_เท้าเหม็น-ทำไงดี_web.jpg

kinyupen_adminJuly 23, 2019

“เท้าเหม็น” อีกหนึ่งปัญหาใหญ่สำหรับใครหลาย ๆ คน ที่อาจทำให้คุณสูญเสียความมั่นใจและสูญเสียโอกาสดี ๆ ในชีวิตได้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงรวบรวม 5 วิธีแก้ “เท้าเหม็น” ดับกลิ่นเท้าของคุณหลากหลายวิธี มาให้คุณเลือกใช้ได้ตามสะดวก

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอปัญหาเกี่ยวกับ “เท้าเหม็น” ซึ่งถือได้ว่าเป็นกลิ่นที่ไม่ค่อยพึงประสงค์เท่าไรนัก และยังคงเป็นปัญหาใหญ่สำหรับใครหลาย ๆ คน เชื่อว่าทุกคนต้องเคยประสบกับปัญหา “เท้าเหม็น” กันมาบ้าง

ปัญหา “เท้าเหม็น” ไม่ได้เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อคุณเพียงคนเดียว แต่ยังส่งผลกระทบถึงคนรอบข้างคุณอีกด้วย เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เพราะปัญหา “เท้าเหม็น” อาจทำให้คุณสูญเสียความมั่นใจและสูญเสียโอกาสดี ๆ ในชีวิตได้

หากเท้าของคุณเป็นต้นเหตุของกลิ่นไม่พึงประสงค์ทุกวันติดต่อกัน ไม่ต้องเครียดอีกต่อไป กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวมวิธีช่วยดับกลิ่นเท้าของคุณหลากหลายวิธี มาให้คุณเลือกใช้ได้ตามสะดวก

1. หมั่นทำความสะอาดเท้าอยู่เสมอ : ข้อมูลของ ผศ.พญ.สุวิรากร โอภาสวงศ์ จากสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ปัญหา “เท้าเหม็น” เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย โดยเฉพาะผู้ที่ชอบใส่ถุงเท้าอับนาน ๆ มีเหงื่อออกมาก ทำให้ผิวหนังยุ่ยและติดเชื้อแบคทีเรียง่าย วิธีแก้ไข ต้องหมั่นทำความสะอาด ล้างเท้าด้วยน้ำสะอาด เช็ดให้แห้ง หรือโรยแป้งฝุ่นลดความอับชื้น และ ไม่ควรใส่ถุงเท้าตอนเท้ายังเปียกหรือยังไม่แห้งดี

2. โรยผงแป้งแก้กลิ่นเท้า : ปัจจุบันมี “ผงแป้ง” สำหรับลดกลิ่นไม่พึงประสงค์ที่เท้าโดยเฉพาะ ผงแป้งชนิดนี้สามารถช่วยระงับเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของการเกิดกลิ่นเท้าได้ โดยให้นำมาทาให้ทั่วเท้าก่อนใส่ถุงเท้าหรือรองเท้า หรือนำไปโรยในรองเท้าให้ทั่วก่อนสวมใส่ด้วยก็ได้ เช่น แป้งเด็กต่าง ๆ เพราะคุณสมบัติของแป้งเหล่านี้จะช่วยดูดซึมความชื้นจากเหงื่อได้ดี เมื่อเราต้องสวมถุงเท้าเป็นเวลานาน ๆ

3. แก้กลิ่นเท้าด้วย “สบู่ฆ่าเชื้อ” : ข้อมูลจากภาควิชาจิตวิทยา ร่วมกับ รอ.นพ.ปุณยวีร์ อ่องศรี สังกัดโรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ กองทัพเรือ ให้ข้อมูเกี่ยวกับวิธีลดกลิ่นเท้าเหม็นเอาไว้ว่า การใช้สบู่ฆ่าเชื้อ ซึ่งเป็นสบู่ชนิดเดียวกับที่แพทย์ใช้ฟอกมือเวลาเข้าห้องผ่าตัด ก็สามารถช่วยระงับกลิ่นได้ เพียงแค่ใช้สบู่ชนิดนี้ฟอกไว้ที่เท้า ทิ้งไว้ 1-2 นาที ทำแบบนี้ทุกวัน อย่างน้อยเป็นเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ ปัญหากลิ่นเท้าก็จะลดลงได้

4. ใช้ “สารส้ม” ลดกลิ่นเท้า : อีกหนึ่งวิธีที่ทำได้เองง่ายๆ คือ ทำ “สารส้ม” ละลายน้ำที่ขายเป็นก้อน เอามากวน ๆ ในน้ำเปล่าให้ละลาย ประมาณ 5-10 นาที จากนั้นนำน้ำสารส้มที่ได้มาใส่ขวดสเปรย์ นำมาฉีดลงบนบริเวณเท้า รอให้แห้ง จากนั้นทาด้วยแป้งฝุ่นทับอีกทีหนึ่งก็เป็นอันเสร็จ ทำทุก ๆ ครั้งในวันที่คุณจะต้องใส่ถุงเท้าและรองเท้านาน ๆ แค่นี้ก็จะช่วยลดกลิ่นเท้าเหม็นได้

5. ดับกลิ่นง่าย ๆ ด้วย “ตะไคร้หอม-ถ่าน” : ถุงดับกลิ่นเท้าอีกสูตรที่น่าสนใจ คือ สูตรตะไคร้หอม ผิวมะกรูด ถ่านป่น และสารส้ม วิธีทำง่าย ๆ เพียงแค่นำส่วนผสมทั้งหมดมาอย่างละ 1 ส่วน ใส่ในถุงที่ทำจากผ้าขาวบางหรือผ้าที่มีช่องระบายอากาศ แล้วทำเป็นลูกกลม ๆ เหมือนลูกประคบ ใช้เชือกมัดให้แน่น แล้วนำไปใส่ไว้ในรองเท้าหรือตู้รองเท้า จะช่วยดูดกลิ่นเหม็นออกไปได้ดี

ทั้งหมดนี้คือวิธีช่วยลดกลิ่น “เท้าเหม็น” และวิธีดูแลสุขอนามัยของเท้า ถือเป็นการลดกลิ่นไม่พึงประสงค์ของเท้าที่ดีอีกวิธีหนึ่ง ลองเอาไปใช้ในชีวิตประจำวันกันได้ แต่ที่สำคัญไปกว่านี้เลย คุณต้องรักษาความสะอาดเท้า กำจัดกลิ่นรองเท้าและตู้วางรองเท้าไปพร้อม ๆ กันเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด และนี่คือวิถีแห่ง “กินอยู่เป็น” 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


_กาสะลอง-vs-มาลาเรีย-ผ่านมาร้อยปี-ทำไมโรคนี้ยังไม่หายไป_web.jpg

kinyupen_adminJuly 22, 2019

ทราบไหมว่า ?

  • มาลาเรีย 1 ใน 3 โรคเป้าหมายที่กระทรวงสาธารณสุขลงนามกับ Global Fund เพื่อกำจัดให้หมดไป
  • แม้มียารักษาแต่ถ้ากินไม่ครบสูตร จะกลายพันธุ์สู่ “เชื้อดื้อยา” จนหมดทางรักษา โดยมาลาเรียที่กำจัดยากสุด คือ “ไวแว็กซ์” เพราะฝังในตับได้นานทำให้คนเป็นซ้ำ แพร่กระจายเป็นวงกว้าง
  • ทุกวันนี้แม้คนไทยติดเชื้อมาลาเรียน้อยลง แต่ห้ามวางใจ เพราะการที่อาเซียน Non – Boundary ทำให้มาลาเรียเป็น “โรคไร้พรมแดน” ผลจากการเข้า – ออกของผู้ติดเชื้อเพื่อนบ้านที่เป็น “แหล่งรังโรค”

ต้องบอกว่าช่วงไม่มีใครไม่รู้จักละครที่กำลังเป็นกระแสอยู่ในตอนนี้อย่าง กลิ่นกาสะลองที่ได้ เจมส์ มาร์ แลญาญ่า อุรัสยา ถ่ายทอดบทบาทของหมอทรัพย์ กาสะลอง ซ้องปีบ จนทำเอาแฟนละครหลายๆ คน ติดละครเรื่องนี้อย่างงอมแงม จนติดเทรนด์ทวิตเตอร์อันดับ 1 แทบทุกสัปดาห์

สำหรับในละคร กลิ่นกาสะลอง เราจะเห็นตัวละครเอกอย่างกาสะลอง ป่วยเป็นไข้ชนิดหนึ่ง นั่นคือ ไข้จับสั่น” ฉากนี้ต้องบอกเลยว่านักแสดงสาวญาญ่าสามารถถ่ายทอดบทบาทได้ดีมาก แต่รู้หรือไม่ว่าโรคนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร เพราะอะไร ทำไมไข้จับสั่นถึงยังกำจัดไม่หมดจากโลกนี้เสียที ซึ่งกินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต มีคำตอบมาให้แล้ว

มาลาเรีย ไข้จับสั่น ไข้ป่าไม่ว่าจะชื่อใดก็ตาม นี่ถือเป็นโรคที่เข่นฆ่ามนุษยชาติมานานหลายร้อยปี โดยมี “ยุงก้นปล่อง” เป็นพาหะสำคัญ ในส่วนประเทศไทยนั้นมาลาเรียก็เคยเป็นปัญหาระดับชาติมานานโดยเฉพาะช่วงปี พ.ศ. 2530 เกิดการระบาดครั้งใหญ่ที่ อ.บ่อไร่ จ.ตราด ช่วงที่เรียกว่ายุคตื่นพลอย โดยการระบาดที่พบในไทยส่วนใหญ่พบอยู่ 2 สายพันธุ์

รู้จัก “ฟัลซิปารัม – ไวแว็กซ์” สองเชื้อร้ายจอมดื้อ

  • “ฟัลซิปารัม” อันตรายถึงชีวิตแต่พบเป็นส่วนน้อยในไทย พบมากแถบทวีปแอฟริกา แม้มียารักษาได้แต่การที่ต้องกินติดต่อเป็นเวลานาน และเมื่อกินยาไม่ต่อเนื่องจะทำให้เกิด “เชื้อดื้อยา” โดยที่น่าเป็นห่วงคือเชื้อดื้อยากลุ่มอาร์ติมิซินินและอนุพันธ์อาร์ติมิซินินยาสูตรสุดท้ายที่รักษาได้ผล ทำให้เมื่อผู้ป่วยติดเชื้อมาลาเรียที่ดื้อยาชนิดนี้แล้ว จะไม่สามารถรักษาให้หายด้วยยาสูตรปกติได้ โอกาสเสียชีวิตยิ่งสูงขึ้น
  • “ไวแว็กซ์” กว่าครึ่งของผู้ป่วยในไทยป่วยจากสายพันธุ์ประเภทนี้ ซึ่งแพร่ขยายได้ดีในอาเซียน โดยยังไม่มีวัคซีนที่มีประสิทธิภาพจัดการเบ็ดเสร็จ และยังพบเชื้อดื้อยา แม้ไม่อันตรายรุนแรงถึงชีวิต แต่ด้วยลักษณะพิเศษคือเชื้อแฝงตัวในตับได้นานทำให้ผู้ป่วยกลับมาเป็นมาลาเรียซ้ำได้อีกหลายครั้งจากการถูกยุงกัดเพียงครั้งเดียว โดยเด็กเล็กที่เป็นซ้ำๆ จะมีผลกระทบต่อการพัฒนาทางด้านระบบประสาทและสมอง ทำให้เกิดความบกพร่องทางการเรียนรู้ ทางความจำและทางภาษาได้ชั่วคราว

ส่วน กาสะลองจะป่วยเป็นมาลาเรียประเภทใดนั้น คาดว่าแนวโน้มน่าจะเทไปทางไวแว็กซ์มากกว่า เพราะไม่ได้อันตรายถึงชีวิต หรือ ท่านผู้อ่านคิดว่าอย่างไรก็สามารถส่งมาร่วมแชร์กันได้เลย…..

รู้ไหมทำไมมาลาเรียลดน้อยลง..แต่ไม่เคยหมดไปจากไทยเสียที

ผ่านมาร้อยกว่าปีจากในยุคอดีตของกาสะลอง พบว่าการควบคุมโรคมาลาเรียในไทยอยู่ในทิศทางที่ดีขึ้น โดยปัจจุบันอัตราผู้ป่วยลดน้อยลงอยู่ในขั้นที่น่าพึงพอใจ จากอดีตที่เคยพบผู้ป่วยปีละกว่า 150,000 คน เหลือประมาณ 6,000 คน แต่มาลาเรียก็ยังเป็นโรคที่ไม่น่าไว้ใจอยู่ดี เพราะไม่เคยหมดไปจากไทยเสียที และพร้อมกลับมาระบาดทุกเมื่อ โดยทุกวันนี้ยังพบการระบาดตามพื้นที่แนวชายแดนอยู่เสมอ มาจาก 3 ปัจจัยหลัก

1.การเข้าออกของผู้ติดเชื้อมาลาเรียจากประเทศเพื่อนบ้านที่เป็น “แหล่งรังโรค” มีทั้งแบบเข้ามาอย่างถูกต้องและลักลอบแบบผิดกฎหมายซึ่งไม่ได้รับการตรวจโรค โดยเฉพาะหลังการเปิด AEC ที่เข้ามาเป็นจำนวนมาก

2.การซื้อขายยาที่ไม่ได้มาตรฐานตามแนวชายแดนทำให้เกิดการดื้อยา ซึ่งน่าสนใจว่าเชื้อมาลาเรียดื้อยาทุกชนิดในโลก ล้วนมีจุดเริ่มต้นที่ อ.บ่อไร่ จ.ตราด อ.โป่งน้ำร้อน และ อ.สอยดาว จ.จันทบุรี ทั้งสิ้น

3.สภาวะโลกร้อนทำให้ยุงมีวิวัฒนาการและปรับวิธีสะสมเชื้อที่แข็งแรงมากขึ้น กระทบต่อการเกิดเชื้อดื้อยาอีกทางหนึ่ง

คงต้องเฝ้าจับตาดูกันต่อไปว่า ปัญหาของโรคมาลาเรียที่เกิดขึ้นในประเทศไทย จะมีหน่วยงานไหนบ้างที่จะช่วยกันควบคุม ดูแล รักษาอย่างไร เพื่อไม่ให้โรคดังกล่าวต้องแพร่ระบาดออกไปเป็นวงกว้าง และตัวเราเองจะรับมืออย่างไรได้บ้าง เพื่อไม่ให้โรคมาลาเรียคุกคามเข้ามาหาตัวเรา และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


ล้อมกรอบ

  • แม้ฟังดูเป็นโรคที่ไกลตัวคนเมือง และไม่ค่อยพบการติดเชื้อมาลาเรียในเขตเมืองเท่าไรนักแต่เมื่อจำเป็นต้องเข้าไปในพื้นที่แหล่งระบาดของมาลาเรีย โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวสายธรรมชาติที่ชอบการเดินป่า พักแรม ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการป้องกัน ลดความเสี่ยงคือสิ่งจำเป็นสามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยการสวมเสื้อผ้าปกปิดร่างกายให้มิดชิด ควรใช้เสื้อผ้าสีอ่อน และทายากันยุง ทุก 4 ชั่วโมง
  • ยุงที่เป็นพาหะนำเชื้อมาลาเรียไวแว็กซ์ มักดูดคนขณะอยู่นอกบ้าน ดังนั้นการป้องกันด้วยมุ้งเคลือบยาฆ่าแมลงจะไม่ได้ผลมากนัก
  • ยาที่ใช้ฆ่าเชื้อมาลาเรีย “ฟัลซิปารัม” เป็นยาที่ออกฤทธิ์เพื่อฆ่าเชื้อในกระแสเลือด ดังนั้นไม่สามารถใช้กับ “ไวแว็กซ์” เชื้อจะฝังตัวอยู่ในตับ
  • ไม่ควรกินยาป้องกันไข้มาลาเรียดักไว้ก่อน เพราะการกินยาเป็นการช่วยกดอาการจากเชื้อ ไม่ได้ช่วยป้องกัน ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาดื้อยาในระยะยาวด้วย


_เลี่ยงซะ-6-พฤติกรรมการใช้เงินแบบยอดแย่_WEB.jpg

kinyupen_adminJuly 22, 2019

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวม 6 พฤติกรรมการใช้จ่ายเงินแบบยอดแย่ หากมีพฤติกรรมแบบนี้อยู่บ่อย ๆ ไม่ดีต่อตัวเองอย่างแน่นอน เลี่ยงได้ควรเลี่ยงเสียดีกว่า

ปัจจุบัน หลาย ๆ คนพยายามที่จะเก็บเงินก้อนเป็นของตัวเองสักก้อนหนึ่ง เพื่อที่ว่าจะเอาเก็ยไว้ใช้ในช่วงบั้นปลายชีวิต หรือเอาไว้ใช้ในยามจำเป็น แต่ก็มีหลากหลายอุปสรรคที่เข้ามาขัดขวางความตั้งใจในชีวิตคุณ ทำให้คุณไม่สามารถเก็บเงินได้และไปไม่ถึงเป้าหมายในการออมเงิน พฤติกรรมอะไรบ้างที่เราควร “เปลี่ยน” ตัวเอง เพื่อให้เป้าหมายในการออมเงินที่ดี

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวม 6 การใช้เงินแบบยอดแย่ ยิ่งทำบ่อย ๆ ไม่เป็นผลดีต่อตัวเองแน่นอน มีอะไรบ้าง ไปดูกันเลย

 

1. ไม่วางแผนการเงิน

การมีเป้าหมายทางการเงิน จำเป็นต้องวางไว้ทั้งเป้าหมายในระยะสั้นและระยะยาว คนที่ไม่วางแผนจึงมักจะพบว่า ตัวเองมักมีเรื่องเร่งด่วนอื่นโผล่มาก่อนถึงเป้าหมายเป็นระยะ ๆ ระหว่างการออม เช่น อยากซื้อรถเพราะต้องย้ายที่ทำงานใหม่ เดินทางไกล และเดินทางลำบากกว่าเดิม , อยากได้สมาร์ตโฟนรุ่นใหม่ที่เห็นในโฆษณา หรือแม้แต่อยากต่อเติมห้องนอน ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ที่ไม่ได้อยู่ในแผนจะทำให้เราหยุดออมสำหรับเป้าหมายวัยเกษียณ แล้วหันไปจ่ายเพื่อเรื่องอื่น ๆ ที่คิดว่าสำคัญกว่า และไม่ได้อยู่ในแผนไว้แต่แรก จนทำให้การออมสำหรับเป้าหมายหลักลดระดับความเข้มข้นลงไปจากความต้องการ

 

2. ใช้จ่ายแบบไม่รอบคอบ

บางคนประมาทเพราะคิดว่าตัวเองมีหลักประกันในอนาคต เช่น คิดว่ายังมีเงินจากกองทุนประกันสังคม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ฯลฯ สำรองอยู่เสมอ โดยหลงลืมไปว่า รายได้จากกองทุนเหล่านี้ พอถึงเวลาเข้าจริง ๆ ก็ไม่เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายหลังเกษียณ หรือเหตุฉุกเฉินที่อาจจะเกิดขึ้นได้จากความเจ็บไข้ได้ป่วยที่ไม่ได้คาดคิดไว้ก่อน

 

3. ก่อหนี้ไว้จนเกินตัว

เพราะเป็นหนี้ จึงเป็นเหตุให้ต้องเอาเงินที่จะได้มาในอนาคตไปหักหนี้ที่ก่อไว้ เช่น ปล่อยให้ตัวเองเป็นหนี้บัตรเครดิตทับถม จนต้องกู้เงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือเงินจากกองทุนบำเหน็จบำนาญ เงินจากประกันชีวิต จนท้ายที่สุดไม่มีเงินเหลือไว้ใช้จ่ายเมื่อเกษียณ

 

4. ไม่รู้ว่าตัวเองมีเงินสดเท่าไหร่

ได้เงินมาเท่าไหร่ก็ใช้ไปเท่าที่มี เงินหมดก็เบิกธนาคารออกมาใช้อยู่เรื่อย ๆ ไม่มีการกันเงินไว้เป็นก้อนเป็นประเภทว่าประเภทไหนใช้ได้เมื่อไร พูดง่าย ๆ คือ ไม่เคยทำบัญชีรายรับรายจ่ายของตนเองอย่างเป็นกิจจะลักษณะ

 

5. รายได้ต่ำแต่มีรสนิยมสูง

คนประเภทนี้คือพวกที่ชอบใช้จ่ายเงินเกินตัว จนแต่ไม่เจียม เวลาได้เงินมาก็คิดถึงแต่เรื่องจะใช้เงินอย่างไรจนหมดไม่เหลือเก็บ แถมยังเหนียวหนี้ โดยเฉพาะหนี้บัตรเครดิต ที่มักประวิงเวลาตัวเองด้วยการทยอยจ่ายแต่จ่ายหนี้ขั้นต่ำ ทำให้ต้องเสียค่าดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมทบต้นหลายตลบ กว่าจะรู้ตัวก็หมดทั้งบัญชี ไม่มีเหลือให้เบิก คราวนี้ละต้องกู้หนี้ยืมสินให้เสียดอกเบี้ยหนักขึ้นไปอีก

 

6. บริหารเงินแบบไม่มีความรู้

เห็นใครเขาฮิตอะไรก็แห่ไปลงทุนตามเขา ซื้อทองซื้อหุ้นแบบไม่เคยทำการบ้าน วัน ๆ ก็เอาแต่ตามกระแสโดยไม่สนใจศึกษาหาความรู้ด้วยตนเอง รวมทั้งไม่มีการจัดสรรสินทรัพย์ที่ดีพอ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการเพิ่มพูนความมั่งคั่ง

 

สำหรับใครที่มีพฤติกรรมการใช้จ่ายเงินแบบข้างต้นอยู่ ควรเปลี่ยนพฤติกรรมแย่ ๆ ตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไป และหันมาใส่ใจในเรื่องของการใช้เงินอย่างมีสติ ชาญฉลาด จะทำให้เรามีเงินเก็บไว้ใช้ใยยามจำเป็นอย่างแน่นอน และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ที่มา : บทคัดย่อจากหนังสือ ยิ่งจ่ายยิ่งรวย เขียนโดย คุณพรพรรณ จันทรภพ

 

 

 


_เด็กมหาวิทยาลัยในอนาคต-ไม่ต้องเรียนเป็นคณะแล้ว_web.jpg

kinyupen_adminJuly 20, 2019
  • วิกฤติห้องเรียนร้างลามทั่วโลก ไทยนักศึกษาลดฮวบกว่า6 แสน เอกชน Lay off อาจารย์ จ่อขายมหาวิทยาลัย
  • อเมริกา 3 ปี นักศึกษาหายกว่า 8 แสน คาดอิทธิพลระบบออนไลน์ ทำมหาวิทยาลัยในอเมริกาจ่อคิวปิดตัวกว่า 2,000 แห่ง
  • มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์สั่งปรับโมเดลทันที เป็น “มหาวิทยาลัยตลอดชีวิต” ดึงศิษย์เก่ากลับเข้าห้องเรียน

ข่าวฮอตในวงการการศึกษาบ้านเราช่วงนี้ คงหนีไม่พ้นข่าววิกฤติมหาวิทยาลัยที่หนักหนาสาหัสถึงขั้นต้อง Lay off อาจารย์กันแล้ว

ลามไปถึงขั้นเตรียมปิดมหาวิทยาลัย ขายมหาวิทยาลัยให้ทุนต่างชาติ เพราะแบกภาระขาดทุนไม่ไหว เนื่องจากเด็กลดลง ล่าสุดปีนี้พบว่า ที่นั่งในมหาวิทยาลัยลดฮวบกว่า 6 แสนที่นั่ง

ไม่เฉพาะแต่ประเทศไทย แม้แต่สหรัฐอเมริกาซึ่งได้ชื่อว่าเป็นผู้นำการศึกษาของโลก เป็นที่รวมมหาวิทยาลัยอันดับท็อปของโลก ก็เผชิญปัญหานี้มาระยะหนึ่งแล้ว มีรายงานว่าในช่วงปี 2555 – 2557 มีนักศึกษาหายไปถึง 8 แสนคน และเมื่อต้นปี 2561 ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาปิดตัวไปกว่า 500 แห่ง และคาดว่าภายใน 10 – 15 ปีข้างหน้า ครึ่งหนึ่งของมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 4,000 แห่ง อาจล้มละลายจากการถูกทำลายล้าง (Disrupt) จากอิทธิพลของเทคโนโลยี ส่วนใหญ่เป็นมหาวิทยาลัยขนาดเล็ก หรือมหาวิทยาลัยที่ไม่ค่อยมีชื่อเสียง

ส่วนที่ยังอยู่ ก็เอาตัวรอดด้วยการยุบรวมมหาวิทยาลัย ซึ่งเกิดขึ้นทั้งในยุโรปและอเมริกา เนื่องจากอิทธิพลของการศึกษาออนไลน์ที่ดึงคนเรียนไปอยู่บน MOOC หลากหลายแพลตฟอร์มที่ผู้เรียนสามารถเลือกคอร์สเรียนของมหาวิทยาลัยชั้นนำที่เปิดสอนบน MOOC ได้ทั่วโลก ทำให้มหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาต้องปรับตัวเพื่อดึงคนเรียน เช่น เปิดสาขาที่เป็น นิช มาร์เก็ต มากขึ้น หรือสร้างจุดเด่นในการเป็นมหาวิทยาลัยเฉพาะทาง มีความโดดเด่นด้านการสอนที่ได้รับการยอมรับในหมู่ผู้เรียน เป็นต้น

 

ส่วนในเอเชียอย่างเช่นประเทศญี่ปุ่น ก็ได้รับผลกระทบประชากรวัยเรียนที่ลดลงเช่นกัน ขณะนี้มหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่งที่ได้ชื่อว่าสอบเข้ายากและแข่งขันสูง กำลังเข้าสู่ยุคที่ต้อง ง้อคนเรียนกันแล้ว แม้ว่าชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยจะได้เปรียบเมื่อเทียบกับมหาวิทยาลัยขนาดเล็ก หรือมหาวิทยาลัยที่ไม่ใช่อันดับท็อปของประเทศ แต่เมื่อตัวป้อนคือเด็กมัธยมฯ ที่จะเข้าสู่มหาวิทยาลัยลดลง ก็ต้องปรับตัว วางกลยุทธ์ หาจุดขายใหม่ๆ เพื่อดึงเด็กเข้ามาเรียน

เช่น ลดค่าเล่าเรียน เปิดหลักสูตร หรือสาขาวิชาที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ แม้แต่การปรับบรรยากาศ เสริมสิ่งอำนายความสะดวกในมหาวิทยาลัยให้น่าอยู่น่าเรียนมากขึ้น ส่วนมหาวิทยาลัยเอกชนขนาดเล็กที่ทุนน้อย รับมือไม่ไหว ก็ต้องปิดตัวไป

มีรายงานว่าปี 2559 มีมหาวิทยาลัยในญี่ปุ่นปิดตัวไปแล้วไม่ต่ำกว่า 15 แห่ง และปี 2561 เป็นปีที่มหาวิทยาลัยของญี่ปุ่นต้องเตรียมรับมือกับการลดลงของประชากรในวัย 18 ปีอีกครั้ง จากที่เคยลดลงต่อเนื่องเมื่อหลายปีก่อน

โดยในช่วงปี 2552 – 2560 ลดลงอยู่ที่ประมาณ 1.2 ล้านคน คาดว่าถึงปี 2574 ประชากรวัย 18 ปีของญี่ปุ่นจะลดลงเหลือไม่ถึง 1 ล้านคน ส่งผลให้มหาวิทยาลัยในญี่ปุ่นเกือบ 1 ใน 3 ไม่สามารถเปิดสอนได้ครบทุกหลักสูตร และบางแห่งอาจจะต้องปิดตัวลงในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

เช่นเดียวกับประเทศสิงคโปร์ ล่าสุดมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS) ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของเอเชีย และอันดับต้นๆ ของโลก ต้องปรับโมเดลของมหาวิทยาลัย จากที่เคยจัดการศึกษาในระดับปริญญาตรี 4 ปี เป็น “มหาวิทยาลัยตลอดชีวิต”

นั่นก็คือ การให้การศึกษาแก่ประชากรไม่เฉพาะแต่ในระดับปริญญาตรี 4 ปี และปริญญาโท/เอก แต่เป็นการจัดการศึกษาที่ให้คนทุกวัย สามารถเข้ามาเรียนรู้ในมหาวิทยาลัยได้ตลอดชีวิต เพื่อพัฒนาทักษะความรู้ของประชากรให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา

สิ่งที่ตามมาคือทำให้มหาวิทยาลัยมีผู้เรียนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการเปิดหลักสูตรใหม่ๆ เพื่อให้คนที่เรียนจบไปแล้วสามารถกลับมาพัฒนาต่อยอดทักษะความรู้ได้ตลอดเวลา มีโปรโมชั่นสำหรับศิษย์เก่า สามารถกลับเข้าไปเรียนเพิ่มทักษะได้ฟรี 2 โมดูล ภายใน 3 ปี ทำให้ผู้เรียนซึ่งเป็นศิษย์เก่ากลับไปใช้บริการอย่างต่อเนื่อง และหากสะสมคอร์สจนครบตามมาตรฐาน ก็สามารถเปลี่ยนเป็นปริญญาได้ เช่น ปริญญาตรีใบใหม่ หรือปริญญาโท ภายใต้มาตรฐานที่สูงของสิงคโปร์

 

นายออง ยี คัง (Ong Ye Kung) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการของสิงคโปร์ ประกาศชัดว่า ในยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรมใหม่ หรือยุค Industry 4.0 การศึกษาแบบเดิม มหาวิทยาลัยแบบเดิม กำลังจะล้าสมัย จึงต้องรีบปรับตัวอย่างเร่งด่วน โดยเน้นการสร้างผลกระทบต่อผู้เรียนมากกว่าเกรด ผลิตคนหลากหลายตามความต้องการของผู้เรียน และเป็นมหาวิทยาลัยสำหรับทุกช่วงวัยของชีวิต

โดยเปลี่ยนการเรียนรู้ทฤษฎีในห้องเรียน มาเป็นการฝึกฝนประสบการณ์ ผสมผสานการทำงานจริง แก้ปัญหาจริง มหาวิทยาลัยในอนาคตจะเป็นลักษณะเรียนควบคู่กับการทำงาน เป็นผู้ประกอบการไปด้วย เด็กสิงคโปร์จะต้องอยู่ในโลกยุคการค้าดิจิทัลได้ มีทักษะด้าน Computational Thinking (การคิดเชิงคำนวณ หรือ กระบวนการแก้ปัญหาแบบมีลำดับ) พร้อมกับเพิ่มความหลากหลายของอุดมศึกษา ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนตามความสนใจ มีสายอาชีพหลากหลาย แนะนำเส้นทางอาชีพให้ผู้เรียนได้รู้ว่าตนชอบหรือถนัดอะไรตั้งแต่วัยเด็ก

นอกจากนี้ ยังเน้นการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับคนที่เรียนจบไปแล้ว และต้องการกลับมาเรียนใหม่ และสุดท้ายคือการเพิ่มบทบาทของมหาวิทยาลัย ที่มากกว่าการสอนและการวิจัย เพื่อให้มหาวิทยาลัยอยู่รอดได้

มหาวิทยาลัยเบอร์หนึ่งของเอเชียและเบอร์ต้นๆ ของเอเชีย อย่างสิงคโปร์ ญี่ปุ่น ขยับปรับตัวกัน มหาวิทยาลัยไทยจะตั้งรับ ปรับตัวกับวิกฤตินี้อย่างไร ?

แม้ว่าที่ผ่านมาคอร์สออนไลน์ในประเทศไทยยังไม่ส่งผลกระทบรุนแรงเท่ากับอเมริกา เนื่องจากยังไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายในหมู่คนไทย แต่นักการศึกษาหลายท่านบอกว่า ระบบการศึกษาออนไลน์จะทำให้เกิด Disruption ในระบบการศึกษาของไทยแน่นอน แต่จะเกิดช้าหรือเร็วยากจะคาดเดา

แต่ที่เกิดขึ้นแล้วในเวลานี้คือ ประชากรวัยเรียนที่ลดลงต่อเนื่อง ส่งผลต่อที่นั่งในมหาวิทยาลัยที่ลดฮวบเช่นกัน โดยปีนี้พบว่า ที่นั่งในมหาวิทยาลัยว่างกว่า 6 แสนที่นั่ง และคาดว่าในอีก 5 – 6 ปีข้างหน้า จากเด็กนักเรียน 1 ล้านคน จะเหลือเพียง 5 แสนคนที่จะเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัย ทำให้มหาวิทยาลัยเอกชนรวมถึงมหาวิทยาลัยรัฐที่อยู่ในภาวะ Over Supply มานาน ต้องยุบหลักสูตร สาขาวิชา ยุบห้องเรียน และที่หนักสุดและเกิดขึ้นแล้วในเวลานี้คือ การ Lay off อาจารย์ขายมหาวิทยาลัยให้กลุ่มทุนต่างชาติ หรือ เลิกกิจการ เนื่องจากทนขาดทุนไม่ไหว

 

ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ จากคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ออกมาเปิดเผยว่า ขณะนี้มหาวิทยาลัยไทยกำลังเผชิญวิกฤติอย่างหนัก โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยเอกชน บางแห่งขาดทุนนับร้อยล้าน บางรายมีการเจรจาปล่อยขายหลายพันล้าน มหาวิทยาลัยรัฐต้องแย่งเด็กกันเอง เพื่อให้ได้เด็กเต็มตามเป้า สะท้อนว่าที่นั่งในมหาวิทยาลัยมีมากกว่าคนเรียน เนื่องจากที่ผ่านมาไม่มีการวางแผนการผลิตคนที่ตรงกับความต้องการของตลาด หลายสาขาล้นตลาด ในขณะที่แพทย์ พยาบาล ยังขาดแคลนจำนวนมาก และว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นรุนแรงมากน้อยแตกต่างกันตามสภาพของมหาวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงจริงๆ ปรับตัวได้จะไปรอด และคาดการณ์ว่าภายใน 3 – 5 ปีข้างหน้า จะมีการ Lay off อาจารย์ เจ้าหน้าที่ที่เป็นพนักงานมหาวิทยาลัยออกไปจำนวนมาก โดยคาดการณ์ว่าอาจจะมากถึง 40% และถึงขั้นอาจจะต้องยุบ ปิดภาควิชา หรือรวมคณะ ภาควิชา สาขาวิชา หรือรวมมหาวิทยาลัย

แต่ไม่ทันข้ามปี เมื่อช่วงต้นเดือนกันยายน 2561  “ดร.อานนท์” ออกมาเปิดเผยว่า ขณะนี้การ Lay off อาจารย์เกิดขึ้นแล้ว เป็นการเลิกจ้างที่ไม่มีความผิดใดๆ ซึ่งเร็วกว่าที่พยากรณ์ไว้  ! โดยสาขาที่มีโอกาส Lay off อาจารย์สูง เช่น เศรษฐศาสตร์ สถิติ คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ วิทยาการคอมพิวเตอร์ การจัดการระบบสารสนเทศ ปรัชญา ประวัติศาสตร์  เป็นต้น

เรื่องนี้ ศาสตราจารย์คลินิก นพ.อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ก็ยอมรับ และมองว่าวิกฤติอุดมศึกษาเป็นปัญหาที่ทั่วโลกกำลังเผชิญ ไม่เฉพาะแต่ประเทศไทย มหาวิทยาลัยจะต้องปรับตัวตั้งรับให้เร็วที่สุด เช่น ปรับหลักสูตรให้เหมาะสมกับตลาดและงานในยุคที่โลกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ให้เด็กได้เกิดทักษะจากการเรียน พัฒนาผ่านงานวิจัยและนวัตกรรม เพื่อพัฒนาประเทศ

ขณะที่อาจารย์ก็ต้องปรับตัว เพิ่มทักษะให้เด็กได้ปฏิบัติจริงมากกว่าเน้นวิชาการ เพราะยุคนี้เด็กสามารถเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยีได้ด้วยตนเอง และต้องจัดการศึกษาที่ตอบโจทย์คนทุกวัย ตั้งแต่นักเรียน นักศึกษา คนวัยทำงาน และผู้สูงอายุ

และมหาวิทยาลัยในศตวรรษที่ 21 จะต้องใช้ฐานความรู้และนวัตกรรมมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้มหาวิทยาลัย เพื่อให้สามารถอยู่ได้ เนื่องจากในอนาคตการแข่งขันจะยิ่งสูง จากภาวะ Disruption ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โลกจะกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุ ในขณะที่ประชากรเด็กลดลงอย่างรวดเร็ว การใช้เทคโนโลยีแทนแรงงานคนทำให้ความต้องการแรงงานเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน และอีก 4 – 5 ปี ภาวะ disrupt จะรุนแรงมากกว่านี้ มหาวิทยาลัยต้องปิดตัวอีก เพราะไม่มีเด็กเข้าเรียน

เป็นคำพยากรณ์ของ รมช.ศึกษาฯ และนักวิชาการที่วิเคราะห์เกาะติดสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และมองว่าทางรอดของมหาวิทยาลัยคือ การจัดการศึกษาที่เน้นคุณภาพผู้เรียนมากกว่าปริมาณ ผลิตคนที่ตอบโจทย์ตลาดแรงงาน และจัดการศึกษาเพื่อให้คนทุกวัยได้เข้ามาเรียนรู้ตลอดชีวิต

อย่างเช่นโมเดล “เครดิตแบงก์” โดยเปิดโอกาสให้เรียนสะสมหน่วยกิต เช่น ให้นักศึกษาพักเรียนเพื่อออกไปทำงาน หาประสบการณ์ แล้วกลับมาเรียนใหม่ได้ โดยผลการเรียนยังคงอยู่ หรือการเปิดหลักสูตรระยะสั้นสำหรับคนทำงาน ซึ่งมหาวิทยาลัยรัฐและเอกชนบางแห่งเริ่มทำแล้ว เป็นกลยุทธ์การปรับตัวของมหาวิทยาลัยในภาวะวิกฤติ ก่อนที่มหาวิทยาลัยจะร้างคนเรียน

และที่น่าเป็นห่วงคือการ Lay off อาจารย์ ซึ่งเกิดขึ้นแล้ว

แม้ว่าไม่มีใครอยากให้เกิดก็ตาม

 

บทความโดย: สิริลักษณ์ เล่า

ผู้สื่อข่าวอาวุโส เชี่ยวชาญด้านการศึกษา, อดีต บก.ฉบับพิเศษ บมจ.มติชน


_Line-อัปเดทฟีเจอร์-ใหม่-กับ-Life-on-Line_web.jpg

kinyupen_adminJuly 18, 2019

ทุกวันนี้คงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าชีวิตที่ Line เข้ามาช่วยตอบโจทย์การใช้ชีวิตและความสะดวกสบายของเราแทบจะทุกด้านแล้ว จนอดสงสัยไม่ได้ว่ายังมีอะไรอีกที่ Line ทำไม่ได้ แต่ถึงอย่างไรก็ยังมีหลายๆ แอพพลิเคชั่นของ Line ที่หลายคนอาจไม่เคยทราบมาก่อน  วันนี้กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ได้รวบรวมฟีเจอร์ของไลน์ในปัจจุบัน และชวนอัปเดตความเคลื่อนไหวของ Line ให้ผู้อ่านทุกท่านได้ทราบกัน

 

เมื่อ Line ไม่ได้มองตัวเองเป็นเพียงแอพฯส่งข้อความอีกต่อไป

รู้หรือไม่? ว่านอกเหนือจาก Line Messenger แอพพลิเคชั่นหลัก ที่เราคุ้นเคยกัน ยังมีอีกหลากหลายฟีเจอร์และแอพพลิเคชั่นที่ถูกพัฒนาโดย Line ดังต่อไปนี้

1. Line Messenger

แอพพลิเคชั่นแชท โทรและวิดีโอคอล ทั้งคุยส่วนตัวหรือคุยเป็นกลุ่ม ที่มาพร้อมกับฟีเจอร์มากมาย

  • Rabbit Line Pay

กระเป๋าเงินออนไลน์ที่ช่วยให้ชีวิตสะดวกสบาย เช่น ชำระค่าโดยสาร BTS  พร้อมโปรโมชั่นสิทธิพิเศษกับพาร์ทเนอร์ที่ร่วมรายการ

  • Line Jobs

เลือกงานที่ชอบ ได้คนที่ใช่ โพสต์ฟรี สมัครง่ายได้คนเร็ว มีงานกว่า 400,000 ตำแหน่งให้เลือก

  • Line Story

อัปเดตชีวิตผ่าน Line Story แชร์เรื่องราวแบบสั้นๆ ให้กับเพื่อนๆ ซึ่ง อยู่ได้ 24 ชั่วโมง

  • Line Square ประวัติการแชทเก็บใน Server ตลอดเวลา ไม่หายและไม่ต้อง Backup ด้วยตัวเอง รองรับจำนวนคนต่อกลุ่มได้เยอะกว่ากลุ่มปกติ มีห้องแชทย่อยได้หลายห้อง แบ่งตามหมวดหมู่ต่างๆ ตามที่แอดมินต้องการ
  • Line Out สำหรับคนที่เน้น “โทรคุย” โทรที่ไหนก็ได้ หาใครที่ไหนก็ได้ในโลก ในราคาย่อมเยาว์ ตามคอนเซ็ปต์ คุยมากขึ้น จ่ายน้อยลง
  • OCR หรือ ฟีเจอร์แกะตัวอักษรจากภาพ

2. Line Today

รวบรวมข้อมูลข่าวสารส่งตรงถึงมือถือ อัปเดตข่าวสำคัญ เช่น ประเด็นเด่น line วัน และ 7 วัน 7 ข่าว สรุปข่าวรายสัปดาห์

3. Line MAN

ตอบโจทย์ทุกความต้องการ ด้วยบริการ สั่งซื้ออาหาร, บริการเรียกแท็กซี่ , บริการรับ-ส่งพัสดุถึงที่และส่งถึงจุดหมาย,  สั่งของสะดวกซื้อ

4. Line Game

เอาใจเหล่า Gamer ด้วยแอพลิเคชั่นที่รวมรวมเกมส์หลากหลายแนวไว้ให้เลือกเล่น

5. Line Camera

แอพลิเคชั่นสำหรับถ่ายและแต่งภาพ ที่มาพร้อมกับฟีเจอร์ที่หลากหลาย สติ๊กเกอร์และเอฟเฟกต์ต่างๆ ให้เลือกมากมาย

6. Line TV

สัมผัสประสบการณ์วิดีโอสตรีมมิ่งระดับพรีเมี่ยม ดูละคร ซีรี่ย์และรายการทั้งไทยและต่างประเทศแบบจุใจโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

7. Line Dictionary

พจนานุกรม ที่เลือกแปลได้กว่า 4 ภาษา (อังกฤษ,ไทย,จีนมาตรฐาน,อินโดนีเซีย) พร้อมด้วยความรู้ภาษาอังกฤษ ฟังก์ชั่นช่วยแปล บันทึกคำที่เคยค้นหาอัตโนมัติ และแชร์คำศัพท์ใหเพื่อนได้ง่ายๆ

8. Line Antivirus

ป้องกันไวรัสและมัลแวร์ของเหล่าสาวกแอนดรอยส์ ปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล แจ้งเตือนทันทีเมื่อโทรศัพท์มีความเสี่ยงจากไวรัส ตรวจสอบการเข้าถึงจากแอพอื่นๆ ของคุณ

9. B612

ถ่ายรูปเซลฟีด้วยฟิลเตอร์ที่ใช่ตามสไตล์ที่ชอบ เอาใจสาวๆด้วยฟังก์ชั่นปรับรูปหน้าได้ตาใจ

10. LOOKS

แต่งหน้าครบจบก่อนถ่าย ด้วยฟีเจอร์แต่งหน้าในสไตล์สุดอินเทรนด์

11. Line Mobile

ค่ายมือถือ ในแพ็คเกจที่ครอบคลุมทุกการใช้งาน ทั้งการโทรและอินเทอร์เน็ต นอกจากนี้ยังใช้ได้ทั้ง LINE Chat, LINE Call, LINE Video Call รวมถึงดู LINE TV ก็ฟรี โดยไม่เสียโควตาเน็ต

12. Line Official Account

ช่วยให้คุณจัดการธุรกิจของคุณได้ง่ายขึ้นเพียงปลายนิ้ว ด้วยการส่งข้อมูลที่เข้าถึงลูกค้าเป้าหมายได้ทันทีครั้งละเป็นจำนวนมาก ใช้ประชาสัมพันธ์ข่าวสารและแจ้งโปรโมชั่น และลูกค้าสามารถเก็บแต้ม (Line Point) จากการสั่งซื้อได้ภายในแอพเดียวกัน

13. Line Webtoon

แพลตฟอร์มการ์ตูนดิจิตอลให้ผู้อ่านที่ชื่นชอบการอ่านการ์ตูนด้วยรูปแบบที่น่าอ่าน พร้อมอัปเดต ตอนใหม่ๆ ในเวลา 4 ทุ่มของทุกวัน

 

ล่าสุด Line ได้จัด Line Conference 2019 ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น โดยมีคอนเซ็ปต์ใหม่คือ “Life on Line” โดยได้แต่งตั้ง Jungho Shin เป็น Chief WOW Officer เพื่อคิดค้นนวัตกรรมให้ตอบโจทย์ไลฟสไตล์ของผู้คนออกมาแบบ 24/7 หรือตลอดเวลาเลยทีเดียว ฟีเจอร์ใหม่จาก Line จะน่าสนใจแค่ไหน ไปดูกันเลย

1. Line mini App

พัฒนาจาก Line Shop มาเป็นฟีเจอร์ Online Market ที่ช่วยให้ซื้อง่ายขายคล่อง โดยร้านค้าสามารถสร้างหน้าเพจของตัวเองขึ้นมาจากตัว โดยมีฟีเจอร์ที่สามารถดูสินค้า สั่งซื้อ รวมถึงสะสมแต้มได้

2. Line Liver

Line Liver รูปแบบที่ให้ผู้ใช้งานสามารถถ่ายทอดสดได้ และที่สำคัญน่าจะเป็นที่ถูกใจของของเหล่าพ่อค้าแม่ขาย เพราะสามารถไลฟ์ขายของ และตกลงราคาผ่าน Line ได้ทันที

3. Line Open Chat

พัฒนาจาก Line Square โดยสามารถสร้างห้องแชทสำหรับกลุ่มคนที่มีความชอบหรือความสนใจในเรื่องต่างๆ โดยจะมีแอดมินผู้ดูแลกลุ่ม นอกจากนี้สมาชิกยังสามารถอ่านข้อความเก่าๆได้ระดับนึง คนทั่วไปสามารถเสิร์ชหาได้แต่ถ้ากลุ่มไหนไม่อยากเปิด Public ก็สามารถตั้งรหัสกลุ่มได้

4. Line Score

กิจกรรมและธุรกรรมต่างๆที่เราทำผ่าน Line จะถูกตีมูลค่าออกมาเป็นเครดิตของเรา ลักษณะเดียวกันกับธนาคาร หากคะแนนเยอะก็จะสามารถแลกแต้มสิทธิพิเศษต่างๆ ได้ตามเครดิต

5. Line Sticker ฟังดูแล้วหลายคนคงคิดว่า “ก็มีอยู่แล้ว” แต่ทั้งนี้ Line กำลังคิดที่จะเปลี่ยนการซื้อสติ๊กเกอร์แบบผูกขาดไปเป็นบริการการสมัครสมาชิกแบบรายเดือน ได้ยินแบบนี้หลายคงจะส่ายหน้า แต่หากมองในแง่ดีนี่คือการพัฒนาไปอีกขั้น โดยผู้ใช้จะสามารถใช้สติ๊กเกอร์ได้จำนวนไม่อั้น ในราคาที่ไม่แพง (เฉลี่ยเดือนละ 240 เยนหรือ 70 บาท) และนำร่องโปรโมชั่นลด 50% สำหรับนักเรียนในประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย

 

และนี่ก็คือความเคลื่อนไหวล่าสุดของ Line Corporation จะเห็นได้ว่า Line พยายามรวมทุกแพลตฟอร์มให้ขึ้นกับ Line แอพพลิเคชั่นหลัก เพื่อให้ง่ายและตอบโจทย์ในแอพเดียว แต่ยังไงฟีเจอร์ต่างๆ จะเปิดให้ผู้ใช้งานชาวไทยได้ใช้หรือไม่ หรือได้ใช่เมื่อไหร่คงต้องติดตามกันต่อไป แต่ถึงแม้เทคโนโลยีจะก้าวไกลสักแค่ไหน มันก็ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อช่วยให้ชีวิตเราง่ายขึ้น เพราะฉะนั้นอย่าทำให้ชีวิตยากขึ้นโดยการพึ่งพาและติดเทคโนโลยีมากจนเกินพอดี


_เปิดที่มา-เถรวาท-มหายาน-แตกต่างกันอย่างไร_web.jpg

kinyupen_adminJuly 15, 2019

ช่วงนี้เป็นช่วงวันอาสาฬหบูชาและเข้าพรรษา กินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราว “เถรวาท –  มหายาน” ย้อนดูที่มาที่ไป และความแตกต่างของสองนิกายนี้กัน

ปัจจุบันแหล่งข้อมูลต่างๆ มีการตีความที่มาของนิกายในพระพุทธศาสนาไว้อย่างน่าสนใจหลายแง่มุม และเนื่องในโอกาสอันดีในช่วงเทศกาลวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษาที่จะถึงนี้ ทีมงานจึงขอนำเรื่องราวสนุกๆ อีกแง่มุมเกี่ยวกับ “เถรวาท –  มหายาน” มานำเสนอให้ทราบกัน

ย้อนกลับไป 2562 ปีก่อน หลังสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว 90 วัน สาวกผู้ได้เคยสดับฟังคำสั่งสอนจำนวน 500 รูป ก็ประชุมทำสังคายนากัน ณ ถ้ำสัตบรรณคูหา ใกล้เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ ซึ่งหลังรวบรวมคำสอนอยู่ 7 เดือนก็จัดทำประมวลคำสอนสำเร็จเป็นครั้งแรก เรียกว่า ปฐมสังคายนา อันเป็นบ่อเกิดของพระไตรปิฎก ซึ่งคำสอนที่ลงมติไว้ในครั้งนั้นและนับถือสืบมาเรียกว่า เถรวาท แปลว่า คำสอนที่วางไว้เป็นหลักการโดยพระเถระ

อย่างไรก็ตาม ด้วยก่อนหน้าที่องตถาคตจะละสังขารได้ประทานปัจฉิมโอวาทแก่ภิกษุทั้งหลาย โดยตอนหนึ่งที่ตรัสกับพระอานนท์ว่า “หากมีข้อสิกขาใดก็ตามที่เป็นข้อสิกขาย่อยๆ หากมีการลดละอนุโลมได้ให้ช่วยกันอนุโลมเถิด” ทำให้เกิดปัญหาการตีความของหมู่ภิกษุสงฆ์ ว่า สิกขาบทไหนเรียกว่าเล็กน้อย เป็นเหตุให้ภิกษุบางรูปไม่เห็นด้วย และไม่ยอมรับสังคายนามาตั้งแต่ครั้งแรก เกิดการแยกตัวทำสังคายนาต่างหาก เกิดการแตกแยกทางความคิดในหมู่สงฆ์ ไม่ลงรอยกันในส่วนหลักธรรมและข้อวัตรปฏิบัติ

กาลเวลาล่วงเลยต่อมา เมื่อพระพุทธองค์ดับขันธ์ปรินิพพานได้ 100 ปี ภิกษุชาววัชชีปฏิบัติกิจย่อหย่อนทางพระวินัย และขอให้มีการปรับสิกขาบท อาทิ ควรฉันหลังเที่ยงได้ ฉันสุราอ่อนได้ รับเงินรับทองได้ เก็บรักษาอาหารได้ ดังนั้นพระยสกากัณฑบุตรจึงได้เชิญพระภิกษุชั้นผู้ใหญ่เอร่วมทำการสังคายนาขึ้น

แน่นอนว่าภิกษุชาววัชชีไม่ยอมรับและไม่เข้าร่วมการสังคายนานี้ แต่ไปรวบรวมภิกษุฝ่ายตนประชุมทำสังคายนาต่างหาก เรียกว่า มหาสังคีติ และเรียกพวกของตนว่า มหาสังฆิกะ

เวลานั้นพุทธศาสนาจึงแตกเป็น 2 ฝ่าย โดย ฝ่ายแรก นิกายเถรวาท ยืนกรานยึดคำสอนของพระเถระดั้งเดิมทั้งหมดโดยไม่มีการแก้สิกขาบท เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด คือ ฝ่ายที่สอง เป็นฝ่ายที่ขอให้มีการแก้สิกขาบท มีการตั้งเป็นก๊กเป็นค่าย แต่ละค่ายยึดตามมติพระอาจารย์ของตัวเอง ฝ่ายนี้เรียกว่า อาจาริยวาท  ซึ่งต่อมาแบ่งออกเป็นทั้งหมด 18 ค่ายอาจารย์ที่ล้วนมีทัศนะ อุดมคติ การตีความหลักธรรม และวัตรปฏิบัติที่แตกต่างกันตามหลักจริยวัตรของตน

เดิมทีในอดีตคนอินเดียจะนับถือนิกายเถรวาท โดยพระเจ้าแผ่นดินอินเดียผู้ทรงอุปถัมภ์พุทธศาสนานิกายเถรวาทเป็นอย่างมาก คือ พระเจ้าอโศกมหาราช โดยทรงเป็นเจ้าภาพในการจัดทำสังคายณาพระไตรปิฏกแบบเถรวาทในปี พ.ศ.234 จากนั้นทรงส่งพระภิกษุเถรวาทออกไปเผยแพร่คำสอนยังที่ต่างๆ 9 เส้นทาง

ส่วนนิกายมหายาน เดิมนั้นยังเรียกว่า อาจาริยวาท จนกระทั่งนิกายเถรวาทในอินเดียเริ่มถูกแทนที่ด้วยศาสนา ฮินดู ซิกส์ และอิสลาม จึงทำให้เถรวาท และ อาจาริยวาทในอินเดีย ต่างก็พยายามกลับมารวมตัวกันใหม่ เพื่อเรียกสาวกกลับคืน จึงมีการรวมตัวกันแล้วตั้งเป็นนิกายมหายานขึ้น เรียกว่ามหายานาบริสุทธิ์

นิกายมหายานโด่งดังขึ้นมาราวพุทธศตวรรษที่ 7 โดยพระเจ้านิษกะมหาราช แห่งราชวงศ์กุษาณะ พระองค์ทรงเลื่อมใสศรัทธาพระโพธิสัตว์ จึงเป็นมหาสาธารณูปถัมภกในพุทธศาสนานิกายมหายาน และได้ส่งพุทธศาสนานิกายมหายานออกไปตามสถานที่ต่างๆ

ล้อมกรอบ

  • มหายาน แปลว่า พาหนะลำใหญ่ ที่จะนำสรรพสัตว์ทั้งหลายเข้าสู่การหลุดพ้นได้ โดยมีความเชื่อว่า พระพุทธเจ้าได้สร้างพระโพธิสัตว์ขึ้นมามากมายเพื่อช่วยเหลือพระองค์ ดังนั้นหลักสำคัญของมหายาน คือ การช่วยซึ่งกันและกันให้หลุดพ้นไปพร้อมกัน ด้วยความสามัคคี
  • เถรวาท มีอีกชื่อเรียกว่า หินยาน แปลว่า พาหนะของคนใจแคบ ซึ่งเป็นการเยาะเย้ยเปรียบเปรย เพราะไม่มีการส่งต่อบุญใครทำดีได้ดีเอง ใครทำชั่วได้ชั่วเอง จึงเรียกว่าพวกใจแคบ
  • เถรวาทในประเทศไทยเราไม่เหมือนกับลังกา เพราะของลังกาจะไม่ค่อยมีเรื่องนรก สวรรค์ เน้นเรื่องอริยสัจ 4 ประการเป็นหลัก ส่วนเถรวาทของไทย จะถูกนำไปบวกกับลัทธินับถือผีดั้งเดิม จึงมีทั้งพุทธทั้งผีปะปนกัน

_ส่อง-5-ประเทศฝั่งเอเชีย-ควรค่าแก่การไปเที่ยวปี-2019_web.jpg

kinyupen_adminJuly 7, 2019

ปี 2019 นี้ คุณมีแผนที่จะเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศแล้วหรือยัง ถ้ายังไม่รู้ว่าจะไปเที่ยวประเทศไหนดี เราได้รวบรวมแหล่งท่องเที่ยว 5 ประเทศฝั่งเอเชีย ที่ควรค่ากับการไปเที่ยวในปี 2562 บอกเลยว่า ครั้งหนึ่งในชีวิตคุณต้องได้ไปเที่ยวประเทศนั้น ๆ ให้ได้

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวในแวดวงท่องเที่ยวกับทุก ๆ ท่าน โดยเฉพาะผู้ที่ชื่นชอบการเดินทางท่องเที่ยวเป็นชีวิตจิตใจ เชื่อว่าใครหลาย ๆ คนมีความใฝ่ฝันไว้ว่า สักครั้งหนึ่งในชีวิต เกิดมาแล้วต้องมีโอกาสไปท่องเที่ยวต่างประเทศ อย่างน้อยสัก 1 ประเทศ หรือบางคนมองว่าท่องเที่ยวในประเทศไทยบ่อย ๆ ก็รู้สึกแอบเบื่อหน่ายเล็กน้อย เจอแต่สิ่งเดิม ๆ มาโดยตลอด อยากลองเปิดโลกกว้างด้วยการไปต่างประเทศบ้างสักครั้ง

แต่การจะออกเดินทางไปต่างประเทศนั้น ส่วนใหญ่ก็จะต้องติดปัญหาในเรื่องของการทำหนังสือเดินทาง โดยเฉพาะวีซ่า ที่บางคนไม่มีวีซ่าเลยทำให้ไม่สามารถเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศได้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงได้รวบรวมแหล่งท่องเที่ยว 5 ประเทศฝั่งเอเชีย ที่ครั้งหนึ่งในชีวิตคุณต้องได้ไปเที่ยวประเทศนั้น ๆ สักครั้งหนึ่ง

1. ประเทศเกาหลี : ที่ประเทศเกาหลีต้องบอกเลยว่ามีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจมากมาย อย่างที่พระราชวังเคียงบกกุง พระราชวังใหญ่กลางกรุงโซล แฟน ๆ ซีรีส์เกาหลีย้อนยุคต้องไม่พลาด การแต่งชุดฮันบกเที่ยวในพระราชวังฯ นอกจากนี้ยังมี โซลทาวเวอร์ เป็นหอคอยที่ตั้งอยู่บนภูเขา ไปชมวิวสวย ๆ จากมุมสูงของประเทศเกาหลี ได้เห็นทัศนียภาพโดยรวมของประเทศ และเอาใจคนชอบช็อปปิ้ง ไม่ควรพลาดแหล่งช้อปที่รวมร้านค้าทุกอย่างไว้ในที่เดียว ที่ย่านเมียงดงและฮงแด ที่มีทั้งร้านเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า เครื่องสำอาง อาหาร และอื่น ๆ อีกมากมาย

2. ประเทศญี่ปุ่น : ที่ประเทศญี่ปุ่น ถือได้ว่าเป็นประเทศที่มีความทันสมัย มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายตื่นตา ตื่นใจ อย่างเช่น เมืองใหญ่อย่าง โตเกียว หรือจะเป็นสถานที่เอาใจคนชอบช้อปปิ้งอย่างย่านชินจูกุ ชิบุย่า หรือฮาราจูกุ ที่มีการจำหน่ายสินค้าต่าง ๆ มากมาย หรือใครชอบธรรมชาติและอากาศเย็นสบาย ต้องไปที่ ฮอกไกโดเกาะเหนือสุดของญี่ปุ่น เป็นเมืองชิลๆ รายล้อมด้วยธรรมชาติและผลผลิตทางการเกษตรแสนอร่อย

3. ประเทศสิงคโปร์ : ที่ประเทศสิงคโปร์เป็นประเทศที่อยู่บนเกาะเล็ก ๆ เต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจมากมาย บ้านเมืองมีความเจริญและมีระเบียบ สำหรับที่เที่ยวยอดฮิตในสิงโปร์ อาทิ สวนพฤกษศาสตร์ขนาดใหญ่ Gardens by the Bay ที่มีจุดเด่นอยู่ที่ต้นไม้ยักษ์ หรือจะเป็นมาร์ริน่าเบย์ ที่มีทั้ง เมอร์ไลออน และตึกมารีน่า เบย์ แซนด์ส ถือเป็นแลนด์มาร์คอันโดดเด่นของสิงคโปร์เลยก็ว่าได้

4. ประเทศพม่า : ประเทศพม่าถือได้ว่าเป็นประเทศที่ตั้งอยู่ใกล้ประเทศไทย มีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ควรค่ากับการเดินทางมาท่องเที่ยว อาทิ พระมหาเจดีย์ชเวดากอง สถานที่ศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของชาวพม่า ที่มีอายุกว่า 2,000 ปี หรือจะเป็น พระธาตุอินทร์แขวน 1 ใน 5 มหาบูชาสถานที่ชาวพม่าให้ความเคารพนับถือ ลักษณะเป็นหินสีทองขนาดใหญ่สูงกว่า ตั้งอยู่ริมหน้าผาสูง และทะเลเจดีย์ในเมืองพุกาม เป็นสถานที่ที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมารับชมวิวสวย ๆ จำนวนมาก

5. ประเทศเวียดนาม : ที่ประเทศเวียดนาม ถือเป็นประเทศที่ควรค่ากับการเดินทางมาท่องเที่ยว เพราะประเทศนี้ใช้เงิน Pocket Money ไม่แพงมาก มีสถานที่ท่องเที่ยวเด่น ๆ อย่าง บานาฮิลล์ , ฮอยอัน , ดานัง , ฮานอย , ญาจาง ฯลฯ ซึ่งมีสถานที่ท่องเที่ยวเยอะแยะมากมายไปหมด รับรองเลยว่า คุณต้องประทับใจอย่างแน่นอน

 

ทั้งหมดนี้ คือ 5 ประเทศฝั่งเอเชียที่ควรค่ากับการไปท่องเที่ยวในปี 2019 สำหรับใครก็ตามที่อยากไปเที่ยวต่างประเทศ แต่ไม่รู้ว่าจะไปประเทศไหนดี ลองไปเที่ยว 5 ประเทศที่ทีมงานฯ ได้นำเสนอไป รับรองเลยว่าคุณจะไม่ผิดหวังกับการไปเที่ยวในต่างแดนอย่างแน่นอน และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


_ส่อง-ประโยชน์ของ-เบียร์-ที่ให้มากกว่าความเมา_web.jpg

kinyupen_adminJuly 5, 2019

“เบียร์” เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ไร้ประโยชน์ ดื่มแล้วเมาเละเทะ เปลี่ยนความคิดใหม่เดี๋ยวนี้เลย เพราะในทางกลับกัน “เบียร์” เป็นเครื่องดื่มที่ใครหลายคนอาจจะมองข้ามหรือยังไม่รู้มาก่อน บอกเลยว่าดื่มเบียร์วันละนิด จิตแจ่มใสแน่นอน

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอสาระดี ๆ เอาใจนักดื่มคอแข็งตัวยง เชื่อว่าวัยรุ่นที่บรรลุนิติภาวะหรือคนวัยทำงานจำนวนมาก 3 ใน 4 จะชื่นชอบการดื่ม “เบียร์” โดยเฉพาะทุกวันศุกร์ วันเสาร์ หรือก่อนวันหยุดนักขัตฤกษ์ 1 วัน หรือแม้กระทั่งช่วงเทศกาลเฉลิมฉลองต่าง ๆ “เบียร์” จะเป็นเครื่องดื่มประเภทแรก ๆ ที่วงสนทนาจะต้องเลือกมาใช้ประกอบกับการตั้งโต๊ะสังสรรค์ พูดคุย ปาร์ตี้ เฮฮา โต๊ะไหนขาด “เบียร์” เปรียบเสมือนขาดความสุขในวงสนทนา

จะว่าไปแล้ว “เบียร์” เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชนิดแรกของโลกที่ผ่านกระบวนการหมักจากผลิตภัณฑ์พวกธัญพืช อาทิ ข้าวบาร์เลย์ ฮอป ทำให้เบียร์มีกลิ่นหอม รสชาติขม สามารถรักษาคุณภาพของเบียร์ให้เก็บได้นานขึ้น แต่เบียร์ในปัจจุบันจะมีกรรมวิธีในการผลิตเบียร์แตกต่างจากในสมัยก่อน จึงทำให้ชนิด รสชาติ และสีของเบียร์ มีความแตกต่างกันมาก

แต่รู้หรือไม่ว่า “เบียร์” ไม่ได้เป็นเครื่องดื่มที่ไร้ประโยชน์ ดื่มแล้วมึนเมาเสียอย่างเดียว แต่ในความเป็นจริงเบียร์ยังแฝงไปด้วยประโยชน์อื่น ๆ ที่ใครหลายคนอาจจะมองข้ามหรือยังไม่รู้มาก่อน กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงได้รวบรวมคุณประโยชน์ของ “เบียร์” มาฝากกัน

ส่อง-ประโยชน์ของ-เบียร์-ที่ให้มากกว่าความเมา_INFO

 

1. เบียร์สามารถควบคุมการดื่มได้ : เบียร์ส่วนใหญ่ถูกบรรจุกันเป็นแบบกระป๋องหรือขวด สามารถดื่มได้ทันทีโดยไม่ต้องไปผสมกับอะไรทั้งสิ้น ทำให้คุณสามารถควบคุมการดื่มได้ เช่น 2 กระป๋อง หรือ 1 ขวด เป็นต้น

2. เบียร์มีไฟเบอร์สูง : เบียร์มีไฟเบอร์สูง ซึ่งไฟเบอร์จะช่วยให้กระบวนการย่อยอาหารเป็นไปอย่างช้า ๆ ทำให้คุณรู้สึกอิ่มท้องนานขึ้น ช่วยให้คุณไม่กินอาหารมากเกินไป แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องระวังแคลอรี่ที่มากับเบียร์ด้วยนะ

3. เบียร์อุดมไปด้วยวิตามินบี : เบียร์มีวิตามินบีจากยีสต์ที่ใช้ในการหมัก อุดมไปด้วยวิตามิน B3, B6, กรดโฟลิก (B9) ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกายทั้งในส่วนของการเสริมสุขภาพและป้องกันโรคบางชนิดได้อีกด้วย

4. เบียร์ช่วยคลายความเครียด : การได้จิบเบียร์อย่างน้อยวันละ 1 กระป๋องหรือวันละ 1 ขวด จะช่วยผ่อนคลายความเครียดลงและลดความกังวลลงได้ ทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดอาหารหัวใจวายและเส้นเลือดในสมองแตกได้ โดยพอประมาณสำหรับผู้หญิงนั้นไม่เกิน 12 ออนซ์/วัน และ 24 ออนซ์/วัน สำหรับผู้ชาย

5. เบียร์ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดเบาหวานประเภทที่ 2 ได้ : จากผลการศึกษาหลายครั้ง พบว่า คนที่ดื่มเบียร์มีความเสี่ยงในการเกิดเบาหวานประเภทที่ 2 น้อยกว่าคนที่ไม่ได้ดื่มถึง 30% ซึ่งเบาหวานประเภทที่ 2 คือเบาหวานที่พบเป็นส่วนใหญ่ โดยเกิดจากการที่ตับอ่อนสร้างอินซูลินได้แต่ไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ของร่ายกาย ทำให้ต้องกินยาหรือฉีดอินซูลิน

6. เบียร์มีซิลิคอนสูง : ผลจากการวิจัยของมหาวิทยาลัย Alcala ของสเปน พบว่า ซิลิคอนช่วยป้องกันการเกิดโรคอัลไซเมอร์ได้ ฉะนั้นการบริโภคซิลิคอนปริมาณสูง ช่วยลดการเกิดโรคอัลไซเมอร์ได้

7. เบียร์มีสารที่ต่อต้านจุลชีพ : ฮอปนั้นเป็นดอกไม้ที่มีรสขมที่เป็นวัตถุดิบที่ใช้ในการหมักเบียร์ โดยฮอปมีฤทธิ์ต่อต้านจุลินทรีย์ช่วยต่อสู้กันโรคบางชนิดได้

8. เบียร์มีประโยชน์ต่อกระดูก : เบียร์นั้นช่วยให้กระดูกแข็งแรง โดยจากการศึกษาของมหาวิทยาลัย Tufts ได้พบความเชื่องโยงในด้านที่ดีว่าการดื่มเบียร์หรือไวน์ในปริมาณที่พอดีนั้นช่วยให้กระดูกสะโพกมีความหนาแน่น

9. เบียร์ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ : จากการศึกษาของ Kaiser Permanente พบว่า คนที่ดื่มเบียร์มีโอกาสเกิดโรคหัวใจต่ำกว่าคนที่ดื่มวิสกี้หรือไวน์

10. เบียร์ช่วยให้เข้าสังคมได้ง่าย : คนที่ไม่ดื่มเบียร์ ไม่ได้หมายความว่า เป็นคนเข้าสังคมยาก แต่การชวนกันไปสังสรรค์เล็ก ๆ น้อย ๆ ทำให้เราสามารถกระชับความสัมพันธ์หรือเปิดใจเรียนรู้กันได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปาร์ตี้ การคุยธุรกิจ การนัดเจอพูดคุย แต่ข้อควรระวังคือ ถ้าไปดื่มกับคนที่ไม่สนิทมากอย่าได้เผลอดื่มจนเมาเด็ดขาด

 

สุดท้าย “เบียร์” อาจจะไม่ใช่เครื่องดื่มที่ไม่ดีหรือแย่ในสายตาของผู้ที่ไม่ดื่มเครื่องแอลกอฮอล์เสมอไป แต่อย่างที่บอกไปว่า เบียร์มีข้อดีที่คุณยังไม่เห็นซ่อนอยู่ พอรู้แบบนี้แล้ว เชื่อว่าใครหลาย ๆ คน คงเริ่มอยากดื่มเบียร์ขึ้นมาทันที ดื่มเบียร์วันละ 2 แก้ว ช่วยเพิ่มความจำ ดื่มเบียร์วันละ 4 แก้ว ช่วยย่อยอาหาร ดื่มเบียร์วันละ 5 แก้ว ช่วยเสริมสร้างกระดูก ดื่มเบียร์วันละ 6 แก้วเป็นยา แต่หากดื่มมากขนาดนี้ก็

อาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้เหมือนกัน ฉะนั้น อย่าดื่มให้มากจนเมาเละเทะ แต่ควรดื่มเพื่อให้วงสนทนามีความให้สนุกสนาน รู้สึกสดชื่น คลายความกังวลจะดีกว่า และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


-นอนมากไป...ใช่ว่าจะดีต่อร่างกาย.jpg

kinyupen_adminJuly 4, 2019

การนอนพักผ่อนมากกว่า 8 ชั่วโมงขึ้นไป อันตรายต่อร่างกายมาก เพราะจากเดิมหลายคนเข้าใจมาโดยตลอดว่า นอนหลับนาน ๆ ถือเป็นการพักผ่อนอย่างสมบูรณ์แบบ หากคุณเป็นหนึ่งในคนที่นอนหลับเกิน 8 ชั่วโมง คุณกำลังเข้าข่ายเป็น “โรคนอนเกิน”

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวดี ๆ เกี่ยวกับการนอนหลับพักผ่อน โดยปกติแล้ว เมื่อเราต้องไปทำงานหรือทำกิจกรรมต่าง ๆ ในช่วงกลางวัน ตกกลางคืนร่างกายรู้สึกอ่อนล้า และต้องได้รับการพักผ่อนอย่างน้อยวันละ 6-8 ชั่วโมงต่อวัน หากนอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมง ไม่ดีต่อร่างกายเราอย่างแน่นอน ทำให้ร่างกายพักผ่อนไม่เต็มที่ แล้วจะมีอาการอ่อนเพลีย ทำงานหรือทำกิจกรรมได้ไม่เต็มแรง หักโหมจนเกินไป ส่งผลให้เราเกิดอาการวูบหรือเป็นลมได้

ขณะเดียวกัน การนอนพักผ่อนมากกว่า 8 ชั่วโมงขึ้นไป หลายคนเข้าใจมาโดยตลอดว่า เป็นเรื่องที่ดีที่ร่างกายจะได้พักผ่อนอย่างสมบูรณ์แบบ แต่ในความเป็นจริงนั้น การนอนมากกว่า 8 ชั่วโมงถือเป็นเรื่องที่อันตรายอย่างมาก เราเรียกอาการแบบนี้ว่า “โรคนอนเกิน” (Hypersomnia) หรือ “ง่วงมากผิดปกติ” (Excessive Sleepiness)

สำหรับ “โรคนอนเกิน” (Hypersomnia) หรือ ง่วงมากผิดปกติ (Excessive Sleepiness) เป็นโรคที่เกิดในคนขี้เซา ยิ่งนอนพักเท่าไหร่ก็ไม่รู้สึกพอ อาการจะดูเฉื่อย ซึม ไร้ชีวิตชีวา ถือได้ว่าเป็นสิ่งที่ผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็นวัยเด็ก วัยรุ่น หรือวัยผู้ใหญ่ สำหรับคนที่มีอาการแบบนี้ หากนอนหลับแล้วจะตื่นขึ้นมายากมาก เมื่อตื่นแล้วร่างกายจะรู้สึกว่าต้องการนอนต่อไปอีก และระหว่างวันก็ต้องการงีบหลับหลาย ๆ ครั้ง และการงีบก็อาจเกิดขึ้นในเวลาที่ไม่เหมาะสม เช่น ช่วงกลางวัน เป็นต้น

ซึ่งคนที่มีอาการเหล่านี้จะสามารถหลับได้ในขณะที่กำลังคุยสนทนาอยู่ หรือแม้กำลังรับประทานอาหาร บางรายง่วงมากขณะนอนหลับ ถ้าถูกปลุกขึ้นมาก็อาจมีอาการพูดจาสับสน นอกเหนือจากอาการง่วงแล้ว ยังหงุดหงิดง่าย วิตกกังวล ความคิดอ่านไม่แล่น ความจำไม่ดี และมีอาการซึมเศร้าอีกด้วย

สุดท้าย หากคุณพบว่าตัวคุณเองหรือมีคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว ญาติพี่น้อง ลูกหลาน มีอาการง่วงมากเกินไปหรือง่วงมากผิดปกติ ขอให้คิดไว้เสมอว่าร่างกายอาจจะผิดปกติแน่นอน ไม่ใช่เกิดจากพฤติกรรมหรือนิสัยเกียจคร้าน แต่เกิดจากโรคทางกายหรือทางใจ ต้องรีบไปพบแพทย์เพื่ทำการรักษา อย่าปล่อยทิ้งเด็ดขาด อันตรายต่อสุขภาพอย่างแน่นอน และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอขอบคุณ : เนื้อหาจาก รายการ Health me please โดย พญ.ทานตะวัน อวิรุทธ์วรกุล ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี


_แอร์สกปรก-ไม่ยอมล้าง-ระวังปอดอักเสบ_web.jpg

kinyupen_adminJuly 2, 2019

รู้หรือไม่? เครื่องปรับอากาศที่เราใช้งานกันอยู่ทุกวัน จริง ๆ แล้วเป็นแหล่งสะสมความชื้น เป็นสาเหตุทำให้เชื้อโรคเจริญเติบโต อันตรายจนถึงขั้นปอดอักเสบรุนแรง

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอแนะนำเรื่องราวดี ๆ เกี่ยวกับสุขภาพ เชื่อว่าหลาย ๆ บ้านจะมีเครื่องปรับอากาศไว้คลายความร้อน เพิ่มความเย็น อย่างน้อยบ้านละ 1 เครื่อง โดยเฉพาะช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา ถือได้ว่าเป็นช่วงที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับความร้อนแบบร้อนสุด ๆ จนถึงขั้นยอดจัดจำหน่ายเครื่องปรับอากาศขายดีเทน้ำเทท่า ได้รับความนิยมในขณะนั้น

แต่ถึงแม้ช่วงนี้จะเป็นฤดูฝน และอีกไม่นานก็จะเข้าสู่ช่วงของฤดูหนาว เชื่อว่า เครื่องปรับอากาศ ยังคงเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่หลาย ๆ บ้านยังต้องเปิดใช้งานกันอยู่ อย่างน้อยเปิดในช่วงกลางคืนตอนนอนหลับพักผ่อน แต่รู้หรือไม่ว่า เครื่องปรับอากาศที่เราเปิดใช้งานบ่อย ๆ เป็นประจำทุกวัน ภายในตัวเครื่องนั้นมีความชื้นจำนวนมากสะสมอยู่ ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เชื้อโรคเจริญเติบโต โดยเฉพาะเชื้อแบคทีเรียลิจิโอเนลลานิวโมฟิวลา

เรื่องนี้ นพ.ดนัย ธีวันดา รองอธิบดีกรมอนามัย บอกว่า จากเรื่องของความชื้นภายในเครื่องปรับอากาศ หากใครก็ตามที่หายใจหรือสูดละอองน้ำที่มีเชื้อแบคทีเรียลิจิโอเนลลานิวโมฟิวลาปนเปื้อนเข้าไป จะส่งผลกระทบและเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ โดยลักษณะอาการมี 2 แบบ ได้แก่ แบบปอดอักเสบรุนแรง จะมีอาการไข้ขึ้นสูง ไอ หนาวสั่น เรียกว่า “โรคลิเจียนแนร์” และแบบที่ลักษณะคล้ายไข้หวัดใหญ่ หรือเรียกว่า “ไข้ปอน ตีแอก” หรือ “ปอนเตียก”

ฉะนั้น สิ่งที่ควรกระทำอย่างยิ่งคือ ควรล้างแอร์เป็นประจำ โดยเครื่องปรับอากาศในห้องพัก หมั่นทำความสะอาดถาดรอง อย่างน้อยทุก ๆ 1-2 สัปดาห์ เพื่อไม่ให้มีตะไคร่เกาะ และเมื่อเปิดใช้งานเครื่องปรับอากาศควรสังเกตว่าอากาศที่ออกมาจากแอร์มีกลิ่นเหม็นหรือมีกลิ่นอับหรือไม่ หากพบว่ามีกลิ่น ควรล้างทำความสะอาดแผ่นกรองอากาศที่อยู่ในแอร์ด้วยน้ำสบู่หรือน้ำยาฆ่าเชื้อโรค

แต่หากล้างทำความสะอาดแล้วกลิ่นยังไม่หาย ขอแนะนำให้เรียกช่างมาช่วยซ่อมแซม ทั้งนี้ การล้างเครื่องปรับอากาศเต็มระบบ ควรล้างอย่างน้อยปีละครั้ง แต่หากใช้เป็นประจำควรล้างอย่างน้อย 6 เดือน/ครั้ง เนื่องจากจะช่วยลดเชื้อโรคแล้ว ยังช่วยประหยัดไฟฟ้าได้อีกด้วย