-ดีกรี-ว่าที่-ดร.-เลือกทำงาน-ส่งพัสดุ-ไม่สนคนวิจารณ์อาชีพต่ำต้อย_web.jpg

kinyupen_adminOctober 4, 2018

หนุ่มชาวจีน ดีกรีว่าที่ ดร. เลือกประกอบอาชีพเป็นพนักงานส่งพัสดุ พร้อมกับการศึกษาต่อระดับปริญญาเอก ท่ามกลางการวิพากษ์วิจารณ์ของคนรอบข้างว่า มาทำอาชีพนี้ทำไม เสียดายองค์ความรู้ที่เรียนมาสูง

“คนเราไม่ว่าจะประกอบอาชีพใดๆ ก็ตาม ขอให้อาชีพนั้นเป็นอาชีพที่มีความซื่อสัตย์สุจริต” ทุกคนเกิดมาล้วนต้องมีอาชีพเป็นของตนเอง ตอนเด็กมีความใฝ่ฝันอยากจะเป็นอะไร ตอนโตขึ้นมาก็จะต้องแสวงหาและทำตามฝันให้ได้ บางคนก็สามารถทำตามความฝันของตนเองในการประกอบอาชีพที่ตนเองใฝ่ฝันได้สำเร็จ บางคนอาจจะยังไปไม่ถึงฝัน อาจจะได้อาชีพที่ต้องอดทนทำเพื่อหาเลี้ยงชีพตัวเอง ดังเช่นหนุ่มชาวจีนคนนี้ ที่เขามีการศึกษาดีมาก ดีกรีว่าที่ด็อกเตอร์ แต่เขาเลือกที่จะทำอาชีพเป็นพนักงานส่งพัสดุ ซึ่งดูแล้วมันก็ขัดกับคุณวุฒิของเขา หลายคนเลยวิพากาษ์วิจารณ์กันว่า วุฒิ ป.เอก แต่กับทำอาชีพพนักงานส่งพัสดุ แบบนี้ก็ได้เหรอ?

โดยสำนักข่าว China Xinhua News รายงานว่า “ถานเชา” นักศึกษาปริญญาเอกสาขาประวัติศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเหยียนเปียน ตัดสินใจเลือกประกอบอาชีพเป็นพนักงานส่งพัสดุ พร้อมกับการศึกษาต่อระดับปริญญาเอก ท่ามกลางการวิพากษ์วิจารณ์ของคนรอบข้างว่า มีวุฒิการศึกษาที่ค่อนข้างสูง แต่ทำไมมาเลือกประกอบอาชีพแบบนี้ ดูแล้วรู้เสียดายองค์ความรู้ที่เรียนมาสูง

ถานเชา เปิดเผยว่า ตนเองเลือกทำอาชีพเป็นพนักงานส่งพัสดุ เพราะต้องการหารายได้มาเลี้ยงตนเองและครอบครัว ส่วนตัวมองว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่ตัวเราไม่มีเงิน เราจะต้องหาทุกวิถีทางในการหาเงินเลี้ยงครอบครัว ไม่ว่าเป็นอาชีพใดๆ ก็ตาม ขอเพียงแค่เรามีแรงทำสิ่งนั้น เพราะสุดท้ายไม่มีใครมาสนใจเราหรอกว่า เราจะเรียนมาสูงแค่ไหน ซึ่งถานเชา ทำมาเกือบทุกอาชีพแล้ว พวกงานที่ใช้แรงงาน ทั้งการเช็ดกระจก เก็บขวดขาย เป็นนายหน้าขายบ้าน เก็บหนังสือพิมพ์ เนื่องจากตนต้องหาเงินเลี้ยงครอบครัวและส่งตัวเองเรียนหนังสือ

ถานเชา เล่าต่อว่า สาเหตุที่ตนเลือกทำอาชีพนี้เพราะตนมองว่าอาชีพพนักงานส่งพัสดุเป็นอาชีพที่สามารถทำเป็นช่วงๆ ได้ มีความเป็นอิสระ ทำให้ตนสามารถแบ่งเวลาเรียนกับเวลาทำงานได้ และเมื่อตนถูกถามถึงความรู้สึกหลังจากที่มีคนวิพากษ์วิจารณ์ว่า การที่ตนมีวุฒิที่การศึกษาสูง แต่มาประกอบอาชีพนี้นั้น จะเป็นการไปแย่งอาชีพคนที่มีการศึกษาต่ำกว่า ส่วนตัวของถานเชามองว่า คนเราไม่ควรแบ่งแยกชนชั้นกันขนาดนี้ เนื่องจากตนมีความรู้สึกว่า ไม่ว่าจะประกอบอาชีพการงานใดๆ ก็ตาม หากตนเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริม พัฒนาศักยภาพการผลิต ก็ถือว่ามีคุณค่าแล้ว อย่างไรก็ตาม ถานเชายืนยันว่า หลังจากที่ตนเรียนจบ ป. เอก แล้ว ตนอาจจะผันตัวเองไปเป็นอาจารย์มหาวิทยาลลัย เพื่อถ่ายทอดวิชาความรู้ให้นักศึกษาต่อไป

ทีมงานกินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอขอบคุณเนื้อหาจาก : China Xinhua News


-ผู้ชายเจอเป็นต้องเดือด_Web.jpg

kinyupen_adminOctober 4, 2018

ส่องพฤติกรรมสุดน่าเบื่อของผู้หญิง ที่ทำเอาผู้ชายอย่างเราๆ เป็นต้องเดือด! เห็นแล้วต้องส่ายหัว เกิดอาการไม่ปลื้มอย่างแรง จนสุดท้ายต้องโบกมือลาจากชีวิตผู้หญิงงี่เง่าในที่สุด

ผู้หญิงในฝันของคุณเป็นแบบไหน? ขาว สวย หมวย เอ็กซ์ รึเปล่า? หรือว่าจะต้องเป็นกุลสตรีไทยถอดแบบมาจากตัวละครในวรรณคดีไทยเลยแบบนี้ คำถามนี้คุณผู้ชายก็จะมีคำตอบที่หลากหลายกันไป บางคนก็ชอบผู้หญิงที่งามทั้งภายนอกและภายใน บางคนก็ชอบคนที่จิตใจงดงาม ภาพลักษณ์ภายนอกไม่สำคัญ ผู้ชายมักชอบความเป็นอิสระ ไม่ชอบให้ใครมาตีกรอบความเป็นส่วนตัวของเขา เพราะผู้ชายต้องการผู้หญิงที่จะมาเป็นแม่ของลูก ไม่ใช่ต้องการแม่คนที่ 2 ที่คอยจี้โน่นจี้นี่สารพัด

ฉะนั้น การที่ผู้ชายจะยอมตัดสินเลือกผู้หญิงมาเป็นคู่ชีวิตสักคน ต้องใช้ความกล้าหาญและพยายามอย่างมากในการบอกความในใจให้อีกฝ่ายรับรู้ แต่พอฝ่ายหญิงตอบเซย์เยสตกลงปลงใจยอมเป็นคู่ชีวิตกับคุณ ผู้หญิงบางคนอาจจะมีพฤติกรรมบางอย่างที่คุณในฐานะสุภาพบุรุษอาจจะไม่ค่อยปลื้มใจสักเท่าไร จนทำให้คุณเกิดความอึดอัดใจ ไม่มีความสุขในการใช้ชีวิต เริ่มมีปัญหาเรื่องความรัก จนสุดท้ายก็ต้องสวมคอนเวิรส์เลิกรากันไปในที่สุด

ทีมงานกินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงรวบรวม 5 พฤติกรรมสุดน่าเบื่อของผู้หญิง ที่ทำเอาผู้ชายอย่างเราๆ เป็นต้องเดือด! ต้องส่ายหัว เกิดอาการไม่ปลื้มอย่างแรง จนสุดท้ายต้องกดปุ่มดับไฟ และหนีหายไปจากชีวิตคุณในที่สุด

1. จู้จี้จุกจิก ขี้บ่น
ในช่วงชีวิตของเราเอง เราก็เคยฟังพ่อแม่บ่น ดุด่า โน่นนี่นั่นสารพัด จนทำให้เราเกิดความเบื่อ รำคาญ ฉะนั้น พฤติกรรมแบบนี้ถือเป็นพฤติกรรมแรกๆ ที่ฝ่ายหญิงไม่ควรแสดงพฤติกรรมนี้ออกไป เพราะฝ่ายชายเองจะเกิดความรำคาญคุณได้

2. ขี้หึง
คนรักของเรา ใครก็หวงและห่วงเป็นเรื่องธรรมดา แต่ถ้าคุณชายที่มีเพื่อนสนิทเป็นผู้หญิง หรืออาจจะพูดคุยกับอีกฝ่ายที่เป็นผู้หญิง ซึ่งไม่ใช่เรื่องเชิงชู้สาว แล้วบังเอิญแฟนของคุณเกิดอาหารหึงคุณขึ้นมาแบบไม่มีเหตุผล แสดงกิริยาหึงหวงแบบไร้เหตุผล หักหน้าคุณกลางวงสนทนา พฤติกรรมแบบนี้คุณผู้ชายอย่างเราๆ ก็คงจะไม่ปลื้มผู้หญิงแบบนี้สักเท่าไร

3. ตีกรอบชีวิต เสมือนแม่คนที่ 2
ผู้ชายเป็นเพศที่ชอบความเป็นอิสระ อยากจะทำอะไรก็สามารถทำได้ พฤติกรรมที่ฝ่ายชายรับไม่ได้อีกหนึ่งพฤติกรรมนั่นคือการที่ฝ่ายหญิงเจ้ากี้เจ้าการ ขีดเส้นชีวิตของคุณว่าต้องทำแบบนี้ อย่างนี้ เท่านั้น กลับบ้านตรงเวลา ห้ามไปเที่ยวโน่นเที่ยวนี่ ทานข้าวต้องไม่เล่นโทรศัพท์หรือคุยกันระหว่างทานข้าว ฯลฯ พฤติกรรมแบบนี้อาจจะทำให้เราในฐานะผู้ชายต้องส่ายหัวกันเลยทีเดียว ว่าสรุปคือผู้หญิงคนนั้นเขาคือแฟนหรือแม่เรากันแน่

4. ไม่มีเหตุผล เอาแต่ใจ
ผู้หญิงที่มีพฤติกรรมงี่เง่า ไร้เหตุผล เอาแต่ใจตัวเอง อยากได้อันโน้น อยากได้อันนี้ นี่ก็เป็นอีกหนึ่งพฤติกรรมที่ฝ่ายชายไม่ปลื้มเอาเลยจริงๆ เพราะฝ่ายชายอย่างเราเองก็ไม่ค่อยปลื้มนักกับการที่ต้องมาตามใจแฟนเราอยู่บ่อยๆ บางครั้งตัวเราเองติดภารกิจ ติดปัญหาต่างๆ แต่แฟนเรากลับไม่เข้าใจ โวยวายจะเอาเอาให้ได้ พฤติกรรมแบบนี้ฝ่ายชายอย่างเราจะไม่ทนอีกต่อไป

5. ไม่ไว้ใจ ขี้ระแวง
พฤติกรรมนี้ถือว่าสำคัญอย่างยิ่ง ถ้าแฟนเราเกิดอาหารขี้ระแรงคุณ ไม่ไว้ใจในตัวคุณ คอยตรวจสอบ คอยตามเช็คว่าคุณมีความลับอะไรซ่อนอยู่ แบบนี้ฝ่ายชายอย่างเราคงจะไม่ประทับใจพฤติกรรมนี้อย่างมาก เพราะถ้าหากไม่มีความไว้วางใจซึ่งกับและกัน บอกเลยว่า คุณใช้ชีวิตคู่ลำบากแล้วล่ะ แล้วสุดท้ายก็ต้องเลิกรากันในที่สุด

ยังไงซะ ถ้าอยากให้ชีวิตคู่ของคุณอยู่ยาวนานตราบนิรันดร์ ลองกระซิบหรือบอกกับฝ่ายหญิงให้ลด ละ เลิกพฤติกรรมข้างต้นซะ (หรือส่งลิงก์นี้ให้ฝ่ายหญิงอ่านเลย) เชื่อเลยว่าผู้หญิงจะเข้าใจความรู้สึกของเรา และลดพฤติกรรมไม่น่ารักของเขาลง เพื่อที่จะไม่เสียคุณไปในที่สุด

 


...ทำไมวัดต้องตีระฆัง_web.jpg

kinyupen_adminOctober 4, 2018

สงสัยกันไหม? ทำไมวัดต้อง “ตีฆ้อง-ตีกลอง-ตีระฆัง” แล้วคนที่มาทำบุญที่ “ตีฆ้อง-ตีกลอง-ตีระฆัง” แล้ว จะเป็นอย่างไร ตีดังๆ แล้วเราจะได้บุญหนักๆ ใช่ไหม? กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จะพาไปติดตามและไขข้อสงสัยเรื่องนี้

 

คุณเคยเข้าวัดทำบุญตักบาตรกันหรือไม่? ตอนเด็กๆ พ่อแม่ผู้ปกครองมักพาเราไปทำบุญที่วัด แล้วก็ยื่นไม้ให้เราตีฆ้อง ตีระฆัง ซึ่งก่อนตี คุณพ่อคุณแม่ก็จะย้ำกับเราว่า “ตีแรงๆ ให้ดังๆ เลยนะลูก” เราเคยสงสัยกันไหมว่า เอ๊ะ! ฆ้องกับระฆังทำไมต้องตีดังๆ ด้วย ตีแล้วจะเป็นอย่างไร ตีดังๆ แล้วเราจะได้บุญหนักๆ ใช่ไหม? ขณะเดียวกัน สงสัยกันไหมว่า ทำไมวัดแต่ละวัดจึงต้องมีการ “ตีฆ้อง-ตีกลอง-ตีระฆัง” ทุกๆ วัน ตีทำไม? ทำไมถึงต้องตี? ใช้วิธีอื่นได้หรือไม่?

 

ล่าสุด เพิ่งเป็นข่าวไปหมาดๆ กับกรณีที่เกิดขึ้นที่วัดไทร เมื่อมีประชาชนผู้พักอาศัยบนคอนโดซึ่งอยู่ในละแวกใกล้กับวัดไทร ร้องเรียนว่าได้รับผลกระทบอย่างหนักจากเสียงระฆังที่ดังจากในวัดไทรตอนช่วงกลางดึก ซึ่งเยงระฆังดังกล่าวเป็นเสียงระฆังที่ปลุกพระภิกษุให้ตื่นขึ้นมาทำวัตรเช้า จนกระทั่งสำนักงานเขตบางคอแหลม กรุงเทพฯ ส่งหนังสือแจ้งไปทางวัดไทร เพื่อให้ทราบว่ามีประชาชนมาร้องเรียน เนื่องจากได้รับผลกระทบจากเสียงระฆัง ซึ่งทางเจ้าอาวาสเองก็รับทราบเรื่องนี้ และได้มีการกำชับพระลูกวัด ให้ลดระดับการตีระฆังให้เสียงดังน้อยลงกว่าปกติ โดยจะตีระฆังในช่วงเข้าพรรษา 3 เดือน วันละ 2 เวลา ช่วงเช้าเวลา 04:00-04:20 น. และช่วงเย็นเวลา 18:00-18.10 น. เท่านั้น

 

เรื่องนี้อาจจะทำให้เราสงสัยในหลายๆ อย่าง ว่าสรุปแล้วเนี่ย ทำไมยังต้อง “ตีฆ้อง-ตีระฆัง” กันอยู่ เป็นความเชื่อส่วนบุคคลหรือเปล่า? แล้วถ้าจะปลุกพระภิกษุให้ลุกขึ้นมาทำวัตร ทำไมถึงไม่ปลุกเป็นเสียงสัญญาณออดอัตโนมัติ หรืออาจจะตั้งนาฬิกาปลุกในมือถือ หรือจะโทรศัพท์ปลุกกันไปเลยก็ได้ ยิ่งยุคสมัยนี้เป็นยุคที่มีเทคโนโลยี แบบนี้พระลูกวัดสามารถทำได้หรือไม่?

 

พระครูสังฆรักษ์ชุมพล โชติธัมโม อายุ 41 ปี เจ้าอาวาสวัดท่าราชไชยศรี  (บ้านดอนบม) บอกว่า “กลอง ฆ้อง ระฆัง” เป็นสิ่งที่เคียงคู่พระพุทธศาสนามาอย่างยาวนาน เป็นเครื่องมือแจ้งสัญญาณให้พุทธศาสนิกชนทราบว่า ถึงวันพระแล้วให้พร้อมกันทำบุญ ทำทาน รักษาศีล ดำรงตนเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี ขณะเดียวกัน เสียงของ “กลอง ฆ้อง ระฆัง” ยังช่วยให้พุทธศาสนิกชนที่เข้ามาทำบุญในวัดรู้สึกอิ่มเอม
ใจและอิ่มบุญ

 

ทั้งนี้ ชาวพุทธมีความเชื่อว่า การตีกลอง ฆ้อง ระฆัง จะทำให้มีชื่อเสียงโด่งดังขจรขจายไปไกล ดั่งเช่นเสียงกลอง ฆ้อง ระฆัง ที่พุทธศาสนิกชนตีกันระหว่างทำบุญที่วัด ส่วนที่ว่าจำเป็นหรือไม่ที่ต้องตีแรงๆ หนักๆ เพื่อที่เสียงจะได้ดังกังวาล อันนี้เป็นความเชื่อที่ผิด การตีกลอง ฆ้อง ระฆัง ไม่จำเป็นต้องตีหนักๆ ขนาดนั้น เอาแค่พอดีๆ ก็เพียงพอ เพราะเดี๋ยวกลอง ฆ้อง ระฆัง หรือไม้ที่ตีนั้นจะชำรุดและพังได้

 

ส่วนการตีฆ้อง ระฆัง ของพระภิกษุในช่วงเช้ามืดนั้น ต้องอธิบายให้ฟังว่า ในสมัยก่อนบ้านเมืองของเรายังไม่เจริญ ยังไม่มีเทคโนโลยีเข้ามาในช่วงนั้น นาฬิกาในสมัยนั้นจึงมีเฉพาะตามวัดวารามเท่านั้น ฉะนั้น พระภิกษุท่านจะใช้การตีกลอง ฆ้อง ระฆัง เพื่อเป็นสัญญาณแจ้งให้ชาวบ้านในละแวกนั้นทราบว่า ณ ขณะนั้นเป็นเวลากี่โมง กี่ยาม เป็นระยะๆ ไป เพื่อบอกเวลาให้ชาวบ้านได้รับรู้

 

โดยปกติ การตีระฆังพระภิกษุจะกระทำในช่วงเช้ามืดของทุกวัน เวลาประมาณ 04:00-04:30 น. โดยจะตี 3 ลา และจะตีนานถึง 30 นาที เพื่อปลุกพระภิกษุให้ตื่นจากการจำวัด และลงไปรวมตัวทำวัตร สวดมนต์ช่วงเช้ามืด นอกจากนี้ ยังเป็นการส่งสัญญาณให้ชาวบ้านลุกขึ้นมาเตรียมอาหารใส่บาตรอีกด้วย นอกจานี้้ การตีระฆังจะมีการตีอีก 2 ช่วงเวลา นั่นคือ เวลาประมาณ 08:00 น. เพื่อส่งสัญญาณให้พระภิกษุลงมารวมตัวทำวัตรเช้า และตีระฆังอีกครั้งหนึ่งเวลาประมาณ 16:00 น. เพื่อส่งสัญญาณให้พระลงประชุมทำวัตรเย็น โดยจะตี 3 ลา ใช้เวลาตีไม่เกิน 10-15 นาที ซึ่งสาเหตุที่ใช้เวลาตีนานต่างกัน เนื่องจากตอนเช้ามืดพระภิกษุท่านยังมีอาการง่วง อ่อนเพลีย ก็อาจจะยังนอนเพลินไป เกรงว่าจะไม่ได้ลุกขึ้นทำวัตรช่วงเช้ามืด นอกจากเสียงระฆังแล้ว จะมีเสียงกลองเพล ซึ่งจะตีในช่วงเวลาประมาณ 11:00 น. โดยใช้ไม้เดียว 3 ลา จากช้าไปเร็วสุด จบด้วยการตี 3 ครั้ง เพื่อบอกเวลาฉันเพลของพระภิกษุ

 

ขณะเดียวกัน การตีกลองและระฆังยังจะมีอีก 2 กรณี คือ กรณีที่ 1 จะตีเมื่อมีเหตุร้ายเกิดขึ้นในวัด เช่น ไฟไหม้ โจรปล้น พระภิกษุมรณภาพ หรือต้องอาบัติหนักถึงขั้นปาราชิก ทั้งนี้ จังหวะการตีกลอง ระฆังไม่เป็นจังหวะเหมือนย่ำค่ำ จะเป็นการตีรัวทั้งกลองและระฆัง เมื่อชาวบ้านได้ยินก็จะรีบออกไปที่วัดทันที และ กรณีที่ 2. จะตีเมื่อเกิดจันทรคราสและสุริยคราส ก็จะตีกลองระฆัง แต่ใช้การตีแบบจังหวะย่ำหรือลีลาย่ำค่ำ จนกว่าจันทรคราสและสุริยคราสจะคลาย อันนี้ต้องใช้พระเณรหลายรูป ส่วนใหญ่ก็จะตีกันจนมือพอง ส่วนชาวบ้านก็จะตีปี๊บ ตีเกราะ เคาะไม้ เพื่อให้พระราหูคลายจากการอมพระอาทิตย์ พระจันทร์ และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


-กรุงเทพมหานคร-จึงครองแชมป์สุดยอดจุดหมายปลายทางของโลก-_web.jpg

kinyupen_adminOctober 3, 2018

อยากรู้หรือไม่? ทำไม “กรุงเทพมหานคร” ถึงครองแชมป์สุดยอดเมืองจุดหมายปลายทางอันดับ 1 ของโลก เป็นเวลา 3 ปีซ้อน

ประเทศไทย ถือว่าเป็นประเทศที่มีทั้งความสวยงามทางด้านของอารยธรรม สถาปัตยกรรม วัฒนธรรม รวมไปถึงสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ทั่วประเทศที่มีความสวยสดงดงาม น่าติดตาม และน่าค้นหา นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติไม่พลาดที่จะบันทึกภาพไว้เป็นที่ระลึก (เดี๋ยวเขาจะหาว่า มาไม่ถึงที่นั่น) และหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมากที่สุดทั้งจากชาวไทยและชาวต่างชาติ คงหนีไม่พ้นเมืองหลวงของประเทศไทย อย่าง “กรุงเทพมหานคร” อมรรัตน์โกสินทร์ ที่ต้องบอกว่าเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์คสำคัญของประเทศไทยเลยก็ว่าได้

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของผลการสำรวจของมาสเตอร์การ์ด ประจำปี 2018 (Mastercard Global Destination Cities Index, GDCI 2018) พบว่า กรุงเทพมหานครครองตำแหน่งอันดับ 1 สุดยอดเมืองจุดหมายปลายทางของโลก ซึ่งปีนี้ถือเป็นปีที่ 3 ที่ติดอันดับดังกล่าวติดต่อกัน โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมายังกรุงเทพฯ มีจำนวนสูงถึง 20.05 ล้านคน เป็นนักท่องเที่ยวจากประเทศจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้

ทั้งนี้ สาเหตุที่กรุงเทพมหานครสามารถไต่อันดับขึ้นมาครองแชมป์ได้นั้น โดนัลด์ ออง ผู้จัดการประจำประเทศไทยและเมียนมาร์ของมาสเตอร์การ์ด ให้ข้อมูลว่า เนื่องจากกรุงเทพมหานครมีสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญต่างๆ มากมายที่เน้นถึงความเป็นไทย อาทิ วัด ตลาดน้ำ ถนนคนเดิน งานเทศกาลสงกรานต์ ฯลฯ ซึ่งในแต่ละพื้นที่นั้นมีค่าครองชีพไม่แพงเท่ากับเมืองใหญ่อื่นๆ ในต่างประเทศอีกด้วย

ขณะเดียวกัน ชื่อของ “กรุงเทพมหานคร” เป็นที่คุ้นหูของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอย่างมาก เนื่องจากประเทศไทยได้มีโอกาสเป็นเจ้าภาพจัดงานระดับโลกหลายงาน และเลือกพื้นที่กรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่จัดงานดังกล่าว นอกจากนี้ ประเทศไทยยังได้ขยายข้อยกเว้นให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาท่องเที่ยวในไทยช่วงระยะสั้น และการเพิ่มจุดตรวจคนเข้าเมืองพิเศษสำหรับนักท่องเที่ยวชาวจีน ถือเป็นการเพิ่มโอกาสให้กับกรุงเทพฯ และประเทศไทย ในการเปิดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาเที่ยวเมืองไทยมากยิ่งขึ้น

นอกจากกรุงเทพมหานครจะติดโผอันดับ 1 แล้ว ปีนี้ จ.ภูเก็ต และเมืองพัทยา จ.ชลบุรี ก็ติดโผ 20 อันดับสุดยอดเมืองจุดหมายปลายทางด้วยเช่นกัน และถือเป็นครั้งแรกที่ จ.ภูเก็ต ได้เข้ามาอยู่ในโผครั้งนี้ด้วย นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


-ไม่ใช่ยาเสพติดที่ให้โทษ-แต่มีประโยชน์ทางการแพทย์_web.jpg

kinyupen_adminOctober 3, 2018

รู้หรือไม่? “กัญชา” ไม่ใช่ยาเสพติดที่ให้โทษ สนองความต้องการของเหล่านักเสพ แต่มีประโยชน์ทางการแพทย์ ช่วยรักษาอาการต่างๆ ได้ อาทิ อาการไอ อ่อนล้า โรคข้อ ไมเกรน โรคมะเร็ง และการเจ็บปวดต่างๆ เป็นต้น

เมื่อพวกถึงยาเสพติด หลายคนก็จะนึกถึง ยาบ้า ยาอี โคเคน ฝิ่น บุหรี่ เหล้า หรือแม้กระทั่งสมุนไพรอย่าง “กัญชา” ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งในสารเสพติดที่ผิดกฎหมาย เนื่องจากัญชามีฤทธิ์ในการทำลายเซลล์ประสาทของสมอง นักเสพยาทั้งหลายจึงเลือกใช้กัญชาไปในทางที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจากกัญชาเป็นสมุนไพรที่หาได้ง่ายตามผืนป่า ความต้องการของนักเสพยาก็เพื่อทำให้ตนอยู่ในอาการเคลิ้ม สนุก ร่าเริง ผู้เสพบางคนถึงขั้นเอากัญชาไปสอดไส้ในบุหรี่ เพื่อให้ตนสามารถสูบได้ทุกทีที่ต้องการอีกด้วย และหากใช้ในปริมาณมากๆ นักเสพก็จะกลายเป็นคนวิกลจริตทางจิตได้

แต่ในความเป็นจริงแล้ว “กัญชา” ไม่ใช่แค่ว่ามีเพียงโทษแต่อย่างเดียว ประโยชน์ของมันก็มี เพราะในทางการแพทย์นั้น “กัญชา” สามารถนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการรักษาอาการต่างๆ ได้ อาทิ อาการไอ อ่อนล้า โรคข้อ ไมเกรน และโรคมะเร็ง เป็นต้น นอกจากนี้ ข้อมูลวิชาการ ได้ระบุว่า กัญชาสามารถใช้ในทางการแพทย์ใน 4 กลุ่มโรค คือ รักษาอาการคลื่นไส้ในผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ให้คีโม , โรคลมชักในเด็ก , ปลอกประสาทอักเสบ และ อาการปวดอื่นๆ ที่เดิมต้องใช้มอร์ฟีนในการบรรเทาอาการปวดต่างๆ ด้วย

อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่ากระทรวงสาธารณสุขเตรียมออกกฎกระทรวงปลดล็อก “กัญชา” พ้นจากพืชยาเสพติด คาดว่าจะสามารถปลดล็อกให้ใช้กัญชาเพื่อการรักษาโรคทางการแพทย์ได้ภายในปี 2562 โดยนายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ระบุว่า หากให้กัญชาสามารถปลูกได้ถูกต้องตามกฎหมาย จะสามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรได้เป็นอย่างดี และไม่ใช่แค่ประเทศไทยเท่านั้นที่เตรียมให้สามารถปลูกกัญชาได้ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ถูกจัดอยู่ในวงจัดกัดใช้ประโยชน์ในวงการแพทย์เพื่อรักษาโรคเท่านั้น ไม่สามารถใช้การอย่างอื่นได้ ขณะเดียวกัน ในหลายประเทศทั้งยุโรป สหรัฐอเมริกา อเมริกาใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ได้ปลดล็อกพืชกัญชาพ้นจากยาเสพติดเรียบร้อยแล้ว เพียงแต่ใช้ในวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันเท่านั้น

นอกจากนี้ ประโยชน์ของกัญชา ไม่ใช่มีเพียงแค่ในทางการแพทย์เท่านั้น แต่กัญชาได้ถูกนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมมากกว่า 25,000 ชนิด ,สามารถนำมาทำเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์ได้ ,สามารถมาใช้เป็นส่วนผสมลงในอาหาร เพื่อทำให้อาหารมีรสชาติที่อร่อยยิ่งขึ้น และกัญชายังมีประโยชน์ในด้านของการฝึกโยคะ ซึ่งช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรง แก้ปัญหาความเครียดได้ โดยปัจจุบันในห้องเรียนโยคะจะมีการใช้กัญชาผสมผสานกับการทำโยคะ เพื่อช่วยสร้างความผ่อนคลายได้มากขึ้น

เห็นไหมว่า “กัญชา” ไม่ใช่แค่ยาเสพติดที่ให้โทษแก่มนุษย์ แต่ถ้ามองในทางกลับกัน ถ้านำมาใช้อย่างถูกวิธี “กัญชา” ก็สามารถนำมาใช้ในทางการแพทย์ เพื่อช่วยรักษาและต่อชีวิตมนุษย์ได้ นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


-กับทฤษฎีความพึงพอใจของมนุษย์_web-1.jpg

kinyupen_adminOctober 3, 2018

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราว “หมูกระทะ” กับทฤษฎีความพึงพอใจของมนุษย์ เพราะมนุษย์มีความต้องการมากมาย โดยเฉพาะเรื่องกิน เพื่อเยียวยาจิตใจจากปัจจัยหลายๆ อย่างที่เกิดขึ้นในชีวิต

หมูกระทะจะเยียวยาทุกสิ่ง… คำพูดนี้ที่หลายคนคุ้นหู ไม่ว่าจะเศร้าจากงาน ความรัก สอบตก เจอเรื่องแย่มาแค่ไหน… การกินจะช่วยได้

ในความเป็นจริงการกินจะช่วยได้จริงหรือไม่? ซึ่งตามทฤษฎีควรจะเป็น “Time heals all wounds” หมายความว่าเวลาจะเยียวยาทุกสิ่ง หรืออันที่จริง การเยียวยาด้วยการกิน เป็นเพราะเรามีเพื่อนที่คอยอยู่เคียงข้าง ผสานกับเสียงหัวเราะที่ได้พูดคุยกับคนสนิทกัน?

ถ้าจะให้พูดตามหลักทฤษฎีและความเป็นไปได้คงพูดถึงทฤษฎีของ Maslow ‘ทฤษฎีความต้องการตามลำดับขั้น’ ประกอบไปด้วย 5 ระดับ (1.) ความต้องการทางสรีระ , (2.) ความต้องการความมั่นคงปลอดภัย , (3.) ความต้องการความรักและเป็นส่วนหนึ่งของหมู่คณะ , (4.) ความต้องการที่จะรู้สึกว่าตนเองมีค่า และ (5.) ความต้องการที่จะรู้จักตนเองตามสภาพที่แท้จริงและพัฒนาศักยภาพของตน หากเปรียบการผิดหวังหรือการอกหัก ตามทฤษฎีนี้ คงเสมือนว่าผิดหวังจากลำดับที่ 3 หรือ 4 ตามทฤษฎี

ตามทฤษฎีของ Maslow กล่าวไว้ว่า “มนุษย์จะแสวงหาสิ่งใหม่ตามลำดับขั้นความต้องการ” กล่าวง่ายๆ คือ เมื่อผิดหวัง มนุษย์จะย้อนกลับมาที่ข้อ 1 คือขั้นพื้นฐาน(ความต้องการทางสรีระ) นั่นคือ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ที่อยู่อาศัย ฉะนั้นการกินแบบไร้ขีดจำกัดนี้ จึงทำให้มนุษย์รู้สึก Success ในขั้นพื้นฐานในระยะเวลาหนึ่ง เพราะฉะนั้นคำที่กล่าวว่า “หมูกระทะจะเยียวยาทุกสิ่ง” อาจจะไม่ใช่เพียงแค่คำพูดสนุกปากอีกต่อไป

เมื่อเราทำความเข้าใจกับลักษณะความนึกคิดหรือการเข้าใจมนุษย์แล้ว หากการกินแบบไร้ขีดจำกัดนี้จะเยียวยาได้จริงอย่างที่ว่า ปัญหาที่จะตามมาจากการกินไร้ขีดจำกัดนี้ คือ “อาการแน่นท้อง” หากมันเป็น Lifecycle ปกติของมนุษย์ในการไต่ลำดับความต้องการ คงต้องหาวิธีเยียวยาอาการที่จะตามมา…

เกร็ดความรู้: ในความเป็นจริงการกินอาหารที่ไม่ดีเข้าไป ถึงจะอิ่มแค่ไหนก็ต้องได้รับอาหารที่ดีเข้าไปเพื่อหักล้าง วันนี้แนะนำอาหาร 5 ชนิด ช่วยย่อยลดอาการแน่นท้อง หลังเยียวยาจิตใจ!

1. เปปเปอร์มินท์ เคยได้รับลูกอมรสมินท์จากการกินอาหารมื้อหนัก ตามร้านอาหารไหม? เนื่องจากมินท์มีสรรพคุณในการช่วยลดแก็สในกระเพาะอาหาร และกระตุ้นการย่อยให้ดีขึ้น
2. โยเกิร์ต ซึ่งมีสรรพคุณช่วยกระตุ้นการเผาผลาญอาหาร เนื่องจากมีแบคทีเรียแล็คโตบาซิลัส ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบลำไส้ จึงช่วยลดอาการท้องอืดได้ดี
3. น้ำมะนาว ช่วยแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ แถมยังช่วยย่อยอาหาร เนื่องจากกรดในมะนาวจะช่วยกระตุ้นระบบย่อยอาหาร ทำให้อาหารในกระเพาะอาหารถูกย่อยเร็วขึ้น
4. ชาคาโมมายล์ ช่วยเรื่องขับลม บรรเทาอาการอักเสบและยับยั้งการเกิดแผลในทางเดินอาหาร
5. สับปะรด เนื่องจากเอนไซม์โบรมีเลน (Bromelain) ในสับปะรดมีฤทธิ์ย่อยโปรตีนจากเนื้อสัตว์ให้มีขนาดโมเลกุลเล็กลง ทำให้ร่างกายย่อยเนื้อสัตว์เหล่านี้ได้ดียิ่งขึ้น และเอนไซม์ในสับปะรดยังมีสรรพคุณช่วยกระตุ้นระบบย่อยอาหาร

หากการกินที่ว่าคือการเยียวยาจิตใจ เป็นการหาทางออกกับปัญหาที่เกิดของมนุษย์ในระยะเวลาหนึ่งแล้ว การจัดการกับปัญหาที่ถูกวิธีแบบยั่งยืนคงสำคัญไม่แพ้กัน ซึ่งวิธีการหาทางออกของแต่ละคนคงแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแย่แค่ไหนก็ตาม ในแง่มุมของเรื่องแย่ๆ อาจมีมุมเล็กๆ ที่เป็นข้อดีอยู่… “จะดีหรือร้ายอยู่ที่ใจจะเลือกมอง” นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


-ภัยเงียบที่คร่าชีวิต-เฉลี่ยชั่วโมงละ-6-คน_web.jpg

kinyupen_adminOctober 3, 2018

“โรคหัวใจล้มเหลว” คร่าชีวิตประชากรบนโลกใบนี้ไปจำนวนมาก เฉลี่ย 17 ล้านคนจากประชากรทั่วโลก ขณะที่ในประเทศไทยมีจำนวนผู้ป่วยโรคหัวใจล้มเหลวเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2556 หรือเฉลี่ย 6 คน/ชั่วโมง

รู้หรือไม่ว่า “โรคหัวใจล้มเหลว” คร่าชีวิตประชากรบนโลกใบนี้ไปจำนวนมาก ซึ่งข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก รายงานว่า พบผู้ป่วยประมาณ 17 ล้านคนทั่วโลกเสียชีวิตจากโรคภาวะหัวใจล้มเหลว ซึ่งหากไม่เร่งแก้ไขปัญหาดังกล่าว คาดว่าจะมีผู้เสียชีวิตภาวะนี้เพิ่มขึ้นเป็น 23 ล้านคนในปี 2573 ขณะเดียวกัน ในประเทศไทยมีจำนวนผู้ป่วยจากโรคหัวใจล้มเหลวที่เพิ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2556 และมีผู้เสียชีวิตจากประชากรทั้งโลก 54,530 คน เฉลี่ย 150 คน/วัน หรือเฉลี่ย 6 คน/ชั่วโมง ซึ่งนับว่ามีจำนวนอัตราการเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นมากทุกปี

นพ.นรศักดิ์ สุวจิตตานนท์ แพทย์ด้านโรคหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลพระรามเก้า เปิดเผยว่า หัวใจนับว่าเป็นอวัยวะที่ทำงานตลอดเวลา 24 ชั่วโมง และทำหน้าที่ส่งเลือดผ่านไปยังหลอดเลือดผ่านไปยังหลอดเลือดอวัยวะทุกส่วนในร่างกาย รวมไปถึงการเลี้ยงหัวใจ หากหลอดเลือดใดหลอดเลือดหนึ่งของหัวใจมีความผิดปกติไป หัวใจก็จะทำงานหนักมากขึ้น จนก่อให้เกิดปัญหาหัวใจวาย หรือที่เรียกกันว่า “หัวใจล้มเหลว” และเสียชีวิตในที่สุด

ซึ่งภาวะหัวใจล้มเหลวถือเป็นอีกหนึ่งสาเหตุการเสียชีวิตของคนไทยในปัจจุบันที่เกิดจากความผิดปกติของโครงสร้างและการทำงานของหัวใจ ส่งผลให้หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ หรือแม้กระทั่งรับเลือดกลับเข้าสู่หัวใจได้ตามปกติ ซึ่งจะส่งผลให้หัวใจหยุดทำงาน

สำหรับโรคหัวใจล้มเหลวอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ซึ่งต้องอาศัยการตรวจวินิจฉัยเพื่อที่จะรักษาได้ตรงจุด มิฉะนั้นการรักษาจะเป็นเพียงการบรรเทาอาการเบื้องต้นเท่านั้น ซึ่งสาเหตุแบ่งออกเป็น (1.) สาเหตุจากตัวหัวใจเอง อาทิ กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หัวใจเต้นผิดจังหวะ ลิ้นหัวใจรั่ว ลิ้นหัวใจตีบ หรือมีน้ำในเยื่อหุ้มหัวใจ , (2.) สาเหตุอื่นๆ เช่น โลหิตจาง ไทรอยด์เป็นพิษ หลอดเลือดไปปอดอุดตัน และความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ และ (3.) ไม่รับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง ไม่ควบคุมอาหาร การซื้อยาแก้ปวดทานเอง การใช้สารเสพติด และดื่มแอลกอฮอล์

โดยอาการของโรคหัวใจมักส่งสัญญาณอันตรายด้วยอาการเหนื่อยง่าย แน่นและเจ็บหน้าอก ซึ่งเป็นอาการที่พบได้มากที่สุด และหากมีการนั่งพักแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น และเป็นมากขึ้น ถือว่าเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ ขณะที่บางรายมีอาการคลื่นไส้อาเจียนเหงื่อออกมากร่วมด้วยก็นับว่าเป็นความเสี่ยงที่สามารถส่งผลให้เกิดเป็นโรคหัวใจได้ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

แพทย์ด้านโรคหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลพระรามเก้า กล่าวเพิ่มเติมว่า วิธีการรักษาจะแบ่งเป็นการรักษาด้วยยา เช่น ยาขับปัสสาวะ ยาเพิ่มการบีบตัวของหัวใจ ยาขยายหลอดเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด ยาต้านหัวใจเต้นผิดปกติ ยาลดความดันโลหิตสูงที่มีฤทธิ์ชะลอการเสื่อมลงของกล้ามเนื้อหัวใจ ยาลดความดันที่ควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจ หรืออาจจำเป็นต้องใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจในกรณีที่มีข้อบ่งชี้ เพื่อทำให้หัวใจห้องล่างซ้ายและขวาบีบตัวพร้อมกัน หรือในรายที่มีอาการมากๆ อาจจะจำเป็นต้องทำการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ ซึ่งการรักษาทั้งหมดนี้ก็ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด ดูแลรักษาสุขภาพหัวใจให้แข็งแรงอย่าให้หัวใจล้มเหลวกลายเป็นภัยเงียบที่ทำอันตรายชีวิตคุณได้

“โรคหัวใจล้มเหลว” เกิดขึ้นได้อย่างง่ายดาย หากคุณไม่ดูแลและใส่ใจเรื่องสุขภาพ โรคภัยไข้เจ็บก็จะมาเยือนคุณอย่างแน่นอน และคุณก็อาจจะเป็นหนึ่งในผู้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากโรคอันตรายที่มาแบบเฉียบพลันได้อีกด้วย ฉะนั้น ใส่ใจสุขภาพกันตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในการใช้ชีวิตวันข้างหน้าอย่างสง่างามต่อไป

ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลพระรามเก้า


5-อาชีพมาแรง-ปี-2561-ที่ตลาดแรงงานต้องการมากที่สุด.jpg

kinyupen_adminOctober 2, 2018

“จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย)” เปิดเผย 5 อาชีพยอดฮิตในปี 2561 ที่ตลาดแรงงานและสถานประกอบการต้องการมากที่สุด วันนี้ กินอยู่เป็น พามารู้จักกับ 5 อาชีพที่เป็นที่ต้องการในตลาด

ในสมัยเด็กๆ คุณเคยตอบคำถามนี้หรือไม่ “โตขึ้นอยากเป็นอะไร?” คำถามนี้มีความหมายเพื่อปลูกฝังให้เด็กๆ มีความคิดตั้งใจในการที่จะประกอบอาชีพที่ใฝ่ฝัน เพราะมนุษย์ทุกคนเกิดมาล้วนต้องมีอาชีพเป็นของตัวเอง เพราะเป็นการใช้องค์ความรู้และความสามารถของเราในการปฏิบัติภารกิจต่างๆ ขององค์กรให้บรรลุเป้าหมาย เพื่อแลกกับค่าตอบแทนในการนำมาดำรงชีวิต อาชีพบางชีพเป็นอาชีพที่กำลังได้รับความนิยมกับโลกในปัจจุบัน หลายๆ คนก็มีความใฝ่ฝันที่อยากจะประกอบอาชีพนั้นๆ

ล่าสุด บริษัทจัดหางาน จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) จำกัด เผยผลสำรวจเกี่ยวกับการจ้างงานของประเทศไทย ในปี 2561 พบว่า ภาพรวมตลาดแรงงานในปีนี้จะดีกว่าปีที่แล้ว โดยผู้ประกอบการจำนวน 50% มีแนวโน้มขยายธุรกิจ และจ้างงานมากขึ้น 3% จากปีก่อน แต่ก็มีผู้ประกอบการ 25% ที่จ้างงานทดแทนเฉพาะตำแหน่งงานที่จำเป็นเท่านั้น

สำหรับตำแหน่งงานที่มีความต้องการสูงสุด 5 อันดับแรก ในปี 2561 มีดังนี้ ได้แก่ (1.) พนักงานขายและพัฒนาธุรกิจ , (2.) วิศวกร , (3.) ธุรการและงานบุคคล , (4.) เจ้าหน้าที่ไอที และ (5.) พนักงานการตลาดและประชาสัมพันธ์

อย่างไรก็ตาม หากท่านใดที่ต้องการเพิ่มโอกาสในการหางานและได้งานทำมากขึ้น ควรต้องแสวงหาทักษะความรู้ความสามารถให้หลากหลาย อาทิ ทักษะด้านภาษา ไอที เทคโนโลยี ฯลฯ ซึ่งแม้ว่าการจ้างงานของสถานประกอบการต่าง ๆ มีแนวโน้มขยายตัวขึ้น แต่กลับพบว่า 53% ของท่านที่กำลังหางานมองว่า การหางานทำในปีนี้จะหายากขึ้นกว่าปีก่อนๆ เพราะมีการแข่งขันในสายงานที่ดุเดือดและเข้มข้นมากขึ้นกว่าเดิม


Banner_welltitude_ความเครียดระบาดหนัก-พบมากสุดในกลุ่มนักศึกษา-ป.โท-เอก.jpg

kinyupen_adminOctober 2, 2018

ผลการวิจัยของ ScienceMag ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature พบว่า “ความเครียด” ระบาดหนัก! พบมากสุดในกลุ่มนักศึกษาบัณฑิตศึกษาที่ต้องการการสนับสนุนด้านสุขภาพจิตมากกว่าที่เป็นอยู่

จากบทความวิจัยของ ScienceMag ผู้ร่วมวิจัย Teresa Evans ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิชาชีพ และวิทยากรจากศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพมหาวิทยาลัยเท็กซัส ในเมืองซานอันโตนิโอ เปิดเผยผลการวิจัยว่าว่า จากผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature พบว่า นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา (ปริญญาโท-เอก) จะมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดปัญหาด้านสุขภาพจิตมากกว่ากลุ่มบุคคล
ทั่วไป ซึ่งสาเหตุนั้นมาจากการแบ่งแยกทางสังคม , ลักษณะงาน , ความรู้สึก และตลาดงานที่ปัจจุบันหางานได้ยากขึ้น

ซึ่งผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่าง 41% (2,279 คน) มีความวิตกกังวลในระดับปานกลางถึงรุนแรง ขณะที่กลุ่มตัวอย่าง 39% มีภาวะซึมเศร้าในระดับปานกลางถึงรุนแรง ซึ่งจะเห็นได้ว่าภาวะความวิตกกังวลนี้แพร่ระบาดไปในกลุ่มนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษามากกว่าคนทั่วไปถึง 6 เท่า นอกจากนี้ ยังมีความแตกต่างตามเพศสภาพ โดยพบว่า 1 ใน 3 ของความวิตกนี้เป็นเพศชายมากกว่าผู้หญิง

นอกจากนี้ อาจารย์จากมหาวิทยาลัยเคนทักกี ระบุว่า จากข้อมูลงานวิจัยนี้พบความสัมพันธ์ในเชิงบวก รวมถึงความสมดุลของชีวิตการทำงานที่ดี สามารถช่วยให้พวกเขามีสุขภาพจิตที่ดีขึ้นได้ โดยความเครียดและแรงกดดันเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่กระจายไปในหมู่นักเรียนและนับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้น ทั้งยังเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ก่อให้เกิดโรคซึมเศร้าตามมา เป็นตัวเรียกร้องให้สถาบันฯ และสถานพยาบาลต้องสร้างหลักสูตรเพื่อช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวให้ดีขึ้น ฉะนั้น ปัญหาดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงแค่พื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่มีอยู่ในทุกมุมโลก ซึ่งอาจต้องมีการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน เพื่อลดจำนวนการสูญเสีย และเพิ่มประสิทธิภาพในวงการการศึกษาให้มากขึ้น

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : masterstudies


-จับมือ-บีวายดี-คลอดรถยนต์ไร้คนขับภายใน-3-ปี_web2.jpg

kinyupen_adminOctober 2, 2018

“ไป่ตู้ อิงก์” และ “บีวายดี” เตรียมประกาศเริ่มผลิตรถยนต์ไร้คนขับ หรือรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ ภายใน 3 ปี หวังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในอุตสาหกรรมยานยนต์

เทคโนโยยีเข้ามามีบทความในชีวิตประจำวันเราอย่างมาก ในหลายประเทศก็เริ่มความความสำคัญกับเทคโนโลยี มีการนำเอาเทคโนโลยีมาปรับใช้ให้เข้ากับชีวิตประจำวันของมนุษย์ในหลากหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น การขึ้นลงอาคารโดยมีลิฟต์ , การคมนาคมต่างๆ แต่จะดีหรือไม่ว่า ถ้าในด้านของการคมนาคม จะมีเทคโนโลยีที่รถยนต์สามารถขับเคลื่อนได้โดยที่เราไม่ต้องเหนื่อยขับรถเลย

ไอเดียนี้จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวจาก “ไชน่าเดลี” รายงานว่า “ไป่ตู้ อิงก์” บริษัทเทคโนโลยีจีน และ “บีวายดี” ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของจีนประกาศจะเริ่มผลิตรถยนต์ไร้คนขับ หรือรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ ภายใน 3 ปี หลังจากเมื่อปีที่แล้วไป่ตู้ได้เปิดตัวโครงการ “อพอลโล” เพื่อผลักดันการผลิตรถยนต์ไร้คนขับให้เป็นความจริงบนท้องถนนในประเทศจีน และล่าสุดเมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา บีวายดีได้ร่วมกับไปตู้เปิดตัวรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยตนเอง ชื่อ “Qing Pro”

“จาง หย่าชิง” ซีอีโอของบริษัทไป่ตู้ กล่าวว่า แพลตฟอร์มอพอลโล่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในอุตสาหกรรมยานยนต์ สามารถป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุจราจรได้ 9 ใน 10 ครั้ง ช่วยคำนวณเส้นทาง ลดระยะเวลาเดินทางได้ 40 % และลดการใช้เชื้อเพลิงลง 40 % พร้อมระบุว่าครึ่งหนึ่งของการลงทุนในการพัฒนาแพลตฟอร์มอพอลโล มุ่งเน้นไปที่การรักษาความปลอดภัย และความร่วมมือระหว่างไปตู้ และบีวายดี คือหลักประกันความปลอดภัยของผู้ขับขี่ทุกคนและนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต