-แนวคิดของพ่อ-ที่สอนคนไทยใช้ชีวิตอย่างประหยัด_web2.jpg

kinyupen_adminOctober 12, 2018

หลักปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เป็นแนวคิดที่สอนให้พสกนิกรไทยมีความเป็นอยู่ที่ดี ใช้ชีวิตเป็น และรู้จักถึงความประหยัดมากขึ้น

เชื่อว่าพสกนิกรไทยหลายๆ คน บางคนยังไม่เข้าใจความหมายของคำว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” ดีพอ บางส่วนเข้าใจกันไปผิดเพี้ยนว่าเป็นการประหยัด ต้องอด เพื่อไม่ให้สิ้นเปลือง ซึ่งนั่นไม่ใช่ความหมายของคำว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” ที่แท้จริง ทีมงานกินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงขอน้อมนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพอดุลยเดช บรมนาถบพิตร มาถ่ายทอดให้ได้ทราบกันอีกครั้ง

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระราชดำริเกี่ยวกับปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” ตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ.2517 โดยทรงมีพระราชดำริว่าด้วยเศรษฐกิจพอเพียงตอนหนึ่งว่า

“…การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐานคือ ความพอมี พอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและอุปกรณ์ที่ประหยัดแต่ถูกต้องตามหลักวิชาการ เมื่อได้พื้นฐานความมั่นคงพร้อมพอสมควร และปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญ และฐานะทางเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป…”

“เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นปรัชญาเกี่ยวกับแนวทางการดำรงชีวิตและปฏิบัติตนของประชาชนทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ชุมชน สังคม รัฐ ตลอดจนประเทศชาติ ทั้งการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดำเนินไปในทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อให้ก้าวทันต่อโลกในปัจจุบัน ทั้งนี้ ในช่วงวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 คนไทยได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้อย่างมาก บริษัทหลายแห่งต้องปิดกิจการลง พนักงานบริษัทต้องกลายเป็นผู้ว่างงานกันหลายคน ด้วยเหตุนี้ หลักปรัชญาความพอเพียงสำหรับการดำเนินชีวิต จึงพิสูจน์ให้เห็นได้ว่าหลักปรัชญาดังกล่าวสามารถนำไปปฏิบัติใช้ได้จริง ทำให้คนไทยสามารถพึ่งพาตนเองและสามารถดำเนินชีวิตได้ รวมถึงสามารถจัดการปัญหาต่างๆ ได้ ซึ่งถือเป็นศักยภาพพื้นฐานที่คนไทยควรพึงกระทำ

หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสามารถอธิบายถึงคุณสมบัติได้ 3 ประการ ประกอบด้วย พอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกันที่ดี ต่อผลกระทบใดๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในภายนอก

“พอประมาณ” หมายถึง ความพอดีที่ไม่น้อยเกินไปและไม่มากเกินไป ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น

“มีเหตุผล” หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับความพอเพียง จะต้องมีเหตุผล โดยพิจารณาจากปัจจัยที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำอย่างรอบคอบ

“มีภูมิคุ้มกันที่ดี” หมายถึง เตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น

ขณะเดียวกัน หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมีเงื่อนไขสมทบอยู่ 2 เงื่อนไข ประกอบด้วย เงื่อนไขความรู้ และ เงื่อนไขคุณธรรม

“เงื่อนไขความรู้” หมายถึง การเป็นผู้มีความรู้เกี่ยวกับวิชาการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องรอบด้าน ขณะเดียวกันจะต้องมีความรอบคอบในการนำความรู้มาพิจารณาเชื่อมโยงกัน เพื่อใช้ในการวางแผนและระมัดระวังตัว

“เงื่อนไขคุณธรรม” หมายถึง ความตระหนักในคุณธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริต อดทน อดกลั้น ความเพียร ใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต และดำเนินชีวิตอย่างมีสติอยู่เสมอ

“… พอเพียงนี้ก็หมายความว่า มีกิน มีอยู่ ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่หรูหราก็ได้ แต่ว่าพอ แม้ว่าบางอย่างอาจจะดูฟุ่มเฟือย แต่ถ้าทำให้มีความสุข ถ้าทำได้ก็สมควรที่จะทำ สมควรที่จะปฏิบัติ อันนี้ก็ความหมายอีกอย่างของเศรษฐกิจพอเพียง หรือระบบพอเพียง …” (พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 4 ธันวาคม 2540)

หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ถ้านำมาประยุกต์ใช้กับเรื่องของการใช้ชีวิตของประชาชนชาวไทยอย่างหยัดนั้น จะอธิบายได้ว่า

“พอประมาณ” หมายถึง การใช้จ่ายเงินอย่างประหยัด ไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยกับเรื่องที่ไม่จำเป็น ขณะเดียวกัน ไม่ควรอดอออมเกินความจำเป็น หากมีความจำเป็นที่จะต้องใช้จ่ายเงิน ก็ขอให้ใช้จ่ายอย่างสมเหตุสมผล

“มีเหตุผล” หมายถึง การใช้จ่ายเงินจะต้องมีเหตุผลรองรับกับรายจ่ายนั้นๆ อาทิ จะซื้อนาฬิกาสัก 1 เรือน ก็ต้องมีเหตุผลว่า จะซื้อเพื่ออะไร มีความจำเป็นหรือไม่ และถ้าต้องซื้อจริงๆ ควรซื้อในราคาที่แพงหรือหรูหราหรือไม่

“มีภูมิคุ้มกันที่ดี” หมายถึง ไม่ประมาทกับการใช้จ่ายเงิน มีสติทุกครั้งในการใช้จ่าย หากเป็นไปด้วยเราควรมีแผนในการใช้จ่ายเงินหรือรู้จักอดออม เผื่อมีเหตุฉุกเฉินที่ต้องใช้เงินในยามจำเป็น

ส่วน 2 เงื่อนไข หมายถึง การมีความรู้และมีคุณธรรม ถ้าอธิบายในด้านของการประหยัดออดออมก็คือการมีความรู้ในเรื่องที่ลงทุนอย่างดีพอ มีความรู้ในการหารายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งต้องมีพร้อมด้วยคุณธรรม ไม่ทุจริต และไม่เอาเปรียบผู้อื่น

อย่างไรก็ตาม หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ถือได้ว่าเป็นพื้นฐานที่สำคัญของประชาชนทุกๆ สาขาอาชีพเลยก็ว่าได้ ซึ่งเชื่อว่าหากทุกคนทำได้ จะทำให้สถานะทางการเงินและเศรษฐกิจของประเทศไทยมีความแข็งแรงอย่างยั่งยืนอย่างแน่นอน

ทีมงานกินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอขอบคุณข้อมูลจาก : มูลนิธิชัยพัฒนา


-ทำลายอนาคตของมนุษย์_web-1.jpg

kinyupen_adminOctober 10, 2018

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปดูเรื่องราวของ “ความมืดที่อยู่ในใจมนุษย์” ที่ได้คืบคลานเข้ามาในใจ จนทำให้มนุษย์รักตัวเองน้อยลง จนเกิดเป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้คนกลุ่มนี้เจอทางตัน ไร้จุดยืนในชีวิต จนเป็นที่มาของการฆ่าตัวตาย

ซึมเศร้า กังวล เครียดสะสม หากพูดถึงสิ่งเหล่านี้คงเปรียบเสมือนความมืด “ความมืดที่อยู่ในใจมนุษย์” ความมืดนี้ได้คืบคลานเข้ามาในใจ จนทำให้มนุษย์รักตัวเองน้อยลง…

จากสถิติการฆ่าตัวตายในประเทศไทยที่พุ่งสูงมากถึง 3,934 คนในปี พ.ศ. 2560 ขณะที่อีกกว่า 50,000 คนพยายามฆ่าตัวตายแต่ไม่สำเร็จ… คนเหล่านี้เป็นกลุ่มที่มีปัญหาทางด้านจิตใจและสภาพแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาด้านความสัมพันธ์กับครอบครัว คนรัก คนรอบข้าง เจ็บป่วยเรื้อรัง หรือปัญหาทางเศรษฐกิจ ก็ตาม ซึ่งอาจจะมีรากฐานมาจากสมัยเด็ก จนเป็นปัญหาเรื้อรังที่เรียกว่า “แผลในใจ” ไม่ว่าจะทางกาย ทางอารมณ์และจิตใจ ทางเพศ หรือการถูกละเลย จนเกิดเป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้คนกลุ่มนี้เจอทางตัน ไร้จุดยืนในชีวิต จนเป็นที่มาของการฆ่าตัวตาย

ล่าสุดในเวทีระดับโลกศิลปินบอยแบนด์เกาหลีวง BTS จับมือกับ Unicef ในการเปิดตัว Campaign #LoveMyself พร้อมระดมทุนรายได้จากการขายอัลบั้ม ‘LoveYourself’ ให้กับ Campaign #ENDviolence ที่รณรงค์ยุติการใช้ความรุนแรงต่อเด็กและเยาวชน… ซึ่งช่วงหนึ่งในการกล่าวสุนทรพจน์ของนาย Kim Nam Jun ได้กล่าวว่า “Speak yourself… ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร มาจากที่ไหน ผิวสีอะไร เป็นเพศไหน ลองพูดคุยกับตัวคุณเองดู ค้นหาตัวตนที่แท้จริงของคุณ”

“True love first begins with loving myself”

การที่เวทีสหประชาชาติ หรือ UN ให้ความสำคัญกับประเด็นนี้ หรือจะกล่าวได้ว่า รังสีความมืดนี้ได้กระจายไปทั่วโลก… ไม่เพียงแต่ประเทศไทย

การจะหยุดปัญหาในอนาคต เห็นทีคงต้องเริ่มจากการปลูกฝังจุดเล็กๆ อย่างเด็กและเยาวชน ที่เปรียบเสมือนต้นน้ำ ที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่หรือปลายน้ำในอนาคต ให้มีคุณภาพ เข้าใจตัวเอง รวมถึงเรียนรู้ที่จะหันมารักตัวเอง นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


Banner_welltitude_5-โรคร้ายที่คนไทยกลัวสุดขีด.jpg

kinyupen_adminOctober 10, 2018

ผลสำรวจของ “ซุปเปอร์โพล” ได้สำรวจ 5 อันดับโรคร้ายที่ประชาชนกลัวมากที่สุด โดยส่วนใหญ่กลัวโรคมะเร็งมากที่สุด ร้อยละ 83.4 และกังวลสาเหตุของการเกิดโรคร้ายมาจากสารพิษสารเคมีในอาหาร

“การไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ” คำนิยามนี้ถือเป็นเรื่องจริงที่ผู้เฒ่าผู้แก่หรือแม่แต่เพื่อนๆ มักจะอวยพรหรือสอนให้เราหันมาใส่ใจสุขภาพ เพราะไม่ว่าจะทำสิ่งใดๆ ก็ตาม สุขภาพถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการที่จะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ถ้าเรามีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง สตรอง เราก็จะทำอะไรได้หลายๆ อย่างแบบเต็มที่ แต่ถ้าสุขภาพของเราไม่ดี บางสิ่งบางอย่างเราก็อาจจะทำไม่ได้ เช่น เหนื่อยง่าย ก็ไม่สามารถลงวิ่งมาราธอนได้ เป็นต้น

โรคภัยไข้เจ็บมาเยือนเราได้ทุกเมื่อ ทุกเวลา แต่เมื่อมาเยือนจนเราเจ็บป่วยแล้ว สิ่งสำคัญคือ เราต้องรักษาให้หายและกลับมาเป็นปกติให้ได้ คนส่วนน้อยป่วยด้วยโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ จนกลายเป็นโรคประจำตัว รักษาไม่หาย ทำได้เต็มที่แค่เพียงรักษาเพื่อเยียวอาการเท่านั้น ซึ่งก็เชื่อว่าใครหลายๆ คนคงไม่อยากที่จะเจ็บหรือป่วยเป็นโรคร้ายต่างๆ นาๆ

5-โรคร้าย-ที่คนไทย-กลัวสุดขีด!_FB

ล่าสุด สำนักวิจัยซุปเปอร์โพลได้มีการสำรวจ 5 อันดับโรคร้ายที่ประชาชนเกิดอาการกลัวมากที่สุด จากกรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนทุกสาขาอาชีพจำนวนทั้งสิ้น 1,048 ตัวอย่าง โดยผลสำรวจพบว่า อันดับ 1 คนไทยส่วนใหญ่กลัว “โรคมะเร็ง” มากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 83.4 รองลงมา อันดับ 2 คือ โรคหัวใจ คิดเป็นร้อยละ 62.7 , อันดับ 3 โรคกรดไหลย้อน คิดเป็นร้อยละ 59.8 , อันดับ 4 คือ โรคเบาหวาน คิดเป็นร้อยละ 57.7 และ อันดับที่ 5 คือ โรคความดัน คิดเป็นร้อยละ 54.6

ทั้งนี้ ประชาชนแสดงความกังวลถึงสาเหตุของโรคร้าย โดยส่วนใหญ่ร้อยละ 70.4 กังวลสาเหตุมาจากสารพิษสารเคมีในอาหาร เช่น ฟอร์มาลีน น้ำมันทอดเก่า สารตะกั่ว ยาฆ่าแมลง และสารเคมีอื่นๆ เป็นต้น รองลงมาคือ ร้อยละ 63.3 สาหตุจากการทานเหล้า สูบบุหรี่ , ร้อยละ 61.1 สาเหตุจากการไม่ได้ออกกำลังกาย

ส่วนประเภทอาหารที่มีสารพิษทำลายสุขภาพประชาชนมากที่สุด ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 72.3 ระบุ อาหารปิ้งย่าง จานด่วน ฟาสต์ฟู้ดส์ รองลงมา ร้อยละ 68.9 อาหารตามสั่ง ของร้อนใส่กล่องโฟม ถุงพลาสติก นอกจากนี้ ร้อยละ 55.1 ไม่เชื่อมั่นหน่วยงานรัฐดูแลเรื่องสุขภาพกับอาหารของประชาชนได้

จะเห็นได้ว่าจากผลการสำรวจ โรคมะเร็งถือเป็นโรคร้ายที่คนไทยกลัวมากที่สุดเลยก็ว่าได้ เพราะโรคมะเร็งจริงๆ แล้ว มีแยกย่อยออกเป็นหลายประเภท อย่างเช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาว ที่นายแบบชื่อดัง ปาล์ม เปรมทัต กำลังเผชิญอยู่ในตอนนี้ จนต้องตามหาสเตมเซลล์มาทำการรักษา นอกจากนี้ยังมีโรคมะเร็งปากมดลูก , มะเร็งลำไส้ , มะเร็งปอด ฯลฯ ซึ่งผลข้างเคียงของโรคร้ายนั้นค่อนข้างที่จะรุนแรงและทรมาน ยากต่อการรักษา บายรายถึงขั้นเสียชีวิตก่อนวัยอันควรด้วยซ้ำ ฉะนั้น หากคุณไม่อยากมีโรคภัยเจ็บหรือเจ็บไข้ได้ป่วยใดๆ นั้น ก็จงให้ความสำคัญในเรื่องของสุขภาพให้มากๆ เพราะเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการทำงานหรือประกอบอาชีพต่างๆ นาๆ รวมไปถึงการใช่ชีวิตด้วย


-อ่าวปิเละ-อ่าวโล๊ะมุดี-เกาะห้อง-สวยงามไม่แพ้กันกับ-อ่าวมาหยา_web-1.jpg

kinyupen_adminOctober 10, 2018

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปดูเรื่องราวของกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชได้เปิดแหล่งท่องเที่ยวใหม่ที่เรียกว่า “อ่าวมาหยา 2” ซึ่งมีจำนวน 3 แห่ง คือ บริเวณอ่าวปิเละ ,อ่าวโล๊ะมุดี และเกาะห้อง ซึ่งมีความสวยงามโดดเด่นไม่แพ้กันกับ “อ่าวมาหยา” เดิมที่มีการประกาศปิดอย่างไม่มีกำหนด เพื่อฟื้นฟูปะการังให้กลับคืนสู่สภาวะปกติ

ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์หลายคนมักหาสถานที่ท่องเที่ยวเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดการเรียน การทำงาน บางคนชอบเข้าวัด
เข้าวา ไหว้พระ ทำบุญ ตักบาตร เพื่อความเป็นสิริมงคล ส่วนบางคนชอบที่จะเดินเข้าห้างสรรพสินค้า ตากแอร์เย็นสบาย เดินช็อปปิ้งซื้อสินค้าที่เราอยากได้ ขณะที่บางคนชอบท่องเที่ยวต่างจังหวัดตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ หนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวต่างจังหวัดที่ผู้คนไปกันมากที่คงหนีไม่พ้น “ทะเล” ซึ่งปัจจุบันมีอยู่หลายๆ แหล่ง ไม่ว่าจะเป็นพัทยา เกาะล้าน เกาะช้าง เกาะเสม็ด อ่าวมะนาว อ่าวมาหยา ฯลฯ ซึ่งก็ไม่ได้มีแค่คนไทยเท่านั้นที่เลือกเดินทางไปเที่ยวทะเล แต่มีชาวต่างชาติจำนวนไม่น้อยเลือกเดินทางมาเที่ยวทะเลในเมืองไทยเราด้วย

จะว่าไปแล้ว “อ่าวมาหยา” ถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่ยอดฮิตที่นักท่องเที่ยวจะเดินทางเที่ยว พักผ่อน เล่นน้ำทะเล กันเป็นจำนวนมาก
ไฮไลท์สำคัญของที่นี่ก็คือการได้ดำน้ำดูความสวยงามของปะการัง แต่ปัญหาที่หน่วยงานภาครัฐพบเจอมากที่สุดจากนักท่องเที่ยว ก็คือปะการังและทรัพยากรชายหาดในพื้นที่อ่าวมาหยาถูกทำลาย หนึ่งในปัญหาดังกล่าวเกิดจากฝีมือของมนุษย์ในการหยิบ จับ ทิ้ง ฯลฯ ทำให้ทรัพยากรอันมีค่าได้รับความเสียหาย

จากปัญหาดังกล่าว กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชจึงมีการประกาศปิดอ่าวมาหยาและอ่าวโละซามะ ในเขตอุทยาน
แห่งชาติหาดนพรัตน์ธาราและหมู่เกาะพีพีอย่างไม่มีกำหนด ทั้งนี้เพื่อฟื้นฟูและอนุรักษ์พื้นที่อ่าวมาหยาโดยเฉพาะปะการัง และทรัพยากรชายหาดมีความก้าวหน้าและกลับคืนสู่สภาวะปกติโดยเร็ว

ขณะเดียวกัน กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชได้เปิดแหล่งท่องเที่ยวใหม่ที่เรียกว่า “อ่าวมาหยา 2” ซึ่งมีจำนวน 3 แห่ง คือ บริเวณอ่าวปิเละ ,อ่าวโล๊ะมุดี และเกาะห้อง ซึ่งมีลักษณะทางกายภาพใกล้เคียงอ่าวมาหยา และมีความสวยงามโดดเด่นไม่แพ้กัน โดยทางกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชจะเร่งประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวเข้าไปท่องเที่ยวในบริเวณดังกล่าว พร้อมทั้งเปิดให้มีการเดินเรือเพื่อนำนักท่องเที่ยวเข้าไปเยี่ยมชม “อ่าวมาหยา” ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างปิดเพื่อฟื้นฟูธรรมชาติ โดยนักท่องเที่ยวสามารถถ่ายภาพอ่าวมาหยาได้ แต่ไม่อนุญาตให้เข้าไปในพื้นที่ดังกล่าว และจอดเรือในบริเวณที่กำลังมีการฟื้นฟูปะการัง โดยเจ้าหน้าที่จะได้วางแนวทุ่นไข่ปลากั้นเขตห้ามเข้าบริเวณด้านหน้าอ่าวมาหยา เพื่อป้องกันไม่ให้มีนักท่องเที่ยวเข้ามาในพื้นที่ดังกล่าว

สำหรับไฮไลท์เด่นๆ ของ “อ่าวมาหยา 2” แต่ละเกาะนั้น มีจุดเด่นแตกต่างกันออกไป อย่าง “อ่าวปิเละ” จะมีลักษณะคล้ายอ่าวมาหยา ถูกโอบล้อมด้วยเขาหินปูน มีทางเข้าออกเพียงทางเดียว ภายในมีน้ำทะเลใส มีแหล่งปะการังที่อุดมสมบูรณ์ ส่วน “อ่าวโละมุดี” มีชายหาดที่สวยงามไม่แพ้อ่าวมาหยา ซึ่งเกาะทั้ง 2 แห่งนี้อยู่ในบริเวณเกาะพีพี ขณะที่ “เกาะห้อง” ซึ่งตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติธารโบกขรณี จ.กระบี่ ห่างจากที่ทำการอุทยานหาดนพรัตน์ธาราฯ เดินทางโดยเรือเพียง 20 นาที ถือเป็นเกาะที่ได้รับการอนุรักษ์และถือเป็นเกาะสีเขียวต้นแบบเลยก็ว่าได้ เพราะที่นี่มีการวางระบบไฟฟ้าจากแผงโซลาเซลล์ระบบการจัดน้ำเสีย มีถังดักไขมัน บ่อบำบัดขนาดเล็ก มีเจ้าหน้าที่ที่อาศัยอยู่บนเกาะประมาณ 20 คน และที่นี่ให้ความสำคัญเรื่องของภาวะโลกร้อนมาก อย่างเช่นอาหารของนักท่องเที่ยวนั้น เจ้าหน้าที่จะให้ใช้ปิ่นโตหิ้วมาเท่านั้น ไม่อนุญาตให้ใช้กล่องโฟมและพลาสติกเด็ดขาด ขณะที่ขยะอื่นๆ ที่เกิดจากนักท่องเที่ยวนั้น นักท่องเที่ยวจะต้องเก็บไปทิ้งข้างนอกเกาะด้วยตนเอง ซึ่งต้องบอกเลยว่า “เกาะห้อง” มีความสวยงามไม่แพ้เกาะอื่นๆ ของ “อ่าวมาหยา 2” เลยก็ว่าได้ นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


-190-ล้านดอลลาร์-ซื้อกิจการ-นิตยสารไทม์_web2.jpg

kinyupen_adminOctober 9, 2018

“มาร์ค เบนิออฟ” ประธานกรรมการบริหาร และผู้ก่อตั้งบริษัทเซลส์ฟอร์ซ พร้อมภริยา ตัดสินใจทุ่มเงินกว่า 190 ล้านดอลลาร์ ซื้อ “นิตยสารไทม์” จากบริษัทเมเรดิธ (Meredith) หลังต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายอันหนักหน่วง

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของคนที่ชอบอ่านหนังสือเป็นชีวิตจิตใจ คงจะรู้จักนิตยสารชื่อดังอย่าง “นิตยสารไทม์” (Time) นิตยสารข่าวรายสัปดาห์ของสหรัฐอเมริกา ที่นำเสนอเรื่องราวที่อยู่ในความสนใจ รายงานความเป็นไปของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมไปถึงบุคคลผู้มีชื่อเสียงต่างๆ มากมาย ตอบสนองความต้องการของผู้อ่านได้เป็นอย่างดี “นิตยสารไทม์” ได้รับความนิยมมาอย่างยาวนาน แต่เนื่องจากปัจจุบันจะเห็นได้ว่า สื่อสิ่งพิมพ์กำลังได้รับความเดือดร้อน จากการเกิดขึ้นของสื่อออนไลน์ ที่เปิดรับข่าวสารได้อย่างง่ายดายและสะดวกยิ่งกว่าสื่อสิ่งพิมพ์ ก็ทำให้สื่อสิ่งพิมพ์หลายๆ หัวทยอยปิดตัวและปิดกิจการกันไป

นายมาร์ค เบนิออฟ และภริยา

ส่วนนิตยสารไทม์นั้น ก็ได้รับผลกระทบดังกล่าวเช่นกัน แต่ยังไม่ได้มีการปิดกิจการแต่อย่างใด ยังคงดำเนินกิจการไปตามปกติ ล่าสุด สำนักข่าวเจแปนทูเดย์ รายงานว่า นายมาร์ค เบนิออฟ ประธานกรรมการบริหาร และผู้ก่อตั้งบริษัทเซลส์ฟอร์ซ (Salesforce) บริษัทเทคโนโลยีของสหรัฐฯ และภริยา ตัดสินใจทุ่มเงินกว่า 190 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 6.1 พันล้านบาท ซื้อ “นิตยสารไทม์” จากบริษัทเมเรดิธ (Meredith) หลังจากเมื่อช่วงเดือน พ.ย. 2560 บริษัทเมเรดิธได้เข้าซื้อกิจการ Time lnc ครอบคลุมด้วยนิตยสาร 4 หัว ได้แก่ Fortune, Time, Money และ Sports Illustrated ด้วยมูลค่า 2.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 9.1 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ ตระกูลเบนิออฟซื้อเฉพาะนิตยสารไทม์เท่านั้น พร้อมกันนี้เบนิออฟประกาศว่าจะไม่เกี่ยวข้องกับทิศทางการดำเนินการหรือการทำข่าวของไทม์ และเป็นการซื้อในนามส่วนตัวไม่เกี่ยวข้องกับบริษัทเซลส์ฟอร์ซ โดยการเข้ามาของตระกูลเบนิออฟอยู่ในยุคที่สื่อสิ่งพิมพ์มีรายได้ลดลง ทั้งต้องต่อสู้กับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม นายมาร์ค เบนิออฟ และภริยา กล่าวว่า พวกเขามีความเคารพต่อองค์กรและแบรนด์ของนิตยสารไทม์ พร้อมได้ทวีตข้อความผ่านทวิตเตอร์ว่า “พลังของนิตยสารไทม์อยู่ในการเล่าเรื่องราวที่เป็นเอกลักษณ์ส่งต่อไปยังผู้คน ประเด็นเนื้อหาต่างๆ ส่งผลลัพธ์ต่อพวกเราและเชื่อมต่อพวกเราทุกคนเอาไว้” ทั้งนี้เชื่อว่า นิตยสารไทม์จะยังคงสร้างสรรค์เนื้อหาดีๆ แก่ผู้อ่านต่อไป และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 


-โคล่า-เล็งผลิตเครื่องดื่มผสมกัญชา_web2.jpg

kinyupen_adminOctober 9, 2018

“โคคา-โคล่า” ผู้ผลิตเครื่องดื่มรายใหญ่ของสหรัฐฯ พัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มผสมกัญชา ซึ่งมีส่วนประกอบของ cannabidiol (CBD) สารเคมีที่ไม่ให้พลังงาน

หลายคนพอจะทราบกันดีว่า “กัญชา” คือหนึ่งในสมุนไพรที่จัดอยู่ในกลุ่มของยาเสพติดที่ให้โทษ ทำร้ายร่างกายผู้ที่เสพยา แต่ในทางกลับกัน ในทางการแพทย์ “กัญชา” สามารถนำมาใช้ในการรักษาโรคต่างๆ ได้ ซึ่งจะต้องอยู่ภายใต้การดูแลของคณะแพทย์เท่านั้น (อ่านข่าว : “กัญชา” ไม่ใช่แค่ยาเสพติดที่ให้โทษ แต่มีประโยชน์ในทางการแพทย์) ซึ่งในหลายประเทศยังประกาศว่า “กัญชา” ถือเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ถือเป็นยาเสพติด แต่บางประเทศก็ปลดล็อคกฏหมายของ “กัญชา” แล้ว เนื่องจากการนำมาใช้รักษาโรคต่างๆ ได้

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวจากสำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า “โคคา-โคล่า” ผู้ผลิตเครื่องดื่มรายใหญ่ของสหรัฐฯ ประกาศว่า บริษัทได้หารือกับบริษัทกัญชาแคนาดา ออโรรา ผู้ผลิตกัญชารายใหญ่ของแคนาดา เพื่อที่จะร่วมกันพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มที่มีส่วนประกอบของ cannabidiol (CBD) ซึ่งเป็นสารเคมีที่ไม่ให้พลังงานที่พบในกัญชา อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวยังไม่สามารถตัดสินใจในช่วงนี้ เนื่องจากในสหรัฐฯ กัญชายังคงเป็นสิ่งผิดกฎหมาย

ทั้งนี้ ไม่เพียงแต่ “โคคา-โคล่า” เท่านั้นที่สนใจผลิตเครื่องดื่มที่มีส่วนประกอบของสารสกัดจากกัญชา เพราะเมื่อเดือนที่ผ่านมา ผู้ผลิตเบียร์โคโรน่าได้ประกาศทุ่มเงินกว่า 3,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ พัฒนาผลิตภัณฑ์เบียร์ร่วมกับบริษัท Canopy Growth ผู้ผลิตกัญชาในแคนาดา รวมทั้งผู้ผลิตเบียร์รายใหญ่ทั้งไฮเนเก้น, เบียร์ดำ Guinness ก็ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์คราฟท์เบียร์ที่ไม่ผสมแอลกอฮอลล์ แต่มีส่วนผสมของสารสกัดกัญชาแบบ THC ที่ให้พลังงานจากกัญชาแทน

ปัจจุบันแคนาดากำลังอยู่ในกระบวนการผ่านกฎหมายการใช้กัญชาเพื่อการสันทนาการ ขณะที่กัญชายังเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายในสหรัฐฯ แต่เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา หน่วยงานอาหารและยาของสหรัฐฯ ได้อนุญาตให้มีการใช้กัญชาเพื่อเป็นยาสำหรับการรักษา รวมถึงสารสกัด CBD จากกัญชาก็ได้รับอนุญาตให้ใช้เพื่อการรักษาได้ในสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม “กัญชา” หากใช้ไปทางที่ถูกที่ควร ก็จะส่งผลดีต่อร่างกาย แต่ขณะเดียวกัน หากใช้ “กัญชา” ในปริมาณที่มากเกินไป ก็จะกลายเป็นยาเสพติดประเภทหนึ่งที่บั่นทอนร่างกายเราให้ทรุดลงๆ และเสียชีวิตในที่สุด และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


.-แนะการเมืองเร่งแก้-ปัญหาปากท้อง-ค่าครองชีพ_web-1.jpg

kinyupen_adminOctober 9, 2018

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปดูเรื่องราวของประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่าปัจจุบันบ้านเมืองมีความสงบมากกว่าที่ผ่านมา แต่ต้องการให้รัฐบาล-การเมืองไทย เร่งแก้ไขปัญหาด้านปากท้อง ค่าครองชีพ ปัญหาหนี้สิน และรายได้ เพื่อให้คุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้น

การใช้ชีวิตของประชาชนในปัจจุบันนี้ต้องบอกเลยว่ามีอะไรให้ทำหลากหลายอย่าง ตื่นมาตอนเช้าก็ต้องเตรียมตัวเดินทางไปทำงาน กว่าจะได้กลับบ้านอีกทีก็ช่วงเย็นๆ ค่ำๆ ต้องบอกว่าไม่ว่าเราจะทำสิ่งใดก็ตาม ส่วนใหญ่คงหนีไม่พ้นการที่จะต้องควักเงินในกระเป๋าจับจ่ายใช้สอยโน่นนี่นั่น จะทำอะไรก็ต้องมีรายจ่ายไปหมด แล้วสินค้าข้าวของต่างๆ นั้นสมัยนี้ก็แพงขึ้นกว่าแต่ก่อน คงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ประชานหลายคนถึงกับออกปากบ่นเลยว่า ค่าครองชีพไม่เพียงพอกับการดำเนินชีวิต หรือ รายจ่ายมีมากกว่ารายได้ เป็นต้น

ล่าสุด จากผลการสำรวจของสำนักวิจัยซูเปอร์โพล เรื่อง “การเมืองกับความสุขของประชาชน” ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 62.8 ระบุว่า ภาพรวมของประเทศไทยขณะนี้เปรียบเทียบกับช่วงขัดแย้งการเมืองรุนแรงก่อนมี คสช. ตอนนี้ดีขึ้นมาก แต่สิ่งที่น่าสนใจคือบทบาทการเมืองที่จะทำให้ประชาชนมีความสุข ร้อยละ 84.4 ระบุว่า ต้องแก้ปัญหาปากท้องเพิ่มรายได้ประชาชน ขณะที่ปัญหาที่ต้องการให้การเมืองแก้ไขเร่งด่วน ร้อยละ 83.7 ระบุว่า ปัญหาค่าครองชีพ หนี้สิน รายได้ตกต่ำ รายจ่ายสูงขึ้น

อย่างไรก็ตามผลวิเคราะห์ความสุขของประชาชน เมื่อนึกถึงการเคลื่อนไหวทางการเมืองขณะนี้ ประชาชนให้คะแนนความสุข 5.14 คะแนน จาก 10 คะแนน โดยให้กลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองต้องเร่งรีบปรับท่าทีใหม่ ตอบโจทย์ความต้องการแก้ความเดือดร้อนให้ตรงความต้องการของประชาชนมากที่สุด

คราวนี้ก็ต้องมาลุ้นและเป็นกำลังใจให้กับรัฐบาลในการแก้ปัญหาดังกล่าวให้กับประชาชน เพื่อให้ประชาชนคนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทั้งรายได้ อาชีพการงาน ค่าครองชีพ การศึกษาเล่าเรียน ฯลฯ ขณะเดียวกัน ปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งที่จะทำให้คุณภาพชีวิตของประชาชนไร้ปัญหาเรื่องค่าครองชีพไม่เพียงพอนั้นก็คือตัวของประชาชนเอง ซึ่งต้องรู้จักระงับยับยั้งชั่งใจตัวเองในการที่จะประหยัด อดออม ไม่ใช้จ่ายในเรืองที่ฟุ่มเฟือย จะช่วยสามารถทำให้การใช้ชีวิตเป็นไปอย่างสมดุล มีกิน มีใช้ ไม่อดอยาก ไม่ขาดแคลน นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


Banner_welltitude_เคล็ด-ไม่-ลับ-กินเจอย่างไร-ไม่ให้อ้วน.jpg

kinyupen_adminOctober 9, 2018

เชื่อหรือไม่ว่า การกินเจ ทำให้น้ำหนักเราลดลงอีกด้วย เพราะอาหารเจส่วนใหญ่มีแต่พวกผัก เต้าหู้ นมถั่วเหลือง น้ำผลไม้ โปรตีนเกษตร ฯลฯ แต่คุณรู้หรือไม่ว่า กินเจอย่างไรถึงจะไม่ทำให้ร่างกายอ้วนขึ้น

เป็นที่ทราบกันดีว่าช่วงนี้เป็นช่วงของเทศกาลถือศีลกินเจ ระหว่างวันที่ 9-17 ตุลาคม 2561 ก็มีทั้งเหล่าบรรดาคนไทยเชื้อสายจีนและคนไทยแท้ๆ ที่ให้ความสำคัญกับการถือศีลกินเจในครั้งนี้ เพราะนอกจากจะได้บุญแล้ว จิตใจและร่างกายของเรายังบริสุทธิ์อีกด้วย นอกจากนี้ เชื่อหรือไม่ว่า การกินเจ ทำให้น้ำหนักเราลดลงอีกด้วย เพราะอาหารเจส่วนใหญ่มีแต่พวกผัก เต้าหู้ นมถั่วเหลือง น้ำผลไม้ โปรตีนเกษตร ฯลฯ ล้วนเป็นเมนูที่ปราศจากเนื้อสัตว์ล้วนๆ ซึ่งอาหารที่ไม่นับประเภทการทอดดวยน้ำมันนั้น ล้วนมีแคลอรี่ต่ำทั้งนั้น อย่างเช่น แกงจืดเต้าหู้ อาหารเบสิคของทุกเพศ ทุกวัย ซึ่งจริงๆ แล้ว มีปริมาณอยู่ที่ 90 แคลอรี่เท่านั้นเอง

แล้วรู้หรือเปล่าว่า กินเจอย่างไรถึงจะไม่ทำให้ร่างกายอ้วนขึ้น รู้ไหม? จริงๆ แล้วไม่ยากเลย มีเคล็ดลับง่ายๆ ที่หนุ่มสาวที่รักสุขภาพสามารถนำไปใช้กันได้

1. หลีกเลี่ยงอาหารเจที่ทำลอกเลียนเนื้อสัตว์จริง – โปรตีนเกษตร แป้ง ของจำพวกนี้ใช้สำหรับลอกเลียนเนื้อสัตว์ในการใช้ปรุงอาหารเจ แต่จะรู้หรือไม่ว่า โปรตีนเกษตร แป้ง ล้วนมาจากส้วนผสมของแป้งล้วนๆ ประกอบกับเมนูดังกล่าวที่ใช้โปรตีนเกษตรนั้นส่วนใหญ่มาจากการประกอบอาหารแบบผัด ผอด โดยใช้น้ำมันไปอีก ซึ่งนั่นก็เป็นสาเหตุทำให้เราอ้วนขึ้นแน่นอน

2. เลี่ยงอาหารผัด ทอด – อาหารประเภทผัด ทอด ล้วนต้องใช้น้ำมันพืชเป็นส่วนประกอบสำคัญในการประกอบอาหารเจ ซึ่งน้ำมันเนี่ยล่ะเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าเป็นต้นตอของความอ้วน แล้วยิ่งอาหารจำพวกผัด ทอด เป็นสาเหตุสำคัญของความอ้วนเลยทีเดียว ฉะนั้น คุณลองเปลี่ยนเมนูอาหารจากผัด ทอด มาเป็นอาหารประเภทต้ม นึ่ง ยำ แทนจะดีกว่า เพราะปริมาณแคลอรี่มีน้อยกว่าอาหารประเภทผัด ทอด รับรองว่า ไม่อ้วนแน่นอน

3. ควรทานโปรตีน เพื่อเพิ่มพลังงานแทนเนื้อสัตว์ – ช่วงเทศกาลกินเจ เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าต้องงดทานอาหารที่เป็นเนื้อสัตว์หรืออาหารที่มี่วนประกอบของเนื้อสัตว์ ฉะนั้น หากเราต้องการสารอาหารประเภทโปรตีน แต่รับประทานเนื้อสัตว์ไม่ได้ ก็ควรรับประทานเป็นถั่ว อัลมอนด์ งาดำ งาขาว ธัญพืชต่างๆ จะดีกว่า เพราะอาหารเหล่านี้มีสารอาหารของโปรตีน สามารถให้พลังงานแทนเนื้อสัตว์ได้

4. ใช้น้ำมันพืชหรือน้ำมันมะกอกในการประกอบอาหาร – หากต้องหารทำอาหารเจรับประทานเอง ควรเลือกใช้น้ำมันพืชหรือน้ำมันมะกอกในการประกอบอาหาร แต่อย่าใส่น้ำมันมากเกินไป ที่สำคัญควรใช้กระทะเคลือบเทฟลอน เพื่อลดปริมาณการใช้น้ำมัน และเลือกใช้เกลือลดโซเดียม เพื่อควบคุมปริมาณโซเดียมในร่างกายด้วย

5. ออกกำลังกาย – พยายามหาเวลาออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อย 30 นาทีก็ยังดี และช่วงออกกำลังกายสามารถรับประทาน “กล้วย” เพื่อเพิ่มพลังงานก่อนออกกำลังกายได้ โดยไม่ต้องพึ่งน้ำตาลจากอาหารประเภทอื่นๆ

เชื่อว่าหากคุณสามารถทำได้ทั้งหมดที่เล่ามานี้ ยังไงซะการกินเจของคุณก็จะไม่ทำให้ร่างกายคุณอ้วนขึ้นอย่างแน่นอน มีแต่น้ำหนักจะลดลง ลดลง ด้วยซ้ำ ยังไงซะก็พยายามควบคุมอาหาร ไม่รับประทานอาหารเกิน 2,000 แคลอรี่/วัน และควรหาเวลาในการออกกำลังกายด้วย เพื่อที่ร่างกายจะให้ผอม สวย หล่อ ไม่อ้วนด้วย


9-ข้อห้ามควรเลี่ยง-ของการ-กินเจ_web.jpg

kinyupen_adminOctober 9, 2018

ช่วงนี้เป็นช่วงเทศกาลกินเจ ฉะนั้นการถือศีลกินเจให้สำเร็จตลอดตั้วแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้ายนั้น ผู้ถือศีลกินเจทั้งหลายต้องควรระวังข้อห้ามสำคัญ เพราะไม่เช่นนั้น คุณอาจจะ “เจแตก” โดยไม่รู้ตัว

เทศกาลกินเจเวียนมาบรรจบอีกครั้งหนึ่งแล้ว ในปีนี้ตรงกับวันที่ 9-17 ตุลาคม 2561 ร้านค้าในตลาดรวมถึงห้างสรรพสินค้าต่างๆ มากมาย ต่างจัดกิจกรรมเพื่อให้เข้ากับเทศกาลกินเจในปีนี้ ไม่ว่าจะเป็นการจำหน่ายอาหารเจ เป็นต้น จริงๆ แล้ว การกินเจ มีความหมายตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ซึ่งระบุไว้ว่า เป็นการถือศีลอย่างญวนและจีนที่ไม่รับประทานอาหารสด อาหารคาว แต่จะบริโภคอาหารประเภทผักที่ไม่มีของสดของคาวผสมอยู่

การถือศีลกินเจใจปัจจุบัน ไม่ได้มีแค่คนไทยเชื้อสายจีนเพียงเท่านั้น คนไทยแท้ๆ ยังให้ความสำคัญกับการกินเจเสียด้วยซ้ำ ซึ่งจุดประสงค์สำคัญของการกินเจ คือ กินเพื่อสุขภาพ เพราะอาหารเจเป็นอาหารชีวจิต เมื่อกินติดต่อกัน จะทำให้ร่างกายสมดุล สามารถขับพิษของเสียต่างๆ ออกจากร่างกายได้ , กินเจด้วยจิตที่เมตตา ผู้ที่มีจิตใจเมตตาจะไม่สามารถรับประทานอาหารที่มีส่วนประกอบของเนื้องสัตว์ได้ และ การกินเพื่อละเว้นกรรม เนื่องจากเป็นการฆ่าเพื่อเอาเลือดเนื้อผู้อื่นมาเป็นของเราถือเป็นการสร้างกรรม ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ลงมือฆ่าด้วยตนเองก็ตาม แต่ก็ถือวาสการซื้อเนื้อสัตว์ต่อจากผู้อื่นเท่ากับการจ้างฆ่า ฉะนั้น คนที่เข้าใจเรื่องของกฎแห่งกรรมจะหันมารับประทานอาหารเจแทน

แต่จะรู้หรือไม่ว่า การถือศีลกินเจให้สำเร็จตลอดจนถึงวันสุดท้ายนั้น ต้องระวังข้อห้ามสำคัญที่ผู้ถือศีลทั้งหลายต้องควรระวัง เพราะไม่เช่นนั้น คุณอาจจะ “เจแตก” โดยไม่รู้ตัว กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงได้รวบรวม 9 ข้อห้ามควรเลี่ยงของการกินเจมาฝากทุก ๆ คน

9-ข้อห้ามควรเลี่ยง-ของการ-กินเจ_fb

1. ละเว้นการรับประทานเนื้อสัตว์ และการทำอันตรายต่อสัตว์ – ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อวัว รวมไปถึงเนื้อสัตว์ต่างๆ ทุกประเภท เพราะมันจะทำให้เรามีบาปติดตัวไปด้วย เนื่องจากสัตว์ทุกชนิดล้วนเป็นสิ่งมีชีวิตเหมือนดั่งเช่นมนุษย์อย่างเราๆ

2. งดอาหารประเภทนม เนย และน้ำมันที่มาจากสัตว์ – นม เนย น้ำมันบางชนิด บางคนอาจจะเข้าใจว่าไม่ใช่เนื้อสัตว์ ทำไมถึงรับประทานไม่ได้ แต่จริงๆ แล้ว นม เนย น้ำมันบางชนิดล้วนมีส่วนประกอบสำคัญมาจากสัตว์ทั้งนั้น อย่างเช่นนม เนย ก็มาจากวัว โค , น้ำปลา ก็ผลิตมาจากสัตว์จากปลานั่นเอง

3. งดอาหารที่มีรสจัด เผ็ด หวาน เปรี้ยว เค็ม – อาหารที่มีรสเผ็ด เผ็ดจัด รสเค็มจัด หวานจัด เปรี้ยวจัด ตามความเชื่อของคนจีนถือว่าอาหารพวกนี้ทำลายสุขภาพ ทั้งกระเพาะ ไต

4. งดผักหรือเครื่องเทศที่มีกลิ่นแรง – กระเทียม หัวหอม ต้นหอม หลักเกียวกุยช่าย ใบยาสูบ ผักพวกนี้เป็นผักที่มีรสหนัก กลิ่นเหม็นคาวรุนแรง มีพิษคอยทำลายพลังธาตุทั้ง 5 ในร่างกาย เป็นเหตุให้อวัยวะหลักสำคัญภายในทั้ง 5 ทำงานไม่ปกติ

5. หลีกเลี่ยงการใช้จานชามปะปนกัน – ตามความเชื่อของคนจีนเชื่อว่า ถ้วยชามจะใช้ปนกันไม่ได้ แม้ว่าจะล้างจาน ชาม ช้อน ส้อม จนสะอาดแล้วก็ตาม เนื่องจากชาวจีนค่อนข้างเคร่งครัดในเรื่องนี้มาก โดยเฉพาะอาหารคาวจะใส่ในภาชนะปนกับคนที่ถือศีลกินเจไม่ได้

6. ควรรับประทานอาหารเจ ที่คนกินเจด้วยกันเป็นผู้ปรุงขึ้นมา – สำหรับคนที่ถือศีลกินเจที่ค่อนข้างเคร่งครัดอย่างมาก จะต้องหาร้านจำหน่ายอาหารที่พ่อค้าแม่ค้าต้องถือศีลกินเจด้วย เพราะเชื่อว่า หากปฏิบัติได้จะถือว่าบริสุทธิ์อย่างแท้จริง

7. งดการดื่มสุราและของมึนเมา – กฎข้อนี้สำคัญมาก ผู้ที่ถือศีลกินเจจะต้องหลีกเลี่ยงการดื่มสุรา เหล้า เบียร์ ไวน์ รวมไปถึงเครื่องดื่มต่างๆ ที่มีแอลกอฮอล์ ที่ทำให้ผู้ที่รับประทานเข้าไปเกิดอาหารมึนเมา เพราะความเชื่อของคนจีนเชื่อว่า ห้ามมีสิ่งมึนเมาเข้าไปในร่างกายโดยเด็ดชาด

8. ห้ามดับตะเกียงในสถานที่กินเจทั้ง 9 ดวง – ตะเกียงเป็นสัญลักษณ์ของ 9 ฮ้วงฮุดโจ้ว ต้องจุดไว้ตลอดจนกว่าจะจบเทศกาลกินเจ เพราะหากตะเกียงดับดวงใดดวงหนึ่ง จะถือว่าการกินเจจะไม่สมบูรณ์และไม่เป็นสิริมงคลแก่ชีวิตด้วย

9. แต่งกายนุ่งขาวห่มขาว พูดจาไพเราะ – สำหรับคนที่ถือศีลกินเจอย่างเคร่งครัด ส่วนใหญ่จะนุ่งขาวห่มขาวตลอดช่วงของการถือศีลกินเจ เพราะมีความเชื่อว่า นอกจากที่จะให้ร่างกายสะอาด บริสุทธิ์จากการไม่รับประทานเนื้อสัตว์แล้ว เครื่องแต่งกายก็ต้องสะอาดด้วยเช่นกัน และที่สำคัญคำพูดคำจาต้องสะอาดด้วย กล่าวคือ ต้อพูดจาไพเราะ เสนาะหู ไม่พูดเท็จ ไม่พูดยุแหย่ ไม่พูดเพ้อเจ้อ ถ้าปฏิบัติได้ทั้งหมดนี้ก็ถือว่าสะอาดบริสุทธิ์ทั้งหมด

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ เป็นข้อห้ามสำคัญในการถือศีลกินเจ ฉะนั้น คุณจะปฏิบัติตามหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับความเชื่อส่วนบุคคล แต่เชื่อว่า หากคุณสามารถถือศีลกินเจได้ตลอด และสามารถทำได้ตลอดชีวิต ก็เชื่อว่าคุณก็จะมีจิตใจและร่างที่สะอาด บริสุทธิ์ แถมยังได้บุญอีกด้วย และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


-ล้างท้อง-ก่อนเริ่มถือศีลกินเจ_web.jpg

kinyupen_adminOctober 8, 2018

รู้หรือไม่? ก่อนเริ่มถือศีลกินเจจะต้องมีการ “ล้างท้อง” อย่างน้อย 1-2 วันก่อนเริ่มถือศีลกินเจ เพื่อให้ร่างกายมีความบริสุทธิ์ในการถือศีลกินเจอย่างแท้จริง

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวดี ๆ เกี่ยวกับเทศกาลถือศีลกินเจ ที่ในวันพรุ่งนี้แล้ว (9 กันยายน 2561) จะเริ่มมีการถือศีลกินเจอย่างเป็นทางการ ซึ่งเทศกาลกินเจในปีนี้ตรงกับวันที่ 9-17 ตุลาคม 2561 (วันแรม 1 ค่ำเดือน 9 จนถึง วันแรม 9 ค่ำเดือน 9) โดยการกินเจนั้นไม่ได้มีแค่เพียงคนไทยเชื้อสายจีนเท่านั้น คนไทยแท้ๆ ก็ยังให้ความสำคัญกับการถือศีลกินเจในครั้งนี้ด้วย

แต่จะรู้หรือไม่ว่า ในความเป็นจริงแล้วตามความเชื่อของพระโพธิสัตว์ที่ต้องการให้ผู้ถือศีลกินเจนั้นมีความบริสุทธิ์อย่างแท้จริง จึงเพิ่มวันล้างท้องเข้าไปอีก 1-2 วัน ก่อนวันเริ่มเทศกาลกินเจ ทั้งนี้ เพื่อให้ระบบขับถ่ายมีการย่อยอาหารที่เป็นพวกเนื้อสัตว์ อาหารคาว ออกจากร่างกายให้หมด เพื่อให้ร่างกายมีความบริสุทธิ์ และพร้อมที่จะเข้าสู่การถือศีลกินเจตามบริกรรมกรรมฐานนั่นเอง

ส่วนวิธีการล้างท้องก่อนการถือศีลกินเจนั้น มีหลากหลายวิธีตามความเชื่อ โดยส่วนใหญ่จะล้างท้องโดยการงดอาหารประเภทเนื้อสัตว์ และอาหารต้องห้ามทุกชนิดก่อนเข้าสู่การกินเจอย่างน้อย 1-2 วัน เพื่อชะล้างเนื้อสัตว์ หรืออาหารคาวต่างๆ ที่ตกค้างอยู่ในร่างกายออกให้หมดสิ้น หรือ บางคนอาจเริ่มด้วยการรับประทานผลไม้ เช่น มะละกอ น้ำมะพร้าว และอาหารจำพวกผัก เพื่อให้ร่างกายขับถ่ายออก

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้การถือศีลกินเจอาจจะเป็นเรื่องยากสำหรับมนุษย์ที่ชื่นชอบรับประทานเนื้อสัตว์นั้น แต่ก็เชื่อว่า หากเราได้มีโอกาสลองถือศีลกินเจแล้ว นอกจากจะได้บุญจากการถือศีล ยังทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงและดีอย่างแน่นอน ยังไงซะปีนี้ลองเริ่มต้นถือศีลกินเจดูเป็นปีแรก รับรองเลยว่าคุณจะต้องติดใจกับการถือศีลกินเจอย่างแน่นอน และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต