‘Cryonics’ ตายแล้วฟื้น เกิดขึ้นได้

เรื่องจริงไม่ใช่ในหนัง เมื่อวิทยาศาสตร์กับความตายมาบรรจบกัน ฝากความหวังไว้กับอนาคต

ชีวิตหลังความตาย ถ้าตามหลักศาสนาที่เราเรียนรู้มาคือ วัฏจักรชีวิตจะดำเนินไปตามขั้นเกิด แก่ เจ็บ และตายหลังจากนั้นเมื่อดวงวิญญาณไปชดใช้กรรม หรือไปเสวยสุขบนสวรรค์ก็ถึงเวลาที่จะเข้าสู่วงล้อเดิมเว้นแต่ว่าจะถึงนิพพาน หากในความเชื่อแบบนี้ก็มีกรณียกเว้นที่ทำให้เรามักได้ยินเรื่องของการตายแล้วฟื้น ช่วงดวงจิตออกจากร่าง หากในความเชื่อทางวิทยาศาสตร์การตายก็คือสภาพร่างกายชำรุด และสัญญาณไฟฟ้าในสมองหยุดทำงาน นี่ก็เป็นที่มาทำให้เมื่อใดที่สัญญาณไฟฟ้ายังไม่หยุดทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์ก็มีวิวัฒนาการเปลี่ยนถ่ายอวัยวะเพื่อให้ทุกอย่างดำเนินต่อไป

 

หากล่าสุดที่มาเป็นกระแสอีกครั้งคือกรณีการพูดถึงเทคโนโลยีไครโอนิกส์ (Cryonics) หรือที่เรียกว่าแช่แข็งมนุษย์ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตจึงนำวิธีการมาให้เราได้ทบทวนอีกครั้งเพราะนี่คือวิวัฒนาการทางวิทยาศาสตร์ที่ต่อไปมนุษย์จะเป็นผู้เลือกและกำหนดว่าต้องการให้ชีวิตดำเนินไปทางใด มีอายุขัยเท่าไรไม่ใช่ธรรมชาติหรือวัฏจักรเป็นตัวกำหนด

 

ไครโอนิกส์หรือการแช่แข็งร่างกาย โดยกระบวนการจะเริ่มหลังจากที่หัวใจหยุดเต้น (ตายในทางการแพทย์) ซึ่งในช่วงต้นที่หัวใจหยุดเต้นนั้นสมองและอวัยวะภายในจะยังไม่ล้มเหลวโดยขั้นนี้เองที่เจ้าหน้าที่ไครโอนิกส์ ก็จะเข้าไปย้ายด้วยระยะเวลาที่เร็วที่สุดโดยในระหว่างเคลื่อนย้ายอาจจะฉีดเลือดเข้าไปหล่อเลี้ยงอวัยวะภายใน และฉีดยาป้องกันการแข็งตัวของเลือดเข้าไปในร่างกาย

 

เมื่อมาถึงสถานที่เก็บร่างด้วยการแช่แข็ง ร่างจะถูกนำเข้าสู่กระบวนการ Vitrification เพื่อไม่ให้เซลล์เกิดความเสียหายโดยเอาสารเคมีเข้าไปแทนเลือดและน้ำในเซลล์ในร่างกาย หลังจากนั้นแช่แข็งที่อุณหภูมิติดลบมากกว่า100 องศาเซลเซียส จากนั้นจะเก็บไว้ในแคปซูลหรือห้องเย็นขนาดใหญ่และคอยเติมไนโตรเจนเหลวเพื่อรักษาอุณหภูมิ

 

 

สำหรับบริษัทผู้ให้บริการในปัจจุบันจะมีทั้งในสหรัฐอเมริกา และรัสเซีย อันดับแรกบริษัท Cryonics อยู่ที่รัฐมิชิแกน สหรัฐอเมริกา โดยค่าใช้จ่ายสำหรับการแช่แข็งทั้งร่างประมาณ 6.3 ล้านบาท (200,000 เหรียญสหรัฐฯ) แต่ถ้าเก็บเฉพาะสมองจะประมาณ 2.52 ล้านบาท (80,000 เหรียญสหรัฐฯ) ขณะที่บริษัทที่ KrioRus ในรัสเซีย ราคาแช่แข็งทั้งร่างประมาณ 1.13 ล้านบาท (36,000 เหรียญสหรัฐฯ) แต่ถ้าเก็บเฉพาะสมองจะประมาณ 3.7 แสนบาท (12,000 เหรียญสหรัฐฯ)

 

ปัจจุบันเทคโนโลยีไครโอนิกส์ได้รับความสนใจจากบุคคลชั้นนำของโลกโดยมะหะหมัด,มูฮัมหมัด อาลี ก็เป็นหนึ่งในลูกค้าของเทคโนโลยีไครโอนิกส์ ที่ได้รับการแช่แข็งหลังจากที่เสียชีวิตและที่ออกมาให้สัมภาษณ์ต่อสื่อว่าจะใช้เทคโนโลยีนี้ในช่วงปลายของชีวิตก็มี ลาร์รีย์ คิง ปารีส ฮิลตัน บริทนีย์ สเปียร์ เป็นต้น

 

อย่างไรก็ตามเชื่อว่าแรงบันดาลใจของเรื่องนี้น่าจะมาจากหนังสือ The Prospect of Immortality ของ Robert Ettinger ครูคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ ชาวอเมริกัน ที่เสนอแนวคิดการมีชีวิตอมตะของมนุษย์ด้วยการแช่แข็งร่างกายไว้ที่อุณหภูมิต่ำมากๆ ถึงขั้นติดลบ เพื่อคงสภาพเซลล์ของร่างกายเอาไว้

 

โดย James Bedford คือ มนุษย์คนแรกที่ถูกแช่แข็ง เขาป่วยเป็นมะเร็งไตและลุกลามไปที่ปอด เจมส์ บอกกับทุกคนก่อนตายว่า เขาต้องการแช่แข็งตัวเองไว้ เผื่อว่าสักวันหนึ่งจะมีวิธีการคืนชีพและรักษามะเร็งของเขาได้เบดฟอร์ด เสียชีวิตเมื่อวันที่ 12 มกราคม ปี 1962 ซึ่งกลายมาเป็นวันสำคัญของการแช่แข็งมนุษย์ ที่เรียกว่า Bedford Day เพื่อรอการฟื้นคืนชีพ

 

 

นอกจากนี้ในวงการภาพยนตร์ฮอลีวูดก็ได้นำเสนอเรื่องราวของเทคโนโลยีนี้ไว้อยู่หลายเรื่องด้วยกัน เช่น สตาร์ เทรค (Star Trek) อินเตอร์สเตลลาร์ (Interstellar) IDIOCRACY (2006) Freezer Burnและ Altered Carbon เป็นต้น

อ่านแล้วก็ลองคิดดูว่าบั้นปลายชีวิตจะเลือกไปต่อ หรือหยุด ณ จุดที่ยืนแต่ทั้งนี้กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตก็เชื่อว่าไม่ว่าจะเลือกแบบไหนก็ดีและเหมาะตามเหตุและปัจจัยของผู้เลือกและถูกเลือก