1590208625358.jpg

kinyupen_adminMay 23, 2020

“เต้าทึง” ชื่อเรียกขนมหวานชนิดหนึ่งของคนจีน ประกอบด้วย ถั่วเขียว ลูกบัว ลูกเดือย ลูกพลับ วุ้น และแป้ง ต้มกับน้ำตาล คนจีนสมัยก่อนนิยมบริโภคแบบร้อนเพื่อให้ร่างกายอบอุ่นในช่วงฤดูหนาว เพราะเป็นขนมที่รวมเอาธัญพืชต่างๆ ไว้มากมาย อุดมไปด้วยโปรตีน สร้างพลังงานให้กับร่างกาย

ปัจจุบันสามารถเลือกทานได้ทั้งแบบร้อน และแบบเย็น ขึ้นอยู่กับความชอบ แต่ไม่ว่าจะเลือกแบบไหน คุณประโยชน์ก็ไม่ได้หายไป

 

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จะมาแนะนำสูตรเต้าทึง ทำง่าย สดชื่น คลายร้อน แทนการกินน้ำแข็งใส แถมยังอุดมคุณประโยชน์จากธัญพืชหลากหลายชนิดอีกด้วย 

 

 

วัตถุดิบ

  1. ลูกเดือย 250 กรัม 
  2. แปะก๊วย 200 กรัม
  3. ถั่วแดง 100 กรัม 
  4. เม็ดลำไยอบแห้ง  2 ช้อนโต๊ะ
  5. พุทราจีนเชื่อม  100 กรัม 
  6. เม็ดเก๋ากี้ 100 กรัม 
  7. น้ำตาลทรายแดง และ ขาว 500 กรัม 
  8. ใบเตย 3 – 4 ใบ 

วัตถุดิบเหล่านี้ถือว่าเป็นตัวละครหลัก แต่หากคุณจะเพิ่มพวก เม็ดบัว ถั่วเขียว สาคู วุ้น เฉาก๊วย ก็ได้ตามชอบ  

 

ขั้นตอนการทำ

– ล้างลูกเดือยด้วยน้ำสะอาดที่ผสมเกลือเล็กน้อย 3 – 4 ครั้ง หลังจากนั้นล้างออกด้วยน้ำสะอาด ก่อนจะแช่ลูกเดือยทิ้งไว้ 3 – 4 ชั่วโมง หรือจะแช่ค้างคืนก็ได้ เพื่อให้เปื่อย ต้มสุกง่าย 

– ต้มแปะก๊วยและถั่วแดงให้สุก พักไว้รอนำมาต้มรวมกัน

– หลังจากแช่ลูกเดือยให้เปื่อยได้ที่ ล้างอีกครั้ง แล้วใส่หม้อต้มให้เดือด คอยช้อนฟองออก

– นำถั่วแดง แปะก๊วย เม็ดลำไยอบแห้ง พุทราจีน ลงไปต้มพร้อมกัน ประมาณ 30 นาที 

– เติมน้ำตาล ชิมรสตามชอบ ใส่ใบเตยและเม็ดเก๋ากี้ลงไป แล้วปิดเตายกหม้อลง

 

หากไม่เติมน้ำตาลลงไปขณะต้ม สามารถใช้น้ำเชื่อมใส่ขณะทานแทนได้ และหากอยากเก็บไว้ทานได้นาน ให้แบ่งใส่กล่องไว้เป็นมื้อๆ แล้วเก็บในช่องฟรีซตู้เย็น อย่าเก็บทั้งหม้อที่ต้ม เพราะอาหารแช่แข็งนั้นเมื่อนำออกมาทาน ควรทานทีเดียวให้หมด ไม่ควรนำส่วนที่เหลือกลับเข้าช่องแข็งซ้ำจะทำให้เสียเร็ว หรือจะดัดแปลงเป็นไอศกรีมแท่งไว้ทานก็ได้ อร่อย ง่าย  คลายร้อน

 


Thermage-aging-Cover_1.jpg

kinyupen_adminMay 21, 2020

ในยุคที่สาวๆ ต้องหน้าเรียว “วีเชฟ” ทำให้หลายคนเริ่มหันมาสนใจโปรแกรมเสริมความงามที่ช่วยยกกระชับใบหน้ากันมากขึ้น แต่ทราบหรือไม่ว่า ไม่ใช่ทุกโปรแกรมและทุกเครื่องที่เหมาะกับปัญหาหรือความต้องการของเรา วันนี้กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอพาสาวๆ ไปทำความรู้จักก่อนยกหน้าเรียวสวยได้ดั่งใจ

 

 

Ulthera ‘อัลเทอรา ‘ หรือ HIFU เป็นเลเซอร์คลื่นเสียงที่ช่วย ยกกระชับ ระดับลึก

ทำงานอย่างไร : ใช้คลื่น Ultrasound ที่สามารถส่งผ่านพลังงานได้ลึกถึงชั้น SMAS โดยคลื่นเสียงนี้จะส่งผลให้เกิดการหดตัวของบริเวณชั้นผิวคล้ายกับการเย็บ และยังส่งผลให้เกิดการกระตุ้นเนื้อเยื่อให้สร้างคอลลาเจนใหม่ ทำให้หน้าดูเฟิร์มกระชับ

ระยะเวลา : กระบวนการนี้ใช้เวลาเพียง 30-60 นาทีและเห็นผลลัพท์ที่หลังทำทันที โดยผลลัพท์จะชัดเจนขึ้นเมื่อครบ 3 เดือน และผลลัพท์จะคงอยู่ประมาณ 1-2 ปี ตามสภาพผิวของแต่ละคน

ข้อดี     

– ผู้ที่ต้องการปรับกรอบหน้าให้เรียวกระชับ

– เหมาะสำหรับผู้ที่มีแก้มเยอะ เนื่องจากพลังงานที่ใช้สามารถส่งได้ถึงชั้นผิวหนังในระดับที่แพทย์ผ่าตัดได้

– กระชับผิวหน้าหย่อนคล้อยตามวัย

– ยกหางคิ้วที่ตก, รูขุมขนกระชับ, ผิวหน้าเรียบเนียน

– กำจัดไขมันบริเวณเหนียง คอกระชับขึ้น

– มีความปลอดภัยสูง ไม่กระทบต่อบริเวณอื่นๆ ไม่มีรอยแผล

– หลังทำสามารถใช้ชีวิตได้ปกติ ทาครีมแต่งหน้าได้ทันที

ข้อควรระวัง

– มีราคาสูง (15,000+ บาท)

– ในบางรายอาจรู้สึกเจ็บเนื่องจากการปล่อยพลังงานจะให้ความรู้สึกคล้ายหนามเล็กๆ แต่ก่อนทำแพทย์จะลงยาช้าให้ประมาณ 30-45 นาที

– อาจมีอาการแดงเป็นจ้ำ  หรือเขียวช้ำ แต่ส่วนใหญ่จะจางภายใน 1 ชั่วโมง

 

 

 

Thermage

ทำงานอย่างไร : เป็นคลื่นความถี่วิทยุพลังงานสูง ลงลึก 4.3 มม. ได้ตั้งแต่ชั้นผิวบนสุดจนถึงชั้นไขมันหรืออาจจะ SMAS ส่วนบน โดยจะช่วยแก้ไขปัญหาผิวหย่อนคล้อย ลดไขมันสะสมใต้ผิวชั้นลึก

ระยะเวลา : ใช้เวลาในการทำ 1-2 ชั่วโมง และหลังจากที่เนื้อเยื่อเริ่มสร้างคอลลาเจน จะได้ผลเต็มที่ใน 6 เดือนและผลลัพท์อยู่ได้นาน 1-2 ปี

ข้อดี

– ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนอีลาสตินในทุกชั้นของผิวตั้งแต่ชั้นหนังแท้ลงมาถึงชั้นไขมัน

– ความเจ็บปวดน้อยกว่าอัลเทอราอยู่พอสมควร

– สามารถทำได้หลากหลายส่วน เช่น ผิวหน้า เหนียง คอ ร่างกาย เช่น หน้าท้อง รวมถึงจุดที่บอบบางอย่างเปลือกตา

ข้อควรระวัง

– มีราคาที่ค่อนข้างแพง ในคลินิกชั้นนำ เริ่มต้นที่ 25,000 บาท / 400 shots (ราคาขึ้นอยู่กับจำนวน shots และรุ่นที่ใช้)

ความทนผิวของแต่ละคนไม่เท่ากัน จึงอาจก่อให้เกิดอาการ Burn หรือ ผิวไหม้ได้ ควรปรึกษาแพทย์ถึงระดับที่ผิวเรารับไหว

 

 

Thread Lifting การร้อยไหม

ทำงานอย่างไร? : ยกกระชับผิวหน้าด้วยการสอดไหมชนิดละลายเข้าไปในชั้นผิวหนังเป็นการฟื้นฟูใบหน้าที่มีผลลัพท์ระยะเวลาสั้น เหมาะกับผู้ที่มีความหย่อยคล้อยเล็กน้อยถึงปากลาง

ระยะเวลา : : กระบวนการนี้ใช้เวลาเพียง 20-30 นาทีส่วนมากอยู่ได้ประมาณ 6-8 เดือน สูงสุด 3 ปี ขึ้นอยู่กับลักษณะของไหม

ข้อดี     

ราคาไม่แรงมาก ขึ้นอยู่กับชนิดไหมที่เลือกว่าใช้วัสดุอะไร เป็นญี่ห้อที่นิยมหรือไม่

มีความเสี่ยงค่อนข้างต่ำ มีความปลอดภัยสูง

– ไม่ต้องใช้เวลาพักฟื้นนาน

– ตลอดกระบวนการที่ไหมค่อยๆ ละลาย เนื้อเยื่อจะกระตุ้นไฟโบรบาสต์ในร่างกายให้สร้างคอลลาเจนเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นการตอบสนองโดยธรรมชาติ

ข้อควรระวัง

อาจเกิดอาการไม่พึงประสงค์ได้บ้าง เช่น ปวด บวม แดง แต่ 2-3 วันก็จะหายเป็นปกติ

– อาจเกิดความผิดพลาดขึ้นได้จากการติดเชื้อ เส้นประสาทเสียหาย และใบหน้าที่ไม่สมดุล หากไม่ดูแลตนเองตามคำแนะนำของแพทย์

 

 

ข้อมูลจาก : Honestdocs.co


_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMay 21, 2020

“การแก้ตัว” คือ นิสัยที่อาจสร้างปัญหาให้คุณมากกว่าที่คิด คนที่มักแก้ตัวด้วยข้ออ้างต่างๆ นานาจะสูญเสียความน่าเชื่อถือจากคนรอบข้างไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อใดก็ตามที่คำแก้ตัวเพื่อปัดและเลี่ยงความผิดให้พ้นตัวของคุณนั้นเป็นการอ้างซ้ำๆ เติมๆ จนเสมือนคำโกหกที่ฟังไม่ขึ้น ซึ่งบางครั้งแม้มันอาจเป็นเรื่องจริง แต่เมื่อคุณสูญเสียความเชื่อถือไปแล้วคุณก็จะเสมือนเด็กเลี้ยงแกะไปโดยปริยาย

 

ยกตัวอย่างหลายบริษัท เมื่อฝ่าย HR หรือ หัวหน้างาน เอ่ยถามพนักงานที่มาสายบ่อยๆว่า “ทำไมมาทำงานสาย” มักได้ยินคำตอบแก้ตัวซ้ำๆ เดิมๆ ว่า “รถติด ฝนตกหนัก รถขาดระยะ รถไฟฟ้าขัดข้อง หรือ ติดภารกิจที่คนอื่นใช้ให้ทำ” การตอบแบบนี้เสมือนปัดกลายๆ ว่า “ความผิดที่เกิดขึ้นไม่ใช่ฉัน”

ทั้งที่จริงพนักงานควรต้องรับรู้ เคารพกฎบริษัท และคำนวณเวลาเผื่อเหลือเผื่อขาดในการเดินทางแต่ละวันเอาไว้แล้วเพื่อมาให้ทันเวลา และสิ่งที่ควรเป็น คือ ยอมรับผิด การขอโทษ รวมถึงการพยายามปรับตัวให้ดีขึ้นเป็นมาตรฐาน กล่าวคือ นอกจากขอโทษในสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วยังจัดการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมด้วย

 

Angry executive pointing at wristwatch scolding employee for being late Free Photo

 

ทฤษฎีเชิงจิตวิทยา คนที่เอาแต่แก้ตัว ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม มักตั้งต้นมาจากความคิดว่า “ฉันไม่ผิด” “ฉันรู้” “ฉันไม่เกี่ยว” “คนนั้นต่างหากที่ผิด” ด้วยจิตใต้สำนึกที่ไม่ต้องการถูกตำหนิ ไม่ต้องการเสียหน้า และต้องการเป็นที่ยอมรับ จึงมักคิดหาวิธีปกป้องตนเองว่า “จะให้เรื่องจบโดยไม่ต้องรับผิดชอบได้อย่างไร”  “จะทำอย่างไรให้ตัวเองไม่โดนตำหนิ” “พยายามหาแนวร่วมว่าคนอื่นก็ทำผิดแบบเดียวกัน”

 

โดยทั่วไปเราจะพบลักษณะนิสัยคนชอบแก้ตัว 2 แบบ คือ

  1. โยนความผิดให้ผู้อื่น คนอื่นทำฉันไม่ได้ทำ หรือ ทุกคนผิดหมด ใครๆ ก็ทำกันเพื่อแรงกดดันให้ตนเอง
  2. ยอมรับว่าผิด แต่เพราะฉันก็เป็นฉันอย่างนี้ ดังนั้นทุกคนต้องเข้าใจฉันเมื่อฉันทำผิด

ซึ่งทำให้เมื่อเกิดเหตุที่คนลักษณะนี้มีส่วนผิดทั้งทางตรง หรือ มีเอี่ยวรับผิดชอบด้วยก็ตาม ก็จะพยายามยกข้ออ้างต่างๆ นานา โทษระบบ โทษอุปกรณ์ โทษสังคม โทษคนรอบข้าง และเมื่อถูกตรวจพบความผิดซึ่งหน้า หรือ เรียกง่ายๆ ว่า โป๊ะแตก ก็จะอ้างข้างๆ คูๆ โดยลืมว่าขัดกับสิ่งที่ตัวเองเคยพูดก่อนหน้า

 

ทั้งหมดนี้ เหตุเพราะคนลักษณะนี้ไม่เคยคิดว่า “การเผชิญหน้ากับปัญหา” หรือ “การแสดงความรับผิดชอบ” เป็นเรื่องที่เหมาะสมและพึงกระทำ นั่นจึงส่งผลให้กลายเป็นภาพลักษณ์ติดตัวเขาเหล่านั้น ค่อยๆ หมักหมมกัดกินชีวิต นำสู่ความล้มละลายทางความเชื่อถือ กลายเป็นคนไม่น่าร่วมงาน ไม่น่าคบค้าสมาคม ซึ่งหากไม่มีการปรับปรุงแก้ไขจะส่งผลให้กลายเป็นคนที่มีชีวิตล้มเหลวในท้ายที่สุด

 

 

ดังนั้นการฝึกตนเองให้ “กล้าเผชิญ กล้ายอมรับความจริง และมองหา solution ในการแก้ไข” น่าจะเป็นสิ่งที่ดีและทางออกที่เหมาะสมสุดในเรื่องนี้

 

หลายองค์กรขนาดใหญ่ที่ประสบความสำเร็จ เมื่อใดก็ตามที่เกิดวิกฤติ ผู้นำของเขาเหล่านั้น มักเลือกที่จะมองหาวิธีพลิกวิกฤติเป็นโอกาสมากกว่าการพยายามหาวิธีแก้ตัว หรือ ชี้นิ้วหาคนผิด ปัดความผิดให้พ้นตัวว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ไม่ได้มาจากฉัน แต่จะมีใคร หรือ องค์กรใดบ้างก็ลองมองหาและมาแชร์กันดู


Blue-zone_Cover_2.jpg

kinyupen_adminMay 21, 2020

คนเรามีชีวิตเฉลี่ยอยู่ที่ 70 ปี..แม้ว่าพันธุศาสตร์เป็นหนึ่งในตัวช่วยกำหนดอายุขัยร่างกายเราไว้แล้ว แต่วิถีชีวิตก็เป็นปัจจัยที่ทำให้อายุยืนยาวเช่นกัน วันนี้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตจะพาคุณไขความลับอายุยืนยาวในแบบฉบับชาว Blue Zone หรือ กลุ่มคนที่มีอายุเกิน 100 ปี ว่าเขาใช้ชีวิต หรือ มีความเป็นอยู่กันอย่างไร

 

Photo credit : cnn health

 

Blue Zone คืออะไร?

แดน บิวท์เนอร์ (Dan Buettner) นักเขียนชาวสหรัฐฯ นิยามคำว่า “Blue Zone” หมายถึง ชุมชนที่ผู้คนมีอัตราการเป็นโรคเรื้อรังต่ำและมีอายุยืนยาวกว่าที่อื่น กล่าวคือมีคนอายุเกิน 100 ปีมากที่สุด ซึ่งแดนได้เลือกชุมชนที่อายุยืนที่สุดในโลก หรือ Blue Zone ไว้ 5 แห่งคือ

 

  1. แคว้นบาราเจีย (อิตาลี): ตั้งอยู่บนเขาสูง มีผู้ชายอายุเกิน 100 ปีมากที่สุด
  2. คาบสมุทรนิโกยา (คอสตาริกา): ชุมชนที่มีอัตราการเสียชีวิตในวัยกลางคนต่ำที่สุด และมีจำนวนผู้ชายอายุเกิน 100 ปีมากเป็นที่สองรองจากบาราเจีย
  3. อิคาเรีย (กรีซ): เกาะในกรีซเป็นชุมชนที่มีอัตราการเป็นโรคสมองเสื่อมต่ำสุด ทั้งมีอัตราเสียชีวิตในวัยกลางคนต่ำที่สุดด้วย
  4. โลมา ลินดา (USA): ชุมชนผู้นับถือศาสนาคริสต์นิกายเซเวนเดย์แอดเวนตีส ที่กินแต่พืชผัก ตั้งอยู่ในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ผู้คนมีอายุเฉลี่ยมากกว่าชาวอเมริกันทั่วไป 10 ปี
  5. โอกินาว่า (ญี่ปุ่น): มีผู้หญิงอายุยืนมากที่สุดในโลก

 

Photo credit : http://www.bluezoneflanders.com

 

เทคนิคใช้ชีวิตแบบชาว Blue Zone

อาหารการกิน คนในพื้นที่ Blue Zone มักทานอาหารที่มีพืชเป็นส่วนประกอบ 95% ซึ่งอุดมไปด้วยพืชผักตระกูลถั่ว เมล็ดธัญพืชทั้งหมดนี้สามารถช่วยลดความเสี่ยงของการเสียชีวิตได้ นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยด้านอาหารอื่น ๆ ที่กำหนดเขต Blue Zone แต่ละแห่ง เช่น ในอิคาเรียและซาร์ดิเนียมักกินปลา ซึ่งเป็นแหล่งที่ดีของไขมันโอเมก้า 3 ซึ่งมีประโยชน์ต่อหัวใจและสมอง ทั้งนี้ข้อมูลจากการสำรวจของ Blue Zone นั้นเป็นหลักฐานชั้นดีที่บ่งชี้ว่า การกินอาหารพืชเป็นหลักกินเนื้อสัตว์ให้น้อยที่สุด สัมพันธ์กับการมีอายุยืน

 

ทำตามกฎ 80% กินอย่างช้าๆ และหยุดกินเมื่อมีอาหารร้อยละ 80 ของกระเพาะอาหาร ไม่รอให้อาหารเต็มกระเพาะอาหาร สิ่งนี้ป้องกันไม่ให้พวกเขากินแคลอรีมากเกินไปซึ่งอาจนำไปสู่การเพิ่มน้ำหนักและโรคเรื้อรัง หรือ ถ้าจะตีความให้ง่ายก็คือ ไม่ทานจนอิ่มมากเกินไปนั่นเอง

 

แค่ขยับเท่ากับออกกำลังกาย ผู้คนกลุ่มนี้ไม่ได้ออกกำลังกายแบบหักโหม หรือ ต้องไปเข้ายิม แต่การออกกำลังกายถูกผนวกเข้ากับชีวิตประจำวันของพวกเขาอยู่แล้ว โดยเน้นเคลื่อนไหวอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกหรือเครื่องทุ่นแรงอะไรมากนัก อาทิ การทำสวน เดิน ปีนบันได ทำอาหาร และทำงานบ้านอื่นๆ ช่วยในด้านสุขภาพ เพิ่มความกระฉับกระเฉง ช่วยยืดอายุได้

 

นอนหลับเพียงพอ นอนหลับตอนกลางคืน  7 ชั่วโมง และนอนไม่เกิน 30 นาทีระหว่างวันอาจช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและการเสียชีวิตได้

 

ดื่มแอลกอฮอล์พอเหมาะ บางคนดื่มไวน์แดงวันละ 1-2 แก้วซึ่งอาจช่วยป้องกันโรคหัวใจและลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิต และยังทำให้คุณภาพการนอนหลับที่ดีขึ้นอีกด้วย

 

Photo credit : www.openfit.com

 

ปัจจัยอื่นๆ ที่ช่วยให้อายุยืน

  • ตั้งเป้าหมายในชีวิต แม้อายุเป็นร้อย แต่ต้องมีเป้าหมายว่าวันนี้จะทำอะไร
  • ชุมชนทางศาสนา พบว่า ศาสนามีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อการเสียชีวิต อาจเพราะช่วยสนับสนุนให้เกิดการสร้างสัมพันธ์และอัตราการลดลงของภาวะซึมเศร้า
  • สังคมที่ดี ในโอกินาว่าเรียกเพื่อนร่วมสาบานว่า “โมอาย” มีเกื้อหนุนกันตลอดชีวิตไม่ทิ้งกัน และที่สำคัญเพื่อนฝูงเองก็ส่งผลต่อชีวิตของเรา เช่น หากมีเพื่อนเป็นโรคอ้วนคุณมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วนมากขึ้น โดยอาจเกิดจากพฤติกรรมทางสังคม
  • หลากวัยในครอบครัว จากการศึกษาพบว่าปู่ย่าตายายที่ดูแลลูกหลานมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตลดลง

 

ปัจจัยเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าเกี่ยวข้องกับชีวิตที่ยืนยาวขึ้น นอกเหนือจากอาหารและการออกกำลังกายจะมีบทบาทสำคัญในการมีอายุยืนยาว วัตถุประสงค์ในชีวิต ครอบครัวและเครือข่ายสังคมเองก็มีอิทธิพลต่อเวลาชีวิตที่คุณจะใช้มัน อย่างไรก็ตามทุกช่วงเวลาชีวิตล้วนมีสิ่งที่ดีที่สุดให้เราได้เรียนรู้ ดังนั้นชีวิตของคุณย่อมมีคุณค่าไม่ว่าคุณจะมีเวลาเหลือน้อยแค่ไหนก็ตาม

 

ที่มา : healthline.com


-Cover_1.jpg

kinyupen_adminMay 8, 2020

ในช่วงล็อกดาวน์จากวิกฤตโควิด -19 หลายบ้านคงหนีไม่พ้นการเข้าครัวเอง บางท่านไม่เคยทำอาหารมาก่อนก็อาจกลายเป็นพ่อครัวแม่ครัวมือฉมัง โดยมีอาจารย์อย่างกูเกิ้ล หรือ ยูทูป คอยสอน แล้วทราบหรือไม่ว่าเมนูประเภทใดที่ถูกค้นหามากสุดในช่วงดังกล่าว วันนี้เรามีคำตอบกัน

 

หน่อไม้” กลายเป็นเมนูที่ผู้คนทั่วโลก โดยเฉพาะคนเอเชียค้นหามากที่สุด

 

“กูเกิ้ล” รายงาน Google Trends จัดอันดับสูตรอาหารที่ได้รับการค้นหามากที่สุดในโลกช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมาว่า ขณะที่หลายประเทศทั่วโลกต้องตกอยู่ภายใต้มาตรการล็อกดาวน์เพื่อลดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด -19 นั้น พบว่า เมนูที่ถูกค้นหามากที่สุดในโลก คือ เมนูที่มีส่วนผสมของหน่อไม้ คือเพิ่มขึ้น 4,850% จากช่วงเวลาปกติ

เมนูที่มีการค้นหามากสุด ได้แก่ หน่อไม้ผัดเห็ดหอม หน่อไม้ผัดหมู และราเมนที่ใส่หน่อไม้เป็นส่วนประกอบ ซึ่งหน่อไม้ถือได้ว่าเป็นเมนูยอดนิยมของชาวเอเชียอยู่แล้ว ส่วนเมนูยอดนิยมรองลงมาจะเป็นพวกได้แก่ สูตรทำขนมปัง สูตรทำเค้กเทศกาลอีสเตอร์ และสูตรเต้าหู้ผัดซอสเสฉวน (Mapo tofu)

 

ขณะที่เมนูเอเชียที่ระบุคำว่า homemade ล้วนติดอันดับการค้นหาพุ่งกว่า 5000% ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมาด้วย นอกจากนี้ตามรายงาน YouTube พบว่า “คนเอเชีย” เข้าไปค้นหาและดูคลิปการทำอาหารออนไลน์มากที่สุดในโลก โดยประเทศที่ค้นหาเมนูอาหารมากที่สุด 4 อันดับมาจากเอเชียทั้งสิ้น ได้แก่ ศรีลังกา อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และบังกลาเทศ

 

และวันนี้เมื่อพูดถึงเรื่องหน่อไม้แล้ว กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ก็ไม่มามือเปล่า แต่นำสูตร “หน่อไม้ต้มเค็ม” หนึ่งเมนูอร่อยทำง่ายจากหน่อไม้มาฝากกันด้วย ถ้าพร้อมแล้วไปกันเลย

 

 

ส่วนผสม

  • กระดูกหมู (หรือใช้หมูสามชั้นแทนได้ตามชอบ) 500 กรัม
  • หน่อไม้ไผ่ตง 1 กิโลกรัม
  • รากผักชี กระเทียม พริกไทย โขลกรวมกัน
  • น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต๊ะ
  • ซีอิ๊วขาว 3 ช้อนโต๊ะ
  • เกลือ 1 ช้อนชา

 

ขั้นตอน

  1. ต้มหน่อไม้กับน้ำเปล่าที่ผสมเกลือจนเดือด เทน้ำทิ้ง ต้มอย่างน้อย 2 ครั้ง
  2. นำหน่อไม้มาหั่นเป็นท่อน ประมาณ 1 นิ้วบุบพอแตก เวลาต้มจะได้เข้าเนื้อ
  3. ล้างกระดูกหมู หรือ หมูสามชั้น กับน้ำเกลือให้สะอาด
  4. นำกระเทียม รากผักชี พริกไทยที่โขลกไว้ลงไปผัดกับน้ำตาลปี๊บจนละลายเปลี่ยนเป็นสีเข้ม
  5. ใส่กระดูกหมู ผัดพอสุก ตักส่วนผสมที่ผัดสุกแล้วใส่หม้อ ใส่หน่อไม้ เติมน้ำให้ท่วม
  6. ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว เกลือ ต้มต่อประมาณ 30 นาที จนเข้าเนื้อ
  7. ตักเสิร์ฟพร้อมรับประทาน

 

ด้วยส่วนผสม ขั้นตอน และวิธีทำที่ง่ายแสนง่าย คุณก็จะมีอาหารอีกหนึ่งอยากไว้รับประทานกันในครอบครัว ทำเอง กินเอง ประหยัดเงินและยังได้คุณประโยชน์ที่ครบถ้วนอีกด้วย

 

เกร็ดน่ารู้เรื่องหน่อไม้”

ก่อนรับประทานต้องทำความสะอาดอย่างถูกวิธี เพราะหน่อไม้ไม่ใช่อาหารที่จะทานดิบได้

  1. หากเป็นหน่อไม้สด ก่อนที่จะนำมาประกอบอาหารให้ต้มในน้ำเดือดนานอย่างน้อย 10 นาที เพื่อลดระดับของสารไซยาไนด์
  2. กรณีที่ซื้อหน่อไม้ปี๊บมารับประทานต้องต้มในน้ำเดือดเป็นเวลาอย่างน้อย 30 นาที เพื่อฆ่าเชื้อคลอสทริเดียม โบทูลินัม และเทน้ำที่ใช้ต้มทิ้งห้ามนำมาใช้ปรุงอาหารเด็ดขาด
  3. ผู้ที่ไม่ควรรับประทานหน่อไม้ คือ ผู้ป่วยเป็นโรคเกาต์ เพราะในหน่อไม้มีสารพิวริน ที่ทำให้กรดยูริกสูงขึ้น เสี่ยงโรคเกาต์กำเริบ

 

ที่มา


2563_Cover_2-1.jpg

kinyupen_adminMay 7, 2020

“โปรตีนทดแทน และโปรตีนสายพันธุ์ใหม่” คือ หนึ่งในเทรนด์เมนูสุขภาพที่เหล่ากูรูวงการอาหารการันตีไว้ในงาน Fi Asia 2019 (นิทรรศการและการประชุมประจำปีของกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารในเอเชีย) ว่ากำลังมาแรงในปี 2563 นี้ ส่วนน่าสนใจอย่างไรและหาทานได้จากไหน กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต อาสาพาไปหาคำตอบกัน

 

ถ้าจะขยายความให้เข้าใจง่ายๆ นั้น “โปรตีนทดแทน” ก็คือ โปรตีนจากพืช-นมพืช เมล็ดถั่วต่างๆ ที่เราทราบกัน แต่อีกตัวที่น่าสนใจคือ “โปรตีนสายพันธุ์ใหม่” ที่เกิดจากการหมักด้วยเชื้อจุลินทรีย์ มีคุณประโยชน์สำคัญที่อุดมไปด้วย “โพรไบโอติกส์” จุลินทรีย์ชนิดดีที่คอยกำจัดแบคทีเรียไม่ดี ฟื้นฟูสมดุลภายในลำไส้ ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน และช่วยในด้านการหลั่งสารสื่อประสาท ฮอร์โมนต่างๆ ในร่างกายอีกด้วย ซึ่งถ้าเราอยากที่ทานอาหารที่มีเจ้าจุลินทรีย์ตัวนี้เป็นส่วนประกอบ สามารถเลือกทานได้จากเมนูดังต่อไปนี้

 

TEMPE

1. เทมเป้ (TEMPE)

อาหารที่มีต้นกำเนิดจากอินโดนีเซียมากว่า 200 ปี เป็นถั่วเหลืองหมักกับเชื้อราชนิดหนึ่งที่เป็นมิตรกับร่างกาย ลักษณะคล้ายกับเต้าหู้ แต่มีเส้นใยอาหารจากถั่วเหลืองทั้งเมล็ดทำให้มีความแน่นมากกว่า รสจืด ใยอาหารสูง มีวิตามิน B12 และโปรตีนจากพืชที่มีคุณประโยชน์ ช่วยกระตุ้นการทำงานของแบคทีเรียชนิดดีในกระเพาะอาหาร ทั้งยังมีโพรไบโอติกส์และพรีไบโอติกส์ (ใยอาหารที่ไม่ถูกย่อยในกระเพาะอาหาร) ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันร่างกาย มีสารต้านอนุมูลอิสระทำให้ผิวพรรณสดใส

สำหรับใครที่สนใจสามารถหาซื้อได้ทาง เว็บไซต์อาหารเพื่อสุขภาพ  BEANERGY FOOD , ร้าน FARMER FRESH หรือ ร้านจำหน่ายสินค้าออนไลน์ทั่วไป

 

 

KOMBUCHA

2. คอมบุชะ (KOMBUCHA)

ชาเขียว” หรือ “ชาดำ” ที่ผ่านกระบวนการหมักเพื่อให้ได้จุลินทรีย์ชั้นดี จัดเป็นเครื่องดื่มที่มีสรรพคุณทางยา มีจุลินทรีย์โพรไบโอติกส์ที่ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้ มีส่วนช่วยรักษาสมดุลระบบทางเดินอาหารและระบบขับถ่าย นอกจากนี้ยังมีสรรพคุณด้านลดระดับคอเลสเตอรอล น้ำตาลในเลือด ช่วยเผาผลาญแคลอรี ลดการสะสมสารตกค้างในตับ ไต ช่วยล้างพิษหรือ ของเสียตกค้างในร่างกาย ทำให้นอนหลับได้ดีขึ้น กระตุ้นการสร้างพลังงาน สร้างภูมิคุ้มกัน แก้โรคหอบหืด โรคผิวหนังอักเสบและโรคปวดข้อ

สามารถหาซื้อได้ทาง Facebook : Pure Luck Bangkok , เว็บไซต์จำหน่ายสินค้าออร์แกนิค และ ร้านจำหน่ายสินค้าออนไลน์ทั่วไป

 

การทานอาหาร นอกจากความอร่อยแล้ว อีกปัจจัยที่ต้องคำนึงถึงคุณประโยชน์และผลเสียที่อาจเกิดขึ้นต่อร่างกายด้วย ควรบริโภคที่พอดีและเลือกของที่มีประโยชน์เป็นสำคัญ

 

 

เคล็ดน่ารู้..เมนูเทมเป้

เทมเป้กินอะไรก็อร่อย…วันนี้เรามีเมนูง่ายๆ มาฝาก

 

  • เทมเป้สามเกลอ เมนูอาหารเช้าแสนง่าย ประโยชน์เกินร้อย ทานพร้อมโยเกิร์ต แอปเปิล และโกโก้ร้อนหนึ่งแก้ว อิ่มสบายท้อง
  • เมี่ยงเทมเป้ อารมณ์เดียวกับเมี่ยงปลาทู หรือ ก๋วยเตี๋ยวลุยสวน ทานได้ง่าย อิ่มท้อง และดีต่อสุขภาพ

วัตถุดิบ : แผ่นแป้ง , ผักสดตามที่ชอบทาน , เทมเป้สดหรืออบร้อน , ขนมจีน (หากคุมน้ำหนักอยู่จะทานขนมจีนก็ได้)

น้ำจิ้มซีฟู้ด : กระเทียม , ผักชี  , มิโสะ แทนน้ำปลา , น้ำตาลมะพร้าว , พริกขี้หนูสวน ตำรวมกันปรุงรสชาติตามที่ชอบ

เสร็จแล้วนำส่วนประกอบทุกอย่างจัดใส่จาน เรียงให้สวยงาม พร้อมเสิร์ฟ

 

  • ข้าวมันเทมเป้ ข้าวมันธัญพืช

ส่วนผสมในการทำข้าว สำหรับ 1 จาน : ข้าวหอมมะลิ (1/2 ถ้วย), เทมเป้ 1/2 ชิ้น , ขิงหั่นแว่น 3-4 ชิ้น, กระเทียมทุบ 3 กลีบ, รากผักชีทุบ 1 ราก , น้ำมันงา 2 ช้อนชา และน้ำซุปผัก

ส่วนผสมในการทำน้ำจิ้ม 1 ถ้วย : มิโสะ 1 ช้อนโต๊ะ, น้ำตาลมะพร้าว 1 ช้อนชา , กระเทียมสับ 2 กลีบ, ขิงสับ 2 ช้อนชา, พริกแดงซอย 2 เม็ด, น้ำส้มสายชูข้าวหมัก 2 ช้อนโต๊ะ และซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ

 

ขั้นตอนการทำ

  1. ใส่ข้าวหอมมะลิ เทมเป้ กระเทียมทุบ รากผักชีทุบและขิงหั่นแว่นลงในหม้อหุงข้าว
  2. เติมน้ำซุปผักลงในหม้อให้เหนือระดับข้าวเล็กน้อย เติมน้ำมันงาเพื่อความหอมมัน แล้วหุงข้าวตามปกติ
  3. ทำน้ำจิ้มโดยผสมมิโสะ น้ำตาลมะพร้าว กระเทียมสับ ขิงสับ พริกแดงซอย น้ำส้มสายชูข้าวหมัก และซีอิ๊วขาวที่ตวงไว้เข้าด้วยกัน พอข้าวสุกตักใส่จานทานคู่กับทานคู่กับแตงกว่าและผักชี

 

ขอบคุณข้อมูลจาก https://beanergyfood.com


Beauty-aging-Cover_1-1.jpg

kinyupen_adminMay 7, 2020

แต่ละช่วงวัยมีสภาพผิวต่างกัน การดูแลย่อมต่างกันไปด้วย จึงต้องใส่ใจเป็นพิเศษ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตจะมาเผยเคล็ดลับเผยความสวยสมวัยกัน

วัย 20 : หัวใจสำคัญ “ความชุ่มชื้น”

 

สภาพผิว : เป็นช่วงวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงของสภาพผิวมากที่สุด โดยผิวจะปรับสภาพและผลัดเซลล์ทุกๆ 28 วัน หรือ 1 เดือน ในช่วงวัย 20 ต้นๆ สาวๆ มักมีปัญหาในเรื่องความมัน สิวอุดตันบนใบหน้า ทั้งจากฮอร์โมนสาวสะพรั่งและมลภาวะที่ต้องเจอในชีวิตประจำวัน และเมื่อย่างเข้า 20 ตอนปลายด้วยภาระงานและความรับผิดชอบที่มีมากขึ้น อาจก่อให้เกิดความเครียด ริ้วรอยเล็กๆ จึงค่อยๆ ตามมา

วิธีดูแล : ข้อดีของวัยนี้คือผิวยังสามารถสร้างน้ำมันออกมาทำให้ผิวยืดหยุ่นได้มาก แต่ด้วยช่วงวัยที่รักสวยรักงาม การแต่งหน้าการเลือกใช้เครื่องสำอางอาจจะทำให้ผิวหน้าได้รับผลกระทบ ทั้งจากสิวอุดตันและสารเคมีที่ประโคมลงไป ดังนั้นการทำความสะอาดผิวหน้าจึงสำคัญอย่างมาก จึงควรเช็ดหน้าด้วยคลีนซิ่งทุกครั้ง และใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่สามารถช่วยยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย ในวัยนี้หัวใจสำคัญที่ควรใส่เป็นพิเศษ คือ ความชุ่มชื้น เพราะความมันที่ออกมาไม่ได้ความว่า ผิวของคุณจะอิ่มน้ำ ดังนั้นควรเลือกทามอยส์เจอร์ไรเซอร์เพื่อเติมความชุ่มชื้นให้ผิวหน้า และอาจทาอายครีมเพื่อป้องกันริ้วรอบที่อาจจะเกิดก่อนวัย และทุกเช้าก็ควรปกป้องผิวจากรังสี UV ด้วยครีมกันแดดที่มี SPF 50+++ ขึ้นไป หรือหากอยู่ในร่มก็ไม่ควรประมาทเพราะแสงจากหลอดไฟก็อาจทำให้เกิดฝ้า กระ ได้เช่นกัน แต่อาจละค่า SPF ลงมาไม่ต่ำกว่า 15

 

 

วัย 30 : หัวใจสำคัญ “การผลัดเซลล์ผิว”

 

สภาพผิว : ช่วงวัยนี้สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป คือ การผลัดเซลล์ผิวที่ช้าลง และมีความเสี่ยงที่การผลัดผิวอาจทำให้เกิดริ้วรอยที่ยากต่อการกำจัด ในวัยที่มีความเครียดสะสม ร่างกายเริ่มขาดสารอนุมูลอิสระ ควรใส่ใจทั้งการรับประทานอาหาร โดยอาจรับประทานวิตามินเสริม รวมถึงการบำรุงผิวหน้าอย่างสม่ำเสมอ

วิธีดูแล : ในช่วงวัยนี้ผิวหน้าเริ่มผลิตน้ำมันได้น้อยลง ทำให้การทำความสะอาดหรือการบำรุงจำเป็นต้องได้รับความใส่ใจเป็นพิเศษ เนื่องจากผิวมีการผลัดเซลล์ที่ช้าลง สาวๆ ในช่วงวัยนี้จึงควรสครับใบหน้าอย่างน้อยอาทิตย์ละ 1 ครั้ง เพื่อช่วยเร่งกระบวนการผลัดเซลล์ผิว เพิ่มความกระจ่างใสให้กับผิวหน้า แต่ควรระวังผลิตภัณฑ์ที่มีความเป็นกรดมากเกิดไป และเบามือกับผิวหน้าระหว่างการสครับเพราะการหนักมือมากเกิดไปอาจทำให้เกิดริ้วรอยตามมา สิ่งสำคัญคือ หมั่นเติมสารบำรุงที่เหมาะสม โดยใช้โทนเนอร์ในการปรับสภาพผิว เติมเต็มวิตามินและความชุ่มชื้นคือสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับวัยนี้

 

 

วัย 40 : หัวใจสำคัญ “การบำรุง”

 

สภาพผิว : เป็นวัยที่ “ฮอร์โมน” เริ่มผลิตช้าลงโดยที่คุณอาจสังเกตได้จาก ผิวที่แห้งขึ้น ขาดความยืดหยุ่น และบอบบางในบางครั้งอาจเกิดอาการแพ้ แม้กระทั่งในผลิตภัณฑ์เดิมๆ ที่เคยใช้ประจำ หากสาวๆ พบว่าสิ่งนี้เริ่มเกิดขึ้นกับตัวเองคุณควรเริ่มบำรุงผิวอย่างจริงจัง สีผิวที่ไม่สม่ำเสมอ ฝ้า กระ อาจเกิดได้ง่ายขึ้นกว่าเดิมหากคุณไม่ระมัดระวัง เพราะผิวในวัยนี้เริ่มขาดคอลลาเจน

วิธีดูแล : การทำความสะอาดผิวสำหรับวัยนี้ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่เป็นเนื้อครีม เพื่อป้องกันการเสียดสีให้ผิวบอบบางมากขึ้น ทั้งผลิตภัณฑ์ที่มีเนื้อครีมยังช่วงคงความชุ่มชื้นให้ผิวได้ดี และขาดไม่ได้เลยคือ “การบำรุง” คอลลาเจนในผิวเริ่มพร่องไป ดังนั้นสาวๆ จึงควรเติมเต็มด้วยผลิตภัณฑ์ หรือ ทรีทเมนต์ ที่มีส่วนผสมของเปปไทด์และโปรตีน ใส่ใจในส่วนที่บอบบางบนใบหน้าหรือบริเวณที่มีการขยับบ่อยๆ เช่น รอบดวงตา หางตา ร่องแก้ม หน้าผาก ผลิตภัณฑ์ลดเลือนริ้วรอยควรเริ่มใช้อย่างจริงจัง และทาครีมกันแดดทุกเช้าเพื่อป้องกันไม่ให้คุณสูญเสียคอลลาเจนมากไปกว่านี้

 

 

วัย 50 : หัวใจสำคัญ “การเติมเต็มสิ่งที่ขาดหาย”

 

สภาพผิว : วัยทองของสาวๆ หลายๆ คน ช่วงวัยนี้เป็นช่วงวัยที่หลายคนประสบความสำเร็จในหลายๆ ด้าน และหากคุณดูแลผิวอย่างดีเสมอมา ภาวะต่างๆ รวมถึงฮอร์โมนที่ผลิตน้อยลง การขาดประจำเดือน รูขุมขนขยายกว้างไม่กระชับ อาจทำให้คุณเป็นกังวลมากขึ้น ผิวที่แห้งลงและผิวหน้าที่รับการเติมเต็มได้ไม่เหมือนก่อน หรือที่หลายๆ คนเรียกว่า ทาครีมไม่ซึม แต่งหน้าไม่ติด

วิธีดูแล : ผิวจะเริ่มขาดทั้งน้ำและน้ำมัน ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นเนื้อครีมเข้มข้น มีส่วนผสมของ วิตามินอี และโพลีเปปไทด์ที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและเพิ่มความชุ่มชื้นทำให้ผิวเนียน และอาจใช้ผลิตภัณฑ์ลดเลือนริ้วรอย และกระชับรูขุมขนที่มีส่วนผสมของ เรตินอล โดยควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนที่จะเริ่มใช้ เพราะเรตินอลเป็นสารที่อันตรายหากใช้ในปริมาณมากหรือใช้ควบคู่กับผลิตภัณฑ์บางชนิด ดังนั้นควรเลือกความเข้มข้นที่เหมาะสมกับสภาพผิวหน้าและปัญหาของคุณเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด


-คลายเครียด_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMay 2, 2020

เมื่อเข้าสู่ช่วงหน้าร้อน “แตงโม” คือ หนึ่งในผลไม้ยอดนิยม ด้วยรสหวานทานง่าย ช่วยคลายร้อนให้ความสดชื่น แต่เชื่อหรือไม่ว่า นอกจากรสชาติแล้วยังมีสารอาหารที่ให้ประโยชน์ส่งผลดีต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัยอีกด้วย วันนี้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอพาคุณมารู้จักกับประโยชน์ของ “แตงโม” กัน

 

1. เพิ่มเบต้าแคโรทีน เสริมภูมิคุ้มกัน ป้องกันติดเชื้อ

น้ำแตงโมช่วยเพิ่มสารเบต้าแคโรทีน ซึ่งร่างกายนำไปใช้สร้างวิตามินเอที่มีผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร ทางเดินหายใจ และการขับปัสสาวะ รวมถึงช่วยบำรุงผิวพรรณและเส้นผมให้แข็งแรงอีกทางหนึ่งด้วย

2. แผลให้หายเร็วขึ้น

แตงโมมีสารซิตรัลลีนอยู่มาก โดยสารนี้จะช่วยรักษาแผลให้หายเร็วขึ้น โดยไม่ควรดื่มน้ำแตงโมเพียงอย่างเดียว ควรทานเนื้อแตงโมเข้าไปด้วย โดยเฉพาะส่วนเนื้อสีขาวที่อยู่ลึกลงไป แม้รสชาติไม่ค่อยหวาน แต่มีประโยชน์ต่อร่างกาย

3. ต้านมะเร็ง ป้องกันยูวี มีประโยชน์ต่อหัวใจ

แตงโมมีสารสำคัญสีแดงชื่อว่า “ไลโคปีน” ซึ่งมีอยู่มากในมะเขือเทศ แต่เทียบกันแล้วแตงโมจะมีมากกว่าถึง 40% สารชนิดนี้จะช่วยต้านอนุมูลอิสระ ลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งและโรคหัวใจ โดยวารสารวิชาการ “โรคมะเร็ง” แห่งเอเชียแปซิฟิก ระบุว่า ไลโคปีนจะช่วยเป็นโล่ปกป้องผิวหนังจากรังสียูวีจากแสงแดด เพื่อไม่ให้เป็นมะเร็งผิวด้วย

ขณะที่ทีมนักวิจัย Florida State University ระบุว่าแตงโมมีกรดอะมิโน แอล-ซิตรัลลีน อยู่มาก ซึ่งกรดชนิดนี้เป็นสารตั้งต้นของแอล–อาร์จินินที่ช่วยควบคุมการทำงานของหลอดเลือดหัวใจและช่วยให้การไหลเวียนโลหิตเป็นไปโดยสะดวก จำเป็นต่อการสร้างกรดไนตริก ซึ่งเป็นก๊าซที่ช่วยขยายหลอดเลือด ช่วยลดความดันโลหิตและป้องกันเส้นเลือดสมองแตกได้

4. โรคอ้วนและเบาหวานทานดี

แตงโมมีแคลอรีต่ำ อุดมด้วยวิตามิน แร่ธาตุที่มีประโยชน์ วารสารโภชนาการ “Journal of Nutrition” ให้ข้อมูลว่า เนื้อแตงโมมีกรดอะมิโน “อาร์จินิน” ที่ช่วยในการเผาผลาญแคลอรีได้อยู่มาก จึงช่วยเพิ่มการเผาผลาญไขมันและกลูโคส โดยมีปริมาณแคลอรีอยู่เพียง 96 แคลอรีเท่านั้น นอกจากนี้การกินแตงโมที่ชุ่มฉ่ำด้วยน้ำจะช่วยทำให้เราอิ่มได้เร็วขึ้น

5. มีผลต่อผิว ช่วยดูดซับความมัน เพิ่มความกระจ่างใส

ความเย็นของแตงโมช่วยผ่อนคลายผิวหน้าภายนอกให้ดูสดชื่น ส่วนสารสีแดงจากแตงโม คือ ไลโคปีน ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระช่วยดูดซับความมันบนใบหน้าได้เป็นอย่างดี และวิตามินเอในแตงโมจะช่วยให้ผิวพรรณกระจ่างใสขึ้น และวิตามินซีจะช่วยให้ผิวกายสดใสขึ้น

 

นอกจากนี้ แตงโมสีแดงสดยังเต็มไปด้วยโพแทสเซียมช่วยควบคุมระบบการไหลเวียนของโลหิตในบริเวณผิวหน้าให้เป็นปกติ อีกทั้งยังช่วยให้รูขุมขนมีความยืดหยุ่น ชุ่มชื่น น้ำของแตงโมก็มีประโยชน์ต่อผิวสวยของทุกคน เพราะจะมีโมเลกุลของน้ำตาล รวมทั้งมีกรดอะมิโนอยู่เล็กน้อย ซึ่งช่วยในการบำรุงผิวของสาวๆ ให้สวยใสยิ่งขึ้น

 

เกร็ดน่ารู้เรื่องแตงโม

  • การทานแตงโมแช่เย็นแม้ช่วยเพิ่มความสดชื่น แต่คุณค่าทางโภชนาการจะลดลงเมื่อเทียบกับแตงโมที่ไม่แช่เย็น เพราะแตงโมจะยังผลิตสารอาหารต่อเนื่องแม้ถูกเก็บมาจากต้นแล้ว ซึ่งการผลิตสารนี้จะลดลงหากถูกเก็บในที่อุณหภูมิเย็น
  • ทุกส่วนของแตงโม ล้วนมีคุณค่าทางสมุนไพรทั้งสิ้น “ราก” มีน้ำยางใช้กินแก้อาการตกเลือดหลังการแท้ง “ใบ” ใช้ชงเป็นยาลดไข้ ส่วนเนื้อแตงโมมีคุณสมบัติเป็นยาเย็น ช่วยระบาย ขับปัสสาวะ ช่วยย่อย แก้เบาหวาน และดีซ่าน จากคุณประโยชน์ที่หลากหลายนี้ แตงโมจึงเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพอีกทางเลือกหนึ่งของคนรักสุขภาพทุกท่าน ที่ทีมงานกินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตขอหยิบมาฝาก

 

ที่มา : กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม โดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)


5-วิธีบริโภคน้ำดื่มเลี่ยงเชื้อ_Cover_2.jpg

kinyupen_adminMay 1, 2020

เพราะร่างกายมนุษย์มีน้ำเป็นส่วนประกอบถึง 70 % ดังนั้น “น้ำดื่ม” จึงเป็นสิ่งที่มนุษย์ขาดไม่ได้ หากหลายครั้งการเจ็บป่วยก็มักมาจากการดื่มน้ำที่มีแบคทีเรีย หรือ จุลินทรีย์ปนเปื้อนนำไปสู่โรคอาหารเป็นพิษ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วงที่มักพบบ่อยช่วงฤดูร้อน และปัจจุบันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 การเลือก “น้ำดื่ม” ก็ยิ่งควรต้องระมัดระวังมากยิ่งขึ้น เพราะหากพลาดขึ้นมาอาจติดเชื้อได้โดยไม่รู้ตัว เนื่องจากไวรัสดังกล่าวสามารถอยู่บนพื้นผิววัสดุต่างๆ ได้นาน อาทิ

  • 2 – 8 ชั่วโมง สำหรับภาชนะอะลูมิเนียม
  • 2 วัน สำหรับภาชนะประเภทเหล็ก สเตนเลส
  • 4 วัน สำหรับภาชนะประเภทแก้ว
  • 5 วัน สำหรับภาชนะพลาสติก

 

กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข จึงจัดทำคำแนะนำภายใต้หลัก 5 ล. สำหรับประชาชนเพื่อสร้างสุขอนามัยที่ดี ป้องกันเชื้อโควิด-19 ประกอบด้วย

1) ล. เลือก น้ำดื่มสะอาด ได้แก่

> น้ำดื่มบรรจุขวดที่มี อย.

> น้ำประปาใส มีกลิ่นคลอรีนอ่อนๆ

> น้ำจากตู้หยอดเหรียญ สภาพตู้สะอาด เปลี่ยนไส้กรองตามกำหนดเวลา

2) ล. ล้าง ภาชนะบรรจุ หรือ ใช้ดื่มน้ำให้สะอาดทุกครั้งทั้งภายนอกและภายใน และหลังล้างควรต้มในน้ำเดือด หรือ แช่ในน้ำคลอรีน 100 มิลลิกรัมต่อลิตร นาน 2 นาที หรือ 200 มิลลิกรัมต่อลิตร นาน 1 นาที เพื่อฆ่าเชื้อ

3) ล. ลด สัมผัสจุดที่สัมผัสน้ำ เช่น ก๊อกน้ำ พื้นผิวภายในภาชนะ หากจำเป็น อาทิ การเปลี่ยนถังน้ำ เปลี่ยนไส้กรอง ควรล้างมือให้สะอาด หรือ ใช้เจลแอลกอฮอล์ และเมื่อต้องรอกดน้ำจากตู้ ควรลดเว้นระยะห่างจากผู้อื่น อย่างน้อย 1-2 เมตร

4) ล. เลี่ยง ให้เลี่ยงใช้บริการน้ำดื่มร่วมกัน ควรเตรียมน้ำดื่มใส่ภาชนะส่วนตัว และทำสัญลักษณ์ บนภาชนะน้ำดื่มของตนเอง เลี่ยงความสับสน ไม่ให้ปะปนกับผู้อื่น

5) ล. เลิก ใช้ภาชนะดื่มน้ำร่วมกัน เช่น แก้ว จอก ขัน ควรแยกใช้ส่วนตัวหรือแบบใช้ครั้งเดียว

 

หลักการง่ายๆ เพื่อความปลอดภัยไร้โรค เมื่อรู้แล้วอย่าลืมนำไปใช้ หรือ นำไปแชร์ต่อกันได้เลย

ที่มา : กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข


Supplement-food-covid-Cover_1.jpg

kinyupen_adminApril 30, 2020

ขณะที่โลกยังวุ่นกับการคิดค้นวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด19  และองค์การอนามัยโลกแนะให้เราต่างป้องกันตัวเองโดยใส่หน้ากากอนามัย หมั่นล้างมือ เว้นระยะห่างทางสังคม  ในมุมของวงการวิจัยด้านอาหารและยา หรือแพทย์ทางเลือกก็มีการพูดถึงอาหารเสริม หรือสมุนไพรเพื่อป้องกันหรือยับยั้งการเติบโตของไวรัส

 

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตได้นำข้อเขียนตอนอาหารเสริม จากหนังสือ Beating  COVID-19 เอาชนะโรคร้ายด้วยความเข้าใจ ซึ่งดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์และสุขภาพและที่ปรึกษากลุ่มธุรกิจฯเกียรตินาคิภัทร ทำเป็นหนังสือคู่มือทางออนไลน์ มาแชร์เพื่อเราจะได้มีข้อมูลเบื้องต้นสำหรับดูแลตัวเองและไม่เป็นเหยื่อโฆษณา

 

  1. ชาผูเออร์ หรือชาดำ

ที่มา          ไต้หวันคัดเลือกสารธรรมชาติ 720 ชนิด มาวิจัยทดลองว่ามีชนิดใดสามารถยับยั้งการแบ่งตัว

และเติบโตของไวรัสที่ทำให้เกิดโรคซาร์ส จึงทำให้อนุมาณว่าอาจจะใช้ได้กับไวรัสโควิด 19

คุณสมบัติ  ยับยั้งการเติบโตของไวรัสได้ เพราะมีกรดแทนนิคและเธียเฟลวิน ซึ่งพบมากในชาประเภทนี้และ

มีบ้างในชาอู่หลง และชาเขียว

ข้อมูล

ผูเออร์ เป็นชาที่ปลูกทางภาคใต้ของมณฑลยูนนาน ที่อำเภอผูเอ่อร์ โดยชนชาติอี๋ ซึ่งเป็นชน

กลุ่มน้อยของมณฑลยูนนาน

 

  1. ฟ้าทลายโจร

ที่มา      ความร่วมมือของกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และ

องค์การเภสัชกรรม

คุณสมบัติ  ยับยั้งการเติบโตขยายพันธุ์ของ Andrographolide และการเพิ่มจำนวนไวรัสโควิด-19 ได้ แต่ไม่

สามารถป้องกันติดเชื้อ ควรกินทันทีเมื่อมีไข้ แต่ไม่ควรกินเพื่อป้องกันโรค

ข้อมูล        ฟ้าทลายโจรในทางแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก จะใช้กรณีบรรเทาหวัด ลดการอักเสบ

และโรคทางเดินหายใจ