-Cover-1.jpg

kinyupen_adminJune 18, 2020

น้ำหนักที่เพิ่มเป็นสิ่งกวนใจโดยเฉพาะวัย 40 up ถึงขั้นมีคำกล่าว แค่หายใจก็อ้วนแล้ว วันนี้กิน-อยู่-เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ได้ค้นหาและนำส่วนหนึ่งจากบทความของ ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ มาถ่ายทอดเพื่อให้ทุกท่านเข้าใจและหาเหตุหยุดอ้วนอย่างถูกหลัก

 

ภาพจาก : Brian Harris/Rex Features

 

อันตรายของโรคอ้วนนอกจากเสื้อผ้าที่ต้องซื้อใหม่ หากรวมถึงโรคภัยไข้เจ็บ การอักเสบเรื้อรัง แก่เกินวัย รวมถึงโรคเรื้อรังอย่างเบาหวาน ความดันโลหิต จนสุดที่มะเร็ง แต่เดิมเรามักเชื่อว่าออกกำลังกาย และลดอาหารจะเป็นตัวทำให้น้ำหนักลดอย่างมีนัยสำคัญ โดยสูตรออกกำลังลดอ้วนแบบคร่าวๆ คือเดินเร็ววันละ 1 ชั่วโมงจะส่งผลให้น้ำหนักลด 1 กิโลกรัมในระยะเวลา 5 สัปดาห์ หรือถ้าเปลี่ยนเป็นวิ่ง ที่ความเร็ว 7 กิโลเมตรต่อชั่วโมงจะลด 1 กิโลกรัมในระยะเวลา 4 สัปดาห์ ส่วนลดอาหาร คือเน้น 2 มื้อหลักต่อวันเว้นขนมจุบจิบ

 

ภาพจาก : https://corporissanum.com

 

หากช่วงหลายปีมานี้มีการวิจัยพบว่านอนน้อยส่งผลต่อน้ำหนัก คือถ้านอนน้อยกว่า 5 ชั่วโมงในแต่ละคืนจะมีโอกาสน้ำหนักเพิ่ม 4.5 – 7 กิโลกรัม เพราะโดยเฉลี่ยคนวัยหนุ่มสาวควรนอน 7-9 ชั่วโมง วัยกลางคนขึ้นไปอยู่ที่ 8 ชั่วโมง

 

ทั้งนี้บทความของ ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อได้อ้างอิงจากหนังสือของ Dr.Matthew Walker “Why We Sleep ว่าการนอนน้อยกว่าระดับที่จะเป็น ส่งผลให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนที่อยู่ในกระเพาะอาหารที่เรียกว่า Ghrelin เพิ่มขึ้น ซึ่งฮอร์โมนนี้ทำหน้าที่ส่งสัญญาณไปยังสมองว่าท้องว่างและหิว  หากนอนน้อยฮอร์โมนตัวนี้จะเพิ่มขึ้นและส่งสัญญาณให้สมองว่าไม่อิ่มต้องกินต่อไป ทั้งยังกระตุ้นให้เลือกกินอาหารที่มีแคลอรี่สูง นี่จึงเป็นที่มาของ อ้วนเพราะนอนน้อย

 

ภาพจาก : www.hindustantimes.com

 

แต่การนอนย่อมไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ส่งผลต่อน้ำหนักโดยมีนักวิจัยด้านสุขภาพระบุว่าเหตุของอ้วนมาจากพฤติกรรมกิน อยู่ หลับนอน  8 ประการ

  1. นอนน้อย
  2. เครียด
  3. อาหารแปรรูป
  4. ขาดสารอาหาร
  5. ปริมาณจุลินทรีย์ดีในลำไส้
  6. มลภาวะสิ่งแวดล้อม
  7. ไทรอยด์
  8. ไม่ออกกำลังกาย

ทั้งนี้สำหรับผู้ที่สนใจว่าออกกำลังประเภทใดจะช่วยลดตัวชี้วัดเสี่ยงโรคอ้วน นั้น พบว่า วิ่งจ๊อกกิ้งเป็นประจำให้ประโยชน์สูงสุด รวมถึงการการเล่นโยคะ การปีนเขา เดิน หรือเต้นรำโดยเฉพาะจังหวะ Waltz และ Foxtrot


_ฝันร้าย_สร้างเองได้_Cover_2.jpg

kinyupen_adminJune 18, 2020

ช่วงที่รอบตัวมีแต่เรื่องร้าย ทั้งการระบาดของโควิด-19 ที่ยังไม่มีทีท่ายุติและลามกระทบต่อเศรษฐกิจปากท้องที่โดนกันถ้วนหน้าไม่ว่าเจ้าของธุรกิจ มนุษย์เงินเดือน พ่อค้าแม่ค้า ซึ่งหลายคนเก็บเรื่องราวเหล่านั้นมาคิดวิตกจนนำไปสู่ฝันร้ายที่กระทบต่อทั้งสุขภาพกายใจ วันนี้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำทุกท่านไปรู้จักกับต้นเหตุที่มาที่ไป รวมถึงวิธีพาตัวเองให้หลุดพ้นจากฝันร้ายกัน

 

ฝันร้าย (nightmare) เป็นสภาวะของร่างกายที่มีการปรากฏภาพและเรื่องราวซับซ้อนกระทบแง่ลบต่อจิตใจ โดยผู้ฝันอาจสะดุ้งตื่นขึ้นมาเพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายที่รับรู้และจำได้เมื่อตื่นขึ้น ขณะเดียวกันก็นำไปสู่การหลับต่อได้ยากขึ้น

 

ภาพจาก : www.fatherly.com

 

อาการฝันร้ายมักเกิดขึ้นในช่วงหลับฝัน (Rapid Eye Movement: REM) ซึ่งวงจรร่างกายหยุดทำงาน ยกเว้นหัวใจ กะบังลม กล้ามเนื้อตาและกล้ามเนื้อเรียบ มักเกิดภาวะดังกล่าวตอนใกล้เช้า เนื่องจากช่วงหลับฝันที่เป็นระยะนอนหลับที่สมองตื่นตัวและประมวลความจำ หรือ เรียนรู้ข้อมูลใหม่ ทำให้สิ่งที่สมองประมวลออกมานั้นปรากฏภาพเหมือนจริงและส่งผลต่ออารมณ์ความรู้สึกเมื่อนอนหลับฝัน

 

ฝันร้ายของแต่ละคนมีรูปแบบแตกต่างกันตามประสบการณ์ชีวิตและจิตใต้สำนึก หากรูปแบบฝันร้ายที่คนส่วนใหญ่พบเจอจะเป็นลักษณะการวิ่งหนีสัตว์ร้าย คนร้าย อสุรกาย หรือ การสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก รวมถึงการตกจากที่สูงแบบเฉียบพลัน ส่วนผู้ที่เคยประสบเหตุการณ์สะเทือนขวัญ เช่น ประสบอุบัติเหตุ ถูกทำร้ายก็อาจฝันถึงเหตุการณ์แบบนั้นอยู่บ่อยๆ

 

สาเหตุหลักของฝันร้าย

1.ผลกระทบทางจิต มีความวิตกกังวล เครียด ประสบเหตุสะเทือนขวัญ หรือสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก รวมถึงปัญหาสุขภาพจิตบางประเภท เช่น โรคซึมเศร้า

2.ความผิดปกติของร่างกาย มีอาการป่วยบางประเภท เช่น หยุดหายใจขณะหลับ นอนหลับยาก กลัวการนอนหลับ รวมถึงการรับประทานอาหารก่อนนอน อาทิ อาหารที่ร่างกายแพ้ หรือ ย่อยยาก ฯลฯ ซึ่งส่งผลให้การทำงานของระบบเมตาบอลิซึมเพิ่มขึ้นและส่งสัญญาณให้สมองตื่นตัวมากกว่าเดิม

3.พฤติกรรมการใช้ชีวิต อาทิ นอนพักผ่อนไม่เพียงพอ ผลข้างเคียงจากการใช้ยา หรือ สารเสพติด ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป หรือ หยุดดื่มแบบหักดิบ ผู้ที่สูบบุหรี่จัด หรือ เลิกสูบกะทันหัน ฯลฯ

 

ภาพจาก : www.e-counseling.com

 

ผลของฝันร้ายทำให้ร่างกายประสบภาวะวิตกกังวล ระทึก โศกเศร้า หรือ หวาดกลัวอย่างรุนแรง จนอาจส่งผลให้ไม่มีความสุขในการใช้ชีวิต หรือ เข้าสังคม โดยฝันร้ายจะมีความถี่เพิ่มขึ้นเมื่อบุคคลนั้นเริ่มมีความผิดปกติกับการดำเนินชีวิตในสังคม และหากเกิดขึ้นบ่อยมากๆ ก็อาจบ่งชี้ว่ามีความเกี่ยวข้องกับภาวะปัญหาสุขภาพจิต อาทิ ภาวะวิตกกังวล เครียด หรือได้รับบาดเจ็บทางจิตใจอย่างรุนแรง ส่งผลต่อภาวะสุขภาพจิตและจิตเวชตามมาในอนาคตได้

 

ดังนั้นถ้าไม่อยากฝันร้าย ให้เสพข่าวสารแต่พอดีและมีสติโดยเฉพาะทางโซเชียลมีเดีย เพื่อไม่เก็บมาคิด หรือ วิตกเกินไป พยายามหากิจกรรมผ่อนคลายลดความเครียด หาเวลาออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดในช่วงนี้

 

ภาพจาก : https://bettersleep.org

 

เคล็ดลับนอนหลับฝันดีจาก National Sleep Foundation

  1. กำหนดตารางเวลาเข้านอน – ตื่น ให้เป็นช่วงเวลาเดียวกันทุกวันเพื่อรีเซ็ตรอบการนอนหลับเพื่อให้ตื่นขึ้นโดยอัตโนมัติ
  2. ออกกำลังกายวันละ 20-30 นาที จะช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น แต่ควรเว้นระยะ 5-6 ชั่วโมง หรือ อย่างน้อย 3 ชั่วโมงก่อนเข้านอน
  3. หลีกเลี่ยงคาเฟอีน นิโคติน แอลกอฮอล์ อาทิ กาแฟ ช็อคโกแลต ยาลดความอ้วน น้ำอัดลม ชาสมุนไพร และยาแก้ปวด
  4. หากิจกรรมผ่อนคลายก่อนนอน อาทิ อาบน้ำอุ่น อ่านหนังสือ ฟังเพลงเบาๆ จะทำให้นอนหลับง่ายขึ้น
  5. นอนบริเวณที่แดดส่องถึงเมื่อตื่น เพราะแสงแดดตอนเช้าจะช่วยรีเซ็ตนาฬิกาชีวิตของเราทุกวัน โดยเฉพาะถ้าใครที่มีปัญหานอนหลับยากนั้น ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับแนะนำให้รับแสงแดดเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงทุกเช้า
  6. อย่านอนแช่บนเตียง หากนอนไม่หลับอย่าพยายามนอนแช่บนเตียง ให้ไปหาอย่างอื่นทำ เช่น อ่านหนังสือ ฟังเพลงจนกว่าจะรู้สึกเหนื่อย หรือ อ่อนล้า เพราะความวิตกที่ว่าพยายามนอนแล้วแต่ยังไม่สามารถหลับได้เสียที อาจนำไปสู่อาการนอนไม่หลับติดตัวไปได้
  7. ควบคุมอุณหภูมิห้องนอน เน้นที่เรารู้สึกสบาย เพราะถ้าร้อน หรือ เย็นเกินไป อาจขัดขวางการนอนหลับ
  8. พบแพทย์ หากปัญหาการนอนไม่หลับเริ่มรุนแรงจนรบกวนการดำเนินชีวิตปกติ และกระทบต่อการประกอบอาชีพ

 


Slim_ดูดไขมัน_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJune 17, 2020

**ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า “การดูดไขมัน ไม่ใช่การลดน้ำหนัก” ควรพิจารณาร่างกาย ผิวพรรณความยืนหยุ่นของคุณ และคาดหวังผลลัพธ์บนพื้นฐานความจริงและความเป็นไปได้

 

สำหรับหลายคนที่มีปัญหา “รากฐานมั่นคง ต้นขาใหญ่” ไม่ว่าจะด้วยกรรมพันธุ์ หรือ ไขมันที่สะสมจากมื้อหนัก มื้อเบา ย่อมต้องเคยหาวิธีการลดไขมันจากหลายทางเลือก ไม่ว่าจะเป็นการแก้ที่ต้นเหตุ เช่น การเลือกรับประทานอาหาร, ออกกำลังกายกระชับสัดส่วน หรือการแก้ที่ปลายเหตุอย่างการดูดไขมัน แน่นอนว่าทางที่ดีที่สุดก็เห็นจะเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ เพราะ “การดูดไขมัน” มีความเสี่ยงด้วยผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น ผิวหนังไม่เรียบเนียน, กล้ามเนื้อขาไม่ได้สัดส่วนที่สวยงาม หรือการติดเชื้อ

 

ซึ่งในปัจจุบันโรงพยาบาลชั้นนำและคลินิกศัลยกรรมเสริมความงามชั้นนำต่างออกโปรโมชั่นเอาใจคนหุ่นเชฟบ๊ะอย่างเราๆ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงรวบรวมข้อมูลสำหรับผู้ที่สนใจ “ดูดไขมัน” ไม่ว่าจะเป็นจุดเด่น ข้อควรระวัง ความเสี่ยง การเลือกประเภทวิธีการดูดไขมันที่เหมาะกับแต่ละคน และการดูแลตัวเอง มาให้ได้พิจารณากัน

 

 

“สวยทางลัด”

หลายคนน่าจะเคยได้ยิน อันตรายจากการดูดไขมัน ในอดีตมาอย่างหนาหู ทั้งการเสียเลือดในปริมาณมาก รอบแผลขนาดใหญ่ หรือการโยโย่ที่ถือว่าได้ไม่คุ้มเสีย แต่เคยสงสัยมั้ยว่า ทำไมโปรแกรมดูดไขมัน ถึงยังเป็นโปรแกรมยอดนิยมที่สถาบันเสริมความงามทุกแห่งต่างต้องมี เพราะปัจจุบันเทคโนโลยีที่ทันสมัยขึ้น และวิวัฒนาการด้านการศัลยกรรมความงามก็เพิ่มมากขึ้น ระยะเวลาผ่านไปก็มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ที่ชำนาญมากขึ้นเช่นกัน มาดูกันว่า ในปัจจุบันการดูดไขมันมีกี่ประเภท และแบบไหนที่เหมาะกับคุณ

การดูดไขมันแบ่งออกเป็น 5 วิธี ดังนี้

 

  1. Vaser

วิธีการ คือ ต้องฉีดน้ำเกลือชนิดพิเศษและยาชาเข้าไปในจุดที่ต้องการสลายไขมัน และใช้เครื่อง VASER ซึ่งจะมีหัวขนาดเล็กประมาณ 2-3 มม.เข้าไปและปล่อยคลื่นเสียง (Ultrasound) ทำให้ไขมันที่เป็นก้อนสลายตัวกลายเป็นของเหลว หลังจากนั้นจึงดูดไขมันหลังเสร็จแพทย์จะเย็บปิด 1 เข็ม ซึ่งแทบมองไม่เห็นเลย โดยกลับบ้านได้ทันที

จุดเด่น

  • เซลล์ผิวหนังได้รับการกระทบกระเทือนน้อย ลดการเกิดรอยฟกช้ำ
  • จะใช้ระยะเวลาพักฟื้นน้อยกว่าการดูดไขมันแบบเดิม แผลหลังจากดูดไขมันหายเร็ว
  • ใช้ได้แทบทุกส่วนของร่างกาย เช่น หน้าท้อง สะโพก ใต้คาง หรือแม้กระทั่งโหนกบริเวณหลังต้นคอ
  • ดูดไขมันด้วยวิธีนี้เหมาะกับคนที่มีไขมันที่กำจัดได้ยาก เช่น คนที่ออกกำลังกายเท่าไหร่ไขมันก็ไม่ยุบ
  • การดูดไขมันในกลุ่มของคนที่อายุยังน้อยจะให้ผลการรักษาที่ดีกว่า

ข้อควรระวัง

  • อาจมีน้ำคั่งหลังดูดไขมันได้ โดยแพทย์สามารถเจาะออกในภายหลังได้

การดูแลตัวเอง

  • ควรงดออกกำลังกายประมาณ 1 เดือน และให้กลับมาออกกำลังกาย เพื่อช่วยให้ผิวหนังและกล้ามเนื้อในบริเวณที่ดูดไขมันออกไปนั้น มีความแข็งแรงขึ้น
  • ใช้ผ้ายืดรัดบริเวณที่ดูดไขมันแล้ว เพื่อช่วยลดอาการบวมและกระชับกล้ามเนื้อ

 

 

  1. Bodytite

วิธีนี้ถูกพัฒนาหลังจาก Vaser ประมาณ 7 ปี โดยใช้คลื่นความถี่วิทยุ (Radio frequency: RF) เป็นการดูดไขมันด้วยพลังงานความร้อน เพื่อช่วยสลายไขมันให้มีโมเลกุลที่เล็กลง และสามารถดูดออกมาได้ง่าย

จุดเด่น

  • เหมาะกับคนที่มีไขมันส่วนเกินในปริมาณมาก
  • คนที่ปัญหาด้านสรีระไม่สมส่วน
  • ช่วยสลายไขมันพร้อมกับการกระชับผิวหนัง
  • ลดการเสียเลือดได้มากกว่า เพราะมีการ Coagulation ที่ช่วยห้ามเลือดไปได้ขณะดูดไขมัน
  • ไม่ทำให้เกิดแผลเป็นขนาดใหญ่
  • ไม่ก่อให้เกิดพังผืดรัดตัว และไม่จำเป็นต้องทำซ้ำ

ข้อควรระวัง

  • ราคาค่อนข้างสูง
  • สลายไขมันตรงบริเวณที่เป็นพังผืดหนาได้ไม่ค่อยดี

การดูแลตัวเอง

  • ไม่ควรโดนน้ำจนกว่าแผลจะปิดสนิท
  • ใส่ชุดที่มีความกระชับต่อเนื่อง ตลอดเวลา โดยเฉพาะในช่วง 1 เดือนแรกหลังทำการดูดไขมัน

 

 

  1. Water Jet หรือ Body Jet

วิธีการ คือ เข้าไปแยกเซลล์ไขมันออกจากเนื้อเยื่อผิวหนัง ทำให้เซลล์ไขมัน คงสภาพสมบูรณ์และนำมาใช้ประโยชน์ต่อได้อีก

จุดเด่น

  • ไม่ทำให้เนื้อเยื่อบอบช้ำ ผิวไม่เป็นคลื่นหลังจากการดูดไขมัน
  • แผลหายเร็ว ไม่ต้องใช้เวลาพักฟื้นนาน
  • เหมาะกับคนที่ต้องการนำไขมันที่สมบูรณ์ไปใช้ประโยชน์อื่นๆ ต่อ
  • สามารถนำไขมันที่ได้ไปสกัดเป็นสเต็มเซลล์ช่วยซ่อมแซมร่างกาย
  • สามารถนำไปเติมไขมันบริเวณใบหน้า ส่วนอื่นๆ และศัลยกรรมเพิ่มขนาดหน้าอกด้วยไขมันตัวเอง

ข้อควรระวัง

  • อาจมีน้ำหรือไขมันตกค้างได้ โดยแพทย์สามารถเจาะออกในภายหลังได้

การดูแลตัวเอง

  • ใส่ชุดที่มีความกระชับต่อเนื่อง ตลอดเวลา โดยเฉพาะในช่วง 1 เดือนแรกหลังทำการดูดไขมัน

 

 

  1. Smart Lipo

วิธีการ คือ ยิงเลเซอร์เข้าไปสลายไขมัน (Laser-assisted liposuction : LAL) แล้วจึงดูดไขมันออกมา ถือเป็นการดูดไขมันกึ่งผ่าตัดที่มีแผลขนาดเล็กมาก

จุดเด่น

  • เป็นวิธีที่มีความปลอดภัยสูง เพราะได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาของประเทศสหรัฐอเมริกา
  • ในบางหลายที่มีไขมันปริมาณน้อยแพทย์อาจพิจารณาไม่ดูดไขมันออกมา แต่จะให้ร่างกายขับออกมาในรูปแบบของเสียแทน
  • เหมาะกับคนที่มีปัญหาไขมันตรงตำแหน่งเล็กๆ

ข้อควรระวัง

–     เหมาะกับ ผู้หญิงและผู้ชายที่ไม่ได้มีน้ำหนักมากจนเกินไป

การดูแลตัวเอง

  • ใส่ชุดที่มีความกระชับต่อเนื่อง ตลอดเวลา โดยเฉพาะในช่วง 1 เดือนแรกหลังทำการดูดไขมัน

 

 

  1. PAL

PAL (Power Assisted Liposuction) เป็นการดูดไขมันด้วยเครื่องสั่น ที่เรียกว่า Microaire ที่ถือเป็นหนึ่งในอุปกรณ์มาตรฐานในการดูดไขมัน การสั่นสะเทือนทำให้รอบของการดูดไขมันถี่ขึ้น และยังช่วยทำให้ดูดมันได้ในปริมาณมากขึ้น

จุดเด่น

  • เหมาะกับบริเวณที่มีความแข็งของพังผืด
  • เป็นวิธีการดูดไขมันที่ได้ดูดได้ในปริมาณมาก และดูดไขมันออกมาได้อย่างรวดเร็ว
  • เหมาะกับผู้ที่เคยดูดไขมันมาก่อนและต้องการดูดซ้ำ

ข้อควรระวัง

  • ราคาค่อนข้างสูง
  • ความถี่ในการสั่นสะเทือนมีผลต่างกันในบริเวณที่มีเนื้อเยื่อต่างกัน

 

 

ทั้งนี้สิ่งสำคัญที่ทุกคนต้องรู้ คือ การดูดไขมัน ไม่ใช่ การลดน้ำหนัก และท้ายที่สุดหากคุณกลับมาสร้างเหตุหรือกินอาหารที่ไม่มีประโยชน์ในปริมาณมาก ขาดการออกกำลังกาย และไม่ดูแลตัวเองคุณก็อาจจะกลับมามีไขมันสะสมที่มากขึ้นกว่าเดิม โดยไม่ต้องโทษเทคโนโลยีหรือแพทย์ท่านใดเลย


_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJune 11, 2020

หนุ่ม จีน-เกาหลี- ญี่ปุ่น ทุ่มเสริมหล่อ หลังเจอปัญหา “หัวล้าน” เร็วกว่าวัย

นักข่าวซีเอ็นเอ็นเขียนบทความชี้ ชายชาวเอเชียตะวันออกกำลังประสบปัญหา “ศีรษะล้าน” ตั้งแต่อายุน้อย โดยสมาคมส่งเสริมสุขภาพและการศึกษาของจีนรายงานว่า จากการสำรวจชายชาวจีนจำนวน 50,000 คน พบว่า ในชายในช่วงวัยตั้งแต่ 30 ปี ประสบปัญหาศีรษะล้านเร็วกว่ากลุ่มอื่น ในขณะที่ผลการสำรวจโดยมหาวิทยาลัยชิงหัว Tsinghua ในกรุงปักกิ่ง ก็ได้ผลคล้ายกันว่ามีนักศึกษากว่า 60% มีประสบการณ์ผมร่วงบางลง

 

การแก้ปัญหาด้วยการปลูกผมในประเทศจีนจึงกลายเป็นธุรกิจที่กำลังเติบโต แต่ก็มีราคาสูงในประเทศจีน นอกจากนี้ ธุรกิจแชมพูเพื่อผมดกดำยังเติบโตขึ้นมาก โดยพบว่ามีการขายสินค้าประเภทนี้จำนวนมาก และมีรายงานว่าลูกค้ากว่า 70% ที่ซื้อผลิตภัณฑ์ป้องกันผมร่วงเป็นผู้มีอายุต่ำกว่า 40 ปี

 

 

จากข้อมูลการศึกษาวิจัย พบว่าอาการผมร่วง และศีรษะล้านของชายชาวเอเชีย ไม่ได้มาจากกรรมพันธุ์อย่างเดียว แต่มีปัจจัยหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ความเครียด การอดนอนเป็นเวลานาน หรือการสูบบุหรี่ ล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมร่วง โดยเฉพาะการอาศัยในประเทศจีนที่มีวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในช่วง 10 ปีหลังนี้ ส่งผลต่อสุขภาพร่างกายทำให้ชายชาวจีนประสบปัญหาผมร่วงในอายุน้อยมากขึ้น

 

 

ดังนั้นกินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตขอแนะนำวิธี ลดเลี่ยงหัวล้านก่อนวัย ใน 6 พฤติกรรม

 

1.กินอาหารที่มีประโยชน์

กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะโปรตีน ซึ่งเป็นสารอาหารที่สำคัญต่อเส้นผม ดังนั้น หมั่นกินเนื้อสัตว์ ไข่ ถั่ว ให้มากๆ เพื่อที่เส้นผมจะได้แข็งแรง และอย่าละเลย เกลือแร่ วิตามิน ไขมันดี

2.อย่าสระผมบ่อยเกินไป ความถี่ที่พอเหมาะคือวันเว้นวัน ยกเว้นถ้าเหงื่อออกมาก ก็สระเลย

3.เลี่ยงมัดผม อย่ามัดผมแน่นจนเกินไป

4.เลี่ยงสารเคมีและความร้อน จะทำให้ผมอ่อนแอ แต่ผลิตภัณฑ์บำรุงผมยังจำเป็นอยู่ เพราะจะช่วยบำรุงผมให้ผมสวยและแข็งแรงขึ้นเยอะ

5.ไม่เครียด ความเครียด ส่งผลกับฮอร์โมนในร่างกาย ทำให้ผมขาดหลุดร่วงได้มากขึ้น

6.เลิกบุหรี่ ผลวิจัยออกมาแล้วว่าสารในบุหรี่จะไปรบกวนการไหลเวียนของเลือด ทำให้เลือดไปเลี้ยงรากผมไม่เพียงพอ จนเกิดปัญหาผมร่วงและหัวล้านมากกว่าคนปกติ

 

รู้อย่างนี้แล้วอย่าลืมปรับเปลี่ยนเปลี่ยนพฤติกรรมซะตั้งแต่ต้นเหตุ นอกจากทำให้ผมแข็งแรง สุขภาพดีแล้ว ยังดีต่อสุขภาพร่างกายด้วยในระยะยาว

 

ขอบคุณภาพจาก : nos.nl


-ซึมเศร้า-กินไรดี_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJune 10, 2020

บางคนอยู่ในอารมณ์ “เซ็ง” “เบื่อๆ” และเฮ้อ ทำไมมันซึมๆ หงอย ๆ เหตุการณ์บางอย่างรอบตัว ทำให้เราเกิดอาการเครียด หรือ นั่นอาจเป็นเพราะอยู่ในช่วงวันนั้นของเดือนที่ฮอร์โมนเปลี่ยน

 

ซึ่งวิธีการแก้ของหลายคนคือ ต้องหาอะไรใส่ปาก ไม่ว่าจะขนมกรุบกรอบ ขนมเค้ก คุกกี้ ไอศกรีม เพราะรสชาติหวาน มัน เค็ม เหล่านี้กระตุ้นฮอร์โมนความรู้สึกดี

 

 

A.A. Newton นักเขียนอิสระด้านอาหารซึ่งเผยแพร่ในเว็บไซต์ Medium (อีวาน วิลเลียมส์ ผู้ร่วมก่อตั้งทวิตเตอร์เป็นเจ้าของ) แนะนำว่าเวลาที่รู้สึกแย่หรือหดหู่ การกินอะไรที่มีคุณค่าทางอาหาร หรือมีประโยชน์ มากกว่าพวกขนมขบเคี้ยวดูเหมือนจะเป็นเรื่องยากที่ต้องฝืน

 

แต่สิ่งที่ A.A. Newton แนะนำ คือ เราควรปรับจูนความคิดใหม่ อย่าหาข้ออ้างให้ตัวเองในการเลือกกิน อย่าบอกตัวเองว่าไม่เป็นไรหรอกในเมื่อมันแย่แล้วทุกอย่างคงไม่ดีขึ้น หากให้เปลี่ยนเป็นสร้างความรู้สึกปรับความคิด กินของที่มีประโยชน์ทำให้เกิดเป็นวงจรใหม่ ซึ่งเธอกล่าวว่าวิธีการนี้จะทำให้ลดอาการหดหู่และมีสุขภาพที่ดีขึ้น เนื่องจากในทางโภชนาการสารหลายอย่างในผัก ผลไม้ หรือธัญพืช จะส่งผลดีต่อความรู้สึกเครียด หดหู่ และดีต่อการทำงานของสมอง

 

เมื่อใดที่เครียดแล้วกิน หดหู่แล้วกิน A.A. Newton ได้แนะนำวิธีโดยที่ กินอยู่เป็น ขอเรียกว่า” สูตรกินแก้เซ็ง”

 

จัดทำกล่อง “กินแก้เซ็ง” แนะนำให้ใส่ธัญพืช พวกถั่วชนิดต่าง ๆ เช่น วอลนัท อัลมอนด์ หรือผักผลไม้ สำหรับมื้อว่าง และส่วนมื้อหลัก หรือมื้อย่อย อาจเลือกใช้สูตรอาหารของเมดิเตอร์เรเนียน ไดเอท ที่จะเน้นผัก ผลไม้ และปลา ให้ไม่มีเนื้อสัตว์หรืออาหารที่ไม่ผ่านกระบวนการแปรรูป หรือปรุงแต่งแต่น้อย

 

 

ต่อไปนี้ถ้าเมื่อไรที่เครียด เซ็งแล้วกิน  “หยุดหยิบหวาน มัน เค็ม” เปลี่ยนเป็น “สูตรกินแก้เซ็ง” น่าจะทำให้ลดอาการหดหู่ซึมเศร้าได้ในระดับหนึ่ง แต่ถ้าหากแก้ไม่ได้คงต้องทำตามใจบ้างเอาแบบทางสายกลาง

 

just the most comforting [thing],” she says. “I think that’s something really important for people who struggle with depression and feeding themselves to think about: What is the thing that is so delicious and makes you feel happy that you almost have no choice but to feed yourself.”

 

ในความรู้สึกของคนที่หดหู่ คือสิ่งที่ทำให้รู้สึกดี คือการได้กินอะไรที่อร่อยจะทำให้รู้สึกดี ดังนั้นคนเหล่านี้จึงรู้สึกไม่มีทางเลือกนอกจาก กิน และกิน

 

ภาพประกอบ

– Instagram : bos.kitchen

– whatsgabycooking.com

– life-in-the-lofthouse.com

– copiousbags.com

– thehealth-guru.tumblr.com


_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJune 8, 2020

“ทำไมไม่พูดดีๆ”

หลายท่านอาจเคยตั้งคำถามกับตัวเราเอง หรือ คนรอบข้างที่รู้จักว่า ทำไมเราหรือเขาจึงทำดีพูดดีมีไมตรีกับคนไกลตัวที่ไม่สนิทได้ง่ายๆ แต่คนใกล้ตัว เช่น พ่อแม่ พี่น้อง ญาติสนิทมิตรสหายที่คอยให้ความช่วยเหลือตลอด ทำไมเราหรือเขาจึงแสดงกิริยา หรือ พูดจาก้าวร้าว ไม่ให้เกียรติ ไม่รักษาน้ำใจ เสมือนที่รองรับอารมณ์อยู่บ่อยๆ

เหตุใดเรา หรือ เขาจึงเป็นเช่นนั้น?

 

เชิงจิตวิทยาพฤติกรรมก้าวร้าวต่อคนใกล้ตัวนี้อาจมาจากหลายปัจจัย

  1. อิทธิพล “การเลี้ยงดูในอดีต” อาจเกิดจากการเคยถูกพ่อแม่ ผู้เลี้ยงดู หรือ ผู้อุปการะ แสดงความก้าวร้าวโหดร้ายใส่ ไม่ว่าทางคำพูด พฤติกรรม กิริยาที่ไม่เหมาะสม จนกลายเป็นปมผูกเก็บไว้ในจิตใต้สำนึกและรอเวลาระเบิดออกมาเมื่อมีโอกาส
  2. จิตใต้สำนึก “รู้สึกว่าตัวเองต่ำต้อย” อาจเกิดจากที่บุคคลนั้นๆ เก็บตะกอนขุ่นมัวทางความรู้สึกเอาไว้ในจิตใต้สำนึกมาก จนเกิดความรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า ไม่มีคนรัก ดังนั้นจึงแสดงพฤติกรรม คำพูดที่ไม่ให้เกียรติ เหยียบย่ำคนใกล้ตัวให้รู้สึกว่าต่ำต้อยลงไปด้วยจะได้รู้สึกว่ามีพวกต่ำต้อยพอๆ กันอยู่ใกล้ชิดกัน
  3. คนใกล้ตัว “ของตาย” วิธีคิดเช่นนี้ทำให้เกิดความรู้สึกว่า คนใกล้ตัวต้องยอมรับได้ทุกอย่างไม่ว่าจะทำกับเขาอย่างไร ส่งผลต่อจิตใต้สำนึกให้ “ขาด” ความเกรงใจ หรือ ความให้เกียรติต่อกัน ซึ่งผู้ที่แสดงวิธีคิดที่ขาดความเกรงใจ หรือ ไม่ให้เกียรติบุคคลอื่นออกมาบ่อยๆ นั่นแสดงถึงความต่ำต้อยทางความรู้สึกด้านดีต่อเพื่อนมนุษย์และตนเอง
  4. ทำดีพูดดีกับคนใกล้ตัว “อาย” เช่น สามีบางคนอาจอายที่จะแสดงความรักกับภรรยา หรือ ลูกชายอาจอายที่จะกอดพ่อ หรือ แม่ ทั้งนี้สาเหตุของความอายเกิดจากการขาดความมั่นใจในตัวเอง ไม่กล้าลงมือทำสิ่งดีๆ พูดจาดีๆ เพราะคิดว่าขัดกับจริตของตัวเอง อันนี้ส่วนหนึ่งอาจเป็นผลจากถูกบ่มเพาะเลี้ยงดูในอดีตจึงปกปิดตัวเองด้วยการอาย แล้วปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับความคุ้นชินแบบเดิมต่อไป

 

 

ทั้งนี้การที่บุคคลใดแสดงอาการก้าวร้าว หรือ ระบายอารมณ์กับคนใกล้ตัว ซิกมันด์ ฟรอยด์ นักจิตวิทยาชื่อดังชาวออสเตรีย เคยอธิบายเรื่องนี้ไว้ว่า

“เกิดจากความคับข้องภายในใจและความขัดแย้งภายในตัวเอง เพราะต้องแสดงออกโดยข่มความรู้สึกบางอย่างเอาไว้จนกลายเป็นภัยคุกคามที่ทำให้จิตใจไม่มั่นคงและเกิดความรู้สึกไม่ปลอดภัย ดังนั้นจึงต้องพยายามหาวิธีระบายความเครียดในใจออกไปให้เร็วที่สุด เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ตนเองจมอยู่กับความรู้สึกนั้น เมื่อใดก็ตามที่ไม่สามารถระบายความโกรธไปยังต้นเหตุได้ ก็จะมองหาเป้าหมายใหม่ที่มั่นใจมากพอว่าถ้าเปลี่ยนมาระบายอารมณ์เสียใส่แล้ว ตัวเองจะไม่ได้รับความเดือดร้อนมากเท่าไหร่ ซึ่งเป้าหมายนั้นเป็นไปได้ทั้งคน สัตว์ และสิ่งของ”

 

นี่จึงเป็นสาเหตุที่ “คนใกล้ชิด” จึงมักถูกการมองเป็นที่รองรับอารมณ์ และด้วยสภาพสังคมปัจจุบันที่ทุกคนล้วนต้องเผชิญการแก่งแย่งแข่งขันก็ยิ่งทำให้เราพบเห็นคนลักษณะนี้เพิ่มขึ้น บุคคลใดที่แสดงพฤติกรรม หรือ กิริยาเช่นนี้ออกมาโดยไม่รู้จักปรับปรุง เมื่อปล่อยไว้นานไปนอกจากสัมพันธภาพกับคนใกล้ตัวจะแย่ลงไปเรื่อยๆ แล้ว ก็จะทำให้เกิดปัญหาอื่นตามมาอีกด้วย โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับคนใกล้ชิด

 

ดังนั้น หันมาดูแลรักษาน้ำใจคนใกล้ตัวที่ดีต่อเราให้มากขึ้นกันดีกว่า อย่าปล่อยให้ความสัมพันธ์ดีๆ กับคนกลุ่มนี้ต้องเสียไป อย่าให้เหมือนสำนวน “ใกล้เกลือกินด่าง” ที่เปรียบเปรย ผู้ที่อยู่ใกล้สิ่งที่ดีมีคุณค่า แต่มองไม่เห็นคุณค่านั้นกลับไปหลงชื่นชมกับสิ่งที่ไร้ค่าด้อยราคา มองข้ามของดีที่อยู่ใกล้ตัวไปแบบน่าเสียดาย


Pasta-Alla-Puttanesca_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJune 5, 2020

Pasta จานนี้มี ชื่อว่า Alla Puttanesca

นอกจากจะทำง่าย รสชาติเผ็ดร้อนลืมไม่ลงแล้ว ยังมีประวัติที่น่าสนใจ เมนูนี้ว่ากันว่าเกิดในซ่อง เหล่าคุณผู้หญิงบานฉ่ำ (Puttanes แปลว่าหญิงที่มีอาชีพเก่าแก่ที่สุดในโลก) ในเมือง Naples อิตาลี ปรุงรับประทานหลังเลิกงานหรือระหว่างรอลูกค้า เครื่องปรุงไม่มีอะไรมาก เหมือนเป็นสูตรล้างครัว

 

 

ส่วนผสม

  • เส้นพาสต้า
  • น้ำมันมะกอก
  • เคเปอร์
  • มะกอก
  • มะเขือเทศ
  • กระเทียม
  • พริก
  • แอนโชวี่

 

วิธีทำ

สับส่วนผสมแล้วผัดให้เข้ากัน ตามด้วยมะเขือเทศ ผัดให้เข้ากันจนซอสเดือด ค่อยลดไฟลงใส่เส้นพาสต้าลงผัดต่อซัก 1-2 นาที ตักใส่จานพร้อมเสิร์ฟ

ใส่มั่วๆ รวมกันออกมาแซ่บถูกใจเหลือหลาย เพราะเหมือนผัดกะเพราบ้านเรา ทำได้เร็วพอๆ กับต้มมาม่าทรงเครื่อง กินแซ่บเหงื่อกาฬแตกถูกใจผู้หญิงยี่หุบอย่างเราเป็นยิ่งนัก

 

ขอบคุณสูตรและภาพประกอบจาก Facebook : Putti Thompson


colorfood_Cover-1.jpg

kinyupen_adminJune 4, 2020

สิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวล้วนมีผลต่อความคิด ความรู้สึก ไปจนถึงปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกาย ไม่เว้นแม้แต่เรื่องของ “สี” เวลามองเห็นสีแล้วเกิดความรู้สึกบางอย่างในใจ นั่นเพราะสีไปกระตุ้นการทำงานของต่อมไร้ท่อที่อยู่เหนือสมอง ชื่อว่า “ต่อมไพเนียล” ที่เกี่ยวกับการรับรู้ การมองเห็น ส่งผลต่อฮอร์โมนด้านจิตใจ อารมณ์ และความรู้สึกในเชิงจิตวิทยา หรือแม้แต่ความอยากอาหารในชีวิตประจำวัน

เมื่อใดก็ตามที่รู้สึกว่าอาหารที่อยู่ตรงหน้าช่างน่าทาน กระตุ้นให้น้ำลายสอ มองแล้วรู้สึกน่าทาน ทั้งที่ไม่ได้หิวเลยสักนิดนั่นหมายความว่าสมองของคุณกำลังถูกครอบงำและดึงดูดด้วยสีสันที่เย้ายวนชวนให้ทานชนิดที่ว่าต่อให้อ้วนก็ยอม

 

 

5 สีกระตุ้นความอยากอาหาร

สีแดง โดยธรรมชาติของสีแดงเวลาที่เห็นจะรู้สึกถึงความร้อน มีพลัง กระตุ้นให้เกิดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ความหิวก็ด้วย เพราะเหตุนี้บรรดาแบรนด์อาหารชั้นนำจึงใช้พลังแห่งสีแดงมาเป็นองค์ประกอบ ชวนให้อยากกิน อยากเดินเข้าร้านซื้อมันซะเดี๋ยวนี้เลย

สีเหลือง สีแห่งความรู้สึกร่าเริงสดใส สนุกสนาน เห็นเมื่อไรก็สัมผัสได้ถึงความสุข และเมื่อมีความสุขเราก็จะกินได้มากขึ้น เรียกง่ายๆว่า แฮปปี้กับการกินนั่นเอง

สีส้ม เหมาะกับความรู้สึกอบอุ่น สดชื่น กระฉับกระเฉง ส่งผลมุมบวกให้รู้สึกว่าอาหารอร่อย มีประโยชน์ ต้องกินนะ เพิ่มความอยากอาหารเข้าไปอีก

สีเขียว สายเฮลตี้ต้องมา ผักและผลไม้ส่วนใหญ่มีสีเขียว ความอยากจะมีมากกว่าปกติเพราะรู้ว่าดีต่อสุขภาพ แต่ถ้าคนที่ไม่ชอบทานผักจะรู้สึกว่าอาหารไม่อร่อย ไม่อยากกินเลย แต่ควรกินบ้าง ถ้าไม่อยากขาดสารอาหาร

สีขาว สื่อถึงความบริสุทธ์ อ่อนโยน เวลาทานอาหารที่มีสีขาวทำให้รู้สึกปลอดภัยว่าอาหารนั้นไม่เป็นโทษต่อร่างกาย จนบางทีลืมนึกถึงเจ้าแคลลอรี่ตัวร้ายที่แฝงอยู่ในอาหารนั้นไปเลย มารู้ตัวอีกทีก็หมดจานไปซะแล้ว

 

 

3 สี เผาผลาญน้ำหนัก

รู้กันหรือไม่ว่าสีบางสีเห็นแล้วความอยากถึงขั้นติดลบเลยก็มี อิทธิพลของสีกลุ่มนี้มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ เหมาะสำหรับคนที่จะลดน้ำหนักเป็นอย่างยิ่ง ขอแนะนำเลย

สีม่วง ช่วยลดความอยากอาหารได้ เพราะในธรรมชาติแล้วพืชผักสีม่วงมีให้เห็นตามท้องตลาดน้อยมาก ดังนั้นอาหารสีเข้มๆ อย่างสีม่วงมันทำให้รู้สึกว่าปลอม สกปรก หรือมีพิษ

สีน้ำเงิน หรือ ฟ้า ให้ความรู้สึกถึงความปลอดโปร่ง โล่งสบาย ผ่อนคลาย เมื่อสมองมีความรู้สึกดังกล่าวความอยากอาหารก็จะลดลง ใครที่อยากลดน้ำหนักลองหาอาหารสีนี้มาทาน แต่ถ้ามันยากเกินไปลองเปลี่ยนจานที่ใช้มาเป็นจานสีน้ำเงินหรือฟ้าแทนก็ช่วยได้ ลองดูสักอาทิตย์เผื่อจะผอม

สีดำ หรือ เทา ด้วยความรู้สึกหม่นหมอง น่ากลัว คล้ายมีเรื่องเศร้า มองยังไงก็ไม่มีความสุข ความรู้สึกไม่อยากใดๆ เกิดขึ้นทันที ช่วยลดความรู้สึกอยากกินอาหารได้มาก เช่น สปาร์เก็ตตี้เส้นดำ ครั้งแรกที่บางคนเห็นอาจคิดในใจว่ากินได้จริงหรือ

 

นอกจากสีจะมีอิทธิพลทางความเชื่อ การแต่งตัว การตกแต่งบ้านแล้ว สียังมีผลกับเรื่องปากท้องอีกด้วย การเลือกทานอาหารนอกจากมองเรื่องสีสันที่ชวนให้ทานแล้ว ต้องคำนึงถึงคุณประโยชน์และสารอาหารที่จะได้รับด้วย บางอย่างสีอาจไม่สวย แต่ถ้าทานแล้วดีก็ต้องทานบ้าง บางมื้อก็ยังดี


9โรค_หน้าฝน_cover_web.jpg

kinyupen_adminJune 4, 2020

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เตือนประชาชนรักษาสุขภาพจาก9 โรค และ 4 ภัยสุขภาพที่มาพร้อมหน้าฝนได้แก่ ไข้หวัดใหญ่ ,ปอดอักเสบ,อุจจาระร่วง, อาหารเป็นพิษ,อหิวาตกโรค,ไข้เลือดออก,ไข้ปวดข้อยุงลายหรือชิคุนกุนยา,เลปโตสไปโรซิสหรือฉี่หนู ,โรคมือ เท้า ปากและ 5.ภัยสุขภาพ ได้แก่ การบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการจมน้ำ การบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการถูกฟ้าผ่า อันตรายจากการถูกสัตว์มีพิษกัด และอันตรายจากการกินเห็ดพิษ

 

ในช่วงที่ประเทศไทยกับกำลังเข้าสู่ฤดูฝน ซึ่งในแต่ละปีสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปมักทำให้เกิดโรคระบาดประจำฤดูที่อาจจะส่งผลให้เกิดการระบาดเพิ่มมากขึ้น ล่าสุดกรมควบคุมโรค ออกประกาศกรมควบคุมโรค เรื่อง การป้องกันโรคและภัยสุขภาพที่เกิดในช่วงฤดูฝนของประเทศไทย  โดยระบุว่าโรที่มีแนวโน้มจะพบผู้ป่วยเพิ่มขึ้นในฤดูฝน แบ่งเป็น 5 กลุ่มใหญ่ได้แก่

 

 

1.โรคติดต่อระบบทางเดินหายใจ

  • โรคไข้หวัดใหญ่ พบได้ทุกกลุ่มอายุ ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคประจำตัว
  • โรคปอดอักเสบ เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย พบผู้ป่วยได้ทุกกลุ่มอายุ ติดต่อทางการสัมผัสน้ำมูก น้ำลายหรือไอจามรดกัน

ซึ่งทั้งสองโรคสามารถป้องกันได้ด้วยการรักษาสุขภาพ พักผ่อนให้เพียงพอ ทำร่างกายให้อบอุ่น หมั่นล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่ หรือแอลกอฮอล์เจล ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น และสวมหน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัยทุกครั้ง เมื่อต้องคลุกคลีกับผู้อื่น

 

2.โรคติดต่อทางเดินอาหารและน้ำ

  • โรคอุจจาระร่วง เกิดจากการรับประทานอาหารหรือน้ำที่มีการปนเปื้อนเชื้อโรคเข้าไป ผู้ป่วยจะมีอาการถ่ายเหลวหรือถ่ายเป็นน้ำ 3 ครั้งขึ้นไปต่อวัน
  • โรคอาหารเป็นพิษ มักพบผู้ป่วยเป็นกลุ่มก้อน โดยทั่วไปมีอาการเล็กน้อยไม่รุนแรง มักจะหายได้เองภายใน 24-48 ชั่วโมง
  • โรคอหิวาตกโรค ติดต่อโดยการรับประทานอาหารสุกๆ ดิบๆ มีอาการถ่ายเหลวเป็นน้ำ คลื่นไส้ อาเจียน บางรายมีภาวะขาดน้ำรุนแรง และอาจเสียชีวิตได้

สำหรับการป้องกันกลุ่มโรคทางเดินอาหารและน้ำ คือ ล้างมือ ให้สะอาดทั้งก่อนและหลังการประกอบอาหาร รับประทานอาหาร หรือหลังจากการเข้าห้องน้ำทุกครั้ง ดื่มน้ำสะอาด น้ำต้มสุกหรือน้ำบรรจุขวดที่มีฝาปิดสนิท รับประทานอาหารที่สะอาดและปรุงสุกใหม่ หากต้องการรับประทานอาหารค้างมื้อ ควรอุ่นให้ร้อนก่อนรับประทานทุกครั้ง และไม่ควรรับประทานอาหารสุกๆ ดิบๆ หรืออาหารที่มีแมลงวันตอม

 

3.โรคติดต่อนำโดยยุงลาย ได้แก่

  • โรคไข้เลือดออก เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเด็งกี ที่มียุงลายเป็นพาหะนำโรค ผู้ป่วยจะมีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดกระดูก มีจุดแดงที่ผิวหนัง หากอาการรุนแรงจะเกิดภาวะช็อกได้
  • โรคไข้ปวดข้อยุงลายหรือโรคชิคุนกุนยา เกิดจากการติดเชื้อไวรัสชิคุนกุนยา มียุงลายสวน และยุงลายบ้านเป็นพาหะนำโรค พบได้ทุกกลุ่มอายุ อาการจะคล้ายกับโรคไข้เลือดออก แต่ต่างกันที่ไม่มีการรั่วของพลาสมาออกนอกเส้นเลือด จึงไม่พบผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงมากจนถึงมีอาการช็อก

ทั้งสองโรคสามารถป้องกันได้ด้วยการไม่ให้ถูกยุงกัด และกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง

 

4.โรคติดต่อที่สำคัญอื่นๆ ในช่วงฤดูฝน ได้แก่

  • โรคเลปโตสไปโรซิสหรือโรคฉี่หนู เป็นโรคติดต่อระหว่างสัตว์และคน พบได้ทุกเพศทุกวัย แต่จะพบบ่อยในผู้มีอาชีพเกษตรกรรมที่ต้องสัมผัสกับดินหรือน้ำอยู่เป็นประจำ อาการที่พบบ่อย ได้แก่ มีไข้สูง ปวดศีรษะรุนแรง หนาวสั่น ตาแดง และปวดกล้ามเนื้อน่องอย่างรุนแรง การป้องกันคือ หลีกเลี่ยงการทำงานที่ต้องลุยน้ำย่ำโคลนเป็นเวลานาน หากจำเป็นควรสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสมทุกครั้ง เช่น สวมรองเท้าบูทยาว ถุงมือยาว
  • โรคมือ เท้า ปาก เป็นโรคติดต่อที่พบได้บ่อยในเด็กเล็ก จากการสัมผัสโดยตรงกับน้ำมูก น้ำลาย ผื่น ตุ่มน้ำใส หรืออุจจาระของผู้ป่วย อาการผู้ป่วยคือ จะมีแผลหรือตุ่มในช่องปาก กระพุ้งแก้ม มีผื่นแดงหรือตุ่มบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า และอาจพบที่แขน ขา หรือก้น

ส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรง และหายเองได้ สำหรับการป้องกัน ผู้ปกครองและครูควรหมั่นสังเกตอาการผิดปกติของบุตรหลาน และคุณครูผู้ดูแลเด็กควรตรวจคัดกรองโรคในเด็กทุกคน หากพบว่ามีอาการสงสัยป่วย ให้แยกเด็กป่วยออกจากเด็กปกติทันที รีบพาไปพบแพทย์ และให้หยุดเรียนจนกว่าจะหายดี

 

5. ภัยสุขภาพ ได้แก่

  • การบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการจมน้ำ ผู้ปกครองควรดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด ให้ตระหนักถึงอันตรายจากการจมน้ำ ให้ความรู้แก่เด็กในการเอาตัวรอด และวิธีการช่วยเหลือคนจมน้ำอย่างถูกวิธี ชุมชนควรมีป้ายเตือน ทำเครื่องป้องกัน ทำรั้วล้อมรอบแหล่งน้ำ
  • การบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการถูกฟ้าผ่า เมื่อมีฝนตกฟ้าคะนอง ให้หลบในที่ปลอดภัย เช่น อาคารขนาดใหญ่ ห้ามใช้โทรศัพท์มือถือกลางแจ้งในขณะที่เกิดพายุฝนฟ้าคะนอง เนื่องจากจะเหนี่ยวนำกระแสไฟฟ้าเข้ามาในโทรศัพท์มือถือได้
  • อันตรายจากการถูกสัตว์มีพิษกัด ควรจัดบ้านให้สะอาด ไม่ให้เป็นที่หลบซ่อนของสัตว์มีพิษ ระวังเมื่อต้องเข้าไปในที่รก กอหญ้า หรือกองไม้ หากถูกงูพิษกัด ต้องรีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลทันที และจำลักษณะชนิดของงูที่กัด เพื่อการให้เซรุ่มพิษงูได้ถูกต้องและรวดเร็ว
  • อันตรายจากการกินเห็ดพิษ หากไม่มั่นใจว่าเป็นเห็ดพิษหรือเห็ดที่รับประทานได้ ไม่ควรนำมารับประทาน หรืออาจเลือกรับประทานเห็ดที่มาจากการเพาะขยายพันธุ์ เช่น เห็ดนางฟ้า เห็ดฟาง เป็นต้น

 

ดังนั้นประชาชนควรระมัดระวังและปฏิบัติตามคำแนะนำด้านสุขภาพอย่างถูกต้องเพื่อป้องกันการเจ็บป่วยที่กำลังจะมาพร้อมกับฤดูฝนในปีนี้


..เบียดออฟฟิศซินโดรม_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJune 2, 2020

อาการปวดเมื่อยจากออฟฟิศซินโดรม ไม่ว่าจะคอ บ่าไหล่ หลัง หรือ เอว กลายเป็นโรคภัยไข้เจ็บขาประจำที่มนุษย์เงินเดือนโดยเฉพาะวัย 30+ มักประสบพบเจอ…

 

นอกจากการนั่งจดจ่อทำงานในท่าเดิมนานๆ แล้ว “ความเครียด” ก็ถือเป็นสาเหตุสำคัญไม่แพ้กัน เพราะความเครียด เมื่อเราสะสมมากๆ จะส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติของร่างกายจิตใจ อาทิ ปวดหัว ปวดเมื่อย นอนไม่หลับ ฟุ้งซ่าน อาหารไม่ย่อย ปล่อยไว้นานอาจกระทบเป็นลูกโซ่ถึงปัญหาโรคภัยไข้เจ็บอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นโรคไมเกรน โรคหัวใจ ความดันโลหิต หรือ โรคซีมเศร้า

 

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเทคนิคดีๆ เกี่ยวกับการดูแลกายใจให้พ้นความเครียด และอาการปวดเมื่อยที่เสมือนเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว ของ นพ.กิตต์กวี โพธิ์โน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ มาฝากกัน

 

เทคนิคที่คุณหมอแนะนำ คือ “เกร็งและคลายกล้ามเนื้อแต่ละส่วน” ซึ่งอยู่ภายใต้กลไกควบคุมสั่งการของสมอง โดยอาศัยหลักการว่าเมื่อกล้ามเนื้อผ่อนคลายจะส่งผลให้อารมณ์จิตใจให้ผ่อนคลายไปด้วย ซึ่งเป็นวิธีการที่เราสามารถเริ่มต้นง่ายๆ ได้ด้วยตนเอง ดังนี้

  1. เลือกหาที่สงบ นั่งในท่าสบาย คลายเสื้อผ้าที่สวมใส่ไม่ให้รัดแน่นเกิน
  2. หลับตาทำใจให้ว่าง สมาธิจดจ่ออยู่ที่กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ที่เราจะฝึก
  3. เกร็งกล้ามเนื้อแต่ละส่วนค้างไว้ 3-5 วินาที จากนั้นคลายออก 10-15 วินาที
  4. เริ่มเกร็งซ้ำใหม่แล้วคลายออก ทำแบบนี้วนไป เพื่อผลดีต่อระบบไหลเวียนเลือด ตามขั้นตอนต่อไปนี้

 

 

  • มือและแขน : ทำทีละข้างเริ่มจากข้างขวา เหยียดแขนออกแล้วกำมือ เกร็งแขนแล้วคลายออกและทำซ้ำ แล้วสลับมาข้างซ้ายด้วยวิธีเดียวกัน
  • หน้าผาก : เลิกคิ้วสูงแล้วคลาย และขมวดคิ้วแล้วคลาย
  • แก้ม ตา จมูก : หลับตาแล้วย่นจมูกจากนั้นให้คลาย
  • ขากรรไกร ลิ้น ริมฝีปาก : กัดฟันแล้วใช้ลิ้นดันเพดานปากจากนั้นคลาย และเม้มปากให้แน่นแล้วคลาย
  • คอ : ก้มหน้าให้คางจรดคอแล้วคลาย จากนั้นเงยหน้าจนสุดแล้วคลาย
  • อก ไหล่และหลัง : สูดหายใจเข้าลึกๆ กลั้นไว้สักครู่แล้วค่อยๆ ผ่อนออก และยกไหล่ทั้ง 2 ข้างให้สูงแล้วคลาย
  • หน้าท้องและก้น : แขม่วท้องให้สุดแล้วคลาย จากนั้นขมิบที่ก้นแล้วคลาย
  • เท้าและขา : เริ่มจากข้างขวา เหยียดขาออกและงอนิ้วเท้าทั้งหมดแล้วคลาย จากนั้นให้กระดกปลายเท้าขึ้นและคลาย เปลี่ยนมาข้างซ้ายด้วยวิธีการเดียวกัน

 

ควรทำกี่ครั้ง?

ควรฝึกทำจุดละ 8-12 ครั้ง เพื่อให้เกิดความชำนาญ ใช้เวลารวมประมาณ 20-30 นาที อาจฝึกในช่วงเช้าหรือ ก่อนนอน แต่ควรฝึกให้สม่ำเสมอทุกวัน เมื่อเกิดความคุ้นเคยแล้วอาจทำเฉพาะส่วนที่ปวดเมื่อยก็ได้

 

ผลของการฝึกวิธีนี้จะส่งผลดี 3 ด้าน คือ

1.ทางกาย กล้ามเนื้อต่างๆ จะผ่อนคลาย ทำให้สบายตัว คลายปวดเมื่อย

2.จิตใจจะรู้สึกปลอดโปร่ง คลายความกังวล ลดความคิดฟุ้งซ่าน

3.ทำให้มีสมาธิมากกว่าเดิม เนื่องจากขณะที่ฝึกจิตใจของเราจะจดจ่ออยู่กับการเกร็งและคลายกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานสมองดีขึ้นด้วย

 

ถ้าใครทำแล้วได้ผลดียังไง อย่าลืมเอามาแชร์กันบ้างนะ