให้ผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อเอชไอวีมีภูมิคุ้มกันต่ำลง ในที่สุดร่างกายไม่มีภูมิคุ้มกันเพียงพอในการป้องกันร่างกายจากเชื้อโรคภายนอก ทำให้ผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวีนั้นสามารถติดเชื้อได้ง่ายกว่าคนปกติ ส่งผลให้เป็นโรคอื่นๆ ตามมา อาทิ วัณโรค ปอดบวม ติดเชื้อในกระแสโลหิต เชื้อรา ฯลฯ เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันถูกทำลาย จึงไม่สามารถกำจัดเชื้อโรคออกจากร่างกายได้

ส่วนความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับโรคเอดส์นั้น ขอให้ทำความเข้าใจกันเสียใหม่ จริงๆ แล้ว โรคเอดส์เป็นโรคที่ไม่สามารถติดต่อได้จากการสัมผัส ไม่สามารถติดต่อกันผ่านการกอดหรือการสัมผัสภายนอกร่วมกัน เช่น การใช้ห้องน้ำร่วมกัน หรือใช้อุปกรณ์รับประทานอาหารร่วมกัน ขณะเดียวกัน เชื้อเอชไอวียังไม่สามารถติดต่อผ่านลมหายใจหรือผ่านอากาศ และไม่ได้ติดต่อผ่านพาหะนำโรค เช่น ยุง แต่สาเหตุหลักๆ ของการติดเชื้อเอดส์หรือเอชไอวีนั้น เกิดจาก การมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย และมีข้อมูลยืนยันชัดเจนว่า กว่า 80% ผู้ป่วยจะติดเชื้อเอดส์จากการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้รับการป้องกัน

จะเห็นได้ว่า โรคเอดส์เป็นโรคติดต่อร้ายแรง ก่อให้เกิดผลเสียต่อร่างกายตามมาอย่างมาก ดังนั้นวิธีการที่ดีที่สุดคือ การป้องกันการติดเชื้อ ด้วยการสวมถุงยางอนามัยทุกครั้งก่อนการมีเพศสัมพันธ์ การมีคู่นอนเพียงคนเดียว และการงดใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น แค่นี้คุณก็ปลอดภัยจากการติดเชื้อเอดส์หรือเอชไอวีได้มากขึ้นแล้ว

ปัจจุบัน มียาต้านไวรัส “เอชไอวี” ไว้รับประทาน แต่ก็ไม่ได้มีการออกมายืนยันว่า จะหายขาดจากการติดเชื้อ 100% เพียงแค่ช่วยทุเลาและสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย ทำให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่นได้ปกติ ยืนยันเลยว่าไม่ได้ติดกันง่าย ๆ สุดท้าย ขอให้ทุกคนเปิดใจ ให้โอกาส ให้พวกเขาได้มีที่ยืนในสังคมบ้าง ขอให้ “วัดพระบาทน้ำพุ” เป็นเพียงทางผ่านให้พวกเขามาพักฟื้น แล้วกลับไปใช้ชีวิตปกติในสังคม ครอบครัว เพื่อนฝูงอย่างมีความสุข


Banner_welltitude_ห้ามผู้ป่วยนวดแผนไทยโดยเด็ดขาด.jpg

kinyupen_adminNovember 6, 2018

รู้หรือไม่? การนวดไม่ใช่ว่าทุกคนสามารถนวดได้เสมอไป เพราะถ้าเรามีอาการกับร่ายกายเราอยู่ อาจส่งอันตรายต่อร่างกายเราได้ ฉะนั้น ผู้ที่มี 10 อาการป่วยและมีโรคเหล่านี้ ห้ามทำการนวดเด็ดขาด อันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้

เชื่อว่าหลายๆ คนได้ใช้พละกำลังในการทำงาน แบกข้าวแบกของ หรือออกกำลัยกาย ส่งบางครั้งก็ทำให้เราเกิดอาการปวดโน่นปวดนี่ ไม่ว่าจะไหล่บ้าง หลังบ้าง แขนขาบ้าง ก็คงต้องการใครสักคนมาคอยบีบนวดเพื่อคลายความเจ็บปวดของร่างกาย แต่จริงๆ แล้วการนวดไม่ใช่ว่าทุกคนสามารถนวดได้เสมอไป เพราะถ้าเรามีอาการกับร่ายกายเราอยู่ อาจส่งอันตรายต่อร่างกายเราได้ โชคร้ายก็อาจถึงขั้นเสียชีวิตได้เลยก็ว่าได้

อย่างล่าสุด ก็เกิดเหตุการณ์สลดใจขึ้น เมื่อมีชายท่านหนึ่งเข้ารับการนวดแผนไทยที่ร้านนวดแห่งหนึ่งในตลาดน้ำ 4 ภาค จ.ชลบุรี และเสียชีวิตในเวลาต่อมา เรื่องนี้เปนประเด็นที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางถึงสาเหตุการเสียชีวิตว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้ชายท่านนี้เสียชีวิตได้

 

ข้อมูลจากกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า ผู้ที่มีอาการป่วยและมีโรคเหล่านี้ ห้ามทำการนวดเด็ดขาด เพราะอาจส่งอันตรายต่อร่ายกายจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ ซึ่งมีอาการต่างๆ 10 อย่าง ได้แก่

1. ผู้ที่มีไข้สูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียส

2. เป็นโรคติดเชื้อเฉียบพลัน

3. ห้ามนวดบริเวณที่มีอาการอักเสบ ติดเชื้อ กระดูกหัก เปราะ ร้าว เคลื่อน

4. เป็นโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ที่ยังควบคุมอาการให้อยู่ในระยะปกติไม่ได้

5. เป็นโรคผิวหนังที่มีบาดแผลเปิดเรื้อรัง

6. เป็นโรคติดต่อที่แพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้

7. เป็นโรคมะเร็ง

8. เข้ารับการผ่าตัดแล้วแผลยังไม่หายสนิท

9. มีอาการหลอดเลือดดำอักเสบ

10. กระดูกพรุนอย่างรุนแรง

ทั้งนี้ การเลือกสถานบริการนวดแผนไทย ควรเลือกร้านที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และอยู่ภายใต้การควบคุมของกระทรวงสาธารณสุข จะสามารถช่วยลดความเสี่ยงอันตรายจากการนวดได้ เพราะหากเลือกใช้บริการสถานบริการนวดแผนไทยที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งคนนวดอาจไม่มีความรู้ว่านวดบริเวณใดหรือจุดใดที่ไม่ควรนวด อาจทำให้เกิดอาการบาดเจ็บหรืออันตรายถึงขั้นเสียชีวิต

อย่างไรก็ตาม บริเวณที่ไม่ควรนวด คือ ตามแนวกระดูกและหลอดเลือด เช่น แนวกระดูกต้นคอ สันหลัง ซี่โครง ข้างคอ ใต้หู หลังหู ต่อมน้ำเหลืองใต้คาง จุดศูนย์รวมเส้นประสาทต่างๆ เช่น ข้อพับแขน ข้อมือ และข้อพับขา นอกจากนี้ คนที่เพิ่งเข้ารับการผ่าตัด หรือสุภาพสตรีที่ตั้งครรภ์ หรือผู้สูงอายุ ควรต้องเพิ่มความระมัดระวัง โดยหลีกเลี่ยงการนวดบริเวณที่มีความเสี่ยงด้วย


Banner_welltitude_แพทย์ชี้-ผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด-มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น.jpg

kinyupen_adminSeptember 25, 2018

อายุรแพทย์โรคหัวใจชี้ ผู้ป่วย “โรคหัวใจและหลอดเลือด” มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น พบได้ในช่วงอายุที่น้อยลงเรื่อยๆ สาเหตุไลฟ์สไตล์ของเด็กยุคปัจจุบันเปลี่ยนไป

ปัจจุบัน คนไทยเข็บไข้ได้ป่วยด้วยโรคภัยไข้เจ็บหลากหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น โรคเบาหวาน , โรคมะเร็ง , โรคไต , โรคไข้หวัด , โรคหัวใจ เป็นต้น เมื่อพูดถึงโรคหัวใจจะพบว่าในแต่ละปี คนไทยป่วยเป็นโรคหัวใจเพิ่มสูงขึ้นกว่า 250,000 คน ในจำนวนนี้เสียชีวิต 20,000 คน/ปี ส่วนใหญ่พบในกลุ่มคนอ้วน กลุ่มคนที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน กลุ่มคนที่ป่วยเป็นความดันโลหิตสูง และกลุ่มคนที่สูบบุหรี่ ซึ่งมีความเสี่ยงมาก

ล่าสุด พล.อ.ท. นพ.กัมปนาท วีรกุล อายุรแพทย์โรคหัวใจ โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ กล่าวภายในงาน “ดูแลหัวใจคุณ ด้วยหัวใจเรา” ว่า ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา สถานการณ์โรคหัวใจและหลอดเลือดมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ส่วนใหญ่พบได้ในช่วงอายุที่น้อยลง กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีอายุน้อยมากขึ้นเรื่อยๆ จากสถิติพบว่ามีคนไทยป่วยและเสียชีวิตมากขึ้นถึงร้อยละ 24 และร้อยละ 41.3 ขณะที่ความเสี่ยงผู้ที่เป็นโรคหัวใจขาดเลือดปี 2558 พบว่า ร้อยละ 29.9 เพิ่มขึ้นเป็น 32.3 ในปี 2559 ส่วนโรคหลอดเลือดสมอง จากร้อยละ 43.3 เพิ่มขึ้นเป็น 48.7 โดย 2 ปัจจัยเสี่ยงจากทางร่างกาย เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง พฤติกรรมการสูบบุหรี่ แต่ป้องกันได้ ส่วนอีกหนึ่งปัจจัย คือ พันธุกรรม ที่ป้องกันและแก้ไขไม่ได้

ทั้งนี้ พล.อ.ท. นพ.กัมปนาท วีรกุล ได้แนะนำให้หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันทรานส์ เช่น เบเกอรี่ โดนัท คุกกี้ และอาหารประเภทจังส์ฟู้ด ซึ่งจะเข้าไปเพิ่มระดับของไขมันไม่ดี หรือ LDL ในร่างกาย ส่งผลเสียต่อหลอดเลือดหัวใจ และหมั่นออกกำลังกายแบบ Fat-burn เป็นการออกกำลังกายในช่วงอัตราการเต้นของหัวใจเหมาะสม


Banner_welltitude_แพทย์ห่วงใยผู้ป่วยกล้ามเนื้อใบหน้าพิการ.jpg

kinyupen_adminAugust 10, 2018

สถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์  จัดตั้งคลินิกผู้ป่วยใบหน้า (Facial Clinic) ดูแลผู้ป่วยกล้ามเนื้อใบหน้าพิการ แก้ปัญหารูปลักษณ์ภายนอกและภายในจิตใจ เพื่อให้เกิดความมั่นใจในการเข้าสังคมและทำงานได้ตามปกติ

นายแพทย์ภาสกร ชัยวานิชศิริ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ผู้ป่วยที่มีใบหน้าเบี้ยวผิดรูป ส่วนใหญ่เกิดจากปัญหาเส้นประสาทควบคุมการทำงานกล้ามเนื้อใบหน้าพิการ โดยอาจเกิดขึ้นชั่วคราวหรือถาวร สาเหตุที่พบ เช่น อาการอักเสบของเส้นประสาท อุบัติเหตุฐานกะโหลกศีรษะแตก หรือหลังการผ่าตัดเนื้องอกเยื่อหุ้มเส้นประสาทสมองเส้นที่ 7 ซึ่งเส้นประสาทดังกล่าวควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อใบหน้า ทำให้ผู้ป่วยมีปัญหาตาปิดไม่สนิท กระจกตาเป็นแผล หายใจไม่สะดวก เคี้ยวอาหารลำบาก พูดไม่ชัด ทำให้ขาดความมั่นใจในการเข้าสังคมและมีปัญหาทางด้านจิตใจ ทั้งนี้การรักษาจะเป็นแบบประคับประคองตามอาการ เช่น ให้ยาลดการอักเสบ ยาหยอดตา หากมีร่องรอยความพิการทางใบหน้าหลงเหลือมาก หรือเส้นประสาทเสียหาย  แพทย์จะพิจารณาปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขา เพื่อให้การรักษาต่อไป วิธีดังกล่าวทำให้ผู้ป่วยต้องมาพบแพทย์หลายระบบ ซึ่งแพทย์ออกตรวจไม่ตรงกัน นอกจากนี้ผู้ป่วยและญาติต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาโรงพยาบาลหลายครั้ง

แพทย์หญิงไพรัตน์ แสงดิษฐ ผู้อำนวยการสถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากความสำคัญของปัญหาดังกล่าว สถาบันประสาทวิทยาจึงได้จัดตั้งคลินิกผู้ป่วยใบหน้า (Facial Clinic)  เพื่อดูแลผู้ป่วยกล้ามเนื้อใบหน้าพิการ บูรณาการทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหลายสาขา ทั้งในและนอกสังกัดกรมการแพทย์ โดยมีจักษุแพทย์  ซึ่งประกอบด้วยทีม
ดร.นพ.วุฒิพงษ์ ฐิรโฆไท ประสาทศัลยแพทย์ สถาบันประสาทวิทยา พญ.พัชรพิมพ์  มัศยาอานนท์ จักษุแพทย์   สถาบันประสาทวิทยา และนพ.ธิติ เชาวนลิขิต  นพ.ศุภศิษฎ์ จิรวัฒโนทัย ศัลยแพทย์ตกแต่ง โรงพยาบาลเลิดสิน ซึ่งผู้ป่วยจะได้รับการประเมินถึงปัญหาเบื้องต้น ตั้งแต่การมองเห็น ความผิดรูปของใบหน้า  ความสามารถในการทำงานของเส้นประสาท  ที่ยังเหลืออยู่ การหายใจ และสภาพจิตใจ ภายหลังการรักษาจะได้รับการดูแลจาก นักกายภาพบำบัด นักจิตวิทยา ช่วยแก้ไขปัญหาในการดำรงชีวิตประจำวัน ตลอดจนแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นภายในจิตใจ  ให้ผู้ป่วยเกิดความมั่นใจในการเข้าสังคมและทำงานได้ตามปกติ  เพื่อให้ผู้ป่วยยิ้มได้อีกครั้ง

เป็นเรื่องที่น่าปลื้มใจที่สถาบันการแพทย์ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ ในสังคมไทยที่มองคนที่ภายนอก ทำให้ผู้ป่วยหลายคนเกิดสภาวะปัญหาทางจิต  ขาดความมั่นใจ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญเป็นเรื่องเล็กน้อยที่ส่งผลไม่น้อยอย่างที่คิด!