_หยุดยาวแบบนี้-เที่ยวไหนดีใกล้กรุงเทพฯ-แบบไปเช้า-เย็นกลับ_web.jpg

kinyupen_adminAugust 9, 2019

วันหยุดสุดสัปดาห์ทั้งที ไม่รู้จะไปเที่ยวที่ไหนดี บางทีก็อยากจะท่องเที่ยว แต่ไม่อยากที่จะพักค้างแรมสักเท่าไหร่ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวม 7 สถานที่ท่องเที่ยวใกล้กรุงเทพฯ เที่ยวง่าย ๆ สบาย ๆ แบบไปเช้า-เย็นกลับ

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวเอาใจคนรักการท่องเที่ยวสักหน่อย พอใกล้ถึงวันหยุดสุดสัปดาห์ทั้งที ก็ต้องเตรียมวางแผนหาสถานที่ท่องเที่ยวกันสักหน่อยแล้ว คราวนี้มาลองดูทริปการท่องเที่ยวแบบ 1 day trip กันบ้างดีกว่า  เชื่อว่าใครหลาย ๆ คนก็อยากที่จะท่องเที่ยว แต่ไม่อยากที่จะพักค้างแรมสักเท่าไหร่ อยากกลับมานอนที่บ้านดีกว่า ถ้าเลือกที่จะท่องเที่ยวในลักษณะนี้ สถานที่ที่สามารถไปได้นั้นก็คงจะต้องอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานคร

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงรวบรวม 7 สถานที่ท่องเที่ยวใกล้กรุงเทพฯ ท่องเที่ยวง่าย ๆ สบาย ๆ แบบไปเช้า-เย็นกลับ เรียกได้ว่าสามารถไปเที่ยวได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งแบบคนเดียว ครอบครัว คนรัก หรือ เพื่อนฝูง สนุกสนานตลอดทั้งวันอย่างแน่นอน

 

1. บางกะเจ้า จังหวัดสมุทรปราการ : พื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ที่อยู่ใกล้กรุงเทพฯ ถือเป็นสถานที่ฟอกปอดที่เหมาะสำหรับการมาเที่ยวพักผ่อนแบบชิลล์ ๆ ซึ่งภายหลังจากมีการพัฒนาให้พื้นที่แห่งนี้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ พร้อมกับมีเส้นทางจักรยานให้ได้ไปปั่นชมธรรมชาติ ยิ่งกระตุ้นต่อมให้อยากออกไปสัมผัสบางกะเจ้ามากยิ่งขึ้น ภายในคุ้งบางกะเจ้ามีแหล่งท่องเที่ยวให้นักท่องเที่ยวเข้าไปสัมผัสธรรมชาติที่สวยงามมากมาย นอกจากนีเช่น สวนป่าเกดน้อมเกล้า” “สวนน้ำตาลมะพร้าว” “เส้นทางจักรยานเลียบค ในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ยังมีตลาดบางน้ำผึ้ง เปิดให้นักท่องเที่ยวได้มาช็อปปิ้ง จับจ่ายใช้สอยกัน และยังมีบ้านธูปสมุนไพร สอนการทำผ้ามัดย้อม พิพิธภัณฑ์ปลากัดไทย และอื่น ๆ อีกมากมาย

 

2. เกาะแสมสาร จ.ชลบุรี : ตั้งอยู่ในอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เป็น 1 ใน 9 เกาะท่องเที่ยวยอดนิยมใกล้กรุงเทพฯ ทำให้ที่นี่กลายเป็นแหล่งเรียนรู้และท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และมีกิจกรรมให้นักท่องเที่ยวได้ทำมากมาย เช่น พายเรือคายัก ดำน้ำดูปะการัง และปั่นจักรยานชมธรรมชาติ เป็นต้น

 

 

3. น้ำตกสาริกา จ.นครนายก :  น้ำตกสาริกา เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ที่มีลักษณะโยนตัวลงมาจากหน้าผาสูงชัน และมีความสูงถึง 9 ชั้น เป็นน้ำตกที่เหมาะกับการเล่นน้ำ เพราะมีแอ่งน้ำขนาดใหญ่อยู่ด้านล่าง ยิ่งในช่วงฤดูฝนที่น้ำไหลแรง นักท่องเที่ยวจะได้ยินเสียงน้ำที่ตกกระทบหินดังสนั่น น้ำกระเซ็นเป็นละอองขาว เป็นเสน่ห์ความงดงามที่ไม่ว่าใครก็อยากเดินทางมาเห็น

 

4. ตลาด 100 ปี ระแหง จ.ปทุมธานี : ตลาดร้อยปีระแหง ตั้งอยู่ที่ริมคลองระแหง อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี เป็นตลาดโบราณริมน้ำอายุยาวนานกว่า 100 ปี ภายในเป็นห้องแถวที่สร้างด้วยไม้ติดต่อกัน เกิดจากการที่ผู้คนสมัยก่อนสัญจรทางเรือและทางรถไฟ โดยมีทางรถไฟสายแรกคือสายตลาดระแหง-บางบัวทอง มาสิ้นสุดที่โรงเรียนวรพงษ์ ต่อมาการคมนาคมเจริญขึ้น มีถนนผ่านหน้าอำเภอ ผู้คนหันมาสัญจรทางรถยนต์กันมาก กิจการรถไฟก็ล้มเลิกไป แต่ยังคงเหลือตลาดเอาไว้ให้เป็นอนุสรณ์ ชาวบ้านที่อยู่บริเวณตลาดระแหงยังมีการอนุรักษ์วิถีชีวิตริมคลอง และสถาปัตยกรรมบ้านเรือนไม้หลังคาจั่ว อีกทั้งยังมีการจำหน่ายสินค้าเกษตร ร้านยาจีนและยาแผนโบราณ ร้านอาหาร ร้านตัดผม รวมทั้งมีศาลเจ้าและโรงงิ้วภายในชุมชนอีกด้วย

 

5. วัดโสธรวรารามวรวิหาร  จ.ฉะเชิงเทรา : ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมือง ริมแม่น้ำบางปะกง เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปที่สำคัญคือ “หลวงพ่อโสธร” พระพุทธรูปปูนปั้นปางสมาธิ อันเป็นศูนย์รวมศรัทธาของชาวแปดริ้วและพุทธศาสนิกชนทั่วไป

 

6. อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา : ตั้งอยู่ภายในเกาะเมืองอยุธยา เขตเทศบาลเมืองพระนครศรีอยุธยา สถานที่ที่เคยเป็นราชธานีเก่าแก่อันยิ่งใหญ่ที่สืบเนื่องยาวนาน และมีความเจริญรุ่งเรืองที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ โดยมีศิลปวัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่ งดงาม และทรงคุณค่า จนได้รับการเชิดชูคุณค่าไว้ในบัญชีรายชื่อแหล่งมรดกโลกขององค์การยูเนสโก ในปี พ.ศ. 2534 จุดท่องเที่ยวหลัก ๆ ที่น่าไปเยี่ยมชม ไม่ว่าจะเป็นพระราชวังโบราณหรือพระราชวังหลวง ที่ประทับของพระมหากษัตริย์ในสมัยกรุงศรีอยุธยา วัดพระศรีสรรเพชญ์ วัดราชบูรณะ วิหารพระมงคลบพิตร วัดไชยวัฒนาราม เป็นต้น

 

7. พระราชวังสนามจันทร์ จ.นครปฐม : ตั้งอยู่ที่ตำบลพระปฐมเจดีย์ อำเภอเมืองนครปฐม อยู่ห่างจากองค์พระปฐมเจดีย์เพียงแค่ 2 กิโลเมตรเท่านั้น สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2450 โดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อใช้เป็นสถานที่ประทับครั้งมานมัสการพระปฐมเจดีย์ ภายในพระราชวังสนามจันทร์มีพระที่นั่งและพระตำหนักที่สวยงามมากมาย อาทิ พระที่นั่งพิมานปฐม, พระที่นั่งอภิรมย์ฤดี, พระที่นั่งวัชรีรมยา, พระที่นั่งสามัคคีมุขมาตย์, พระที่นั่งปาฏิหาริย์ทัศไนย, พระตำหนักชาลีมงคลอาสน์, พระตำหนักมารีราชรัตบัลลังก์, พระตำหนักทับแก้ว, พระตำหนักทับขวัญ เป็นต้น

 

ทั้งหมดนี้ คือ 7 สถานที่ท่องเที่ยวใกล้กรุงเทพมหานคร แบบว่าสามารถเดินทางไปเช้า-เย็นกลับได้ จริง ๆ แล้วในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกหลายแห่ง สำหรับใครที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวแบบเข้าวัดเข้าวา หรืออาจจะชิมบรรยากาศธรรมชาติ ก็สามารถเลือกได้ตามความชอบของเราเลย และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอขอบคุณ : ข้อมูลจาก thai.tourismthailand.org


_แนะนำ-5-กีฬาในร่มยอดฮิต-ควรค่าแก่การเบิร์นไขมันช่วงหน้าฝน_web.jpg

kinyupen_adminAugust 7, 2019

ช่วงนี้เป็นช่วงหน้าฝน การออกกำลังกายตามพื้นที่กลางแจ้งขณะฝนตก ไม่ดีต่อสุขภาพอย่างแน่นอน กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงได้รวบรวม 5 กีฬาในร่มสุดฮิต ที่สามารถออกกำลังกายได้ แม้ว่าจะอยู่ในช่วงหน้าฝนก็ตาม ยังไงก็ไม่เปียกแฉะหรือโดนแดดอย่างแน่นอน

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวเอาใจคนรักสุขภาพสักหน่อย ต้องบอกเลยว่าช่วงนี้เป็นช่วงหน้าฝน สำหรับใครที่ชอบออกกำลังตามสวนสาธารณะ โดยเฉพาะการวิ่ง ช่วงนี้คงไม่ค่อยเหมาะสักเท่าไหร่ ไม่ดีต่อร่างกายแน่นอน บางคนตัดสินใจวางมือโดยอ้างว่าช่วงนี้หน้าฝน เลยไม่ออกกำลังกาย สุดท้าย ร่างกายเราก็จะสะสมไปด้วยไขมันทั้งนั้น และก่อให้เกิดโรคอ้วนขึ้นมาทันที

แต่ในความเป็นจริงแล้ว ยังมีกีฬาบางชนิดที่คุณสามารถเล่นได้ แม้จะเป็นช่วงหน้าฝนก็ตาม กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงได้รวบรวม 5 กีฬาในร่มสุดฮิต ที่สามารถออกกำลังกายได้ แม้ว่าจะอยู่ในช่วงหน้าฝนก็ตาม ยังไงก็ไม่เปียกแฉะหรือโดนแดดอย่างแน่นอน

1. แบดมินตัน

แบดมินตัน เป็นกีฬาในร่มสนุกยอดฮิต เล่นกันเป็นหมู่คณะได้ เเถมยังช่วยรีดน้ำหนักคุณได้ไม่น้อยเลย หากคู่อยากเล่นสนุก ๆ ไม่เหนื่อยมาก การเล่นเเบดมินตัน 1 ชัวโมงจะช่วยให้คุณเบิร์นพลังงานออกได้ 500 เเคลอรี่เลยนะครับ

 

2. ต่อยมวย

ชกมวยหรือต่อยมวย ถือเป็นกีฬาในร่มที่ได้รับความนิยมไม่น้อยในปัจจุบัน จะเห็นได้ว่าไม่ว่าจะเป็นนักเเสดง คนดัง ทั้งผู้หญิงเเละผู้ชาย ต่างตบเท้ากันเข้ามาซ้อมมวยตามค่ายมวยดัง ๆ เพราะการซ้อมมวยเเบบจริงจัง 1 ชั่วโมงสามารถเผาผลาญพลังงานของร่างกายได้มาถึง 500 – 1,000 เเคลอรี่

 

3. HIIT (High-Intensity Interval Training)

การออกกำลังกายเเบบ HIIT คือการกำลังกายแบบคาร์ดิโอที่ผสมผสานระหว่างการออกกำลังกายอย่างหนักสลับเบาซึ่งกำลังได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน เพราะช่วยกระชับทุกสัดส่วนของร่างกาย ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของปอดเเละหัวใจ การออกกำลังกายด้วยการ HIIT เพียงเเค่ 30 นาที สามารถช่วยให้คุณเบิร์นได้มากถึง 500 เเคลอรี่เลยทีเดียว

 

4. วิ่งบนลู่วิ่ง

วันไหนที่ฝนตก คุณออกไปวิ่งในสวนสาธารณะไม่ได้ เเต่อารมณ์ของคุณก็ยังอยากวิ่งออกกำลังกายอยู่ดี เเบบนี้การวิ่งบนสายพานช่วยเเก้ขัดได้ ซึ่งการวิ่งบนสายพาน 1 ชั่วโมงจะช่วยให้คุณเบิร์นได้มากถึง 500 เเคลอรี่

 

5. เต้นซุมบ้า-แอโรบิก

การเต้นซุมบ้าและการแอโรคบิค ถือได้ว่าเป็นการออกกำลังกายที่ยอดนิยมและก็ได้ผลดี สำหรับการเต้นแอโรบิคเป็นการเต้นโดยการขยับเขยื้อนร่างกายไปตามจังหวะของเสียงเพลง ส่วนการเต้นซุมบ้าเป็นการเต้นประสานกับท่าเต้นสไตล์ละติน-อเมริกา ระบำหน้าท้อง เเอโรบิก เเละฮิปฮอปเข้าไว้ด้วยกัน ช่วยให้คุณได้ออกสเต็ปเเดนซ์ ฝึกสมอง ช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ ปลดปล่อยความมันส์ คลายเครียดได้อย่างสนุกสนาน เเละที่สำคัญการเต้นวุมบ้าและแอโรบิควันละ 1 ชั่วโมง สามารถเบิร์นได้มากถึง 500 เเคลอรี่เลยทีเดียว

เเละนี่ก็คือ 5 กีฬาในร่มยอดฮิต ที่ช่วยให้ร่างกายของคุณได้เบิร์นไขมันเป็นอย่างดี แล้วถ้าหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำทุก ๆ วัน พร้อมกับควบคุมอาหารไปด้วย รับรองเลยว่าหน้าฝนแบบนี้ คุณจะไม่อ้วนอย่างแน่นอน ลดข้ออ้างที่ว่า ช่วงนี้เป็นหน้าฝน เลยออกกำลังกายไม่ได้ แต่แท้จริงแล้ว การออกกำลังกายในร่มเหล่านี้น่าจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


_ร้องเพลงตอนอาบน้ำ-ดียังไง_web.jpg

kinyupen_adminAugust 4, 2019

เคยไหม? เบื่อหรือเครียดอยู่คนเดียวก็ร้องเพลงขึ้นมา ไม่ว่าจะนอกบ้าน ขณะทำกิจวัตร หรือแม้กระทั่งในห้องน้ำ แต่รู้หรือไม่ว่า การร้องเพลงตอนอาบน้ำ แท้จริงแล้วมีข้อดีและประโยชน์แอบแฝงอยู่ด้วย

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวดี ๆ เกี่ยวกับการใช้ชีวิต เชื่อว่าทุก ๆ ต้องมีดนตรีอยู่ในหัวใจกันอยู่แล้ว เพราะ “ดนตรีนั้นคือชีวิต จังหวะคอยลิขิตให้ชีวิตก้าวไป” จริงอย่างที่เนื้อเพลงท่อนหนึ่งได้กล่าวเอาไว้ หากชีวิตไม่มีดนตรีหรือเสียงเพลงอยู่ในหัวใจ ชีวิตเราก็จะเหมือนขาดสีสัน ขาดรสชาติของชีวิตไปในทันที

เราจะเห็นคนประเภทนี้บ่อย ๆ คือ อยู่คนเดียวแล้วร้องเพลง อยู่ ๆ ก็ร้องเพลงขึ้นมา เสียงร้องเพราะหรือไม่เพราะอีกเรื่องหนึ่ง แต่ขอได้เปล่งเสียงร้องเพลงสักท่อนหนึ่งก็ยังดี เราจะพบเห็นบ่อย ๆ ก็ตามสถานที่สาธารณะ หรือบางคนไม่กล้า ก็ขอให้ถึงบ้าน แล้วค่อยร้องเพลงไปพร้อมกับทำกิจวัตรประจำวัน

อีกหนึ่งกิจวัตรที่จะเห็นหลายคนต้องเคย นั่นคือ การร้องเพลงไปด้วย อาบน้ำไปด้วย เพราะอะไรคนส่วนใหญ่ถึงชอบร้องเพลงขณะกำลังอาบน้ำ ก็เพราะว่าตอนอาบน้ำถือเป็นช่วงที่ผ่อนคลาย ร่างกายอยู่ในช่วงที่กำลังมีความสุขกับการได้ชำระล้างสิ่งสกปรก ทำให้ตัวเรามีความรู้สึกผ่อนคลายจนถึงขั้นต้องร้องเพลงหรือฮัมเพลงขึ้นมาในขณะที่ร่างกายกำลังชำระล้างสิ่งสกปรกนั่นเอง

แต่จะรู้หรือไม่ว่า การร้องเพลงขณะอาบน้ำ แท้จริงแล้วมีข้อดีและประโยชน์แอบแฝงอยู่ด้วย กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวมมาฝากทุก ๆ ท่านแล้ว

1. การร้องเพลงคือรางวัล : การร้องเพลงไม่ได้ทำให้คุณมีความสุขเท่านั้น แต่มันยังให้รางวัลคุณด้วยเสียงที่ดีขึ้น นอกจากนี้ การร้องเพลงสามารถเพิ่มความมั่นใจและความภาคภูมิใจในตัวเอง ( self esteem )ได้ สองสิ่งนี้จะช่วยให้คุณสามารถต่อสู้กับความวิตกกังวล ความรู้สึกเศร้าและความเหงาได้เป็นอย่างดี

2. เสียงของคุณจะดีขึ้นตอนอาบน้ำ : การร้องเพลงตอนอาบน้ำไม่ใช่แค่สนุกเท่านั้น แต่มันจะช่วยทำให้เสียงของคุณดีขึ้น เพราะห้องอาบน้ำจะทำให้เกิดเสียงที่แตกต่างออกไป ห้องอาบน้ำก็เป็นเหมือนห้องสร้างเสียง เพราะมันทำด้วยกระเบื้องเซรามิกหรือวัสดุอื่น ๆ ที่ไม่เก็บเสียง เมื่อคุณร้องเพลงออกมาเสียงของคุณก็จะไม่ถูกเก็บไป แต่มันจะสะท้อนไปมาอยู่ที่ผนังห้องน้ำ ทำให้เสียงของคุณชัดเจนขึ้นและมีความดังเป็นพิเศษ เวลาที่คุณร้องเพลงตอนอาบน้ำ คุณจะมีความมั่นใจมากขึ้น แม้จะต้องร้องเพลงในคีย์ที่คุณไม่คุ้นเคย จะตะโกนร้องเพลง หรือร้องเพลงด้วยเสียงตลก ๆ ก็ตาม

3. ช่วยเพิ่มความจำ : เมื่อคุณร้องเพลง ส่วนมากคุณจะรู้เนื้อเพลงอยู่แล้วหรืออย่างน้อยก็ต้องพยายามเพื่อจดจำมัน ซึ่งจะทำให้สมองได้ออกกำลังกายจากการจดจำนั้น ฉะนั้น การร้องเพลงตอนอาบน้ำจึงเป็นวิธีที่ดีที่จะออกกำลังสมอง และช่วยให้สมองของคุณทำงานได้ดีขึ้น

4. ช่วยลดความเครียด : เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณมีโอกาสที่จะออกกำลังกายปอดของคุณด้วยการร้องเพลง คุณก็จะได้เพิ่มออกซิเจนให้กับปอด และออกซิเจนก็จะช่วยทำให้การไหลเวียนเลือดของคุณดีขึ้นและช่วยลดความเครียดได้

5. ช่วยลดความดันเลือด : การร้องเพลงตอนอาบน้ำช่วยลดฮอร์โมนแห่งความเครียด ซึ่งเป็นสาเหตุของความดันเลือดสูง

6. ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้น : การร้องเพลงตอนอาบน้ำช่วยเพิ่มออกซิเจนให้กับเลือดของคุณ ลดความเครียดและลดความดันเลือด สิ่งเหล่านี้มีผลโดยตรงกับระบบภูมิคุ้มกันของคุณ เพราะจะช่วยให้ระบบทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ การร้องเพลงยังมีประโยชน์อีกนับไม่ถ้วน ยิ่งถ้าคุณเต้นช้า ๆ ไปด้วยระหว่างการร้องเพลง ยิ่งช่วยให้สุขภาพของคุณดีขึ้นกว่าเดิม

เห็นไหมว่าการร้องเพลงขณะอาบน้ำส่งผลดีต่อตัวเรามากแค่ไหน ฉะนั้นแล้ว ใครก็ตามที่มีภาวะเครียดอยู่ไม่ว่าจะจากการทำงานหรือการเรียนหนังสือ ตอนอาบน้ำก็ลองขับร้องเพลงที่เราชื่นชอบไปด้วย จะช่วยให้เราดีขึ้น ร้องบ่อย ๆ ไม่เครียดแน่นอน แต่ว่าใครที่อาบน้ำตอนดึก ๆ หรือตอนเช้าตรู่ ก็อย่าร้องเพลงจนเสียงดังเกินไป เพราะจะไปรบกวนบ้านหรือห้องข้างเคียง เดี๋ยวจะเดือดร้อนเอา และทั้งหมดนี้คือ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


_วิ่งแล้วจุก-จุกแล้ว-วิ่งยังไงให้จบ_web.jpg

kinyupen_adminAugust 2, 2019

เคยไหม? วิ่งออกกำลังกายแต่ละครั้ง แล้ววิ่งทีไรก็รู้สึกจุกที่ท้องและเหนื่อยง่าย สุดท้ายก็ล้มเลิกแผนการออกกำลังกายด้วยการวิ่งไปเสียดื้อ ๆ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวมเทคนิควิ่งอย่างไรไม่ให้จุกท้องมาฝากกัน

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวเอาใจคนที่ชื่นชอบการออกกำลังกายด้วยการวิ่ง คุณเป็นหนึ่งในนี้หรือไม่ เริ่มวิ่งออกกำลังกายใหม่ ๆ แล้วมีอาการหมดกำลังใจที่จะวิ่งต่อ เพียงเพราะเกิดอาการจุกท้อง จุกลิ้นปี่ในขณะวิ่ง ทำให้หลายคนล้มเลิกความตั้งใจในการออกกำลังกายด้วยการวิ่งไปในทันที เพราะไม่อยากจุกหรือแน่นท้องอีกแล้ว

 

วิ่งแล้วจุก เกิดได้จากหลายสาเหตุ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวมเทคนิควิ่งอย่างไรไม่ให้จุกท้องมาฝากกัน

1. งดทานอาหารมื้อหลัก : ในที่นี้รวมไปถึงอาหารย่อยยาก รวมถึงอาหารที่ระคายเคืองกระเพาะอาหาร เช่น อาหารเผ็ด อาหารที่มีกากใยมาก ก่อนวิ่งอย่างน้อย 2 ชั่วโมง และไม่ดื่มน้ำเยอะจนเกินไปก่อนวิ่ง หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำหวาน หรือน้ำผลไม้ปริมาณมากก่อนเริ่มวิ่ง หากกระหายน้ำ ควรดื่มน้ำอย่างมากแค่ครึ่งแก้วเท่านั้นก่อนเริ่มต้นวิ่ง

2. วอร์มอัพให้เพียงพอก่อนการวิ่ง : เตรียมความพร้อมให้กล้ามเนื้อและระบบหายใจ สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการจุกเสียดคือการที่กล้ามเนื้อกระบังลมเกร็งตัว และเกิดตะคริวเมื่อเริ่มวิ่งโดยไม่ได้เตรียมความพร้อมของกล้ามเนื้อมากพอ

3. ปรับการหายใจให้สัมพันธ์กับการก้าวเท้า : เพื่อให้ปอดและกล้ามเนื้อกระบังลมทำงานสัมพันธ์กัน การหายใจด้วยท้องจะช่วยทำให้อากาศผ่านเข้าสู่ปอดได้มากขึ้น และสามารถควบคุมจังหวะการหายใจระหว่างวิ่งได้ หายใจออกท้องยุบ หายใจเข้าท้องป่อง พยายามนับ 1-3 ระหว่างหายใจเข้า และ 1-2 ตอนหายยใจออก ควบคุมจังหวะนี้ไว้ขณะวิ่ง

4. วิ่งเร็วช่วงแรก ทำให้จุกง่าย : การเริ่มวิ่งที่เร็วเกินไปในช่วงออกสตาร์ทเป็นอีกหนึ่งในสาเหตุของการจุกเสียดที่พบบ่อยมากที่สุด ให้เริ่มต้นวิ่งช้าๆ หลังยืดตรง จะช่วยป้องกันการจุกเสียดหรืออาการบาดเจ็บต่างๆ

5. ออกกำลังเสริมแกนกลาง (Core Abs)ให้มีความแข็งแรงมากขึ้น : ปรับท่าวิ่งให้แกนลำตัวตรง ไม่ห่อตัว ไม่งอหลัง จะช่วยปรับให้ท่าทางการวิ่งสง่างาม และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการวิ่ง

 

แต่เมื่อเกิดอาการจุกเสียดแน่นอนท้องขึ้นมาในขณะวิ่งอยู่ วิธีแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า มีดังนี้

1. ระหว่างวิ่ง ยกมือข้างเดียวกับฝั่งที่จุกแล้ววางไว้ที่ท้ายทอยจะช่วยให้กล้ามเนื้อกระบังลมคลายตัว หากยังไม่หายจุก ให้ค่อย ๆ ผ่อนความเร็วลงแล้วหยุดวิ่ง ก้มตัวค้างไว้ 30 – 60 วินาที ค่อย ๆ ทำอย่างระมัดระวัง เพราะการหยุดวิ่งกะทันหันแล้วก้มตัวทันทีจะทำให้หน้ามืดได้

2. หายใจเข้าออกช้า ๆ กดปลายนิ้วมือเข้าไปบริเวณจุดที่จุกเสียด นับ 1-3 ระหว่างหายใจเข้า และปล่อยมือที่กดพร้อมหายใจออกนับ 1-2 ลองหายใจออกตอนที่เท้าฝั่งที่ไม่จุกแตะพื้น และเป่าลมออกคล้ายกับตอนเป่าเทียน

3. หยุดวิ่งและยืดคลายกล้ามเนื้อจนกว่าจะหายจุก

 

สุดท้าย เมื่อรู้วิธีแก้ปัญหาและรับมือ รวมถึงฝึกวิ่งอย่างสม่ำเสมอด้วยท่าทางและการหายใจที่ถูกต้องแล้ว ก็จะทำให้อาการจุกเสียดหายไปตามสภาพความฟิตของร่างกาย ฉะนั้น คุณสามารถนำวิธีเหล่านี้ไปทดลองปฏิบัติดู แล้วการวิ่งของคุณจะมีความสุขและสดชื่นอย่างแน่นอน และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


_ในวันที่โลกหมุนเปลี่ยนไป-ถ้าก้าวไม่ทันก็อยู่ไม่รอด_web.jpg

kinyupen_adminAugust 1, 2019

ความก้าวหน้าของโลกในปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว บางครั้งตัวเราเองก็หมุนตามกันแทบไม่ทัน หากใครยังนิ่งไม่คิดที่จะขยับหรือปรับตัวก็คงจะไม่รอด สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้ ก็คือการปรับตัวให้เหมาะสมนั่นเอง

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับความก้าวหน้าของโลกในปัจจุบัน ที่ในตอนนี้โลกในยุคโลกาภิวัตน์นั้นหมุนเวียนผันเปลี่ยนไปเร็วมาก จนบางครั้งตัวเราเองก็หมุนตามกันแทบไม่ทัน ด้วยการเติบโตของเทคโนโลยีด้านต่าง ๆ อย่างก้าวกระโดด อีกทั้งยังรวมไปถึงพฤติกรรมการอุปโภคบริโภคของผู้คนที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วไม่แพ้กัน ทำให้อุตสาหกรรมหลายแขนงต่างแข่งขันกันเป็นผู้นำด้านการผลิตเพื่อการเป็นที่หนึ่งในตลาด ซึ่งถือเป็นกลไกอันสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเทรนด์ในสังคม และที่สำคัญที่สุดคือ พฤติกรรมความต้องการและการแสดงออกของผู้บริโภคในยุคใหม่ ๆ ก็มีส่วนในการขยับขยายเปลี่ยนแปลงทิศทางการให้บริการจากฝั่งผู้ประกอบการและอุตสาหกรรมต่าง ๆ อีกด้วย

 

เทรนด์โลกที่เปลี่ยนไป ใครต่อใครก็ต้องเปลี่ยนตาม

พฤติกรรมของผู้บริโภคดังที่เข้าใจอย่างง่ายว่า คือลักษณะการดำเนินชีวิต หรือกิจกรรมในชีวิตประจำวันของบุคคลทั่วไปในสังคมที่ดำเนินไปในทิศทางเดียวกันเป็นส่วนใหญ่ รวมถึงแง่ของการใช้บริการ และการจับจ่ายใช้สอย โดยสิ่งเหล่านี้ คือเป้าหมายที่ผู้ประกอบการและให้บริการต้องคำนึงถึงอยู่ตลอดเวลา เพราะหากปรับตัวไม่ทันเพียงโอกาสเดียวอาจทำให้กลายเป็นผู้รั้งท้ายในตลาดได้ มีอะไรบ้างที่เปลี่ยนแปลงไปรวดเร็วอย่างเห็นได้ชัดจนใครต่อใครก็ขยับตามกระแส

 

แท็กซี่ vs Grab

เป็นหนึ่งในกรณีศึกษาที่เห็นภาพได้กระจ่างชัดที่สุดในสังคมยุคปัจจุบัน กับการเลือกใช้บริการขนส่งส่วนบุคคลอย่างแท็กซี่กับแกร๊บ ด้วยว่าในปัจจุบันผู้บริโภคโหยหาความสุขสบายเป็นหลักโดยคำนึงถึงราคาเป็นรอง การมาของการให้บริการแบบฉบับแกร๊บนั้นจึงตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้มากกว่า ทั้งในเรื่องของเทคโนโลยีแห่งยุคอย่างการเรียกใช้บริการผ่านแอปพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน  กอปรกับการให้บริการของแท็กซี่ที่ไม่พัฒนา ถึงแม้ว่าการให้บริการอย่างแกร๊บจะยังไม่ถูกกฎหมายเสียทีเดียวแต่ด้านผู้บริโภคก็พร้อมใจหันหน้าเปิดรับด้วยความยินดี

 

การจับจ่ายใช้สอยและ Shopping

 การพัฒนาด้านนวัตกรรมและอุตสาหกรรมอินเทอร์เน็ตทำให้เกิดโลกที่ไร้พรมแดน พฤติกรรมของคนในสังคมก็เปลี่ยนไปมากเช่นกัน โดยเฉพาะแง่ของการจับจ่ายใช้สอย ที่ตอนนี้ผู้ใช้บริการนิยมสั่งซื้อของผ่านช่องทางออนไลน์กันมากขึ้นทุกวัน เห็นได้จากการเกิดขึ้นของพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ เป็นที่มาของการซื้อขายกันผ่านสมาร์โฟนหรือคอมพิวเตอร์โดยใช้อินเตอร์เน็ตเป็นตัวกลาง เพราะสำหรับผู้บริโภคนั้นมีประโยชน์มากในแง่ของความสะดวกในการจับจ่าย จึงจะเห็นได้ว่าร้านค้าส่วนใหญ่หันมาจับธุรกิจแบบออนไลน์กันเยอะ

นอกจากนี้ พฤติกรรมดังกล่าวยังส่งผลเป็นลูกโซ่ไปถึงผู้ประกอบการรายย่อยที่ดูเหมือนจะซบเซาลงมากจากอดีต และยิ่งไปกว่านั้นห้างร้านใหญ่ ๆ ก็แทบจะประสบปัญหาเดียวกัน เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคที่มักจะเปรียบเทียบสินค้าทั้งเรื่องคุณภาพและความเหมาะสมของราคาเป็นหลัก จึงทำให้การเดินห้างเป็นเพียงการเดินเลือกลองสินค้าเท่านั้น ภายหลังจากนั้นลูกค้าจะเกิดการเปรียบเทียบสินค้าประเภทนั้น ๆ ในร้านออนไลน์ ซึ่งหากมีราคาที่ถูกกว่าและจัดส่งได้รวดเร็วจะถือเป็นความสำเร็จของตัวลูกค้าเอง นอกเสียจากว่าการจัดโปรโมชั่นกระตุ้นยอดขายที่คุ้มค่ากว่าการซื้อออนไลน์จึงจะสามารถดึงใจลูกค้าเหล่านี้ได้

 

การเติบโตของวงการเดลิเวอรี่

การมาของบริการส่งของถึงมือแบบรวดเร็วทันใจไม่ใช่ของใหม่ เพียงแต่แปลกใหม่และเติบโตมากยิ่งขึ้นจากเมื่อก่อนมาก นอกจากการสั่งซื้อของทางออนไลน์เพื่อรอรับการจัดส่งทางพัสดุแล้ว บริการสั่งซื้อของที่รวดเร็วว่องไวเพียงแค่ไม่กี่สัมผัส กลายเป็นว่าไม่ใช่แค่เพียงสินค้าอย่างเสื้อผ้าหรือของใช้เท่านั้นที่ผู้บริโภคใช้บริการสั่งซื้อ แต่รวมไปถึงอาหารการกินอีกด้วย ทั้งโปรโมชั่น ราคาที่พอรับได้ กับการบริการที่สะดวกสำหรับผู้ใช้งาน ยากที่จะปฏิเสธ

ซึ่งปัจจุบันหลายต่อหลายร้านได้ปรับตัวลงทะเบียนร่วมงานกับบริษัทที่มีบริการเดลิเวอรี่แล้วนอกจากห้างร้านแล้ว ตลาดนัดในหลายพื้นที่ จำนวนคนเดินเลือกซื้อสินค้าก็ลดลงเช่นกันเป็นผลพวงมาจากร้านค้าออนไลน์และผู้ค้าแบบการรับหิ้ว

 

เด่นหรือดับขึ้นอยู่กับลูกค้า

 การมีบทบาทของอินเทอร์เน็ตทำให้ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของสื่อได้เอง เห็นได้ชัดในสังคมออนไลน์ที่ใครก็สามารถเข้าถึงข้อมูลทุกอย่างได้เพียงปลายนิ้วจรดบนหน้าจอสมาร์ทโฟน ในประเด็นนี้ผู้ประกอบการเองต้องตระหนักถึงการให้บริการแก่ลูกค้าอย่างถี่ถ้วน เพราะทุกอย่างบนโลกออนไลน์มันไปไวเสมอ ทุกคนสามารถเป็นนักรีวิวและวิเคราะห์สิ่งต่าง ๆ ได้ มีเว็บบอร์ดสำหรับตั้งกระทู้ร้องเรียนเรื่องราวต่าง ๆ มีการรีวิวและให้ข้อเสนอแนะสำหรับประกอบการตัดสินใจของลูกค้าอนอื่น ๆ ในอนาคต

เนื่องด้วยความภักดีต่อแบรนด์ของลูกค้ายุคปัจจุบันนั้นถูกลดทอนความสำคัญลงอย่างมาก ผู้รับบริการมักจะคำนึงถึงประโยชน์ที่จะได้รับทั้งด้านสินค้าและบริการมากกว่า ถึงแม้ว่าตัวแบรนด์เองจะมีชื่อเสียงสะสม แต่หากเกิดความไม่พอใจจากลูกค้า แน่นอนว่าเรื่องราวจะถูกสาวยาวจนอาจส่งผลให้เสียลูกค้าคนอื่น ๆ ไปด้วยก็เป็นได้

 

ไม่ปรับตัวก็แห้งตาย

การปรับตัวให้ทันยุค หรือ Digital Transformation เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรกไม่ใช่เพียงอันดับต้น ๆ เท่านั้น ทักษะใหม่ ๆ เกิดขึ้นเยอะมากและการมีข้อดีเพียงอย่างเดียวนั้นย่อมไม่พอ สิ่งที่ควรทำคือการเพิ่มคุณค่าให้กับการบริการ กำหนดกระบวนการใหม่ ๆ ประยุกต์ใช้วิธีเก่า ๆ ที่ล้าสมัยเพื่อปรับเปลี่ยนให้เข้ากับเทคโนโลยีและความก้าวหน้าในปัจจุบัน

 

แน่นอนว่ากับกระแสโลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็วนี้ หากใครยังนิ่งชะล่าใจไม่คิดที่จะขยับหรือมั่นใจในแนวทางเดิม ๆ อยู่ คงไปต่อได้อีกไม่นาน สังคมที่คนเจนใหม่ ๆ มีบทบาทและอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ การปรับตัวให้เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญที่ทุก ๆ คนจะกระทำ สุดท้าย ลองถามตัวเองว่า คุณก้าวทันโลกใบนี้แล้วหรือยัง? และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอขอบคุณ : เนื้อหาจาก Tonkit

 

กินอยู่เป็น, kinyupen, Now thing, โลก, ความก้าวหน้า, ปรับตัว, ล้าหลัง,


_เมื่อ-WHO-เร่งกำราบมาลาเรียให้หมดไปจากโลก-เกี่ยวข้องอย่างไรกับประเทศไทย_web.jpg

kinyupen_adminJuly 31, 2019

แม้เวลาผ่านมานานเท่าไร วิวัฒนาการก้าวหน้าเพียงใด มาลาเรียก็ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ด้านสาธารณสุขของโลกอยู่เสมอ ยังไม่มีวิธีกำจัดให้หมดสิ้นจากโลกนี้ไปเสียที แต่จะมีใครรู้กันหรือไม่ว่า มาลาเรีย มีความเกี่ยวข้องอย่างไรกับประเทศไทย

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวเกี่ยว “มาลาเรีย” ซึ่งในบทความก่อนหน้านี้ เราได้พูดถึงที่มาที่ไปของโรคมาลาเรียกันไปบ้างแล้ว จะเห็นได้ว่าโรคมาลาเรียยังคงแพร่ระบาดอยู่จนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีวิธีกำจัดให้หมดสิ้นจากโลกนี้ไปเสียที ครั้งนี้ กินอยู่เป็น จึงขอหยิบยกเรื่องราวของโรคมาลาเรียมานำเสนออีกครั้ง

แม้เวลาผ่านมานานเท่าไร วิวัฒนาการก้าวหน้าเพียงใด มาลาเรียก็ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ด้านสาธารณสุขของโลกอยู่เสมอ ซึ่งปัจจุบันแม้ทั่วโลกมีจำนวนผู้ป่วยมาลาเรียลดน้อยลง แต่เจ้าเชื้อร้ายชนิดนี้กลับมีวิวัฒนาการที่ทวีความร้ายแรงต่อมนุษย์เพิ่มขึ้น โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าในปี พ.ศ. 2559 โรคนี้ก็คร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกไปเกือบ 500,000 คน และจากสถิติปี พ.ศ. 2560 มีผู้ป่วยจากโรคมาลาเรียประมาณ 219 ล้านคน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เป็นแหล่งรังโรค คือ ทวีปแอฟริกา และ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ประเด็นหลักสำคัญที่ WHO แสดงความกังวล ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันที่มีประสิทธิภาพและยังพบเชื้อมาลาเรียที่ดื้อต่อยารักษา ดังนั้นหากไม่สามารถจำกัดการดื้อยาโดยเฉพาะดื้อยากลุ่มอาร์ติมิซินิน ยาสูตรสุดท้ายที่ควบคุมมาลาเรียสายพันธุ์ดื้อยาอื่นๆ ได้ ก็ไม่มีหนทางรักษาอีกเลย

“ไวแว๊กซ์” เชื้อร้ายที่ไม่ยอมหมดไป

เชื้อมาลาเรีย ที่กำลังถูกจับตาจากนักวิทยาศาตร์และวงการแพทย์ คือ สายพันธุ์ “ไวแว็กซ์” ที่เป็นเชื้อชนิดเรื้อรังและมีความซับซ้อนมากกว่า “ฟัลซิปารัม” ด้วยคุณสมบัติที่สามารถแฝงตัวในตับ ทำให้ยาอาร์ติมิซินินที่ออกฤทธิ์เฉพาะในกระแสเลือดจึงไม่มีผลต่อไวแว็กซ์ ขณะที่ ยาไพรมาควิน แม้มีผลข้างเคียงสูงต่อผู้ป่วยบางกลุ่มและต้องกินยาติดต่อกันเป็นเวลานาน

นอกจากนี้ยังระบาดกินพื้นที่กว้างกว่าสายพันธุ์ “ฟัลซิปารัม” ซึ่งแม้จะร้ายแรงถึงชีวิตแต่ระบาดอยู่ในแอฟริกาเป็นหลัก ขณะที่ “ไวแว็กซ์” จะระบาดได้ทั่วทั้งเอเชียกลาง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะแถบลุ่มแม่น้ำโขง โดยปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนที่มีประสิทธิภาพจัดการเบ็ดเสร็จและพบเชื้อดื้อยา

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการปรับตัว และ ดื้อยาของเชื้อมาลา คือ สภาวะโลกร้อนทำให้เกิดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง ส่งผลให้ยุงเกิดวิวัฒนาการ และปรับวิธีสะสมเชื้อที่แข็งแรงมากขึ้น นอกจากนี้การอพยพเคลื่อนย้ายแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านที่เป็น “แหล่งรังโรค” เข้ามาในประเทศไทย ซึ่งมีทั้งเข้ามาแบบถูกต้องและลักลอบแบบผิดกฎหมายไม่ได้รับการตรวจโรค ก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้เชื้อร้ายชนิดนี้ยังคงแพร่กระจายอยู่ตามพื้นที่เขตติดต่อตามแนวชายแดนไทย กัมพูชา พม่า

แม้มียาไพรมาควินที่ใช้กำจัดเชื้อไวแว็กซ์ระยะแฝงตัวในตับ แต่เป็นยาที่อาจมีผลข้างเคียงสูง ต้องกินยาเป็นระยะเวลานาน และยังมีภาวะดื้อยาในผู้ป่วยส่วนหนึ่ง รูปแบบการติดเชื้อซ้ำของเชื้อมาลาเรียชนิดไวแว็กซ์นี้ จึงเป็นอุปสรรคต่อการรักษาและการดำเนินการกำจัดโรคไข้มาลาเรียในภูมิภาคแถบลุ่มแม่น้ำโขงและประเทศไทย หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องจึงต่างเร่งหาวิธีการใหม่ๆ ที่จะกำจัดเชื้อไวแว็กซ์ให้หมดไปโดยเร็ว

การควบคุม และ กำจัดเชื้อไวแว๊กซ์ถึงจะเป็นเรื่องยาก แต่ก็มีความพยายามจากหลายหน่วยงานมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งน่าติดตามว่าการกำราบเจ้ามาลาเรียร้ายครั้งนี้จะสำเร็จหรือไม่  คงต้องจับตาดูและติดตามกันต่อไป และนี่คืออีกหนึ่งเรื่องน่ารู้ดีๆ ในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


_แนะ-5-ช่วงเวลาสุดพิเศษ-ที่ขาช็อปไม่ควรพลาด_web.jpg

kinyupen_adminJuly 30, 2019

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต สรุป 5 ช่วงเวลาพิเศษดีที่สุด ที่สาวกคนชอบช็อปปิ้งไม่ควรพลาดช่วงเวลาดี ๆ แบบนี้ในการเลือกสรรสินค้าคุณภาพดี ลดราคา

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวเอาใจคนชอบช็อปปิ้งกันสักหน่อย เขาว่ากันว่า มันมักจะมีเวลาที่ดีที่สุดในการซื้อสินค้าเกือบทุกอย่าง แต่การที่จะรู้ว่าสินค้าจะลดราคาตอนไหนก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เลย

ดังนั้นนี่คือลิสต์รายการของการช็อปปิ้งทั่ว ๆ ไป ที่สามารถใช้ได้กับของส่วนใหญ่ที่คุณจะต้องซื้อ ด้วยทิปนี้ คุณจะสามารถหาช่วงเวลาที่ดีที่สุดหรืออย่างน้อยก็ช่วงเวลาดี ๆ ในการจับจ่ายสินค้าเกือบทุกอย่าง ด้วย 5 ช่วงเวลาพิเศษที่จะช็อปต่อไปนี้

 1. วันพฤหัสบดี : ช็อปปิ้งในห้างร้านสรรพสินค้า ในช่วงกลางวันหรือช่วงเย็นวันพฤหัสบดี จะช่วยทำให้ได้สินค้าที่คุ้มค่าคุ้มราคา ถึงแม้จะไม่สามารถการันตีได้ทุกครั้งแต่ก็ถือว่าเป็นการลงทุนที่ดี

ตามที่ศาสตราจารย์ คริสเต็น รีจีน  (Kristen Regine) ศาสตราจารย์ด้านการตลาด แห่งมหาวิทยาลัย Johnson&Wales ใน โรดไอแลนด์ ซึ่งได้รับปริญญาเอกด้านการจัดการธุรกิจ กล่าวว่า “วันพฤหัสเป็นวันสำคัญที่ผู้บริโภคควรรู้ เพราะเป็นช่วงเวลาที่ห้างร้านต่างๆจะลดราคา” เธอกล่าวว่า “พวกเค้าเตรียมการสำหรับวันหยุด ซึ่งพวกเค้ารู้ว่าผู้คนจะมาจับจ่ายใช้สอยมากที่สุดในวันศุกร์ เสาร์และอาทิตย์

 

2. วันหยุดสุดสัปดาห์ : ในบางกรณี วันจันทร์ก็เป็นทางเลือกที่ดีกว่า และการคาดหวังการลดราคาครั้งใหญ่ของสัปดาห์ก็มักจะเป็นช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์

Darrin Duber Smith อาจารย์อาวุโส ด้านการตลาดของมหาวิทยาลัย Metropolitan State University of Denver มันสามารถนำไปใช้กับผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งตั๋วลดราคา เช่น รถยนต์ เขากล่าวว่า ช่วง 3 วันสุดสัปดาห์เป็นช่วงเวลาที่ดีที่จะซื้อของ นั่นเป็นกฎทั่วไป เมื่อวันหยุดของพวกเค้าคือวันจันทร์ด้วย นั่นสำคัญมากเพราะมีเวลาให้หยุดถึง 3 วันไม่ใช่แค่ 2

การลดราคาสุดสัปดาห์ที่ได้รับความสนใจ เช่น วันเกิดของวอชิงตันในเดือนกุมภาพันธ์ (presidents day) วันรำลึกถึงผู้พลีชีพเพื่อชาติในเดือนพฤษภาคม (Memorial Day) วันแรงงานในเดือนกันยายน

 

3. งานโล๊ะล้างสต๊อก : กุญแจสำคัญคือการซื้อของช่วงที่ผู้จำหน่าย ล้างสต๊อกสินค้าและย้ายสินค้าไปยังชั้นที่ลดราคา นั่นหมายความว่า หลังจากนั้น ห้างร้านก็จะย้ายสินค้าเก่าออกไปเพื่อที่จะสามารถนำสินค้าใหม่เข้ามาจำหน่าย ตัวอย่างเช่น เฟอร์นิเจอร์ มักจะถูกรีสต๊อก  2  ครั้งต่อปี คือช่วงกุมภาพันธ์และสิงหาคม

จากที่ Duber Smith ได้กล่าวไป นั่นหมายความว่าเฟอร์นิเจอร์รุ่นเก่าจะถูกลดราคาในเดือนมกราคมและกรกฎาคม “สินค้าคงคลังเป็นผลประโยชน์ของร้านค้าปลีกทั้งหมด” เขากล่าว

คุณต้องการที่จะกำจัดมันด้วยราคาทุนหรือต่ำกว่าราคาทุน เพราะคุณสามารถทำเงินได้ จากสินค้าใหม่ที่จะถูกนำมาวางบนชั้น ควรเช็คสินค้าลดราคาบนชั้นเสมอ และในขณะที่คุณอยู่กับมันมุ่งความสนใจไปที่สี Regine กล่าวว่า ผู้จำหน่ายเสื้อผ้าบางราย ทำเครื่องหมายรายการตามสีแทนหมวดหมู่ ตัวอย่างเช่น  คุณอาจจะพบชุดสีฟ้าหลายดอก  หรือสีม่วงหลังจากที่ลดราคาหลังจากที่สีเหล่านั้นไม่ได้รับความสนใจจากผู้บริโภคหรือขายได้ไม่ดี

 

4. ช่วงเวลาลดราคาของปีที่ผ่านมา : ถ้าคุณไม่สามรถจำทั้ง 3 ข้อการลดราคาที่ผ่านมาได้ ก็ทำตามนี้  ผู้ค้าที่เคยเป็นเจ้าภาพลดราคาสินค้าในอดีต  ก็เป็นข้อบ่งชี้ที่ดีว่าจะจัดอีกในอนาคต

Regine ชี้ให้เห็นว่า Sephora มักจะจัดงานลดราคาเครื่องสำอางครั้งใหญ่ในเดือนพฤษภาคม Old Navy มักจะลดราคารองเท้าแตะในทุกๆเดือนมิถุนายน  Amazon จะลดราคาครั้งใหญ่ในช่วงเดือนกรกฎาคม

ผู้จำหน่ายรายอื่นๆ เช่น Bath & Body Works จะลดครั้งใหญ่ปีละ 2 ครั้ง และช่วงเวลา 2 ครั้งของปีมักจะจัดขึ้นในเดือนมกราคมและมิถุนายน แม้ว่าวันจะแตกต่างกันออกไป เพื่อที่จะรู้ว่านี้ลดราลดราคา Regine แนะนำว่าให้ถามพนกงานขายเกี่ยวกับโปรโมชั่นที่กำลังจะมาถึงเร็ว ๆ นี้

ในช่องทางออนไลน์ ถ้าคุณเก็บอีเมล์เก่าๆที่ถูกส่งมาไว้ คุณสามารถติดต่อพนักงานขายและรอการตอบกลับเมื่อพวกเขาลดราคาอีกครั้ง ยึดถือโปรโมชั่นตามอีเมล์ที่ส่งมา เพื่อที่คุณมันจะช่วยให้คุณสามารถเปรียบเทียบราคาราคาราสุดกับราคาที่ร้านค้าเคยเสนอมาในอดีต เพื่อที่คุณจะสามารถประเมิณคุณค่าก่อนที่จะตัดสินใจ ลดราคา 20% จากทั้งร้านก็น่าหลงไหลไม่เท่า ถ้าคุณพบสินค้าเดียวกันที่เสนอให้คุณ 30% เมื่อเดือนที่แล้ว

 

5. แอปสามารถบอกคุณได้ : คุณไม่จำเป็ยนต้องวิ่งเต้นหาข้อมูลด้วยตัวคุณเอง  Regine แนะนำว่าให้เรียนรู้เทคโนโลยีให้ช่วยคุณแก้ปัญหา เมื่อคุณต้องการจะซื้อบางอย่างคุณควรจะดูสักพักหนึ่งก่อน เพื่อจะติดตามความเคลื่อนไหวของโปรโมชั่นและข้อเสนอต่าง ๆ เธอชอบแอพพลิเคชั่น Shop It To Me และ Krazy Coupon Lady ทั้ง 2 คือแอปพลิเคชั่นที่จะช่วยเตือนคุณเมื่อมีสินค้าลดราคาในบางรายการที่คุณต้องการ “ให้แอพทำงานของมันให้คุณ เพราไม่มีอะไรที่ง่ายไปกว่านี้แล้ว นี่คือคำแนะนำ

 

ทั้งหมดนี้ คือ 5 ช่วงเวลาสุดพิเศษ ที่คนชอบช็อปปิ้งสินค้าในราคาพิเศษไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง อย่างไรก็ตาม สำหรับขาช็อปตัวยงและมือใหม่ก็สามารถนำ 5 ช่วงเวลาสุดพิเศษไปปรับใช้ได้ รับรองเลยว่า ถ้าคุณวางแผนและเตรียมตัวมาเป็นอย่างดี การช็อปปิ้งของคุณจะมีความสุขมาก ๆ เลยทีเดียว และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


_หลงตัวเอง-โรคระบาดของคนในสังคมสมัยใหม่_web.jpg

kinyupen_adminJuly 30, 2019

“หลงตัวเอง” โรคนี้กำลังแพร่ระบาดไปยังคนหลาย ๆ คนในตอนนี้ เกิดจากความมั่นใจในตัวเราที่มีอยู่ในตัว แต่บางทีก็มีมากจนเกิดไป ทำให้ความ “หลงตัวเอง” ครอบงำจิตใจเราจนได้ และในที่สุดก็ส่งผลเสียหรือทำลายคนรอบข้างโดยทันที

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวกับโรคชนิดหนึ่ง ที่ตอนนี้บอกเลยว่ากำลังแพร่ระบาดอย่างในสังคมสมัยใหม่ โรคที่ว่านั้นก็คือ “โรคหลงตัวเอง” ฟังไม่ผิดแน่นอน จะบอกว่าโรคหลงตัวเองกำลังแพร่ระบาดไปยังคนหลาย ๆ คนในตอนนี้

จะว่าไป ถ้าเรามีความมั่นใจในตัวเองอยู่ในตัวถือเป็นเรื่องที่ดี แต่รู้หรือไม่ว่าความมั่นใจในตัวเรา จริง ๆ แล้วมันดีมากน้อยแค่ไหนกัน? บางครั้ง “ความมั่นใจ” ในตัวเราที่มีมาก ๆ อาจจะส่งผลเสียหรือทำลายคนรอบข้างก็เป็นไปได้

ความหลงตัวเอง หากเรายิ่งคิดว่าตัวเองดีเลิศเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งมองไม่เห็นหัวคนอื่น ถ้าเรามองโลกแบบตรงไปตรงมาก็จะเห็นว่า แทบจะเป็นไปไม่ได้ ที่คนหลงตัวเองจะไม่คิดดูถูกคนอื่น แล้วนิสัยดูถูกคนอื่นก็จะนำมาซึ่งนิสัยที่ชอบเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น เมื่อนิสัยชอบเปรียบเทียบมาถึง คราวนี้มันก็จะพานิสัยที่ชอบตัดสินคนอื่นติดมาด้วย คนนั้นก็ไม่ดี คนนี้ก็ไม่ฉลาด ทำแบบนั้นไม่ดี ทำแบบนี้ก็ไม่เข้าท่า คนหลงตัวเองจะเริ่มเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นเทวดาน้อย ๆ ผู้ไม่เคยทำอะไรผิด เริ่มติดกับความเก่งของตนเอง เริ่มติดกับความสำเร็จที่มีอยู่ เริ่มทำตัวเป็นคนธรรมดาที่ไม่สำคัญไม่เป็น

ทั้งหมดนี้ คือภัยคุกคามมิตรภาพและความสุขในชีวิตของตนเองและคนรอบข้าง ในความเป็นจริง ยิ่งเราเป็นคนเก่งเท่าไหร่ ยิ่งต้องมีความอ่อนน้อมถ่อมตนมากขึ้นเท่านั้น ความอ่อนน้อมถ่อมตนจะสามารถถ่วงน้ำหนัก ทำให้เท้าของเราติดดิน ไม่ลอยขึ้นฟ้า ฉะนั้น ยิ่งเป็นคนเก่งเท่าไหร่ ยิ่งต้องระวังความหลงตัวเอง ที่มันคอยจะแว้งกัดตัวเราเอง

ความหลงตัวเองไม่ใช่อะไรที่โง่เขลาเลย มันไม่ใช่อะไรที่เราจะอวดดีและประมาทได้ ตรงกันข้าม มันมีความเฉียวฉลาดกว่าเราหลายเท่า คนที่อิ่มในตัวเอง ไม่จำเป็นต้องพูดบอกใครต่อใครว่าฉันอิ่ม แต่คนที่ขาดต่างหาก ต้องอวดเพื่อสร้างเกราะกำบังให้คนอื่นไม่รู้ว่าฉันขาด

ในทางจิตวิทยาระบุว่า หากใครชอบอวดอะไร ลึก ๆ แล้วในใจ คือ เขาเคยขาดสิ่งนั้นมาก่อน ยิ่งอวดมากเท่าไหร่ ในใจจะเหมือนมีพายุที่ไม่มีวันสงบสิ้นได้ซักที ความสุขปลอม ๆ ของคนขี้อวด คือ การได้รู้สึกเหนือกว่าใครซักคนในช่วงเวลาสั้น ๆ ไม่เช่นนั้นแล้ว มีหรือที่เราจะเป็นขี้ข้าของมันมาได้เนินนานเพียงนี้

ฉะนั้น การเห็นคุณค่าของตัวเองนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ผิด และเป็นเรื่องชอบธรรมที่ควรกระทำแต่อย่าให้มันลุกลามถึงขนาดทำให้เรากลายเป็นคน “หลงตัวเอง” เพราะคน “หลงตัวเอง” ไม่ต่างจากคนป่วยโรคประเภทหนึ่ง เปรียบเสมือนคนแพ้ตัวเอง แพ้ทุกสิ่งทุกอย่าง ชนะคนเป็นแสนล้าน ถ้าแพ้ตัวเองเสียแล้ว ทุกอย่างก็คือจบ ฉะนั้นแล้ว ภูมิใจได้แต่อย่าให้มากถึงขนาด “หลงตัวเอง” จะดีที่สุด และนี่คือวิถีแห่ง “กินอยู่เป็น” 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอขอบคุณ : บทความดี ๆ จาก คุณพศิน อินทรวงค์


_เพราะยุคนี้-มนุษย์เงินเดือนให้ความสำคัญกับ-งาน-เป็นสิ่งแรก_web.jpg

kinyupen_adminJuly 29, 2019

ปัจจุบัน มนุษย์เงินเดือนทั่วโลกที่ไม่ยอมหยุดลาพักร้อนมีจำนวนสูงขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งมนุษย์เงินเดือนในประเทศไทยติดอันดับ 7 ที่ไม่ยอมใช้สิทธิ์ลาพักร้อน แถมยังเลือกยกเลิกวันลาพักร้อน ด้วยสาเหตุอันดับแรก ๆ คือ “ติดงาน”

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวของมนุษย์เงินเดือนที่ชีวิตของเขาเกิน 50% ต้องจมอยู่กับหน้าที่การงานที่จะต้องรับผิดชอบ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีที่หลายคนไม่ละทิ้งภารกิจหน้าที่ของตนเอง กลับให้ความสำคัญกับเรื่องของงานเป็นอันดับแรกของชีวิต เพราะอะไร? ก็เพราะว่างานคือปากท้องไว้หาเลี้ยงตัวเองและครอบครัวนั่นเอง

ไม่แปลกใจเลยที่ทำไมคนไทยคนถึงความสำคัญกับเรื่องของงานมาเป็นอย่างแรก เพราะจากผลการสำรวจจากรายงานประจำปี 2561ของ Expedia ที่ได้สำรวจเรื่อง 18th Annual Vacation Deprivation? Study เกี่ยวกับพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวที่ไม่ยอมหยุดลาพักร้อน และสาเหตุที่ไม่ได้พักผ่อนอย่างแท้จริงใน 19 ประเทศทั่วโลก ผลการสำรวจพบว่า นักท่องเที่ยววัยทำงานที่ไม่ยอมหยุดลาพักร้อนกำลังมีจำนวนเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งอินเดียเป็นประเทศที่มีคนไม่ยอมหยุดลาพักร้อนมากที่สุดอันดับ 1 ของโลก มีสัดส่วนสูงถึง 75% รองลงมาอันดับ 2 คือ เกาหลีใต้ 72% และ อันดับ 3 ฮ่องกง 69% , อันดับ 4  มาเลเซีย 67% , อันดับ 5 ฝรั่งเศส  64% , อันดับ 6 สิงคโปร์ 63% และประเทศไทยติดอันดับ 7 ประเทศที่ใช้วันลาพักร้อนน้อยที่สุดในโลกด้วยอัตราส่วน 62%

สำหรับคนไทยที่ไม่ลาหยุดพักร้อนนั้น แตกต่างกันไปตามกลุ่มอุตสาหกรรม ซึ่งกลุ่มที่ไม่ใช้วันลาพักร้อนมากที่สุดอันดับ 1 คือ ด้านการเกษตร รองลงมา คือ ด้านการตลาดและสื่อ และด้านอาหารและเครื่องดื่ม ส่วนเหตุผล 3 อันดับแรกที่คนไทยไม่ใช้วันลาพักร้อน ได้แก่ ไม่รู้ว่าจะไปเที่ยวที่ไหนดี , อยากเก็บวันหยุดไว้ใช้ลาในช่วงวันหยุดยาว และไม่สามารถลาหยุดงานได้

อย่างไรก็ตาม พบว่ามี 42% ที่เลือกใช้วิธีเดินทางท่องเที่ยวระยะสั้น แทนการไม่ได้ลาในช่วงวันหยุดยาว เนื่องจากเป็นการเดินทางที่รวดเร็ว ใช้เวลาในการเดินทางไม่เกิน 4 ชั่วโมง และเลือกพักผ่อนใกล้กับสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ๆ ได้

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาว่าการหยุดทำงานนั้นสำคัญมาก แต่ก็ยังพบข้อมูลที่ชวนประหลาดใจว่า คนไทย 24% ยังคงเช็คอีเมลที่ทำงาน ข้อความเสียง ระหว่างที่ลาพักร้อนอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง และ 42% จะใช้วันหยุดในช่วง 3-6 เดือน ก่อนที่จะหมดเวลาพักร้อนประจำปี

จะเห็นได้ว่ามนุษย์เงินเดือนให้ความสำคัญกับเรื่องงานอย่างมาก เนื่องจากในปัจจุบัน อัตราการจ้างงานค่อย ๆ ลดลง มนุษยืเงินจึงต้องขยันทำงานเป็นพิเศษ ต้องอดทน ต้องต่อสู้ เพื่อที่ตนเองจะอยู่ในองค์กรดังกล่าวให้ได้ ในแวดวงการหางานในปัจจุบัน จะเห็นได้ว่า ผู้ประกอบการบางแห่งทยอยปรับลดจำนวนพนักงานลง บางบริษัทถึงขั้นปิดบริษัท เนื่องจากแบกรับภาระค่าใช้จ่ายไม่ไหว ทำให้มีพนักงานในบริษัทจำนวนไม่น้อยต้องถูกเลิกจ้างและกลายเป็นคนว่างงานในทันที ซึ่งส่วนใหญ่ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นเลย

มนุษย์เงินเดือนถ้ามีความขยันถือเป็นเรื่องที่ดี ทั้งแก่ตนเองและองค์กรนั้น ๆ แต่ก็ควรให้เวลากับตัวเองบ้างในบางครั้ง เพราะการทำงานหนักจนเกินไป ไม่ใช่เรื่องดีต่อร่างกายและจิตใจ ฉะนั้น ควรหาเวลาพักผ่อนเพื่อรีเซ็ตตัวเองบ้าง การลาพักร้อนไม่ได้หมายความว่าตัวเราจะต้องเป็นคนขี้เกียจเสมอไป แต่หมายถึงการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เป็นผลดีต่อตัวเอง และการทำงานในระยะยาวนั่นเอง และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


_ร่วมเป็นพาร์ทเนอร์ร้านอาหารกับ-แกร็บฟู้ด-ดียังไง_web.jpg

kinyupen_adminJuly 25, 2019

ร้านอาหารหลายร้านกำลังได้รับความนิยมจากลูกค้ามากหน้าหลายตาอย่างมาก ในส่วนของ “แกร็บฟู้ด” จึงเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่จะช่วยอำนวยความสะดวกแก่เจ้าของร้านอาหารได้ แล้วรู้หรือไม่ว่า เจ้าของร้านอาหารที่ร่วมเป็นพาร์ทเนอร์กับ“แกร็บฟู้ด” จะได้สิทธิพิเศษอะไร ยังไงบ้าง กินอยู่เป็น รวบรวมคำตอบเอาไว้ให้แล้ว

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับแวดวง “แกร็บฟู้ด” ที่ตอนนี้กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก บางร้านเป็นร้านอาหารที่ได้รับความนิยม มีลูกค้ามากมาย แต่ติดตรงที่ว่าลูกค้าบางรายอยากรับประทาน แต่ไม่สามารถเดินทางมาที่หน้าร้านได้ แล้วทางร้านเองก็ไม่มีบริการจัดส่งถึงบ้าน ทำให้เสียโอกาสที่จะได้กลุ่มลูกค้ากลุ่มนี้ไป แล้วรู้หรือไม่ว่า เจ้าของร้านอาหารที่ร่วมเป็นพาร์ทเนอร์กับ“แกร็บฟู้ด” จะได้สิทธิพิเศษอะไร ยังไงบ้าง กินอยู่เป็น รวบรวมคำตอบเอาไว้ให้แล้ว

 

เพิ่มยอดขายให้ร้านค้า

ช่วยให้ร้านอาหารของคุณเข้าถึงลูกค้าอีกนับล้านคน ซึ่งนั่นเป็นช่องทางในการเพิ่มยอดขาย เพราะลูกค้าของเราค้นหาร้านอาหารใหม่ ๆ อร่อย ๆ เพิ่มขึ้นทุกวัน และยังเป็นการแนะนำร้านอาหารของคุณให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น

ไม่ต้องหาคนส่ง

ด้วยจำนวนผู้ขับส่งอาหารที่เยอะที่สุดในประเทศ ท่านสามารถหายห่วงได้เลยเรื่องหาคนส่ง อาหารของท่านจะไปเสิร์ฟถึงลูกค้าของคุณได้รวดเร็วทันใจแน่นอน

 

ขั้นตอนการสมัคร

ขั้นตอนที่ 1 – ลงทะเบียนและส่งรายละเอียด

ขั้นตอนที่ 2 – รอเจ้าหน้าที่ติดต่อกลับไป เพื่อเซ็นเอกสารสัญญาให้เสร็จสิ้น

ขั้นตอนที่ 3 – ส่งมอบเมนูอาหารและเอกสาร เพื่อทำการอัพโหลดขึ้นหน้าแอปพลิเคชัน

ขั้นตอนที่ 4 – เริ่มขายบนแกร็บฟู้ดได้เลย

 

ต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้างเมื่อจะสมัครเป็นร้านพาร์ทเนอร์กับแกร็บฟู้ด?

ท่านต้องเตรียมเอกสารดังต่อไปนี้เพื่อเข้าร่วมการเป็นพาร์ทเนอร์กับทางแกร็บฟู้ด:

ร้านค้าประเภทนิติบุคคล

  1. สำเนาหนังสือรับรองบริษัท ที่ออกโดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (โดยวันที่ออกหนังสือรับรองจะต้องไม่เกินระยะเวลา 3 เดือน นับจาก วันที่มีผลบังคับใช้)
  2. ใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20)
  3. หนังสือมอบอำนาจ ในกรณีที่ผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อในสัญญา มิได้เป็นกรรมการผู้มีอำนาจตามที่ปรากฏในหนังสือรับรองบริษัท
  4. สำเนาบัตรประชาชนของกรรมการผู้มีอำนาจในการลงลายมือ หรือ สำเนาบัตรประชาชนของผู้รับมอบอำนาจ

ร้านค้าประเภทบุคคลธรรมดา

  1. สำเนาบัตรประชำชนของเจ้าของร้าน
  2. ใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20) (หากมี)

(หากมี) ใบรับรองมาตรฐานอาหารฮาลาล

 

หากไม่มีหน้าร้าน ฉันสามารถเข้าร่วมเป็นพาร์ทเนอร์ร้านอาหารกับแกร็บฟู๊ดได้หรือไม่?

ได้ คุณสามารถร่วมเป็นพาร์ทเนอร์กับเราได้เพียงเตรียมเอกสารต่างๆตามข้างต้น

 

สำหรับใครที่มีธุรกิจร้านอาหารหรือเปิดร้านอาหารเป็นของตัวเอง แล้วกำลังลังเลใจอยู่ บอกเลยว่า ไม่ต้องลังเลใจอีกต่อไป สมัครร่วมเป็นพาร์ทเนอร์กับ “แกร๊บฟู้ด” ได้เลย อย่างน้อยร้านของคุณก็จะเป็นที่รู้จักของผู้บริโภคมากขึ้น และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต