Zazen-at-home-สอนสมาธิวัดญี่ปุ่น_Cover_2-1.jpg

kinyupen_adminMay 14, 2020

วัดญี่ปุ่นปิ๊งไอเดีย ทำวิดีโอสอนสมาธิแบบเซน พร้อมซับไตเติ้ลภาษาอังกฤษ Zazen at Home ใช้ฉากสวยงามเป็นฉาก ช่วยคนคลายเครียดจากโควิด 19

เพราะปัญหาการระบาดของโรคโควิด-19 ที่ทำให้หลายประเทศมีข้อกำหนดล็อกดาวน์และการออกนอกบ้าน ซึ่งอาจจะทำให้เกิดความเครียด สิ่งหนึ่งที่หลายคนใช้แก้เครียดคือการนั่งสมาธิเพื่อสงบสติอารมณ์และคลายเครียด ทำให้ล่าสุดวัดพุทธนิกายไทโซอินเซนแห่งหนึ่งในเมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น มีแนวคิดการแบ่งปันเทคนิคการทำสมาธิในนิกายซาเซน ให้กับผู้สนใจสามารถนำไปฝึกที่บ้านได้ โดยการจัดทำเป็นคลิปวิดีโอที่ทำตามได้ง่าย มีนักบวชในนิกายเป็นผู้บรรยายพร้อมซับไตเติ้ลเป็นภาษาอังกฤษด้วย

 

 

ซาเซน เป็นวิธีการทำสมาธิของศาสนาพุทธในนิกายเซน ที่มีแนวคิดจากการเริ่มต้นของธรรมชาติ สู่การดำรงชีวิตจนถึงช่วงเวลาปัจจุบัน โดยในเนื้อหาคลิปวิดีโอแนะนำการทำสมาธิดังกล่าว จะนำเสนอเทคนิคตั้งแต่การเริ่มต้นทำสมาธิในแบบของซาเซน ด้วยที่ง่ายและรวดเร็ว จากการกำหนดท่าทางในการนั่งสมาธิและการกำหนดการหายใจ สิ่งที่โดดเด่นในวิดีโอคลิปของวัดแห่งนี้ ยังอยู่ที่การทำให้ผู้รับชมสามารถผ่อนคลายไปกับฉากที่สงบเงียบของสวนภูมิทัศน์อายุ 500 ปีภายในวัด ภาพต้นซากุระข้างน้ำตกที่ไหลริน กลีบดอกซากุระที่ ร่วงหล่นในสวนหินและทิวทัศน์ที่สวยงาม ซึ่งจะช่วยให้การทำสมาธิดูผ่อนคลายมากยิ่งขึ้นด้วย

 

 

สำหรับคลิปวิดีโอแต่ละคลิปมีความยาวประมาณ 10 นาที แต่หากต้องการชมซ้ำก็สามารถทำได้ด้วยการเปิดวนซ้ำนานเท่าต้องการ โดยทางวัดแนะนำให้ใช้วิดีโอด้วยหูฟังเพื่อตัดเสียงรบกวนต่างๆ ออกไปซึ่งจะทำให้ผู้ทำสมาธิสามารถที่จะรู้สึกเหมือนกับได้นั่งสมาธิอยู่ในวัดจริงๆ

 

โดยปกติแล้ววัดในศาสนาพุทธนิกายไทโซ อินเซน จะเปิดให้เข้าชม พร้อมกับสอนวิธีการเขียนตัวอักษรญี่ปุ่นด้วยพู่กัน การนั่งสมาธิ รวมถึงการสอนวิธีดื่มชาแบบต้นฉบับญี่ปุ่นอย่างแท้จริง แต่ปัจจุบันวัดแห่งนี้ต้องหยุดกิจกรรมต่างๆ ทั้งหมด เนื่องจากการระบาดของโรคโควิด 19 ทำให้ทางวัดมีแนวคิดการทำคลิปวิดีโอขึ้นมาเพื่อช่วยให้ผู้คนได้ผ่อนคลายความเครียดในระหว่างที่ต้องอยู่ที่บ้าน และยังเป็นการเผยแพร่การทำสมาธิแบบซาเซนได้อีกทางหนึ่งด้วย


_Cover_2-1.jpg

kinyupen_adminMay 14, 2020

การระบาดของโรคโควิด 19 ที่กำลังระบาดอยู่ในขณะนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อมนุษย์เท่านั้น แต่ความขาดแคลนเครื่องอุปโภคบริโภคหลายอย่างยังส่งต่อสัตว์ต่างๆ ด้วย โดยเฉพาะกลุ่มสัตว์ที่อยู่ในสวนสัตว์ต่างๆ ทั่วโลก เนื่องจากเกือบทุกแห่งถูกปิดเพื่อป้องกันการระบาดของโรค

ล่าสุดที่สวนสัตว์ Calgary ในแคนาดา จำเป็นที่จะต้องส่งแพนด้ายักษ์สองตัวที่เคยได้รับจากประเทศจีนกลับไปยังประเทศจีนก่อนกำหนด เนื่องจากประสบปัญหาการขาดแคลนอาหารที่จะนำมาให้พวกมันกิน หลังจากเกิดการระบาดทำให้ระบบต่างๆ ในการจัดซื้อ จัดหาอาหารรวมไปถึงการขนส่งอาหารสำหรับแพนด้ามีปัญหาตามไปด้วย  แพนด้าทั้งสองตัวถูกส่งมายังสวนสัตว์แห่งภายใต้สัญญา 10 ปี และพวกมันได้มาอยู่ที่สวนสัตว์สวนสัตว์แห่งนี้ตั้งแต่ปี 2561 โดยที่ผ่านมาสวนสัตว์ต้องสั่งอาหารโดยเฉพาะไผ่จากประเทศจีนเพื่อเป็นอาหารให้กับแพนด้าทั้งสองตัว

 

 

แต่เนื่องจากเกิดการระบาดของโรค ทำให้เที่ยวบินต่างๆ ถูกระงับรวมถึงเที่ยวบินที่ขนส่งไผ่จากประเทศจีนด้วย ซึ่งทำให้ไผ่ที่เคยถูกส่งตามกำหนดล่าช้าออกไป จนขาดความสดใหม่ พวกมันจึงปฏิเสธที่จะกิน และอาจจะส่งกระทบต่อสุขภาพของทั้งสองตัว และหากสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด 19 ในแคนาดายังคงไม่ดีขึ้น และคาดการณ์ว่าอาจจะมีการระบาดรอบใหม่ทำให้ทางสวนสัตว์จำเป็นที่จะต้องส่งแพนด้าทั้งสองกลับไปยังประเทศจีน เพราะต้องคำนึงถึงสุขภาพของมันเป็นอันดับแรก ตามสัญญาที่เคยได้ทำไว้กับประเทศจีน

 

ที่มาและรูปภาพจาก Calgary Zoo


_โควิด_Cover_1-2.jpg

kinyupen_adminMay 13, 2020

โควิด 19 ส่งผลให้ต้องหยุดผลิด “ซาซาเอะซัง” การ์ตูนซีรี่ย์ที่เก่าแก่กว่า 51 ปี และออกอากาศต่อเนื่องจนถูกบันทึกในกินเนสบุคส์ เรคคอร์ด ว่าเป็นการออกอากาศยาวนานที่สุดในโลก เพราะพนักงานเข้ามาผลิตต่อไปไม่ได้

 

สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานว่า สถานีโทรทัศน์ฟูจิ ของญี่ปุ่น ได้ออกประกาศระงับการออกอากาศตอนใหม่ๆ ของการ์ตูนเรื่อง “ซาซาเอะ ซัง” หรือ “คุณซาซาเอะ” ตั้งแต่วันที่ 17 พฤษภาคม นี้เป็นต้นไป แต่จะนำตอนเก่าที่ฉายไปเมื่อ 2 ปีก่อนมาฉายแทน เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด 19 ทำให้สถานีโทรทัศน์ฟูจิ ซึ่งเป็นผู้ผลิตไม่สามารถให้พนักงานเข้ามาทำงานในการผลิต และพากษ์เสียงตัวละครในการ์ตูนเรื่องเก่าแก่นี้ได้ จากการประกาศของความร่วมมือของรัฐบาลที่ให้ธุรกิจต่างๆ ในประเทศญี่ปุ่นให้พนักงานทำงานอยู่ที่บ้าน และไม่ควรออกจากบ้านหากไม่จำเป็น

 

ทั้งนี้สถานีประกาศว่าขณะนี้ยังไม่มีกำหนดอย่างชัดเจนว่าการ์ตูน “ซาซาเอะ ซัง” จะมีตอนใหม่ๆ ให้ออกอากาศได้เมื่อไหร่ แต่จะมีประกาศให้แฟนๆ ได้ทราบทันทีที่พนักงานสามารถกลับมาทำงานได้อีกครั้งหนึ่ง

 

 

การ์ตูนเรื่องไหน มีจำนวนตอนเยอะที่สุด?

หากคิดว่าเป็นเรื่อง One Piece ที่มีมากกว่า 920 ตอน หรือโคนัน ที่มากกว่า 800 ตอน หรือโดราเอมอนที่ตีพิมพ์ 1,344 ตอน คุณคิดผิดแล้ว

อนิเมะที่มีตอนยาวที่สุดในโลก และฉายยาวนานมากคือเรื่อง “ซาซาเอะ ซัง” ด้วยจำนวนมากกว่า 7,400 ตอน เพราะแต่ละตอนมีความยาวแค่ 6 นาที

 

 

สำหรับการ์ตูนอนิเมะ “ซาซาเอะ ซัง” นับเป็นการ์ตูนที่ออกอากาศในญี่ปุ่นยาวนานมากว่า 51 ปี โดยเริ่มออกอากาศครั้งแรกเมื่อปี 1969 และยังคงออกอากาศต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ยังได้รับการบันทึกใน Guinness World Records ด้วยว่าเป็นรายการอนิเมะทางทีวีที่ยาวที่สุดในโลกอีกด้วย

“ซาซาเอะ ซัง” มีเนื้อหาเกี่ยวกับชีวิตครอบครัวของหญิงสาวชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งที่มีความสดใส และมีความเป็นอิสระ โดยสะท้อนแนวคิดของผู้หญิงที่มีแนวคิดสมัยใหม่หลังยุคสงครามโลกครั้งที่สอง และถือเป็นผู้หญิงที่มีหัวก้าวหน้า จากสังคมญี่ปุ่นที่มองว่าผู้ชายจะต้องเป็นหัวหน้าครอบครัว และซาซาเอะกลับมีความคิดแตกต่างออกไป ทำให้เธอกลายเป็นผู้หญิงที่มีความโดดเด่นและสร้างความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ให้กับสังคมท้องถิ่นของตัวเอง โดยเนื้อหาของอนิเมะ ได้บอกเล่าเรื่องราวสนุกสนานที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของซาซาเอะ ทำให้อนิเมะเรื่องนี้ได้รับความนิยมมาอย่างต่อเนื่อง

 

 

“ซาซาเอะ ซัง” เป็นการ์ตูนที่เขียนภาพประกอบโดย โกะเซกาวา ถูกตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นฟุกินิจิ ชิมบุน ในจังหวัดฮาเซกาวะ เมื่อวันที่ 22 เมษายน 1946 และได้รับความนิยมจนกลายมาเป็นการ์ตูนอนิเมะของชาวญี่ปุ่น ซึ่งนอกจากจะถูกบันทึกในกินเนสบุคส์ว่าเป็นอนิเมะที่ออกอากาศยาวนานที่สุดในโลกแล้ว การ์ตูนเรื่อง “ซาซาเอะซัง” ยังได้รับรางวัลต่างๆ อีกมากมาย รวมถึงยังถูกดัดแปลงเป็นละครวิทยุ และถูกนำไปแต่งเป็นเพลงต่างๆ อีกจำนวนมากด้วย


96429683_656104318300867_7325873103437824000_o.jpg

kinyupen_adminMay 13, 2020

หนุ่มสาวชาวเขาจีน ใช้เทคโนโลยีสร้างเพจขายสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น พร้อมโชว์ทิวทัศน์อันสวยงามของธรรมชาติบ้านเกิด จนมีผู้ติดตามมากกว่าหกหมื่นคนในเวลา 1 เดือน สร้างรายได้ให้ชุมชนโดยไม่ต้องไปหางานทำในเมืองใหญ่

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเทคโนโลยีกำลังเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในยุคปัจจุบัน และมันกำลังเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของทุกคนในโลกนี้จากยุคเก่าสู่ยุคใหม่แบบก้าวกระโดด เช่น เรื่องราวของหนุ่มสาวชาวจีนที่มณฑลหูหนาน ประเทศจีนกลุ่มนี้ เมื่อพวกเขาเลือกที่จะกลับมาทำธุรกิจในบ้านเกิดแทนการใช้ชีวิตการทำงานในเมืองใหญ่ โดยใช้เทคโนโลยีการสื่อสารเป็นเครื่องมือในการประกอบอาชีพเลี้ยงตัวเอง และที่สำคัญมันยังช่วยให้ชุมชนเล็กๆ มีรายได้ และมีชีวิตชีวาเพิ่มขึ้นอีกด้วย

 

สำนักข่าวซินหัวของจีน รายงานเรื่องราวของชิ หลินเจี้ยว (Shi Linjiao) ในจังหวัดหูหนาน ที่ร่วมกับเพื่อนวัยเดียวกันอีก 2 คนคือ ชิ กัง (Shi Kang) และ ชิ จีเฉิน (Shi Zhichun) เปิดเพจถ่ายทอดสดขายสินค้าการเกษตรและผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของท้องถิ่นในพื้นที่บ้านเกิดตั้งแต่ก่อนเริ่มช่วงตรุษจีนที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบันเพจบนแพลตฟอร์มการขายของเธอมีจำนวนผู้ติดตามเพิ่มขึ้นสูงถึง 64,000 คน ซึ่งถือเป็น “ความสำเร็จทางธุรกิจ” อย่างรวดเร็วในช่วงเวลาเพียง 1 เดือนที่เริ่มเปิดขาย

 

ชิ เพิ่งเรียนจบจากมหาวิทยาลัย และตัดสินใจที่จะเดินทางกลับบ้านเกิดในช่วงตรุษจีนที่ผ่านมา และได้ชักชวนเพื่อนหนุ่มสาวอีก 2 คน ร่วมเปิดเพจเพื่อแนะนำบ้านเกิดของตัวเอง พร้อมกับขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มขายสินค้าทางอินเตอร์เนตจนได้รับความนิยมขึ้นอย่างรวดเร็วแบบไม่น่าเชื่อ

 

 

ชิบอกว่า สิ่งสำคัญส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะหมู่บ้าน Juhado-dong ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเธอ เป็นพื้นที่ที่รัฐบาลจีนระบุว่าเป็นที่ต้องดูและเรื่องความยากจนเป็นพิเศษ เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ยังคงทำแต่การเกษตรและยังไม่สามารถมีคุณภาพด้านการเงินที่ดีนัก  และชิเอง ก็เลือกที่จะใช้วิธีการเผยแพร่ข้อมูล หรือคลิปการขายของด้วย การแต่งกายชุดพื้นเมืองชาวเขาที่แต่งกายเป็นปกติของคนในหมู่บ้าน รวมทั้งยังถ่ายทอดความเป็นอยู่และชีวิตประจำวันของของผู้คน ชาวบ้านในท้องถิ่น สภาพอากาศและสถานการณ์ในแต่ละวัน อาหารท้องถิ่นของหมู่บ้าน ทิวทัศน์ธรรมชาติอันสวยงาม และยังให้ข้อมูลผู้ชมเกี่ยวกับวัฒนธรรมและชีวิตของชุมชนแห่งนี้อีกด้วย

 

 

แม้ปัจจุบันยอดขายของทั้งสามจะมีคนสนใจมาก แต่ก็มีข้อจำกัดหลายอย่างถูกจำกัด เช่น การขนส่งที่ยากลำบาก สินค้าไม่พอต่อการการสั่งซื้อ แต่พวกเขามีความมั่นใจว่าธุรกิจของพวกเขาจะมีอนาคตที่สดใส และสามารถใช้ชีวิตในบ้านเกิดได้อย่างมีความสุขโดยไม่ต้องพึ่งพาเมืองใหญ่ พร้อมยังแสดงความคิดเห็นเช่นเดียวกันว่า “ยิ่งคุณทำงานหนักและเรียนรู้มากเท่าไหร่คุณก็จะประสบความสำเร็จได้อย่างแน่นอน”


-น้องแมว-อดหลังอาหาร_Cover_2.jpg

kinyupen_adminMay 11, 2020

ผลกระทบจากการวิกฤตไวรัสโควิด-19 ที่ทำให้เกิดมาตรการล็อกดาวน์ ปิดเมือง หรือ Lock down ไม่เพียงแค่ส่งผลกระทบกับคนเท่านั้น แต่ยังกระทบไปถึงสัตว์น้อยใหญ่ด้วยเช่นกัน สวนสัตว์หลายแห่งทั้งในไทยและต่างประเทศขาดรายได้จนต้องขอเปิดรับบริจาคเงิน หรือ อาหารเพื่อนำมาเลี้ยงสัตว์ อาทิ มูลนิธิอนุรักษ์ช้างและสิ่งแวดล้อม หมู่บ้านช้างพัทยา มูลนิธิอนุรักษ์โคกระบือไทยฯ ที่พักสุนัขและแมวจรจัดหลายแห่ง

 

หรือฟังแล้วทำให้ค่อนข้างใจหายอย่างสวนสัตว์ Tierpark Neumünster ในเยอรมนี ที่บอกว่า ในขั้นเลวร้ายสุดอาจจำเป็นต้องฆ่าสัตว์บางชนิดเพื่อเป็นอาหารสัตว์อื่น แต่โชคดีที่ยังไม่เลวร้ายจนถึงขั้นนั้น

 

ล็อกดาวน์ทำน้องหมาน้องแมว อดอยาก?

 

นอกจากรายได้แล้วการปิดเมืองก็ทำให้การนำเข้า – ส่งออกอาหารสัตว์กลายเป็นปัญหาที่กระทบเป็นลูกโซ่ตามมาด้วยเช่นกัน ซึ่งจากที่ทีมงานกินอยู่เป็น ได้สำรวจความเห็น ร้านค้าปลีกอาหารสัตว์แห่งหนึ่ง ย่านถนนนาคนิวาส ลาดพร้าว 71 ทางผู้ค้าให้ข้อมูลว่า

 

“แม้ตอนนี้ยังไม่เห็นภาพที่มีผลกระทบกับธุรกิจอาหารสัตว์ชัดเจน แต่ร้านค้าเริ่มได้รับผลกระทบของการรับสินค้านำเข้าอย่างหนึ่งคือ เนื่องจากมีมาตรการควบคุมการส่งออก ทำให้ได้รับสินค้าล่าช้า โดยเฉพาะอาหารสัตว์ ประเภทสุนัข แมวที่มาจากฝั่งอเมริกาและอิตาลี เยอรมนี อังกฤษ อาทิ Whiskas ,Friskies ,Royal canin ,Pedigree ,Smartheart ,purina proplan , ANF ,WERUVA ถึงยังไม่มีการปรับราคาสินค้า แต่ก็ทำให้ของเริ่มขาดตลาด

ส่วนอาหารสัตว์แบรนด์ไทยยังไม่มีผลกระทบอะไร กรณีเลวร้ายสุด ถ้าการนำเข้าส่งออกถูกปิดกั้นจนชะงัก แต่อาหารสัตว์เลี้ยงก็ยังมีให้ซื้อขายได้อยู่ แต่ผู้ซื้ออาจต้องเปลี่ยนจากแบรนด์ต่างชาติมาเป็นแบรนด์ไทยเท่านั้นเอง ซึ่งต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของโรคโควิด-19 ด้วยว่าจะลดลงหรือไม่ เพราะถ้าลดลงการนำเข้าและส่งออกก็น่าจะฟื้นตัวได้อีกครั้ง”

 

ทั้งนี้จากข้อมูลของผู้ประกอบการค่อนข้างสอดคล้องสถานการณ์ล่าสุดที่ว่า “อาหารสัตว์แบรนด์ไทย” จะยังคงเพียงพอต่อความต้องการของผู้เลี้ยงสัตว์ชาวไทยแน่นอน

 

อย่างไรก็ตาม ล่าสุด กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ของไทย เผยว่า ความต้องการอาหารสัตว์เลี้ยงยังคงเพิ่มขึ้นแม้อยู่ในช่วงวิกฤต เนื่องจากสัตว์เลี้ยงต้องบริโภคเป็นประจำประกอบกับผู้เลี้ยงมีความเอาใจใส่ให้ความสำคัญเสมือนสมาชิกในครอบครัว ทำให้มีการซื้ออาหารสัตว์เลี้ยงสำรองไว้ ส่งผลดีให้ผู้ประกอบการอาหารสัตว์ของไทยมีโอกาสขยายการส่งออกได้

นั่นทำให้กำลังผลิตต้องเร่งขยายตามไปด้วย กลายเป็นอานิสงส์ให้น้องหมา น้องแมวเมืองไทยที่มีเจ้าของไม่อดตายแน่นอน

แต่ถ้าเป็นหมาจร แมวจรไม่ว่าอาหารสัตว์มีเพียงพอ หรืออาจไม่เป็นผล เพราะท้ายสุดยังคงต้องกัดฟันสู้และเฝ้ารอหวังความรัก ความเมตตาจากผู้ใจบุญกันต่อไป

 


Back-to-work-Cover_1.jpg

kinyupen_adminMay 8, 2020

ช่วงที่คนส่วนใหญ่ต้อง #อยู่บ้านหยุดเชื้อช่วยชาติ แบบนี้ ก็อาจจะเหมือนกับการย้อนวัยกลับไปช่วงปิดเทอม ที่แม้จะไม่ได้หยุดอยู่บ้านแบบ 100% แต่การ Work From Home ก็ช่วยให้มีเวลากับตัวเองมากขึ้นหากทำงานเสร็จเร็ว การที่ต้องหยุดอยู่บ้านแบบนี้หลายๆ คนคงถูกใจอย่างแน่นอน แล้วถ้าหากสถานการณ์ดีขึ้นและเราสามารถกลับเข้าสู่ชีวิตประจำวันที่ต้องทำงานแบบ routine ในที่ทำงานละ แน่นอนว่าหลายคนคงมีทั้งความรู้สึกที่ดีที่จะได้กลับไปนั่งโต๊ะทำงานตัวเดิมที่ออฟฟิศ เจอหน้าเพื่อนๆ เม้ามอยด์แบบใกล้ชิด แต่อีกใจก็คงมีความรู้สึกหวงโซนสบายที่บ้านมอบให้กับเราในช่วง work from home ที่ผ่านมา

 

วันนี้กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอพาทุกคนบิดขี้เกียจ…ทำอย่างไรเมื่อต้องเปิดเทอม…เอ๊ะ…กลับสู่โหมดการทำงานปกติกันนะ

  1. ปั้นวินัย ไปให้ถึงเป้าหมาย

คนเราย่อมมีฝัน ฝันน้อยฝันใหญ่เราไม่ว่ากัน เชื่อว่างานที่หลายคนกำลังทำอยู่ก็เป็นอีกก้าวที่จะพาไปถึงฝั่งฝัน เพราะฉะนั้นจะปล่อยให้ก้าวต่อไปนี้เป็นอย่างไร ถึงแม้เวลาพักผ่อนอาจจะหมดไป แต่ก้าวต่อไปก็สำคัญรีบกลับเข้าสู่สนามฝัน รีบลงมือทำ เพราะถ้าสำเร็จคุณจะได้ใช้เวลาที่เหลือพักผ่อนได้เท่าที่ต้องการ

  1. วางแผนการทำงาน

การทำงานที่ไม่มีกำหนดเวลาตายตัว อาจทำให้คุณเฉื่อยและทำงานช้าลง ลองปรับใหม่..วางแผนวันต่อวัน ว่าวันนี้คุณต้องทำอะไร เวลาไหนถึงเท่าไหร่ ต้องทำอะไรให้สำเร็จในวันนี้ และค่อยๆ วางแผนรายสัปดาห์ ถัดมาเป็นรายเดือน เมื่อคุณเห็นภาพแผนการทำงาน คุณจะมีกำลังใจ ถึงแม้ว่ามันอาจจะดูเยอะไปเสียหมด แต่รับประกันว่าสิ่งที่ทำย่อมส่งผลที่ดีต่อคุณแน่นอน

  1. หาอะไรแปลกใหม่ทำในแต่ละวัน

แน่นอนว่าการทำงานประจำ ย่อมน่าเบื่อเหมือนกับการไปเรียนหนังสือในวัยเยาว์ แต่คุณก็สามารถช่วยให้ตัวเองตื่นเต้น หาอะไรใหม่ให้เราอยากจะตื่นมาทำงานในทุกๆ วันได้นะ เช่น ปกติแล้วคุณจะขับรถไปทำงาน ก็อาจเปลี่ยนเส้นทางที่ใช้ ให้สมองได้เจอสิ่งใหม่ๆ หรือข้างทางที่เปลี่ยนแปลงไป

  1. เปิดหูเปิดตา หาต้นแบบ

คนเราย่อมมี “ไอดอลในการใช้ชีวิต” อาจไม่ใช่คนๆเดียว แต่คุณสามารถ หยิบมุมเล็กๆ ของแต่ละคนมาปรับใช้หรือเป็นแนวคิดให้ชีวิตของคุณได้ เช่น พี่ที่ทำงานที่มักคิดบวกเสมอ น้องที่ห่วงใยและจริงใจกับทุกคน หรือหัวหน้าที่สามารถแก้ปัญหาทุกอย่างที่ถาโถมเข้ามา ไม่ใช่เพียงนำมาเป็นแบบอย่างเท่านั้น แต่เมื่อมองคนเหล่านี้หรือคนที่เจอปัญหาและสามารถรับมือจนผ่านมันมาได้ ก็จะทำให้ปัญหาของเราเบาลงอีกเยอะ

  1. ใช้กฎที่ว่า ทำได้และให้รางวัลตัวเอง

ถ้าใช้ทั้งหมดที่เราแนะนำแล้วก็ยังไม่มีแรงฮึด ลองตั้งเป้าหมายเล็กๆ ว่าหากเราทำอะไรสำเร็จภายในเวลาที่กำหนด เราจะให้รางวัลกับตัวเอง 1 อย่าง เช่น หากเราทำงานชิ้นนี้สำเร็จ เราจะได้กินช็อกโกแลต 1 ชิ้น หรือของีบสัก 10 นาที ให้รางวัลตัวเองในทุกๆ วัน และขอบคุณตัวเอง ขอบคุณร่างกายและจิตใจของเราด้วยละที่ทำให้งานออกมาดีได้

 

จะว่าไปแล้วการทำงานแบบ Work From Home ก็ถือว่าเป็นบทเรียนใหม่ของประเทศเรา ที่ถ้าหากพูดถึงแง่ดีแล้ว ก็สามารถช่วยลดการจราจรที่หนาแน่น ส่งผลให้มลภาวะดีขึ้น และในหลายคนก็พบว่าเมื่อพวกเขาได้ทำงานในพื้นที่ที่ผ่อนคลายก็ทำให้งานออกมามีประสิทธิภาพมากขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นนี้หน่วยงานรัฐหรือภาคเอกชนต่างๆ อาจนำมาปรับใช้ต่อไปได้ เพราะบางครั้งการได้อยู่กับตัวเองก็อาจทำให้เรามีเวลานั่งทบทวนชีวิต ถึงเป้าหมายและความฝันที่อาจเคยเผลอลืมไป และยังเป็นการชาร์จแบตสำหรับคนที่หมดไฟจะไปต่อ แต่อย่างไรเราทุกคนต่างต้องเปิดเทอม กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต “ขอให้เทอมนี้ทุกคนมีความสุขในการใช้ชีวิต สำเร็จดั่งที่ตั้งใจได้เกรดสวย มีมิตรภาพที่ดี กินดี อยู่เป็นกันทุกคน”


-Cover_1.jpg

kinyupen_adminMay 8, 2020

ในช่วงล็อกดาวน์จากวิกฤตโควิด -19 หลายบ้านคงหนีไม่พ้นการเข้าครัวเอง บางท่านไม่เคยทำอาหารมาก่อนก็อาจกลายเป็นพ่อครัวแม่ครัวมือฉมัง โดยมีอาจารย์อย่างกูเกิ้ล หรือ ยูทูป คอยสอน แล้วทราบหรือไม่ว่าเมนูประเภทใดที่ถูกค้นหามากสุดในช่วงดังกล่าว วันนี้เรามีคำตอบกัน

 

หน่อไม้” กลายเป็นเมนูที่ผู้คนทั่วโลก โดยเฉพาะคนเอเชียค้นหามากที่สุด

 

“กูเกิ้ล” รายงาน Google Trends จัดอันดับสูตรอาหารที่ได้รับการค้นหามากที่สุดในโลกช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมาว่า ขณะที่หลายประเทศทั่วโลกต้องตกอยู่ภายใต้มาตรการล็อกดาวน์เพื่อลดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด -19 นั้น พบว่า เมนูที่ถูกค้นหามากที่สุดในโลก คือ เมนูที่มีส่วนผสมของหน่อไม้ คือเพิ่มขึ้น 4,850% จากช่วงเวลาปกติ

เมนูที่มีการค้นหามากสุด ได้แก่ หน่อไม้ผัดเห็ดหอม หน่อไม้ผัดหมู และราเมนที่ใส่หน่อไม้เป็นส่วนประกอบ ซึ่งหน่อไม้ถือได้ว่าเป็นเมนูยอดนิยมของชาวเอเชียอยู่แล้ว ส่วนเมนูยอดนิยมรองลงมาจะเป็นพวกได้แก่ สูตรทำขนมปัง สูตรทำเค้กเทศกาลอีสเตอร์ และสูตรเต้าหู้ผัดซอสเสฉวน (Mapo tofu)

 

ขณะที่เมนูเอเชียที่ระบุคำว่า homemade ล้วนติดอันดับการค้นหาพุ่งกว่า 5000% ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมาด้วย นอกจากนี้ตามรายงาน YouTube พบว่า “คนเอเชีย” เข้าไปค้นหาและดูคลิปการทำอาหารออนไลน์มากที่สุดในโลก โดยประเทศที่ค้นหาเมนูอาหารมากที่สุด 4 อันดับมาจากเอเชียทั้งสิ้น ได้แก่ ศรีลังกา อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และบังกลาเทศ

 

และวันนี้เมื่อพูดถึงเรื่องหน่อไม้แล้ว กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ก็ไม่มามือเปล่า แต่นำสูตร “หน่อไม้ต้มเค็ม” หนึ่งเมนูอร่อยทำง่ายจากหน่อไม้มาฝากกันด้วย ถ้าพร้อมแล้วไปกันเลย

 

 

ส่วนผสม

  • กระดูกหมู (หรือใช้หมูสามชั้นแทนได้ตามชอบ) 500 กรัม
  • หน่อไม้ไผ่ตง 1 กิโลกรัม
  • รากผักชี กระเทียม พริกไทย โขลกรวมกัน
  • น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต๊ะ
  • ซีอิ๊วขาว 3 ช้อนโต๊ะ
  • เกลือ 1 ช้อนชา

 

ขั้นตอน

  1. ต้มหน่อไม้กับน้ำเปล่าที่ผสมเกลือจนเดือด เทน้ำทิ้ง ต้มอย่างน้อย 2 ครั้ง
  2. นำหน่อไม้มาหั่นเป็นท่อน ประมาณ 1 นิ้วบุบพอแตก เวลาต้มจะได้เข้าเนื้อ
  3. ล้างกระดูกหมู หรือ หมูสามชั้น กับน้ำเกลือให้สะอาด
  4. นำกระเทียม รากผักชี พริกไทยที่โขลกไว้ลงไปผัดกับน้ำตาลปี๊บจนละลายเปลี่ยนเป็นสีเข้ม
  5. ใส่กระดูกหมู ผัดพอสุก ตักส่วนผสมที่ผัดสุกแล้วใส่หม้อ ใส่หน่อไม้ เติมน้ำให้ท่วม
  6. ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว เกลือ ต้มต่อประมาณ 30 นาที จนเข้าเนื้อ
  7. ตักเสิร์ฟพร้อมรับประทาน

 

ด้วยส่วนผสม ขั้นตอน และวิธีทำที่ง่ายแสนง่าย คุณก็จะมีอาหารอีกหนึ่งอยากไว้รับประทานกันในครอบครัว ทำเอง กินเอง ประหยัดเงินและยังได้คุณประโยชน์ที่ครบถ้วนอีกด้วย

 

เกร็ดน่ารู้เรื่องหน่อไม้”

ก่อนรับประทานต้องทำความสะอาดอย่างถูกวิธี เพราะหน่อไม้ไม่ใช่อาหารที่จะทานดิบได้

  1. หากเป็นหน่อไม้สด ก่อนที่จะนำมาประกอบอาหารให้ต้มในน้ำเดือดนานอย่างน้อย 10 นาที เพื่อลดระดับของสารไซยาไนด์
  2. กรณีที่ซื้อหน่อไม้ปี๊บมารับประทานต้องต้มในน้ำเดือดเป็นเวลาอย่างน้อย 30 นาที เพื่อฆ่าเชื้อคลอสทริเดียม โบทูลินัม และเทน้ำที่ใช้ต้มทิ้งห้ามนำมาใช้ปรุงอาหารเด็ดขาด
  3. ผู้ที่ไม่ควรรับประทานหน่อไม้ คือ ผู้ป่วยเป็นโรคเกาต์ เพราะในหน่อไม้มีสารพิวริน ที่ทำให้กรดยูริกสูงขึ้น เสี่ยงโรคเกาต์กำเริบ

 

ที่มา


32-ปี_Cover_3.jpg

kinyupen_adminMay 8, 2020

สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นรายงานว่า ท่ามกลางความยากลำบากระหว่างที่สหรัฐอเมริกากำลังต้องต่อสู้กับการแก้ปัญหาโรคระบาดโควิด 19 ในขณะนี้ ก็มักจะพบเรื่องราวน่าประทับใจเกิดขึ้นให้มีรอยยิ้มได้บ้างเหมือนกัน เช่นเดียวกับข่าวนี้ เมื่อชายคนหนึ่งในรัฐไอโอวา ได้รับโปสการ์ด ที่น้องสาวของเขาที่อยู่ต่างเมืองส่งมาให้เพื่อ 32 ปีก่อน แต่มันไม่เคยถูกส่งมาถึงเขา กระทั่งเกิดโรคระบาดจากโคโรนาไวรัส ทำให้ที่ทำการไปรษณีย์ต้องทำความสะอาดครั้งใหญ่ จนกระทั่งพบว่าโปสการ์ดใบดังกล่าวยังตกค้างอยู่ มันจึงถูกส่งมาถึงตัวเจ้าของอีกครั้ง

 

พอล วิลลิส ชายอเมริกันวัย 76 ปี ซึ่งเป็นเจ้าของไปรษณียบัตรตกค้างใบนี้เล่าว่า โดยปกติแล้วเขาจะไปตรวจสอบจดหมายในตู้ไปรษณีย์หน้าบ้านทุกวันซึ่งเหตุการณ์ก็ดำเนินไปตามปกติ จนกระทั่งวันหนึ่งเมื่อเปิดตู้ไปรษณีย์ เขากลับพบโปสการ์ดที่มีลักษณะเก่าที่ลงชื่อถึงเขา แต่เมื่อตรวจสอบดูก็พบว่า มันเป็นโปสการ์ดที่ถูกส่งมาเมื่อ 32 ปีที่แล้ว จากแอนด์ โลเวลล์ น้องสาวของเขาที่ปัจจุบันอายุ 65 ปี ซึ่งอาศัยอยู่ในซานฟรานซิสโก แคลิฟอร์เนีย โดยเนื้อในบทความเขียนว่า “รูปภาพหนึ่งภาพมีความหมายมากกว่าคำพูด 1000 คำ” ส่วนด้านหลังเป็นรูปภาพของแอนด์ในขณะนั้น

 

 

พอลบอกว่า มันเป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นมาก และเป็นเรื่องประทับใจที่เกิดขึ้นในระหว่างที่ต้องกักตัวอยู่บ้านในช่วงการระบาดของโรคโควิด และถือเป็นเรื่องสนุกที่ทำให้ผ่อนคลายความเครียดไปได้

 

ในโปสการ์ด ใบดังกล่าว มีตราประทับของไปรษณีย์เมืองซานฟรานซิสโก ระบุว่า มันถูกส่งเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 1987 และปรากฏตราประทับใหม่ หลังจากที่มันถูกค้นพบจากเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ท้องถิ่น ลงวันที่ 29 เมษายน 2020 ที่ผ่านมา

 

 

ด้านแอนด์ น้องสาวผู้ส่งโปสการ์ดถึงพี่ชายเมื่อ 32 ปีที่แล้วบอกว่า เธอไม่เคยถามพี่ชายเลยว่าได้รับโปสการ์ดใบนั้นหรือไม่ และมันเป็นโปสการ์ดที่เธอทำเอง และส่งให้พี่ชายตามปกติและไม่เคยคิดถึงมันอีกเลย ทั้งสองคนต่างคิดว่ามันได้ผ่านไปนานแล้วและไม่น่าจะมีสิ่งใดผิดปกติจากการส่งโปสการ์ดในครั้งนั้น

 

เมื่อได้รับโปสการ์ดที่ค้างอยู่ถึง 32 ปี ทั้งคู่ได้โทรศัพท์คุยกัน และพอล ก็โทรศัพท์ไปสอบถามที่ไปรษณีย์ถึงความเป็นมาของมัน ก็ได้รับคำตอบว่าโปสการ์ดใบนี้ถูกค้นพบระหว่างที่ที่ทำการไปรษณีย์ทุกแห่งได้รับคำสั่งให้เก็บทำความสะอาดอย่างละเอียดเนื่องจากปัญหา Covid-19 กระทั่งค้นพบและนำมันส่งต่อถึงผู้รับในเวลาต่อมา

 

พอลยังบอกด้วยว่า ไม่เพียงแต่โปสการ์ดเก่าเท่านั้น แต่เขายังค้นพบกระเป๋าเงินที่ทำหายไว้ในทุ่งหญ้าใกล้บ้านตั้งแต่ปี 2005 อีกด้วย

 

“บางทีโควิด 19 ก็เหมือนช่วงเวลาพิเศษที่ทำให้เราได้กลับมาเจอกับอดีตอีกครั้ง หรือจะเรียกว่า ‘Twilight Zone’ ก็ได้” เขากล่าว


-งบน้อย_Cover_1-1.jpg

kinyupen_adminMay 7, 2020

แม้ด้วยเทคโนโลยีของสมาร์ทโฟนจะทำให้การถ่ายภาพเป็นเรื่องง่ายสำหรับใครหลายคน แต่การถ่ายให้สวยนั้นก็อาจยังเป็นเรื่องยากอยู่ดี  กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอแนะนำ “3 เทคนิคง่ายๆ ในการถ่ายภาพอาหารให้ดูดีขึ้นในงบ 0 บาทด้วยโทรศัพท์มือถือ” โดยเพจ Kaan Photographer มาฝากกัน

 

1. เลือกแสง

เอาแสงธรรมชาติไว้ก่อนนะครับ จากรูปตัวอย่างนี้จะเห็นว่ารูปที่ถ่ายด้วยแสงธรรมชาติจะให้สีสันสดใส สมจริงของตัวอาหาร ส่วนรูปที่ถ่ายด้วยแสง warm light ของห้องจะมีสีเพี้ยน ถ้าเป็นไปได้ใช้แสงธรรมชาติครับ

2. เลือกมุม

วิเคราะห์อาหารของเราว่า มันเป็นรูปทรงไหน ถ้าเป็นอาหารแบนๆอย่างพิซซ่าหรือแกงต่างๆ มุม top จะสื่อสารออกมาได้ดีที่สุด

มุม 45 องศาคือมุมมาตรฐาน สามารถใช้ได้กับอาหารทุกรูปทรง
มุมต่ำกว่า 45 เหมาะกับอาหารที่ทรงสูงเช่นเบอร์เกอร์ เป็นต้นครับ

 

3. เลือกระยะ

แม้ช่วงนี้เราต้องห่างๆกัน แต่การถ่ายอาหารเข้าใกล้ๆได้นะครับ ฮ่าๆ กล้องของมือถือในยุคนี้สามารถเข้าไปถ่าย close up ได้ใกล้มาก เราก็เอาข้อได้เปรียบนี้ไปใช้ในการถ่ายอาหารได้

หันด้านที่เราอยากจะโชว์ แล้วเข้าไปถ่ายใกล้ๆ อื้มมมม อาโหร่ย

3 เทคนิคง่ายๆในการถ่ายภาพอาหารให้ดูดีขึ้นในงบ 0…

โพสต์โดย Kaan Photographer เมื่อ วันศุกร์ที่ 24 เมษายน 2020


2563_Cover_2-1.jpg

kinyupen_adminMay 7, 2020

“โปรตีนทดแทน และโปรตีนสายพันธุ์ใหม่” คือ หนึ่งในเทรนด์เมนูสุขภาพที่เหล่ากูรูวงการอาหารการันตีไว้ในงาน Fi Asia 2019 (นิทรรศการและการประชุมประจำปีของกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารในเอเชีย) ว่ากำลังมาแรงในปี 2563 นี้ ส่วนน่าสนใจอย่างไรและหาทานได้จากไหน กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต อาสาพาไปหาคำตอบกัน

 

ถ้าจะขยายความให้เข้าใจง่ายๆ นั้น “โปรตีนทดแทน” ก็คือ โปรตีนจากพืช-นมพืช เมล็ดถั่วต่างๆ ที่เราทราบกัน แต่อีกตัวที่น่าสนใจคือ “โปรตีนสายพันธุ์ใหม่” ที่เกิดจากการหมักด้วยเชื้อจุลินทรีย์ มีคุณประโยชน์สำคัญที่อุดมไปด้วย “โพรไบโอติกส์” จุลินทรีย์ชนิดดีที่คอยกำจัดแบคทีเรียไม่ดี ฟื้นฟูสมดุลภายในลำไส้ ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน และช่วยในด้านการหลั่งสารสื่อประสาท ฮอร์โมนต่างๆ ในร่างกายอีกด้วย ซึ่งถ้าเราอยากที่ทานอาหารที่มีเจ้าจุลินทรีย์ตัวนี้เป็นส่วนประกอบ สามารถเลือกทานได้จากเมนูดังต่อไปนี้

 

TEMPE

1. เทมเป้ (TEMPE)

อาหารที่มีต้นกำเนิดจากอินโดนีเซียมากว่า 200 ปี เป็นถั่วเหลืองหมักกับเชื้อราชนิดหนึ่งที่เป็นมิตรกับร่างกาย ลักษณะคล้ายกับเต้าหู้ แต่มีเส้นใยอาหารจากถั่วเหลืองทั้งเมล็ดทำให้มีความแน่นมากกว่า รสจืด ใยอาหารสูง มีวิตามิน B12 และโปรตีนจากพืชที่มีคุณประโยชน์ ช่วยกระตุ้นการทำงานของแบคทีเรียชนิดดีในกระเพาะอาหาร ทั้งยังมีโพรไบโอติกส์และพรีไบโอติกส์ (ใยอาหารที่ไม่ถูกย่อยในกระเพาะอาหาร) ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันร่างกาย มีสารต้านอนุมูลอิสระทำให้ผิวพรรณสดใส

สำหรับใครที่สนใจสามารถหาซื้อได้ทาง เว็บไซต์อาหารเพื่อสุขภาพ  BEANERGY FOOD , ร้าน FARMER FRESH หรือ ร้านจำหน่ายสินค้าออนไลน์ทั่วไป

 

 

KOMBUCHA

2. คอมบุชะ (KOMBUCHA)

ชาเขียว” หรือ “ชาดำ” ที่ผ่านกระบวนการหมักเพื่อให้ได้จุลินทรีย์ชั้นดี จัดเป็นเครื่องดื่มที่มีสรรพคุณทางยา มีจุลินทรีย์โพรไบโอติกส์ที่ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้ มีส่วนช่วยรักษาสมดุลระบบทางเดินอาหารและระบบขับถ่าย นอกจากนี้ยังมีสรรพคุณด้านลดระดับคอเลสเตอรอล น้ำตาลในเลือด ช่วยเผาผลาญแคลอรี ลดการสะสมสารตกค้างในตับ ไต ช่วยล้างพิษหรือ ของเสียตกค้างในร่างกาย ทำให้นอนหลับได้ดีขึ้น กระตุ้นการสร้างพลังงาน สร้างภูมิคุ้มกัน แก้โรคหอบหืด โรคผิวหนังอักเสบและโรคปวดข้อ

สามารถหาซื้อได้ทาง Facebook : Pure Luck Bangkok , เว็บไซต์จำหน่ายสินค้าออร์แกนิค และ ร้านจำหน่ายสินค้าออนไลน์ทั่วไป

 

การทานอาหาร นอกจากความอร่อยแล้ว อีกปัจจัยที่ต้องคำนึงถึงคุณประโยชน์และผลเสียที่อาจเกิดขึ้นต่อร่างกายด้วย ควรบริโภคที่พอดีและเลือกของที่มีประโยชน์เป็นสำคัญ

 

 

เคล็ดน่ารู้..เมนูเทมเป้

เทมเป้กินอะไรก็อร่อย…วันนี้เรามีเมนูง่ายๆ มาฝาก

 

  • เทมเป้สามเกลอ เมนูอาหารเช้าแสนง่าย ประโยชน์เกินร้อย ทานพร้อมโยเกิร์ต แอปเปิล และโกโก้ร้อนหนึ่งแก้ว อิ่มสบายท้อง
  • เมี่ยงเทมเป้ อารมณ์เดียวกับเมี่ยงปลาทู หรือ ก๋วยเตี๋ยวลุยสวน ทานได้ง่าย อิ่มท้อง และดีต่อสุขภาพ

วัตถุดิบ : แผ่นแป้ง , ผักสดตามที่ชอบทาน , เทมเป้สดหรืออบร้อน , ขนมจีน (หากคุมน้ำหนักอยู่จะทานขนมจีนก็ได้)

น้ำจิ้มซีฟู้ด : กระเทียม , ผักชี  , มิโสะ แทนน้ำปลา , น้ำตาลมะพร้าว , พริกขี้หนูสวน ตำรวมกันปรุงรสชาติตามที่ชอบ

เสร็จแล้วนำส่วนประกอบทุกอย่างจัดใส่จาน เรียงให้สวยงาม พร้อมเสิร์ฟ

 

  • ข้าวมันเทมเป้ ข้าวมันธัญพืช

ส่วนผสมในการทำข้าว สำหรับ 1 จาน : ข้าวหอมมะลิ (1/2 ถ้วย), เทมเป้ 1/2 ชิ้น , ขิงหั่นแว่น 3-4 ชิ้น, กระเทียมทุบ 3 กลีบ, รากผักชีทุบ 1 ราก , น้ำมันงา 2 ช้อนชา และน้ำซุปผัก

ส่วนผสมในการทำน้ำจิ้ม 1 ถ้วย : มิโสะ 1 ช้อนโต๊ะ, น้ำตาลมะพร้าว 1 ช้อนชา , กระเทียมสับ 2 กลีบ, ขิงสับ 2 ช้อนชา, พริกแดงซอย 2 เม็ด, น้ำส้มสายชูข้าวหมัก 2 ช้อนโต๊ะ และซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ

 

ขั้นตอนการทำ

  1. ใส่ข้าวหอมมะลิ เทมเป้ กระเทียมทุบ รากผักชีทุบและขิงหั่นแว่นลงในหม้อหุงข้าว
  2. เติมน้ำซุปผักลงในหม้อให้เหนือระดับข้าวเล็กน้อย เติมน้ำมันงาเพื่อความหอมมัน แล้วหุงข้าวตามปกติ
  3. ทำน้ำจิ้มโดยผสมมิโสะ น้ำตาลมะพร้าว กระเทียมสับ ขิงสับ พริกแดงซอย น้ำส้มสายชูข้าวหมัก และซีอิ๊วขาวที่ตวงไว้เข้าด้วยกัน พอข้าวสุกตักใส่จานทานคู่กับทานคู่กับแตงกว่าและผักชี

 

ขอบคุณข้อมูลจาก https://beanergyfood.com