_พึ่งพา-เทคโนโลยี-มากไป-เสี่ยง-สมองเสื่อม_web.jpg

kinyupen_adminJuly 1, 2019

รู้หรือไม่? การใช้เทคโนโลยีเป็นประจำหรือบ่อยมากจนเกินไปอาจเป็นผลเสียที่จะสะท้อนมาสู่ตัวเราเอง โดยเฉพาะส่งผลต่อระบบร่างกายและสมอง เกิดสภาวะที่เรียกว่า “สมองเป็นสนิม” และเสี่ยงเกิดภาวะ “สมองเสื่อม”

 กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับ “เทคโนโลยี” ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นสิ่งที่คอยอำนวยความสะดวกแก่ผู้คนจำนวนมาก โดยเฉพาะการหันมาใช้สมาร์ทโฟนในรูปแบบต่าง ๆ ที่มีฟังก์ชั่นมากมาย ตอบโจทย์ผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน แต่ในทางกลับกัน การใช้เทคโนโลยีเป็นประจำหรือบ่อยมากจนเกินไปก็อาจเป็นผลเสียที่จะสะท้อนมาสู่ตัวเราเอง โดยเฉพาะส่งผลต่อระบบร่างกายและสมอง

ข้อมูลจากโรงพยาบาลจิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ เปิดเผยว่า การใช้เทคโนโลยีเหล่านี้บ่อย ๆ อาจส่งผลให้การใช้สมองเพื่อคิด จดจำ ตัดสินใจน้อยลงเรื่อย ๆ และเกิดสภาวะที่เรียกว่า สมองเป็นสนิมอย่างไม่รู้ตัวได้ ซึ่งจะมีความเสี่ยงเกิดภาวะสมองเสื่อมเร็วขึ้น

เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงว่า การใช้ชีวิตในยุคที่เทคโนโลยีด้านการสื่อสารเจริญก้าวหน้าและใช้ประโยชน์หลายสิ่งในชิ้นเดียว โดยเฉพาะยุค 5G ที่กระแสกำลังมาแรง ซึ่งจะมีความก้าวหน้าใหม่ ๆ เกิดขึ้น เช่น เมืองอัจฉริยะ รถยนต์ไร้คนขับ การใช้ระบบจีพีเอส (GPS) ช่วยนำทาง รวมทั้งการใช้เครื่องคิดเลข การบันทึกเบอร์โทรศัพท์ในมือถือ เป็นต้น ล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้ผู้คนหันมาพึ่งพาเทคโนโลยีมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว

ปัญหา “โรคสมองเสื่อม” ถือเป็นภัยเงียบทางกายที่มาพร้อมกับการเป็นสังคมผู้สูงอายุของประเทศไทย ย้อนกลับไปดูผลสำรวจของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข หรือ สวรส. เมื่อปี 2557 พบว่า ผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป จะมีภาวะสมองเสื่อม กล่าวคือ สมองสูญเสียความสามารถในการจำ การคิด สติปัญญา อารมณ์ มีพฤติกรรมและบุคลิกภาพเปลี่ยนไป จนไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวัน ทำงานหรือเข้าสังคมได้

สาเหตุเกิดจากหลายประการ แต่ที่พบบ่อยและไม่มียารักษาให้หายขาด มีเพียงยาชะลอไม่ให้เสื่อมเพิ่ม อันดับ 1 คือ เกิดจากโรคอัลไซเมอร์ รองลงมาเกิดจากโรคหลอดเลือดในสมอง ทำให้เนื้อสมองตาย ส่วนใหญ่จะเสียชีวิตหลังป่วยประมาณ 8 ปี

ฉะนั้น หากใครที่ไม่อยากตกอยู่ในกลุ่มเสี่ยงของการเกิดภาวะสมองเสื่อม ต้องเริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตใหม่ โดยมีข้อแนะนำ 4 ประการ ดังนี้

1. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ : ควรออกกำลังกายแบบมีการเคลื่อนไหวต่อเนื่องกันตั้งแต่ 15 นาทีขึ้นไป/ครั้ง อย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์ เช่น วิ่ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน เดินเร็ว ส่งผลให้การไหลเวียนเลือดดี กระตุ้นการสร้างเซลล์สมอง และปรับสมดุลของสารเคมีในสมอง ช่วยสลายความเครียดไปในตัว ทำให้อารมณ์แจ่มใส

2. ฝึกลับคมสมอง : หมั่นฝึกกิจกรรมที่ต้องใช้ความคิด เพื่อเพิ่มความสามารถการทำงานให้สมอง เช่น การคิดเลข ฝึกการจำเพลงโดยการฟัง ฝึกการสวดมนต์ เป็นต้น รวมทั้งการฝึกสมองโดยการใช้เกมต่าง ๆ ซึ่งช่วยฝึกกระตุ้นสมองได้ดี และมีการสร้างเซลล์ขึ้นมาใหม่อย่างต่อเนื่องด้วย

3. หากิจกรรมใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำ : ยกตัวอย่าง ใช้มือข้างไม่ถนัดจับช้อนทานข้าว จับปากกาหรือดินสอเขียนหนังสือ หรือจับแปรงสีฟันแปรงฟัน ขับรถเปลี่ยนเส้นทางการเดินทาง เป็นต้น

4. เข้าร่วมกิจกรรมทางสังคม : กรณีที่เป็นผู้สูงอายุ ควรเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคม ไม่ควรอยู่จับเจ่าที่บ้านคนเดียว เพื่อให้มีการเคลื่อนไหวร่างกาย และมีการพบปะพูดคุยกัน การได้สังสรรค์กับผู้อื่น จะช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองได้ดีขึ้น

สุดท้าย เทคโนโลยีล้วนมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ขึ้นอยู่กับตัวเราว่าจะนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างถูกต้องหรือชาญฉลาดหรือไม่ หากเราใช้ในทางที่ถูกต้อง เทคโนโลยีก็จะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับเรา แต่ถ้าเรานำมาใช้ในทางที่ผิด เทคโนโลยีก็จะกลายเป็นโทษทำร้ายร่างกายของเรา เรียกได้ว่า เทคโนโลยี เปรียบเสมือน “ดาบสองคม” เลยทีเดียว และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 


_รู้ไหม-การไปเที่ยวบ่อย-ๆ-ทำให้สุขภาพดีขึ้น_web-1.jpg

kinyupen_adminJune 30, 2019

รู้หรือไม่! การที่ได้ออกไปท่องเที่ยวบ่อย ๆ นอกบ้าน ทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงขึ้น ลดภาวะความเครียดและความรู้สึกแย่ ๆ ในชีวิตได้จริง และยังช่วยลดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจ

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอแนะนำเรื่องราวดี ๆ เอาใจคนชอบออกไปเที่ยวนอกบ้านกันดีกว่า เชื่อว่าใครหลาย ๆ คนคงจะรู้สึกเบื่อหากวันหยุดต้องอยู่ที่บ้าน ดูหนัง ฟังเพลง ทำงานบ้าน เหมือนชีวิตเป็นดั่งกบในกะลา ไม่ได้ออกไปพบหน้าใครใด ๆ ทั้งสิ้น ส่วนคนที่มีโอกาสไปออกเดินทางนอกสถานที่ ไม่ว่าจะเป็นการเดินห้าง หรือไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่าง ๆ ชีวิตพวกเขาดูมีความสุขมากที่ได้ออกไปพบเจอกับสังคมและโลกภายนอก

แต่รู้หรือไม่ว่า การที่ได้ออกไปท่องเที่ยวนอกบ้านถือเป็นเรื่องดีต่อตัวเราจริง ๆ เพราะมีงานวิจัยของมหาวิทยาลัย Surrey ระบุว่า คนที่ได้ออกไปท่องเที่ยวจะทำให้พวกเขามีความสุขและสุขภาพดีมากขึ้น เนื่องจากระบบสมองจะมีการคาดการณ์และวางแผนล่วงหน้า เมื่อรู้ว่าตัวเราจะออกเดินทางไปท่องเที่ยว ทำให้รู้สึกดีทุกครั้ง เมื่อนึกถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต และจากข้อมูลในปี 2013 โดยการสำรวจความเครียดของชาวอเมริกา American Psychological Association พบว่า การออกเดินทางช่วยลดความเครียดได้จริง และลดความรู้สึกแย่ได้ดีอีกด้วย

นอกจากนี้ ผู้ที่ท่องเที่ยวเป็นประจำที่จะต้องเดินทางไกล ยิ่งเดินทางท่องเที่ยวมากเท่าไหร่ ก็ไม่รู้สึกเหนื่อย เนื่องจากมีสิ่งตื่นเต้นรออยู่ข้างหน้าตลอดทาง โดยเฉพาะผู้ที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวแบบลุย ๆ ก็ยิ่งทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงดีขึ้นไปอีก อธิบายง่าย ๆ ก็คือ เมื่อขยับร่างกายมากกว่าปกติ ประกอบกับสนุกกับช่วงเวลาไปตลอดทาง ทำให้สุขภาพจิตและสุขภาพกายดีขึ้นมากกว่าคนที่อยู่แต่บ้าน

ส่วนคนที่อยู่แต่ในบ้านนั้น ผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์พบว่า คนที่ไม่ได้ท่องเที่ยวติดกันเป็นเวลาหลายปี มากกว่า 30% มีความเสี่ยงสูงที่จะป่วยเป็นโรคหัวใจ ต่างจากคนที่ออกเดินทางเที่ยวบ่อย ๆ กลับมีอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจน้อยมากหรือแทบไม่มีเลย

สำหรับคนที่บ้างานหรือทำงานอย่างหนักหน่วง ลองถามตัวเองดูว่าใน 1 สัปดาห์ สามารถสละเวลาสักนิดนึงออกไปท่องเที่ยวนอกบ้านได้หรือไม่ ไม่จำเป็นต้องออกไปเที่ยวไกลถึงต่างจังหวัดหรอก เพียงแค่เดินออกไปนอกบ้านนิดเดียว เช่น ออกไปร้านสะดวกซื้อ ก็เปรียบเสมือนได้ไปเที่ยวแล้ว ฉะนั้น อย่าลืมให้เวลาแห่งความสุขกับตัวเองบ้าง ออกไปเที่ยวซะบ้าง แล้วจะได้อะไรมากกว่าที่คิดอย่างแน่นอน รู้อย่างนี้แล้ว ออกไปเที่ยวตอนนี้กันเลยดีกว่า และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


_5-ประโยชน์ของการวิ่งตอนเช้า...ดีต่อกายและใจ_web.jpg

kinyupen_adminJune 30, 2019

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวม 5 ประโยชน์ของการวิ่งตอนเช้า ที่นอกจากจะช่วยให้สุขภาพแข็งแรงแล้ว ยังส่งผลดีต่อระบบต่าง ๆ ของร่างกายเราอีกด้วย บอกเลยว่า ช่างดีต่อกายและใจจริง ๆ

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับแวดวงสุขภาพ เอาใจคนที่ชื่นชอบการออกกำลังกายอย่างการวิ่ง เชื่อว่าหลาย ๆ คนที่รักสุขภาพ เมื่อคิดจะออกกำลังกาย การวิ่งถือเป็นอีกหนึ่งกีฬาที่หลาย ๆ คนให้ความสนใจเป็นพิเศษ เนื่องจากไม่ต้องใช้อุปกรณ์อะไรมาก เพียงแค่ใช้ร่างกายในการเคลื่อนไหวเท่านั้น บวกกับจิตใจที่เข้มแข็งและพร้อมที่จะวิ่ง แต่ส่วนใหญ่จะเห็นหลายคนเลือกที่จะออกมาวิ่งกันในช่วงเย็นมากกว่าช่วงเช้า เนื่องจากจะได้ไม่ต้องตื่นนอนตอนเช้า

แต่ในความเป็นจริงแล้ว การวิ่งในตอนเช้าเป็นการออกกำลังกายอย่างหนึ่งที่ดีมาก เนื่องจากการวิ่งตอนเช้าจะช่วยกระตุ้นให้ระบบต่าง ๆ ของร่างกายทำงานได้ดีขึ้น ช่วยให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนเอ็นดอร์ฟิน ซึ่งเป็นสารที่ทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นออกมา แถมเรายังได้สัมผัสบรรยากาศเย็นสบายในยามเช้า ทำให้สุขภาพแข็งแรงทั้งกายและใจ แต่จะรู้หรือไม่ว่า การวิ่งตอนเช้าดีมีประโยชน์ต่อสุขภาพของเราอย่างไร กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ไปหาคำตอบมาให้ทุกท่านแล้ว

1. ลดระดับความดันโลหิต : ผลการศึกษาของ Dr.Scott Collier Appalachian State University พบว่า การวิ่งในตอนเช้าช่วยลดความดันโลหิตได้ เนื่องจากผลการทดลองพบว่า กลุ่มอาสาสมัครที่วิ่งตอนเช้าจะมีระดับความดันโลหิตตลอดทั้งวันลดลงโดยเฉลี่ย 10% และลดลงราว 25% ในช่วงก่อนนอน ดังนั้น หากคุณเป็นหนึ่งในคนที่มีปัญหาความดันโลหิตสูง การวิ่งตอนเช้าน่าจะเป็นเรื่องที่ดีต่อสุขภาพ

2. ช่วยลดน้ำหนัก : การออกกำลังกายด้วยการวิ่งในตอนเช้า ไม่เพียงแต่ทำให้ร่างกายตื่นตัวและกระปรี้กระเปร่าเท่านั้น แต่ยังช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบเผาผลาญในร่างกายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้ร่างกายเผาผลาญแคลอรีได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่องไปได้ทั้งวัน ส่งเสริมให้การลดน้ำหนักเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นไปในตัว

3. ปลุกความสดชื่นให้ร่างกาย : การวิ่งตอนเช้าทำให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่าและตื่นตัว พร้อมสำหรับการเริ่มต้นวันใหม่ เนื่องจากการออกกำลังกายจะช่วยกระตุ้นให้ระบบต่าง ๆ ทำงานได้ดีขึ้น และยังช่วยให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนเอ็นดอร์ฟิน ซึ่งเป็นสารที่ทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นออกมาด้วย

4. ลดความเครียด : หากใครกำลังมีเรื่องให้เครียด การวิ่งในตอนเช้าช่วยลดความเครียดได้จริง ๆ แถมยังช่วยสร้างอารมณ์ดีให้ตัวเราได้ หรืออย่างน้อย ๆ ก็ช่วยให้ลืมความเครียดไปได้สักระยะหนึ่ง

5. เปลี่ยนนิสัยให้เป็นคนตื่นเช้า : Dr.James Mojica นักจิตวิทยาบอกไว้ว่า หากสามารถตื่นเช้ามาวิ่งออกกำลังกายเป็นสิ่งแรกของวันได้อย่างน้อย 4 วัน/สัปดาห์ จะช่วยให้ระบบร่างกายปรับตัวกับการตื่นเช้าไปได้ จนในที่สุดตัวเราจะเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมการตื่นนอนจากคนนอนขี้เซาให้เป็นคนนอนตื่นเช้าได้ โดยไม่ต้องอาศัยนาฬิกาปลุกเลยแม้แต่นิดเดียว

 

อย่างที่บอกไปข้างต้นว่า การตื่นมาออกกำลังกายด้วยการวิ่งตอนเช้า ล้วนส่งผลดีต่อคุณภาพชีวิตในหลายด้าน เพราะนอกจากจะช่วยทำให้ร่างกายตื่นตัว สดชื่น มีสมาธิ และลดน้ำหนักแล้ว การตื่นมาวิ่งตอนเช้ายังช่วยแก้อาการเมาค้างให้หายเป็นปลิดทิ้งได้อีกด้วย ใครที่อยากมีสุขภาพดีทั้งกายและใจก็ลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมาลองวิ่งตอนเช้าดู รับรองเลยว่า สุขภาพกายและใจของคุณต้องแข็งแรงและ Strong! อย่างแน่นอน และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


_5-วิธีจัดการกับ-ความเสี่ยง-เพื่อความสำเร็จ_web.jpg

kinyupen_adminJune 28, 2019

ทุกวันนี้คุณมีความกล้าที่จะ “เสี่ยง” กับเรื่องราวต่าง ๆ บนโลกใบนี้หรือไม่? กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวม 5 เคล็ดลับสำคัญสำหรับปรับปรุงการยอมรับความเสี่ยงของคุณ

 

“รู้ว่าเสี่ยงแต่คงต้องขอลอง รู้ว่าเหนื่อยถ้าอยากได้ของที่อยู่สูง ยังไงจะขอลองดูสักที”

 

ชีวิตของคนเราต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องราวของความเสี่ยงหลายสิ่งหลายอย่าง ทั้งเรื่องการเสี่ยงโชค เสี่ยงหรือการงาน เป็นต้น ลองถามตัวดูว่า ทุกวันนี้คุณมีความกล้าที่จะ “เสี่ยง” กับเรื่องราวต่าง ๆ บนโลกใบนี้หรือไม่ บางครั้งความเสี่ยงเปรียบเสมือนบททดสอบอย่างหนึ่งเพื่อให้เรากล้าเดินออกจากเขตของความสะดวกสบาย เป็นการเสี่ยงเพื่อผลตอบแทนที่มากขึ้น และนี่คือเหตุผลสำคัญที่คุณต้องเพิ่มความทนทานต่อความเสี่ยงของคุณ

ดังนั้นเพื่อการบรรลุเป้าหมายสูงสุด คุณต้องปรับปรุงความทนทานต่อความเสี่ยงของคุณก่อนเป็นอันดับแรก กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวม 5 เคล็ดลับสำคัญสำหรับปรับปรุงการยอมรับความเสี่ยงของคุณ จะมีอะไรบ้างนั้น ไปดูกันเลย

1. ตั้งเป้าหมายความเสี่ยงที่คุณยอมรับได้ : ก่อนที่คุณจะเพิ่มความทนทานต่อความเสี่ยง คุณต้องเข้าใจความสัมพันธ์ปัจจุบันของคุณกับความเสี่ยง การเพิ่มความอดทนของคุณทีละนิดย่อมจะดีกว่า การท้าทายตัวเองมากเกินไปในคราวเดียว หากคุณไม่มีความเข้าใจที่ดีเกี่ยวกับการยอมรับความเสี่ยงในปัจจุบัน ให้ใช้เวลาสักครู่เพื่อพิจารณาหนึ่งในเป้าหมายการทำงานของคุณ และลองคิดดูว่ามันจะเริ่มรู้สึกกลัวขนาดไหน

2. ศึกษาด้วยตนเอง : หากคุณต้องการที่จะเก่งขึ้นในการรับความเสี่ยง ลองจินตนาการว่าคุณเป็นนักลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องการพัฒนาที่ดินในห้างสรรพสินค้าใจกลางเมือง ความพยายามเช่นนี้มักจะมาพร้อมกับความเสี่ยงในระดับหนึ่ง แต่ถ้าคุณใช้เวลาเรียนรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับการพัฒนาปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง จะสามารถช่วยให้คุณตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาดและมีข้อมูลมากขึ้น ฉะนั้น การให้ความรู้กับตนเองก่อนรับความเสี่ยง จะทำให้คุณสามารถคำนวณถึงความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้ดีขึ้น สิ่งนี้สามารถสร้างความแตกต่างและช่วยให้คุณประสบความสำเร็จได้เร็วขึ้น

3. กำหนดเป้าหมาย : การตั้งเป้าหมายจะมีประโยชน์อย่างมากในการเพิ่มความทนทานต่อความเสี่ยงของคุณ วิธีนี้จะช่วยให้คุณทำแผนที่เส้นทางที่เป็นไปได้ ซึ่งจะช่วยให้คุณเห็นความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน เป็นขั้นตอนจำเป็นในการพาคุณออกจากที่เดิม โดยการคาดการณ์ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นทำให้คุณเริ่มพัฒนาทักษะหรือความรู้ที่จำเป็นเพื่อช่วยลดความเสี่ยง

4. ก้าวออกจาก comfort zone : คุณลองพิจารณาถึงความเสี่ยงที่จำเป็นต่อการประสบความสำเร็จ หากหนึ่งในเป้าหมายของคุณคือการก้าวไปสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นในบริษัทของคุณ อาจเป็นเวลาที่คุณจะก้าวออกจากโซนความสะดวกสบายของคุณด้วยการเชื่อมโยงเครือข่าย และประกาศให้โลกรู้ถึงความสามารถที่ซ่อนอยู่ของตัวคุณเอง การเริ่มต้นแบบนี้จะช่วยให้คุณกล้าหาญขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป และมีแนวโน้มจะจัดการกับความเสี่ยงได้มากขึ้น ซึ่งถือเป็นหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการเพิ่มความทนทานต่อความเสี่ยงเลยก็ว่าได้

5. จดทุกอย่างลงสมุด : บางครั้งความจำของคุณอาจไม่ดีเท่าที่คุณคิด เมื่อเวลาผ่านไปมันจะกลายเป็นเรื่องยากที่จะจดจำทุกสิ่งรวมถึงวิธีการที่คุณใช้รับมือกับความเสี่ยง ฉะนั้น หมั่นจดบันทึกความคืบหน้าของคุณทุกวัน รวมถึงกระบวนการที่คุณรับมือกับความเสี่ยง เพราะเมื่อเวลาผ่านไปคุณสามารถย้อนกลับไปศึกษาและเรียนรู้อดีตที่ผ่านมาเพื่อปรับใช้ในเวลาที่เหมาะสมได้ สิ่งนี้จะช่วยคุณหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดเดิม ๆ ได้โดยรวมแล้ว สิ่งนี้สามารถปรับปรุงเพื่อให้คุณฉลาดขึ้นเกี่ยวกับการรับความเสี่ยงและความมั่นใจมากขึ้น

 

สุดท้าย ความเสี่ยงอาจจะไม่ใช่เรื่องน่ากลัวเสมอไป หากเรามองเห็นประโยชน์ระยะยาวที่จะเกิดขึ้น และสามารถเตรียมความพร้อมและตั้งรับกับความเสี่ยงได้ คุณจะเติบโตและประสบความสำเร็จได้เร็วขึ้นกว่าเดิม และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอขอบคุณ ข้อมูลจาก :  www.entrepreneur.com


_การ-ดมกลิ่นเสื้อผ้าแฟนสาว-ช่วยลดความเครียดของฝ่ายชายได้_web.jpg

kinyupen_adminJune 27, 2019

ผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบีย พบว่า ผู้ชายที่สูดดมกลิ่นเสื้อผ้าสวมใส่แล้วของแฟนสาว ช่วยลดและผ่อนคลายเครียดได้อย่างไม่น่าเชื่อ

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวสุดแปลกที่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ สำหรับคู่รักที่ใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะสามี-ภรรยา หรือยังอยู่ในฐานะแฟนที่กำลังคบหาดูใจกันอยู่ ท่านสุภาพบุรุษหลายคนเคยมีอาการแบบนี้บ้างไหม หลังจากทำงานหรือเรียนหนังสือมาอย่างหนักหน่วงตลอดทั้งวัน กลับถึงบ้านทั้งทีก็ขอให้ได้กอดแฟนสาวแน่น ๆ เพื่อช่วยลดและคลายความเครียด แต่สำหรับคู่รักบางคู่อาจจะไม่ค่อยได้มี Moment นี้สักเท่าไหร่ เนื่องจากคู่รักบางคู่กลับบ้านไม่ตรงเวลา บางคู่ก็อยู่คนสถานที่ คนละแห่ง

แต่รู้หรือไม่ว่า วิธีที่ช่วยลดความเครียดของสุภาพบุรุษได้อีกวิธี นอกเหนือจากการกอดแฟนสาวนั้น ก็คือ การได้สูดดมกลิ่นเสื้อผ้าของแฟนสาวนั่นเอง ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าวิธีนี้สามารถลดความเครียดได้จริง เพราะงานวิจัยของมหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบีย ได้ทดสอบคู่รักทั้ง 96 คู่ โดยให้ฝ่ายหญิงอาบน้ำด้วยสบู่สูตรไม่มีสี ไม่มีกลิ่น และสวมเสื้อยืดสีขาวตัวใหม่เป็นเวลา 24 ชั่วโมง จากนั้นนำตัวผู้เข้าทดสอบฝ่ายชายไปสัมภาษณ์ภายใต้ความกดดัน และให้ทำข้อสอบวิชาคณิตศาสตร์แบบยาก ๆ เพื่อเพิ่มระดับความเครียดให้สูงขึ้น ก่อนจะส่งเสื้อสีขาว 3 ตัวให้ลองดม ตัวแรกเป็นเสื้อที่ยังไม่มีใครเคยใส่ ต่อมาคือเสื้อตัวที่แฟนตัวเองใส่โดยคนดมไม่รู้มาก่อน และตัวสุดท้ายเป็นเสื้อของคนแปลกหน้า

ผลการวิจัยพบว่า ฝ่ายชายส่วนใหญ่จำกลิ่นของแฟนตัวเองได้เป็นอย่างดี และพอได้ดมกลิ่นที่ติดเสื้อแล้ว ระดับความเครียดของทุกคนค่อย ๆ ลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน เมื่อพวกเขาลองไปดมเสื้อของคนไม่รู้จักดูบ้าง กลับทำให้ระดับความเครียดเพิ่มสูงขึ้นทันที

อย่างไรก็ตาม สำหรับสุภาพบุรุษที่จะใช้วิธีนี้เพื่อลดความเครียดสะสม ควรมีการพูดคุยและทำความเข้าใจกับแฟนสาวเสียก่อน และอย่าเผลอไปสูดดมกลิ่นเสื้อผ้าของคนข้างบ้านเด็ดขาด ที่สำคัญควรเลือกเสื้อผ้าตัวที่สะอาด ไม่ควรนำเสื้อผ้าที่ชุ่มเหงื่อมาดมเด็ดขาด เพราะเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคและแบคทีเรีย อาจส่งผลให้เกิดโรคระบบทางเดินหายใจได้ แต่ทางที่ดีควรหากิจกรรมอื่น ๆ ทำประกอบ เพื่อลดความเครียดจะเข้าท่ากว่า และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอขอบคุณ ข้อมูลจาก : askmen.com, sciencedaily.com


_รู้หรือไม่-เครื่องเป่ามือในห้องน้ำ-ตัวกระจายเชื้อโรคใส่มือคุณ_web.jpg

kinyupen_adminJune 27, 2019

 งานวิจัยระบุว่า “เครื่องเป่ามือ” ที่อยู่ในห้องน้ำของห้างสรรพสินค้านั้น เป็นตัวพ่นและกระจายเอาเชื้อโรคที่วนในห้องน้ำลงบนมือของเราแทน

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวสุขภาพใกล้ตัวทุก ๆ ท่าน เชื่อว่าหลาย ๆ คนที่เข้าห้องน้ำในห้างสรรพสินค้าจะสังเกตเห็นอุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์เครื่องหนึ่งติดอยู่บริเวณข้างอ่างล้างมือหรือประตูทางออก นั่นคือ “เครื่องเป่ามือ” สำหรับทำให้มือของเราแห้งสนิท หลังจากที่ล้างมือชำระล้างสิ่งสกปรก หลังจากปฏิบัติภารกิจในห้องน้ำ

ด้วยความร้อนที่พ่นออกมาอาจทำให้ใครหลาย ๆ คนมั่นใจว่า “เครื่องเป่ามือ” จะทำให้มือของเราสะอาด ปราศจากเชื้อโรค แต่ในความจริงแล้วนั้น รู้หรือไม่ว่า เครื่องเป่ามือดังกล่าวนั้นพ่นเอาเชื้อโรคที่วนในห้องน้ำลงบนมือของเราแทน

จากผลงานวิจัยได้ทำการทดลองโดยการน้ำถาดเพาะเชื้อ ไปวางเปรียบเทียบในห้องน้ำของมหาวิทยาลัย Connecticut โดยถาดแรกจะวางทิ้งไว้โดยไม่มีการเปิดเครื่องเป่ามือเป็นเวลา 2 นาที ส่วนถาดที่ 2 จะวางไว้ในห้องน้ำที่มีการใช้เครื่องเป่ามือ 30 วินาที ถาดทั้งสองจะถูกวางในระยะห่างจากตัวพ่น 12 นิ้ว เท่า ๆ กัน

ผลการวิจัย พบว่า มีจุดเชื้อเกิดขึ้นบนถาดเพาะเพียงแค่ 0-1 จุดในห้องน้ำที่ไม่มีการใช้เครื่องเป่ามือ ในขณะที่มีจุดเชื้อเกิดขึ้น 18-60 ชนิดบนถาดเพาะของห้องน้ำที่ใช้เครื่องเป่ามือ และในขั้นสุดท้ายของการทดลองนักวิจัยได้ลองใส่แผ่นกรอง HEPA ในเครื่องเป่ามือและทำการทดลองเช่นเดียวกัน พบว่าจำนวนเชื้อที่ขึ้นบนถาดเพาะลดลง

แต่ไม่ว่าจะมีแผ่นกรองหรือไม่ เชื้อที่ตรวจพบได้ก็ยังคงมีจำนวนมากอยู่ดี และหนึ่งในเชื้อที่ตรวจพบคือ Staphylococcus aureus แบคทีเรียซึ่งที่สามารถทำให้เกิดโรคได้หลายโรค นักวิจัยคาดว่าเป็นเพราะเครื่องเป่ามือจะดูดอากาศที่อยู่ภายในห้องน้ำเข้าไปผ่านการทำความร้อน และพ่นออกมาใหม่ นั่นทำให้มีเชื้อจำนวนมากถูกพ่นออกมาพร้อมกับอากาศด้วย นอกจากนี้นักวิจัยยังได้ทดลองทำการทดสอบเช่นเดียวกันกับห้องน้ำที่อยู่ใกล้ ๆ ห้องวิจัยเชื้อ PS533 และพบว่าภายในห้องน้ำมีการแพร่เชื้อ PS533 เกือบทั่วห้องน้ำนั้นด้วย

 

สุดท้าย งานวิจัยชิ้นนี้อาจทำให้หลาย ๆ คน ตระหนักถึงความสำคัญในการเฝ้าระวัง และป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อมากขึ้น และที่สำคัญจะช่วยทำให้เรารู้ด้วยว่าเครื่องเป่ามือไม่ได้สะอาดอย่างที่เราคิดกันตั้งแต่แรก ก็ฝากทุก ๆ คนให้ระมัดระวังในเรื่องของการใช้เครื่องมือใกล้ตัวเพื่อทำความสะอาด ขจัดสิ่งสกปรกให้มาก ร่างกายของเราจะได้ไม่ต้องรับเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอขอบคุณ : ข้อมูลจาก : wonderfulengineering.com


_สมาร์ทโฟน-ภัยเงียบ-ทำลายครอบครัว_กินอยู่เป็น.jpg

kinyupen_adminJune 26, 2019

 ผลการวิจัยพบว่าผู้คนจำนวนมากเริ่มมีปัญหาขาดการปฎิสัมพันธ์หรือการสื่อสารที่ดีในครอบครัว หนึ่งในปัจจัยที่เกิดให้เกิดการขาดปฎิสัมพันธ์นั้น ก็คือ “สมาร์ทโฟน” ที่ปัจจุบันสังคมไทยกลายเป็น สังคมก้มหน้า กันแล้ว

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอแนะนำเรื่องราวใกล้ตัวกับทุก ๆ ท่าน เกี่ยวกับการใช้ “สมาร์ทโฟน” ซึ่งมีฟังก์ชั่นและคุณสมบัติมากมายต่าง ๆ นา ๆ ซึ่งจะเห็นได้ว่าในปัจจุบัน โลกของเรากลายเป็นโลกแห่งสังคมก้มหน้ากันไปแล้ว ทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย มีสมาร์ทโฟนเป็นของตัวเอง โดยเฉพาะประชาชนที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ และปริมณฑล

มีงานวิจัยโครงการวิจัยครอบครัวในเขตเมืองปี 2557 พบว่า 1 ใน 3 ครอบครัวคนเมืองมีสัมพันธภาพที่น่าเป็นห่วงกว่า 1.6 ล้านครัวเรือน จากทั้งหมด 4.7 ล้านครัวเรือนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เนื่องจากขาดการปฎิสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว โดยหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เกิดการขาดปฎิสัมพันธ์นั้น ก็คือ “สมาร์ทโฟน” เราจะเห็นได้บ่อยครั้งก็คือบนโต๊ะรับประทานอาหาร ที่สมัยก่อนทุกคนในครอบครัวจะทานอาหารพร้อมพูดคุยกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา แต่ในปัจจุบัน คนในครอบครัวพูดคุยขณะทานอาหารกันน้อยลง แต่กลับหันไปสนใจ “สมาร์ทโฟน” กันมากขึ้น บางคนแชทสนทนาผ่านแอปพลิเคชัน บางคนเล่นเกมส์ บางคนเล่นอินเทอร์เน็ต ฯลฯ

จากปัญหาสังคมก้มหน้าสะท้อนถึงปัญหาระดับครอบครัวที่ต้องเร่งแก้ไข โดยเฉพาะวัยรุ่นที่เริ่มมีโลกส่วนตัวสูง การดูแลเอาใจใส่ การสื่อสารด้วยความเข้าใจจึงเป็นเรื่องจำเป็น นำมาสู่การหาทางออกที่ว่าทำอย่างไรให้การสื่อสารของคนในครอบครัวกลับคืนมาเช่นเดิม หรืออย่างน้อยเปิดพื้นที่การปฏิสัมพันธ์ของคนในครอบครัวให้มากขึ้นอฉะนั้น บทบาทของการเป็นพ่อแม่จึงมีความสำคัญมาก จะต้องกล้าแสดงออกถึงความรู้สึกรักและห่วงใย เพื่อทำให้สัมพันธ์ภาพทางครอบครัวดีขึ้น

ครอบครัวคือสิ่งที่สำคัญที่สุด ลองหาเวลาอย่างน้อยสัก 1-2 ชั่วโมง/วัน หรือ 1-2 วัน/สัปดาห์ ในการทำกิจกรรมร่วมกันในครอบครัว ทั้งการออกไปท่องเที่ยว รับประทานอาหารในบ้านหรืออาจจะนอกสถานที่ เพื่อลดปัญหาการใช้เวลาไปกับสมาร์ทโฟนลง แต่ในทางกลับกัน หากเราใช้สมาร์ทโฟนในทางที่เหมาะสม เช่น ใช้สำหรับถ่ายรูปคนในครอบครัวบ้าง ก็ถือเป็นเรื่องที่ดีที่จะได้บันทึกภาพความประทับใจ การใช้ชีวิตและทำกิจกรรมร่วมกันของคนในครอบครัว

สุดท้าย “สมาร์ทโฟน” หากเราใช้อย่างถูกต้อง ถูกที่ ถูกเวลา ก็จะทำให้เราสามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างมีความสุข ไม่หมกมุ่นมากเกินไป จนกลายเป็นสังคมก้มหน้าในที่สุด และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศางแห่งการใช้ชีวิต


_จบอะไรไม่ใช่ประเด็น...ใช้ให้เป็นสำคัญกว่า_web.jpg

kinyupen_adminJune 23, 2019

“เรียนจบทำงานไม่ตรงสาย” วลีอมตะที่หลายคนมักคิดว่าเป็นอุปสรรคที่ทำให้ชีวิตการงานไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร แต่เราเชื่อว่าไม่ใช่ทุกคนที่คิดแบบนี้ ดังนั้น ทีมงานกินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงอยากนำเสนออีกหนึ่งแง่มุมของคนที่เรียนจบทำงานไม่ตรงสาย คุณปิยวัฒน์ ปาณีนิจ หรือ ณัฐ หนุ่มอินดัสเตรียลดีไซน์ ซึ่งผันมาจับงานด้านบริการในตำแหน่งผู้จัดการ NAPLAB สาขาวังหลัง Co Working Space สไตล์วินเทจวิวแม่น้ำเจ้าพระยาที่กำลังมาแรงและได้รับความนิยมจากคนย่านฝั่งธน ซึ่งเรียกได้ว่าแม้จะต่างจากสิ่งที่เรียนมาแต่ก็ทำได้ดีไม่แพ้กัน

“ไม่เคยทำมาก่อน แต่ก็พร้อมที่จะทำ พร้อมที่จะโดดเข้าไป”

นี่คำตอบของคุณณัฐ หลังคุณอาทิตย์ เสมอกาย เจ้าของและผู้ออกแบบ NAPLAB ตั้งคำถามว่า ถ้าให้ทำงานด้านอื่นเพิ่มเติมจากที่เคยทำมาจะได้หรือไม่ โดยพื้นฐานคุณปิยวัฒน์ คือเรียนจบด้าน Industrial Design จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เมื่อจบมาก็ทำงานในสายงานที่เกี่ยวข้องมาตลอด ก่อนได้รับการชักชวนจากคุณอาทิตย์ให้มาร่วมงานกัน

ตำแหน่งเริ่มต้นคุณณัฐใน NapLab คือ รีเซปชั่น ทิ่สาขาจุฬา โดยต้องจัดการรายละเอียดหน้างานทั้งหมด รวมถึงช่วยงานอื่นๆ ของคุณอาทิตย์ตามโอกาส การที่ต้องเริ่มต้น “งานบริการ” ทำให้แต่ละวันต้องพบเจอลูกค้าจำนวนมาก ที่มาพร้อมความคาดหวังและปัญหาเฉพาะหน้าให้ต้องแก้อยู่เสมอถือเป็นความท้าทายใหม่สำหรับหนุ่ม Industrial Design ที่คุ้นกับการออกแบบที่ต้องการอิสระทางความคิดสูงมาตลอด ซึ่งช่วงแรกอาจยังไม่คุ้นชินแต่ก็ใช้วิธีที่จะค่อยๆ เรียนรู้กระบวนการจากหน้างานจริง จนทำให้รู้ว่า Skill หรือ วิธีทำงานที่ถูกต้องคืออะไร ค่อยๆ สะสมประสบการณ์ ทำความเข้าใจกับธุรกิจนี้ให้มากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้พบว่าการจะทำงานบริการให้ดีได้นั้น หลักสำคัญ คือ ต้องปรับตัวและเรียนรู้วิธีคิดวิธีแก้ปัญหาตลอดเวลา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ปรับใช้วิชา Design Thinking เข้ากับงานบริการ

“ผมคิดว่างานทุกงานมีความกดดันหมด กล้าพูดว่าแม้ผมจบ Industrial Design แต่การได้มาทำงานบริการ ก็ทำให้รู้ว่ามีสิ่งที่อาจารย์สอนแล้วนำมาใช้ได้จริง คือ วิธีคิด เพราะสุดท้ายแล้วการ Design ก็คือการแก้ปัญหา การหาทางออก วิธีคิดแบบ Design Thinking นั่นคือ จดปัญหาขึ้นมาก่อน แล้วจัดลำดับความสำคัญว่าเราจะเริ่มแก้จากไหน แก้แล้วจะสร้างปัญหาเพิ่มขึ้นไหม เป็นวิธีการมองแบบสมการง่ายๆ คือ มองปัญหาแล้วเจอวิธีแก้ปัญหา แล้วดูว่าแก้ได้จริงหรือไม่ ถ้าไม่ได้ก็กลับมาหาทางใหม่ ต้องไม่ Ignore ปัญหา ถ้าปล่อยไปเรื่อยๆ ปัญหามันก็จะไม่ไปไหนสักที”

นอกจากนี้อีกสิ่งที่ทำอยู่เสมอ นั่นคือ “การเปิดใจฟัง” เพราะเมื่อเปิดรับฟังทั้งจากพนักงานประจำ พาร์ทไทม์ รวมถึงลูกค้าที่ส่งคอมเมนท์ต่างๆ เข้ามา ก็จะยิ่งทำให้ได้ไอเดียใหม่ให้เลือกเอามาปรับในการทำงานให้เหมาะสมยิ่งขึ้น

“เราต้องกล้าที่จะเปลี่ยนเพราะสุดท้ายแล้วโลกมันไปเรื่อยๆ ถ้าเราหยุดอยู่กับที่เราก็แย่แล้ว ฉะนั้นต้องเปลี่ยนตลอดเวลา โดยยึดจากลูกค้าเป็นหลัก ผมเชื่อว่าเรามาได้ไกลพอสมควร และยังมีหนทางที่จะไปได้อีกยาวไกล”

มุมมองทั้งหมดของคุณณัฐ ทำให้เห็นได้ว่าการเรียนจบสาขาอะไรนั้นมาไม่สำคัญ แต่สำคัญว่าสิ่งที่เราทำเรารักหรือเปล่า ตอบโจทย์สิ่งที่เราต้องการได้หรือไม่ นั่นสำคัญกว่าเพราะสุดท้ายแล้วสิ่งที่เราเรียนมาทุกอย่าง มันสามารถนำมาปรับใช้ได้ทั้งสิ้นขึ้นอยู่กับว่าคุณมองมุมไหน และการจะประสบความสำเร็จในด้านใดได้หรือไม่นั้น ทุกอย่างต้องเริ่มต้นด้วยทัศนคติของตัวเองเป็นสำคัญ


_กินเหล้าเมาแล้วแฮงค์-น้ำมันมะพร้าว-ช่วยคุณได้_web.jpg

kinyupen_adminJune 23, 2019

เคยไหม? ปาร์ตี้อย่างสนุกสนานสุดเหวี่ยง จนจำไม่ได้ว่าเราดื่มไปแล้วกี่แก้ว กี่ขวด จนมารู้ตัวอีกทีก็คือ มีอาการเมาค้างเสียแล้ว และหนึ่งในวิธีแก้อาการเมาค้างได้ ก็คือ “น้ำมันมะพร้าว” นี่เอง ถือเป็นอีกหนึ่งยาดีที่ช่วยคนเมาค้างได้ดีที่สุดเลยทีเดียว

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอพาทุก ๆ คนไปเรียนรู้กับอาการชนิดหนึ่งกันดีกว่า นั่นคือ อาการเมาค้าง อาการนี้คนที่เป็นสายปาร์ตี้ ที่ชื่นชอบการรับประทานเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เหล้า เบียร์ จะรู้จักอาการเมาค้างเป็นอย่างดี เพราะอาการเมาค้าง หรือ แฮงค์ (Hangover) เกิดขึ้นหลังจากการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์มากเกินไป จนหลังจากนั้นร่างกายแสดงปฏิกิริยาต่อต้านแอลกอฮอล์ขึ้นมา ซึ่งมีระดับความรุนแรงแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกาย อาการที่พบบ่อยคือ อาการขาดน้ำ ปวดหัว หงุดหงิด เวียนหัว สู้แสงจ้าไม่ได้ คลื่นไส้ อาเจียน นอนไม่หลับ เกิดอาการซึมเศร้า และวิตกกังวล ฯลฯ อาการแบบนี้จึงเรียกว่าเมาค้าง

จริง ๆ แล้ว มีวิธีแก้ปัญหาอาการเมาค้างหลากหลายวิธี ทั้งการรับประทานยา ทานน้ำ ทานกาแฟดำ ฯลฯ แต่รู้หรือไม่ว่า ยังมีของอีกหนึ่งอย่างที่ช่วยทำให้คุณมีอาการดีขึ้นจากอาการเมาค้าง นั่นก็คือ “น้ำมันมะพร้าว” ที่ปัจจุบันได้รับจากหนุ่มสาวสายปาร์ตี้แล้วว่า เป็นอีกหนึ่งยาดีที่ช่วยคนเมาค้างได้ดีที่สุดเลยทีเดียว

สงสัยกันไหมว่า ทำไมน้ำมันมะพร้าวถึงเป็นสิ่งที่ช่วยแก้อาการเมาค้างได้ แม้ว่าจะมีตัวเลือกอื่น ๆ ที่จะมาเป็นตัวช่วยสำหรับแก้อาการเมาค้างได้ก็ตาม เพราะความจริงแล้วในน้ำมันมะพร้าวมีกลิ่นค่อนข้างหอม หากเราสูดดมจะทำให้ร่างกายของเรารู้สึกตื่นตัว สดชื่นขึ้น นอกจากนี้ ในน้ำมันมะพร้าวจะมีสารอิเล็กโตรไลท์อยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งมากกว่าเครื่องดื่มอิเล็คโตรไลท์เสียอีก

ดังนั้น เมื่อเราเกิดอาการเมาค้าง การรับประทานน้ำเปล่าไม่สามารถชดเชยน้ำที่สูญเสียไปได้ เนื่องจากร่างกายเราเสียแร่ธาตุที่เป็นสารอิเล็คโตรไลท์จำเป็นของร่างกายอย่างแมกนิเซียม และโพแทสเซียมไปเป็นจำนวนมาก ทำให้ร่างกายของเราเสียสมดุลอิเล็คโตรไลท์ เซลล์ในร่างกายจึงไม่สามารถทำงานได้อย่างเป็นปกติเ เพราะร่างกายขาดสมดุลระหว่างน้ำกับเกลือแร่ ทำให้เซลล์อยู่ในสภาวะมึนงง ฉะนั้น น้ำมันมะพร้าวจะช่วยดึงสมดุลระหว่างน้ำกับเกลือในร่างกายให้กลับคืนมา ส่งผลให้เซลล์ในร่างกายของเรากลับมาเดินเครื่องทำงานได้เป็นปกติ

สุดท้าย ถึงแม้ว่าจะมีน้ำมันมะพร้าว หรือตัวช่วยตัวอื่น ๆ ในการแก้อาการเมาค้างได้แล้วนั้น สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเราคือการระมัดระวังในการรับประทานเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นจำนวนมาก ๆ เพราะส่งผลเสียและอันตรายต่อร่างกายแน่นอน อย่างลืมว่า จงปาร์จี้อย่างมีสติ และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


_ฝนตกแบบนี้-ชวนเที่ยวอุทยานแห่งชาติ-ชุ่มฉ่ำรับหน้าฝน_web.jpg

kinyupen_adminJune 22, 2019

หน้าฝนแบบนี้ หากไม่รู้ว่าจะไปท่องเที่ยวที่ไหนดี กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอแนะนำนักท่องเที่ยวสายเที่ยวแบบแอดเวนเจอร์ ไปสัมผัสกับ 4 อุทยานแห่งชาติ ที่ควรค่ากับการไปท่องเที่ยวช่วงนี้

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอพาทุก ๆ ท่านไปแนะนำสถานที่ท่องเที่ยว โดยเฉพาะในช่วงนี้เป็นช่วงหน้าฝน เชื่อว่าหลายคนอาจจะเลือกท่องเที่ยวในห้างสรรพสินค้า หรือไม่ก็พักผ่อนอยู่ที่บ้าน เพื่อหลบฝนในช่วงนี้ แต่สำหรับใครที่เป็นสายท่องเที่ยว โดยเฉพาะท่องเที่ยวแบบแอดเวนเจอร์ ลุยแดด ลุยฝนแบบไม่ห่วงสวย ห่วงหล่อ ลองเปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้กับชีวิต ไปท่องเที่ยวในพื้นที่ที่มีธรรมชาติสีเขียวภายในอุทยานแห่งชาติกันดีกว่า

แต่หากไม่รู้ว่าจะไปเที่ยวที่อุทยานไหนดี กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงได้รวบรวมอุทยานแห่งชาติ ที่ควรค่ากับการไปท่องเที่ยวช่วงหน้าฝนแบบนี้

1. อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว : อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว มีเนื้อที่ประมาณ 212,633 ไร่ หรือ 340.21 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมอยู่ในท้องที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าน้ำปาด ท้องที่ตำบลม่วงเจ็ดต้น ตำบลนาขุม ตำบลบ้านโคก อำเภอบ้านโคก อำเภอห้วยมุ่น อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ , ตำบลบ่อภาค อำเภอชาติตระการ จังหวัดพิษณุโลก เป็นพื้นที่ที่มีสภาพป่าค่อนข้างสมบูรณ์ปกคลุมไปด้วยป่าธรรมชาติที่สวยงาม เป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร มีจุดเด่นที่น่าสนใจและเป็นที่ดึงดูดใจของนักท่องเที่ยว ได้แก่ น้ำตกภูสอยดาว เป็นน้ำตก 5 ชั้น มีเนื้อที่กว้างประมาณ 1,000 ไร่ มีความสวยงามมาก มีถนนลาดยาง เข้าถึงพื้นที่ทำให้สะดวกสบายในการเดินทางพักผ่อนหย่อนใจ อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว

2. อุทยานแห่งชาติแม่จริม : อุทยานแห่งชาติแม่จริม มีเนื้อที่ประมาณ 270,000 ไร่ หรือ 432 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญและมีค่า เช่น พันธุ์ไม้ ของป่า สัตว์ป่านานาชนิด ตลอดจนทิวทัศน์ ป่า ภูเขา ลำธาร และหน้าผาที่สวยงามยิ่ง สมควรกำหนดให้เป็นอุทยานแห่งชาติตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 เพื่อสงวนไว้ให้คงอยู่ในสภาพเดิมมิให้ถูกทำลายหรือเปลี่ยนแปลงไป สำหรับอุทยานแห่งนี้มีกิจกรรมการท่องเที่ยวที่เด่น คือ การล่องแก่งลำน้ำว้าโดยใช้แพยาง ระยะทาง 19.2 กิโลเมตร เริ่มต้นจากบ้านน้ำปุ๊ อำเภอแม่จริม ถึงบ้านหาดไร่ อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน

3. อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ : อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ มีเนื้อที่ประมาณ 558,750 ไร่ หรือ 894 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมท้องที่อำเภอปางศิลาทอง จังหวัดกำแพงเพชร และอำเภอแม่วงก์ และกิ่งอำเภอแม่เปิน จังหวัดนครสวรรค์ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นแหล่งกำเนิดต้นน้ำลำธาร ตามเทือกเขาสูงชันก่อกำเนิดเป็นน้ำตกที่สวยงาม 4-5 แห่ง ทั้งเป็นต้นกำเนิดของลำน้ำแม่วงก์ที่สำคัญของจังหวัดนครสวรรค์ นอกจากนี้ ยังมีแก่งหินทำให้เกิดน้ำตกเล็กๆ ตามแก่งหินนี้ ตลอดจนมีหน้าผาที่สวยงามตามธรรมชาติ

4. อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม : อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม มีเนื้อที่ประมาณ 62,437.50 ไร่ หรือ 99.9 ตารางกิโลเมตร ตั้งอยู่อยู่ในท้องที่อำเภอเทพสถิต และอำเภอซับใหญ่จังหวัดชัยภูมิ มีสภาพป่าสมบูรณ์ เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารของลุ่มน้ำชีและแม่น้ำป่าสักมีจุดเด่นทางธรรมชาติที่สวยงามหลายแห่ง โดยเฉพาะทุ่งดอกกระเจียว

 

ทั้งหมดนี้เป็นอุทยานแห่งชาติที่ควรค่ากับการไปท่องเที่ยวช่วงหน้าฝน 2562 ที่เอามาแนะนำกัน ใครที่สนใจอยากไปท่องเที่ยวช่วงหน้าฝนแบบนี้ วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ หรือช่วงไหนว่าง ๆ ก็สามารถแวะไปได้ ชวนครอบครัวและเพื่อนฝูงไปเที่ยวกันเยอะ ๆ แล้วออกไปเที่ยวไทยด้วยกัน และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอขอบคุณ : ข้อมูลจาก กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช