วางแผนการเงิน_จดรายจ่าย_งบการเงินล่วงหน้า_กินอยู่เป็น_cover_1.jpg

kinyupen_adminNovember 23, 2021

แก้ปัญหาการเงินสะดุด ให้ราบรื่นไม่มีหลุด ด้วยแพลนค่าใช้จ่ายล่วงหน้า จดงบค่าใช้จ่ายรายเดือนและรายปี


OffPeak_วันค่าไฟถูก_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 13, 2020

ข่าวดีสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าที่ชอบเปิดแอร์นอน หรือใช้ไฟเฉพาะวันหยุด กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

จะมาแนะนำวิธีใช้ไฟแบบถูกแสนถูก และเหมาะกับวิถีชีวิตคนรุ่นใหม่

 

ปกติค่าไฟฟ้าสำหรับบ้านและกิจการขนาดเล็ก เป็นแบบ Progressive rate (อัตราก้าวหน้า) คือ ยิ่งใช้ไฟฟ้ามากก็ยิ่งเสียค่าไฟฟ้ามาก ทำให้รู้สึกว่าค่าไฟแพงเกินไป แต่หากเรามีไลฟ์สไตล์การใช้ไฟฟ้าน้อยในช่วงกลางวัน (On Peak) แต่ใช้ไฟฟ้ามากในช่วงกลางคืน (Off Peak) หรือใช้ไฟฟ้ามากในวันเสาร์ – อาทิตย์ กฟน. มีอัตราค่าไฟฟ้าแบบ TOU ให้เลือก ซึ่งช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าได้มากโขทีเดียว

อัตราค่าไฟฟ้า TOU (Time of Use Tariff) คิดค่าไฟฟ้าที่คิดตามช่วงเวลา โดยการไฟฟ้าฯจะแบ่งการคิดค่าไฟฟ้าตามอัตราที่แตกต่างกันในแต่ละช่วงเวลาที่มีการใช้ไฟฟ้า ดังนี้คือ

 

  • ช่วงความต้องการไฟฟ้าสูง (On Peak) ระหว่างเวลา 00-22.00 น. ของวันทำงาน (จันทร์-ศุกร์) อัตราค่าไฟฟ้า 5.2674 บาท ต่อหน่วย
  • ช่วงความต้องการไฟฟ้าต่ำ (Off Peak) ระหว่างเวลา 00-09.00 น.ของวันทำงาน (จันทร์-ศุกร์) และช่วงเวลาระหว่าง 00.00-24.00 ของวันเสาร์-อาทิตย์ วันแรงงานแห่งชาติ วันหยุดราชการตามปกติ (ไม่รวมวันพืชมงคลและวันหยุดชดเชย) อัตราค่าไฟฟ้า 2.1827 บาท ต่อหน่วย

 

ค่าไฟเลือกได้ตามใจ จ่ายประหยัดคุ้ม แพ็กเกจ TOU ทางเลือกใหม่ จากการไฟฟ้าฯ

 

ถือเป็นการคิดค่าไฟที่เหมาะสำหรับคนทำงาน ที่ไม่มีใครอยู่บ้าน เช้าๆ ออกไปทำงาน ค่อยกลับมาใช้ไฟช่วงดึก ดังนั้น ถ้าจะรีดผ้า เปิดแอร์ หรือทำอะไรที่กินไฟเยอะๆ ควรทำในช่วง Off Peak จะคุ้มสุดๆ

แม้อัตราค่าไฟต่อหน่วยในช่วง Off Peak จะถูกกว่า แต่หากใช้ไฟฟ้าผิดช่วงเวลาจะถูกคิดค่าไฟแพงมาก ทั้งนี้ควรพิจารณาการใช้ชีวิตก่อนตัดสินใจเลือกมิเตอร์ไฟดังกล่าว เพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ใช้ไฟฟ้าที่มองหาทางเลือกที่คุ้มค่าที่สุด

 

ที่มา : การไฟฟ้านครหลวง www.mea.or.th/profile/110/266


มุมมองของคนรุ่นเก่าเกี่ยวกับ-“เงินๆ-ทองๆ”-ที่อยากส่งต่อให้คนรุ่นหลัง.jpg

kinyupen_adminMarch 19, 2019

เมื่อครั้งเรายังเด็ก ผู้ใหญ่มักจะสอนและปลูกฝังในเรื่องของการประหยัด อดออม ให้ความสำคัญในเรื่องการใช้เงิน โดยฝึกให้เรียนรู้และประพฤติกันตั้งแต่เด็กๆ เพื่อที่จะได้นำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ วันนี้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตมีวิธีรับมือง่าย ๆ 5 ข้อ ที่จะนำมาแนะนำให้กับคนรุ่นหลัง

เรื่องนี้ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่มีการถ่ายทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ปัจจุบันแต่ละคนมีวิธีการประหยัดที่แตกต่างกันแต่ก็ยังคงมีสิ่งที่เหมือนกันก็คือ “ไม่ใช้จ่ายเงินเกินความจำเป็น” บางคนเลือกวิธีการประหยัดง่ายๆ ด้วยการหิ้วปิ่นโตมาจากบ้าน เดินและขับจักรยานมาทำงานแทนการเสียเงินค่าโดยสารรถสาธารณะ เป็นต้น

เพราะช่วงนี้เงินๆ ทองๆ เป็นอะไรที่หายาก กว่าจะได้มาแต่ละบาท ก็ต้องแลกมาด้วยน้ำพักน้ำแรง หยาดเหงื่อของแรงงาน และเงินก็จะต้องหมดไปรายจ่ายประจำ ไม่ว่าจะเป็น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเช่าที่พัก ค่าอาหาร ฯลฯ ล้วนแต่มีความจำเป็นทั้งสิ้นในการดำรงชีวิตเพื่อความอยู่รอด

มาดูกันดีกว่าว่าแนวคิดการประหยัดของคนรุ่นปู่ย่าหรือพ่อแม่เรา ที่ดูแล้วไม่ตกยุค สามารถนำมาใช้ในยุคปัจจุบันได้

 

1. “อาหาร” อย่ากินทิ้งขว้าง

เคยเป็นไหม อาหารต่างๆ นาๆ ทั้งอาหารคาวหรืออาหารหวาน เมื่อรับประทานไม่หมดหรือรับประทานเหลือ ก็มักจะนำไปเก็บในตู้กับข้าวหรือตู้เย็น แต่สิ่งที่มักจะเกิดขึ้นหลังจากนี้ คืออาหารอาจจะเน่าเสีย ซึ่งเป็นสิ่งที่บางคนอาจจะละลืมไปโดยมิได้ตั้งใจที่จะให้อาหารเหล่านั้นเน่าเสียไป เพราะอาหารบางอย่างมีโอกาสเน่าเสียได้ ถึงแม้จะใส่ไว้ในตู้เย็นหรือตู้กับข้าวก็ตาม ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดการสิ้นเปลืองและเพิ่มค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็นขึ้น ผู้หลักผู้ใหญ่จึงมักย้ำอยู่เสมอว่า “อาหารอย่ากินทิ้งกินขว้าง”

 

2. “การศึกษา” เป็นสิ่งสำคัญจำเป็น อย่าได้ละทิ้งเป็นอันขาด

สังเกตไหมว่าคนในยุคสมัยก่อนอยากจะให้ลูกหลานของตนเองได้มีโอกาสเรียนสูงๆ ก็เพราะคนสมัยก่อนไม่มีโอกาสได้ศึกษาเล่าเรียนสูงๆ เต็มที่ก็คือจบ ประถมศึกษาชั้นปีที่่ 4 หรือ 6 ระดับมัธยมศึกษา เนื่องจากอายุถึงเกณฑ์แล้วก็ต้องออกมาช่วยที่บ้านทำมาหากินกันแล้ว แต่คนรุ่นใหม่ในปัจจุบันมีโอกาสที่จะได้เรียนต่อจนถึงระดับมหาวิทยาลัยกันมากขึ้น เพราะในตลาดแรงงานบ้านเราต้องการคนมีประสบการณ์การทำงานและวุฒิการศึกษามาประกอบในการสมัครงานแต่ละแห่ง จึงไม่แปลกที่คนสมัยก่อนถึงมักย้ำว่า “อย่าละทิ้งการศึกษา” เพราะในยุคนี้คนที่มีความรู้และความสามารถย่อมได้เปรียบกว่าคนอื่นๆ ยิ่งมีวุฒิการศึกษาสูง ก็ยิ่งมีโอกาสได้เงินค่าแรงสูงเช่นกัน

 

3. “บัตรเครดิต-บัตรกดเงินสด” ไม่จำเป็นอย่าใช้!

คนสมัยก่อนจะย้ำเตือนเสมอว่า ใช้จ่ายอย่างประหยัด ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่ก่อหนี้ใหม่ขึ้นมา โดยเฉพาะการใช้ “บัตรเครดิต-บัตรกดเงินสด” เพราะบัตรดังกล่าวจะก่อหนี้สินขึ้นมาทันที ไม่ได้มีเพียงแค่เงินต้นเท่านั้น แต่มีเงินดอกเบี้ยที่สูงขึ้นอีกด้วย หากเราใช้งานไม่เป็นหรือไม่มีวินัยในการชำระเงิน ทางที่ดีนั้นควรหลีกเลี่ยงการเป็นหนี้จากบัตรเครดิตหรือบัตรกดเงินสดจะดีที่สุด

 

4. การไม่มีหนี้ เป็นลาภอันประเสริฐ

การเป็นหนี้จากการหยิบยืมหรือกู้ยืมจากคนรอบข้าง นอกจากจะสร้างภาระให้ตัวเองแล้ว ยังเป็นการสร้างความเดือดร้อนให้กับคนให้ยืมอีกด้วย นอกจากที่จะไม่ได้เงินคืนแล้ว ยังอาจทำให้ผิดใจกันจนสุดท้ายก็มีเรื่องให้ลาดหมางใจจนมองหน้ากันไม่ติดเหมือนเช่นเดิมอีกต่อไป เพียงเพราะเรื่องหนี้สินจากการหยิบยืมเงินนี่เอง คนสมัยก่อนจึงย้ำอยู่เสมอว่า อย่าสร้างหนี้หรือก่อหนี้ด้วยมือของตัวเอง และอย่าหยิบยืมเงินจากคนรอบข้าง ถ้าไม่อยากมีปัญหาบาดหมางกันในภายหลัง ฉะนั้น หากต้องการสร้างมิตรภาพที่ดีและยืนยาวจะต้องไม่มีเรื่องการหยิบยืมเงินๆ ทองๆ จะดีที่สุด

 

สุดท้าย ชีวิตของคนเราหากรู้จักประหยัดอดออมอย่างที่คนรุ่นเก่าสมัยปู่ย่าตายายหรือพ่อแม่เราย้ำอยู่เสมอ ก็จะทำให้เราสามารถหลีกเลี่ยงการเป็นหนี้สินและการเดือดร้อนจากการไม่มีเงินพอใช้เอาได้ เป็นไปได้อยู่อย่างพอดี พอเพียง ไม่โลภมากจนเกินไปดีที่สุดแน่นอน

นี่คือวิถี กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


อยากมีเงินเก็บ-ก่อน-30-อย่าช็อปตามใจ.jpg

kinyupen_adminFebruary 27, 2019

เคยไหม?…เวลาอยากได้อะไร เป็นต้องได้มันมา ต่อให้ราคาแพงมากแค่ไหนไม่เคยหวั่น กระเป๋าสตางค์นั้นสั่นสู้ ปากบอกอยากเก็บเงิน แต่ก็พร้อมจ่าย!? วันนี้ กินอยู่เป็น มีวิธีดี ๆ มาแนะนำกัน…ให้มีเงินเหลือเก็บแบบล้นกระปุก

ปัจจุบัน พฤติกรรมการซื้อสินค้าของคนในยุคนี้ไม่ได้มีเพียงการไปเดินช็อปปิ้งตามห้างสรรพสินค้าเท่านั้น ตอนนี้การสั่งซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ก็ได้รับความนิยมไม่น้อยเลยทีเดียว ทั้งสะดวก สบาย ไม่ต้องไปเดินหาให้เหนื่อย เพียงแค่ปลายนิ้ว ก็ได้สินค้าตามที่ต้องการ อีกทั้งยังมีโปรโมชั่นล่อตาล่อใจมากมายทางการตลาด ซึ่งก็ตอบโจทย์การซื้อสินค้าจากกลุ่มวัยรุ่น-วัยทำงาน จำนวนมาก

แต่อย่าลืมนึกถึงอนาคต หากอายุใกล้เลข 3 แล้ว สิ่งสำคัญกว่าการช็อปปิ้งคือ “ความมั่นคงในชีวิต” การซื้อบ้าน ซื้อรถ การเก็บออมเงินสำหรับอนาคตที่จะต้องใช้จ่าย เมื่อยามจำเป็นเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ฉะนั้น ใครที่รู้ตัวว่ามีพฤติกรรมเป็นนักช็อปแบบอยากได้ก็ต้องได้ ซื้อไม่อั้น โดยไม่ได้คำนึงหรือนึกถึงความจำเป็นที่จะต้องได้สินค้านั้นๆ บอกเลยว่า คุณต้อง “เปลี่ยนแปลง” เปลี่ยนพฤติกรรมการช็อปปิ้ง หันมาใส่ใจเรื่องการเก็บหอมรอมริบให้มากขึ้น

แล้วจะทำอย่างไรในเมื่อใจมันสั่งมา!?

1. “อยากได้อะไร ก็ต้องซื้อ” เลิกซะ! : การซื้อสินค้าแต่ละอย่าง อย่าซื้อแค่เหตุผลที่ว่า “อันนี้สวย อันนี้ชอบ ฉันอยากได้” แต่ต้องคำนึงถึงคุณสมบัติว่ามีความจำเป็นหรือไม่ จะซื้ออะไรทั้งทีก็พยายามมองการณ์ไกลเอาไว้ก่อน

2. “บัตรเครดิต” อย่าใช้บ่อย : การซื้ออะไรภายในห้างแล้วก็เอะอะก็รูดปรื๊ด รูดปรื๊ด บ่อยๆ ครั้ง ไม่เป็นผลดี แน่ หากเราใช้บัตรเคตรดิตอย่างหน้ามืดตามัว เห็นอะไรก็อยากได้ไปหมดแล้วก็รูดบัตร อย่าลืมนึกถึงด้วยว่าพอสิ้นเดือนจะต้องจ่ายเงินค่าบัตรเคตดิตพร้อมดอกเบี้ยเป็นจำนวนกี่บาท จ่ายไหวไหม? ถ้าจ่ายไม่ไหว เลิกพฤติกรรมนี้ซะ!

3. ไม่ตั้ง Bugget ให้ชัดเจน : การไปจับจ่ายใช้สอยแต่ละครั้ง อย่าลืมว่างบประมาณในกระเป๋าสำคัญที่สุด ดังนั้น ก่อนจะช็อปปิ้งต้องตั้งงบประมาณให้ชัดเจนก่อนว่า ครั้งนี้เราจะช็อปปิ้งด้วยวงเงินไม่เกินกี่บาท เพื่อที่คุณจะได้จัดลำดับความสำคัญได้ว่าจะต้องซื้อสินค้าชิ้นไหนได้บ้าง ภายในงบประมาณที่จำกัดไว้ ที่สำคัญหากสินค้าไหนที่เกินงบควรตัดใจซะ หรือไม่ก็รอให้มีเงินให้ครบก่อนแล้วค่อยมาซื้อใหม่

4. ซื้อด้วยอารมณ์และความชอบส่วนตัว : พฤติกรรมที่ซื้อสินค้าเพราะอารมณ์ที่อยากได้ในขณะนั้น หรือด้วยอารมณ์เครียด เบื่อ หดหู่ แล้วแก้ปัญหาด้วยการไปช็อปปิ้งแก้เครียด บอกเลยว่าเป็นวิธีที่จะทำให้คุณเสียเงินไปอย่างง่ายดาย นอกจานี้ยังทำให้คุณซื้อของที่คุณไม่ต้องการและไม่จำเป็นอีกด้วย

 

เข้าปี 2562 แล้ว ลองเปลี่ยนตัวเองใหม่เป็นคนละคน ให้เป็นนักช็อปตัวยงที่ใช้จ่ายอย่างชาญฉลาด แถมมีเงินเก็บไว้ใช้ในอนาคต ฝึกไว้ตั้งแต่วันนี้ แล้วอนาคตเมื่ออายุเข้าสู่เลข 3 แล้ว คุณจะไม่มีหนี้ก้อนโตให้ต้องรับผิดชอบ หัดวางแผนค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน เพียงเท่านี้ รับรองอนาคตการเงินมีแต่สดใส!

นี่คือวิถี กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


5-วิธีเก็บเงินใส่กระปุกให้อยู่หมัด-มีเงินเก็บไว้ใช้ยามจำเป็น.jpg

kinyupen_adminDecember 11, 2018

ใกล้เข้าสู่ปี 2562 กันแล้ว สำหรับใครที่ยังไม่เคยออมเงิน แล้วคิดหรือตั้งใจที่จะลองเริ่มเก็บเงินใส่กระปุกสักครั้ง วันนี้ กินอยู่เป็น พามาลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและฝึกโดยใช้ 5 วิธีเก็บเงินใส่กระปุกให้อยู่หมัด เพื่อที่จะได้มีเงินเก็บเงินออมสำหรับเอาไว้ใช้ในยามจำเป็นจริง ๆ 


เศรษฐกิจพอเพียง-แนวคิดของพ่อ-ที่สอนคนไทยใช้ชีวิตอย่างประหยัด_web2.jpg

kinyupen_adminOctober 12, 2018

หลักปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เป็นแนวคิดที่สอนให้พสกนิกรไทยมีความเป็นอยู่ที่ดี ใช้ชีวิตเป็น และรู้จักถึงความประหยัดมากขึ้น

เชื่อว่าพสกนิกรไทยหลายๆ คน บางคนยังไม่เข้าใจความหมายของคำว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” ดีพอ บางส่วนเข้าใจกันไปผิดเพี้ยนว่าเป็นการประหยัด ต้องอด เพื่อไม่ให้สิ้นเปลือง ซึ่งนั่นไม่ใช่ความหมายของคำว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” ที่แท้จริง ทีมงานกินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงขอน้อมนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพอดุลยเดช บรมนาถบพิตร มาถ่ายทอดให้ได้ทราบกันอีกครั้ง

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระราชดำริเกี่ยวกับปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” ตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ.2517 โดยทรงมีพระราชดำริว่าด้วยเศรษฐกิจพอเพียงตอนหนึ่งว่า

“…การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐานคือ ความพอมี พอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและอุปกรณ์ที่ประหยัดแต่ถูกต้องตามหลักวิชาการ เมื่อได้พื้นฐานความมั่นคงพร้อมพอสมควร และปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญ และฐานะทางเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป…”

“เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นปรัชญาเกี่ยวกับแนวทางการดำรงชีวิตและปฏิบัติตนของประชาชนทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ชุมชน สังคม รัฐ ตลอดจนประเทศชาติ ทั้งการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดำเนินไปในทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อให้ก้าวทันต่อโลกในปัจจุบัน ทั้งนี้ ในช่วงวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 คนไทยได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้อย่างมาก บริษัทหลายแห่งต้องปิดกิจการลง พนักงานบริษัทต้องกลายเป็นผู้ว่างงานกันหลายคน ด้วยเหตุนี้ หลักปรัชญาความพอเพียงสำหรับการดำเนินชีวิต จึงพิสูจน์ให้เห็นได้ว่าหลักปรัชญาดังกล่าวสามารถนำไปปฏิบัติใช้ได้จริง ทำให้คนไทยสามารถพึ่งพาตนเองและสามารถดำเนินชีวิตได้ รวมถึงสามารถจัดการปัญหาต่างๆ ได้ ซึ่งถือเป็นศักยภาพพื้นฐานที่คนไทยควรพึงกระทำ

หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสามารถอธิบายถึงคุณสมบัติได้ 3 ประการ ประกอบด้วย พอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกันที่ดี ต่อผลกระทบใดๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในภายนอก

“พอประมาณ” หมายถึง ความพอดีที่ไม่น้อยเกินไปและไม่มากเกินไป ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น

“มีเหตุผล” หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับความพอเพียง จะต้องมีเหตุผล โดยพิจารณาจากปัจจัยที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำอย่างรอบคอบ

“มีภูมิคุ้มกันที่ดี” หมายถึง เตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น

ขณะเดียวกัน หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมีเงื่อนไขสมทบอยู่ 2 เงื่อนไข ประกอบด้วย เงื่อนไขความรู้ และ เงื่อนไขคุณธรรม

“เงื่อนไขความรู้” หมายถึง การเป็นผู้มีความรู้เกี่ยวกับวิชาการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องรอบด้าน ขณะเดียวกันจะต้องมีความรอบคอบในการนำความรู้มาพิจารณาเชื่อมโยงกัน เพื่อใช้ในการวางแผนและระมัดระวังตัว

“เงื่อนไขคุณธรรม” หมายถึง ความตระหนักในคุณธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริต อดทน อดกลั้น ความเพียร ใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต และดำเนินชีวิตอย่างมีสติอยู่เสมอ

“… พอเพียงนี้ก็หมายความว่า มีกิน มีอยู่ ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่หรูหราก็ได้ แต่ว่าพอ แม้ว่าบางอย่างอาจจะดูฟุ่มเฟือย แต่ถ้าทำให้มีความสุข ถ้าทำได้ก็สมควรที่จะทำ สมควรที่จะปฏิบัติ อันนี้ก็ความหมายอีกอย่างของเศรษฐกิจพอเพียง หรือระบบพอเพียง …” (พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 4 ธันวาคม 2540)

หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ถ้านำมาประยุกต์ใช้กับเรื่องของการใช้ชีวิตของประชาชนชาวไทยอย่างหยัดนั้น จะอธิบายได้ว่า

“พอประมาณ” หมายถึง การใช้จ่ายเงินอย่างประหยัด ไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยกับเรื่องที่ไม่จำเป็น ขณะเดียวกัน ไม่ควรอดอออมเกินความจำเป็น หากมีความจำเป็นที่จะต้องใช้จ่ายเงิน ก็ขอให้ใช้จ่ายอย่างสมเหตุสมผล

“มีเหตุผล” หมายถึง การใช้จ่ายเงินจะต้องมีเหตุผลรองรับกับรายจ่ายนั้นๆ อาทิ จะซื้อนาฬิกาสัก 1 เรือน ก็ต้องมีเหตุผลว่า จะซื้อเพื่ออะไร มีความจำเป็นหรือไม่ และถ้าต้องซื้อจริงๆ ควรซื้อในราคาที่แพงหรือหรูหราหรือไม่

“มีภูมิคุ้มกันที่ดี” หมายถึง ไม่ประมาทกับการใช้จ่ายเงิน มีสติทุกครั้งในการใช้จ่าย หากเป็นไปด้วยเราควรมีแผนในการใช้จ่ายเงินหรือรู้จักอดออม เผื่อมีเหตุฉุกเฉินที่ต้องใช้เงินในยามจำเป็น

ส่วน 2 เงื่อนไข หมายถึง การมีความรู้และมีคุณธรรม ถ้าอธิบายในด้านของการประหยัดออดออมก็คือการมีความรู้ในเรื่องที่ลงทุนอย่างดีพอ มีความรู้ในการหารายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งต้องมีพร้อมด้วยคุณธรรม ไม่ทุจริต และไม่เอาเปรียบผู้อื่น

อย่างไรก็ตาม หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ถือได้ว่าเป็นพื้นฐานที่สำคัญของประชาชนทุกๆ สาขาอาชีพเลยก็ว่าได้ ซึ่งเชื่อว่าหากทุกคนทำได้ จะทำให้สถานะทางการเงินและเศรษฐกิจของประเทศไทยมีความแข็งแรงอย่างยั่งยืนอย่างแน่นอน

ทีมงานกินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอขอบคุณข้อมูลจาก : มูลนิธิชัยพัฒนา


“บัตรคนจน”-ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทย-แต่ไม่ลดความเหลื่อมล้ำ.jpg

kinyupen_adminSeptember 13, 2018

ผลสำรวจเผยคนไทยส่วนใหญ่เครียดเกิดภาวะความเครียดเรื่องของเศรษฐกิจ-การเงินมากที่สุด เนื่องจากราคาสินค้าและบริการที่มีการปรับราคาสูงขึ้น กินอยู่เป็น แนะนำวิธีรับมือคือการใช้จ่ายอย่างประหยัด ดำเนินชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง

สถาบันวิจัยและบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ได้ทำการสำรวจเรื่อง ดัชนีความเครียดของคนไทยในเดือนสิงหาคม : กรณีศึกษาประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ขอนแก่น และสงขลา” ซึ่งผลการสำรวจพบว่า คนส่วนใหญ่มีความเครียดในเรื่องของเศรษฐกิจ/การเงิน มากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 77.08 ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนในวัยเรียน วัยทำงาน และวัยชรา รองลงมา คือ เรื่องสิ่งแวดล้อมร้อยละ 66.52 และ เรื่องครอบครัว ร้อยละ 55.06 ตามลำดับ ทั้งนี้ พบว่า ระดับความเครียดของคนไทยในการสำรวจครั้งนี้เพิ่มสูงขึ้นกว่า 2 ไตรมาสที่ผ่านมา

 

สำหรับปัจจัยที่ทำให้คนไทยเกิดภาวะความเครียด อันดับ 1 ได้แก่ ปัจจัยเรื่องของราคาสินค้าและบริการที่มีการปรับราคาสูงขึ้น คิดเป็นร้อยละ 67.43 รองลงมา คือ ภาวะเศรษฐกิจยุคปัจจุบัน ร้อยละ 50.95 และ ปัญหาหนี้สินและรายรับไม่พอกับรายจ่าย ร้อยละ 48.46 จึงทำให้คนไทยส่วนใหญ่เกิดความเครียดและกังวลใจ

 

จากปัญหาความเครียดของคนไทยที่เกิดขึ้น ส่งผลทำให้คนไทยส่วนใหญ่รู้สึกเบื่อหน่าย คิดเป็นร้อยละ 78.18 รองลงมา รู้สึกไม่มีความสุข ร้อยละ 66.92 และรู้สึกหมดกำลังใจ ร้อยละ 50.37 ซึ่งจะส่งผลทำให้ความเครียดของคนไทยเพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งอาจสั่นคลอนความเชื่อมั่นของคนไทยที่มีต่อรัฐบาลและหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลแก้ปัญหาต่างๆ เหล่านี้ได้ในที่สุด

 

ส่วนวิธีแก้ปัญหาหรือรับมือกับสภาพเศรษฐกิจในยุคปัจจุบัน คนไทยส่วนใหญ่เลือกพึ่งพาตัวเองโดยการใช้จ่ายอย่างประหยัด ดำเนินชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง คิดเป็นร้อยละ 58.97 รองลงมา หาอาชีพเสริมและพยายามทำงานให้มากขึ้น ร้อยละ 11.06 และปล่อยวางทำใจยอมรับความจริง-มีสติ ร้อยละ 6.28

 

นอกจากนี้จะเห็นว่าปัญหาหลักๆ ที่ทำให้คนไทยส่วนใหญ่เกิดความเครียด คือ ปัญหาสินค้าราคาแพง ปัญหาหนี้สิน/รายรับไม่พอกับรายจ่าย ปัญหาความไม่ซื่อสัตย์สุจริตของนักการเมือง และปัญหาการจราจร ซึ่งเป็นปัญหาที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรนำไปพิจารณาเพื่อปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้คนไทยเกิดความเครียดต่อปัญหาต่างเหล่านี้น้อยลง นี่คือวิถี กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

บทความที่เกี่ยวข้อง