Cover_2-1.jpg

zebertoothApril 16, 2020

เพราะการออกนอกบ้านไปพบปะผู้คนจำนวนมากอาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ออกไปจำนวนมาก รัฐบาลในหลายประเทศจึงขอให้ประชาชนกักตัวอยู่บ้านเพื่อลดจำนวนผู้ติดเชื้อ ในการที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดในที่สุด

 

แต่การออกมาตรการต่างๆ ที่เข้มงวดก็อาจจะส่งผลกระทบต่อผู้คนจำนวนมาก นานาประเทศคิดค้นมาใช้เพื่อป้องกันการออกนอกบ้านของประชาชน ที่แตกต่างออกไป เพื่อไม่ให้กฎหมายกลายเป็นปัญหากระทบต่อการใช้ชีวิตของประชาชนมากเกินไป และเหล่านี้คือมาตรการที่สำนักข่าวบีบีซี ได้รวบรวมมาได้นำเสนอได้อย่างน่าสนใจ

 

ที่ประเทศ ปานามา รัฐบาลออกมาตรการให้ผู้ชายและผู้หญิงออกนอกบ้านคนละเวลากัน โดยตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. เป็นต้นไป ผู้ชายและผู้หญิงต้องออกนอกบ้านคนละวัน และครั้งละ 2 ชั่วโมงเท่านั้น โดยวันอาทิตย์ห้ามไม่ให้ใครออกนอกบ้านเลยต้องอยู่แต่บ้านกันทั้งครอบครัว

 

ในขณะที่รัฐบาลประเทศโคลอมเบีย มีข้อกำหนดออกจากบางเมืองของประเทศว่าผู้ที่จะออกนอกบ้านได้จะต้องดูตามเลขบัตรประชาชนตัวสุดท้าย ตัวอย่าง เช่น ชาวเมืองบาร์รันกาเบอร์เมฮา คนที่เลขบัตรประชาชนลงท้ายด้วย 0, 7 และ 4 สามารถออกจากบ้านได้วันจันทร์ ส่วนคนที่เลขบัตรลงท้ายด้วย 1, 8 หรือ 5 ออกจากบ้านได้วันอังคาร ซึ่งจะลดจำนวนผู้คนให้ออกมานอกบ้านได้วิธีหนึ่ง

 

ในประเทศเซอร์เบีย ยกเลิกเวลาอนุญาตให้นำสุนัขออกไปเดินเล่นนอกบ้าน ที่ก่อนหน้านี้กำหนดให้มีเวลาระหว่าง 2 ทุ่ม ถึง 3 ทุ่ม แต่ก็ยกเลิกไปแล้วแต่มาตรการนี้ดูเหมือนจะถูกต่อต้านจากคนรักสุนัขและสัตวแพทย์ที่ออกมาบอกว่าการไม่ได้นำสุนัขออกไปเดินเล่นอาจจะส่งผลถึง ปัญหาระบบปัสสาวะของน้องหมาเหล่านี้ที่ปกติก็มีปัญหาอยู่อยู่แล้วยิ่งอาการแย่เข้าไปใหญ่ และยิ่งทำให้สุขอนามัยในบ้านผู้เลี้ยงแย่ลง

 

ส่วนที่ประเทศเบลารุส ประธานาธิบดีแนะนำว่าการดื่มวอดก้าและอบซาวน่าจะช่วยป้องกันการติดเชื้อได้ โดยประธานาธิบดีอเล็กซานเดอร์ ลูกาเชนโก ของเบลารุส ไม่เชื่อว่าประเทศต้องมีมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา โดยบอกว่าเขาไม่เห็นไวรัสลอยไปมาในอากาศเลย แถมตอนที่เขาไปดูฮอกกี้น้ำแข็งว่า คนที่มาดูกีฬาล้วนสุขภาพดีเพราะความเย็นในสนามจะสกัดไม่ให้ไวรัสแพร่ระบาด ทั้ง ๆ ที่ไม่มีหลักฐานว่านี่เป็นเรื่องจริง และมนุษย์เราก็ไม่สามารถเห็นไวรัสโคโรนาด้วยตาเปล่าได้ ซึ่งการออกมาแสดงความคิดเห็นแบบนี้ก็ถูกชาวโลกตำหนิไปพอสมควร

 

สำหรับสวีเดน ยังไม่ได้มีมาตรการอะไรที่เข้มงวดนัก โดยพวกเขาหวังว่าประชาชนจะประพฤติตัวเองอย่างเหมาะสมและมีความรับผิดชอบ เพราะชาวสวีเดนมักจะมีความรับผิดชอบของตัวเองเมื่อป่วยจะไม่ออกมาเดินนอกบ้าน ดังนั้นประชาชนที่เดินอยู่ตามท้องถนนจึงถือว่าเป็นผู้ที่มีสุขภาพดี แต่อย่างไรก็ตามเชื้อโคโรนาอาจจะไม่ได้แสดงอาการแม้ผู้นั้นจะติดเชื้อก็ตามแต่การนำเสนอเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในความรับผิดชอบของประชากรสวีเดน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีการประกาศห้ามคนมากกว่า 50 คนขึ้นไปชุมนุมแล้ว แต่โรงเรียนสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี ยังเปิดอยู่ ผับและร้านอาหารก็ยังเปิดให้ลูกค้าเข้าไปกินดื่มได้อยู่ ประชาชนก็ยังสังสรรค์ไปมาหาสู่ตามปกติ แต่ก็มีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับวิธีรับมือนี้ คงต้องรอดูกันว่ามาตรการแบบนี้จะส่งผลดีหรือเสียกันแน่

 

ส่วนที่มาเลเซีย รัฐบาลมาเลเซียต้องออกมาขอโทษหลังจากที่กระทรวงการพัฒนาสตรีและครอบครัวโพสต์รูปการ์ตูนในโลกออนไลน์ แนะนำให้ผู้หญิงแต่งตัวสวย ๆ แต่งหน้าทาปาก และหยุดบ่นสามีในช่วงที่ต้องปิดประเทศบางส่วนเพื่อให้พ่อบ้านอยู่บ้าน แต่ก็กลายเป็นเรื่องขึ้นมาเมื่อ โดนคนในโซเชียลมีเดียวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจนต้องลบโพสต์การรณรงค์นี้ทิ้งไป

 

ส่วนเติร์กเมนิสถาน มีมาตรการรับมือไวรัสโคโรนาที่ดูน่าตกใจกว่าประเทศอื่น เพราะรัฐบาลสั่งให้ห้ามเขียนคำว่า โคโรนาไวรัส ไว้ในเอกสารสาธารณสุข โดยข่าวนี้หลุดรอดออกมาจากเว็บไซต์ข่าวอิสระ เดอะเติร์กเมนิสถาน ครอนนิเคิล (Turkmenistan Chronicle) ซึ่งถูกบล็อกในประเทศ บอกว่ารัฐบาลได้ลบคำว่าไวรัสโคโรนาออกจากแผ่นพับให้ความรู้ด้านสาธารณสุข นักข่าวที่ทำงานให้กับช่องรายการวิทยุอาซาตลิค (Radio Azatlyk) บอกว่า คนที่พูดถึงไวรัสโคโรนา หรือใส่หน้ากากอนามัย อาจโดนจับกุมตัวได้ ทางการเติร์กเมนิสถานบอกว่าไม่มีผู้ติดเชื้อในประเทศแม้ว่าจะอยู่ติดกับอิหร่านซึ่งเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโคโรนาหนักที่สุดประเทศหนึ่ง

 


tulip-Geramany-covid19-Cover_1.jpg

zebertoothApril 15, 2020

แม้ว่าการระบาดของโรคโควิด 19 จะยังคงไม่ยุติลงท่ามกลางความพยายามของหลายประเทศรวมถึงประเทศเยอรมันนีที่ถือว่ามีจำนวนผู้ติดเชื้อเป็นอันดับต้นๆ

 

 

อย่างไรก็ตามท่ามกลางการต่อสู้อย่างหนักกับการระบาดของโรค ฤดูกาลที่หมุนเปลี่ยนไปตามธรรมชาติก็ไม่มีความเปลี่ยนแปลงจากผลกระทบของไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้ เพราะล่าสุดทุ่งทิวลิปในเขต เกรเวนโบรช์ พื้นที่ทางตอนเหนือของเขตไรน์ – เวสต์ฟาเลีย ประเทศเยอรมนี ก็กำลังบานสะพรั่งต้อนรับฤดูใบไม้ผลิที่กำลังจะมาเยือนในไม่ช้า

 

ภาพถ่ายทางอากาศที่ถ่ายโดยโดรนแสดงให้เห็นสีสัน และความสวยงามของทุ่งดอกทิวลิปขนาดใหญ่ ในพื้นที่กว่าหกไร่ หรือ  100 เฮกตาร์ ดึงดูดความสนใจจากนักนิยมธรรมชาติถึงความสวยงามของมัน เพราะถือเป็นการส่งสัญญาณถึงฤดูใบไม้ผลิที่ชาวเยอรมันรอคอยหลังจากฤดูหนาวผ่านไป  โดยทุ่งดอกทิวลิปในเมืองเกรเวนโบรช์ในนอร์ ธ ไรน์ – เวสต์ฟาเลียได้รับการชื่นชมจากนักท่องเที่ยวที่พากันไปยังทุ่งอันงดงามเพื่อดูดซับความงามตามธรรมชาติ แม้จะยังคงมีการระบาดของโรคโควิด 19 ก็ตาม

 

 

ทุ่งดอกทิวลิปแห่งนี้ กลายเป็นที่รู้จักในฐานะพื้นที่ที่มีการปลูกดอกทิวลิปมากที่สุดของประเทศ โดยทางเขตได้จัดให้เกษตรกรหกคนเป็นผู้รับผิดชอบดูแลบนพื้นที่ขนาดใหญ่ จนกลายเป็นทุ่งดอกไม้ที่มีสีสันสวยงามเป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศ สำหรับดอกทิวลิป เป็นไม้ดอกเมืองหนาวที่พบมากในเขตยุโรปตอนใต้ และเอเชียกลาง ก่อนที่พวกมันจะถูกพัฒนาสายพันธ์ุจนสามารถปลูกได้มากขึ้นในหลายพื้นที่  และเป็นที่รู้จักในฐานะไม้ประดับสวนหรือไม้ดอกที่มีความสวยงามและได้รับความนิยมจากผู้นิยมชมชอบดอกไม้จากทั่วโลก

 

ขอขอบคุณภาพจาก : EPA


19_Cover_1.jpg

zebertoothApril 15, 2020

ปัจจุบันนานาประเทศทุ่มเทให้ความสำคัญกับการพัฒนาคิดค้นวิธีกำราบไวรัสโควิด-19 อย่างขะมักเขม้น โดยเฉพาะฟากยุโรปและอเมริกาที่ถูกคุกคามหนักขึ้น และยังไม่มีใครทราบได้ว่าวิกฤตนี้จะสิ้นสุดเมื่อใด วันนี้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวมความคืบหน้าในการหาทางออกของทั่วโลกมาฝากกัน ซึ่งคงต้องรอดูกันต่อไปว่าวิธีใดที่เป็นฮีโร่พามนุษยชาติฝ่าวิกฤติครั้งนี้ไปได้ในท้ายที่สุด

 

วัคซีนจิ๊กซอว์สำคัญ

“แนวโน้มเริ่มดี แต่ยังต้องรอเวลา”

วัคซีน คือ จิ๊กซอว์สำคัญที่เชื่อว่าจะกำราบไวรัสโควิด-19 ได้อยู่หมัดที่สุด ซึ่งหลายชาติไม่ว่า จีน สหรัฐฯ อิสราเอล ออสเตรเลีย อังกฤษ ล้วนอยู่ระหว่างเร่งพัฒนา อย่างไรก็ตามแม้นักวิจัยสามารถพัฒนาวัคซีนได้สำเร็จแต่คาดการณ์กันว่าคงต้องรอถึงกลางปี 2564 ถึงนำมาใช้ได้จริง สอดคล้องกับความเห็นของศาสตราจารย์แอนเนลีส ไวล์เดอร์-สมิธ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคอุบัติใหม่ สถาบันเวชศาสตร์เขตร้อนและอนามัยในกรุงลอนดอน ประเมินว่าวัคซีนไม่น่าพร้อมใช้งานก่อน 18 เดือนจากนี้ โดยเป็นสมมติฐานที่ตั้งบนโจทย์ว่าระหว่างการพัฒนาต้องไม่เกิดความผิดพลาดใดเกิดขึ้นเลย

 

ทั้งนี้หากวัคซีนโควิด-19 สามารถนำมาใช้ได้จริงภายในปีหน้า นี่จะถือว่าเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของการพัฒนาวัคซีนที่เร็วสุดเท่าที่มนุษยชาติเคยทำมาจากเดิมที่ต้องใช้เวลานานถึง 10-15 ปี หรือ แม้แต่กระบวนการพัฒนาแบบ fast track ก็ยังต้องใช้เวลา 5-10 ปีเลยทีเดียว

 

เหตุผลสำคัญที่การพัฒนาวัคซีนต้องใช้ระยะเวลานาน นั่นเป็นเพราะการวิจัยเชิงทดลองทางคลินิก (Clinical trials) ที่เป็นขั้นตอนสำคัญก่อนขออนุมัติการใช้ยา ซึ่งกินเวลานานหลายเดือน หรือ วัคซีนบางชนิดใช้เวลานานถึงสิบปี โดยจะแบ่งเป็น 3 เฟส ประกอบด้วย

  • Phase 1 เริ่มจากทดลองในอาสาสมัครสุขภาพดีจำนวนไม่กี่สิบคน เพื่อทดสอบประสิทธิผลวัคซีน
  • Phase 2 เพิ่มจำนวนอาสาสมัครเป็นหลายร้อยคน โดยมักใช้สถานที่ที่กำลังระบาดในการทดลองเพื่อวัดประสิทธิภาพวัคซีน
  • Phase 3 เพิ่มจำนวนอาสาสมัครเป็นหลายพันคน

 

นอกจากนี้ในกระบวนการทดลองยังมีโอกาสเกิดความผิดพลาด ผลข้างเคียงที่อาจส่งผลให้เกิดความล้มเหลว รวมถึงนักวิจัยต้องกำจัดความเสี่ยงของวัคซีนที่อาจไปทำให้เชื้อเพิ่มความรุนแรงให้หมดไปด้วย ดังนั้นการวิจัยเชิงทดลองทางคลินิกจึงเป็นขั้นตอนที่ไม่สามารถข้ามหรือรีบร้อนได้

 

ล่าสุดโลกเริ่มเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์อีกครั้ง โดยเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2563 ศาสตราจารย์ซาร่า กิลเบิร์ต แห่งมหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด ประเทศอังกฤษ ระบุว่าวัคซีนโควิด-19 ที่ทีมงานกำลังวิจัยอยู่คาดสามารถนำมาใช้ได้จริงภายในกันยายน 2563 นี้

 

ขณะที่องค์การอนามัยโลกให้ข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2563 ว่าขณะนี้มีวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ที่กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาแล้วถึง 70 รายการทั่วโลก โดยมีการทดลองในมนุษย์แล้ว 3 รายการ ได้แก่

  1. วัคซีนจากบริษัท CanSino Biologics ของฮ่องกงซึ่งพัฒนาร่วมกับสถาบันโอเทคโนโลยีแห่งปักกิ่ง
  2. วัคซีนจากบริษัท Moderna ของสหรัฐฯ
  3. วัคซีนของบริษัท Inovio Pharmaceuticals ของสหรัฐฯ

โดยวัคซีนที่มาไกลที่สุดคือวัคซีนทดลองของ CanSino Biologics ซึ่งอยู่ในเฟสสอง

 

นี่ถือเป็นความหวังครั้งสำคัญของมนุษยชาติ ที่เราคงต้องรอจับตาดูกันอย่างใกล้ชิดต่อไป และโจทย์ใหญ่ที่จะตามมาคือ “ปริมาณการผลิตวัคซีน” ว่าจะทำอย่างไรให้มีเพียงพอต่อความต้องการใช้ของทั่วโลกที่มีจำนวนมากในเวลาสั้นที่สุด รวมถึง “การแบ่งสรรปันส่วนวัคซีน” ที่ประชากรโลกสามารถเข้าถึงวัคซีนได้อย่างเป็นธรรมและเท่าเทียม ดังเคยมีตัวอย่างมาแล้วในช่วงไข้หวัดนก H1N1 ระบาดเมื่อปี 2552 โดยวัคซีนถูกประเทศร่ำรวยกว้านซื้อไปเป็นจำนวนมาก ส่วนประเทศยากจนแทบเข้าไม่ถึง หรือ กว่าจะเข้าถึงก็ล่าช้ามาก

 

กระตุ้นให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่  (Herd immunity)

“แนวคิดดี แต่ยากเชิงปฏิบัติ”

Herd immunity หรือ Community Immunity หมายถึง สถานการณ์ที่สัดส่วนประชากรมีภูมิคุ้มกันจำนวนมากพอ (ทั้งจากที่ร่างกายผลิตขึ้นเองตามธรรมชาติ หรือ ได้รับวัคซีนป้องกันโรค) จนเชื้อไวรัสไม่สามารถแพร่กระจายผ่านไปยังคนอื่นๆ ต่อได้ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า Herd immunity คือ ผลทางอ้อมของการป้องกันโรคจากวัคซีนที่ช่วยปกป้องคนที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกัน ด้วยกลุ่มคนที่มีภูมิคุ้มกันมากพอที่เรียกกันว่า “ภูมิคุ้มกันหมู่” ซึ่งนับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดการให้วัคซีนกับประชากรทั่วโลกเป็นต้นมา

 

วิธีนี้เป็นสิ่งที่ เซอร์แพทริก วัลแลนซ์ หัวหน้าที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์ของรัฐบาลอังกฤษ เสนอแก่รัฐบาลในการรับมือโควิด-19 ช่วงแรก หัวใจสำคัญ คือ ยืดเวลาอัตราการระบาดออกไปให้นานที่สุด โดยปล่อยให้ประชากรประมาณ 60% ของประเทศติดเชื้อเสียก่อน เพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันในกลุ่มคนที่หายป่วยแล้ว ซึ่งภูมิคุ้มกันนี้จะช่วยป้องกันกลุ่มคนที่ไม่มีภูมิคุ้มกันจากไวรัสได้โดยอัตโนมัติ และอาจจะหยุดการแพร่ระบาดของโรคนี้ได้จะช่วยป้องกันการระบาดซ้ำของโรคในภายหลังด้วย

 

อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้ก็ถูกคัดค้าน เพราะมองว่าเสี่ยงเกินไปในสถานการณ์ที่ยังไม่มีวัคซีนป้องกันอาจทำให้มีผู้ป่วยและเสียชีวิตจำนวนมาก เนื่องจากจำนวนอุปกรณ์ทางการแพทย์รวมถึงแพทย์พยาบาลที่มีอยู่ในระบบไม่เพียงพอ และคาดกันว่าคงไม่มีประเทศใดในโลกสามารถรองรับได้ ดังนั้นเราจึงเห็นหลายประเทศใช้วิธี “ยืดเวลา” เพื่อรอความหวังนั่นคือ

1. รอวัคซีนที่มากระตุ้นให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่

2. หวัง (เล็กๆ) ให้ไวรัสกลายพันธุ์ง่ายต่อการควบคุมมากขึ้น

 

ทั้งนี้ท้ายสุดแล้ว กระทรวงสาธารณสุขอังกฤษ ก็ออกมาแถลงว่าวิธีนี้ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งในแผนปฏิบัติการแต่อย่างใด เป็นเพียงผลพลอยได้ที่จะเกิดขึ้นตามธรรมชาติเมื่อสิ้นสุดการระบาดเท่านั้น และน่าจะเป็นเรื่องของการสื่อสารที่ผิดพลาดนั่นเอง

 

อย่างไรก็ตามระหว่างที่โลกยังรอความหวังอยู่นั้น การเว้นระยะห่างทางสังคม หรือ Social Distancing ที่หลายประเทศรวมถึงไทยนำมาใช้อย่างเข้มงวด เพื่อชะลอไม่ให้จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เพิ่มสูงจนเกินกว่าที่ระบบสาธารณสุขประเทศจะรับมือได้คือสิ่งที่ดีที่สุดที่เราทุกคนจะช่วยกันได้ในขณะนี้ #อยู่บ้านหยุดเชื้อเพื่อชาติ #เราจะก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน

 

ที่มาแหล่งข้อมูล

  • bloomberg
  • Hfocus
  • Blockdit หมอเม๊ามอย
  • BEATING COVID-19 เอาชนะโรคร้ายด้วยความเข้าใจโดย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

 

 

 


19_ผีโปตอง_Cover_2.jpg

zebertoothApril 14, 2020

เพราะการออกนอกบ้านไปพบปะผู้คนจำนวนมากอาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ออกไปจำนวนมาก รัฐบาลในหลายประเทศจึงขอให้ประชาชนกักตัวอยู่บ้านเพื่อลดจำนวนผู้ติดเชื้อ ในการที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดในที่สุด

 

อย่างไรก็ตามแม้ว่ามาตรการขอให้ประชาชนอยู่แต่ในบ้านจะเป็นวิธีที่หลายประเทศดำเนินการ แต่ในบางประเทศก็กลับพบว่ารัฐบาลไม่ได้มีคำสั่งการกักตัวที่เข้มงวดเนื่องจากติดขัดปัญหาหลายอย่างโดยเฉพาะความกังวลเรื่องเศรษฐกิจ เช่น ที่ประเทศอินโดนีเซีย ที่รัฐบาลยังไม่ประกาศให้ประชาชนต้องกักตัวอยู่ในบ้าน แต่ด้วยความกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดทำให้หมู่บ้าน หรือ ชุมชนต่างๆ จึงต้องหันมาหาวิธีป้องกันการแพร่ระบาดด้วยตัวเอง เช่นข่าวล่าสุด ที่รายงานโดยสำนักระบุว่า หมู่บ้านเคปูห์ ในประเทศอินโดนีเซีย มีแนวคิดหาวิธีในการป้องกันการระบาดของโรคโควิด-19 จากการออกมาชุมนุมนอกบ้านของชาวบ้านด้วยตัวเอง หลังรัฐบาลยังไม่ออกมาตรการที่เข้มงวดเพื่อป้องกันการระบาด

 

สำหรับวิธีที่ถูกคิดขึ้นเองนี้อาศัยความเชื่อโบราณของชาวอินโดนีเซียเกี่ยวกับผี และวิญญาณของผู้ที่ตายไปแล้ว โดยอาสาสมัครในหมู่บ้านเคปูห์ ในพื้นที่เกาะชวาตอนใต้ได้ให้อาสาสมัคร 2 คน แสดงเป็นผี “โปคอง” ด้วยการนำผ้าสีขาวมาห่อหุ้มตามร่างกายและนั่งอยู่หน้าประตูหมู่บ้านเป็น “ผีผ้าห่อศพ” เพื่อให้ประชาชนไม่ออกมานอกบ้านในเวลากลางคืน หวังที่จะให้ผู้คนห่างจากเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่

 

หมู่บ้านเคปูห์ บนเกาะชวาได้เริ่มใช้วิธี “ผีผ้าห่อศพ” นี้หลังจากที่เกิดการระบาดอย่างหนักในประเทศอินโดนีเซีย โดยอาสาสมัครจะคลุมตัวด้วยผ้าสีขาวและออกลาดตระเวนไปตามท้องถนนในหมู่บ้าน โดยตามความเชื่อของชาวบ้านในอินโดนีเซียเชื่อว่าผี “โปคอง” เป็นวิญญาณของผู้ที่ตายไปแล้ว ร่างกายจะห่อหุ้มด้วยผ้าสีขาว มีใบหน้าเป็นสีขาว ขอบตาเป็นสีดำ โดยแนวคิดดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่รัฐบาลอินโดนีเซียไม่ได้ออกมาตรการปิดเมือง แต่หลังจากที่ยอดผู้ติดเชื้อเพิ่มจำนวนมากขึ้นทำให้ชุมชนท้องถิ่นหลายแห่งเริ่มหวาดกลัวว่าการระบาดมีจำนวนเพิ่มขึ้นในชุมชนของตน ต่างพากันหาวิธีเพื่อป้องกันการติดต่อของโรคด้วยตัวเอง รวมถึงหมู่บ้านเคปูห์ แห่งนี้ที่ใช้วิธีให้อาสาสมัครปลอมตัวเป็นผี “โปคอง” มาลาดตระเวนแทน

 

 

อย่างไรก็ตามวิธีการนี้ไม่ได้ผลในระยะแรกเนื่องจากชาวบ้านส่วนใหญ่รู้ว่ามันเป็นวิธีการเพื่อป้องกันการออกนอกบ้าน และไม่ใช่ผีจริงๆ ทำให้บางคนออกมาแอบดูผีแทน ทำให้ต้องเปลี่ยนวิธีด้วยการให้อาสาสมัครที่ปลอมตัวเป็นผีเหล่านี้ออกมาตอนในช่วงที่ประชาชนไม่ทันตั้งตัวเพราะตกใจซึ่งวิธีนี้ก็ใช้ได้ผล

 

ปัจจุบันอินโดนีเซียมีจำนวนผู้ติดเชื้อแล้ว 4,241 ราย เสียชีวิต 373 ราย และมีความวิตกว่ายอดผู้ติดเชื้ออาจจะเพิ่มจำนวนขึ้นอีก จากการคาดการณ์ของ นักวิจัยที่มหาวิทยาลัยอินโดนีเซียคาดการณ์ว่าอาจมีผู้เสียชีวิต 140,000 รายและ 1.5 ล้านรายภายในเดือนพฤษภาคมหากยังไม่มีมาตรการป้องกันที่เข้มงวด

 

 “ ตั้งแต่ผีโปคองปรากฏตัว เราก็พบว่าพ่อแม่และเด็ก ๆ ไม่ได้ออกจากบ้านของพวกเขาและผู้คนจะไม่มารวมตัวกันหรืออยู่บนถนนหลังจากทำละหมาดตอนเย็นแล้ว” อาสาสมัครซึ่งเป็นทีมงานของผีโปคองกล่าว

 

 

ขณะที่ ที่หมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งแถบชานกรุง” ฆิโต” (Quito) ประเทศเอกวาดอ มีชาวบ้านจำนวนนับร้อยไปชุมนุมกันที่ลานอเนกประสงค์ เพื่อร่วมกันทำพิธีชำระล้างจิตวิญญาณ เพื่อต่อสู้กับเชื้อไวรัส” โควิด-19” ที่กำลังระบาด โดยวิธีการดังกล่าวเป็นการอาศัยความเชื่อของชาวพื้นเมืองที่จะใช้ควันที่ได้จากสมุนไพรในป่า นำมารวมกันแล้วเผาให้เกิดควัน และนำไปโบกใส่ตัว โดยมีแม่หมอที่เรียกกันว่า “มาม่า โรสิตา” เป็นคนสวดคาถาไล่เชื้อโรคออกไป

 

ในเอกวาดอร์มีแม่หมอท้องถิ่นมากมาย  และยังมีกระจายอยู่ในประเทศแห่งเทือกเขาแอนดีส ในทวีปอเมริกาใต้ ยาชัคประกอบพิธีโดยใช้ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์หลายชนิด ซึ่งเชื่อว่ามีสรรพคุณเพิ่มภูมิคุ้มกันในร่างกายมนุษย์ และช่วยป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ ส่วนที่หมู่บ้านอีกแห่งที่อยู่ใกล้ๆ กัน ก็จะใช้วิธีทางความเชื่อด้วยการทำพิธีกรรมสวดไล่เชื้อโรคแบบนี้เช่นกัน

 

แม้จะดูเหมือนเป็นความเชื่อที่ผิดหลักวิทยาศาสตร์ แต่ผู้ที่มาร่วมงานส่วนใหญ่บอกว่า พิธีแบบนี้มีผลทางด้านจิตใจ แต่ในความเป็นจริงแล้วทุกคนก็รู้ดีว่า วิธีที่ดีที่สุดคือล้างมือบ่อยๆ สวมใส่หน้ากากอนามัยเวลาออกจากบ้านนั่นเอง

 

 

ขณะที่ในประเทศไทย ก็มีความเชื่อเกี่ยวกับการใช้ไสยศาสตร์มาเพื่อป้องกันโรคโควิด-19 นี้เช่นกัน โดยที่ จ.นครราชสีมา ชาวบ้านหนองจาน และ จังหวัดพะเยา  ที่พากันแขวนเสื้อสีแดงไว้หน้าบ้าน ตามความเชื่อว่าจะปลอดภัยจากโรคโควิด-19 ชาวบ้านเล่าว่า ได้ยินเรื่องราวของเด็กทารกสื่อสารได้ว่า โรคโควิด-19 คล้ายกับโรคห่าที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ต้องแก้เคล็ดโดยนำเสื้อหรือผ้าสีแดงมาแขวนไว้หน้าบ้าน ทำให้หลายคนพากันทำตาม เนื่องจากเป็นความเชื่อส่วนบุคคล ทำไว้ก็ไม่เสียหายอะไร และยังมองว่าเป็นกิจกรรมที่สร้างสีสันในหมู่บ้าน อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านบอกว่า ไม่ได้เชื่อเพียงแขวนเสื้อแดงเท่านั้น แต่สิ่งสำคัญชาวบ้านยังคงสวมใส่หน้ากากอนามัยและล้างมือเป็นประจำ ตามที่แพทย์แนะนำด้วย

 

 

ขณะที่ ที่ จ.มหาสารคาม เจ้าคณะจังหวัดมหาสารคาม และผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม ร่วมประกอบพิธีสวดทำน้ำพระพุทธมนต์เพื่อนำไปฉีดตามสี่มุมเมือง โดยเชื่อว่าเป็นการขับไล่ป้องปรามโรคร้ายภัยพิบัติต่างๆ ไม่ให้ทำร้ายเมืองตามความเชื่อ ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทย ซึ่งในพิธีมีการนิมนต์พระเถรานุเถระ 9 รูป ประกอบพิธีสวดมนต์ปัดเป่าขจัดภัย จากนั้นมีการปล่อยรถบรรทุกน้ำแบ่งออกเป็น 4 สาย วิ่งไปตาม 4 มุมเมือง เพื่อฉีดพ่นน้ำพระพุทธมนต์  ท่ามกลางคำเตือนที่ว่าละอองน้ำอาจจะทำให้เกิดการติดต่อเพิ่มมากขึ้นก็เป็นได้

 


trend-mask-history-Cover_1.jpg

zebertoothApril 13, 2020

วันนี้ที่ “หน้ากาก” ถูกหยิบขึ้นมาให้ความสำคัญเพื่อป้องกันโควิด 19 หากย้อนไปดูในอดีตก็พบว่าหน้ากากถูกพัฒนาและให้ความสำคัญในทุกครั้งที่มีการแพร่ระบาดของโรคที่สามารถติดต่อกันผ่านละอองฝอยจากการไอจาม ซึ่งการคิดค้นครั้งแรกเกิดขึ้นในสมัย 500 ปีที่ผ่านมาแต่ครั้งที่แพร่หลายและถูกนำมาใช้ป้องกันทั้งบุคลากรทางการแพทย์ ผู้ติดเชื้อหรือคนใกล้ชิดจะอยู่ในช่วง 200 ปีเมื่อจีนเกิดโรคระบาดแมนจูเรีย

 

ประเด็นที่กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ชวนขบคิดคือแต่เดิม หน้ากาก เป็น “ของจำเป็น” เมื่อมีโรคระบาด ซึ่งปกติโรคระบาดโดยเฉพาะกลุ่มไข้หวัดใหญ่จะระบาดในระดับท้องถิ่นทุก1-3 ปี ส่วนการระบาดใหญ่ทั่วโลกจะเกิดขึ้นทุก 10 – 40 ปี แต่สภาวะปัจจุบันเมื่อโลกเผชิญปัญหาด้านมลภาวะทั้งหมอกควัน และฝุ่นละอองที่มีความรุนแรงและมีความถี่มากขึ้น ผนวกกับผู้คนมีการเดินทางแบบไร้พรมแดน จนล่าสุดการระบาดของโควิด 19 ก็มีความเป็นไปได้ว่า “หน้ากากจะไม่ใช่สิ่งจำเป็นในช่วงโรคระบาด แต่จะกลายเป็น  “ของต้องมี”

 

และมีแนวโน้มจะเป็นเสมือนเครื่องประดับของทุกคนที่วันนี้ต่างต้องมีแว่นกันแดด เพื่อป้องกันรังสียูวี  ดังดูได้จากเทรนด์ล่าสุดที่แบรนด์แฟชั่นระดับโลก Louis Vuitton Chanel Supreme Off white  หรือ Prada เป็นต้น หรือดีไซน์เนอร์ไทยต่างออกแบบหน้ากากสุดชิค สุดแนวให้เลือกให้เหมาะ รวมถึงแวดวงทำนายก็เริ่มมีเคล็ดลับเลือกสีหน้ากากถูกโฉลก

 

 

ขอขอบคุณภาพจาก : EPA-EFE

 

อย่างไรก็ตามการเลือกหน้ากาก ไม่ว่าจะสีใด แบบใด สิ่งสำคัญคือสวมใส่ถูกวิธี เปลี่ยนใหม่หรือทำความสะอาดอยู่เสมอ และทิ้งอย่างปลอดภัย

สำหรับเหตุการณ์สำคัญที่หน้ากากมีบทบาทต่อชีวิตผู้คนนั้น กินอยู่เป็น 360 องศาได้รวบรวมจากที่ต่างๆ มีลำดับสำคัญ ดังนี้

 

 

พ.ศ.​ 2199  กาฬโรคระบาดทั่วยุโรป

อาการ    :  มี 2 ลักษณะแต่กรณีติดเชื้อในกระแสเลือด จะมีไข้ หนาวสั่น อ่อนเพลียรุนแรง ปวดท้อง ท้องเสีย อาเจียน มีเลือดออกที่ผิวหนังและอวัยวะอื่น ๆ ในร่างกาย

หน้ากาก :   คล้ายจะงอยปากนก  คาดเป็นเข็มขัดด้านหลังศรีษะ ในส่วนของดวงตาเป็นช่องกระจก คลุมมาถึงจมูกและปาก ภายในใส่สมุนไพรเครื่องเทศเพื่อกันเชื้อโรค

ผู้สวม : แพทย์

 

พ.ศ. 2453  โรคระบาดแมนจูเรีย เริ่มจากจีนและขยายสู่ญี่ปุ่น และรัสเซีย

อาการ  : คล้ายปอดอักเสบ มีไข้ ไอ มีเสมหะและหอบเหนื่อย

หน้ากาก : ผ้าฝ้ายรูปร่างสี่เหลี่ยมผืนผ้ากว้าง 4 นิ้ว ยาว 6 นิ้ว จำนวน 2 ชิ้นซ้อนกันคลุมจมูกถึงคางแล้วใช้

ผ้าพันแผลหรือผ้ากอซกว้าง 6 นิ้ว ยาว 3 ฟุต พาดลงบนผ้าฝ้ายแล้วพันรอบคอ

ผู้สวม  :  แพทย์ ผู้ป่วย ญาติ ผู้ใกล้ชิด สัปเหร่อรวมถึงคนที่เสี่ยงติดเชื้อ

 

 

 

พ.ศ. 2461 – 2463. โรคไข้หวัดสเปน ระบาดทั่วโลก (ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1)

อาการ : เป็นไข้ ไอ จาม คลื่นไส้ ปวดเมื่อย และท้องเสีย คล้ายกับอาการของไข้หวัดใหญ่ทั่วไป

หน้ากาก :  ผ้า โดยมีทั้งแบบสี่เหลี่ยมและสายคาดผูกด้านหลังหรือประยุกต์ใช้จากผ้าผืนยาว

ผู้สวม  :     แพทย์และประชาชนทั่วไป

 

พ.ศ. 2558  มลพิษในกรุงปักกิ่ง

อาการ :     ทางเดินหายใจ ปอด และส่งผลต่อการเต้นของหัวใจ และสมอง

หน้ากาก :  หน้ากากอนามัย และหน้ากากผ้าโดยวัยรุ่นนิยมสีสันสดใส ผู้ชายโทนสีเข้ม โดยช่วงดังกล่าวมี

แบรนด์แฟชั่นระดับโลกได้ออกแบบหน้ากากประกอบชุดในโชว์ของงานแฟชั่นวีค

ผู้สวม  :      ประชาชนทั่วไป

 

ขอขอบคุณภาพจาก : mama steps out 1937, designyoutrust.com, US Museum of Health and Medicine, NATIONAL ARCHIVES


Cover_1.jpg

zebertoothApril 8, 2020

จากสถานการณ์การระบาดของโรค COVID – 19 ทำให้ธุรกิจการขายของออนไลน์เติบโตขึ้นสูงมาก โดยในประเทศไทยเองก็พบว่าบริษัทรับส่งของแห่งหนึ่งมีสินค้าตกค้างจำนวนมาก เนื่องจากขาดพนักงานรับส่งของจนทำให้ต้องเปิดรับสมัครพนักงานส่งของมากขึ้น โดยเหตุการณ์เช่นเดียวกันนี้ยังเกิดขึ้นในหลายประเทศด้วย โดยเฉพาะในประเทศเกาหลีใต้ ที่ถือว่าเป็นประเทศหนึ่งที่ผู้คนนิยมสั่งซื้อของออนไลน์มากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยช่วงการระบาดของโรคทำให้ตลาดออนไลน์เป็นที่นิยมมาก มีผู้คนสั่งซื้อของผ่านหน้าเว็บไซต์ขายของจำนวนมาก ทำให้ในแต่ละวันบริษัทส่งของ มีปริมาณคำสั่งซื้อมากขึ้นตามไปด้วย จนทำให้พนักงานส่งของที่แม้จะเคยมีมากอยู่แล้ว แต่ก็ดูเหมือนจะไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด

 

กระทั่งล่าสุดสำนักข่าวอัลจาซีรา รายงานว่าช่วงกลางเดือนที่ผ่านมาพนักงานของบริษัทส่งของ คูปัง ซึ่งเป็นบริษัทรับส่งของชื่อดังของเกาหลีใต้ต้องสังเวยชีวิตจากการทำงานหนัก โดยเขาถูกพบศพอยู่ที่ระหว่างชั้นสามและห้าของอพาร์ทเม้นท์แห่งหนึ่งกลางกรุงโซล ในระหว่างที่กำลังเดินทางไปส่งของให้ลูกค้า

 

พนักงานชายคนดังกล่าวถูกระบุชื่อว่านายคิม มีอายุเพียง 40 ปี และเพิ่งเข้ามาทำงานรับส่งของให้กับคูปังได้เพียง 1 เดือนเท่านั้น โดยจากการชันสูตรแพทย์ระบุสาเหตุของการเสียชีวิตอย่างเป็นทางการของเขาว่าเกิดจาก โรคหัวใจกำเริบ ในขณะที่พนักงานในบริษัทเดียวกันเชื่อว่า การที่คิมต้องเสียชีวิตเป็นโศกนาฏกรรมจากความพยายามทำงานหนัก เพื่อที่จะให้มียอดการส่งของให้ได้มากขึ้น ด้วยการใช้เวลาให้น้อยลง เพราะนั่นหมายถึงรายได้ที่จะได้เพิ่มมากขึ้นนั่นเอง ทำให้ต้องทำงานหนักมากและพนักงานหลายคนล้วนเคยคิดว่าอาจจะเกิดเหตุแบบนี้ขึ้นสักวันหนึ่ง

 

ภาพจาก AL JAZEERA NEWS

 

ประเทศเกาหลีใต้ได้ชื่อว่าเป็นประเทศหนึ่งที่คนเกาหลีใต้มักจะเรียกกันแบบติดตลกว่า เป็นประเทศแห่งการส่งของ และบริษัทส่งของเองก็มักจะแข่งขันการให้บริการอย่างสูงมาก ถึงขนาดที่ในบางครั้งการส่งของแทบจะไม่มีค่าธรรมเนียมเลย

 

ชาวเกาหลีใต้สามารถสั่งอาหารไปยังแคมป์ สวนสาธารณะ หรือบ้านของเขา โดยบริษัทส่งของจะใช้เวลาส่งเพียงไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง และยังมีค่าซื้อขั้นต่ำราว 250 บาท ขณะที่หากไม่พอใจในตัวสินค้า หรือการส่งของพวกเขาก็จะสามารถคืนสินค้าเหล่านั้นได้โดยการวางไว้หน้าประตูบ้านเท่านั้น

 

ในขณะที่การเสียชีวิตของพนักงานส่งของของคูปังเมื่อเดือนมีนาคม ไม่ได้เป็นข่าวใหญ่ในสื่อของเกาหลีใต้ ทำให้หลายคนเชื่อว่าจะไม่มีความพยายามใดของรัฐบาลที่จะแก้ไขปัญหาการแข่งขันสูงจนเป็นสาเหตุให้พนักงานส่งของทำงานหนักเกินไปจนถึงขั้นเสียชีวิต

 

ภาพจาก AL JAZEERA NEWS

 

Andrew Eungi Kim ศาสตราจารย์ด้านสังคมวิทยาที่มหาวิทยาลัยเกาหลี เห็นว่า ในอุตสาหกรรมส่งสินค้าในประเทศเกาหลีนั้น เขายังไม่เคยได้ยินเรื่องการขาดแคลนพนักงานเลยเพราะงานนี้ เป็นงานที่ทุกคนสามารถทำได้ โดยพบว่าหนักงานเหล่านี้มีทั้งชายและหญิง ที่อยู่ในวัยหนุ่มสาวไปจนถึงคนที่อยู่ในช่วงอายุราว 60 ปี เพราะบริษัทไม่ได้จำกัดอายุการทำงาน

 

และด้วยการระบาดของ COVID-19 ทำให้ผู้คนลังเลที่จะออกไปซื้อของข้างนอกบ้าน การซื้อของออนไลน์ทำให้มีความต้องการการส่งของเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย โดยจากข้อมูลของบริษัทคูปังเอง ก็มีรายงานว่า บริษัทได้รับคำสั่งซื้อสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงต้นของการระบาด ในวันเดียวในปลายเดือนมกราคม โดยเพิ่มขึ้นอย่างมากจากปีก่อน และยังบันทึกไว้ด้วยว่าคูปังสามารถทำลายสถิติของเวลาโดยส่งมอบสินค้าให้กับลูกค้าได้ด้วยสถิติ 1.7 ล้านครั้งในวันเดียวอีกด้วย

 

พนักงานส่งของคนหนึ่งเล่าว่า หนึ่งปีที่ผ่านมาเขาต้องส่งพัสดุถึง 80 ครัวเรือนต่อวัน แต่ตอนนี้เขาต้องส่งเพิ่มขึ้นเป็น 130 ถึง 150 หลังคาเรือนต่อวันในขณะที่เพื่อนบางคนต้องส่งของถึง 180 ครัวเรือนต่อวันทีเดียว ในขณะที่ อาคารอพาร์ตเมนต์เก่าของเกาหลีใต้มักไม่มีลิฟต์ดังนั้นพนักงานส่งของจึงต้องวิ่งขึ้นลงบันได บ่อยครั้งที่ส่งผลเรื่องสุขภาพร่างกายของเขาและเพื่อนพนักงานส่งของหลังจากต้องทำงานเป็นช่วงเวลานาน

 

“ หาก บริษัท ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งนี้ได้ผมคิดว่าเขาจะต้องชดเชยรายได้ให้กับพวกเราตามปริมาณการส่งของของเราที่ต้องทำในแต่ละวันและต้องคำนึงถึงความปลอดภัยและสุขภาพของเราด้วย” พนักงานคนเดิมระบุ

 

พนักงานส่งสินค้าจำนวนมากจะถูกติดตามโดยระบบ GPS และให้คะแนนโดยพิจารณาจากจำนวนพัสดุที่สามารถส่งให้กับลูกค้าได้ ถ้าส่งของได้เร็วมากเท่าไหร่ก็จะได้คะแนนสูงขึ้นตามไปด้วย

 

จากปัญหาเศรษฐกิจทำให้กลุ่มใช้แรงงานของเกาหลีใต้เพิ่มขึ้นจำนวนมากและรายได้ต่ำ ทำให้ต้องหารายได้พิเศษด้วยการเป็นพนักงานส่งของ โดยจะได้รับเงินค่าจ้างเป็นส่วนแบ่งจากค่าส่งของ และเนื่องจากพวกเขาไม่ใช่พนักงานของบริษัทโดยตรง บริษัทฯ จึงจะไม่รับผิดชอบหากพวกเขาเสียชีวิตในระหว่างการทำงาน

 

อย่างไรก็ตามจากสถานการณ์การระบาดของโรค COVID-19 ที่รัฐบาลเกาหลีใต้ยังคงแนะนำให้ผู้คนอยู่บ้าน จำนวนการสั่งสินค้าออนไลน์ก็จะมีจำนวนเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งบริษัท คูปังเอง ก็เพิ่งประกาศว่าจะเพิ่มความพยายามในการเพิ่มความปลอดภัยของพนักงานจัดส่งที่ต้องเผชิญกับ COVID-19 โดยให้บริการตรวจสุขภาพตามปกติแก่พนักงานและบริการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพ และพนักงานเองก็ได้มีความพยายามที่จะเจรจาเรื่องเงื่อนไขการทำงานเพิ่มขึ้น แต่ตอนนี้การเจรจาถูกระงับไปเนื่องจากอยู่ในช่วงการระบาดของ COVID-19  ซึ่งพวกเขายังคงต้องทำงานตามเงื่อนไขเดิมไปก่อน จนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น และหวังว่าจะได้กลับมาเจรจาเรื่องของรายได้และสวัสดิการของพวกเขาอีกครั้งหนึ่ง

 

ข้อมูลและภาพจาก AL JAZEERA NEWS


bankthai-help-Cover_1.jpg

zebertoothApril 7, 2020

กลุ่มธนาคารรัฐ

 

ธนาคารออมสิน (GSB)

  • พักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยอัตโนมัติ 3 เดือน

เริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน ถึง วันที่ 30 มิถุนายน 2563ให้กับกลุ่มลูกค้าต่อไปนี้

  1. ลูกค้าเงินกู้ทุกรายที่มีสถานะชำระปกติมีหนี้ค้างชำระไม่เกิน 3 เดือน ณ วันที่ 31 มีนาคม 2563
  2. ลูกค้าสินเชื่อบุคคล สินเชื่อเคหะที่มีเงินต้นคงเหลือไม่เกิน 3 ล้านบาท
  3. สินเชื่อ SMEs ที่มีเงินต้นคงเหลือไม่เกิน 20 ล้านบาท
  • ลูกค้าบัตรเครดิตและบัตรกดเงินสด ลดอัตราผ่อนชำระขั้นต่ำเหลือ 5% ของยอดเงินที่เรียกเก็บถึงปี 2564 จากนั้นปี 2565 ผ่อนชำระขั้นต่ำอัตรา 8% และปี 2566 ผ่อนชำระขั้นต่ำอัตรา 10% ของยอดเงินที่เรียกเก็บ

 

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (GH Bank)

  • พักชำระเงินต้นระยะเวลา 3 เดือน และจ่ายเฉพาะดอกเบี้ยรายเดือน สำหรับลูกค้าที่มีวงเงินกู้ไม่เกิน 3 ล้านบาท (ไม่จำกัดกรอบวงเงินสินเชื่อ) มีสถานะบัญชีปกติ ไม่อยู่ในสถานะกฎหมาย สามารถลงทะเบียนได้ภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2563
  • พักชำระเงินต้นระยะเวลา 1 ปี และจ่ายเฉพาะดอกเบี้ยรายเดือน (ไม่จำกัดกรอบวงเงิน สินเชื่อ) เมื่อครบกำหนดระยะเวลาแล้ว ยังสามารถแจ้งความประสงค์ขยายระยะเวลาการผ่อนชำระเพิ่มได้นานสูงสุดอีก 10 ปี ซึ่งจะทำให้เงินงวดรายเดือนของลูกค้าลดลงอีกด้วย สามารถลงทะเบียนได้ภายในวันที่ 30 เมษายน 2563
  • พักชำระเงินต้นระยะเวลา 6 เดือน พร้อมลดดอกเบี้ยเหลือ 3.90% ต่อปี และจ่ายเฉพาะดอกเบี้ยรายเดือน กรอบวงเงินสินเชื่อ 50,000 ล้านบาท

 

กรุงไทย (KTB)

  • พักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยนาน 3 เดือน ให้ลูกค้ารายย่อยและลูกค้าธุรกิจที่มีสถานะชำระปกติ ทั้งลูกค้าสินเชื่อบุคคล ได้แก่ สินเชื่อ Smart Money และสินเชื่ออเนกประสงค์ 5 Plus และสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยที่มีวงเงินกู้ไม่เกิน 3 ล้านบาท รวมทั้งสินเชื่อธุรกิจ ที่มีวงเงินกู้ไม่เกิน 20 ล้านบาท ยสามารถยื่นความประสงค์เข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันนี้ – 30 มิถุนายน 2563
  • พักชำระเงินต้น 12 เดือนให้กับลูกค้ารายย่อย ขยายระยะเวลาชำระหนี้ตั๋วสัญญาใช้เงิน (P/N) และสินเชื่อ Trade Finance ออกไปอีก 6 เดือน สำหรับลูกค้าธุรกิจที่มีรายได้ลดลง
  • สินเชื่อกรุงไทยต้านภัยโควิด-19 ดอกเบี้ยเริ่มต้น 2% ต่อปี คงที่ 2 ปีแรก วงเงินกู้สูงสุด 20 ล้านบาท ฟรีค่าธรรมเนียม (บสย. ค้ำประกัน 4 ปี) ทำธุรกรรมโอน รับ จ่าย ไม่คิดค่าธรรมเนียมนาน 1 ปีกับลูกค้าธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 อาทิ ธุรกิจเกี่ยวกับการท่องเที่ยว โรงแรม รถเช่า ร้านขายของฝาก ของที่ระลึก

 

ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME Bank)

  • พักชำระเงินหนี้เงินต้นเป็นเวลา 3 เดือน นับตั้งแต่เดือนเมษายน 2563 เป็นต้นไป คงเหลือชำระเฉพาะดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นในแต่ละเดือนเท่านั้น โดยให้สิทธิ์แก่ลูกค้าเงินกู้ทุกรายที่มีสถานะชำระปกติจนถึงที่มีหนี้ค้างชำระไม่เกิน 3 เดือน ณ วันที่ 1 มีนาคม 2563 ซึ่งลูกค้าที่เข้าเกณฑ์ดังกล่าวจะได้รับสิทธิโดยอัตโนมัติทันที
  • ลดอัตราดอกเบี้ยลง 1% เป็นเวลา 1 ปี สำหรับลูกค้ากลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว ประกอบด้วยธุรกิจโรงแรม ธุรกิจห้องพัก ธุรกิจสปา ธุรกิจร้านอาหาร/ภัตตาคาร ธุรกิจนำเที่ยว มัคคุเทศก์ และบริการขนส่งนักท่องเที่ยว ที่ได้รับผลกระทบทางตรงใน 22 จังหวัดหลักตามข้อมูลจาก ททท.

 

 

กลุ่มธนาคารเอกชน

 

ธนาคารกสิกรไทย (KBank)

  • ลูกค้าบัตรเครดิต ลดอัตราผ่อนชำระขั้นต่ำเหลือ 5% ถึงปี 2564 ปรับเป็น 8% ในปี 2565 และ 10% ในปี 2666 มีผลกับลูกค้าโดยอัตโนมัติ ไม่จำเป็นต้องติดต่อมายังธนาคารแต่อย่างใด
  • ลูกค้าบัตรเครดิตและบัตรเงินด่วน XPress Cash พักชำระเงินต้นจ่ายแต่ดอกเบี้ย จนถึงเดือนธันวาคม 2563
  • สินเชื่อบ้าน พักชำระเงินต้นจ่ายแต่ดอกเบี้ย หรือ ลดยอดผ่อนต่องวด 50% ระยะเวลาสูงสุด 12 เดือน
  • สินเชื่อรถยนต์ K Leasing พักชำระเงินต้น และดอกเบี้ยได้ 3 รอบบัญชี
  • สินเชื่อธุรกิจ K SME พักชำระเงินต้นจ่ายแต่ดอกเบี้ยระยะเวลา 1 ปี และขอวงเงินสินเชื่อเพื่อเพิ่มสภาพคล่อง มี 2 ทางเลือกได้แก่
  1. โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ วงเงินกู้สูงสุด 20 ล้านบาท ระยะเวลา 5 ปี ในช่วง 2 ปีแรกรับอัตราดอกเบี้ยคงที่ 2% และจ่ายแต่ดอกเบี้ย
  2. โครงการ SME สร้างไทย (บสย. เป็นผู้ค้ำประกัน) วงเงินกู้สูงสุด 30 ล้านบาท ระยะเวลาผ่อนชำระคืนสูงสุด 7 ปี

 

ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB)

  • ลูกค้าบัตรเครดิต ลดอัตราผ่อนชำระขั้นต่ำเหลือ 5% ถึงปี 2564 ปรับเป็น 8% ในปี 2565 และ 10% ในปี 2666
  • ลูกค้าบัตรเครดิตและและสินเชื่อหมุนเวียน Speedy Cash พักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยสูงสุด 6 เดือน
  • สินเชื่อบุคคล Speedy Loan พักชำระเงินต้น ระยะเวลาสูงสุด 6 เดือน
  • สินเชื่อบ้าน พักชำระเงินต้น ระยะเวลาสูงสุด 6 เดือน
  • สินเชื่อรถยนต์ พักชำระค่างวด 6 เดือน
  • สินเชื่อผู้ประกอบการรายย่อย ยอดขายไม่เกิน 75 ล้านบาท พักชำระเงินต้นสูงสุด 6 เดือน และสามารถขอสินเชื่อเพื่อเพิ่มสภาพคล่อง ผ่านโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ อัตราดอกเบี้ย 2% นาน 2 ปี ระยะเวลาการกู้สูงสุด 10 ปี วงเงินกู้สูงสุด 20 ล้านบาท

หมายเหตุ อยู่ระหว่างเตรียมออกแคมเปญ “ดีจัง แบ่งชำระ รายเดือน” (Call for ดีจัง) ดอกเบี้ยพิเศษ 12% ต่อปี ระยะเวลา 48 เดือน ผ่านแอปพลิเคชั่น “SCB EASY” (ข้อมูล ณ 6 เมษายน 2563)

 

ธนาคารกรุงเทพ (BBL)

  • ลูกหนี้บัตรเครดิต ลดอัตราผ่อนชำระขั้นต่ำอยู่ที่ 5% ต่อเนื่องเป็นเวลา 2 ปี มีผลตั้งแต่รอบบิลวันที่ 1 เมษายน 2563 เป็นต้นไป
  • กลุ่มลูกค้าผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง สามารถขอรับความช่วยเหลือปรับอัตราดอกเบี้ยเป็นกรณีพิเศษเป็นคงเหลือที่ 12% โดยต้องเป็นผู้ที่มีอาชีพหรือทำงานในธุรกิจโรงแรม การท่องเที่ยว สายการบิน และอาชีพในธุรกิจเกี่ยวเนื่อง หรือ ลูกค้าที่มีรายได้น้อยกว่า 30,000 บาท/เดือน
  • กลุ่มลูกค้าสินเชื่อ พักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยดังนี้
  1. สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับประเภทเงินกู้ (Installment Loan) ลงทะเบียนขอรับการพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยได้เป็นระยะเวลา 3 เดือน แจ้งความประสงค์เป็นรายบุคคลมายังช่องทางของธนาคาร
  2. สินเชื่อที่อยู่อาศัย วงเงินขณะอนุมัติไม่เกิน 3 ล้านบาท ลงทะเบียนขอรับการพักชำระเงินต้น (จ่ายเฉพาะดอกเบี้ย) ได้เป็นระยะเวลา 3 เดือน
  3. สินเชื่อธุรกิจ SME วงเงินขณะอนุมัติไม่เกิน 20 ล้านบาท สามารถขอพักชำระเงินต้น (จ่ายเฉพาะดอกเบี้ย) ได้เป็นระยะเวลา 3 เดือน

 

ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (Krungsri)

  • พักชำระหนี้เงินต้น หรือ ปรับลดจำนวนเงินผ่อนชำระค่างวด สูงสุดไม่เกิน 12 เดือน พักชำระหนี้เงินผ่อนชำระค่างวด สูงสุดไม่เกิน 6 เดือน ในกลุ่มลูกค้าสินเชื่อบ้าน สินเชื่อส่วนบุคคล และสินเชื่อเพื่อธุรกิจรายย่อยที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 ซึ่งไม่เป็นสินเชื่อค้างชำระเกิน 90 วัน ไม่เคยปรับปรุงโครงสร้างหนี้ หรือ ไม่เป็นสินเชื่อที่อยู่ในกระบวนการทางกฎหมาย ก่อนวันที่ 1 มกราคม 2563
  • ลูกค้าสินเชื่อธุรกิจ จะพิจารณามาตรการช่วยเหลือตามผลกระทบที่ลูกค้าได้รับแล้วแต่กรณี
  • กรุงศรีออโต้ พักชำระค่างวดสำหรับรถจักรยานยนต์สูงสุด 5 เดือน / สำหรับรถยนต์สูงสุด 6 เดือน และปรับลดจำนวนเงินผ่อนชำระค่างวดลง
    • สินเชื่อส่วนบุคคลและบัตรเครดิตในเครือกรุงศรีคอนซูมเมอร์ ลดอัตราการผ่อนชำระขั้นต่ำต่อเดือน
      ผลิตภัณฑ์สินเชื่อส่วนบุคคลจากเดิม 5% เหลือ 3% (เฉพาะสินเชื่อแบบชำระขั้นต่ำ) ตามรอบบัญชีตั้งแต่ 18 มีนาคม 2563 ถึง 31 ธันวาคม 2564
    • ผลิตภัณฑ์บัตรเครดิตจากเดิม 10% เหลือ 5% ตามรอบบัญชีตั้งแต่ 1 เมษายน 2563 ถึง 31 ธันวาคม 2564

 

ธนาคารทหารไทย (TMB) และธนชาต (Thanachart)

  • ลูกค้าบัตรเครดิต ลดอัตราผ่อนชำระขั้นต่ำเหลือ 5% ถึงปี 2564 ปรับเป็น 8% ในปี 2565 และ 10% ในปี 2666
    มีผลกับลูกค้าโดยอัตโนมัติ ไม่จำเป็นต้องติดต่อมายังธนาคารแต่อย่างใด ส่วนบัตรกดเงินสดเหลือ 3%
  • สินเชื่อบ้านและสินเชื่อบุคคล พักชำระเงินต้นและดอกเบี้ย 3 เดือน
  • สินเชื่อรถยนต์ ธนชาต Drive พักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยสูงสุด 6 เดือน
  • สินเชื่อเอสเอ็มอี เงินกู้ระยะยาวพักเงินต้น 6 เดือน ลดอัตราดอกเบี้ย O/D 1.5% ระยะเวลา 3 เดือน และพักชำระค่าธรรมเนียมประกัน บสย. 12 เดือน
  • ลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่
    • เงินกู้ระยะยาว พักชำระเงินต้นและขยายเวลาผ่อนชำระสูงสุด 6 เดือน
    • เงินกู้ระยะสั้น ขยายเวลาชำระเงินต้น 3 เดือน และเพิ่มวงเงินสินเชื่อ

 

“อ้างอิงข้อมูลจากการประกาศของธนาคารต่างๆ เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2563”

 

หมายเหตุ

 

ข้อมูลเพิ่มเติม ณ วันที่ 6 เมษายน 2563 (ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ)

  • แหล่งข่าววงการสถาบันการเงินเปิดเผยว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ขอความร่วมมือให้ธนาคารพาณิชย์ปรับลดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อส่วนบุคคล (พีโลน) และบัตรเครดิตเพิ่มเติม ช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 เป็นรายกรณี เบื้องต้นคาดว่าสินเชื่อพีโลน หรือบัตรกดเงินสด จะลดดอกเบี้ยลงจาก 28% เหลือ 22% บัตรเครดิต จาก 18% เหลือ 12% หากต้องรอประกาศเป็นทางการจาก ธปท. ภายในเดือน เม.ย.นี้
  • กระทรวงการคลัง สั่งการให้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ คือ ธนาคารออมสิน และ ธ.ก.ส. ทำ “โครงการสินเชื่อฉุกเฉิน” เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับผู้มีอาชีพอิสระที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 เพิ่มเติม อาทิ กลุ่มพ่อค้าแม่ค้า คนขับรถโดยสาร แท็กซี่ สามล้อ มัคคุเทศก์ อัตราดอกเบี้ย 0.1% ต่อเดือน วงเงินกู้ต่อรายสูงสุด 10,000 บาท เป็นเวลา 2 ปี ปลอดชำระเงินกู้ 6 เดือนแรก ไม่ต้องใช้หลักประกัน เพียงแต่ผู้กู้ที่มีสัญชาติไทย อายุ 20 ปีขึ้นไป มีถิ่นที่อยู่อาศัยแน่นอน ประกอบอาชีพอิสระรายได้เดือนละไม่เกิน 30,000 บาท
  • นอกจากนี้ ธนาคารออมสิน มี “โครงการสินเชื่อพิเศษ” สำหรับผู้มีรายได้ประจำที่ได้รับผลกระทบวงเงินกู้ต่อรายสูงสุด 50,000 บาท อดอกเบี้ย 0.35% ต่อเดือน ให้ผ่อนชำระคืนนานถึง 3 ปี การค้ำประกันสามารถใช้บุคคลหรือหลักทรัพย์ค้ำประกันได้ โดยเปิดให้เริ่มลงทะเบียนแจ้งความจำนงใช้บริการตั้งแต่ 15 เม.ย. 2563 เป็นต้นไป ผ่านเว็บไซต์ gsb.or.th ขณะที่ ธ.ก.ส.จะเปิดรับลงทะเบียน 15 เม.ย.นี้เช่นกัน ผ่านทาง LINE “BAAC Family” ทั้ง 2 ธนาคารจะให้บริการสินเชื่อดังกล่าวถึง 30 ธ.ค. 2563

 

 


-โควิด19_Cover_1.jpg

zebertoothApril 2, 2020

ทรัมป์ยอมรับอีก 2 สัปดาห์ถึงจุดพีคอันเจ็บปวดของชาวอเมริกันหากโควิด 19 ยังแพร่หนัก ขณะที่สถานการณ์ในประเทศไทยเชื่อถึงจุดพีคสัปดาห์นี้ ล่าสุด นายกฯ ประกาศเคอร์ฟิวแล้ว

 

ซีเอ็นเอ็นรายงานว่าประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ ออกมากล่าวถึงปัญหาการระบาดของโรคโควิด 19 ในสหรัฐอเมริกาในขณะนี้ ซึ่งคาดว่าหากไม่มีมาตรการใดเลย สหรัฐฯ จะมียอดผู้เสียชีวิตสูงเป็นล้านราย โดยเขากล่าวยอมรับว่าหลังจากนี้ไปอีกสองสัปดาห์สหรัฐฯ อาจจะต้องเผชิญกับความเจ็บปวดจากการระบาดของโรค COVID-19 อย่างน่าเป็นห่วง

 

ขณะนี้ สหรัฐฯ มีจำนวนผู้เสียชีวิตจากโรค COVID-19 เกิน 4,000 คนแล้ว และการคาดการณ์ล่าสุดระบุอาจจะมีผู้เสียชีวิตได้มากถึง 200,000 คน ทั้งนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ กล่าวที่ทำเนียบขาวเมื่อวันอังคารว่า ชาวอเมริกันจะต้องเตรียมพร้อมกับความเจ็บปวดที่อาจจะเกิดขึ้นอีกในสองสัปดาห์ข้างหน้านี้ แม้ว่าก่อนหน้านี้เขาจะพยายามออกมาแสดงความคิดเห็นในเชิงบวกว่าโรค COVID-19 เป็นไข้หวัดชนิดหนึ่งเท่านั้น แต่ในการแถลงข่าวเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ทรัมป์มีท่าทีที่เปลี่ยนแปลงไปโดยการให้ข้อมูลข้อเท็จจริงที่ชัดเจนและแสดงความห่วงใยต่อการระบาดของโรคมากขึ้น โดยระบุว่า จากการคาดการณ์ในปัจจุบันแสดงให้เห็นว่าการระบาดของโรคจะทำให้มีผู้เสียชีวิตระหว่าง 100,000 ถึง 200,000 คนในสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็นจำนวนการเสียชีวิตที่มากกว่าในประเทศจีน

 

เจ้าหน้าที่ด้านโรคระบาดของสหรัฐอเมริกาอธิบายว่า จำนวนตัวเลขดังกล่าว เป็นการคำนวณจากการปฏิบัติตัวของประชาชนที่บางส่วนไม่ได้ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ในการระงับการแพร่ระบาด โดยพบว่าหากเหตุการณ์ยังดำเนินต่อไปเช่นนี้ จะมีชาวอเมริกันเสียชีวิตจากโรค COVID-19 จำนวน 2,214 คนในวันที่ 15 เมษายนที่จะถึงนี้ โดยขอร้องให้ประชาชนชาวอเมริกันร่วมมือกันในการป้องกันการระบาดเพื่อไม่ให้มีจำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มมากขึ้น

 

ก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากสื่อหลายสำนักทั่วโลก ที่ออกมาระบุว่าโรคโควิด 19 เป็นแค่เพียงไข้หวัดชนิดหนึ่ง และเขาก็ไม่ได้สร้างความตระหนักให้กับชาวอเมริกันให้ความสำคัญกับการป้องกันการระบาดจนทำให้เกิดการแพร่ระบาดจนมีผู้ติดเชื้อจำนวนมาก และถึงแม้ในขณะนี้ทรัมป์จะออกมายอมรับว่าชาวอเมริกันอาจจะต้องเผชิญกับปัญหาการระบาดอย่างหนักในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า แต่ก็ยังไม่มีการประกาศมาตรการที่เข้มข้นเพื่อป้องกันการระบาดแต่อย่างใด แต่ก็ได้มีการเตรียมประกาศไม่ให้สายการบินในประเทศทำการบินไปยังพื้นที่ระบาด

 

ในขณะที่สหรัฐฯ เตรียมรับมือกับจุดพีคสูงสุด แต่สำหรับสถานการณ์การระบาดในประเทศไทยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ยังคงมียอดผู้ติดเชื้อในระดับไม่ต่ำกว่า 100 คนทุกวัน โดยล่าสุด ณ วันที่ 2 เม.ย.63 ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) หรือ ศบค. แถลงสถานการณ์ประจำวันว่า มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 104 ราย รวมยอดผู้ป่วยสะสม 1,875 ราย เสียชีวิตรายใหม่เพิ่ม 3 ราย รวมผู้เสียชีวิตรวม 15 ราย และรักษาหายแล้ว 505 ราย

 

นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก สธ. และโฆษก ศบค. จำนวนคนติดเชื้อในไทยยังคงไม่ต่ำกว่า 100 คน ซึ่งถือว่าเป็นยอดที่สุงและยังไม่ลดลง ดังนั้นประชาชนควรเคร่งครัดกับการปฏิบัติตามหลักป้องกันการระบาดอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้เมื่อวันที่ 26 มี.ค. ที่ผ่านมา รัฐบาลไทยได้ประกาศภาวะฉุกเฉินทั่วประเทศ ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่ยอดผู้ติดเชื้อในไทยพุ่งสูงขึ้นแตะยอด 1,000 กว่าคน ซึ่งรัฐบาลหวังว่าการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จะทำให้ชะลอยอดผู้ป่วยให้ไม่ถึง 3,500 คนในช่วงสิ้นเดือน เม.ย.

 

สำหรับจังหวัดที่พบผู้ป่วยจำนวนมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ กทม. 850 ราย รองลงมาคือ นนทบุรี 104 ราย, สมุทรปราการ 72 ราย, ภูเก็ต 71 ราย, ชลบุรี 47 ราย และยะลา 35 ราย ทั้งนี้โฆษก ศบค. ระบุว่า จากการประเมินผู้ป่วยใน กทม. พบว่ามีโอกาสแพร่เชื้อไปยังผู้แวดล้อมได้ 1 ต่อ 3 คน จึงถือเป็นสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงมาก

 

กระทั่งเมื่อวันที่ 2 เม.ย. ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ออกประกาศบังคับใช้มาตรการเคอร์ฟิว ห้ามบุคคลทั่วไปออกจากเคหสถานทั่วประเทศตั้งแต่เวลา 22.00 น. ถึงเวลา 4.00 น. ของวันถัดมาโดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 3 เม.ย. เป็นต้นไป โดยจะอนุญาตเฉพาะผู้ที่มีความจำเป็นเท่านั้น โดยหวังที่จะลดจำนวนผู้ติดเชื้อหลังที่ยอดสูงขึ้นไม่ต่ำกว่า 100 คนในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

ขอบคุณภาพจาก CNN


19_เกิดจากรองเท้า_Cover_4.jpg

zebertoothApril 1, 2020

จากกรณีที่มีการระบุว่า ผู้ติดเชื้อไวรัสโรคโควิด-19 หรือ โรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 หรือ โรคโควิด-19 (COVID-19) ในต่างประเทศส่วนใหญ่เกิดจากการใส่รองเท้าเข้าบ้านทำให้เชื้อเกิดการแพร่กระจายภายในบ้านจนทำให้เกิดมีผู้ติดเชื้อจำนวนมากนั้น
ล่าสุด (31 มีนาคม 2563) มีการชี้แจงจาก นพ.ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ว่ากรณีการติดเชื้อไวรัสจากรองเท้า “ไม่น่าจะเป็นจริง” เนื่องจากเชื้อเข้าร่างกายได้ 2 ทางหลักๆ คือ

1. การหายใจเอาเชื้อเข้าไปโดยตรง คือ มีคนไอจาม ละอองฝอยน้ำลาย ที่มาจากการคนติดเชื้อ ลอยอยู่ในอากาศ แล้วคนหายใจเข้าไป

2. การเอาอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งไปสัมผัสสารคัดหลั่งของเชื้อ

 

ส่วนการใส่รองเท้าเข้าบ้าน ถ้าเรามองว่า เชื้อที่อยู่ตามพื้น แล้วเราใส่รองเท้าเข้าบ้าน อาจจะเป็นความเป็นจริงระดับหนึ่งแต่ไม่ใช่สาเหตุของการติดเชื้อทั้งหมด ซึ่งการใส่รองเท้าเข้าบ้าน อาจเป็นเพียงตัวกลางตัวหนึ่งในการเอาเชื้อเข้าบ้าน

 

แต่ทั้งนี้ จึงแนะนำประชาชน “หมั่นล้างมือบ่อยเมื่อต้องจับสัมผัสสิ่งของ และหลีกเลี่ยงการนำมือไปสัมผัสที่ใบหน้าก่อนล้างมือ” 

 

สำหรับต้นทางของเรื่องราวดังกล่าว มีที่มาจากการเผยแพร่ไวรัลที่เป็นคลิปเสียงของแพทย์ชาวอิตาลีบนโลกออนไลน์ ซึ่งระบุว่า สาเหตุที่อิตาลีมีผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตจำนวนมากต่อวันสาเหตุหนึ่ง เพราะได้รับเชื้อไวรัสโควิด-19 ติดมากับรองเท้าที่สวมใส่ออกนอกบ้าน เนื่องจากชาวอิตาลีส่วนใหญ่สวมรองเท้าเข้าบ้าน

 

ที่ผ่านมาได้มีการวิจัยการดำรงชีวิตอยู่ของเชื้อโควิด-19 เผยแพร่ในสื่อต่างประเทศมาแล้ว ว่าพวกมันสามารถมีชีวิตอยู่บนพื้นรองเท้าได้ถึง 5 วันทีเดียว ก่อนหน้านี้ผู้เชี่ยวชาญด้านการทำรองเท้า และนักจุลวิทยาได้ออกมากล่าวไปในทิศทางเดียวกันว่า บนพื้นรองเท้าถือเป็นแหล่งอยู่อาศัยของเชื้อโรคต่างๆ ได้เป็นอย่างดีทั้งแบคทีเรีย เชื้อรา หรือแม้กระทั่งไวรัส เพราะเมื่อผู้คนสวมรองเท้าออกไปตามสถานที่ต่างๆ เชื้อโรคมักจะติดมาด้วย และหากมีการสวมใส่รองเท้าเข้าไปในพื้นที่ส่วนตัวและอ่อนไหวต่อการใช้ชีวิต เช่น ในห้องนอน หรือห้องนั่งเล่นภายในบ้าน ก็เป็นไปได้ว่ามันอาจจะทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ได้

 

ดังนั้นแพทย์ด้านโรคติดต่อจึงออกมาเตือนว่าถึงแม้จะยังไม่มีหลักฐานยืนยันชัดเจนว่ามีการติดเชื้อโคโรนาที่ติดมาจากรองเท้า แต่ทุกคนควรระวังและไม่ควรใช้รองเท้าที่ใส่ออกนอกบ้านเข้ามาในบ้าน หรือควรแยกรองเท้าระหว่างรองเท้าที่ใช้ในบ้านกับรองเท้าที่ใส่ไปทำงานเป็นคนละคู่เพื่อหลีกเลี่ยงความเจ็บป่วยที่อาจเกิดขึ้นในบ้าน

 

ขณะที่สื่ออังกฤษระบุว่า ได้รับข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดต่อระบุว่า เคยมีการศึกษาเกี่ยวกับวัสดุที่เกี่ยวข้องการทำรองเท้าโดยได้มีการทดสอบที่อุณหภูมิห้อง พบว่าเชื้อโรคสามารถทนอยู่ในพื้นรองเท้าได้ถึง 5 วันหรือมากกว่านั้น เนื่องจากวัสดุทำรองเท้ามักจะเป็นวัสดุที่ไม่มีรูพรุน รวมถึงสารประกอบเช่น ยาง หนัง และพีวีซี ก็เป็นแหล่งอาศัยของแบคทีเรียในระดับสูงอยู่ด้วย

 

นอกจากนี้จากการศึกษาของ นักจุลชีววิทยาผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยอลิโซน่า สหรัฐอเมริกา ยังระบุว่า สารคัดหลั่งจากระบบทางเดินหายใจที่มีเชื้อไวรัสโคโรนา ซึ่งมีโอกาสที่จะเปรอะเปื้อนลงบนรองเท้า ที่ทำจากวัสดุสังเคราะห์บางชนิดรวมถึงผ้าสแปนเด็กซ์ จะทำให้ไวรัสคงอยู่ต่อไปอีกได้ถึงสองสามวัน ดังนั้นจึงแนะนำให้ผู้คนถอดรองเท้าก่อนเข้าบ้านและไม่ควรนำมันเข้าไปในบ้าน โดยควรมีจุดที่เก็บรองเท้าที่ถูกต้องมีการระบายอากาศได้ดี อย่างไรก็ตามในกรณีนี้อาจจะต้องมีการทำงานวิจัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับเชื้อโรคที่ติดมาจากรองเท้าโดยเฉพาะการแพร่เชื้อไวรัสโคโรนาเพื่อหาความชัดเจนต่อไป

 

ขณะที่แพทย์ด้านโรคติดต่อ ได้ออกมาย้ำ และแนะนำผู้คนมีรองเท้าคู่หนึ่งโดยเฉพาะเพื่อออกไปข้างนอกแล้วเปลี่ยนรองเท้าให้สะอาดก่อนเข้าบ้าน โดยจะเห็นได้ว่าผู้ปฏิบัติงานด้านการดูแลสุขภาพมักจะเปลี่ยนรองเท้าก่อนเข้าบ้านเสมอเพื่อป้องกันการติดเชื้อจากการทำงาน และควรเช็ดทำความสะอาดรองเท้าทำงานด้วยผ้าบ่อยๆ หรือกรณีเป็นรองเท้าที่ทำจากผ้า ควรทำความสะอาดด้วยการซักด้วยน้ำร้อนและสบู่ เพื่อฆ่าเชื้อโรคด้วย

 

แม้ยังคงไม่มีการยืนยันแน่ชัดว่าการระบาดของโรคโควิด – 19 ในประเทศอิตาลี นั้นจะมีสาเหตุมาจากการใช้ชีวิตที่ไม่นิยมเปลี่ยนหรือถอดรองเท้าก่อนเข้าบ้านหรือไม่ แต่ขณะนี้ชาวตะวันตกก็เริ่มให้ความสำคัญกับการใช้ชีวิตที่ระมัดระวังมากขึ้น โดยเฉพาะการป้องกันโรคที่ติดมาจากรองเท้าดังกล่าว หลังจากทีมีคำเตือนจากผู้เชี่ยวชาญ และแพทย์จากทั่วโลก ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของตัวและ ความหวังที่จะยุติการระบาดที่ยังรุนแรงอยู่ในหลายประเทศในขณะนี้


Fake-News-7-Types-Cover_1.jpg

zebertoothMarch 31, 2020

ปัจจุบัน เฟคนิวส์ หรือ ข่าวปลอม กลายเป็นเรื่องใกล้ตัวเรามาก เพราะแม้ไม่มีสถานการณ์โรคระบาดแบบในปัจจุบัน ด้วยธรรมชาติของคนไทยในยุคที่โซเชียลมีเดียแพร่หลายกันทุกบ้าน ไม่ว่าจะเป็นความหวังดี ความห่วงใย หรือ ต้องการแสดงตนว่ารู้เร็วรู้ก่อนก็ตาม ทำให้เกิดการแชร์ “เฟคนิวส์” กันว่อนเน็ตอยู่เป็นประจำอยู่แล้ว  ซึ่งทราบไหมว่า โลกของเราก็มีการแบ่งประเภทเฟคนิวส์กันไว้ด้วยนะ โดยกินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ได้รวบรวมตัวอย่างเฟคนิวส์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงโควิด-19 มาชำแหละให้ได้เห็นกัน

 

Claire Wardle แห่ง First Draft News องค์กรที่ตั้งขึ้นมาเพื่อต่อสู้กับเฟคนิวส์ ร่วมกับ Social Media และ Publisher อีกกว่า 30 ราย รวมถึง Facebook, Twitter, New York Times หรือ BuzzFeed แบ่งข่าวปลอมออกเป็น 7 ประเภท1.Satire or Parody – เสียดสี ล้อเลียน  2.False connection – โยงมั่ว 3.Misleading – จงใจให้เข้าใจผิด 4.False Context – ผิดที่ผิดทางรูป, ข้อความ, คำพูด แต่เอามาใช้แล้วพูดถึงอีกเรื่องหนึ่ง 5.Imposter – มโนที่มาข้อมูล รายงานข่าวแบบปกติ คือ อ้างถึงบุคคลหรือ แหล่งข่าว เช่น คนนี้กล่าวไว้ว่า, แต่คนเขียนข่าวคิดหรือมโนขึ้นมาเอง 6. Manipulated – จัดฉากข้อมูล ปลอม ตัดต่อ7.Fabricated – สวมรอย ปลอมมันทั้งเว็บ เช่น ปลอมเป็น ข่าวสด ปลอมเป็นไทยรัฐ หรือ การปลอมเป็นบุคคล แล้วรายงานข่าว ซึ่งแต่ละประเภทก็จะมีทั้งแบบที่ไม่มีพิษมีภัย จนถึงประเภทที่ส่งต่อความเข้าใจผิดๆ ที่อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อผู้หลงเชื่อทั้งด้านสุขภาพ ความเป็นอยู่ หรือ ความเชื่อ

เพราะทุกวันนี้ผู้คนเข้าถึงช่องทางข่าวสารง่ายขึ้น รู้จักเฟคนิวส์มากขึ้น จึงไม่ได้ต้องการข่าวสารที่รวดเร็วเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการข่าวสารที่ถูกต้องด้วย ดังนั้นช่วงนี้ “เมื่อได้รับข่าวสารใดๆ โดยเฉพาะช่องทาง Line หรือ Facebook ที่ไม่มีการอ้างอิงที่มาอย่างเป็นทางการ หรือ มาจากสำนักข่าวหลักที่น่าเชื่อถือได้แล้วละก็ โปรดรอยืนยันสักนิดก่อนแชร์ต่อ อย่าด่วนแชร์เร็วเกินไป เพราะความปรารถนาดีของท่านกลายเป็นผลเสียต่อผู้รับสารก็เป็นได้”

นี่คือตัวอย่างเฟคนิวส์ที่เราพบเจอในปัจจุบัน

 

 

1.) Satire/Parody – เสียดสี ล้อเลียน  นำเหตุการณ์มาวิพากษ์วิจารณ์เพื่อให้เกิดความตลก แต่ไม่ตั้งใจให้เกิดความเสียหาย

 

2.) False Connection – โยงมั่ว พาดหัวข่าว ภาพประกอบ หรือ แคปชั่น ไม่ได้ไปด้วยกันกับเนื้อหาของข่าว ซึ่งอาจเกิดจากความไม่รู้ หรือ การพยายามหารายได้ เช่น อ้างผลวิจัย พบว่าสามารถป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ด้วยการ “ดื่มน้ำอุ่น-น้ำขิง-กินกระเทียม” หรือ การหลอกขายผลิตภัณฑ์ Virus Shut Out หรือ ป้ายห้อยคอฆ่าไวรัสโควิด-19 ที่อ้างว่ามาจากญี่ปุ่น ซึ่งความเป็นจริงแล้ว ญี่ปุ่นก็ได้รับผลกระทบจากการระบาดไม่น้อยกว่าเรา


3.) Misleading Content – จงใจทำให้เข้าใจผิด
ในประเด็น หรือ ตัวบุคคล ด้วยเป้าหมายบางอย่าง เช่น อ้างคลิปสัมภาษณ์ ผวจ.สุรินทร์ เผย สถานการณ์ COVID-19 มีคนติดเชื้อ 100,000 คน

 

4.) False Context – ผิดที่ผิดทาง คือการเอาเหตุการณ์หนึ่งมาใส่ในอีกที่หนึ่ง เช่น อ้างนายกฯ ลงพื้นที่ปลุกคน สู้ โควิด-19 กลางถนน หากในความเป็นจริงแล้วนี่คือใช้ภาพจากเหตุการณ์ที่นายกฯ ลงพื้นที่ถนนคนเดินเยาวราช​ รณรงค์กระตุ้นเศรษฐกิจ​หมุนเวียน​ พร้อม​ร่วมร้องเพลง​อวยพรปีใหม่​ ​ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกันแต่อย่างใด

 

5.) Imposter Content – มโนที่มาข้อมูล อ้างแหล่งที่มา อ้างบุคคลตำแหน่งสำคัญ เช่น คลิปเสียงคณบดีแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล แจ้งวิธีปฏิบัติตัวในช่วงการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19

 

6.) Manipulated Content – จัดฉากข้อมูล ปลอม ตัดต่อ เพื่อวัตถุประสงค์ในการลวงผู้รับสาร เช่น ชาวเน็ตพบโค้ด “เว็บเราไม่ทิ้งกัน” ผิดปกติ เหมือนจงใจให้เว็บล่มหรือปิด

 

7.) Fabricated Content สวมรอย ปลอมมันทั้งเว็บ เช่น ปลอมเป็น ข่าวสด ปลอมเป็นไทยรัฐ หรือ สร้างเนื้อหาปลอมแบบ 100%  เช่น ร้านสะดวกซื้อชื่อดัง แจกบัตรกำนัลมูลค่า 500 บาท

หากท่านใดต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติม หรือ ต้องการตรวจสอบว่าข้อมูลที่ได้รับมาจริงหรือไม่ สามารถติดตามได้จาก www.antifakenewscenter.com  หรือ ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย ซึ่งสามารถค้นหาข่าวปลอม เพื่อ เช็ค ชัวร์ ก่อนแชร์ และยังสามารถแจ้งเบาะแสข่าวปลอมได้อีกด้วย

 

เกร็ดควรรู้ : Fake News ยังเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 คือ นำข้อความเท็จเข้าระบบคอมพิวเตอร์ อันก่อให้เกิดความเสียหาย สร้างความตื่นตระหนก กระทบต่อสังคม มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วน “ผู้ส่งต่อ” โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลเท็จ ก็ถือว่ามีความผิดเท่ากับ “ผู้กระทำผิด” ต้องรับอัตราโทษเช่นเดียวกัน

ที่มาจาก :

https://www.rainmaker.in.th/7-type-of-fake-news/

https://en.unesco.org/node/296002…

https://www.collinsdictionary.com/diction…/english/fake-news