ช่วงที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าหน้าฝนนี้มีน้ำท่วมหนักหลายพื้นที่ ฝนตกหนักรุนแรงนอกจากทำให้จราจรติดขัด อารมณ์เสีย ข้าวของก็เสียหายแล้ว ยังเสี่ยงต่อชีวิตอันเนื่องมาจากพายุฝนทั้งทางตรงและทางอ้อม
ช่วงที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าหน้าฝนนี้มีน้ำท่วมหนักหลายพื้นที่ ฝนตกหนักรุนแรงนอกจากทำให้จราจรติดขัด อารมณ์เสีย ข้าวของก็เสียหายแล้ว ยังเสี่ยงต่อชีวิตอันเนื่องมาจากพายุฝนทั้งทางตรงและทางอ้อม
กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เตือนประชาชนรักษาสุขภาพจาก9 โรค และ 4 ภัยสุขภาพที่มาพร้อมหน้าฝนได้แก่ ไข้หวัดใหญ่ ,ปอดอักเสบ,อุจจาระร่วง, อาหารเป็นพิษ,อหิวาตกโรค,ไข้เลือดออก,ไข้ปวดข้อยุงลายหรือชิคุนกุนยา,เลปโตสไปโรซิสหรือฉี่หนู ,โรคมือ เท้า ปากและ 5.ภัยสุขภาพ ได้แก่ การบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการจมน้ำ การบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการถูกฟ้าผ่า อันตรายจากการถูกสัตว์มีพิษกัด และอันตรายจากการกินเห็ดพิษ
ในช่วงที่ประเทศไทยกับกำลังเข้าสู่ฤดูฝน ซึ่งในแต่ละปีสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปมักทำให้เกิดโรคระบาดประจำฤดูที่อาจจะส่งผลให้เกิดการระบาดเพิ่มมากขึ้น ล่าสุดกรมควบคุมโรค ออกประกาศกรมควบคุมโรค เรื่อง การป้องกันโรคและภัยสุขภาพที่เกิดในช่วงฤดูฝนของประเทศไทย โดยระบุว่าโรที่มีแนวโน้มจะพบผู้ป่วยเพิ่มขึ้นในฤดูฝน แบ่งเป็น 5 กลุ่มใหญ่ได้แก่


1.โรคติดต่อระบบทางเดินหายใจ
ซึ่งทั้งสองโรคสามารถป้องกันได้ด้วยการรักษาสุขภาพ พักผ่อนให้เพียงพอ ทำร่างกายให้อบอุ่น หมั่นล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่ หรือแอลกอฮอล์เจล ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น และสวมหน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัยทุกครั้ง เมื่อต้องคลุกคลีกับผู้อื่น
2.โรคติดต่อทางเดินอาหารและน้ำ
สำหรับการป้องกันกลุ่มโรคทางเดินอาหารและน้ำ คือ ล้างมือ ให้สะอาดทั้งก่อนและหลังการประกอบอาหาร รับประทานอาหาร หรือหลังจากการเข้าห้องน้ำทุกครั้ง ดื่มน้ำสะอาด น้ำต้มสุกหรือน้ำบรรจุขวดที่มีฝาปิดสนิท รับประทานอาหารที่สะอาดและปรุงสุกใหม่ หากต้องการรับประทานอาหารค้างมื้อ ควรอุ่นให้ร้อนก่อนรับประทานทุกครั้ง และไม่ควรรับประทานอาหารสุกๆ ดิบๆ หรืออาหารที่มีแมลงวันตอม
3.โรคติดต่อนำโดยยุงลาย ได้แก่
ทั้งสองโรคสามารถป้องกันได้ด้วยการไม่ให้ถูกยุงกัด และกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง
4.โรคติดต่อที่สำคัญอื่นๆ ในช่วงฤดูฝน ได้แก่
ส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรง และหายเองได้ สำหรับการป้องกัน ผู้ปกครองและครูควรหมั่นสังเกตอาการผิดปกติของบุตรหลาน และคุณครูผู้ดูแลเด็กควรตรวจคัดกรองโรคในเด็กทุกคน หากพบว่ามีอาการสงสัยป่วย ให้แยกเด็กป่วยออกจากเด็กปกติทันที รีบพาไปพบแพทย์ และให้หยุดเรียนจนกว่าจะหายดี
5. ภัยสุขภาพ ได้แก่
ดังนั้นประชาชนควรระมัดระวังและปฏิบัติตามคำแนะนำด้านสุขภาพอย่างถูกต้องเพื่อป้องกันการเจ็บป่วยที่กำลังจะมาพร้อมกับฤดูฝนในปีนี้
เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย…ช่วงนี้บ้านเราก็กำลังเปลี่ยนผ่านจากฤดูร้อนเข้าสู่ฤดูฝน จึงเริ่มมีฝนตกชุกมากขึ้นส่งผลให้สภาพอากาศมีความชื้นสูงตามไปด้วย เอื้อต่อการระบาดของโรคตามฤดูกาล โดยเฉพาะ ไข้หวัดใหญ่ และ ไข้เลือดออก ที่ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการป่วยรุนแรงจนถึงแก่ชีวิต (อ่านประกอบ : สาธารณสุขเตือน! “ยุงลาย” ต้องเร่งกำจัด ตัดวงจรไข้เลือดออกระบาด ซ้ำเติมโควิด-19)
ล่าสุด กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ออกมาเตือนว่า ในช่วงฤดูฝนนี้ให้หมั่นดูแลรักษาสุขภาพให้ดี โดยเฉพาะผู้ที่มีสุขภาพไม่แข็งแรง หรือ มีภูมิต้านทานน้อย ยิ่งมีโอกาสเจ็บป่วยด้วยโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจได้ง่าย โดยเฉพาะ “ไข้หวัดใหญ่” ซึ่งกลุ่มเสี่ยงที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ คือ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว เพราะหากป่วยจะมีอาการรุนแรงมากกว่ากลุ่มอื่นๆ
“โรคไข้หวัดใหญ่” เกิดเชื้อ Influenza Virus ซึ่งสายพันธุ์ที่พบในมนุษย์ คือ สายพันธุ์ A, B และ C การติดต่อเกิดจากการสัมผัสสารคัดหลั่งจากปากและการหายใจ มักพบการระบาดในสถานที่แออัด หรือ ชุมชน
อาการของไข้หวัดใหญ่มักเกิดขึ้นแบบฉับพลันทันที และที่สำคัญคือ ไข้หวัดใหญ่มักมีไข้สูงติดกันหลายวันโดยเฉพาะในเด็กจะมีไข้สูงลอยเกินกว่า 39-40 องศาเซลเซียสติดต่อกัน 3-4 วัน อาจมีอาการหนาวสั่นสะท้านร่วมด้วย นอกจากนั้นเด็กโตและผู้ใหญ่มักมีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลียอย่างมาก และเบื่ออาหารเป็นอาการสำคัญ ขณะที่ไข้หวัดธรรมดาจะมีไข้เช่นกันแต่ไม่สูงมากนัก และลักษณะอาการของโรคจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปมากกว่า
โดยปกติผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถหายเองได้ แต่บางรายอาจมีอาการรุนแรง หรือ เกิดภาวะแทรกซ้อนของโรค อาทิ โรคปอดอักเสบ โรคสมองอักเสบ ที่ส่งผลถึงชีวิต ดังนั้นเมื่อป่วยควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาโดยเร็วจะเป็นการดีที่สุด


กรมควบคุมโรคแนะ “ปิด ล้าง เลี่ยง หยุด” ป้องกันไข้หวัดใหญ่
ในช่วงที่การระบาดของโรคโควิด-19 ยังไม่สามารถควบคุมได้เบ็ดเสร็จ เมื่อจำเป็นต้องออกนอกบ้านก็ต้องสวมใส่หน้ากากผ้า หรือ หน้ากากอนามัยทุกครั้ง ทั้งควรเตรียมหน้ากากสำรองไว้เปลี่ยนในกรณีเปียกฝน และควรเว้นระยะห่างระหว่างบุคคล หมั่นล้างมือบ่อยๆ เพื่อลดโอกาสเสี่ยงในการสัมผัสเชื้อและป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อในวงกว้างด้วย
ที่สำคัญในช่วงฤดูฝนนี้จะไปไหนมาไหนก็ควรพกร่ม หรือ เสื้อกันฝนติดตัวไปด้วยทุกครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายต้องเปียกฝน ช่วยลดการอับชื้น ลดการสะสมของเชื้อรา อันเป็นสาเหตุที่นำไปสู่การเจ็บป่วยต่างๆ นานาได้
ที่มา : กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
เพราะร่างกายมนุษย์มีน้ำเป็นส่วนประกอบถึง 70 % ดังนั้น “น้ำดื่ม” จึงเป็นสิ่งที่มนุษย์ขาดไม่ได้ หากหลายครั้งการเจ็บป่วยก็มักมาจากการดื่มน้ำที่มีแบคทีเรีย หรือ จุลินทรีย์ปนเปื้อนนำไปสู่โรคอาหารเป็นพิษ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วงที่มักพบบ่อยช่วงฤดูร้อน และปัจจุบันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 การเลือก “น้ำดื่ม” ก็ยิ่งควรต้องระมัดระวังมากยิ่งขึ้น เพราะหากพลาดขึ้นมาอาจติดเชื้อได้โดยไม่รู้ตัว เนื่องจากไวรัสดังกล่าวสามารถอยู่บนพื้นผิววัสดุต่างๆ ได้นาน อาทิ
กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข จึงจัดทำคำแนะนำภายใต้หลัก 5 ล. สำหรับประชาชนเพื่อสร้างสุขอนามัยที่ดี ป้องกันเชื้อโควิด-19 ประกอบด้วย


1) ล. เลือก น้ำดื่มสะอาด ได้แก่
> น้ำดื่มบรรจุขวดที่มี อย.
> น้ำประปาใส มีกลิ่นคลอรีนอ่อนๆ
> น้ำจากตู้หยอดเหรียญ สภาพตู้สะอาด เปลี่ยนไส้กรองตามกำหนดเวลา
2) ล. ล้าง ภาชนะบรรจุ หรือ ใช้ดื่มน้ำให้สะอาดทุกครั้งทั้งภายนอกและภายใน และหลังล้างควรต้มในน้ำเดือด หรือ แช่ในน้ำคลอรีน 100 มิลลิกรัมต่อลิตร นาน 2 นาที หรือ 200 มิลลิกรัมต่อลิตร นาน 1 นาที เพื่อฆ่าเชื้อ
3) ล. ลด สัมผัสจุดที่สัมผัสน้ำ เช่น ก๊อกน้ำ พื้นผิวภายในภาชนะ หากจำเป็น อาทิ การเปลี่ยนถังน้ำ เปลี่ยนไส้กรอง ควรล้างมือให้สะอาด หรือ ใช้เจลแอลกอฮอล์ และเมื่อต้องรอกดน้ำจากตู้ ควรลดเว้นระยะห่างจากผู้อื่น อย่างน้อย 1-2 เมตร
4) ล. เลี่ยง ให้เลี่ยงใช้บริการน้ำดื่มร่วมกัน ควรเตรียมน้ำดื่มใส่ภาชนะส่วนตัว และทำสัญลักษณ์ บนภาชนะน้ำดื่มของตนเอง เลี่ยงความสับสน ไม่ให้ปะปนกับผู้อื่น
5) ล. เลิก ใช้ภาชนะดื่มน้ำร่วมกัน เช่น แก้ว จอก ขัน ควรแยกใช้ส่วนตัวหรือแบบใช้ครั้งเดียว
หลักการง่ายๆ เพื่อความปลอดภัยไร้โรค เมื่อรู้แล้วอย่าลืมนำไปใช้ หรือ นำไปแชร์ต่อกันได้เลย
ที่มา : กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข
ขณะที่การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในบ้านเรายังไม่สามารถควบคุมได้เบ็ดเสร็จ จนล่วงเลยใกล้เข้าสู่ช่วงฤดูฝนซึ่งด้วยสภาพอากาศเย็นชื้นเหมาะที่เชื้อโรคจะมีชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นานขึ้น ส่งผลให้ผู้คนมีโอกาสป่วยโรคระบบทางเดินหายใจได้ง่ายขึ้นด้วย นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งโรคที่ควรต้องป้องกันอย่างเร่งด่วนเพื่อไม่ให้แพร่ระบาดซ้ำเติมระบบสาธารณสุขบ้านเรา นั่นก็คือ “ไข้เลือดออก” ซึ่งอันตรายรุนแรงไม่แพ้กันและเแต่ละปียังคงมีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ไม่น้อย
เร่งกำราบก่อนฝนชุก ด้วยหลัก “3 เก็บ ป้องกัน 3 โรค”
“ไข้เลือดออก” ถือเป็นโรคประจำถิ่นที่คนไทยเรารู้จักกันดี เกิดจากเชื้อไวรัส “เด็งกี่” (Dengue) ที่มีอยู่ 4 สายพันธุ์ ได้แก่ เด็งกี่-1 เด็งกี่-2 เด็งกี่-3 และเด็งกี่-4 ที่มนุษย์จะได้รับเชื้อผ่านการกัดของ “ยุงลายเพศเมีย” ที่มีเชื้อ ซึ่งเดงกี่ทุกสายพันธุ์สามารถทำให้ติดไข้เลือดออกได้ทั้งสิ้น โดยโรคนี้พบมากที่สุดบริเวณภูมิภาคอาเซียนและหมู่เกาะแปซิฟิกตะวันตก
ผลกระทบไข้เลือดออกต่อผู้ป่วยแต่ละรายจะมีระดับอาการที่แสดงออกต่างกันไป บางรายใช้เวลารักษาไม่กี่วันก็ทุเลา แต่บางรายอาจมีอาการหนักจนถึงขั้นไอซียู และถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมทันท่วงทีก็อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงและเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้เช่นกัน
ล่าสุด กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เผยแพร่ข้อมูลให้ทราบว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 14 เมษายน 2563 มีรายงานผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกสะสม 8,746 ราย ผู้ป่วยเสียชีวิต 6 ราย และในช่วง 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา พบจังหวัดที่มีอัตราป่วยสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ ระยอง อ่างทอง นครราชสีมา พิจิตร ระนอง เลย ขอนแก่น พังงา สมุทรสงคราม และร้อยเอ็ด ตามลำดับ
พร้อมความเห็นเพิ่มเติมว่า ช่วงเดือนมกราคม – เมษายน ถือเป็นช่วงสำคัญของการป้องกันควบคุมโรคไข้เลือดออก เพราะหากทำได้ดีจะช่วยลดปริมาณผู้ป่วยที่อาจเกิดมากขึ้นในช่วงฤดูฝน (พฤษภาคม-สิงหาคม) นี้ ดังนั้นจึงรณรงค์ให้ผู้ป่วยที่มีไข้เกิน 2 วัน ควรรีบไปพบแพทย์ โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เพื่อลดการเสียชีวิต รวมทั้งในช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 หากป่วยเป็นไข้เลือดออกร่วมด้วยจะทำให้การรักษายุ่งยาก อาการรุนแรงมากขึ้น


ทางด้านการป้องกันโรค ขอให้ยึดหลักตามมาตรการ “3 เก็บ ป้องกัน 3 โรค” คือ
1.เก็บบ้านให้สะอาด ไม่ให้มีมุมอับทึบเป็นที่เกาะพักของยุง
2.เก็บขยะบริเวณรอบบ้าน และ
3.เก็บน้ำปิดฝาภาชนะที่ใส่น้ำให้มิดชิด เปลี่ยนน้ำในแจกันทุกสัปดาห์ กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายภายในบ้านและรอบบริเวณบ้านก่อนเข้าสู่ฤดูฝนที่เป็นฤดูกาลระบาดของไข้เลือดออกทันท่วงที
นี่คืออีกหนึ่งโรคระบาดที่กำลังจะเข้ามาซ้ำเติมเราในช่วงฤดูฝน ดังนั้นเมื่อทราบแล้วก็ควร “กันไว้ดีกว่าแก้” น่าจะเป็นแนวทางที่ดีที่สุด
อาการช่วงเริ่มต้นของโรคไข้เลือดออกจะมีอาการคล้ายไข้หวัด แต่มีลักษณะเฉพาะที่จำแนกได้ดังนี้
ที่มา
จากการแถลงข่าวล่าสุดของรัฐบาล ระบุว่าขณะนี้จะยังไม่ยกระดับการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 เป็นระดับ 3 อย่างไรก็ตามนายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า หากมีการยกระดับเข้าสู่ระยะที่ 3 กระทรวงสาธารณสุข ได้มีการเตรียมการรองรับไว้แล้ว ในส่วนของโรงพยาบาลเฉพาะกิจเพื่อรองรับผู้ป่วย นั่นคือ โรงพยาบาลผู้สูงอายุบางขุนเทียน ของสำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร (กทม.) ซึ่งได้มีการเตรียมความพร้อมเรียบร้อยหมดแล้ว โดยหากมีความจำเป็นต้องรองรับผู้ป่วย โดยมีบ้านเป็นหลัง มีอาคารที่สร้างขึ้นใหม่ ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้เปิดใช้ แต่จะมีที่เปิดในบางส่วนเฉพาะห้องฉุกเฉิน ส่วนแพทย์และพยาบาลที่จะดูแลรักษา ทางกระทรวงสาธารณสุขจะเป็นผู้ดำเนินการเรื่องดังกล่าว
สำหรับโรงพยาบาลผู้สูงอายุบางขุนเทียน เป็น โครงการก่อสร้างอาคารโรงพยาบาลผู้สูงอายุบางขุนเทียน ขนาดพื้นที่ 35 ไร่ บนถนนบางขุนเทียน-ชายทะเล ที่ได้เริ่มก่อสร้างตั้งแต่เดือนมิ.ย.59 เพื่อเป็นโรงพยาบาลด้านเวชศาสตร์สำหรับผู้สูงอายุ และสถานพักฟื้นสำหรับผู้สูงอายุโดยเฉพาะ


แบ่งการก่อสร้างอาคารออกเป็น 6 ส่วน ประกอบด้วย
1.อาคารโรงพยาบาลและศูนย์เวชศาสตร์ผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นอาคารสูง 5 ชั้น และชั้นใต้ดิน 1 ชั้น
2.อาคารหอพักผู้ป่วย เป็นอาคารกลางน้ำสูง 7 ชั้น
3.อาคารสถานพักฟื้นผู้สูงอายุ เป็นอาคารชั้นเดียว ประกอบด้วย บ้านพัก 8 หลัง และอาคารอเนกประสงค์ 2 หลัง
4.อาคารหอพักบุคลากรและอาคารบริการงานระบบ เป็นอาคารทรงสามเหลี่ยมสูง 7 ชั้น รวมดาดฟ้า และชั้นใต้ดิน 1 ชั้น
5.อาคารสถานีซ่อมบำรุง
6. งานถนนและผังบริเวณ
ปัจจุบันโรงพยาบาลผู้สูงอายุบางขุนเทียน เปิดให้บริการในส่วนของแผนกผู้ป่วยนอก (OPD) ทุกวัน เวลา 08.00 – 16.00 น. นอกจากนี้ยังมีคลินิกเฉพาะทาง เช่น คลินิกผู้สูงอายุ คลินิกทันตกรรม คลินิกเบาหวาน คลินิกวัณโรค คลินิกศัลยกรรมกระดูก คลินิกฝังเข็ม ซึ่งให้บริการรักษาพยาบาลแก่ประชาชนครอบคลุมพื้นที่เขตบางขุนเทียนและพื้นที่ใกล้เคียง
โรงพยาบาลผู้สูงอายุบางขุนเทียน เกิดขึ้นตามแผนพัฒนากรุงเทพมหานคร ยุทธศาสตร์ “มหานครปลอดภัย” ที่มีเป้าหมายให้ประชาชนมีสุขภาพอนามัยที่ดี ได้รับบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขที่เท่าเทียมกัน ตลอดจนได้รับการช่วยเหลือฉุกเฉินเมื่อเกิดอุบัติเหตุและเจ็บป่วยขั้นวิกฤติ เป็นโรงพยาบาลทุติยภูมิ ขนาด 300 เตียง และ เป็นศูนย์เวชศาสตร์ผู้สูงอายุ รวมพื้นที่ใช้สอยประมาณ 103,805 ตารางเมตร
ขอขอบคุณภาพจาก : บ้านและสวน
องค์การอนามัยโลกประกาศยกระดับการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ให้เป็น ระดับ “การระบาดใหญ่ระดับโลก”หรือ Global Pandemic เป็นที่เรียบร้อยแล้วหลังพบว่ามีการแพร่ระบาดไปในทุกทวีปทั่วโลก
สำหรับการแบ่งระดับการระบาดของประเทศไทย และ ตามความหมายขององค์การอนามัยโลก มีรายละเอียดดังนี้


การแบ่งระดับการระบาดในประเทศไทย
หน่วยงานด้านสาธารณสุขแบ่งระยะของการระบาด ออกเป็น 3 itfy[ ด้วยกัน ซึ่งแต่ละเฟสจะบ่งบอกถึงสถานการณ์ที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับแหล่งที่มาของการแพร่ระบาดในกลุ่มผู้ติดเชื้อไวรัส ซึ่งมีลักษณะแตกต่างกันไป ดังนี้
ระยะที่ 1 ผู้ป่วยติดเชื้อที่พบล้วนเป็นผู้ป่วยนำเข้าจากต่างประเทศ และไม่พบการติดเชื้อที่เกิดขึ้นในประเทศ ซึ่งคล้ายกับสถานการณ์ในประเทศไทย ในช่วงต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งผู้ติดเชื้อล้วนเป็นชาวต่างชาติที่มีประวัติเดินทางมาจากประเทศเสี่ยง
ระยะที่ 2 จะพบว่า เริ่มมีคนไทยติดเชื้อในประเทศจากนักท่องเที่ยวหรือคนไทยที่คาดว่าติดเชื้อจากการเดินทางไปยังกลุ่มประเทศเสี่ยง เช่น กรณีผู้ติดเชื้อชาวไทยที่ทำอาชีพขับรถรับส่งนักท่องเที่ยวจีน แต่ยังไม่พบการติดต่อในกลุ่มคนในประเทศจากคนในประเทศด้วยกันที่ไม่เคยมีประวัติเดินทางไปยังกลุ่มประเทศเสี่ยง
ระยะที่ 3 การระบาดในระยะ 3 จะเป็นช่วงที่มีการระบาดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยจะพบว่ามีการติดเชื้อระหว่างคนในประเทศด้วยกัน ระหว่างผู้ที่ไม่เคยมีประวัติเดินทางไปยังต่างประเทศ โดยพบเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คล้ายกับกรณีที่เกิดขึ้นในเกาหลีใต้ หลังจากที่ผู้มีประวัติเดินทางไปต่างประเทศได้แพร่กระจายต่อชุมชนในลัทธิแห่งหนึ่ง ทำให้เกิดการแพร่กระจายต่อในชุมชนต่างๆ เป็นวงกว้าง


การแบ่งระดับการระบาดขององค์การอนามัยโลก
แบ่งการระบาดของโรคระบาดทั่วไปคือ
เมื่อวันที่ 24 ก.พ. ที่กรุงเจนิวา นายทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก หรือ ฮู (WHO) แถลงสถานการณ์ของโรค COVID19 ตามเวลาท้องถิ่น ขอให้ทุกประเทศทั่วโลกตระหนักถึงการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 เพราะมีความเป็นไปได้ว่าอาจจะเกิดการแพร่ระบาด ดังนั้นทุกประเทศทั่วโลกควรเตรียมพร้อมสำหรับการรับมือไว้ล่วงหน้าเพื่อสกัดการแพร่ระบาดดังกล่าว
อย่างไรก็ตามตอนนี้องค์การอนามัยโลกยังไม่ได้ประกาศว่าโรค COVID19 เป็นโรคระบาดที่ในวงกว้างที่เรียกว่า การระบาดแบบ แพนเดมิก (Pandemic) แม้ว่าจะมีการระบาดเกิดขึ้นในหลายประเทศในโลก โดยระบุว่าขณะนี้ข้อมูลอาจจะยังไม่ตรงกับข้อเท็จจริงและอาจทำให้เกิดความกลัวมากเกินไป อย่างไรก็ตามองค์การอนามัยโลกยังคงเฝ้าระวังการแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่อง โดยสิ่งที่ประเทศต่าง ๆ จะต้องเตรียมรับมือ คือการประเมินความเสี่ยงในประเทศของตัวเองโดยให้ความสำคัญใน 3 ประเด็นคือ การปกป้องบุคลากรทางการแพทย์ การปกป้องผู้คนที่มีความเสี่ยงสูงสุด และการเฝ้าระวังในประเทศที่มีระบบสุขภาพที่อ่อนแอ
ปัจจุบันจำนวนผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ยังอยู่ในจีนศูนย์กลางการระบาดของไวรัสซึ่งมีผู้ติดเชื้อแล้วกว่า 77,000 คน และเสียชีวิตแล้วเกือบ 2,600 คน แต่จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่กำลังลดลงต่อเนื่องในจีน ขณะที่ผู้ติดเชื้อไวรัสนี้มากกว่า 1,200 คนในอีกกว่า 30 ประเทศ และมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 20 คน นอกจีนแผ่นดินใหญ่ โดยอิตาลีเฉพาะในอิตาลี และ อิหร่านที่มีรายงานผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น
สำหรับสถานการณ์ในประเทศไทยขณะนี้ กระทรวงสาธารณสุขมีผู้ป่วยยืนยันที่รักษาหายแล้ว 22 ราย ยังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 15 ราย รวมยอดผู้ป่วยสะสม 37 ราย พร้อมกันนี้ได้มีการเตรียมวิจัยยาสมุนไพรฟ้าทลายโจรในการต้านเชื้อไวรัสด้วย ทั้งยังมี คำแนะนำสำหรับประชาชนในการป้องกันตัวเองจากโรค COVID19 ดังนี้
ขอบคุณภาพจาก Twitter : World Health Organization (WHO)
หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมต้องเป็นสถาบันแห่งนี้ ทำไมต้องรักษาที่นี่ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จะพาไปรู้จักสถาบันด้านสาธารณสุข ที่เป็นสถานพยาบาลในสังกัดรัฐมีอายุยาวนาน และมีหน้าที่ดูแลเรื่องโรคติดต่อที่ทุกคนกำลังสนใจอยู่ในขณะนี้
ในสมัยรัชกาลที่ 5 ประเทศไทยเริ่มมีการก่อสร้างโรงพยาบาลขึ้นหลายแห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลบางรัก (ปัจจุบันโรงพยาบาลเลิดสิน) โรงพยาบาลกลาง โรงพยาบาลสามเสน และโรงพยาบาลคนเสียจริต (ปัจจุบันสถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา) แต่กลับปรากฏว่ายังไม่มีโรงพยาบาลที่รับรักษาโรคติดต่ออันตรายโดยเฉพาะ เช่น อหิวาตกโรค กาฬโรค และไข้ทรพิษ


ขอบคุณภาพจาก https://ahfthailand.com
พระองค์จึงทรงมีพระราชดำริจัดสร้างโรงพยาบาลโรคติดต่อขึ้น ที่บริเวณตำบลปากคลองสาน (ปัจจุบันโรงพยาบาลตากสิน)แรกตั้งโรงพยาบาลแห่งนี้มุ่งหวังรับผู้ป่วยโรคติดต่ออันตราย แต่ปรากฏว่าเมื่อเกิดโรคระบาดทั้งอหิวาต์และไข้ทรพิษ โรงพยาบาลแห่งนี้ก็รับได้ไม่หมด ประกอบกับการเดินทางสัญจรลำบาก จึงต้องตั้งโรงพยาบาลพิเศษขึ้นตามสถานที่ต่างๆ เมื่อมีโรคระบาด เช่น วัดเทพศิรินทร์ วัดสุทัศน์ วังเสด็จในกรมขุนชัยนาทนเรนทร สุขศาลาบางรัก
อย่างไรก็ตามแม้ช่วงที่ไม่มีโรคติดต่ออันตราย โรงพยาบาลแห่งนี้ก็รับผู้ป่วยโรคอุจจาระร่วงอย่างแรงเป็นประจำ หรือบางครั้งเป็นสถานที่คุมผู้สัมผัสโรคหรือพาหะของโรคที่มาจากต่างประเทศไว้สังเกต เช่น พ.ศ. 2489 ได้กักผู้โดยสารที่ตรวจพบพาหะโรคมากับเรือจากจีนไว้ 95 คน เป็นต้น
ต่อมาในปี พ.ศ. 2487 ได้ตั้ง “โรงพยาบาลโรคติดต่อ พญาไท” บริเวณถนนดินแดงหากในสมัยรัฐบาลจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เกิดโรคระบาดร้ายแรง มีคนเสียชีวิตมากมาย แม้พระบำราศนราดูร (สกุล “เวชชาชีวะ”) รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงสาธารณสุขในช่วงนั้นจะสามารถควบคุมโรคจนสงบลง แต่จอมพลสฤษดิ์ ได้เห็นว่าโรงพยาบาลโรคติดต่อซึ่งตั้งอยู่บริเวณถนนดินแดง ตำบลพญาไท ไม่เหมาะสมเนื่องจากตั้งอยู่ใกล้เขตชุมชน อีกทั้งมีสภาพทรุดโทรม จึงให้ตั้งโรงพยาบาลโรคติดต่อแห่งใหม่ที่ตำบลตลาดขวัญ จังหวัดนนทบุรี และใช้ชื่อ “โรงพยาบาลบำราศนราดูร”
ปัจจุบันโรงพยาบาลบำราศนราดูร เปลี่ยนชื่อเป็น “สถาบันบำราศนราดูร” อยู่ในสังกัดกรมควบคุมโรคกระทรวงสาธารณสุข มีอำนาจหน้าที่หลักคือ ศึกษา วิเคราะห์ วิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ด้านการเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุม ตรวจ วินิจฉัย รักษาและฟื้นฟูสภาพผู้ป่วย รวมถึงการดูแลภาพรวมของการป้องกันโรคติดต่อ โดยเฉพาะโรคเอดส์และโรคที่เป็นปัญหาสำคัญของไทย
ดังนั้นด้วยเป็นสถาบันของรัฐ ที่เป็นหน่วยงานโดยตรงของกระทรวงสาธารณสุขที่ทำหน้าที่ดูแลด้านโรคติดต่อมาตั้งแต่ต้น ทำให้ปัจจุบันสถาบันบำราศนราดูรเป็นสถาบันหลักของรัฐบาล ที่จะใช้ในการดูและป้องกัน รักษา รวมถึงทำการศึกษาด้านโรคติดต่อ ที่เกิดขึ้นภายในประเทศนี่ จึงเป็นที่มาว่าทำไม สถาบันบำราศนราดูร เป็นสถาบันที่ดูแลรักษา “COVID-19” ที่กำลังระบาดในขณะนี้
ขณะนี้ทางการญี่ปุ่น ยืนยันว่ามีผู้ติดเชื้อ COVID19 แล้วในหลายพื้นที่ ทั้งฮอกไกโด, โตเกียว, ชิบะ, คานางาวะ, ไอจิ, มิเอะ, นารา, วาคายามะ, โอซาก้า, เกียวโต
กระทรวงสาธารณสุขไทย จึงประกาศขอให้คนไทยที่เดินทางไปญี่ปุ่น ตั้งแต่ 1-14 ก.พ. เฝ้าระวังตัวเองเป็นเวลา 14 วัน และพิจารณาเลื่อนการเดินทางหลังจากวันนี้เป็นต้นไป
แนวทางปฏิบัติสำหรับผู้เพิ่งเดินทางกลับจากญี่ปุ่น ช่วงวันที่ 1-14 ก.พ.63


นอกจากญี่ปุ่นแล้ว ผู้ที่เพิ่งกลับจากจีน สิงคโปร์ระยะนี้แล้ว หากไม่สบาย ขอให้รีบไปตรวจคัดกรองเชื้อ ที่สถาบันบำราศนราดูร ด้วยเช่นกัน
ขอบคุณภาพจาก : livemint.com