_ล่องเรือท่องเที่ยวสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ริมแม่น้ำเจ้าพระยาย่านเมืองนนท์ฯ_web.jpg

kinyupen_adminMay 24, 2019

สุดสัปดาห์นี้ ขอเชิญนักท่องเที่ยวไปเที่ยวจังหวัดนนทบุรี ในงาน “ท่องเที่ยววิถีนนท์ที่คนยังไม่รู้” ล่องเรือไหว้พระ ไหว้เจ้า โดยจัดขึ้นทุกวันอาทิตย์ ตั้งแต่ 26 พ.ค. และ 2, 9 ,16 มิถุนายนนี้ เที่ยวฟรี! ไม่เสียค่าใช้จ่าย

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอแนะนำอีกหนึ่งทริปท่องเที่ยวในช่วงสุดสัปดาห์ หากใครยังไม่รู้ว่าจะไปท่องเที่ยวที่ไหนดี ลองไปกันที่จังหวัดนนทบุรี เพราะที่นี่มีสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ มากมาย

โดยในช่วงนี้ เทศบาลนครนนทบุรี ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานกรุงเทพมหานคร ร่วมจัดงาน “ท่องเที่ยววิถีนนท์ที่คนยังไม่รู้” ล่องเรือไหว้พระ ไหว้เจ้า จัดขึ้นทุกวันอาทิตย์ ตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 26 พฤษภาคม 2562 , วันอาทิตย์ที่ 2 มิถุนายน 2562 , วันอาทิตย์ที่ 9 มิถุนายน 2562 และ วันอาทิตย์ที่ 16 มิถุนายน 2562

สำหรับสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ย่านนนทบุรีสำหรับการร่วมล่องเรือไหว้พระ ไหว้เจ้า ในกิจกรรม “ท่องเที่ยววิถีนนท์ที่คนยังไม่รู้” ประกอบด้วย  (1.) ศาลเจ้าแม่ทับทิม , (2.) ศูนย์การเรียนรู้ประวัติศาสตร์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น , (3.) ศาลหลักเมืองนนทบุรี (เดิม) , (4.) วัดโตนด , (5.) วัดบางระโหง (6.) วัดไทรม้าใต้ , (7.) วัดแคนอก , (8.) วัดแดงธรรมชาติ , (9.) พุทธสถานเชิงท่า – หน้าโบสถ์ (10.) วัดฉิมพลี และ (11.) วัดปรมัยยิกาวาสวรวิหาร

 

ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมดี ๆ ที่เอาใจนักท่องเที่ยวสายบุญกันโดยเฉพาะ สำหรับผู้สนใจสามารถชวนเพื่อนพ้องน้องพี่มาเที่ยวกันได้ โดยติดต่อลงทะเบียนร่วมกิจกรรม ณ บริเวณริมเขื่อนท่าน้ำนนทบุรี ตั้งแต่เวลา 06:00-10:00 น. หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กองส่งเสริมวัฒนธรรมการท่องเที่ยวและกีฬา เทศบาลนครนนทบุรี หมายเลขโทรศัพท์ 02-589-0500 ต่อ 2124 หรือแฟนเพจ เทศบาลนครนนทบุรี บอกเลยว่ากิจกรรมนี้เที่ยวฟรี! ไม่เสียค่าใช้จ่าย และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : แฟนเพจ เทศบาลนครนนทบุรี 


_ชวนเที่ยว-มหรสพสมโภชฯ-ยิ่งใหญ่สมพระเกียรติ-ตลอด-7-คืน_web.jpg

kinyupen_adminMay 24, 2019

ขอเชิญทุกท่านร่วมเที่ยวงานมหรสพสมโภช เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 ร่วมชมการแสดงแสง สี เสียง สุดอลังการและตระการตา ระหว่างวันที่ 22-28 พฤษภาคมนี้

เนื่องในโอกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 ผ่านพ้นไปแล้วอย่างยิ่งใหญ่สมพระเกียรติ แต่การเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสมหามงคลนี้ยังไม่จบสิ้น เพราะตามโบราณราชประเพณีระบุว่า จะต้องมีการจัดงานมหรสพสมโภชเพื่อเฉลิมฉลองด้วย

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอชวนประชาชนทุก ๆ ท่าน ไปร่วมสัมผัสกับงานมหรสพสมโภช เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 ซึ่งถือเป็นงานมหรสพสมโภชครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศไทย สำหรับงานมหรสพสมโภชฯ จะมีเวทีการแสดงแบบไทยหลากหลายแขนง พร้อมด้วยกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย มีการแสดงแสง สี เสียง สุดอลังการและตระการตา รวมไปถึงเปิดตลาดวัฒนธรรมที่มีการจำหน่ายอาหารไทยและขนมไทยโบราณสุดอร่อยให้แก่ผู้มาร่วมงานได้รับประทานในราคาที่ไม่แพง

ทั้งนี้ ไฮไลท์ของการจัดงานมหรสพสมโภชฯ มีการแสดงที่น่าสนใจ อาทิ โขน ชุด “พระบารมีมิ่งฟ้ารามาวตาร” , การแสดงมหาดุริยางค์สากลรวมใจภักดิ์ ชุด “ทศมราชันขวัญหล้า” (ดนตรีสากล) , การแสดงมหาดุริยางค์ไทยแห่งรัตนโกสินทร์ (ดนตรีไทย) , การแสดงดนตรีมหกรรม “ลูกทุ่งไทยเทิดไท้องค์ราชา”, การแสดงละครเพลงในสวนฝัน “ผสานใจภักดิ์ ถวายองค์ราชัน” นำแสดงโดย สินจัย เปล่งพานิช , โป๊ป-ธนวรรธน์ วรรณธนะภูติ เบลล่า-ราณี แคมเปน และเบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ ร่วมแสดงและขับร้องเพลง การแสดงชุดนี้ควบคุมและกำกับการแสดงโดย สุประวัติ ปัทมสูต ศิลปินแห่งชาติ

และอีกไฮไลท์ของการจัดงานมหรสพสมโภชฯ ตลอด 7 วัน คือ การจัดแสดงแสง สี เสียง ม่านน้ำ ไฟประดับ ชุด “แสงแห่งพระมหากรุณาธิคุณปกหล้า” นำเสนอเรื่องราวความงดงามของเจ้าพระยา สายน้ำแห่งชีวิต และพระมหากรุณาธิคุณที่แผ่ไพศาลไปยังพสกนิกรชาวไทยทั่วประเทศให้มีความสงบสุข ร่มเย็น เป็นฉัตรแก้วของปวงประชา ผ่านเทคนิคม่านน้ำและน้ำพุความยาวกว่า 40 เมตร โดยจะจัดแสดงทั้งหมด 7 วัน ตั้งแต่เวลา 21.30-23.00 น.

 

 

สำหรับงานมหรสพสมโภชฯ จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22-28 พฤษภาคมนี้ ณ ส่วนกลางจัดขึ้นที่มณฑลพิธีท้องสนามหลวง (ส่วนภูมิภาคเป็นไปตามพื้นที่จัดงานที่ทางจังหวัดกำหนด) ประตูจุดคัดกรองเปิดตั้งแต่เวลา 16:00 น. เป็นต้นไป โดยมีทางเข้า-ออก 2 จุด ได้แก่ ประตูฝั่งศาลฎีกา และประตูฝั่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ทั้งนี้ ขอความร่วมมือประชาชนที่เข้างานโปรดแต่งกายชุดสุภาพด้วยเสื้อหรือชุดสีเหลือง ส่วนสุภาพสตรีหากนุ่งกระโปรงต้องยาวคลุมเข่า หากใครสนใจหรือมีโอกาสอย่าลืมแวะเวียนกันไปให้ได้ ถือเป็นครั้งหนึ่งในชีวิตที่ไม่ควรพลาด และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : www.m-culture.go.th


_รวยจอมปลอม-ใช้ชีวิตติดหรู-แต่หนี้ท่วมหัว_web.jpg

kinyupen_adminMay 23, 2019

มีใครเป็นแบบนี้กันไหม? จะใช้ชีวิตแต่ละอย่างทั้งที ต้องทำตัวให้ดูดีราวกับไฮโซอยู่เสมอ ภาพลักษณ์ภายนอกย่อมสำคัญเป็นอันดับหนึ่งอยู่แล้ว ต่อให้ต้องลงทุนจ่ายมากหรือจ่ายหนักสักเท่าไหร่ก็ยินดีจ่าย เพื่อแลกมากับภาพลักษณ์ที่ตนเองสร้างขึ้นมาเพื่อให้ใครหลาย ๆ คนมองว่า คุณคือผู้ดี ผู้ดีที่มีดีทั้งฐานะ ชื่อเสียงในสังคม ฯลฯ จนเข้าใจไปกว่า คุณคือไฮโซโก้เก๋ดี ๆ นี่เอง

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จะพาไปรู้จักกับบุคคลกลุ่มหนึ่ง ที่สวมบทบาทเป็นคนลักษณะ “รวยจอมปลอม” กล่าวคือ คนกลุ่มนี้จะสร้างภาพลักษณ์ให้ตัวเองดูดีราวกับเป็นไฮโซ ร่ำรวย มีฐานะ มีชาติตระกูลที่สูงส่ง แต่ในชีวิตจริงแล้ว ฐานะของตัวเองไม่ได้เป็นคนร่ำรวย มีคฤหาสถ์หลังใหญ่ ๆ มีหนี้สินรัดตัวมากมาย มีรายรับที่ไม่เพียงพอกับรายจ่าย ทำให้ต้องใช้ชีวิตส่วนตัวแบบขัดสน แต่การจะออกงานสังคมทั้งที คนกลุ่มนี้จะพยายามปกปิดสถานะที่แท้จริงของตัวเอง เพื่อไม่ให้รู้สึกว่าตัวเองนั้นเป็น “กาในฝูงหงษ์”

เรื่องราวแบบนี้ไม่ได้มีแค่ในละครน้ำเน่าที่ออนแอร์ทางโทรทัศน์แต่อย่างเดียว ในชีวิตจริงคนแบบนี้มีอยู่จำนวนมาก ส่วนใหญ่เลียนแบบพฤติกรรมจากละครโทรทัศน์ทั้งนั้น เห็นตัวละครนี้ทำก็ทำตามเขาบ้าง จนลืมนึกไปว่าโลกแห่งความจริงไม่ได้สวยหรูเหมือนในพล็อตเรื่องละคร

แน่นอนว่า การสร้างภาพลักษณ์ที่ดีอาจจะเป็นเรื่องปกติที่ใครหลาย ๆ คนเขาก็ทำกัน เพราะเวลาออกงานสังคม หัวจรดเท้าก็ต้องดูเป๊ะเวอร์อยู่แล้ว เพราะถ้าไม่เป๊ะเว่อร์ คนในงานอาจจะมองคุณด้วยสายตาแบบเหยียดหยามหรือมองด้วยความประหลาด นี่ล่ะภาพลักษณ์สำคัญอยู่เสมอ แต่บางคนก็ลืมไปว่าภาพลักษณ์ที่ดีไม่ได้หมายความว่า เราจะต้องแสดงตัวเองเป็นคนรวย มีฐานะให้คนอื่นเขารับทราบหรือชื่นชมเสมอไป เพราะความจริงก็คือความจริง หากจับได้ภายหลังว่าคุณนั้น “รวยจอมปลอม” น่าอับอายยิ่งกว่า

มีกรณีศึกษาของ Lissette Calveiro หญิงสาวชาวอเมริกันวัย 26 ปี ที่ย้ายมาใช้ชีวิตอยู่ในนิวยอร์คเมื่อปี ค.ศ.2013 (พ.ศ.2556) เธอเปรียบชีวิตของตัวราวกับใช้ชีวิตอยู่ในซีรีย์ Sex and the city พยายามสร้างโลกใบใหม่ขึ้นมาบนโลกออนไลน์ โชว์ว่าตัวเองร่ำรวย มีฐานะและชาติตระกูลที่ดี ใช้เสื้อผ้ามีแบรนด์ดังและหรูหรา โพสต์ภาพตัวเองกับเสื้อผ้าที่ซื้อมาจากแบรนด์ดังลงอินสตาแกรมส่วนตัว เพื่อให้คนที่ได้เห็นต้องรู้สึกอิจฉาตาร้อน จนมีผู้ติดตามบนไอจีของเธอนับหมื่นราย ณ ตอนนั้นเธอคิดเพียงแค่ว่า ขอให้ตัวเองดูดี เพอร์เฟค ราวกับเซเลบ ให้ทุก ๆ คนที่เห็นได้รู้จักเสียก่อน ส่วนอนาคตจะเป็นอย่างไรนั้นค่อยว่ากันอีกที ด้วยความคิดเช่นนี้ Lissette Calveiro ก็ใช้เงินไปกับการช็อปปิ้งและท่องเที่ยวอย่างสนุกสนาน จนกระทั่งชีวิตถึงจุดพลิกผันขึ้นมาทัน เนื่องจากเธอกลายเป็นหนี้ก้อนโตประมาณ 10,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 313,000 บาทไทย)

เมื่อเธอต้องเผชิญกับปัญหาใหญ่หลวงนี้ เธอจึงตัดสินใจเปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นคนใหม่ เริ่มใช้จ่ายเงินอย่างประหยัดมากขึ้น จากเดิมที่เคยใช้ชีวิตแบเซเลบ ใช้จ่ายเงินอย่างสุรุ่ยสุร่าย เพื่อให้ได้มาซึ่งภาพลักษณ์และการมีหน้ามีตาในสังคม โดยเริ่มจากย้ายไปใช้ชีวิตในห้องพัก หารค่าห้องร่วมกับรูมเมทจากราคา 700 ดอลลาร์/เดือน (ประมาณ 21,000 บาทไทย) และก็เริ่มทำอาหารรับประทานเอง หลีกเลี่ยงการซื้ออาหารแพงหรือร้านภัตตาคารหรู ใช้งบค่าอาหารเพียงอาทิตย์ละ 35 ดอลลาร์ (ประมาณ 1,000 บาทไทย)

ส่วนเสื้อผ้านั้นเธอใช้บริการจากร้านเช่าชุด ที่ให้เช่าชุดหรู กระเป๋า และเครื่องประดับแบรนด์เนม โดยเสียค่าสมาชิกเดือนละ 130 ดอลลาร์ (ประมาณ 4,000 บาทไทย) จนทำให้เธอกลับมาใช้ชีวิตหรูหราได้บนโลกโซเชียลฯ อีกครั้ง จากความตั้งใจประหยัด มธยัสถ์นั้นเอง เธอสามารถเคลียร์หนี้ก้อนโตจนหมด โดยใช้เวลาภายในเพียง 14 เดือนเท่านั้น

ฉะนั้น คุณลองถามตัวเองดูว่า คุณเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่เลือกสร้างภาพลักษณ์แบบเซเลบ “รวยจอมปลอม” แบบนั้นหรือไม่? จงทำความเข้าใจเสียใหม่ว่า การสร้างภาพลักษณ์ของตัวเองให้ดูดี มีความเป็นเซเลบ และมีจุดยืนในสังคมแบบสง่า ไม่ได้อยู่ที่ว่าตัวคุณมีฐานะร่ำรวย มีชาติตระกูลดี แต่อยู่ที่จิตใจที่ดี และพฤติกรรมที่ดีของเรามากกว่า อย่าไปยึดติดกับภาพของเหล่าไฮโซหรือเหล่าคุณนายใส่ตุ้มหูเพชร 7 กะรัตราคาแพง ๆ เสียทั้งหมด จงอยู่ในสถานะระดับปานกลาง ไม่อวดร่ำอวดรวย ไม่สร้างภาพให้ตัวเองเป็นไฮโซมีเงินมากมาย มีรถสปอร์ทหรู ๆ ขับเข้ามาในงาน รู้สถานะของตัวเองว่าเราเป็นใคร มาจากไหน ไม่ลืมตัวเอง แค่นี้ชีวิตของคุณเองก็จะหรูหราขึ้นมาทั้งภายในจิตใจและภายนอกขึ้นมาทันที อย่าลืมว่า ยุคสมัยเปลี่ยนไป ผู้คนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ยึดติดอยู่กับการเลือกคบคนมีฐานะเงินทองร่ำรวย มีชาติตระกูลที่ดีกันแล้ว สมัยนี้เขาวัดกันที่พฤติกรรม ทัศนคติ จิตใจของเรามากกว่า และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


_ทำความรู้จัก-Snap-Chat-แอปฯ-ยอดฮิตเปลี่ยนหน้าเด็ก_web.jpg

kinyupen_adminMay 22, 2019

Snapchat แอปพลิเคชั่นที่ช่วยแปลงโฉมใบหน้าของตัวเองให้แลดูเด็กลงราวกับวัยรุ่น เอ๊าะ เอ๊าะ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในแอปพลิเคชันที่ตอนนี้กำลังได้รับความนิยมจากคนทั้งโลกอย่างมาก

ช่วงนี้ในโลกสังมออนไลน์มีเทรนด์ใหม่ซึ่งเป็นกระแสที่กำลังมาแรงบนตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วจนถึงขณะนี้ หากใครได้มีโอกาสเล่นโซเชียลมีเดียอย่าง Facebook หรือ Instagram คงจะเห็นใครหลาย ๆ คนมีใบหน้าเปลี่ยนไปราวกับเด็กวัยรุ่น เอ๊าะ เอ๊าะ คงจะสงสัยกันใช่ไหมว่าพวกเขาใช้แอปพลิเคชันอะไรกัน

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จะพาไปทำความรู้จักกับแอปฯ ที่มีชื่อว่า Snapchat แอปฯ นี้นี่ล่ะที่ใครหลาย ๆ กำลังโหลดมาเล่นกันอย่างสนุกสนาน ซึ่งแอปฯ Snapchat เป็นแอปฯ ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในต่างประเทศ ภายในแอปฯ จะมีลูกเล่นต่าง ๆ มากมาย หนึ่งในนั้นคือฟิลเตอร์สำหรับแปลงโฉมใบหน้าของตัวเองให้เป็นเด็กนั่นเอง

สำหรับวิธีการใช้งานไม่ยากอย่างที่คิด เพียงแค่ทุกคนมีไอโฟนหรือสมาร์ทโฟน ก็สามารถใช้งานได้ เริ่มต้นจาก

1. เข้าไปที่เมนู App Store สำหรับ iOS หรือ Play Store สำหรับ Android

2. สมัครสมาชิก โดยกรอก ชื่อ-นามสกุล วันเกิด เบอร์โทรศัพท์ จากนั้นกรอกรหัส OTP เพื่อเข้าสู่การใช้งาน

3. เข้าไปสนุกสนานกับการใช้งานฟิลเตอร์ต่าง ๆ ใน Snapchat ได้ทันที โดยวิธีทำใช้ฟิลเตอร์หน้าเด็กก็ไม่ยาก เพียงแค่เปิดกล้องหน้าหรือกล้องหลังก็ได้ จากนั้นเลือกฟิลเตอร์ที่ต้องการ โดยเลื่อนไปที่สัญลักษณ์สีเหลือง ๆ ฟิลเตอร์ทำหน้าเด็กแบบในภาพ จากนั้นกดถ่ายภาพหรือกดค้างเพื่อถ่ายวีดีโอ ทั้งนี้ ภาพและวีดีโอดังกล่าวหากจะเอาไปใช้ในแอปฯ อื่น จะต้อง Export หรือ Save ออกมาไว้บนเครื่องก่อน จึงจะนำไปใช้ในแอปฯ อื่นได้

นอกจากฟิลเตอร์สำหรับทำใบหน้าให้ดูเด็กลงแล้ว แอปฯ Snapchat ยังมีฟิลเตอร์อื่น ๆ ไว้ให้เล่นอีกมากมาย ฉะนั้น หากใครไม่อยากตกเทรนด์หน้าเด็ก สามารถไปดาวโหลดใช้งานกันได้ ซึ่งแอปฯ Snapchat ไม่มีค่าใช้จ่าย สมัครใช้งานได้แบบฟรี! ไปลองใช้งานกันดู รับรองเลยว่าคุณเองจะติดใจกับแอปพลิเคชันนี้อย่างแน่นอน และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 


_เด็กติดเกม-ไม่ใช่คนก้าวร้าว-เกรี้ยวกราด_web.jpg

kinyupen_adminMay 21, 2019

ผลการวิจัยที่ศึกษาเรื่องการเล่นเกมของเด็กส่งผลต่อพฤติกรรมก้าวร้าวหรือไม่ พบว่า “เกม” เด็กยิ่งติดมากเท่าไหร่ ก็ไม่ได้ทำให้พวกเขามีพฤติกรรมที่ก้าวร้าวขึ้นแต่อย่างใด

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จะพาไปติดตามเรื่องราวของการติดเกมของเด็กวัยรุ่น เรื่องนี้ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งในปัญหาที่ผู้ปกครองหลายคนมักจะมองว่าเกมเป็นเรื่องที่ไร้สาระ เด็ก เยาวชน วัยรุ่น ไม่ควรไปยุ่งเกี่ยวหรือไปเล่น เพราะถือเป็นเรื่องไร้สาระอย่างมาก ส่งผลต่อพัฒนาการและพฤติกรรมของเด็กได้ ปัญหาเบื้องต้นที่พบเจอคือพฤติกรรมการก้าวร้าวของเด็กที่ลอกเลียนแบบจากการวีดิโอเกม โดยเฉพาะเกมต่อสู้ ที่มีการใช้ความรุนแรง

ข้อมูลของ Andrew Przybylski และ Netta Weinstein สองนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดและมหาวิทยาลัยคาร์ดิฟฟ์ ประเทศอังกฤษ ที่ได้ตีพิมพ์ผลงานในวารสาร Royal Society Open Science ศึกษาประเด็นการเล่นเกมของเด็กส่งผลต่อพฤติกรรมก้าวร้าวหรือไม่ โดยผลการวิจัยระบุว่า จากการทำแบบสำรวจกลุ่มตัวอย่าง เป็นวัยรุ่นอายุ 14-15 ปี จำนวนราว 1,000 คน รวมถึงผู้ปกครองของพวกเขา เกี่ยวกับพฤติกรรมการเล่นเกม ประเภทของเกมที่เล่น และพฤติกรรมของกลุ่มตัวอย่างหลังเล่นเกมนั้น

ผลการวิจัยพบเด็กชายจำนวน 2 ใน 3 ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด และมากกว่าครึ่งของเด็กผู้หญิง ไม่พบพฤติกรรมที่ก้าวร้าว และพฤติกรรมต่อต้านสังคม ไม่พบหลักฐานที่เชื่อมโยงความก้าวร้าวที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มตัวอย่างที่เล่นเกมประเภทที่ใช้ความรุนแรง พวกเขาทราบว่าบางครั้งการเล่นเกมทำให้เด็กเหล่านี้มีอารมณ์โกรธ ขุ่นเคืองบ้างในบางครั้ง แต่นั่นเป็นเพียงพฤติกรรมปกติที่เกิดขึ้นในระหว่างการเล่มเกมเท่านั้น

ปัญหาการติดเกมไม่ได้มีแค่ประเทศเพื่อนบ้านเท่านั้น ประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในประเทศที่พบปัญหาเด็กติดเกมจนเสียการเรียนอยู่บ่อยครั้ง เด็กบางคนลอกเลียนแบบพฤติกรรมความรุนแรงมาจากตัวละครในเกมก็มี  ปัญหาดังกล่าวถือเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอย่างมาก ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แสดงความเป็นห่วงปัญหาเด็กไทยติดโทรศัพท์มือถือ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นโซเชียลฯ อินเทอร์เน็ต หรือแม้กระทั่งเล่นเกมเป็นเวลานาน ๆ ส่งผลให้เกิดอาการสมาธิสั้น การใช้สมองในส่วนความทรงจำลดลง และอารมณ์มีแนวโน้มรุนแรงฉุนเฉียวง่ายขึ้น

 

ปัญหาที่เกิดขึ้น ผู้ปกครองต้องหาวิธีแก้ปัญหาเด็กติดเกม ว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างไรดี เพื่อให้เด็กลดพฤติกรรมการติดเกมได้

(1.) ผู้ปกครองควรทำความเข้าใจเกมที่เด็กเล่นก่อน ว่าเกมนี้เป็นเกมเกี่ยวกับอะไร ศึกษาว่าทำไมเด็กถึงชอบเล่นเกมประเภท ในเกมมีอะไรเป็นแรงดึงดูดทำให้เด็กเล่นได้โดยไม่เบื่อ

(2.) ผู้ปกครองต้องพูดคุยกับเด็กโดยห้ามมีอคติกับเกม ค่อย ๆ พูดคุย สอบถามปัญหา และความสนใจอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากการเล่นเกมว่า สนใจอะไรเพิ่มเติมไหม เช่น ไปเยวสวนสนุก เป็นต้น

(3.) ให้เด็กได้ทดลองทำกิจกรรมใหม่ ๆ ที่มีประโยชน์ สร้างสรรค์ ที่สำคัญต้องสนับสนุนให้เขาทำได้อย่างอิสระ เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้ว่ายังมีสิ่งอื่น ๆ ที่เขาสามารถทำได้ดี

(4.) ปลูกฝังให้เด็กรู้จักการเล่นเกมอย่างชาญฉลาดและสร้างสรรค์ ใช้เวลาในการเล่นเกมอย่างเหมาะสม จัดสรรเวลาในการทำกิจกรรมอื่น ๆ ให้สมดุล และมีเวลาพักผ่อนที่เพียงพอ

(5.) ผู้ปกครองไม่ควรไปบังคับให้เด็กเลิกเล่นเกม เพราะเกมคือความบันเทิงอีกทางเลือกหนึ่ง แต่ลองเปลี่ยนเป็นให้เด็กเลือกเกมดี ๆ ที่ฝึกความคิดของเด็กไปด้วยในตัว เช่น เกมครอสเวิร์ด เป็นต้น

 

สุดท้าย การเล่นเกมของเด็กไม่ใช่เรื่องร้ายแรงเสมอไป ข้อดีของเกมคือให้ความบันเทิง ช่วยให้เด็กผ่อนคลายความเครียดจากการเรียนหนังสือได้ แต่บทบาทของผู้ปกครองนั้นควรควบคุมประเภของเกมที่เด็กเล่น รวมถึงจำกัดระยะเวลาที่เด็กควรจะเล่น อาทิ ให้เล่นได้ 2-3 ชั่วโมงต่อวัน หลังจากทำการบ้านเสร็จแล้วเท่านั้น เมื่อถึงเวลานอนก็ให้เด็กเข้านอนทันที หรือตัวของผู้ปกคครองเองก็อาจจะร่วมเล่นเกมกับเด็กด้วย เพราะจะได้เข้าใจในรายละเอียดของเกมที่เด็กเล่น และยังเป็นการสร้างสัมพันธ์อันดีของครอบครัวอีกด้วย อย่าลืมว่า เกมไม่ใช่เรื่องไร้สาระเสมอไป แต่ต้องเล่นอย่างมีสติและชาญฉลาด ก็จะทำให้เด็กได้อะไรจากการเล่นเกมด้วย และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


-รักษาซึมเศร้า-ช่วยบรรเทาได้จริงหรือ_web.jpg

kinyupen_adminMay 14, 2019

ช่วงนี้ “โรคซึมเศร้า” ถือเป็นโรคที่ใครหลาย ๆ คน เข้าข่ายป่วยเป็นโรคนี้จำนวนมาก บางคนมีสติรู้วิธีในการรับมือและรักษา แต่บางคนจมอยู่กับโรคดังกล่าว รับมือไม่ไหว ทรมานกับการมีชีวิตอยู่ จนสุดท้ายบานปลายไปจนถึงการฆ่าตัวตาย

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของ การสะกดจิต (Hypnotherapy หรือ Hypnosis) เป็นหนึ่งในการรักษาด้วยวิธีจิตบำบัด มุ่งเน้นไปที่ระดับจิตสำนึก วิธีการรักษานี้มักใช้เพื่อช่วยบรรเทาอาการบาดเจ็บในระยะยาว หรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรม อาทิ บรรเทาอาการเจ็บปวดเรื้อรัง หรือช่วยในการเลิกสูบบุหรี่ เป็นต้น

ส่วนใครที่อยู่ในภาวะความเครียดหรือวิตกกังวล การสะกดจิตถือเป็นอีกหนึ่งวิธีที่อาจช่วยในการรักษาได้ ดังนั้น การสะกดจิตจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ถูกนำมาใช้เพื่อช่วยบรรเทาความเครียดหรืออาการวิตกกังวลร่วมกับทำการรักษาด้วยวิธีอื่น ๆ อาทิ ควบคุมอาการเจ็บปวด ในผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บปวดที่สืบเนื่องมาจากโรคที่เป็น เช่น โรคมะเร็ง โรคลำไส้แปรปรวน นอกจากนี้ ยังช่วยรักษาอาการทางจิต และฟื้นฟูสุขภาพจิต เช่น รักษาภาวะซึมเศร้า ช่วยในการปรับเปลี่ยนอารมณ์ หรือช่วยให้ผู้ป่วยมีความหวังมากขึ้น ล้วนเป็นสิ่งที่การรักษาด้วยการสะกดจิตสามารถช่วยได้

สำหรับการรักษาวิธีนี้ถือเป็นวิธีการรักษาบำบัดทางจิต เพราะระหว่างที่ผู้ป่วยอยู่ในภาวะถูกสะกดจิตนั้น จะช่วยให้แพทย์สามารถทราบได้ว่า ผู้ป่วยมีความทรงจำ ความคิด ความรู้สึกที่เจ็บปวดซึ่งถูกซ่อนเอาไว้อย่างไรบ้าง อีกทั้งการสะกดจิตยังช่วยปรับเปลี่ยนการรับรู้ของผู้ป่วย เช่น ปิดกั้นอาการเจ็บปวดที่เกิดจากโรคหรือการรักษาอื่น ๆ ได้

ปัจจุบัน การรักษาด้วยการสะกดจิตในปัจจุบันมีด้วยกัน 2 วิธี ได้แก่ การรักษาแบบให้คำแนะนำ เพื่อให้ผู้ป่วยมีการตอบสนองที่ดีขึ้นต่อคำแนะนำต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมบางอย่างได้ และการรักษาแบบวิเคราะห์ผู้ป่วย เป็นการสะกดจิตที่มุ่งเน้นไปที่การหาสาเหตุของโรค อาการ หรือพฤติกรรมต่าง ๆ เมื่อผู้เชี่ยวชาญทราบถึงสาเหตุแล้วก็จะช่วยให้การรักษาในขั้นต่อไปทำได้ตรงจุดมากขึ้น

การสะกดจิตถือเป็นวิธีการรักษาที่มีข้อดีอยู่ไม่น้อย เป็นการรักษาที่มักนำมาใช้เพื่อช่วยส่งเสริมการรักษาด้วยวิธีอื่น ๆ โดยไม่ต้องพึ่งการรักษาอื่น ๆ ที่อาจส่งผลข้างเคียงรุนแรงต่อผู้ป่วย เนื่องจากการสะกดจิตเป็นการรักษาที่ปลอดภัย และมีผลข้างเคียงน้อย แต่การสะกดจิตนี้อาจไม่ได้ผลกับทุกคนเสมอไป และเป็นเพียงการรักษาแบบแพทย์ทางเลือก โดยการรักษาด้วยวิธีนี้มักนำมาใช้เพื่อการรักษาทางจิตเวช อย่างภาวะซึมเศร้าที่มักมีความแปรปรวนทางอารมณ์  และมีพฤติกรรมที่ผิดปกติ ซึ่งการสะกดจิตนั้นจะสามารถช่วยให้สภาพจิตใจ และอารมณ์ของผู้ป่วยดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยแก้ไขพฤติกรรมที่ผิดปกติได้อีกด้วย

ถึงแม้ว่าการสะกดจิตจะเป็นวิธีการรักษาแบบแพทย์ทางเลือกที่ยังไม่มีผลการศึกษายืนยันอย่างแน่ชัด เนื่องจากงานวิจัยเกี่ยวกับการสะกดจิตยังเป็นเพียงการศึกษาในกลุ่มตัวอย่างเล็ก ๆ เท่านั้น แต่การสะกดจิตถือเป็นวิธีการรักษาที่น่าสนใจ หากผู้ป่วยต้องการลองเข้ารับการรักษาด้วยวิธีนี้ก็ควรจะเลือกเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลที่มาตรฐานและมีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในการด้านการสะกดจิตอย่างเพียงพอ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลข้างเคียง หรือเกิดความเสียหายรุนแรงที่เกี่ยวกับสุขภาพตามมาในระยะยาว

 

และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


-ชุมแสง-ตามรอยละครดัง-กรงกรรม_web.jpg

kinyupen_adminMay 11, 2019

หากพูดถึงละครที่ได้รับความนิยมจนถึงขณะนี้ คงหนีไม่พ้นละครดังอย่าง “กรงกรรม” ที่นำเสนอเรื่องราวของตัวละครต่าง ๆ ซึ่งเกิดขึ้นในพื้นที่อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ บรรยากาศที่ชุมแสงจากที่หลายคนได้รับชมละครกันไป จะเห็นได้ว่ามีความเป็นชุมชนริมน้ำที่เก่าแก่แต่งดงามคลาสสิก มีวิถีชีวิตของชาวตลาดที่เคยรุ่งเรืองมาก่อนในอดีต

เดิมทีชุมแสงเป็นทั้งท่าข้าวและชุมชนค้าขายที่มีผู้คนเดินทางมาจับจ่ายใช้สอยเป็นจำนวนมาก มีแม่น้ำน่านเป็นทางสัญจรหลักมาแต่อดีต อีกทั้งยังมีสถานีรถไฟสายเหนือ (สถานีชุมแสง) ที่มุ่งสู่เชียงใหม่วิ่งผ่านมาตั้งแต่ปี 2450 ที่นี่จึงเป็นชุมทางการค้าที่สำคัญในการขนถ่ายสินค้าระหว่างภาคเหนือและภาคกลาง นอกจากนี้ มีชาวจีนอพยพมาตั้งถิ่นฐานทำมาหากินค้าขายเป็นจำนวนมาก แต่ปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวกลายเป็นอำเภอเล็ก ๆ ที่เงียบสงบ แต่ยังคงบรรยากาศแห่งความสโลวไลฟ์อยู่เช่นเดิม ขณะเดียวกัน ตึกรามบ้านช่องและวิถีชีวิตของผู้คนในชุมแสงมีลักษณะเหมือนกับในละครเลย คือ เป็นบ้านไม้ขนาดเล็ก ไม่ได้ใหญ่มาก มีลักษณะคล้ายชุมชนแห่งหนึ่ง มีผู้คนที่ส่วนใหญ่เป็นคนจังหวัดนครสวรรค์อยู่ในพื้นที่ดังกล่าวจำนวนมาก

หลังจากละครดังอย่าง “กรงกรรม” ออกอากาศไปได้ไม่กี่ตอน ก็มีกระแสตอบรับจากแฟน ๆ ละครที่ดีเกินคาด จากเดิมที่พื้นที่ชุมแสงแห่งนี้เป็นเพียงแค่พื้นที่เล็ก ๆ แห่งหนึ่ง แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นที่รู้จักของใครหลาย ๆ คนอย่างมาก เริ่มมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเดินทางมาสัมผัสกับบรรยากาศที่ชุมแสงแห่งนี้ และสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการจะไปเที่ยวชุมแสง แต่ยังไม่รู้ว่าจะต้องไปเที่ยวที่ไหนบ้าง “กินอยู่เป็น” 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวมสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ๆ ในพื้นที่ชุมแสง ที่ควรค่ากับการไปท่องเที่ยว ตามรอยละครดัง “กรงกรรม” จะมีที่ไหนบ้างนั้น ไปดูกันเลยดีกว่า

สถานีรถไฟชุมแสง
ขอขอบคุณ ภาพจากแฟนเพจ สถานีรถไฟชุมแสง

1. สถานีรถไฟชุมแสง

สถานีรถไฟเล็ก ๆ ในย่านชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ เป็นสถานีสุดท้ายของจังหวัดนครสวรรค์ ในเส้นทางรถไฟสายเหนือ ก่อนเข้าเขตจังหวัดพิจิตร เป็นหนึ่งในแหล่งการสัญจรทางคมนาคมตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ที่คงกลิ่นไอของวิถีชีวิตในอดีต หากได้มีโอกาสรับชมละครเรื่อง “กรงกรรม” จะเห็นว่า ตัวละครหลักจะใช้รถไฟเป็นยานพาหนะสัญจรไปยังนอกเมือง

 

ตลาดเก่า 100 ปีชุมแสง
ขอขอบคุณ ภาพจากแฟนเพจ จังหวัดนครสวรรค์

2. ตลาดเก่า 100 ปีชุมแสง

หากมีโอกาสเดินทางไปยังชุมแสง อย่าลืมเดินทางไปที่ตลาดเก่า 100 ปีชุมแสงด้วย เพราะจะได้เห็นวิถีชีวิตของชาวบ้านที่ยังคงดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่าย แต่ยังคงแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายความเก่าแก่เอาไว้อย่างลงตัว นี่ล่ะเสน่ห์ของตลาดแห่งนี้อยู่ตรงนี้ ส่วนใครที่ชอบถ่ายรูป มาที่นี่ไม่มีผิดหวังแน่นอน เพราะเราจะได้เห็นภาพตึกรามบ้านช่องและวิถีชีวิตแสนเรียบง่ายของชาวบ้านในพื้นที่แห่งนี้

 

ศาลเจ้าพ่อ-เจ้าแม่ชุมแสง
ขอขอบคุณ ภาพจากเฟซบุ๊ก Vinai Donla

3. ศาลเจ้าพ่อ-เจ้าแม่ชุมแสง

ศาลเจ้าพ่อ-เจ้าแม่ชุมแสง ตั้งอยู่บริเวณใกล้ปากคลองจระเข้เผือกด้านใต้ ศาลเจ้าแห่งนี้สร้างขึ้นด้วยความศรัทธาของชาวจีนที่อาศัยอยู่ตลาดชุมแสง เดิมทีชาวชุมแสงเรียกศาลแห่งนี้ว่า ศาลเจ้าพ่อคลองจระเข้เผือก เนื่องจากมีเรื่องเล่าตามตำนานว่า มีขอนไม้ลอยตามลำน้ำน่าน วนเวียนทวนน้ำอยู่หน้าศาล เจ้าพ่อได้ประทับฝันให้ชาวบ้านนำขอนไม้นี้ขึ้นมาแล้วนำไปแกะสลักเป็นองค์เจ้าพ่อ และเจ้าพ่อจะประทับในไม้แกะสลักนี้ เพื่อปกป้องภัยพิบัติให้ชาวบ้านอยู่เย็นเป็นสุข ทำมาค้าขายเจริญรุ่งเรือง และปลอดภัยตลอดการเดินทาง

นอกจากนี้ เจ้าพ่อเกิดมีความรักกับเจ้าแม่เกยไชย จึงประทับทรงให้ชาวบ้านชุมแสงไปสู่ขอเจ้าแม่เกยไชยให้ได้แต่งงานกับเจ้าแม่เกยไชย โดยเจ้าพ่อได้ยกขันหมากทางเรือไปสู่ขอและแต่งงานกับเจ้าแม่เกยไชย ซึ่งหลังงานแต่ง ชาวบ้านได้อัญเชิญเจ้าแม่เกยไชยกลับมาประทับอยู่ที่ชุมแสง และได้แกะสลักไม้เป็นองค์เจ้าแม่ขึ้นมาใหม่คู่กับองค์เจ้าพ่อ ชาวบ้านจึงเปลี่ยนชื่อศาลเจ้าพ่อคลองจระเข้เผือก มาเป็น “ศาลเจ้าพ่อ-เจ้าแม่ชุมแสง” จวบจนถึงปัจจุบัน

 

สะพานหิรัญนฤมิต
ขอขอบคุณ เฟซบุ๊ก เจริญ ตันมหาพราน

4. สะพานหิรัญนฤมิต

สะพานหิรัญนฤมิต หรือสะพานแขวนแห่งอำเภอชุมแสง จ.นครสวรรค์ สร้างขึ้นในปี 2552 เพื่อให้ผู้คนจากสองฟากฝั่งแม่น้ำน่านสัญจรข้ามไป-มา ถือเป็นจุดแลนด์มาร์คสำคัญของที่นี่ ซึ่งอยู่คู่กับพื้นที่ชุมแสง สะพานแห่งนี้จะมีผู้คนสัญจรบนสะพานไป-มา รวมถึงจักรยาน และรถจักรยานยนต์ ยกเว้นรถยนต์ 4 ล้อขนาดใหญ่ไม่สามารถสัญจรบนสะพานแห่งนี้ได้ เนื่องจากสะพานดังกล่าวเป็นสะพานขนาดเล็ก

 

พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
ภาพจาก แฟนเพจ ผู้ชาย สะพายกล้อง

5. พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ตั้งอยู่บริเวณเขื่อนกั้นแม่น้ำน่านฝั่งตลาดชุมแสง ในอดีตสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชถูกยิงด้วยกระสุนปืนได้รับบาดเจ็บที่หน้าแข้ง บริเวณริมฝั่งแม่น้ำน่าน เขตอำเภอชุมแสง แห่งนี้ ชาวบ้านจึงจัดสร้างขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติในวีรกรรมอันกล้าหาญของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ที่ทรงกอบกู้เอกราชให้ประเทศชาติ เมื่อปี พ.ศ. 2311

 

ถนนคนเดิน ชุมแสง
ขอขอบคุณ ภาพจากเฟซบุ๊ก คุณ เหมา เสือเฒ่าชุมแสง

6. ถนนคนเดินชุมแสง

ถนนคนเดินชุมแสง ตั้งอยู่บริเวณถนนเลียบแม่น้ำน่าน ใกล้กับสะพานหิรัญนฤมิตร ทุกๆ วัน ชาวบ้านจะตั้งแผงขายของกันตั้งแต่ช่วงเวลา 16:00-20:00 น. ถนนคนเดินแห่งนี้ไม่ใหญ่โตมากนัก มีของกินของใช้ให้เดินเลือกซื้อ เลือกชิมกันได้อย่างเพลินๆ โดยเฉพาะช่วงเย็นๆ ควรค่ากับการเลือกซื้อสินค้า พร้อมๆ กับเดินชมภาพพระอาทิตย์ตกริมแม่น้ำบนสะพาน

 

วันหยุดสุดสัปดาห์แบบนี้ หากยังไม่รู้ว่าจะไปท่องเที่ยวที่ไหน “ชุมแสง” ถือเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์คที่ ณ เวลานี้ใครหลาย ๆ คนก็อยากที่จะไปเที่ยว ณ ที่แห่งนี้ ยิ่งเป็นแฟน ๆ ละคร “กรงกรรม” ด้วยแล้ว ยิ่งอยากไปสัมผัสกับบรรยากาศและวิถีชีวิตของผู้คนที่นั่นมาก อยากไปดูว่าบรรยากาศที่นั่นจะสวยงามเหมือนดั่งในละครหรือไม่ หากมีโอกาสลองแวะไปเที่ยวกันได้ ไปเช้า-เย็นกลับ ก็สามารถทำได้เช่นกัน หากขับรถยนต์ไปเองหรือนั่งรถไฟจะใช้เวลาเดินทางประมาณ 4-5 ชั่วโมง ก็ถึงชุมแสงแล้ว หากนั่งรถไฟ จะมีรถไฟให้บริการจากสถานีกรุงเทพฯ – ชุมแสง จำนวน 7 เที่ยว/วัน และขากลับจากสถานีชุมแสง-กรุงเทพฯ จำนวน 7 เที่ยว/วัน เช่นกัน ค่าโดยขั้นต่ำอยู่ที่เที่ยวละ 52 บาทเท่านั้นเอง (ตรวจสอบขบวนการและราคาค่าโดยสารได้ที่ : http://procurement.railway.co.th/checktime/checktime.asp ) รับรองเลยว่าคุณจะไม่ผิดหวัง เมื่อได้ไปเที่ยวตามรอยละคร “กรงกรรม” ณ ชุมแสง


_กลัวการล้มเหลวในชีวิต-คุณเป็นหนึ่งในนั้นหรือไม่_web.jpg

kinyupen_adminMay 8, 2019

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของ “ความล้มเหลว” คำนี้เป็นคำที่ใครหลาย ๆ คนไม่อยากพบ ไม่อยากเจอในชีวิตสักเท่าไหร่ ฟังได้ยินคำนี้ก็รู้สึกขยะแขยงเป็นอย่างมากแล้ว แต่ก็ไม่มีใครไม่เคยผ่านความล้มเหลวมาก่อน ทุกคนต้องเคยพบเจอมาในชีวิต บางคนกลัวมากจึงเลือกที่จะไม่ทำอะไรเลย เพื่อที่จะได้ไม่เกิดความล้มเหลวขึ้นมาในชีวิต

เมื่อเรามองในมุมของเศรษฐกิจ ความล้มเหลวมักเกิดขึ้นได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น การขาดทุนจากการประกอบธุรกิจ , เงินไม่พอใช้ , มีหนี้สิน , โดนยึดทรัพย์ , ล้มละลาย ฯลฯ ทั้งหมดที่กล่าวมาล้วนเป็นความล้มเหลวที่ทุก ๆ คนต้องเผชิญ พบเจอทั้งสิ้น เชื่อว่าหลายคนกลัว กลัวกับการที่จะต้องเผชิญกับสิ่ง ๆ นี้ มันค่อนข้างโหดร้ายมากหากชีวิตต้องมาพบเจอกับเรื่องราวแห่งความล้มเหลว

จริง ๆ แล้ว “ความล้มเหลว” มักเป็นขั้นแรกที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ คนที่ประสบความสำเร็จอย่าง J.K. Rowling นักเขียน Harry Potter หรือแม้กระทั่ง Richard Branson นักธุรกิจหมื่นล้าน ก็เคยผ่านจุดเลวร้ายดังกล่าวมาแล้ว พวกเขาล้มเหลวมามากพอสมควร และความล้มเหลวนั้นเป็นสิ่งที่ช่วยหล่อหลอมให้พวกเขาประสบความสำเร็จมาจนถึงทุกวันนี้ ฉะนั้น คุณอาจจะต้องมองเรื่องกลัวการล้มเหลวให้ลึกลงไปอีกและพยายามจัดการกับมันให้ได้เพื่อให้ความสำเร็จในอนาคตของคุณเป็นรูปเป็นร่าง

หากคุณยังหวั่นกลัวกับเรื่องการล้มเหลว ลองศึกษา 3 กลวิธี รับมือกับความกลัวการล้มเหลว และลองนำไปปรับใช้ดูสักครั้ง เพื่อที่คุณจะได้รับมือและกล้าเผชิญกับความล้มเหลวได้อย่างแข็งแกร่ง

1. ฝึกคิดกับตัวเองอยู่เสมอว่า ไม่มีสิ่งใดที่เรียกว่า ความล้มเหลว มีแต่สิ่งที่เป็นผลตอบรับจากการกระทำของเราเท่านั้น และเมื่อคุณเรียนรู้จากผลนั้น คุณก็สามารถทำสิ่งที่ต่างไป และไม่ล้มเหลวอีกเลย

2. ฝึกฝน “ล้มเหลว” ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และต้องไม่ลืมว่า คนที่ประสบความสำเร็จนั้น เคยล้มเหลวมากกว่าสำเร็จ ฉะนั้นความล้มเหลวเป็นสิ่งจำเป็น ถ้าคุณต้องการจะประสบความสำเร็จ

3. หากว่าคุณไม่ได้ผลลัพธ์อย่างที่คุณต้องการ แทนที่คุณจะมานั่งถามตัวเองว่า “ทำไม” ให้ลองถามตัวเองว่า “เราจะต้องทำใหม่อย่างไรเพื่อให้คราวหน้าประสบความสำเร็จ”

 

จริง ๆ แล้วการกลัวความล้มเหลวนั้น เกิดจากการที่เรายึดติดกับอัตตาตัวตนมากเกินไป ไม่ยอมให้ตัวเองได้เรียนรู้และสัมผัสกับความผิดพลาดบ้าง เพื่อจะได้เรียนรู้ รับรู้ถึงความเจ็บปวด ความเครียด เพื่อเป็นการเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากมัน จะได้มีภูมิคุ้มกันที่ดีในการวางแผนและตั้งรับเพื่อไม่ให้ตัวเองต้องเผชิญกับความล้มเหลวอีกต่อไป

ขณะเดียวกัน การกลัวความล้มเหลวตั้งแต่ยังไม่เริ่มต้น เป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก เพราะถ้าตัวคุณไม่กล้าแม้แต่จะลองดู คุณก็จะไม่รู้เลยว่ามีโอกาสก้าวสู่ความสำเร็จรออยู่ข้างหน้า ลองเพิ่มความกล้าให้มากขึ้นสักนิดแล้วมุ่งสู่จุดหมายกันเลย อย่าไปกลัวกับความล้มเหลว เพราะถ้ามันเข้ามา แต่เรามีสติในการแก้ปัญหา ความล้มเหลวก็จะผ่านไป ลองถามตัวเองดูว่า เรากลัวความล้มเหลว? หรือเรากลัวผลกระทบที่ตามมาจากความล้มเหลว?


_ชวนเที่ยว-3-วัดดังกลางกรุงรัตนโกสินทร์-เสด็จเลียบพระนครฯ_web-1.jpg

kinyupen_adminMay 5, 2019

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จะพาไปรู้จักกับ 3 วัดดังกลางกรุงรัตนโกสินทร์ ในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราสถลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

ช่วงนี้เป็นช่วงพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นช่วงเวลาที่คนไทยหลาย ๆ คนจะได้รับชมพระราชพิธีอันสำคัญยิ่งของประเทศไทยในรอบ 69 ปี หนึ่งในพิธีที่พสกนิกรจะได้มีโอกาสเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 คือ การเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราสถลมารค ระยะทาง 7 กิโลเมตร ซึ่งตลอดเส้นทางมีการปรับปรุงภูมิทัศน์ ตกแต่งดอกไม้และไฟอย่างสวยงาม พร้อมทั้งเปิดให้พสกนิกรได้มีโอกาสเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทอย่างใกล้ชิด

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จะพาไปรู้จักกับ 3 วัดดังกลางกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งเป็นวัดที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 จะเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร ตามหมายกำหนดการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ในวันที่ 5 พฤษภาคม 2562 ประกอบด้วย วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม

 

วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร

ภาพจากเฟซบุ๊ก โรงเรียนวัดบวรนิเวศ (Wat Bowonniwet School)

1. วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร

วัดบวรราชนิเวศราชวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก เป็นวัดสำคัญอีกวัดหนึ่งในกรุงเทพฯ เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงพระผนวชได้เสด็จมาประทับที่วัดนี้ก่อน  เสด็จขึ้นครองราชย์ นอกจากนี้ ยังมีพระมหากษัตริย์อีกหลายพระองค์ทั้งรัชกาลที่ 7 และรัชกาลที่ 9 ทรงผนวชและจำพรรษาที่วัดแห่งนี้ ในปี 2521 เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระผนวช ณ วัดพระอุโบสถและทรงประทับที่พระตำหนักปั้นหยา วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร เป็นวัดที่ใช้ประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกตั้งแต่รัชกาลที่ 4 จนถึงปัจจุบัน

สำหรับพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 วัดบวรนิเวศวิหาร จะเป็นสถานที่สำคัญอีกหนึ่งแห่งในการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางสถลมารค พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะทรงสักการะพระพุทธชินสีห์ และถวายราชสักการะพระบรมราชสรีรางคารพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 และในรัชกาลที่ 9

ภาพจากเฟซบุ๊ก : วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม Wat Rajabopit

2. วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม

วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เป็นพระอารามประจำรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 7 เป็นพระอารามหลวงที่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเป็นวัดประจำรัชกาล เมื่อ พ.ศ. 2412 และนับเป็นพระอารามหลวงสุดท้าย ที่พระมหากษัตริย์ทรงสร้างตามโบราณราชประเพณีที่มีการสร้างวัดประจำรัชกาล

วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม มีลักษณะผสมระหว่างสถาปัตยกรรมไทยกับสถาปัตยกรรมตะวันตก อำนวยการก่อสร้างโดย พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐวรการ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ และเจ้าพระยาธรรมาธิกรณาธิบดี (หม่อมราชวงศ์ปุ้ม มาลากุล)

ครั้นเมื่อวัดสร้างเสร็จ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามว่า วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม หมายถึง วัดที่พระมหากษัตริย์ทรงสร้าง และมีมหาสีมาอันเป็นเสาศิลาจำหลักยอดเป็นรูปเสมาธรรมจักร 8 เสา ตั้งเป็นสีมาที่กำแพง 8 ทิศ

สำหรับพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงนมัสการพระพุทธอังคีรส พระประธานในพระอุโบสถ และถวายราชสักการะพระบรมราชสรีรางคารพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 และพระราชสรีรางคารสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7

 

ภาพจากเฟซบุ๊ก วัดโพธิ์ ท่าเตียน Wat Pho

3. วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร

วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร หรือ วัดโพธิ์ เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก เป็นวัดประจำรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 แห่งราชวงศ์จักรี เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้สถาปนาวัดโพธารามวัดเก่าที่เมืองบางกอกครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นวัดหลวงข้างพระบรมมหาราชวัง และที่ใต้พระแท่นประดิษฐานพระพุทธเทวปฏิมากร พระประธานในพระอุโบสถเป็นที่บรรจุพระบรมอัฐิของพระองค์ท่านไว้ด้วย

วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร มีเนื้อที่ 50 ไร่ 38 ตารางวา อยู่ด้านทิศใต้ของพระบรมมหาราชวัง ทิศเหนือจดถนนท้ายวัง ทิศตะวันออกจดถนนสนามไชย ทิศใต้จดถนนเศรษฐการ ทิศตะวันตกจดถนนมหาราช มีถนนเชตุพน ขนาบด้วยกำแพงสูงสีขาวแบ่งเขตพุทธาวาสและสังฆาวาสชัดเจน

สำหรับพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงนมัสการพระพุทธเทวปฏิมากร พระประธานในพระอุโบสถ และถวายราชสักการะพระบรมราชสรีรางคารพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1

 

 

วันหยุดสุดสัปดาห์ ลองหาโอกาสไปไหว้พระหรือท่องเที่ยว 3 วัดดังกล่าวได้ เพราะแต่ละสถานที่ล้วนมีประวัติศาสตร์และความเป็นมาที่น่าศึกษา และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


-14-อีกครั้ง-ของ-ดรศุภวุฒิ-สายเชื้อ_web.jpg

kinyupen_adminMay 2, 2019

เมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายของเราก็จะค่อย ๆ ร่วงโรย มีริ้วรอยหรือเหี่ยวย่น ซึ่งเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่า เรากำลังค่อย ๆ คืบคลานเข้าสู่ “ความแก่” เชื่อว่าใครหลาย ๆ คนไม่อยากเผชิญกับสิ่ง ๆ นี้เท่าไหร่นัก จึงพยายามแสวงหาวิธีต่าง ๆ ที่จะทำให้ตัวเองยังคงอ่อนเยาวกว่าวัย

ปัจจุบัน เราจะเห็นคนในวงการบันเทิงหลายคนที่แม้อายุจะเข้าสู่เลข 4 เลข 5 แล้ว แต่ใบหน้าของเขายังคงดูเด็กอยู่เสมอ ราวกับอายุเลข 2 เลข 3 หมาด ๆ อย่างเช่น มอส ปฏิภาณ , ก้อง สหรัฐ , อั้ม พัชราภา , ป๊อก ปิยธิดา , แคทรียา อิงลิช , เบิร์ด ธงไชย ฯลฯ ที่ไม่ว่าจะผ่านมานานหลายปี แต่กาลเวลาก็ไม่สามารถทำร้ายพวกเขาได้เลย

แต่เชื่อไหมว่า ในอนาคตมนุษย์เราอาจไม่ต้องกังวลกับริ้วรอยของความแก่ชรากันอีกต่อไป ซึ่งวันนี้ทีมงานกินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงได้ขอนำบทความน่าสนใจของ ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ในวัย 62 ปี นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังแถวหน้าของไทย ที่ให้สัมภาษณ์คอลัมน์ “จุดประกาย” เรื่อง “ปรับเซลล์ให้หนุ่มสาว” มาฝากกัน โดย ดร.ศุภวุฒิ บอกว่า เป็นไปได้ที่คนเราจะไม่เจ็บ ไม่แก่ เพราะมีการศึกษาวิจัยหลายชิ้นสามารถนำมาใช้ได้กับคนทั่วไป

ย้อนกลับไปเมื่อ 6 ปีที่แล้ว ช่วงนั้นทำงานหนัก ไม่สนใจสุขภาพ ทำให้สุขภาพไม่ดี จึงไปพบคุณหมอและตรวจดีเอ็นเอพบว่า ในอนาคตมีโอกาสเสียชีวิตด้วยโรคเบาหวาน ตั้งแต่นั้นมาจึงเริ่มใส่ใจในเรื่องของสุขภาพมากขึ้น ค่อย ๆ เริ่มศึกษาข้อมูลด้านสุขภาพ พยายามหางานวิจัยเกี่ยวกับเรื่องของสุขภาพที่สามารถเชื่อถือได้ ตอนนั้นหมอแนะนำว่าให้งดอาหารเย็น เพื่อให้ร่างกายเผาผลาญน้ำตาลและไขมันให้หมด จนตอนนี้น้ำหนักลดลง 12 กิโลกรัม

จากงานวิจัยของคุณหมอ Ohsumi ที่ได้รางวัลโนเบล เรื่อง การทำความสะอาดบำรุงรักษาเซลล์ในร่างกาย ระบุว่า การอดอาหารเย็นเป็นวิธีหนึ่งในการกระตุ้นให้เซลล์ไม่แก่ ทำให้เซลล์ดีและสุขภาพดีด้วย และอีกวิธีคือการออกกำลังกาย การวิ่ง ทำให้หัวใจเต้นเร็ว ฉะนั้นเซลล์คนเรา ถ้าถูกกดดันบ้าง ด้วยการอดอาหารหรือวิ่ง ร่างกายจะแข็งแรง แนวคิดนี้เป็นการรักษาตัวเองในระดับเซลล์ไม่ให้ป่วยด้านใดเลย เพราะตนไม่อยากป่วยเป็นโรคต่าง ๆ จึงต้องทำเซลล์ให้หนุ่มสาว และเมื่อวันหนึ่งร่างกายของเราเดินทางมาถึงช่วงวัยแห่งความแก่แล้ว จะต้องทำชีวิตไม่แก่ ไม่เจ็บ ให้มีแค่เกิดและตายเท่านั้น ฟังดูอาจจะเป็นสิ่งท้าทาย แต่เพื่อผลประโยชน์ของเราเองทั้งนั้น

นอกจากนี้ งานวิจัยของ Dr.Leonard Guerante (MIT) และ Dr.David Sinclair (มหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด) พบว่า ถ้าจะทำให้เซลล์ไม่แก่ จะต้องดูแลร่างกาย เวลาที่ออกกำลังกายและอดอาหาร จะกระตุ้นเซลล์ไม่ให้แก่ ไม่ป่วยสักโรค ขณะเดียวกัน ยังมีเทคโนโลยีอื่น ๆ ที่ทำให้เซลล์กลับมาหนุ่มสาวอีกมากมาย อาทิ ยารักษาโรคเบาหวาน Metformin ที่รับประทานไปแล้วมีผลข้างเคียงทำให้อายุยืนและแข็งแรง และ Target of Rapamycin หรือยาที่ช่วยให้คนที่ปลูกถ่ายอวัยวะร่างกายไม่ปฎิเสธ ช่วยกดภูมิต้านทานให้ยอมรับ มีผลข้างเคียงทำให้อายุยืน มีการทดลองกับสัตว์เลี้ยงที่ไม่สบายเป็นโรคหัวใจ ทำให้ฟื้นตัวและอายุยืน

เรื่องนี้ไม่ใช่ความฝัน แต่เรื่องนี้เป็นความจริง เพราะหลังจากที่ได้ออกกำลังกายและงดอาหารมาได้ 6 ปี ทำให้ตอนนี้สุขภาพดีขึ้น เดินทางไปไหนก็ได้ ไม่เจ็บปวดร่างกายเหมือนแต่ก่อนอีกแล้ว ทำให้ร่างกายดูเยาว์วัย จะเห็นเลยว่าการทำให้ร่างกายดูดีแบบนี้ไม่ใช่เรื่องยากเลย ถ้าตั้งใจจากใจจริง ยังไงคุณก็ทำได้อย่างแน่นอน

ทีมงานกินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอขอบคุณ : เนื้อหาจาก คอลัมน์ จุดประกาย หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ