Beautiful-mask-Kinyupen-Cover-1.jpg

zebertoothApril 6, 2020

ในช่วงที่โควิด 19 กำลังระบาด หากเลี่ยงออกไปข้างนอกไม่ได้ สิ่งสำคัญก็คือ แมสก์ หรือ หน้ากากอนามัย ที่ทุกวันนี้เป็น rare item แค่พกไว้ก็อุ่นใจ แต่ถ้าต้องใส่ แล้วเครื่องสำอางที่แต่งมาจะทำอย่างไร กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตช่วยหาทางออกได้

 

 

  1. น้อยแต่มาก เรียบแต่โก้

น้อยในที่นี้คือ พื้นผิวหน้า เพราะด้วยขนาดของแมสก์ก็ปาไปครึ่งหน้าแล้ว ถ้าหากเรายังลงไพร์เมอร์แน่น รองพื้นหนาอีก นอกจากจะทำให้อุดตันด้วยความอบ และอึดอัดจากการเสียดสีแล้ว ยังหลุดลอกอยู่ดี ดังนั้นแนะนำว่า ทาได้ แต่อย่ามากเน้นธรรมชาติ ปกปิดแค่ที่ต้องเปิดให้โลกรู้ หรือถ้าต้องเปิดหน้าที่หลังก็ทาคอนซีลเลอร์ในจุดที่จำเป็น แล้วลงแป้งแบบทูเวย์เพื่อให้ผิวหน้าดูเนียนโดยไม่ต้องใช้รองพื้น

  1. แก้มน้องนาง นั้น “สุขภาพดี” กว่าใคร

จริงๆแล้ว เทรนด์นี้ผ่านไปก็ได้ แต่สำหรับสาวๆ ที่ต้องการปัดแก้มให้รู้สึกมีสีสัน ก็สามารถปัดแก้มสูงแบบ “เทรนด์ปัดแก้มใต้ตาตามสาวญี่ปุ่น หรือ “Igari” (อิ-กา-ริ)” ซึ่งลุคนี้จะช่วยทำให้หน้าดูเด็ก และดูมีเลือดฝาด อ่อนเยาว์ไปอีก แต่ระวังอย่าพลั้งมือปัดแรงไปจะดูเหมือนใต้ตาช้ำขึ้นมา

  1. ดวงตา เป็นหน้าต่างของหัวใจ

ถึงแม้ว่า บริเวณตาจะเป็นส่วนที่คนเดินผ่านไปมาโฟกัสมากที่สุด แต่หากแต่งเยอะจนเกินไป ทั้งอากาศที่ร้อนและฝุ่นละอองในอากาศอาจมาติดบริเวณขนตาหากเราขยี้ก็จะแย่กันไปใหญ่ ดังนั้นหากคุณต้องการแต่งตา ให้ต้องตาจริงๆ แนะนำให้กรีดอายไลเนอร์บางๆ และดัดขนตาเล็กน้อยก็เพียงพอแล้ว

  1. คิ้ว คือมงกุฎ ของใบหน้า

ในยุคที่สาวๆ ต้องมีคิ้ว ก็สามารถเขียนหรือปัดได้ ตามแต่สมควร โดยอย่าลืมว่า ทุกอย่างตอนนี้เป็นธรรมชาติมาก ดังนั้นคิ้วของเรา ก็ควรจะเป็นธรรมชาติเช่นกัน เลือกใช้ที่เขียนคิ้วแบบแป้ง แล้วปัดคิ้วให้เรียงเส้นสักหน่อยก็พอดีแล้ว

  1. ริมฝีปาก ใต้หน้ากาก

ถึงแม้ว่าบริเวณปาก จะถูกปกปิดด้วยแมสก์แต่อย่างไร ก็ควรทาลิปกลอสเพื่อปกป้องความชุ่มชื้นและหากต้องถอดออกก็ยังให้ความรู้สึกปากอวบอิ่มมีชีวิตชีวา หรือถ้าหากคุณมีปัญหาริมฝีปากคล้ำ และจำเป็นจริงๆ ก็ควรเลือกใช้ลิปสติก ชนิดเนื้อแมตส์ที่ติดอยู่ทนนาน

 

และถึงแม้นี่จะเป็นส่วนหนึ่งทีกินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ได้อัพเดตเทรนด์ในโลกออนไลน์มาก็ตาม เรายังมี ข้อแนะนำจากทวิตเตอร์ของคุณหมอธิดากานต์ รุจิพัฒนกุล (@thidakarn) มาฝากอีกด้วย

ใส่ #หน้ากากอนามัย แต่เราจะไม่หยุดสวย

– สำหรับคนหน้าแห้ง ทามอยส์เจอร์ไรเซอร์มากขึ้น ลดการแห้งระคายเคืองจากเสียดสี

– เว้นรองพื้นบริเวณใส่หน้ากาก ลดการอุดตัน

– ควรทากันแดดทั่วหน้า หน้ากากอนามัยไม่ได้กันยูวี

– แม้ไม่ทาลิปสติก แต่ควรทาลิปมันผสมกันแดดปกป้องริมฝีปาก


cloud-clubbing-covid19-Cover_1.jpg

zebertoothApril 3, 2020

หลังจากรัฐบาลสิงคโปร์ตัดสินใจประกาศสั่งปิดสถานบันเทิง ผับและ ไนต์คลับ ทั่วประเทศเพื่อป้องกันการระบาดของโรคโควิด -19 เมื่อพบว่ายอดผู้ติดเชื้อของสิงคโปร์เพิ่มขึ้นกว่า 1,000 คน ทำให้สิงคโปร์ซึ่งเคยเป็นเมืองแห่งความคักคักกลับเงียบเหงาลงไปทันที และที่สำคัญส่งผลกระทบต่อรายได้ของกลุ่มผู้ประกอบการเหล่านี้ด้วย

 

และด้วยปัญหาที่เกิดขึ้นทำให้หลายคนพยายามคิดวิธีการและนวัตกรรมโดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีออนไลน์มาใช้ในการแก้ปัญหาดังกล่าว โดยมีดีเจกลุ่มหนึ่งในไนต์คลับแห่งหนึ่ง ได้เริ่มคิดวิธีการเพื่อให้เกิดรายได้ขึ้นในช่วงที่ธุรกิจถูกสั่งห้ามไม่ให้เปิดบริการ โดยวิธีที่ใช้ได้ง่ายที่สุดก็คือการใช้เทคโนโลยีมาช่วยเป็นเครื่องมือเชื่อมต่อระหว่างพวกเขา และลูกค้าที่ถูกสั่งห้ามให้ออกนอกบ้านเช่นกัน

 

4kr

Photo by Catherine LAI / AFP

 

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ฟาร่า ฟาร์ส ดีเจจากไนต์คลับชื่อ Zouk ในสิงคโปร์ ใช้วิธีเปิดเพลงอยู่หน้ากล้องวิดีโอ โดยตั้งชื่อการไลฟ์สดว่า ปาร์ตี้ ‘cloud-clubbing’  โดยหลังการเปิดโชว์ของเธอก็มีผู้เข้ามาร่วมชมจำนวนมาก

 

ภาพที่ปรากฏและออนไลน์ไปยังผู้ชม แสดงให้เห็นแสงแฟลชกระพริบไปทั่วฟลอร์เต้นรำที่ว่างเปล่าใกล้ โดยมีภาพดีเจกำลังสตรีมดนตรีสดอิเล็กทรอนิกส์เพลงที่ได้รับความนิยมของสิงคโปร์ แม้จะไม่มีคนมารวมตัวกันจำนวนมาก และไร้เสียงเชียร์แต่บรรยากาศก็ดู สนุกสนานจากลีลาการเปิดเพลงของดีเจ และเสียงกระตุ้นให้ทุกคนสนุกสนานตลอดเวลาที่ชมการแสดงของเธอผ่านไลฟ์สด ซึ่งถือเป็นอีกตัวอย่างวิธีการเอาตัวรอดของธุรกิจบันเทิงที่จะต้องถูกระงับไปอย่างสิ้นเชิงในระหว่างที่ไวรัสโคโรนากำลังสร้างความเสียหายให้กับทุกธุรกิจในขณะนี้

 

Photo by Catherine LAI / AFP

 

หลังจากที่ไนต์คลับ Zouk ได้จัดงานปาร์ตี้ “คลาวด์คลับ” สตรีมการแสดงสดโดยใช้ดีเจ ที่เคยทำงานอยู่จำนวนหกคนผ่านทางแอพพลิเคชั่นก็ทำให้การแสดงของพวกเขากลายเป็นที่นิยมขึ้นมาทันที มีนักเที่ยวที่ต้องถูกกักกันอยู่ที่บ้านเข้ามากร่วมปาร์ตี้ออนไลน์กันอย่างสนุกสนานหลายร้อยคน

 

Dhanish Nair ดีเจของ Zouk อีกคนหนึ่งบอกว่า ยอมรับว่าตอนแรกๆ รู้สึกแปลกๆ นิดหน่อยเพราะเหมือนกับต้องเล่นอยู่คนเดียว ไม่มีใครเลย เพราะตอนที่เปิดเพลงแล้วมีคนเต้นอยู่บนฟลอร์เต้นรำเต็มไปหมดมันจะทำให้รู้สึกได้ถึงพลังงานของพวกเขากลับมาให้เราได้ทำงานและส่งพลังงานพวกนั้นกลับไปให้เขา แต่การเปิดเพลงอยู่คนเดียวก็อาจจะต้องอาศัยจินตนาการมากขึ้น แต่พอเริ่มปรับตัวได้เขาก็รู้สึกว่ามันไม่ได้แปลกอะไร เพราะว่าจะมีผู้เข้าชมแสงความคิดเห็น หรือส่งไอคอนความรู้สึกต่างๆ ขึ้นมาบนจอคอมพิวเตอร์นั่นหมายถึงการได้รับการตอบรับมาจากผู้คนที่ร่วมชมพวกเขาแล้ว

“ดังนั้นผมจะเล่นทุกเพลงที่พวกเขาขอมาผ่านหน้าจอการไลฟ์สดนั้น มันก็สนุกไปอีกแบบ” เขากล่าว

 

Photo by Catherine LAI / AFP

 

การแสดงแบบนี้ไม่ใช่เป็นเพียงแค่การแสดงโชว์ฟรี เพราะผู้ชมสามารถใช้แอพพลิเคชั่น Bigo Live Sterem Club แสดงความคิดเห็นหรือ ส่งของขวัญเสมือนจริงให้กับดีเจ เช่นระฆังและเกล็ดหิมะที่สามารถแลกเป็นเงินสดได้ในภายหลังได้อีกด้วย นั่นคือหากพวกเขาเปิดเพลงหรือแสดงได้ถูกใจผู้ชมก็จะทำให้มีรายได้เข้ามาเช่นกัน ทั้งนี้ที่ผ่านมาทางไนท์คลับได้ร่วมมือกับบริษัทผลิต อุปกรณ์เกมและแอพสตรีมมิ่งแอพสตรีมมิ่ง เพื่อดึงดูดผู้ชมทั้งหมด 200,000 ครั้งสำหรับการไลฟ์สดสามชั่วโมง ซึ่งก็พบว่ามีคนเข้ามาดูสูงสุดถึง 5,600 คนต่อหนึ่งครั้งการแสดงทีเดียว

 

วิธีการเช่นเดียวกันนี้เคยเกิดขึ้นแล้วที่ประเทศจีน เมื่อครั้งที่ไวรัสโคโรนาเข้าโจมตีจีนเมื่อปลายปีที่ผ่านมา กระทั่งถึงจุดสูงสุดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ และธุรกิจทุกอย่างทุกสั่งให้หยุด ทำให้ดีเจและสถานบันเทิงยามค่ำคืนเริ่มการแสดงสดของพวกเขาด้วยวิธีนี้เช่นกัน  โดยมีสถานบันเทิงในย่านเมืองใหญ่ อย่าง เซี่ยงไฮ้และปักกิ่งเป็นหัวหอกในการใช้วิธีนี้ และยังให้ผู้คนที่เข้าร่วมสามารถส่งกระแสเงินสดแบบสดๆบนแอพพลิเคชั่นน Douyin  หรือ  TikTok ของจีนซึ่งช่วยให้แฟน ๆ สามารถซื้อของขวัญที่สามารถแลกเป็นเงินสดได้  โดยสื่อจีนรายงานว่า หนึ่งในสามของไนท์คลับในปักกิ่งสามารถดึงดูดผู้ชมมากกว่าล้านคนและสร้างรายได้เกือบสองล้านหยวน (280,000 ดอลลาร์สหรัฐ) จากแฟน ๆ ของพวกเขาในการถ่ายทอดสดห้าชั่วโมง

 

Photo by Catherine LAI / AFP

 

โมเดลนี้ยังถูกนำไปใช้ใน ไนต์คลับที่ถูกปิดและดีเจที่ติดอยู่ที่บ้าน ในนิวยอร์กด้วย โดยเหล่าดีเจได้จัดงานเต้นรำเสมือนจริงขึ้นมาโดยใช้ชื่อว่า “ The Dance Cartel” ได้เริ่มจัดงานปาร์ตี้“ Social Disdance”  หรือ คืนเต้นรำด้วยกันแบบห่างๆโดยจัดขึ้นสามครั้งต่อสัปดาห์ โดยใช้เครื่องมือแอพพลิเคชั่นซูมวิดีโอ โดยทุกคนแต่งตัวกันสวยงามราวกับออกไปเที่ยวจริงๆ และยังมีการประดับไฟแสงสีที่ดูเหมือนอยู่ในไนต์คลับจริงๆ อีกด้วย  ซึ่งการจัดปาร์ตี้แบบนี้ ผู้ที่ถูกใจก็จะมีการการสนับสนุนให้บริจาคเงินให้กับดีเจและเจ้าภาพจัดงานเพิ่อให้มีรายได้ระหว่างที่ต้องหยุดอยู่บ้านอีกด้วย

 


BillGate-covid-fakenews-Cover_1.jpg

zebertoothApril 2, 2020

เมื่อสัปดาห์ก่อน เดอะซัน หนังสือพิมพ์ของอังกฤษ และเหล่าเซเลบริตี้ระดับโลกต่างแชร์บทความ ข้อคิดเตือนใจจากการแพร่ระบาดของไวรัส โควิด 19 ของ บิล เกตส์ เจ้าพ่อวงการธุรกิจคอมพิวเตอร์มหาเศรษฐีผู้ใจบุญ หากต่อมาบทความดังกล่าวได้ถูกยกออกเพราะเป็นเฟคนิวส์  แต่ทีมงานกิน อยู่ เป็น เห็นว่าข้อคิดดังกล่าวก็กระตุกต่อมคิดให้เราเข้าใจถึงเหตุ และความเป็นไปบางอย่างในการดำเนินชีวิต จึงขอนำมาเล่าสู่กันฟัง

 

หากทั้งนี้ก่อนเข้าสู่ข้อคิด อยากชวนผู้อ่านย้อนดูความคิด บิล เกตส์ ในช่วงที่ผ่านมา

 

ปี 2560 งานประชุมเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม บิล เกตส์ กล่าวว่าโลกมีโอกาสที่จะเกิดวิกฤติการณ์โรคระบาดโดยไม่มีการเตรียมความพร้อมและโรคร้ายจะกระจายอย่างรวดเร็วทั้งสร้างความตื่นตระหนกตกใจกลัว ณ เวลานั้นบิล เกตส์ บอกว่าโลกยังพอมีเวลาให้เตรียมการเพื่อหาทางรับมือกับหายนะใหม่โดยเฉพาะการคิดหาวัคซีนป้องกันโรคระบาด สายพันธุ์ใหม่

 

หากถอยไปปี 2559 บิล เกตส์ ได้ให้ความเห็นในเวที Ted Talk ว่าแม้โลกจะยับยั้งการแพร่ระบาดของไวรัสอีโบลาในแอฟริกาได้ แต่ครั้งต่อไปจะไม่โชคดีเพราะอาจมีไวรัสตัวใหม่ที่สามารถแพร่กระจายอย่างรวดเร็วโดยที่ผู้ติดเชื้อรู้สึกปกติ  ใช้ชีวิตปกติ เดินทางไปไหนต่อไหน กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ถูกโจมตีอวัยวะต่าง ๆไปแล้ว  และล่าสุดห้วงขณะนี้ บิล เกตส์ ให้ความเห็นว่า “เราควรแยกตัวเพื่อชะลอการระบาด”

 

 

ส่วนเฟคนิวส์ ข้อคิด บทเรียนโควิด 19  ให้ข้อคิดเตือนใจอย่างไรบ้างนั้น  สรุปใจความหลัก ดังนี้

  1. ทุกคนถูกปฏิบัติอย่างเท่าเทียม ไม่เว้นอาชีพ ฐานะ เชื้อชาติ ศาสนา หรือชนชั้น
  2. พรมแดนที่สร้างขึ้นกลายเป็นสิ่งไร้ค่าและ ทุกคนล้วนมีความเชื่อมโยง ดูจากผลกระทบที่เป็นโมเมนตัม
  3. สิ่งมีค่าที่ทุกคนละเลย คือ สุขภาพ
  4. สิ่งสำคัญควรทำ คือช่วยเหลือแบ่งปัน เพราะชีวิตนี้สั้นนั้น
  5. อาหาร น้ำ และยารักษาโรค คือสิ่งที่เราต้องการแท้จริง ไม่ใช่วัตถุนิยมและสิ่งฟุ่มเฟือย
  6. หันกลับมาสร้างความแข็งแกร่งในครอบครัว เพราะการใช้ชีวิตกับครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญ
  7. ดูแลปกป้อง และทำประโยชน์ให้กับผู้อื่น คืองานที่แท้จริง
  8. ทุกคนต้องควบคุม “ตัวกู ของกู”
  9. ในยามยากพลังในการเลือกอยู่ในมือทุกคนว่าจะช่วยเหลือ แบ่งปัน หรือเห็นแก่ตัว
  10. ทุกคนสามารถจะเป็นคนที่อดทน “เข้าใจว่าจะผ่านไป” หรือตื่นตระหนก “มองเป็นจุดจบโลก”
  11. นี่คือห้วงเวลาให้ตรึกตรองเรียนรู้ เข้าใจว่าอะไรคือข้อผิดพลาด ที่อาจเป็นทั้งจุดจบและจุดเริ่มต้น
  12. โลกของเราป่วย ดูจากการหายไปของป่า และความเร็วที่กระดาษชำระหายไปจากชั้น
  13. วงจรชีวิตยังหมุนไป ตอนนี้เป็นแค่ส่วนหนึ่งของวงจร ควรเตือนใจว่ายังมีฟ้าหลังฝน
  14. โควิด 19 อาจเป็นหายนะและตัวแก้ปัญหา ที่เตือนสิ่งที่เราหลงลืมไป

food-covid_Cover_1.jpg

zebertoothApril 1, 2020

หลังทยอยประกาศปิดพื้นที่เสี่ยง เพื่อลดการแพร่กระจายของไวรัสโควิด-19 เหลือเพียงซุปเปอร์มาเก็ต ตลาดสด ร้านอาหารขายเฉพาะที่ซื้อกลับบ้าน ก่อเกิดความกังวลของเราๆ กันมากว่า ถ้าจะต้องกักตัวอยู่กับบ้านนั้น เราจะกินอะไร ต้องซื้ออะไรมาตุนไว้กันบ้าง

 

ของบางอย่างมีระยะเวลาการเก็บรักษา เก็บนานไปก็ใช่ว่าจะดี แม้ยังสามารถทานได้ แต่อาจเป็นอันตราย หรือเสียคุณค่าทางอาหาร กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จะมาแนะนำว่าอาหารประเภทใดบ้างที่ควรซื้อมาเก็บ และเก็บด้วยวิธีไหนถึงจะอยู่ได้นานที่สุด ก่อนอื่นคุณต้องรู้ก่อนว่าบรรดาตัวย่อต่างๆ บนสินค้ามีความหมายว่าอย่างไร

 

– MFG/MFD หมายถึง วันที่ผลิต จะได้รู้ว่าของที่ซื้อมาผลิตไว้ตั้งแต่เมื่อไร ทำไว้นานหรือยัง

– EXP/EXD หมายถึง วันหมดอายุ หลังจากวันนั้นแล้วอาหารจะเน่าเสีย หรือบูด ห้ามรับประทาน ควรนำไปทิ้ง

– BB/BBE หมายถึง ควรบริโภคก่อน อาหารจะมีรสชาติดี คงคุณค่าทางอาหารอย่างครบถ้วน หลังจากนั้นรสชาติ คุณภาพและคุณค่าทางอาหารจะลดลง ยังบริโภคได้โดยไม่มีอันตราย แต่อาจไม่ได้ประโยชน์

 

อาหารแบบไหน กินแล้วดี เก็บได้นาน

 

  1. อาหารประเภทโปรตีน

    เสริมสร้างระบบการทำงานของอวัยวะต่างๆ และเป็นแหล่งอาหารที่สร้างพลังงาน เช่น

 

– ไข่ไก่ โปรตีนชั้นดี ในราคาแสนถูก เก็บไว้ในตู้เย็นได้นาน 3 – 5 สัปดาห์ แต่ไม่ควรเก็บไว้ในตู้แช่แข็ง

– เนื้อสัตว์ อาทิ เนื้อหมู / เนื้อไก่ / เนื้อวัว สามารถเก็บได้ 3 – 5 วัน ในตู้เย็น และ 4 – 12 เดือนในตู้แช่แข็ง

– นม แหล่งแคลเซียมบำรุงกระดูก

  • นมพาสเจอร์ไรส์ ต้องเก็บในตู้เย็นทันทีที่ซื้อมา และควรดื่มให้หมดในครั้งเดียว สามารถเก็บไว้ได้นานถึง 10 นับจากวันที่ผลิต
  • นมสเตอริไรส์ (นมกระป๋อง) เก็บไว้ได้นาน 12 เดือนโดยไม่ต้องแช่เย็น แต่ต้องไม่โดนแดด
  • นมยูเอชที (UHT) เก็บในอุณหภูมิห้องปกติ ไม่โดนแดด และไม่วางไว้ซ้อนกัน จะเก็บได้นานถึง 6 เดือน ส่วน
  • นมเปรี้ยว ควรเก็บไว้ในตู้เย็นและปิดฝาให้สนิท เก็บได้นานถึง 3 สัปดาห์หรือ 21 วัน นมเปรี้ยว (UHT) สามารถเก็บไว้ได้นานถึง 8 เดือนโดยไม่ต้องแช่เย็น

– อาหารทะเล แหล่งโปรตีนและโอเมก้า 3 ซื้อเก็บไว้ทานได้แต่ไม่ใช่ทุกวัน เพราะมีคอเลสเตอรอลและไขมันสูง การเก็บรักษาอาหารทะเลหากเป็นตู้เย็นปกติเก็บได้ 2 – 5 วัน แต่ถ้าเป็นตู้แช่แข็งอยู่ได้นาน 6 – 12 เดือน เลยทีเดียว

 

  1. ผักและผลไม้

    แม้จะเก็บไว้ได้ไม่นาน แต่ก็ควรจะทานบ้างเพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามินและแร่ธาตุที่มีประโยชน์

 

  • ผักที่เน่าเสียง่าย เก็บได้ 5 – 7 วัน เช่น หน่อไม้ฝรั่ง บล็อกโคลี่ เห็ด ผักบุ้ง คะน้า ผักกาดขาว ชะอม ถั่วงอก ถั่วฝักยาว วิธีการเก็บผักคือ ห่อกระดาษทิชชูให้รอบ นำไปใส่ถุงพลาสติก ปิดปากถุงให้แน่นอย่าให้มีลมเข้าไปได้ แค่นี้ก็ยืดอายุผักได้นานขึ้น
  • ผักที่มีลักษณะเป็นหัวหรือมีเปลือกหนา เช่น กะหล่ำ หัวไชเท้า แครอท ฟัก ฟักทอง เผือก มันฝรั่ง เก็บได้ทั้งแบบแช่ตู้เย็นและไม่แช่ตู้เย็น เก็บได้ตั้งแต่ 1 สัปดาห์ – 1 เดือน ผลไม้พวก แอปเปิ้ล ส้ม องุ่น สัปปะรด ก็เช่นกัน

 

  1. อาหารแห้ง ทำง่าย ทานง่าย เก็บได้นาน แต่ถ้าซื้อไว้นาน โดยลืมดูว่าผลิตมาตั้งแต่เมื่อไร ก็มีผลเสียต่อร่างกายได้เช่นกัน

 

  • บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ควรรับประทานภายใน 4 – 6 เดือนนับจากวันที่ผลิต ถ้าเก็บในตู้เย็นอาจเก็บได้นานถึง 8-12 เดือน แต่หากเก็บไว้ในที่ที่โดนแดดส่อง อายุอาจสั้นเพียง 2 เดือน
  • ปลากระป๋อง เก็บไว้ได้นานถึง 2 ปี เพราะผ่านกระบวนการผลิตที่มีขั้นตอนการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์มาแล้ว หากเปิดแล้วทานไม่หมด อย่าเอากระป๋องเข้าตู้เย็น เพราะจะยิ่งเร่งให้เกิดสนิม ปนเปื้อนอาหาร ควรเทใส่ภาชนะอื่นและปิดฝาไว้ใส่ตู้เย็น แต่ก็ไม่ควรเก็บนาน เพราะถึงแม้จะใส่ในตู้เย็นก็อาจจะเสียได้

แต่เพื่อสุขภาพที่ดี หลีกเลี่ยงโซเดียมบ้างเป็นบางมื้อ ซื้อพวกเส้นหมี่ วุ้นเส้น ปลาแห้ง ปลากรอบ หมูแผ่น มาเก็บไว้ด้วยก็น่าจะดีกว่า

 

  1. น้ำ

    แม้น้ำที่บรรจุขวดจะระบุวันหมดอายุ แต่น้ำไม่ได้หมดอายุ ภาชนะที่บรรจุน้ำต่างหากที่หมดอายุ ขวดน้ำดื่มไม่ควรเก็บไว้ในช่องแช่แข็งหรือที่ร้อนๆ เพราะพลาสติกจะเสื่อมคุณภาพและปล่อยสารพิษปนเปื้อน หากเป็นขวดน้ำที่เปิดใช้แล้วไม่ควรใช้ซ้ำเกิน 1 อาทิตย์ เนื่องจากมีการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์หรือแบคทีเรียที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคได้

 

การเตรียมพร้อมไว้เป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องทำอย่างมีสติและรอบคอบ ตื่นตัวได้ แต่อย่าตื่นตระหนก เพราะถ้าคุณซื้อทุกอย่างมากักตุนไว้โดยไม่คิด แทนที่จะมีประโยชน์กลับจะเป็นโทษกับร่างกายได้ ทั้งยังเป็นการตัดโอกาสให้คนอื่นๆ ได้มีอาหารสำรองไว้ในเวลาฉุกเฉินด้วย

 


work-from-home_คืนเวลาเดินทางทำอะไรดี_Cover_1.jpg

zebertoothMarch 31, 2020

เคยถามตัวเองหรือไม่ ว่าในหนึ่งวันทำงานคุณใช้เวลาเดินทางนานเท่าไร 30 – 60 นาที หรือมากกว่านั้น ?…

 

เมื่อ กทม. มีมาตรการปิดพื้นที่เสี่ยงทำให้หลายหน่วยงาน เริ่มใช้วิธี Work From Home และเมื่อไม่ต้องเข้าออฟฟิศ ก็ช่วยลดเวลาที่ต้องเดินทาง ดังนั้นคุณก็จะมีเวลาทำกิจกรรมอย่างอื่นเพิ่มได้ ถ้าเช่นนั้นก่อนถึงเวลางานซึ่งเคยเป็นเวลาเดินทางนั้น คุณจะเอาเวลานั้นไปทำอะไร ซึ่งกินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตขอรวบรวมทางเลือกง่ายๆ มานำเสนอ…

 

ออกกำลังกาย แม้ไม่ต้องออกไปทำงานนอกบ้าน แต่ก็ต้องมีวินัยกับตัวเอง ตื่นนอนตามเวลาปกติ หากิจกรรมเพิ่มความตื่นตัว ระหว่างรอเริ่มงานช่วงสาย เราจะออกกำลังกายแบบไหนได้บ้างตามมาดูกันเลย

 

  1. วิ่งจ๊อกกิ้ง วิ่งที่ไหนก็ได้ ในซอยบ้าน ถนนรอบหมู่บ้าน สวนน้อยๆ ในคอนโด แต่ขอเป็นพื้นที่เรียบๆ ปลอดภัย และไม่ขวางทางใครก็พอ แต่ในช่วงนี้พยายามหลีกเลี่ยงการจ๊อกกิ้งผ่านบริเวณที่มีคนแออัดได้ก็เป็นดี
  2. กระโดดเชือก ประหยัด สะดวก ด้วยอุปกรณ์แค่ชิ้นเดียว ไม่ต้องใช้พื้นที่เยอะ เริ่มต้นเบาๆ 15 – 20 นาทีก่อนก็ได้
  3. โยคะ เหมาะสำหรับชาวออฟฟิศที่ต้องนั่งติดเก้าอี้นานๆ ควรหมั่นยืดเส้นยืดสาย เพิ่มความยืดหยุ่นของร่างกาย คลายกล้ามเนื้อ อยู่ในห้องนอนก็ทำได้

 

ทำอาหาร เมื่อมีเวลาเพิ่มแล้ว การทำอาหารทานเองย่อมดีกว่า ถือซะว่าใช้เวลานี้ซ่อมแซมตัวเองก็แล้วกัน หมั่นพิถีพิถันดูแลร่างกายเสียหน่อย จะช่วยต้านโรคภัยได้ด้วย อย่างเช่นเมนูอาหารคลีนดีต่อใจ

 

เมนูสุขภาพ_Work-from-home-คืนเวลาเดินทาง_1
ข้อมูลและรูปภาพจาก twitter : @thidakarn

 

1. ขนมปังโฮลวีททาเนยอัลมอนด์ กล้วยหอมจี่กระทะเล็กน้อยพอเยิ้มๆวางลงไป โรยผงอบเชย, เมล็ดฟักทองอบ ทานกับน้ำเต้าหู้ใส่ไข่

2. ปลาย่าง เต้าหู้สดโรยปลาข้าวสาร สลัดผัก และข้าวกล้องญี่ปุ่น

3. ขนมปังฝรั่งเศสโฮลวีททามะเขือเทศบด โรยออริกาโน่ ผักร็อคเก็ต ไข่ดาว และเห็ดจี่กระทะร้อน

4. ข้าวกล้องผัดปวยเล้ง ไข่นุ่มเห็ดพอร์ทโทเบลโล่

5. ข้าวกล้องญี่ปุ่น ปลาไหลย่างซีอิ๊ว ไข่ฝอย และกระเจี๊ยบนึ่ง

 

สร้างเสริมประสบการณ์ความรู้ ไหนๆ ก็มีเวลาเพิ่มแล้ว ลองเอาเวลาที่ได้กลับคืนมาหาความรู้ใส่ตัว เปิดประสบการณ์สร้างไอเดียใหม่ๆ เพื่อพัฒนาตัวเอง ด้วยการลงเรียนออนไลน์ในเรื่องที่ถนัดตามหน้าที่การงาน ไม่ว่าจะเป็นการเรียนภาษา การใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ กราฟิกดีไซน์ ตัดต่อภาพยนตร์ บัญชีขั้นสูง หรือหาคอร์สเรียนตามสิ่งที่เราสนใจ เช่น งานศิลปะ งานฝีมือเล็กๆ น้อยๆ ทำเพจ ทำช่องยูทูป สร้างโอกาสเพิ่มรายได้

 

เมื่อได้เวลามาก็อย่าปล่อยเวลาทิ้งไปอย่างไร้ประโยชน์ ถือโอกาสนี้พัฒนาตัวเองไปด้วยก็ไม่เลว แต่งานประจำก็ต้องทำอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อองค์กร ส่วนเวลาที่ได้มาถือว่าเป็นของแถม เพื่อให้กลับมามองตัวเอง ทบทวนดูว่าที่ผ่านมาคุณละเลยอะไรไปบ้าง


4วิธีสู้โควิด19_Mindset_Cover_2.jpg

zebertoothMarch 30, 2020

ในช่วงนี้กระแสความวิตกกังวลเกี่ยวกับวิกฤติไวรัสโควิด-19 ยังคงเพิ่มขึ้นทุกวัน และเริ่มมีความถามจากทุกภาคส่วนว่า “เมื่อไหร่จะจบ?” ซึ่งทั่วโลกยังไม่มีใครสามารถให้คำตอบนี้ได้

 

ล่าสุด “องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประกาศเตือนให้บุคลากรทางการแพทย์ทราบว่า ไวรัสโควิด-19 ถือเป็น Airborne (ละอองที่มีขนาดเล็กมากน้อยกว่า 5 ไมครอน) หรือ ละอองเสมหะที่ระเหยไปจนมีขนาดเล็กและมีเชื้อโรคที่มีชีวิตเกาะอยู่สามารถลอยอยู่ในอากาศได้นานและไกล โดยที่ผ่านมาเชื้อโรคลักษณะนี้ที่วงการแพทย์รู้จักมีเพียง 3 ชนิด ได้แก่ ไวรัสที่ทำให้เกิดโรคหัด โรคสุกใสหรืองูสวัด และแบคทีเรียวัณโรคโดยสาเหตุสำคัญที่ WHO ต้องออกมาเตือนก็เพื่อให้ปรับรูปแบบวิธีดูแลรักษาผู้ป่วยในโรงพยาบาลให้เหมาะสมและทันต่อสถานภาพของเจ้าไวรัสร้ายตัวนี้เพื่อป้องกันการฟุ้งกระจายในอากาศ ซึ่งคงต้องติดตามกันต่อไป

 

เราจำเป็นต้องปรับ Mindset เกี่ยวกับโควิด-19 เสียใหม่

 

อย่างไรก็ตามเมื่อเร็วๆ นี้ก็พบว่ามีอีกหนึ่งมุมมองที่น่าสนใจของ ดร. Eric Friedman ผู้เชี่ยวชาญระดับโลกในด้านการกำราบไวรัสอีโบล่า อดีตที่ปรึกษาประธานาธิบดีบิล คลินตัน ซึ่งคุณจุลภาส (ทอม) เครือโสภณ นักธุรกิจชื่อดังได้นำมาเสนอผ่านเฟซบุ๊ก Tom Julpas Kruesopon โดยใจความสรุปมีดังนี้

 

  • ไม่จริง! ที่กล่าวกันว่าเดี๋ยวโควิด-19 ก็หายไปแล้วชีวิตจะกลับมาเหมือนเดิม เจ้าไวรัสนี้จะยังอยู่กับเราไปตลอดเหมือนอีโบล่า ซาร์ เมอร์ส เอดส์ ที่ทุกวันนี้เราควบคุมมันได้แต่มันก็ไม่หายไปเสียที
  • ตั้งคำถามกับตัวเองว่าจะอยู่กับไวรัสโควิด-19 อย่างไร เพราะไวรัสตัวนี้แม้ว่าจะติดคนได้ง่าย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าติดแล้วทำให้ตาย โดยถือว่ายังไม่รุนแรงและอันตรายเท่ากับอีโบล่า ซาร์ เมอร์ส
  • โอกาสเสียชีวิตน้อยกว่า 1% หากผู้ที่ติดไวรัสโควิด-19 อายุน้อยกว่า 65 ปี มีภูมิคุ้มกันและไม่มีโรคประจำตัว แต่หากผู้ที่ติดมีอายุมากกว่า 65 ขึ้นไป โอกาสเสียชีวิต หรือ ไม่สบายหนักขึ้นเกือบ 100% ซึ่งสิ่งที่รัฐบาลแต่ละประเทศต้องทำตอนนี้ คือ พยายามจำกัดการระบาดไม่ให้มากกว่านี้ โดยควบคุมให้คนอยู่บ้าน หมั่นล้างมือ ดูแลความสะอาด รักษาระยะห่าง แต่นี่คือการควบคุมไวรัสให้อยู่ในวงจำกัด ไม่ได้เป็นการทำให้หายไป

 

“4 วิธีที่ทำให้สามารถอยู่กับโควิด-19 ก็คือการสร้างภูมิคุ้มกันเพิ่ม”

 

  1. นอนหลับให้เพียงพออย่างน้อยวันละ 7 ชั่วโมง เพราะในโลกไม่มียาอะไรที่จะรักษาตัวเราเองได้ดีเท่ากับร่างกายเราที่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันและรักษาตัวเองได้ แต่เรามักเผาผลาญสิ่งดีๆ ในร่างกายมากเกินไป ควรใส่ใจดูแลพักผ่อนซ่อมแซมร่างกายให้เพียงพอ
  2. ทานวิตามินมากๆ โดยเฉพาะ B Complex D และ C เพิ่มเสริมภูมิคุ้มกัน
  3. ควบคุมน้ำตาลในร่างกาย พยายามเลี่ยงน้ำตาลที่มาจากเคมี หากน้ำตาลธรรมชาติ จากผักผลไม้ยังทานได้ แต่ให้ควบคุมปริมาณ นอกจากนี้น้ำตาลยังกดการทำงานของเม็ดเลือดขาว (Sugar suppress lymphocyte) ซึ่งเม็ดเลือดขาวมีหน้าที่สำคัญคือคอยทำลายเชื้อโรค และปกป้องร่างกายจากสิ่งแปลกปลอม ทั้งนี้เพราะเชื้อโรคต่างๆ จะเติบโตได้ดีจากการกินน้ำตาลในร่างกายเรา ดังนั้นคนที่เป็นเบาหวานจึงมีความเสี่ยงต่อโรคติดต่อต่างๆ มาก
  4. หมั่นออกกำลังกายให้ปอดแข็งแรง งดบุหรี่ ลดการดื่มแอลกอฮอล์

work-from-home_Cover_2.jpg

kinyupen_adminMarch 29, 2020

Work from Home กลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับมนุษย์เงินเดือนในสภาวการณ์ปัจจุบัน เพื่อลดความเสี่ยงจากการเป็นพาหะแพร่กระจาย หรือ รับเชื้อไวรัสโควิด-19 จากการเดินทาง หรือ ใช้ชีวิตระหว่างวัน นับเป็นความท้าทายใหม่ที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะในองค์กรที่ไม่เคยทดลองใช้มาก่อน ว่าต้องทำอย่างไรจึงจะรักษาระดับการทำงานให้เทียบเท่ากับที่ออฟฟิศ ในอีกมุมหนึ่งนี่ถือเป็นโอกาสดีในการวัดประสิทธิภาพพนักงาน ว่าเหมาะสมกับองค์กรมากน้อยเพียงใด ดูได้จาก 3 ข้อง่ายๆ ดังนี้

 

  1. บริหารเวลาที่มีมากขึ้นอย่างไร ระยะเวลาเดินทางไปกลับเฉลี่ยของพนักงานออฟฟิศส่วนใหญ่อยู่ที่ 2 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งบ่อยครั้งพนักงานมักขาด ลา มาสาย โดยอ้างปัญหารถติด รถเสีย อุบัติเหตุ ดังนั้นเมื่อไม่ต้องเข้าออฟฟิศก็จะช่วยลดเวลา ลดข้อจำกัดส่วนนี้ลง น่าจะทำให้การประเมินบุคคลนั้นๆ ทำได้ง่ายขึ้นว่า มีประสิทธิผลของการทำงานดีขึ้นหรือไม่ จากเวลาที่ได้รับเพิ่มขึ้นในแต่ละวัน
  2. รับผิดชอบมากน้อยขนาดไหน การทำงานแบบ Work of Home ไม่มีคนคอยตรวจจี้ว่านั่งทำงานจริงหรือไม่ ใช้เวลากับงานเพียงใด งานที่ทำคืบหน้าแค่ไหน  ดังนั้นจะเป็นตัววัดวินัยที่ดี ว่าบุคคลนั้นๆ รับผิดชอบต่องาน สามารถร่วมประชุมออนไลน์ จัดส่งรายงาน หรือ จัดทำชิ้นงานทันตามกำหนด หรือ มีคุณภาพเพียงใด
  3. พร้อมปรับตัวเพียงใด ชีวิตสมัยใหม่ คงไม่สามารถแยก online และ offline จากกันได้ มีแอปพลิเคชันมากมายให้เลือกใช้ผ่านแท็บเล็ต คอมพิวเตอร์พีซี สมาร์ทโฟน ตามสะดวก ซึ่งหลายคนผสานปรับใช้อยู่ใน job description ประจำวันอยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อ Work from home ก็คงปรับตัวไม่ยาก แต่กลุ่มที่ยังไม่เคยใช้ก็ควรต้องเร่งปรับตัวเข้าหาเทคโนโลยี ลดข้อจำกัดที่อาจก่อปัญหาทำให้งานสะดุดลง เพราะ Work of Home สิ่งสำคัญคือทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องต้องเป็นฟันเฟืองที่ร่วมขับเคลื่อนและรับผิดชอบไปพร้อมๆ กัน

 

อย่างไรก็ตาม Work from Home ขึ้นอยู่กับสภาพความพร้อมของคนทำงาน และสภาพความพร้อมของระบบต่าง ๆ ด้วย ซึ่งในช่วงแรกๆ อาจขลุกขลักบ้างองค์กรก็ต้องค่อยปรับแก้กันไป แต่ถ้าในมุมของพนักงานหากใครไม่รู้ว่าจะจัดการกับตนเองอย่างไรเพื่อ work from home อย่างมีประสิทธิภาพ เราขอนำเนื้อหาบางส่วนจากหนังสือ 30 Minuten Zeitmanagement ของ Lothar Seiwart ซึ่งเป็นภาษาเยอรมันที่ถูกแปลโดยปิยะกัลย์ สินประเสริฐ มาแบ่งปันเพื่อนำไปปรับใช้กัน

 

  1. หาโจรขโมยเวลาของคุณ หาให้เจอว่าแต่ละวันคุณเสียเวลาไปกับอะไรบ้าง เกี่ยวกับงานเท่าใด เกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวเท่าใด วิธีง่ายสุดก็คือนั่งจดขึ้นมาในกระดาษว่าคุณใช้เวลากับแต่ละเรื่องไปเท่าใด คุ้มค่าหรือไม่ อะไรคือสิ่งรบกวน หรือ โจรที่เข้ามาขโมยเวลา แล้วจะหาทางจัดการกับโจรอย่างไร
  2. ใช้หลักการของพาเรตโต (หรือ กฎ 20/80) หรือ หลักการที่บอกว่าทำงานเพียง 20% นำมาซึ่งผลลัพธ์ 80% ของทั้งหมด เช่น รายได้จริงของบริษัทมาจากการขายของที่ใช้เวลาเพียง 20% ของทั้งหมด ส่วนที่เหลือเป็นเวลาที่เสียไปกับงานธุรการและจิปาถะ ซึ่งถ้าหาพบว่างาน 20% ที่จำเป็นคืออะไรแล้วทุ่มเทกับเรื่องนั้นให้ดีที่สุดจะช่วยให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีขึ้นในเวลาเท่าเดิม
  3. กระบวนการ ALPEN รูปแบบการจัดการเวลาแบบ ALPEN (ตัวย่อที่น่าจะมาจากภาษาเยอรมัน) ที่จะช่วยให้วางแผนทำงานแต่ละวันได้มีประสิทธิภาพที่สุด กระบวนการนี้ได้แก่
  • A กำหนดงานของคุณออกมา เอาเนื้องานที่ควรจะทำทั้งหมดในวันนั้นออกมาเรียงไว้ให้ครอบคลุมที่สุด หรือเท่าที่คุณจะคิดได้
  • L จัดกิจกรรมของงานนั้นลงไปในกรอบเวลาที่เป็นไปได้ พิจารณาว่าต้องทำอะไรบ้าง กิจกรรมไหนควรทำตอนไหน ภายในเวลาเท่าไร
  • P เผื่อเวลาไว้ด้วย ในการทำงานจริงๆ คุณอาจจะเสียเวลาเพราะการรบกวนจากภายนอก หรือ ถูกรบกวนด้วยโจรขโมย การเผื่อเหลือเผื่อขาด เวลาไว้บ้างจะช่วยลดความเครียดและทำให้คุณรับมือกับสิ่งที่ทำให้ไม่เป็นไปตามแผนได้ดีขึ้น
  • E จ่ายงานบ้าง แบ่งงานตามประเภท ประเภท A สำคัญมากที่ต้องทำด้วยตัวเอง ประเภท B บางส่วนแบ่งกระจายให้คนอื่นช่วยได้ และ C งานไม่สำคัญแต่จำเป็น เช่น ธุรการต่างๆ โดยอาจระบุชัดไปเลยว่างานไหนใครต้องทำอะไร ตรงไหนบ้าง
  1. เวลาปลีกตัวและเวลาพัก เราควรมีเวลาปลีกตัวจากการรบกวนทุกรูปแบบ เพื่อได้มีสมาธิจดจ่อทำงานนั้นเต็มที่สักหนึ่งถึงสองชั่วโมง แต่ก็อย่าลืมใส่เวลาพักไปด้วยตามความเหมาะสม ซึ่งแนะนำว่าอยู่ที่ไม่เกิน 10 นาที ซึ่งขึ้นอยู่กับการประเมินตนเองว่าเหมาะสำหรับการจัดสรรเวลาอย่างไรจึงจะมีประสิทธิภาพสูงสุด

 


2-ออกกำลังกาย_Cover_2.jpg

kinyupen_adminMarch 26, 2020

“สุขภาพที่ดีคือทรัพย์สินที่มีค่าที่สุด” นี่คือเรื่องจริงที่เราพบเห็นบทเรียนได้รอบตัว หลายคนที่หักโหมมุทำงานหาเงินจนละเลยการออกกำลังกาย ท้ายสุดเงินที่หามาได้ก็ต้องจ่ายให้โรงพยาบาลไปเสียหมด ดังนั้นในช่วงที่เราพอมีเวลาว่างแบบนี้ ก็อย่ามัวปล่อยตัวกินนอนอยู่บ้านเชียวให้ถือว่าเป็นโอกาสดีที่จะได้ใช้เวลาวางแผนพัฒนาตนเองและมาออกกำลังกายกันดีกว่า กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงขอนำเสนอวิธีออกกำลังกายที่บ้านแบบง่ายๆ มานำเสนอ

 

 

  1. กระโดดเชือก : 1 ชั่วโมง เผาผลาญ 500 แคลอรี่

กิจกรรมง่ายๆ แบบนี้ แต่ก็ได้ผลดีไม่แพ้ออกกำลังกายประเภทอื่นเลยนะ ลองชวนคนในบ้านมากระโดดเชือกด้วยกันก็สนุกไปอีกแบบ

  1. จ๊อกกิ้ง : 1 ชั่วโมง เผาผลาญ 600 แคลอรี่

การวิ่งทำให้ร่างกายตื่นตัวกระฉับกระเฉง ถ้าใครมีลู่วิ่งก็ใส่หูฟังแล้ววิ่ง ดูหนังไปวิ่งไป หรือ วิ่งเหยาะๆ รอบบ้านก็ถือเป็นการออกกำลังกายแบบคาร์ดีโอที่ดีต่อหัวใจ

  1. โยคะ(ร้อน) : 1 ชั่วโมง เผาผลาญ 500 แคลอรี่

ตีต่อร่ายกายและจิตใจ ไม่ต้องใช้อุปกรณ์อะไรเลย ขอแค่มีเสื่อโยคะอย่างเดียวก็เพียงพอ ถ้าให้ดีที่สุดต้องเล่นในห้องที่มีอุณหภูมิประมาณ 37 องศาเซลเซียส

  1. เต้นรำ : 45 นาที เผาผลาญ 500 แคลอรี่

เพียงขยับร่างกายไปตามจังหวะเพลง นอกจากคลายเครียดแล้วยังช่วยเผาผลาญแคลอรี่ได้มากโข ถ้าเต้นคนเดียวมันเหงา ชวนคนในบ้านมาเต้นด้วยก็ได้

  1. HIIT : 20-30 นาที เผาผลาญ 500 แคลอรี่

HIIT (High-Intensity Interval Training) เป็นการออกกำลังกายหนักสลับเบาแบบคาร์ดิโอ ซึ่งดีต่อหัวใจสามารถเผาผลาญแคลอรี่ได้รวดเร็วในระยะเวลาอันสั้น อาทิ การวิ่งสลับเดิน แต่ HIIT ไม่เหมาะกับคนที่เป็นโรคหัวใจ โรคหอบหืด หรือ มีปัญหาเกี่ยวกับข้อต่อต่างๆ

 

การออกกำลังกายง่ายกว่าที่คิด แม้แต่การทำความสะอาดบ้านก็ช่วยเรียกเหงื่อได้อย่างไม่รู้ตัว ขอเพียงมีวินัยมีความตั้งใจมากพอไม่ว่าที่ไหนก็ออกกำลังกายได้


_จัดบ้านเสริมฮวงจุ้ย_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 26, 2020

ใช้เวลาว่าง จัดบ้าน “เสริมฮวงจุ้ย” 

ปีนี้ถือเป็นปีที่ค่อนข้างสาหัสเลยทีเดียว ตั้งแต่ต้นปีเราได้พบเจอวิบากกรรมการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง เหมือนราหูอมอย่างไรอย่างนั้นและในบรรยากาศแบบนี้แทนที่จะอยู่แบบเครียดจนเกินไป ในเมื่อช่วงนี้มีเวลาเรามาลองจัด ปรับ เปลี่ยนมุมมองในบ้านให้ดูแปลกใหม่ ปรับฮวงจุ้ยแก้เคล็ดให้สบายใจขึ้นกันดีกว่า กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอแนะนำเคล็ดลับการจัดบ้านให้อยู่เย็น เป็นสุข ตามหลักฮวงจุ้ยง่ายๆ แถมสอดคล้องกับชีวิตประจำวันมาฝากกัน

 

 

ห้องนั่งเล่น

  • จัดระเบียบสิ่งของสลายพลังลบ ของที่วางระเกะระกะเสมือนการกักพลังลบไว้ในห้องจะทำให้ชีวิตไปสู่ความยุ่งเหยิง ควรลงทุนกับพื้นที่จัดเก็บ และอาจจะตัดใจรีไซเคิล หรือ ส่งต่อใช้เวลาช่วงที่ต้องเก็บตัว คัดแยกเคลียร์ของได้เลย
  • เสริมมุมสวยงามเสริมโชคลาภ ประดับแจกันสวยๆ หินอ่อน ลูกโลกหรือสิ่งของอื่นที่มีความเกี่ยวข้องกับโลก อาจประดับด้วยดอกไม้น่ารักให้สวยงามชวนมอง
  • ประดับความสำเร็จไว้รอบบ้าน ประดับถ้วยรางวัล ประกาศนียบัตรของคนในบ้านไว้ตามห้องรับแขก ให้มีความสุขทุกครั้งที่เห็น
  • ปรับมุมโซฟาเชื่อมสัมพันธ์ จะช่วยให้คนในครอบครัวมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมากขึ้น ในขณะเดียวกันก็ยังช่วยให้การไหลเวียนของพลังด้านบวกภายในบ้านราบรื่นยิ่งกว่าเดิมด้วย
  • แสงธรรมชาติเพิ่มพลังชีวิต การที่มีแสงแดดธรรมชาติสาดส่องเข้ามาในบ้านจะช่วยเสริมความสุขและสร้างพลังบวก รวมถึงเพิ่มความกระปรี้กระเปร่าให้ผู้อยู่อาศัยได้อีกด้วย แม้แต่ในห้องน้ำก็ควรมีแสงสว่างเพียงพอก็จะช่วยในการระบายความชื้น

 

ห้องน้ำ

  • กำจัดแหล่งน้ำขังลบความขุ่นเคืองใจ หากคุณปล่อยให้มีน้ำท่วมขังอยู่ในบ้าน ในห้องน้ำ หรือ ปล่อยให้อ่างล้างจานตัน ตามหลักฮวงจุ้ยจะเป็นการแสดงให้เห็นถึงความรู้สึกที่เก็บกดไว้ เช่น ความขุ่นเคืองใจ หรือ อิจฉาริษยา ดังนั้นจึงไม่ควรปล่อยไว้ นอกจากนี้ถ้าเชิงวิทยาศาสตร์ยังเป็นการป้องกันลูกน้ำยุงลาย ขจัดความชื้นและเชื้อราในบ้านด้วย
  • กระจกใส ใจกระจ่าง ห่างหม่นหมอง พื้นผิวกระจกที่ขุ่นมัวจะส่งผลให้ความคิดไม่กระจ่าง ดวงชะตาหม่นหมอง และอย่าแขวนกระจกสูงเกินไปจะทำให้ความมั่นใจในตัวเองลดต่ำลง

 

ห้องนอน

  • เตียงต้องโล่ง โปร่งสบาย ห้องนอนถือเป็นโอเอซิส ใช้หลีกหนีความเครียดในแต่ละวัน อย่าทำให้เตียงรกจนกลายเป็นที่เก็บของ ควรลงทุนซื้อฟูกที่ให้ความผ่อนคลายและหลับสบายที่สุด ยิ่งนอนหลับสบายเท่าไหร่ สุขภาพก็จะดีเท่านั้น
  • เตียงที่ดีต้องห่างประตู ตามหลักฮวงจุ้ยเตียงนอนที่ดีควรต้องห่างและมองเห็นประตูขณะอยู่บนเตียง หากพิจารณาอีกมุมหนึ่งเตียงที่ใกล้ประตูมากเกินไป มักรบกวนสมาธิเวลามีคนเปิด-ปิดเข้ามา
  • ชนผนังแต่ไม่ชนหน้าต่าง เพราะจะทำให้พลังงานอ่อนแอ หรือจะว่าตามหลักวิทยาศาสตร์ ก็คือ หากปล่อยให้ลมพัดมาปะทะศีรษะมากๆ ขณะนอนจะทำให้เราป่วยง่ายขึ้น

 

เพราะเราเชื่อว่า “บ้านคือบ่อเกิดแห่งความสุข และ เป็นศูนย์รวมที่พึ่งทางใจ” การทำให้บ้านมีชีวิตชีวามากขึ้นจะทำให้มีความสุขได้อย่างไม่น่าเชื่อ หลักฮวงจุ้ยที่กล่าวมาสามารถนำมาปรับใช้ได้ไม่ยาก ว่าแล้วลองจัดบ้านแก้เบื่อกันดูนะ


2-ใส่ใจอาหาร_Cover_2.jpg

kinyupen_adminMarch 24, 2020

ที่ผ่านมาหลายคนอาจไม่มีเวลาทำอาหารทานเอง แต่ในช่วงนี้ หากบางท่านที่ต้อง Work at Home เก็บตัวเลี่ยงความเสี่ยง หรือ เพื่อประเมินอาการ ก็อาจทำให้ได้มีเวลาทำอาหารทานเองมากขึ้น อันก็เป็นอีกขั้นตอนที่ช่วยให้เราพิถีพิถันดูแลสุขภาพได้ดีขึ้นด้วย โดยเฉพาะการทานอาหารปรุงสุกใหม่เพื่อสุขอนามันที่ดี ซึ่งวันนี้ กินอยู่เป็นขอนำเสนอ 2 เมนูทางเลือกง่ายๆ ที่น่าจะเข้าสถานการณ์มาฝากกัน

 

 

“น้ำขิง” ทำง่ายดื่มง่าย แก้ไอไล่หวัด

(แต่ไม่ช่วยต้านโควิด-19 นะอย่าเข้าใจผิด)

“ขิง” คุณสมบัติเป็นสมุนไพรฤทธิ์เผ็ดร้อน สรรพคุณช่วยไล่หวัด ลดน้ำมูก คลื่นไส้ แก้ไอ บรรเทาเสมหะ วิธีการทำน้ำขิง เพื่อเก็บไว้ดื่มก็แสนง่ายเริ่มจาก ….

  • การเลือกขิงแก่ ถ้าจะให้ดีใช้เป็นขิงบ้าน เพราะขิงไร่รสจะเฝื่อน ขิง 500 กรัม ต่อ น้ำ 1 ลิตร (ปรับปริมาณตามชอบขึ้นอยู่กับรสที่ชอบ)
  • ขัดล้างขิงให้สะอาด ทุบพอหยาบให้กลิ่นออก
  • นำขิงต้มน้ำตั้งไฟอ่อนๆ ประมาณ 1 ชั่วโมง ใส่ใบเตยเพิ่มความหอม
  • กรองด้วยผ้าขาวบางเติมน้ำตาลทรายแดง 200 กรัม ถ้าอยากให้รสหวานละมุนให้เติมน้ำตาลกรวดเพิ่ม
  • เคี่ยวต่ออีก 20 นาที ปิดไฟ พร้อมเสิร์ฟ

การดื่มน้ำขิงสดและใหม่จะได้สรรพคุณทางยาเต็มที่ แต่หากต้องการเก็บไว้ทานนานๆ ให้แช่ตู้เย็นไว้ เวลาที่จะนำมาทานก็ให้ตั้งไฟอุ่นให้ร้อนก็ได้เช่นกัน

 

 

“น้ำสต็อก” ทำติดไว้อุ่นใจ แปลงได้สารพันเมนู

ช่วงเวลาที่ต้องเก็บตัวอยู่กับบ้าน “น้ำสต๊อก” เป็นอีกหนึ่งเมนูที่เหมาะสำหรับทำติดบ้าน เพราะทำได้ง่ายๆ ทั้งจากกระดูกหมู กระดูกวัว กระดูกไก่ ก้างปลา เปลือกกุ้ง กระดองปู หรือ ผัก ฯลฯ โดยนำวัตถุดิบเหล่านั้นมาต้มแล้วปรุงรสด้วยเกลือและพริกไทยให้ได้รสตามที่ชอบ

ข้อดีการมีน้ำสต๊อกติดครัว คือ สามารถนำมาดัดแปลงได้หลากหลายเมนู ไม่ว่าจะเป็น ข้าวต้มเครื่อง แกงจืด สุกี้ มาม่า ถ้าเป็นครอบครัวใหญ่จะทำเมนูก๋วยเตี๋ยวน้ำใสก็อิ่มได้ทั้งบ้าน หรือ ทำราเม็งสไตล์ญี่ปุ่นก็ได้เช่นกัน

หากไม่มองในแง่ร้ายจนเกินไปการที่เราต้องเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ เป็นโอกาสที่ดีให้คุณกลับมาใส่ใจตัวเองมากขึ้น ดูแลตัวเองมากขึ้น เริ่มจากสิ่งง่ายๆที่สุดคือ อาหารการกิน เพราะการมีสุขภาพดีย่อมมีชัยไปกว่าครึ่ง ไม่ว่าโรคชนิดไหนจะเข้ามาก็พร้อมสู้

 

เกร็ดน่ารู้เรื่องอาหารช่วงเก็บตัว

  • การรับประทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมากๆ ทำให้ร่างกายสูญเสียภูมิต้านทาน เพราะเต็มไปด้วยโซเดียมในปริมาณสูง รวมถึงควรเลี่ยงน้ำอัดลม หันมาดื่มน้ำเปล่า หรือ น้ำอุ่นจะดีกว่า
  • ควรกินอาหารที่มีประโยชน์ ปรุงสุกใหม่ เน้นวัตถุดิบที่มีสรรพคุณต้านไวรัส ต้านโรค เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน เช่น กระเทียม พริกไทย เห็ด ผักเคล (ผักคะน้าใบหยัก) เกลือ ข้าวโอ๊ต ขมิ้นชัน ผลไม้จำพวก บลูเบอรี่ กีวี ที่มีวิตามินซีสูง
  • ในอาหารมื้อหลัก อาจเลือกทานเครื่องเคียงบางอย่างเสริม เช่น สาหร่ายที่ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายทำงานได้ดี หรือ กิมจิ ซึ่งมีจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย