-ละครสอนชีวิต-แฝงข้อคิดให้ผู้ชมย้อนดูตัวเอง.jpg

kinyupen_adminApril 30, 2019

“กรงกรรม” ละครดังที่ไม่ได้มีดีแค่ความบันเทิง แต่แฝงแง่คิดดี ๆ เกี่ยวกับการใช้ชีวิตแก่ผู้ชม เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ ดังสุภาษิตไทยที่ว่า “ดูละครแล้วย้อนดูตัวเอง”

เดินทางมาถึงตอนสุดท้ายแล้ว สำหรับละครน้ำดีอย่าง “กรงกรรม” ที่นำเสนอเรื่องราวของตัวละครต่าง ๆ ที่ใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งเป็นสถานที่หลัก ๆ ของเรื่องราวความเข้มข้นที่เกิดขึ้น ทั้งความขัดแย้งของแต่ละตัวละคร ความรัก ความรักยา ความแค้น ฯลฯ

จากบทประพันธ์ของจุฬามณี ผู้ซึ่งเคยประพันธ์บทละครดัง ๆ จนประสบความสำเร็จมาแล้ว อย่างละคร ชิงชัง หรือแม้แต่ สุดแค้นแสนรัก ที่สร้างความตรึงตราตรึงใจแก่ผู้ชมจนติดงอมแงมกันทั่วบ้านทั่วเมืองมาแล้ว มาถึงละครเรื่องนี้ กรงกรรม ที่เนื้อเรื่องไม่ได้ให้เพียงแค่ความบันเทิงแก่ผู้ชมเพียงแค่นั้น แต่ละครเรื่องนี้ยังแฝงข้อคิดหรือแง่คิดดี ๆ แก่ผู้ชม ให้ตระหนัก นึกคิด รู้ว่าสิ่งใดดี สิ่งใดควรกระทำ สิ่งใดไม่ควรทำ สามารถนำข้อคิดทั้งหมดปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้อีกด้วย

“กินอยู่เป็น” 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ก็เป็นหนึ่งในแฟนละครเรื่องนี้ จึงได้รวบรวมข้อคิดและแง่คิดดี ๆ จากละคร “กรงกรรม” ตั้งแต่ตอนแรกจนถึงตอนสุดท้าย บอกเลยว่า ต้องถูกใจแฟน ๆ ละครอย่างมาก

 

EP.1 บางทีเรื่องแย่ ๆ บางเรื่อง มันเป็นเพราะเรามีอคติไปเอง – หลักเซ้ง

 

EP.2 เวลาโกรธ อย่าไปด่าเขา เพราะเวลาผ่านไป ความโกรธหาย แต่สิ่งที่ด่าเขา ไม่หาย – อาซา

 

EP.3 จะทำอะไร ต้องทำด้วยใจและซื่อสัตย์ จะมีแต่กำไร ถึงกำไรจะไม่ใช่ตัวเงิน แต่ความสบายใจมีค่าอย่างนับไม่ได้ – เรณู

 

EP.4 บุญก็อยู่ส่วนบุญ บาปมันก็อยู่ส่วนบาป หักล้างกันไม่ได้ – หมอมี

 

EP.5 อะไรที่ทำให้พ่อแม่สบายใจที่สุด ต้องรีบทำ ก่อนที่จะไม่มีโอกาส – อาซา

 

EP.6 บางทีอาจเป็นเวรกรรมตั้งแต่ชาติไหนก็ไม่รู้ ถึงได้เกลียดชังกัน ตัดกรรมเสียเถิด จะได้ไม่ต้องต่อเวรต่อกรรมกันอีก – หลักเซ้ง

 

Ep.7 ถ้าคนเป็นนายไม่เคยลงมารับรู้หัวจิตหัวใจของลูกน้อง จะรู้ได้ยังไรว่างานนั้นยาก ง่าย หรือมีปัญหา – อาซา

 

Ep.8 เงินทองไม่มีวันหมด เพราะอยู่ในเหงื่อ แต่ไม่หยุดคิด หยุดทำงาน เงินก็ออกดอก ออกผล มาให้เราเก็บเกี่ยวทุกวัน – หลักเซ้ง

 

EP.9 ความดีจะเป็นทรัพย์สมบัติติดตัว ที่ใครเอาไปไม่ได้ – หลักเซ้ง

 

EP.10 ความโกรธ ความเกลียดชัง ไม่เคยทำให้ชีวิตใครดีขึ้น – อาซา

 

EP.11 สิ่งที่เราเห็น คิดว่าดีกลับมีแต่ตำหนิ คิดว่าแย่ กลับเป็นของแท้ ชีวิตมันมีแต่ภาพลวงตา เพราะมีอคติตัวเดียว – ย้อย

 

EP.12 ชีวิตคนเรามีเวลาแค่ 3 วัน วานนี้ วันนี้ พรุ่งนี้ วานนี้เราเอาเวลามาใช้หมดไปแล้ว วันนี้เรากำลังใช้เวลากันอยู่ พรุ่งนี้ไม่รู้ว่าเราจะมีโอกาสได้ใช้มันไหน เพราะฉะนั้นอย่างประมาทกับเวลา – หลักเซ้ง

 

EP.13 การให้ที่ดีที่สุด คือ การให้อภัย – อาซา

 

EP.14 ผ้าขาวที่เปื้อน ต่อให้เราซักจนไม่มีใครเห็นรอยเปื้อน แต่คนที่เคยรู้อยู่แก่ใจดีว่าเคยเปื้อน ก็คือตัวเราเอง – เรณู

 

EP.15 ใครหวังดี ใครเป็นเพื่อนแท้ ใครจริงใจ จะไรู้กันตอนลำบาก – อาซา

 

EP.16 กรรมชั่วไม่สามารถล้างให้ขาวสะอาดได้ แต่ช่วงชีวิตที่เหลืออยู่ พอจะหาความสุขได้จากการมุ่งหน้าทำความดี โดยไม่มีเงื่อนไข – หมอสมดี

 

EP.17 เงินอยู่รอบตัวเรา อยู่ที่เราจะลงแรงคว้ามา หรืออยู่เฉย ๆ ให้หลลุดมือไป – กมล

 

EP.18 ไม่มีใครรักและหวังดีอย่างบริสุทธิ์ใจ เท่ากับคนเป็นพ่อเป็นแม่ – แม่ย้อย

 

สำหรับข้อคิดทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นข้อคิดที่ถ่ายทอดจากตัวละครในเรื่อง ซึ่งช่วยสอนและเตือนสติให้กับผู้ชมละครเรื่องนี้ ดังนั้น ดูละครอย่าดูเพื่อความบันเทิงเพียงอย่างเดียว ควรได้สาระจากการดูละครไปด้วย ดังสุภาษิตไทยที่ว่า “ดูละครแล้วย้อนดูตัวเอง” และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


-1-เดือน-ด้วย-สควอช_web.jpg

kinyupen_adminApril 29, 2019

สาวๆ หลายคนคงจะมีปัญหาเรื่องของน้ำหนักตัวหรือเรื่องหุ่นที่อาจจะอ้วนหรือมีแขนหรือต้นขาที่ใหญ่กันใช่ไหม แต่ในใจคืออยากมีหุ่นสวยๆ กล้ามเนื้อกระชับสัดส่วนเหมือนผู้หญิงสวยๆ คนอื่นๆ แต่ไม่รู้จะใช้วิธีการอย่างไรดีในการลดน้ำหนัก ลองใช้วิธีการเล่น “สควอช” ดูไหม

บางคนอาจจะยังไม่รู้จักกับคำว่า “สควอช” ว่าเป็นกีฬาอะไร อย่างไร จริงๆ แล้ว “สควอช” เป็นท่าออกกำลังกายประเภทย่อยืดหรือลุกนั่งที่โฟกัสไปที่บริเวณส่วนล่าง สามารถทำได้ง่ายๆ ทุกที่ ทุกเวลา ไม่ว่าจะอยู่ที่บ้านหรือสวนสาธารณะหรือแม้กระทั่งในฟิตเนส และกีฬาประเภทนี้ไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์อย่างดัมเบลล์หรือเบาะรองพื้นให้วุ่นวาย

วิธีออกกำลังกายด้วยการ “สควอช” ไม่ยาก เพียงแค่คุณวางเท้าทั้ง 2 ข้างให้กว้างพอดีกับบริเวณหัวไหล่ จากนั้นยืนให้เท้าติดกับพื้น มือทั้ง 2 ข้างยืดไปข้างหน้าขนานกับพื้น ย่อตัวลง ดันสะโพกไปด้านหลัง หลังตรง ทำท่าเหมือนจะนั่งเก้าอี้ เข่าของเราจะต้องเป็นเส้นตรงต่อปลายเท้าตลอดเวลา ตั้งแต่ย่อจนถึงยืนขึ้น จากนั้นให้ดันตัวแรงขึ้นด้วยแรงจากขากลับสู่ท่ายืนนับเป็น 1 ครั้ง ทำเช่นนี้ให้ครบจำนวนครั้งในแต่ละวัน

การเล่น “สควอช” ให้เกิดประสิทธิภาพ มีต้นขาที่สวยงาม ควรจัดเป็นตาราง 1 เดือน ค่อยๆ เพิ่มระดับและจำนวนขึ้น ถามว่าต้องทำทุกวันเลยไหม สามารถหยุดพักได้หรือไม่ จริงๆ คือไม่ควรหักโหมถึงขนาดต้องทำทุกวันแบบไม่มีวันหยุด ควรมีวันหยุดพักผ่อนให้ร่างกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 วัน หากยังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร ลองทำตามตารางที่เราจัดมาให้ตามนี้เลย

 

 

การ “สควอช” ถือเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ดีที่สุดที่จะช่วยให้บั้นท้ายและขาที่สวยงาม หากทำเป็นประจำติดต่อกัน มีวินัย ไม่ขี้เกียจ หมั่นทำบ่อยๆ ให้ได้ตามตารางออกกำลังกาย รับรองเลยว่าคุณจะต้องว้าวกับรูปร่างของคุณแน่นอน


.jpg

kinyupen_adminApril 28, 2019

จากที่ได้ทราบความเป็นมาของ 5 วัดข้างต้นจากตอนแรกแล้ว ทีมงานได้หาข้อมูลมาแชร์ให้ทุกท่านทราบกันต่ออีก 5 วัด ซึ่งเรียกได้ว่ามีเกร็ดเชิงประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจไม่แพ้กันได้เลย

 

Credit : www.tourwatthai.com, Facebook : พระประแดงที่รัก

 

6. วัดทรงธรรมวรวิหาร พระอารามหลวงชั้นโท ชั้นวรวิหาร เป็นวัดในพุทธศาสนารามัญนิกายที่เก่าแก่คู่บ้านคู่เมือง ซึ่งถูกสร้างขึ้นเป็นวัดแรกพร้อมการสร้างเมืองนครเขื่อนขันธ์ ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 2 โดยสมเด็จพระอนุชาธิราช กรมพระราชวังบวรสถานมงคล (กรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์) โดยพระอุโบสถเป็นเครื่องไม้ฝายกกระดาน

ต่อมาในปี พ.ศ. 2360 รัชกาลที่ 2 โปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นศักดิพลเสพย์ ซึ่งเป็นแม่กองสร้างเมืองนครเขื่อนขันธ์เพิ่มเติม สร้างป้อม “ป้อมเพชรหึงษ์” ในบริเวณวัดทรงธรรม จากนั้นโปรดเกล้าให้ย้ายวัดทรงธรรมมาอยู่ในกำแพงป้อม มีกุฏิเป็น 3 คณะ

ครั้นในสมัยรัชกาลที่ 3 โปรดเกล้าฯ ให้ พระยาดำรงราชพลขันธ์ (จุ้ย คชเสนี) ทำการบูรณะปฏิสังขรณ์ จึงได้มีการรื้อกุฏิทั้ง 3 คณะ แล้วสร้างรวมเป็นหมู่เดียว พร้อมรื้อโบสถ์ สร้างใหม่ให้เป็นแบบก่ออิฐถือปูน หลังคาประดับช่อฟ้าใบระกาหางหงส์ ก่อนที่รัชกาลที่ 4 จะทรงเปลี่ยนชื่อวัดทรงธรรม เป็น “วัดดำรงค์ราชธรรม” แต่ต่อมาเปลี่ยนชื่อกลับเป็น “วัดทรงธรรม” หากไม่ปรากฏว่าเมื่อใด

ภายในพระอุโบสถ ประดิษฐานพระประธาน เป็นพระพุทธรูปสมัยสุโขทัยปางมารวิชัยที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงเลือกอัญเชิญมาถวาย เมื่อคราวเสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานในการถวายผ้าพระกฐิน พระอุโบสถหลังนี้ยังเคยได้ใช้เป็นสถานที่ที่ถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาของข้าราชการในสมัยที่ยังเป็นจังหวัดพระประแดงด้วย

ปัจจุบันวัดทรงธรรมวรวิหาร ถือเป็นเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวมอญในพระประแดง ภายในวัดมีพระมหาธาตุรามัญเจดีย์ในรูปแบบมอญ เสาหงส์ ธงตะขาบ สัญลักษณ์แสดงตัวตนของชาวมอญ ที่ได้รับการสืบทอดทางวัฒนธรรมประเพณีมาจนถึงปัจจุบัน และเป็นศูนย์กลางการจัดงานประเพณีแห่หงส์ ธงตะขาบ ในช่วงสงกรานต์ประจำทุกปี

 

Credit : Facebook : พระประแดงที่รัก, Pantip : slow and steady

 

7. วัดไพชยนต์พลเสพย์ราชวรวิหาร พระอารามหลวงชั้นโท ชนิดราชวรวิหาร แต่เดิมชาวบ้านเรียกว่า วัดปากลัด เพราะตั้งอยู่บริเวณปากคลองลัดหลวง บ้างก็เรียกว่า วัดวังหน้า หรือ วัดกรมศักดิ์ ถูกสร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ในปี พ.ศ.2362 ซึ่งทรงโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นศักดิพลเสพ เป็นแม่กอง มาดำเนินการสร้างเมืองนครเขื่อนขันธ์ ป้อมปราการ และขุดคลองลัด ให้เสร็จลุล่วงจากที่ค้างไว้

เมื่อกรมหมื่นศักดิพลเสพ สร้างเมืองเสร็จท่านจึงได้สร้างวัดขึ้นด้วย และเรียกวัดนี้ว่า วัดกรมศักดิ์ แต่ชาวบ้านมักจะเรียกว่า วัดวังหน้า (ตามตำแหน่งของพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นศักดิพลเสพ) ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงพระราชทานนามให้วัดใหม่ว่า วัดไพชยนต์พลเสพย์ โดยคำว่า “ไพชยนต์” มีความหมายถึงบุษบกยอดปรางค์ที่อยู่ภายในพระอุโบสถ ส่วนคำว่า “พลเสพ” นำมาจากคำท้ายชื่อของกรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพ

ภายในวัดมีสถาปัตยกรรม ศิลปกรรมและจิตรกรรมโบราณที่ทรงคุณค่า สิ่งที่เด่นที่สุดคือบุษบกยอดปรางค์ภายในพระอุโบสถ ซึ่งบุษบกดังกล่าวเคยเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ (สมัยรัชกาลที่ 1)  อันเป็นงานช่างสกุลวังหน้าที่หาชมได้ยาก ก่อนที่ในสมัยรัชกาลที่ 3 กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพ ได้นำบุษบกนี้มาประดิษฐานพระประธาน ณ วัดไพชยนต์พลเสพย์แทน

 

Credit : Pantip : slow and steady และ gratisod

 

8. วัดโปรดเกศเชษฐาราม เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 แล้วเสร็จในสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ถือวัดไทย-พุทธเพียงวัดเดียวในย่านพระประแดงที่มีมาตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์

ทั้งถือเป็นวัดเดียวในพระประแดง ที่ได้มีโอกาสรับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8  และ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ขณะยังทรงเป็นพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช

การก่อสร้างวัดนี้เกิดขึ้นโดย พระยาเพชรพิไชย (เกตุ) ต้นสกุล “เกตุทัต” ซึ่งเป็นบุตรของพระยาเพชรพิไชย (หง) ต้นสกุล “หงสกุล” ได้ขอสร้างวัดในฝั่งตรงข้ามกับวัดไพชยนต์พลเสพย์ ตามที่รัชกาลที่ 2 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นศักดิพลเสพ เป็นแม่กองในการสร้างเมืองนครเขื่อนขันธ์ และป้อมปราการต่างๆ โดยนำวัสดุที่เหลือจากการสร้างวัดไพชยนต์พลเสพย์ ที่กรมหมื่นศักดิพลเสพ สร้างขึ้น มาตกแต่งที่วัดโปรดเกศฯ นี้ วัดทั้งสองจึงเสมือนเป็นวัดพี่วัดน้องที่สร้างเสร็จในปีเดียวกัน

ช่วงแรกชาวบ้านยังคงเรียกว่า วัดปากคลอง จนกระทั่งภายหลังได้รับพระราชทานนามว่า “วัดโปรดเกศเชษฐาราม” และได้รับวิสุงคามสีมา (เขตที่พระเจ้าแผ่นดินพระราชทานแก่พระสงฆ์เป็นการเฉพาะเพื่อใช้สร้างอุโบสถ) ในปี พ.ศ.2368

ภายในวิหาร เป็นที่ประดิษฐานของ พระพุทธไสยาสน์ พระพุทธรูปปูนปั้นลงรักปิดทอง ความยาว 6 วา 2 ศอก ที่เก่าแก่ที่สุดในจังหวัดสมุทรปราการ ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2365 ในสมัยรัชกาลที่ 2 นับเป็นพระพุทธรูปที่มีพุทธลักษณะที่งดงาม ทั้งยังเป็นต้นแบบของการหล่อพระนอนวัดโพธิ์อีกด้วย

 

Credit : Pantip : slow and steady

 

9. วัดคันลัด ก่อสร้างขึ้นราว พ.ศ. 2349 สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ โดยเป็นวัดที่มีความเชื่อว่าพื้นที่ตรงนี้เคยเป็นสุสานของช้างมาก่อน โดยย้อนกลับไปในช่วงที่ชาวรามัญอพยพมาจาก ปทุมธานี และนนทบุรี ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 พ.ศ.2358  ผู้นำชาวรามัญมาตั้งถิ่นฐานที่เมืองนครเขื่อนขันธ์ นามว่า “พระยานครเขื่อนขันธ์รามัญราชชาติเสนาบดีศรีสิทธิสงคราม” ( ทอมาคชเสนี )โดยเมื่อชาวรามัญแยกย้ายกันมาอยู่  ก็อยู่กันเป็นกลุ่มๆ โดยกลุ่มที่มาอยู่ที่ตำบลทรงคนอง ก็เลือกเอาวัดคันลัดที่มีอยู่เดิมแล้วเป็นวัดประจำหมู่บ้าน แล้วก็นิมนต์เอาพระชาวรามัญมาปกครองวัด เพื่อที่จะได้เอาบุตรหลานของตนบวชและศึกษาธรรมวินัยเป็นที่เลื่อมใสและเคารพสืบต่อกันมา

พระพุทธรูปประจำวัด คือหลวงพ่อหินอ่อน (มัณฑะเล) เป็นพระพุทธรูปศิลปะมอญที่มีความสวยงาม เดิมอยู่ประดิษฐานอยู่ในตู้ลายไม้สักตั้งอยู่ที่หอสวดมนต์ แต่ภายหลังมีโจรขโมยพระปรากฏขึ้นบ่อย จึงต้องยกเก็บไว้ในกุฏิเจ้าอาวาส เมื่อถึงงานปี หรือ เทศกาลสำคัญจึงจะยกมาให้ประชาชนสักการะ

 

Credit : Facebook : เที่ยววัด, Pantip : slow and steady

 

10. วัดป่าเกด เดิมชื่อ “วัดถนนเกด” ตามชื่อของตาเกด ชาวบ้านที่เป็นคนขุดถนนเข้าวัดเป็นคนแรก แต่เนื่องจากบริเวณวัดมีต้นเกดขึ้นมากมาย สมัยต่อมาจึงหันมาเรียกว่า “วัดป่าเกด” แทน โดยถูกสร้างขึ้นเมื่อครั้งฟื้นฟูพระพุทธศาสนาทั่วราชอาณาจักรในรัชกาลที่ 2 เมื่อประมาณ พ.ศ. 2360 ครั้นถึงสมัยรัชกาลที่ 3  สมเด็จพระสังฆราช (ด่อน) วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์ เสด็จฯ มาเป็นประธานสร้างอุโบสถ โดยหน้าบันเป็นรูปครุฑลวดลายวิจิตรตระการตา สันนิษฐานว่าหลังจากที่สร้างพระสมุทรเจดีย์กลางน้ำแล้วจึงได้มาสร้างอุโบสถนี้ขึ้น

ภายในอุโบสถมีภาพจิตรกรรมฝาผนังอัน จากฝีมือ ” ช่างสิบหมู่ “ สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นที่หาชมได้ยาก ขณะที่หน้าบันมีเครื่องไม้สักแกะสลักเป็นภาพนารายณ์ทรงครุฑ เป็นเครื่องแกะสลักลอยตัว นำมาประกอบติดประดับที่หน้าบันจึงสวยงามกว่าภาพแกะสลักบนพื้นผนังธรรมดาเป็นอย่างมาก หากน่าเสียดายที่ไม้สักแกะสลักนารายณ์ทรงครุฑของเดิมถูกขโมยไปเมื่อครั้งกรมศิลป์เข้ามาบูรณปฏิสังขรณ์อุโบสถหลายปีก่อน

สำหรับ วัดป่าเกด ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา (เขตที่พระเจ้าแผ่นดินพระราชทานแก่พระสงฆ์เป็นการเฉพาะเพื่อใช้สร้างอุโบสถ) ครั้งหลังเมื่อวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ.2509 ขณะที่กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนพระอุโบสถและพระเจดีย์ไว้เป็นโบราณสถานแห่งชาติเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ.2510  ต่อมาใน พ.ศ.2513 ได้มีการสร้างอุโบสถหลังใหม่ขึ้นแทนหลังเก่าที่ทรุดโทรม อุโบสถหลังเก่าจึงกลายเป็นวิหารไป 


-เมื่อเกิด-ไฟไหม้_cover.jpg

kinyupen_adminApril 26, 2019

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของสถานการณ์ “ไฟไหม้” เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ไม่มีใครอยากให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้น โดยเฉพาะกับบ้านของตัวเอง เพราะนั่นหมายถึงสิ่งเลวร้ายที่จะนำมาสู่ความสูญเสียแถมยังลุกลามความเดือดร้อนไปยังบ้านอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สิน สิ่งมีค่า หรือแม้กระทั่งชีวิตของมนุษย์

ล่าสุด เหตุการณ์ไฟไหม้เพิ่งเกิดขึ้นไปไม่นาน เมื่อวันที่ 10 เมษายน ที่ผ่านมา กับเหตุการณ์ไฟไหม้โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ และบางกอก คอนเวนชัน เซ็นเตอร์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ เพลิงลุกลามบริเวณชั้น 8 ของอาคาร และกลุ่มควันจำนวนมากกระจายตัวไปบริเวณภายในส่วนของห้างสรรพสินค้าอีกด้วย เหตุการณ์ดังกล่าวมีผู้เสียชีวิต 3 ราย และได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก

เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความแตกตื่นกับประชาชนอย่างมาก เพราะเหตุการ์ที่เกิดขึ้นแม้ว่าแต่ละอาคารจะมีการวางระบบป้องกันไฟไหม้แล้วก็ตาม แต่เราก็ไม่ควรประมาท หากใครมีโอกาสติดตามข่าวสารจากสื่อต่าง ๆ จะเห็นว่า ทุกครั้งที่เกิดเหตุไฟไหม้จนทำให้เกิดความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สิน มักจะเกิดเหตุในช่วงเวลากลางคืนหรือในอาคารสำนักงานใหญ่ ๆ

เหตุการณ์ไฟไหม้นั้น ไม่มีใครรู้หรอกว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ แต่สิ่งที่เราควรมีเอาไว้ คือ สติ สำหรับแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้น “กินอยู่เป็น” 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำข้อมูลจากกองปราบปราม เป็น “10 ขั้นตอนวิธีการเอาตัวรอด เมื่อเกิดเหตุไฟไหม้” มาฝากทุก ๆ คน เพื่อให้ศึกษาเป็นความรู้พื้นฐาน หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น จะได้รับมือได้อย่างถูกต้องและถูกวิธี โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่พักอาศัยอยู่คอนโด อยู่บนอาคารสูง หรืออยู่ภายในอาคารต่าง ๆ

1. หากเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ภายในห้อง สิ่งแรกที่ต้องทำ คือ มีสติ อย่าตื่นตะหนกเด็ดขาด

2. หากพบเหตุไฟไหม้ ให้ดึงหรือกดสัญญานแจ้งเหตุไฟไหม้ที่กล่องแดงข้างผนังทางเดินทันที แม้จะพบเพียงเล็กน้อยก็ตาม ก็ไม่ควรปล่อยปะละเลย

3. หากเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ในระยะเริ่มต้น พยายามดับเพลิงด้วยตนเองเบื้องต้นด้วยการใช้อุปกรณ์ดับเพลิงในอาคารให้ได้เร็วที่สุด อย่ามัวรอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ดับเพลิง

4. หากเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้แล้วไม่สามารถดับเพลิงได้ ให้รีบออกจากห้องและปิดประตูให้สนิท เพื่อชะลอการลุกลามของเพลิง จากนั้นให้รีบออกจากอาคารให้เร็วที่สุด

5. หากต้นเพลิงเกิดจากส่วนอื่นของอาคาร เมื่อทราบว่ามีเหตุเพลิงไหม้ ให้ตั้งสติ มองหาอุปกรณ์ส่องสว่าง เช่น ไฟฉาย โทรศัพท์มือถือ ที่จะช่วยให้สามารถออกจากความมืดภายในอาคารได้

6. หาผ้าชุบน้ำปิดปาก ปิดจมูก หรือหาผ้าห่มชุบน้ำแล้วห่มตัว เพื่อป้องกันการสูดควันไฟ และความร้อนจากเปลวไฟ

7. ก่อนเปิดประตูให้แตะหรือคลำลูกบิด หากพบว่ามีความร้อนจัด แสดงว่ามีเปลวเพลิงอยู่ด้านนอก อย่าตื่นตระหนกเปิดประตูทันที เพราะเปลวไฟอาจจะพุ่งเข้าหาตัวได้

8. ห้ามใช้ลิฟต์โดยเด็ดขาด เพราะหากติดอยู่ภายในลิฟต์ ก็มีโอกาสสูงมากที่จะเสียชีวิตจากควันไฟ ขอแนะนำให้ใช้บันไดหนีไฟ

9. หากติดอยู่ในกลุ่มควันไฟ ให้ก้มตัวลงต่ำและคลานไปกับพื้น เพราะออกซิเจนจะลอยอยู่ที่ต่ำ ควันไฟเป็นเหตุที่ทำให้คนส่วนใหญ่เสียชีวิตมากกว่าเปลวไฟถึง 3 เท่าตัว

10. กรณีที่ไม่สามารถออกจากห้องได้ เนื่องจากมีเปลวไฟอยู่บริเวณภายนอกห้อง ให้อยู่ภายในห้องพักและปิดประตู ใช้ผ้าชุบน้ำอุดบริเวณขอบบานประตู และให้ขอความช่วยเหลือที่บริเวณหน้าต่างหรือระเบียง

 

จำเอาไว้เลยว่า หากสามารถเอาตัวเองออกมาจากอาคารที่เกิดเหตุได้แล้ว แต่พบว่ายังมีคนยังติดอยู่ในอาคาร อย่ากลับเข้าไปโดยเด็ดขาด เพราะอาจจะเป็นอันตรายถึงขั้นชีวิตได้ ฉะนั้น ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเพื่อทำการช่วยเหลือแทน

สุดท้าย เหตุไฟไหม้เป็นเหตุการณ์ที่สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ฉะนั้น ขอย้ำและแนะนำให้ทุกคนรู้จักเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุไฟไหม้อยู่ตลอดเวลา เพราะเมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้น จะได้รับมือกับเหตุการณ์นั้นได้อย่างปลอดภัย และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


_web.jpg

kinyupen_adminApril 25, 2019

ช่วงนี้เป็นช่วงฤดูร้อน หลายพื้นที่ในประเทศไทยต้องประสบกับปัญหาความร้อน ที่ปีนี้ไม่ใช่แค่ร้อนธรรมดา แต่ว่า “ร้อนถึงร้อนที่สุด” แบบว่าแค่ออกจากบ้านเหงื่อก็ไหลแล้ว ขณะเดียวกันบางพื้นที่ก็เริ่มประสบปัญหาภัยแล้งแล้ว

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยา ที่รายงานว่า หลายพื้นที่ของประเทศไทยจะมีอากาศร้อนจนถึงร้อนจัด และมีอุณภูมิเฉลี่ยสูงสุดตลอดทั้งฤดูร้อนอยู่ที่ 41-42 องศาเซลเซียส มีอากาศร้อนจัดบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง เมื่อประเทศไทยอยู่หน้าร้อนแบบนี้ ทำให้ใครหลาย ๆ คนต้องเผชิญกับอากาศที่ร้อนจัด บางคนถึงขั้นล้มป่วยเลยก็มี เพราะร่างกายสู้กับหน้าร้อนไม่ไหว หากไม่ได้รับการรักษาแบบทันท่วงที ร่างกายก็จะเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ เช่น อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน ปวดหัว และอาจถึงขั้นร้ายแรงถึงขนาดเสียชีวิตเลยก็ได้

ดังนั้น มนุษย์ต้องพยายามหาวิธีต่าง ๆ ที่จะสามารถใช้ชีวิตในช่วงหน้าร้อนนี้ได้ มีวิธีใดบ้างที่จะสามารถใช้ชีวิตในช่วงหน้าร้อนอย่างสตรองได้ “กินอยู่เป็น” 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวมวิธีรับมือช่วงหน้าร้อนมาให้แล้ว

 

1. เปิดแอร์-พัดลม : หากอยู่ที่บ้าน สามารถเปิดพัดลมเบอร์แรง ๆ หรือเปิดเครื่องปรับอากาศในอุณหภูมิที่พอดี เพื่อคลายร้อนได้

 

2. พกร่ม-ทาครีมกันแดดทุกครั้งเมื่อออกจากบ้าน : เมื่อต้องออกไปทำกิจกรรมนอกสถานที่ อย่าลืมพกร่มไว้สำหรับป้องกันแดด หรือพกแว่นกันแดดไปด้วยก็จะดี นอกจากนี้ หากกลัวผิวคล้ำเสีย ก็ทาโลชั่นกันแดดที่มีค่า SPF 15 ขึ้นไปก่อนออกแดด อย่างน้อย 30 นาที เพื่อช่วยป้องกันผิวเสียได้

 

3. ดื่มน้ำเยอะๆ : ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 6-8 แก้วหรือประมาณวันละ 2 ลิตร และไม่ควรรับประทานน้ำแข็งหรือน้ำเย็นจัด เนื่องจากขณะที่ร่างกายมีอุณหภูมิสูงมาก หากรับประทานน้ำเย็นเข้าไป จะทำให้ร่างกายปรับสภาพไม่ทัน ทำให้เกิดอาการจุก แน่นหน้าอกได้

 

4. อาบน้ำคลายร้อน : หากร้อนจนถึงขั้นร้อนมาก ๆ แล้วไม่สามารถทนความร้อนต่อไปได้ หากอยู่ที่บ้านก็อาบน้ำเพื่อคลายร้อน โดยน้ำที่ใช้อาบไม่ควรเป็นน้ำเย็นจัดหรือน้ำร้อนจัด เพื่อป้องกันการช็อค เนื่องจากร่างกายปรับสภาพไม่ทัน ฉะนั้น ควรใช้เป็นน้ำที่มีอุณหภูมิปกติจะดีกว่า

 

5. เลือกสถานที่เย็นๆ คลายร้อน : ห้างสรรพสินค้า ร้านกาแฟ เป็นสถานที่หลัก ๆ ที่ใครหลาย ๆ คนจะเดินทางไป เพื่อหาสถานที่คลายร้อน มีแอร์เย็นสบาย ที่ร้านค้ามากมายให้เดินเข้าไปช็อป ชิม ชิลล์ ได้อีกด้วย

 

6. พักผ่อนให้เพียงพอ : ในแต่ละวันมนุษย์จะต้องนอนหลับพักผ่อนร่างกายอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง การนอนช่วงลดอุณหภูมิในร่างกายได้ ฉะนั้น การนอนช่วยให้ร่างกายมีสุขภาพดี พร้อมรับสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวได้อย่างเต็มที่

 

7. สวมเสื้อผ้าที่เนื้อผ้าบาง ๆ : ควรสวมเครื่องแต่งกายที่มีเนื้อผ้าบาง ๆ ไม่หนามาก และสวมเสื้อโทนสีสว่าง ๆ หลีกเลี่ยงการสวมเครื่องแต่งกายที่มีเนื้อผ้าหนา ๆ อย่างเช่น เสื้อกันหนาว สูท เสื้อโควท์ เป็นต้น

 

8. หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ : ช่วงหน้าร้อนแบบนี้ ไม่ควรดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะในช่วงกลางวัน เพราะเมื่อดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้าไปแล้วจะทำให้อุณหภูมิในร่างกายค่อย ๆ สูงขึ้น เหมือนร่างกายตนเองมีความร้อนขึ้นมา แล้วยิ่งประกอบกับสภาพอากาศที่ร้อนระอุขนาดนี้ อาจเป็นอันตรายต่อร่างกาย บางรายถึงขั้นเสียชีวิตได้

 

สุดท้าย หน้าร้อนแบบนี้ เราต้องปรับตัวเพื่อให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างสบายใหมากที่สุด ลดการเจ็บไข้ได้ป่วยจากสภาพอากาศแบบนี้ อดทนอีกนิดนึง เพราะอีกไม่กี่เดือนเราก็จะเข้าสู่ช่วงฤดูฝนแล้ว และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


-ถ้า-โซเชียลมีเดีย-ถูกควบคุมอย่างเข้มงวด_web.jpg

kinyupen_adminApril 24, 2019

“โซเชียลมีเดีย” แพลตฟอร์มสำคัญที่มีผู้ใช้งานมากมายทั่วโลก จนกลายเป็นอีกหนึ่งในปัจจัยสำคัญของชีวิตของมนุษย์เลยก็ว่าได้ สามารถใช้งานได้ง่ายๆ ทั้งในคอมพิวเตอร์ ไอแพด และโทรศัพท์มือถือประเภทสมาร์ทโฟน เพียงแค่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต ก็สามารถเข้าถึงโซเชียลมีเดียได้อย่างเสรี แต่จะดีไหม? วันนี้กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอพาไปดูว่าหากมีการเข้าถึงเพื่อควบคุมเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมออกไป คุมเข้มการใช้โซเชียลมีเดียให้อยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม 

เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม ไลน์ ยูทูป ฯลฯ เป็นแอปพลิเคชันที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดในอันดับต้น ๆ จนกลายเป็นอีกแพลตฟอร์มที่ได้รับความนิยม เปรียบเสมือนพื้นที่ส่วนตัวหรือช่องทางในการโพสต์เรื่องราวต่าง ๆ เพื่อให้สาธารณะได้เห็น และมีส่วนร่วมในโพสต์ของเรา ทั้งการกดไลค์ กดแชร์ แสดงความคิดเห็นต่าง ๆ เปรียบเสมือนโลกอีกใบหนึ่งที่สามารถแสดงตัวตนได้อย่างอิสระ ไร้ขอบเขต แสดงความคิดเห็นสื่อสารแบบสองทางโต้ตอบอย่างเสรีในกลุ่มคนวงกว้าง จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมหลายคนหลงไหลในโซเชียลมีเดีย

สื่อ “โซเชียลมีเดีย” ก็เปรียบเสมือนดาบสองคม ที่ก่อเกิดผลดีและผลร้ายได้ หากผู้ใช้งานใช้โซเชียลมีเดียในทางที่ไม่ถูกต้อง อาจก่อให้เกิดความเสียหายได้ โดยเฉพาะการโพสต์แสดงความคิดเห็นในมุมมองอิสระ ไร้ขอบเขต จนไปพาดพิงต่อบุคคลหรือหน่วยงานอื่น ทำให้เกิดความเสียหายขึ้น และสิ่งเหล่านั้นอาจจะเป็นดาบอีกด้านที่หวนกลับมาทำร้ายตัวเองเช่นกัน นอกจากนี้ ยังมีการโพสต์ภาพหรือวีดิโอที่นำเสนอถึงการใช้ความรุนแรง ภาพที่น่ากลัว สยดสยอง รวมไปถึงการใช้คำพูดหรือภาษาที่ไม่สุภาพ และมีการส่งต่อกันเป็นไวรัล จึงทำให้น่าเป็นห่วงว่า กลุ่มเด็กและเยาวชนที่ใช้โซเชียลมีเดียอาจจะลอกเลียนแบบพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมจากคอนเทนท์ที่มีการส่งต่อกันในโซเชียลมีเดีย

ล่าสุด กับเหตุการณ์กราดยิงมัสยิด 2 แห่งในนครไครสต์เชิร์ชของนิวซีแลนด์ เมื่อวันที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ซึ่งผู้ก่อการร้ายได้ทำการเฟซบุ๊กไลฟ์เหตุการณ์ความรุนแรงดังกล่าวและมีการแชร์ลงสู่เว็บไซต์ยูทูป จนทำให้มีผู้ใช้สังคมออนไลน์เห็นคลิปดังกล่าว มีการส่งต่อเป็นไวรัลอย่างต่อเนื่อง แม้เฟซบุ๊กและยูทูปพยายามลบคลิปวิดีโอดังกล่าวแล้วก็ตาม

จากปัญหาที่เกิดขึ้น ทำให้แต่ละประเทศต้องตระหนักกับเรื่องดังกล่าว พยายามหาวิธีแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อไม่ให้ประชาชนใช้โซเชียลมีเดียไปในทางที่ผิด แม้จะมีการตั้ง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ รวมถึงกำหนดโทษของผู้กระทำผิดแล้ว ก็ไม่ได้ทำให้ผู้ใช้โซเชียลมีเดียเกิดความตระหนักหรือหวาดกลัวแต่อย่างใด จนบางประเทศต้องมีการควบคุมเนื้อหาของโซเชียลมีเดีย อย่างออสเตรเลียได้ยื่นเสนอร่างกฎหมายควบคุมสื่อสังคมออนไลน์ต่อรัฐสภา เพื่อป้องกันการเผยแพร่เนื้อหาที่มีความรุนแรงต่อผู้ใช้โซเชียลมีเดีย โดยร่างกฎหมายฉบับนี้ ระบุว่า ผู้บริหารสื่อสังคมออนไลน์จะถูกลงโทษจำคุกสูงสุด 3 ปี และปรับเป็นเงินร้อยละ 10 ของผลประกอบการบริษัท หากไม่สามารถควบคุมการเผยแพร่เนื้อหาและภาพความรุนแรงได้ทันเวลา

เรื่องนี้ มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก เห็นด้วยว่ารัฐบาลคววรมีอำนาจในการเป็นผู้มีบทบาทสำหรับควบคุมการใช้อินเทอร์เน็ตของประชาชน เพื่อปกป้องชุมชนให้มีความปลอดภัย และปกป้องภัยอันตรายที่เกิดมากขึ้นในโลกสังคมออนไลน์ อย่างบางประเทศก็มีการบล็อคการเข้าถึงสื่ออินเทอร์เน็ตเลย อาทิ สาธารณรัฐชาด ในแถบแอฟริกากลาง ตัดขาดการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต โดยเฉพาะโซเชียลมีเดียยอดนิยมอย่าง เฟซบุ๊ก ว้อทส์แอพ และทวิตเตอร์ , ประเทศจีน บล็อคการใช้แอปพลิเคชันไลน์ รวมถึงโซเชียลมีเดียประเภทอื่น ๆ เพราะที่นั่นมีความเข้มงวดเป็นอย่างมากในการบล็อคเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาต่อต้านกลุ่มรัฐบาล ค่านิยมทางสังคม และ การกำกับดูแลเนื้อหาบนอินเทอร์เน็ต เพื่อความมั่นคงของชาติ

สุดท้าย ไม่ว่าจะใช้โซเชียลมีเดียด้วยวัตถุประสงค์ใดก็ตาม ก็ควรใช้อย่างระมัดระวังและใช้อย่างมีสติ โดยเฉพาะการแสดงความคิดเห็น วิพากษ์วิจารณ์ เรื่องต่าง ๆ แม้ว่าโซเชียลมีเดียจะเป็นพื้นที่ส่วนตัวของคุณก็ตาม แต่ก็ควรระวัง เพราะเมื่อเกิดปัญหาขึ้นมา คุณเองจะต้องเดือดร้อนเอง และกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้ เพราะความเสียหายเกิดขึ้นมาแล้ว ยากต่อการเรียกกลับคืนมา อย่าลืมว่าข้อความเพียงข้อความเดียว อาจจะสร้างความสะเทือนและเดือดร้อนไปถึงคนรอบข้างและคนในสังคมได้

นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


-เสียเงินไม่ว่า-เสียหน้าไม่ได้_web.jpg

kinyupen_adminApril 18, 2019

เพราะสังคมสมัยนี้มองว่าภาพลักษณ์มีความสำคัญอย่างมาก การใช้ชีวิตประจำวันมีพิธีรีตองมากขึ้น สังคมอยู่ยากขึ้น คนหลายๆ คนจึงมีพฤติกรรมบางอย่างที่ต้องทำอย่างไรก็ได้เพื่อให้ตัวเองมีชื่อเสียงในด้านที่ดี เดือดร้อนมากแค่ไหนก็ยอม แต่จะไม่ยอมขายขี้หน้าต่อหน้าสาธารณชนโดยเด็ดขาด แบบชนิดที่เรียกได้ว่า “เสียเงินไม่ว่า เสียหน้าไม่ได้” จนกลายเป็นว่าชักหน้าไม่ถึงหลัง วันนี้ กินอยู่เป็น ขอนำเสนอบทความดี ๆ เพื่อให้หลายคนฉุกคิด ก่อนจะจ่าย…

เมื่อการเข้าสังคมเป็นสิ่งสำคัญที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราจึงต้องสร้างภาพลักษณ์ที่คล้ายคลึงกับคนในสังคม เพื่อไม่ให้เกิดความแปลกแยก นี่ล่ะ คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในสังคมไทยที่คนกลุ่มหนึ่งยอมทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตัวเองดูดี โดดเด่นในทุกกิจกรรม ทำอย่างไรก็ให้คนรอบข้างรู้สึกประทับใจ มองเราในทางบวกมากกว่าแง่ลบ บางคนยอมถึงขั้นใช้ “เงิน” ในการแก้ปัญหา ยอมเสียเงินจำนวนมากเพราะไม่อยากเสียหน้า ทำอะไรต้องทำให้สุดๆ และดีที่สุด เพื่อให้ตนเองเกิดความสบายใจในการมีหน้ามีตาในสังคมให้ดูดีมากที่สุด จนสุดท้าย “เงิน” กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่สุดที่คนจะนำมาใช้สำหรับการมีหน้ามีตาในสังคม

บางคนมีฐานะทางการเงินที่ดี การเสียเงินจำนวนหนึ่งอาจจะไม่ได้ทำให้เขาได้รับความเดือดร้อนเลย แต่สำหรับคนที่ฐานะพอประมาณหรือยากจน การเสียเงินจำนวนหนึ่งเพื่อแลกมาซึ่งการมีหน้ามีตาในสังคม ถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างลำบากมาก เพราะคนเหล่านี้ถึงขั้นที่ยอมกู้เงิน หยิบยืมเงินจากคนรอบข้าง มาใช้ในทางที่ฟุ่มเฟือย ไม่เป็นประโยชน์ สุดท้ายกลายเป็นหนี้สินก้อนโต พร้อมดอกเบี้ยมูลค่ามหาศาลอีกด้วย ลองคิดดูว่าภาพลักษณ์ที่เราได้มา แต่ต้องแลกกับหนี้สินนั้น คุ้มไหมกับการลงทุน

จากผลการสำรวจของหอการค้าไทย พบว่า สถานภาพหนี้ครัวเรือนไทยปี 2561 พบจำนวนหนี้เฉลี่ยครัวเรือนในปี 2561 มีมูลค่าสูงถึง 3.16 แสนบาท/ครัวเรือน ซึ่งเป็นมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หรือนับตั้งแต่ทำการสำรวจมาเมี่อปี 2552 ขยายตัวเพิ่มขึ้น 5.8% เทียบกับการสำรวจหนี้ครัวเรือนปี 2560 ที่มีหนี้ฉลี่ย 2.99 แสนบาท/ครัวเรือน แบ่งเป็นหนี้ในระบบ 64.7% โดยหนี้ในระบบลดลงจากการสำรวจปี 2560 มีสัดส่วน 74.6% และหนี้นอกระบบ 35.3% เพิ่มขึ้นจากการสำรวจปี 2560 มีสัดส่วน 26.4%

กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ก่อหนี้เพื่อใช้ในการซื้อสินทรัพย์ อาทิ รถยนต์ บ้าน และการลงทุนประกอบกิจการ เช่น ลงทุนเครื่องจักร ซื้อวัตถุดิบ เป็นต้น อีกส่วนมาจากการก่อหนี้เพื่อจับจ่ายใช้สอยในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรบางส่วนที่ได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ และกลุ่มที่มีรายได้ไม่เกิน 3 หมื่นบาท/ครัวเรือน มีการก่อหนี้มาใช้จ่ายในครัวเรือนมากขึ้นเนื่องจากค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้น

การมีหน้ามีตาในสังคมในคนในฐานะปานกลางหรือยากจนในปัจจุบัน ไม่ใช่เรื่องยากของพวกเขา เพราะการจะออกงานสังคมทั้งทีอาจจะไม่ต้องลงทุนซื้อชุดที่ราคาแพงๆ ซื้อรถยนต์ เพราะสมัยนี้มีธุรกิจจำพวกให้เช่าชุดราตรี ชุดออกงานต่างๆ เช่ารถยนต์ แม้กระทั่งงานบวชก็ต้องจัดใหญ่ จัดเต็ม มีโต๊ะจีนกินเลี้ยง มีวงดนตรี รวมไปถึงยังมีธุรกิจแปลกใหม่อย่างเช่าสินสอดสำหรับเป็นของประกอบในงานแต่งงาน เพื่อให้ฝ่ายเจ้าภาพต้องเสียหน้าหรือขายขี้หน้าผู้ที่มาร่วมงาน หรือแม้กระทั่งการใช้เงินลงทุนเพื่อพยายามศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นไปอีก เพื่อยกระดับตัวเองให้สูงขึ้นไปอีก

สุดท้าย ใครที่กำลังคิดว่า “เงินซื้อได้ทุกอย่าง” ขอให้ลองปรับเปลี่ยนความคิดใหม่  เพราะการมีหน้ามีตาในสังคมที่แท้จริง “เงิน” อาจะไม่ใช่ปัจจัยสำคัญทั้งหมด หากคุณใช้เงินในการสร้างภาพลักษณ์และคุณงามความดี สักวันเงินคุณก็จะต้องหมดไป แต่หากสิ่งที่คุณกระทำนั้นมาจากจิตใจที่บริสุทธิ์ คิดดี พูดดี ทำดี สิ่งที่เราได้จะได้รับคือความสุขใจ ต่อให้เราจะไม่มีเงินมากมายที่จะนำเอามาจ่าย ก็ยังคงมีคนรู้จัก และยกย่องคุณอย่างแน่นอน

นี่คือวิถี กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


-โอกาสใหม่ทางธุรกิจ-ที่มาพร้อมความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี_web.jpg

kinyupen_adminApril 11, 2019

เมื่อช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา “อีสปอร์ต” เป็นที่พูดถึงอย่างมาก โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น แรกๆ พอเราได้ยินชื่อก็จะนึกถึงเป็นเพียงเกมออนไลน์ คล้ายๆ กับ Raknarok ประมาณนั้น กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวที่ไม่น่าเชื่อว่า ด้วยปัจจัยของเทคโนโลยีที่มีความก้าวหน้า จะทำให้ “อีสปอร์ต” รับความนิยมอย่างมาก จนกระทั่งได้รับการบรรจุเป็นหนึ่งในกีฬาการแข่งขันเอเชียนเกมส์ 2561

สำหรับ อีสปอร์ต (e-Sports) เป็นกีฬาชนิดหนึ่งที่มีการแข่งขันผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของผู้เล่นมากกว่า 2 คนขึ้นไป ทั้งในประเภทบุคคลและประเภททีม เป็นการพัฒนาต่อยอดจากการเล่นเกมออนไลน์แบบเดิมๆ มาเป็นการเล่นเกมเพื่อแข่งขันหาผู้ชนะ รูปแบบการแข่งขันจะแบ่งตามประเภทของเกม อาทิ เกมต่อสู้ เกมวางแผนการรบ ฯลฯ ซึ่งล้วนต้องต้องใช้ทั้งทักษะ การฝึกซ้อม การวางแผนการกำหนดกลยุทธ์ ความสามัคคีของคนในทีม นอกจากนี้ อีสปอร์ต มีข้อจำกัดที่น้อยกว่ากีฬาทั่วไป เพราะไม่จำกัดเพศ อายุ นั่นหมายความว่าเด็กหรืผู้ใใหญ่ก็สามารถเป็นนักกีฬาอีสปอร์ตได้ หากมีความสามารถและความชำนาญ

เมื่ออินเทอร์เน็ตเข้าถึงผู้คนมากขึ้น ทำให้วงการเกมออนไลน์ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเช่นกัน ทำให้อุตสาหกรรมอีสปอร์ตเติบโต เป็นกีฬายอดนิยมในยุคปัจจุบันสำหรับไลฟ์สไตล์คนยุคดิจิทัล ในปี 2560 มูลค่าตลาดของวงการอีสปอร์ตอยู่ที่ 6.96 ร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และจากการประมาณการของ Newzoo1 คาดการณ์ว่า อัตราการเติบโตของรายได้วงการอีสปอร์ตในปี 2560-2563 เพิ่มขึ้นเฉลี่ยอยู่ที่ราว 29% ซึ่งจะทำให้ตลาดของวงการอีสปอร์ตมีมูลค่าสูงถึง 1.48 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2565

ปัจจัยที่ทำให้อีสปอ์ตได้รับความนิยมคือ ผู้ชม เพราะกีฬาอีสปอร์ตไม่ต่างจากการแข่งกีฬาแบบดั้งเดิมที่ต้องมีผู้ชมมาเป็นกองเชียร์ จากการประมาณการของ Newzoo คาดการณ์ว่า อัตราการเติบโตของผู้ชมอีสปอร์ตจะเพิ่มขึ้นราว 15% ในช่วงปี 2560-2563 เป็นสิ่งที่สะท้อนว่าอีสปอร์ตจะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องจากปัจจัยของรายได้และจำนวนผู้ชมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

การเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วของวงการอีสปอร์ตทำให้เกิดสายอาชีพใหม่มากมาย อาทิ นักกีฬาอีสปอร์ต นักแคสเกม ผู้จัดการทีม นักพากย์เกม กรรมการ ผู้จัดการแข่งขัน นักพัฒนาเกม นักออกแบบเกม นักสร้างคอนเทนต์ นักเขียนโปรแกรม ฯลฯ ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า อีไอซีคาดการณ์ว่าจะมีธุรกิจไทยได้รับผลประโยชน์จากการเติบโตของอีสปอร์ต อาทิ

(1.) ธุรกิจที่เปิดโอกาสให้บริษัทต่างๆ เข้ามาเป็นผู้สนับสนุน เพื่อสร้างแบรนด์และเข้าถึงผู้บริโภค ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีอีกช่องทางหนึ่งสำหรับบริษัทต่างๆ ที่ต้องการจะโฆษณาแบรนด์ของตัวเองด้วยการเป็นผู้สนับสนุนในวงการอีสปอร์ต เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้

(2.) ธุรกิจร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ ซึ่งจะได้รับผลประโยชน์และเป็นหนึ่งในทางรอดหลักของธุรกิจพีซี ที่ร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่จะไม่เป็นเพียงแค่ร้านเกมแบบเดิมอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นสถานที่ฝึกซ้อมสำหรับนักกีฬาอีสปอร์ต

(3.) ธุรกิจท่องเที่ยว เพราะประเทศไทยติดอันดับหนึ่งในประเทศที่น่าท่องเที่ยวที่สุดในโลก การมีอุตสาหกรรมอีสปอร์ตจึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะดึงดูดให้ชาวต่างชาติ ตัดสินใจเดินทางมาท่องเที่ยวและเยี่ยมชมประเทศไทยมากยิ่งขึ้น ผ่านการจัดกิจกรรมอีเวนท์เกี่ยวกับอีสปอร์ตขนาดใหญ่ ทำให้สามารถดึงดูดชาวต่างชาติเข้ามามีส่วนร่วมในอุตสาหกรรมและธุรกิจการท่องเที่ยวไทยได้ในทางอ้อม

(4.) ธุรกิจแวดวงการศึกษา อย่างล่าสุดที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและมหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา  เพิ่งเปิดตัวหลักสูตรใหม่ การจัดการธุรกิจเกมและอีสปอร์ต เพื่อ​ผลิต​บุคลากร​ระดับ​นัก​บริหาร​ที่​มี​ความ​รอบรู้ มี​ความ​สามารถ​ใน​การ​จัดการ​ธุรกิจเกมและอีสปอร์ต​ได้​อย่าง​มี​ประสิทธิภาพ สามารถ​ใช้​เทคโนโลยี​ใหม่ๆ และแนวคิดของเกมให้บังเกิด​ผล​อย่าง​เต็มที่ ตลอดจนสอดคล้องกับไทยแลนด์ 4.0

จากปัจจัยหลายๆ อย่าง ทั้งเทคโนโลยี ผู้ชม ทำให้อีสปอร์ตได้รับความนิยมและเติบโตมากขึ้น โยเฉพาะในประเทศไทย ที่ล่าสุดกลายเป็นกีฬาการแข่งขันที่ได้การยอมรับจากการกีฬาแห่งประเทศไทย ถือเป็นการพลิกวงการเกม สร้างภาพลักษณ์ที่ดีในแวดวงดังกล่าว ก่อให้เกิดโอกาสสำหรับแวดวงธุรกิจในอนาคต เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของทุกภาคส่วนในแวดวงอีสปอร์ตในยุคดิจิทัลต่อไป

นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


-เทรนด์ใหม่ของคนอยากพบชีวิตใหม่_web.jpg

kinyupen_adminApril 11, 2019

คุณเคยไหม เบื่อชีวิตของตัวเองที่เป็นอยู่ตอนนี้ ชีวิตต้องพบเจอสิ่งที่มันเหมือนเดิมๆ ตลอดเลย จะมีวิธีไหนบ้างที่จะช่วยให้เราค้นพบชีวิตใหม่ แล้วถ้าบอกว่า “การวิ่ง” โดยเฉพาะ “การวิ่งมาราธอน” จะช่วยเปลี่ยนชีวิตของคุณได้ คุณสนใจไหม

“If you want to run, run a mile. If you want to experience a different life, run a marathon.” / “ถ้าคุณอยากวิ่ง คุณวิ่งแค่กิโลเดียวก็พอ แต่ถ้าคุณอยากพบชีวิตใหม่ คุณค่อยไปวิ่งมาราธอน” ข้อความนี้มาจาก Emil Zatopek นักวิ่งระยะไกลเจ้าของฉายา หัวรถจักรชาวเชค เขาเป็นเจ้าของเหรียญทองการแข่งขันวิ่ง 10,000  เมตร ในการแข่งขันโอลิมปิค ปี 1948 ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ และชื่อของเขาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง เมื่อเขากวาด 3 เหรียญทองรายการวิ่งระยะไกลทั้งหมด (5  กิโลเมตร,  10 กิโลเมตร และมาราธอน) ในการแข่งขันโอลิมปิค ปี 1952 ที่กรุงเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์

ข้อความดังกล่าวได้ถูกนำมาถ่ายทอดอีกครั้งในภาพยนตร์เรื่อง “รัก 7 ปี ดี 7 หน” ตอน 42.195 จากตัวละครที่รับบทโดยนิชคุณ หรเวชกุล ที่พูดไว้กับหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งอยากจะวิ่งเพื่อลืมสิ่งเก่าๆ และได้พบเจอกับชีวิตใหม่ที่ดีขึ้น แล้วการวิ่งมาราธอนจะทำให้เราได้พบกับชีวิตใหม่จริงหรือ?

หลายปีที่ผ่านมา เราจะเห็นว่าในพื้นที่กรุงเทพฯ และต่างจังหวัดตามเมืองใหญ่ๆ จะมีกิจกรรมงานวิ่งต่างๆ เกิดขึ้นมากมายทุกเช้ามืดของวันเสาร์และวันอาทิตย์ และเกิดขึ้นแทบทุกสัปดาห์ตั้งแต่ต้นปีไปจนถึงปลายปี จะเห็นว่ามีนักวิ่งหรือกลุ่มคนที่รักการออกกำลังกายเข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก จะเห็นได้ว่าผู้คนหันมาสนใจเรื่องของสุขภาพมากขึ้น ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากรูปแบบการดำเนินชีวิตที่รวดเร็วมากขึ้น ทำให้เกิดเทรนด์ Run for new life หรือ “วิ่งสู่ชีวิตใหม่” ขึ้นมา งานมาราธอนจึงเป็นอีกหนึ่งสนามสำคัญสำหรับการวิ่งไปสู่ชีวิตใหม่

จะบอกว่า “การวิ่งมาราธอน” ไม่ใช่สนามสนามแข่งขันเพื่อต้องวิ่งเข้าเส้นชัยเป็นคนแรก ช่วงชิงการเป็นที่หนึ่ง ไม่ได้เป็นการแข่งขันกับคนอื่น แต่เป็นการแข่งขันกับจิตใจเราเอง การที่คุณตัดสินใจออกมาวิ่งมาราธอน นั่นหมายความว่าคุณได้ตั้งเป้าหมายให้กับตัวเองแล้ว ในการที่จะเอาชนะเป้าหมายของตัวเอง เมื่อกายพร้อม ใจพร้อม เราก็ทำได้ เพียงแค่เรามีเป้าหมาย

 

วิธีการตั้งเป้าหมายให้กับตัวเราเองในการลงวิ่งมาราธอน คือ SMART อธิบายได้ตั้งนี้

S = Specific : ชัดเจน เฉพาะเจาะจง ว่าเราจะต้องวิ่งด้วย 2 ขาของเราเท่านั้น

M = Measurable : วัดผลได้ ด้วยระยะทาง 42.195 กิโลเมตร

A = Achievable : เอื้อมถึงได้ เพราะมีคนเคยวิ่งมาราธอนสำเร็จมาแล้ว

R = Realistic : อยู่ในโลกแห่งความจริง

T = Time limit : มีการกำหนดเวลาที่ชัดเจน เช่น ใช้เวลาน้อยกว่า 7 ชั่วโมง

 

สำหรับใครที่เพิ่งเริ่มต้น อยากลองไปวิ่งมาราธอน แต่ไม่เคยฝึกมาก่อน เอาง่ายๆ แค่คุณคิดว่าคุณจะ “เปลี่ยน” ตัวเอง เพื่อไปสู่ชีวิตใหม่ ด้วยการตัดสินใจลุกขึ้นมาวิ่ง ไม่ว่าจะ 500 เมตร หรือ 1 กิโลเมตร ซึ่งแรกๆ อาจจะเป็นอะไรที่ฝืนใจมากๆ เพียงเท่านี้คุณก็สามารถเอาชนะใจตัวเองไปได้แล้วขั้นหนึ่ง

ระหว่างนั้นที่เราวิ่ง โดยเฉพาะมือใหม่หัดวิ่งจะต้องรู้สึกเหนื่อย “ไม่ไหวแล้ว เหนื่อยแล้ว เลิกวิ่งดีกว่า” เป็นเรื่องธรรมดาและปกติอย่างมากที่ความรู้สึกแบบนี้จะแว๊บเข้ามาในหัวของเรา แต่ถ้าคุณเลือกที่จะเอาชนะเป้าหมายด้วยการสู้ต่อ คุณก็สามารถเอาชนะใจตัวเองไปได้อีกขั้นเช่นกัน และเมื่อเราผ่านจุดนั้นมาได้จริงๆ การวิ่งมาราธอนจะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป และคุณก็จะพบกับชีวิตใหม่แน่นอน

สำหรับคนที่เคยมีโอกาสได้ผ่านสนามวิ่งมาราธอนมาแล้ว ต่างรู้สึกภาคภูมิในการเอาชนะเป้าหมายของตัวเองเมื่อถึงเส้นชัย เพราะชีวิตใหม่ที่พวกเขาได้พบเจอนั้น คือ การออกมาวิ่งหรือออกกำลังกาย ช่วยลดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ได้ , ทำให้ร่างกายสุขภาพแข็งแรง , รูปร่างของเราจะค่อยๆ ผอมลงและสมส่วน , ทำให้เรามีวินัยในการออกกำลังกายมากขึ้น , ลดาวะความเครียด และยังเป็นเกราะป้องกันโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ได้อีกด้วย

ฉะนั้น จะเห็นได้เลยว่าการวิ่งสามารถเปลี่ยนชีวิตของคุณได้ ตราบใดที่ยังคิดว่าไหว ขาก็ยังไม่หยุดวิ่ง และเมื่อนั้นการวิ่งจะเปลี่ยนชีวิตคุณจริงๆ เพียงแต่ตัวคุณเท่านั้นเองที่พร้อมจะเปลี่ยนชีวิตของตัวเองไปในทางที่ดีขึ้นแล้วหรือยัง?


-ชนะ-มะเร็ง_web.jpg

kinyupen_adminApril 9, 2019

“มะเร็ง” ชื่อนี้ฟังดูแล้วก็รู้สึกน่ากลัว ขยะแขยง น่ากลัว ไม่อยากได้ยิน และก็ไม่มีใครอยากเป็นโรคนี้สักเท่าไหร่ เพราะเมื่อป่วยโรคนี้ขึ้นมาจริงๆ การรักษาให้หายขาดมีความน่าจะเป็นที่น้อยถึงน้อยมาก ประกอบกับค่าใช้จ่ายในการรักษาค่อนข้างสูงราวเลข 5 หลักขึ้นไป โรคนี้หากเกิดขึ้นกับใคร ก็ล้วนมีแต่ความทุกข์ทั้งนั้น

จากสถิติของกระทรวงสาธารณสุข พบว่า คนไทยเสียชีวิตจากโรคมะเร็งมากที่สุดเป็นอันดับต้นๆ โรคมะเร็งที่พบบ่อยมากที่สุด คือ มะเร็งตับ มะเร็งของท่อน้ำดี มะเร็งปอด และมะเร็งลำไส้ใหญ่ ในเพศหญิงพบผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูก และมะเร็งเต้านม มากที่สุด ส่วนในเพศชายพบมะเร็งช่องปากและลำคอ และมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มากที่สุด โรคมะเร็งเกือบทุกชนิดรักษาได้ผลดีหากตรวจพบในระยะแรกเริ่ม แต่หากปล่อยจนโรคลุกลามมากขึ้น การรักษาก็จะซับซ้อนยุ่งยากมากขึ้น และผลการรักษามีทั้งที่ได้ผลและไม่ได้ผล

แต่เชื่อหรือไม่ว่า “ธรรมะ” สามารถช่วยรักษาโรคมะเร็งได้ เรื่องนี้ถูกเขียนไว้ในหนังสือ “ธรรมะพิชิตมะเร็ง” เป็นหนังสือแจกฟรีภิกษุณี ซึ่งได้บอกถึงเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นกับ น.ส.วิมล บุญยง หรือ “หลวงพี่ป๊อป” เมื่อครั้งเคยเข้ารับการรักษาโรคมะเร็งปอด โดยหลวงพี่ป๊อปเล่าว่า ระหว่างที่ป่วยนั้นทำให้ตนมีความคิดดีๆ เช่น ไม่รักษาก็ตาย ถึงแม้รักษาหายหรือไม่หายก็ต้องตายอยู่ดี เราไม่ได้รักษาเพื่อจะไม่ตาย แต่เรารักษาโรคเพื่อที่จะยืดชีวิตไปอีกสักหน่อย

และตอนที่รักษาโรคมะเร็งรู้สึกว่าทรมานมาก ในครั้งนั้นรู้สึกสิ้นหวังกับแพทย์แผนปัจจุบัน จึงแสวงหาหนทางการรักษาแบบใหม่ๆ โดยการกลับเข่าไปหาวิถีโบราณที่สุด คือ เดินธุดงค์ออกกำลังกาย 15 กิโลเมตร จากห้วยขาแข้งมาที่วัดป่าเลไลยก์ จ.นครสวรรค์ และได้อธิษฐานจิตต่อหน้าพระพุทธรูปปางลีลาองค์ใหญ่ จะไม่ขอว่าให้หายภายใน 3 วัน 7 วัน แต่ขอให้หายโดยปาฏิหาริย์ ระหว่างทางจะสวดคาถาชินบัญชร 108 จบ หลังจากสิ้นสุดการเดินธุดงค์ กลับไปนอนพบว่า อาการเจ็บป่วยลดลงประมาณ 50% วันต่อมาอาการเจ็บป่วยลดลงเหลือประมาณ 1๐% วันต่อมาไม่มีอาการเจ็บเหลืออยู่เลย

หลวงพี่ป๊อบบอกว่า การป่วยหนักๆ ทำให้ได้ความคิดใหม่ๆ เกิดขึ้นว่า ถึงรักษาก็ยังต้องตายอยู่ดี ดังนั้น เมื่อรักษาก็ตาย ไม่รักษาก็ตาย แต่เลือกที่จะรักษาเพื่อยืดชีวิตออกไปอีกสักหน่อย แล้วเอาช่วงเวลาที่ยืดออกไปนั้นมาทำประโยชน์ตน ประโยชน์โลก

นอกจากนี้ อดีตนักแสดงอาวุโส “เมตตา รุ่งรัตน์” ที่เคยป่วยเป็นโรคมะเร็ง จากเหตุที่สามีของตนสูบบุหรี่กระทั่งป่วยเป็นโรคถุงลมโป่งพอง และเสียชีวิต ถึงแม้ว่าคุณเมตตาไม่ได้สูบเอง แต่เจ้าตัวต้องสูดควันบุหรี่จากคนรอบข้าง ซึ่งก่อนหน้านี้เคยป่วยมา 10 กว่าโรค และเป็นโรคหนักๆ ทั้งนั้น อาทิ โรคภูมิแพ้ หอบหืด และมะเร็ง เจ้าตัวมองว่าเป็นเรื่องของระบบร่างกายและธรรมชาติ การเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องธรรมดาที่จะเกิดขึ้นกับทุกคน ถ้าจิตเราตก เราก็จะแพ้กับโรคภัยไข้เจ็บ เจ้าตัวจึงตัดสินใจนำเอาธรรมะมาช่วยรักษาจิตใจ เพื่อให้จิตใจข้มแข็ง ถ้าให้อธิบายก็คือ “ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว” จิตใจต้องเข้มแข็งเหนือร่างกาย จิตใจต้องอยู่เหนือโรค ถ้าจิตใจของเราเข้มแข็ง เราก็จะสู้กับโรคร้ายดังกล่าวได้

สุดท้าย ไม่กว่าตัวเราหรือคนรอบข้างจะป่วยหรือเกิดเป็นโรคอะไรสักอย่าง เราคงต้องทราบสาเหตุของการเกิดโรคเสียก่อน จึงจะหาทางป้องกันได้ หากเรารู้จักใส่ใจ ป้องกันตัวเองตั้งแต่แรกมิให้เกิดโรคขึ้น ก็จะเป็นการตั้งรับที่ดีที่สุด เพื่อรักษาโรคดังกล่าวให้หายได้ตั้งแต่เนิ่นๆ