เครียดทางบวก_ท้าทาย_กินอยู่เป็น_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 30, 2021

อย่างที่รู้กัน ความเครียดบั่นทอนสุขภาพ แต่ความเครียดแบบท้าทายกลับเป็นสิ่งที่ดี


จิตเป็นนาย-กายเป็นบ่าว_Cover_web.jpg

kinyupen_adminFebruary 2, 2021

จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว แค่คำคมหรือเปล่า มีผลอะไรขนาดนั้น มาเจาะลึกเรื่องสุขภาพกายถึงระดับเซลล์กันอย่างละเอียด


Kinyupen-คนข้างตัวเครียด-3.jpg

kinyupen_adminAugust 26, 2020

หลายคนอาจกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่เพื่อนร่วมงาน คนรัก คนในครอบครัว เครียดหนักจากสภาวะเศรษฐกิจ ปัญหาชีวิตรอบตัว จนอยากยื่นมือช่วยปลอบประโลมเพื่อไม่ให้จมดิ่งกับความเครียดมากเกินไปจนอาจนำสู่ภาวะซึมเศร้า แต่ถ้าไม่รู้จะเริ่มยังไง


กินอยู่เป็น_การ-ดมกลิ่นเสื้อผ้าแฟนสาว-ช่วยลดความเครียดของฝ่ายชายได้_web.jpg

kinyupen_adminJune 27, 2019

ผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบีย พบว่า ผู้ชายที่สูดดมกลิ่นเสื้อผ้าสวมใส่แล้วของแฟนสาว ช่วยลดและผ่อนคลายเครียดได้อย่างไม่น่าเชื่อ

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวสุดแปลกที่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ สำหรับคู่รักที่ใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะสามี-ภรรยา หรือยังอยู่ในฐานะแฟนที่กำลังคบหาดูใจกันอยู่ ท่านสุภาพบุรุษหลายคนเคยมีอาการแบบนี้บ้างไหม หลังจากทำงานหรือเรียนหนังสือมาอย่างหนักหน่วงตลอดทั้งวัน กลับถึงบ้านทั้งทีก็ขอให้ได้กอดแฟนสาวแน่น ๆ เพื่อช่วยลดและคลายความเครียด แต่สำหรับคู่รักบางคู่อาจจะไม่ค่อยได้มี Moment นี้สักเท่าไหร่ เนื่องจากคู่รักบางคู่กลับบ้านไม่ตรงเวลา บางคู่ก็อยู่คนสถานที่ คนละแห่ง

แต่รู้หรือไม่ว่า วิธีที่ช่วยลดความเครียดของสุภาพบุรุษได้อีกวิธี นอกเหนือจากการกอดแฟนสาวนั้น ก็คือ การได้สูดดมกลิ่นเสื้อผ้าของแฟนสาวนั่นเอง ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าวิธีนี้สามารถลดความเครียดได้จริง เพราะงานวิจัยของมหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบีย ได้ทดสอบคู่รักทั้ง 96 คู่ โดยให้ฝ่ายหญิงอาบน้ำด้วยสบู่สูตรไม่มีสี ไม่มีกลิ่น และสวมเสื้อยืดสีขาวตัวใหม่เป็นเวลา 24 ชั่วโมง จากนั้นนำตัวผู้เข้าทดสอบฝ่ายชายไปสัมภาษณ์ภายใต้ความกดดัน และให้ทำข้อสอบวิชาคณิตศาสตร์แบบยาก ๆ เพื่อเพิ่มระดับความเครียดให้สูงขึ้น ก่อนจะส่งเสื้อสีขาว 3 ตัวให้ลองดม ตัวแรกเป็นเสื้อที่ยังไม่มีใครเคยใส่ ต่อมาคือเสื้อตัวที่แฟนตัวเองใส่โดยคนดมไม่รู้มาก่อน และตัวสุดท้ายเป็นเสื้อของคนแปลกหน้า

ผลการวิจัยพบว่า ฝ่ายชายส่วนใหญ่จำกลิ่นของแฟนตัวเองได้เป็นอย่างดี และพอได้ดมกลิ่นที่ติดเสื้อแล้ว ระดับความเครียดของทุกคนค่อย ๆ ลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน เมื่อพวกเขาลองไปดมเสื้อของคนไม่รู้จักดูบ้าง กลับทำให้ระดับความเครียดเพิ่มสูงขึ้นทันที

อย่างไรก็ตาม สำหรับสุภาพบุรุษที่จะใช้วิธีนี้เพื่อลดความเครียดสะสม ควรมีการพูดคุยและทำความเข้าใจกับแฟนสาวเสียก่อน และอย่าเผลอไปสูดดมกลิ่นเสื้อผ้าของคนข้างบ้านเด็ดขาด ที่สำคัญควรเลือกเสื้อผ้าตัวที่สะอาด ไม่ควรนำเสื้อผ้าที่ชุ่มเหงื่อมาดมเด็ดขาด เพราะเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคและแบคทีเรีย อาจส่งผลให้เกิดโรคระบบทางเดินหายใจได้ แต่ทางที่ดีควรหากิจกรรมอื่น ๆ ทำประกอบ เพื่อลดความเครียดจะเข้าท่ากว่า และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอขอบคุณ ข้อมูลจาก : askmen.com, sciencedaily.com


Banner_welltitude_ล้างจาน.jpg

kinyupen_adminFebruary 19, 2019

ผลการวิจัยจากสหรัฐฯ ระบุว่า “การล้างจาน” ช่วยฝึกสมาธิ ทำให้จิตใจสงบ ลดภาวะความเครียด ความกังวลลง 27% และมีแรงบันดาลใจเพิ่มขึ้น 25%

“การล้างจาน” เป็นอีกหนึ่งกิจวัตรประจำวันที่สมาชิกในครอบครัวทุกคนและทุกบ้านต้องทำกันเป็นประจำอยู่แล้ว ย้อนกลับไปในวัยเด็กแต่ละโรงเรียนก็จะปลูกฝังให้นักเรียนทำทุกอย่างด้วยตนเอง ไม่เว้นแม้กระทั่งการล้างจานหลังรับประทานอาหารกลางวันเสร็จสิ้นแล้ว ถือเป็นเรื่องที่ดีที่ช่วยปลูกฝังให้นักเรียนลงมือทำด้วยตัวเองตั้งแต่วัยเด็ก

แต่รู้หรือไม่ว่าการล้างจานไม่ใช่เป็นแค่การทำกิจวัตรประจำวันเท่านั้น แต่ช่วยส่งผลดีที่จิตใจเราด้วย โดยเว็บไซต์ TIME รายงานผลการวิจัยจากของนักวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยฟลอริดาของสหรัฐฯ ว่า การล้างจานเป็นการช่วยฝึกสมาธิ ฝึกจิตใจให้สงบ ลดภาวะความเครียดของตัวเอง และส่งผลต่อการควบคุมการทำงานภายในร่างกาย โดยเฉพาะระบบสมองให้ระบบความคิดมีประสิทธิภาพมากขึ้น

การวิจัยในครั้งนี้มีนักเรียนเป็นกลุ่มตัวอย่างจำนวน 51 คน โดยให้กลุ่มตัวอย่างอ่านข้อความสั้นๆ ก่อนเริ่มทำการล้างจาน ข้อความดังกล่าวมีใจความว่า

 

“ในขณะที่ล้างจาน จิตใจเราควรจดจ่อกับการล้างจานเท่านั้น ไม่ควรคิดฟุ้งซ่านหรือคิดเรื่องราวที่ทำให้ตนเองเกิดความเครียด จงเตือนสติตัวเองอยู่เสมอว่ากำลังทำอะไรอยู่ อย่างลืมว่า ต้องตระหนักถึงความคิดและการกระทำของตัวเองอยู่เสมอ”

 

ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างที่ล้างจานด้วยความตั้งใจจริงๆ จะมีแรงบันดาลใจเพิ่มขึ้น 25% และช่วยลดภาวะความเครียด ความกังวลลง 27% เนื่องจากขณะที่กำลังล้างจานนั้น กลุ่มตัวอย่างมีจิตใจมุ่งที่การล้างจานและจดจ่ออยู่กับกลิ่นของน้ำยาล้างจานและอุณหภูมิของน้ำในอ่างล้างจาน และฝึกการควบคุมจังหวะการหายใจของตนเอง หายใจเข้าและออกอย่างมีระเบียบ ประหนึ่งเหมือนได้ฝึกนั่งสมาธิ นอกจากนี้ การล้างจานทำให้กลุ่มตัวอย่างรู้สึกว่าเวลาเดินช้าลง ทำให้ตนเองมีเวลาคิด สมองโล่งปลอดโปร่งขึ้น ซึ่งนักวิจัยมองว่าเป็นการปรับอารมณ์ไปในทางที่ดีขึ้น ขณะที่กลุ่มตัวอย่างที่้ล้างจานด้วยความไม่ตั้งใจ จะไม่ได้รับประโยชน์ใดๆ จากการล้างจานเลย

อย่างไรก็ตาม มุมมองของนักวิจัยมีความเห็นเพิ่มเติมถึงเรื่องนี้ว่า การล้างจานดูเหมือนว่าเป็นกิจวัตรประจำวันที่ใกล้ตัว หากกระทำด้วยความตั้งใจแล้วจะช่วยเพิ่มภาวะของสติ จิตใจ มีสมาธิมากขึ้น ช่วยลดความเครียด และพัฒนาความเป็นอยู่ทางด้านจิตใจได้ดีขึ้นเช่นกัน

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก เว็บไซต์ : time.com

 


ฆ่าตัวตาย_-ทางออกของชีวิตหรือเรียกร้องความสนใจ_Cover_1-copy.jpg

kinyupen_adminNovember 13, 2018

ปัญหาการ “ฆ่าตัวตาย” เกิดขึ้นทั่วโลก ไม่เว้นแม้กระทั่งประเทศไทยบ้านเราที่มักเลือกแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยการจบชีวิตของตัวเอง แต่แท้จริงแล้ว “ฆ่าตัวตาย” เป็นการหาทางออกของชีวิต หรือ เป็นแค่เรียกร้องความสนใจกันแน่?

 

ปัญหาชีวิตของแต่ละคนล้วนมีอยู่มากมาย บางคนมีปัญหาก็เลือกที่จะสู้กับปัญหานั้น แต่คนส่วนหนึ่งมีปัญหาก็เกิดอาการเครียด ไม่คิดแก้ปัญหา จมอยู่กับความเครียด และท้ายที่สุด ก็เลือกหนีปัญหาดังกล่าวด้วยการ “จบชีวิต” ของตัวเอง โดยไม่ได้คำนึงเลยว่า การฆ่าตัวตายไม่ได้เป็นการยุติปัญหา แต่เป็นการสร้างปัญหาเพิ่มขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะคนรอบข้างที่จะต้องมารับภาระแทนทั้งหมด

 

ปัญหาการฆ่าตัวตายเกิดขึ้นทั่วโลก ไม่เว้นแม้กระทั่งประเทศไทยบ้านเรา ที่มักจบปัญหาชีวิตด้วยการฆ่าตัวตาย เพียงเพราะปัญหาที่ในความเป็นจริงแล้วสามารถแก้ไขได้อย่างง่ายๆ ด้วยซ้ำ จากสถติการฆ่าตัวตาย โดย World Population Review ได้มีการสำรวจและจัดอันดับประเทศที่มีอัตราการฆ่าตัวตายสูงที่สุดในโลกประจำปี 2018 ใน 177 ประเทศทั่วโลก พบว่า ประเทศที่มีการฆ่าตัวตายมากที่สุด ได้แก่ ประเทศศรีลังกา รองลงมาคือ ลิทัวเนีย , กายอานา ตามลำดับ ส่วนประเทศไทยอยู่อันดับที่ 28 มีอัตราการฆ่าตัวตายอยู่ที่ 16 คน/ประชากร 1 แสนคน ถือได้ว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการฆ่าตัวตายมากที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียน

 

ส่วนสาเหตุของการฆ่าตัวตายเกิดจากปัญหาดังนี้

(1.) ความรัก-ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล

(2.) สุรา-ยาเสพติด

(3.) สังคม-เศรษฐกิจ

(4.) โรคประจำตัว-อาการทางจิต

(5.) ความเครียดส่วนตัว จากปัญหาของชีวิต ที่นำมาสู่การจบชีวิต ที่ก่อนฆ่าตัวตายจะเขียนจนหมายระบายความในใจในสมัยก่อน

แต่ปัจจุบันมีโซเชียลมีเดียเข้ามา หลายคนก็ใช้วิธีการโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กหรือเฟซบุ๊กไลฟ์ระบายความในใจก่อนจะตัดสินใจจบชีวิตลง ซึ่งนั่นนำมาซึ่งข้อสงสัยที่ว่า “การฆ่าตัวตาย” จริงๆ แล้วคือต้องการหาทางออกของชีวิต หรือ เพียงต้องการเรียกร้องความสนใจจากคนรอบข้างให้เขามาสนใจเรา

 

เรื่องนี้ รศ.นพ.ชวนันท์ ชาญศิลป์ นายกสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย ให้ข้อมูลว่า วิธีการป้องกันการฆ่าตัวตาย จะต้องคำนึงถึง 3 ปัจจัย ได้แก่

(1.) ปัจจัยเสี่ยง เช่น มีประวัติการฆ่าตัวตายมาก่อน ครอบครัวเคยมีการฆ่าตัวตาย มีการใช้สารเสพติด หรือมีโรคทางจิตเวช จะต้องใช้วิธีในการเฝ้าระวัง

(2.) ปัจจัยกระตุ้น เป็นเรื่องเปลี่ยนแปลงไม่ได้เช่นกัน แต่ฝึกเรื่องวิธีการจัดการปัญหาได้

(3.) ปัจจัยปกป้อง คือ ดูแลสุขภาพกายและจิตได้ดี การเชื่อมโยงกับคนรอบๆ มีทักษะชีวิตดี ยอมรับนับถือตัวเอง จะช่วยลดความเสี่ยงในการทำร้ายตัวเองและฆ่าตัวตายลงได้

 

ถึงแม้ว่าการฆ่าตัวตายจะเป็นปัญหาสำคัญที่หลายฝ่ายพยายามที่จะแก้ไขปัญหานี้แล้ว แต่ก็ไม่สามารถช่วยลดจำนวนผู้คนที่ตัดสินใจจบชีวิตลง แต่เบื้องต้นสามารถป้องกันได้ หากดำเนินการอย่างทันท่วงที แต่จริง ๆ แล้ว “กำลังใจจากคนรอบข้าง” สำคัญมากที่จะช่วยบรรเทาและลดปัญหาการฆ่าตัวตายได้ ครอบครัวจะต้องสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน คนรอบข้างอาจจะไม่ใช่คนที่แก้ปัญหาให้ได้ แต่ช่วยรับฟังปัญหาของเขา ซึ่งวิธีนี้เคยมีผลวิจัยว่า หากมีเพื่อนที่ไว้ใจได้ 3-4 คน จะมีอัตราลดการฆ่าตัวตายลง 75% ขณะเดียวกันหากมี 5-6 คน จะช่วยลดได้ 89%

 

โดยวิธีการสร้างความสัมพันธ์นั้น หากเป็นคนในครอบครัว ควรเริ่มจากการใช้เวลาทำอะไรร่วมกันและไม่ใช่เรื่องที่เครียดจนเกินไป อาทิ ดูทีวีร่วมกัน ออกไปรับบประทานอาหารนอกบ้าน ท่องเที่ยว ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่จะสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว ส่วนเพื่อนนั้นควรเริ่มจากการเปิดใจคบอย่างผิวเผินก่อน แล้วดูว่าคนไหนเข้ากับเราได้ สุดท้ายก็จะเปิดใจกันมากขึ้นและยอมรับกันมากขึ้นจนเป็นคนที่เราไว้ใจได้