_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMay 28, 2020

ทุกคนต่างมีวันที่แย่เสมือนทั้งวันมีแต่เรื่องห่วยแตก ราวกับว่าวันนั้นตื่นมาลืมตาผิดข้างหรือก้าวเท้าผิดออกจากประตู ถ้าหากวันอย่างนั้นเกิดขึ้นจะทำยังไงเพื่อไม่ให้อารมณ์ระเบิดหรือหดหู่เกินเยียวยา กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตขอนำ 7 ทางออกที่นิวยอร์กไทม์รวบรวมแนวทางจากนักจิตวิทยาหลายต่อหลายท่าน

 

เริ่มแรกนักจิตวิทยาบอก เมื่อไหร่ที่ปัญหาเล็กๆ ทำให้รู้สึกอกจะระเบิด นั่นกำลังเป็นสัญญาณบอกว่า ผิดปกติ ระบบประสาทของเรากำลังรวนและทำงานหนัก เพราะปกติแล้วเรามักจะไม่ถือสาเป็นอารมณ์กับเรื่องเล็กน้อย นอกเสียจากว่าเรื่องเหล่านั้นมันเกิดขึ้นแบบสะสม หรือเกิดพร้อมๆ กัน โดยช่วงประสาทแดกนี้นักจิตวิทยาเรียกว่าช่วง “Experiential Blindness”เพราะปกติคนเราจะตัดสินใจจะทำอะไร จะมีสมองเป็นผู้สั่ง หากในรูปการณ์นี้กลับไม่ใช่ ดังนั้นจึงเป็นที่มาของ 7 ทางออกรับมือกับความเครียด ในวันหดหู่. เศร้า เหงา เซ็ง

1. หายใจลึก ให้เต็มปอด
หายใจลึกๆ เต็มปอดเหมือนทำสมาธิ 2 นาที

หยุดอารมณ์ขุ่นมัว โดยหายใจลึกยาวเข้าเต็มปอด อาจดูเป็นเรื่องเก่า รู้อยู่แล้วหากได้รับการยืนยันว่าช่วยได้ นักจิตวิทยาบอกเวลาที่รู้สึกแย่ รู้สึกเลวร้ายให้หายใจเข้าออกลึกๆยาวๆ ให้เต็มปอด 2 นาที เสมือนทำสมาธิจากนั้นค่อยลำดับความคิดว่า เกิดอะไรขึ้น เรากำลังรู้สึกอะไร โดยวิธีนี้ไม่ต้องไปวัด ไม่ต้องหาที่สงบทำตรงไหนก็ได้ แต่ถ้าทำแล้วยังไม่ดีขึ้น ยังจมหนักนักจิตวิทยาแนะนำว่า อาจถึงเวลาที่ต้องคุยกับผู้เชี่ยวชาญ

 

2. ขออภัยไว้ก่อน
ถ้าระเบิดอารมณ์ กับ “คน” ไม่ว่าใกล้ ไกล ขอโทษ ก่อนเลย

ในคำแนะนำบอกว่า หลังจาก ขอโทษแล้ว ควรพยายามอธิบายเหตุผลว่าเกิดอะไรขึ้นหากเป็นคนสนิทหรือใกล้ชิด ไม่ว่าจะครอบครัว หรือเพื่อน ควรนั่งคุยกันว่าเรามีบทเรียนครั้งนี้อย่างไร จะแก้ปัญหาเพื่อให้เดินหน้าต่อไปได้อย่างไร บอกถึงความต้องการของเราให้อีกฝ่ายรับรู้ ทั้งนี้ประการสำคัญของการพูดคุย อย่าตัดสินว่าใครถูก ใครผิด หากต้องรับฟังแสดงให้อีกฝ่ายรู้ว่าเราใส่ใจความรู้สึกของอีกฝ่าย หรือการสร้างบรรยากาศพูดคุยที่หัวเราะไปด้วยกันก็เป็นอีกวิธีที่ทำให้รู้สึกดีขึ้น

 

3. ออกกำลัง
เปลี่ยนกลไกจิตใจเป็นบวก ด้วยการออกกำลัง 30 นาที

การสวมชุดออกกำลังกาย และออกไปใช้พลังในวันที่รู้สึกแย่ จากผลการวิจัยพบว่าช่วยได้จริง เพราะหลังจากออกกำลังกายไม่กี่ชั่วโมงภาวะอารมณ์เปลี่ยนเป็นบวก ลดความรู้สึกเป็น ลบ

 

4. เอาชนะความท้าทาย
หาเกมฝึกสมอง เปลี่ยนโหมดความคิด
บางทีเราอาจเพียงแค่ต้องการหาเรื่องเบี่ยงความสนใจ ออกจากความหมกมุ่นของอารมณ์โดยเปลี่ยนโหมด ซึ่งกิจกรรมที่นักจิตวิทยาแนะนำคือ ประเภทเกมฝึกสมองประลองปัญญา อย่างพวกเกมปริศนาทายคำ เกมวางแผน เกมจำลองซิมูเลเตอร์ต่าง ๆ สิ่งต่างๆเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นและเปลี่ยนโหมดอารมณ์ได้เป็นอย่างดี

 

5. หาเพื่อน ติดต่อผู้คน
ชีวิตรู้สึกดี ถ้าได้พูดคุยติดต่อ

เพราะคนเราต้องแวดล้อมด้วยผู้คน อยู่รวมเป็นสังคม เราจึงต่างต้องการมีเพื่อนพูดคุย พบปะ องค์ประกอบเหล่านี้จะทำให้ชีวิตรู้สึกดี ทางออกของข้อนี้คือหากรู้สึกแย่ พยายามติดต่อพูดคุยผู้คนเข้าไว้ สะดวกแบบไหนก็ใช้ช่องทางแบบนั้นทั้ง vdo call หรือ chat หรือ โทร หรือหาใครไม่ได้แค่นั่งที่ล๊อบบี้คอนโด แล้วโบกมือทักทายคนก็อาจทำให้ดีขึ้น ลดความรู้สึกโดดเดี่ยว หรือเซ็งลง

 

6. เลี่ยงต่อยมวย หรือ กรี๊ดดด
ระบายแบบลบ จิตตกกว่าเดิม

การะบายความโกรธแบบแสดงพลังลบ นักจิตวิทยาไม่แนะนำเพราะอาจจะทำให้ทุกอย่างแย่กว่าเดิมไม่ว่าจะโกรธแล้วกรี๊ดออกมา (นึกภาพละครดังหลังข่าว) หรือ ชกกระสอบทรายก็ตามสิ่งเหล่านี้ไม่ช่วยให้สุขภาพจิตดีขึ้น

 

7. ขอบคุณ สิ่งดีดี
เหรียญมี 2 ด้านให้หมั่นรู้สึกดี ขอบคุณด้านบวก

ในชีวิต เรา หรือในโลกนี้มีทั้งเรื่องดีและเรื่องแย่หากคำแนะนำคือนึกถึงเรื่องหรือสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน หรืออะไรที่ทำให้เรา รู้สึกดี มันจะช่วยกระตุ้นให้เรามีความรู้สึกที่ดี เพราะการนึกถึงสิ่งดีๆ ขอบคุณผู้คนที่ดีต่อเรา จะช่วยสร้างพลังและแรงใจที่ดี สิ่งดีๆ ในชีวิตไม่ต้องเป็นเรื่องใหญ่ อาจเป็นรสชาติของกาแฟยามเช้า ในบรรยากาศที่มีเสียงนกร้อง หรือโทร ไลน์ขอบคุณคนรอบตัวที่ทำให้เรารู้สึกดี สิ่งเหล่านี้คือพลังบวกที่จะเติมเข้ามา


_Cover_2.jpg

kinyupen_adminMay 28, 2020

แม้เป็นที่ทราบอยู่แล้วว่าการวิ่ง คือ วิธีออกกำลังกายที่ง่ายสุดและได้ประโยชน์มากทั้งต่อสุขภาพหัวใจ ระบบไหลเวียนโลหิต ช่วยสร้างกล้ามเนื้อ ควบคุมน้ำหนัก ลดไขมันสะสม แต่หลายท่านก็อาจรู้สึกเบื่อ ขี้เกียจ หรือ ไม่ชอบอยู่ดี เพราะมันไม่สนุก ไม่ท้าทายเหมือนการออกกำลังกายประเภทอื่น วันนี้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงขอนำเทคนิคง่ายๆ Matthew Solan ซึ่งเป็น Executive Editor ของ Harvard Men’s Health Watch ที่อาจช่วยทลายข้อจำกัดในการออกวิ่งของคุณมาฝากกัน

 

เริ่มต้นด้วยวิธีง่ายๆ ที่เหมาะกับการวิ่งทั้งแบบ Out Door และบนลู่วิ่ง โดยหลักสำคัญคือเมื่อวิ่งจนรู้สึกเหนื่อยให้หยุดพักแล้วสลับด้วยการเดินจนกว่าจะฟื้นตัว ทำซ้ำๆ ให้ร่างกายคุ้นชิน พร้อมค่อยๆ เพิ่มเวลาการวิ่งและลดเวลาเดิน โดยพยายามวิ่งรวมให้ได้ 20-25 นาที ซึ่งวิธีปฏิบัติสามารถแยกเป็นข้อๆ ได้ดังนี้

 

 

  1. วิ่ง 1-2 นาที จนเริ่มเหนื่อยให้ค่อยๆ ผ่อนความเร็วแล้วสลับด้วยการเดิน 4-5 นาที จนกว่าจะหายเหนื่อยแล้วค่อยกลับมาวิ่งใหม่อีกครั้ง
  2. วิ่งสลับเดินแบบนี้ซ้ำๆ ติดกัน 5 ครั้ง
  3. ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ อย่างน้อย 2 วันต่อสัปดาห์ หรือ วันเว้นวัน
  4. เมื่อร่างกายเริ่มอยู่ตัว ค่อยๆ เพิ่มเวลาการวิ่งเป็น 3-4 นาที และลดเวลาเดินให้น้อยลง ทำสลับกันแบบนี้ซ้ำๆ ติดกันให้ได้ 5 ครั้ง
  5. จากนั้นค่อยๆ ปรับระยะเวลา ปรับรูปแบบให้เหมาะกับร่างกาย อาทิ พยายามเพิ่มความเร็วการวิ่ง ระยะเวลาการวิ่งให้นานขึ้น หรือ ระยะทางให้ไปได้ไกลกว่าเดิมมากขึ้นเรื่อยๆ

 

เทคนิคข้างต้นคงไม่ยากเกินไปที่จะนำมาปรับใช้ เพียงแค่ใส่ใจให้เวลากับมันอย่างจริงจัง รับรองว่าหากทำติดต่อกันสัก 1 เดือน คุณจะเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงของร่างกายที่ชัดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งได้นานขึ้น เหนื่อยน้อยลง หรือ กล้ามเนื้อที่กระชับขึ้นอย่างแน่นอน

 

ที่มาข้อมูล

Harvard Health Publishing

 


_โควิด19_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMay 28, 2020

องค์การอนามัยโลก,องค์การยูนิเซฟ และ องค์กรด้านอาหารทารกนานาชาติ (International Baby Food Action (IBFAN)) ได้ออกมากล่าวเตือนให้สตรีที่กำลังให้นมกับทารก อย่าเชื่อข้อมูลเท็จจากกลุ่มธุรกิจที่ต้องการขายอาหารทดแทนนมแม่ที่ออกมาระบุว่า การให้นมของแม่ที่ป่วยเป็นโรคโควิด 19 จะส่งผลต่อสุขภาพของทารก ซึ่งถือว่าเป็นข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด โดยองค์กรทั้งสามยืนยันว่านมแม่ยังคงมีประโยชน์อย่างมากต่อทารก เพราะจะช่วยเพิ่มแอนติบอดีที่ช่วยให้ทารกมีสุขภาพที่ดีและปกป้องอาการเจ็บป่วยในวัยเด็กด้วย

 

ทั้งนี้ WHO และ UNICEF ระบุว่า ยังคงที่จะสนับสนุนให้สตรีให้นมลูกต่อไปแม้ว่าแม่จะได้รับการยืนยันหรือสงสัยว่าเป็น โควิด 19 ก็ตาม ในขณะที่นักวิจัยยังคงทำการทดสอบนมแม่จากผู้ที่ได้รับการยืนยันหรือสงสัยว่าติดเชื้อ ทั้งนี้หลักฐานในปัจจุบันบ่งชี้ว่าเชื้อโควิด 19 ไม่น่าจะถูกถ่ายทอดผ่านการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ และยืนยันว่าประโยชน์ของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่นั้นมีมากกว่าความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการเจ็บป่วยที่เกี่ยวข้องกับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นี้

 

ดร.ฟรานซิสโก้ บลังก้า ผู้อำนวยการแผนกโภชนาการและความปลอดภัยของอาหาร ขององค์การอนามัยโลก กล่าวว่า การตลาดเชิงรุกของกลุ่มอาหารเสริมที่ทดแทนนมแม่ของบริษัทผู้ผลิต เป็นอุปสรรคสำคัญต่อสุขภาพของเด็ก ๆ ทั่วโลกในการที่จะได้รับสารอาหารจากนมแม่ ซึ่งหน่วยงานด้านสุขภาพของแต่ละประเทศจะต้องให้ความเชื่อมั่นกับกลุ่มแม่ ๆ ว่า การเลี้ยงดูทารกด้วยนมแม่ยังคงเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับทารก เพื่อไม่ให้การตลาดเชิงรุกของอุตสาหกรรมอาหารทดแทนนมแม่เข้ามาอิทธิพลจนทำให้แม่ ๆ ยกเลิกการให้นมแม่กับทารกแรกเกิด

 

 

องค์การอนามัยโลกและยูนิเซฟแนะนำว่าเด็กทารกควรได้รับอาหารเป็นนมแม่เพียงอย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรกและควรเริ่มได้รับอาหารที่มีคุณค่าและปลอดภัยอื่น ๆ รวมกับการให้นมแม่ต่อไปถ้าเป็นไปได้จนถึงอายุ 2 ปีขึ้นไป ทารกที่กินนมแม่อย่างเดียวมีโอกาสเสี่ยงต่อการเสียชีวิตน้อยกว่าทารกที่ไม่ได้กินนมแม่ถึง 14 เท่า

 

อย่างไรก็ตามในวันนี้มีเพียง 41% ของทารกอายุ 0-6 เดือนเท่านั้นที่ได้รับนมแม่ แต่องค์การอนามัยโลกและยูนิเซฟต้องการให้เปอร์เซ็นต์การได้รับนมแม่ของทารกในวัยนี้เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 50% ภายในปี 2568 แต่การตลาดที่ไม่เหมาะสมของสารทดแทนนมแม่ยังคงเป็นอุปสรรคต่อความพยายามในการปรับปรุงอัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ดังกล่าว โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตโควิด 19 ที่กำลังทวีความรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากหลายกิจกรรมถูกสั่งให้หยุดทำงาน

การให้บริการด้านสุขภาพที่มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ การให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการให้นมแม่อย่างถูกวิธี ในหลายประเทศก็ต้องหยุดดำเนินการไปด้วย แต่ในขณะเดียวกันสำหรับอุตสาหกรรมทดแทนนมแม่ก็ได้เปิดตัวในการเข้าหา และทำการตลาดเชิงรุกเพื่อหาประโยชน์จากวิกฤตและลดความมั่นใจในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

 

ล่าสุดองค์การอนามัยโลกและยูนิเซฟได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลของประเทศต่างๆ เร่งดำเนินการให้มีการออกกฎหมายที่เข้มงวดยิ่งขึ้นในช่วงของการป้องกันการแพร่ระบาด รวมทั้งรัฐบาลและองค์กรภาคประชาสังคมต่างๆ ก็ไม่ควรแสวงหาหรือยอมรับการบริจาคนมทดแทนในสถานการณ์ของความกลัวที่จะติดเชื้อ ทำให้เด็กทารกจำนวนมากถูกแยกออกจากแม่ที่ให้นมตั้งแต่แรกเกิด ในขณะเดียวกันอุตสาหกรรมอาหารเด็กกำลังใช้ประโยชน์จากความกลัวของการติดเชื้อส่งเสริมและแจกจ่ายสูตรฟรีและคำแนะนำที่ทำให้เข้าใจผิดโดยอ้างว่าการบริจาคเป็นเรื่องมนุษยธรรมและพวกเขามอบอาหารเหล่านั้นด้วยความห่วงใย

 

ในการเรียกร้องดังกล่าว ยังระบุด้วยว่า ขณะนี้ยังไม่มีการยืนยันว่าไวรัสที่ทำให้เกิดโรคโควิด 19 ตรวจพบในนมแม่ของแม่ที่มีการยืนยันหรือสงสัยว่าป่วยด้วยโรคนี้ ดังนั้นเหมือนไม่น่าเป็นไปได้ที่ไวรัสจะส่งผ่านการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่หรือโดยการให้นมแม่จากแม่ได้รับการยืนยันหรือสงสัยว่าป่วยด้วยโรคโควิด 19

 

สำหรับการให้นมแม่ในระหว่างการระบาดองค์การอนามัยโลกและยูนิเซฟ ให้คำแนะนำว่า ผู้เป็นแม่ควรล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่และน้ำหรือใช้มือถูที่ทำจากแอลกอฮอล์และโดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนสัมผัสทารก,สวมหน้ากากอนามัยในระหว่างสัมผัสกับทารกรวมถึงในขณะที่ให้อาหาร ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อพื้นผิวเป็นประจำหลังจากสัมผัสทารก ทั้งนี้แม้ว่าคุณแม่จะไม่มีหน้ากากทางการแพทย์ แต่ก็ควรปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการติดเชื้ออื่น ๆ ตามรายการและให้นมลูกต่อไป

ภาพจาก : irishtimes.com


_หน้าฝน_ปิดล้างเลี่ยงหยุด_Cover_2.jpg

kinyupen_adminMay 28, 2020

เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย…ช่วงนี้บ้านเราก็กำลังเปลี่ยนผ่านจากฤดูร้อนเข้าสู่ฤดูฝน จึงเริ่มมีฝนตกชุกมากขึ้นส่งผลให้สภาพอากาศมีความชื้นสูงตามไปด้วย เอื้อต่อการระบาดของโรคตามฤดูกาล โดยเฉพาะ ไข้หวัดใหญ่ และ ไข้เลือดออก ที่ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการป่วยรุนแรงจนถึงแก่ชีวิต (อ่านประกอบ : สาธารณสุขเตือน! “ยุงลาย” ต้องเร่งกำจัด ตัดวงจรไข้เลือดออกระบาด ซ้ำเติมโควิด-19)

 

ล่าสุด กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ออกมาเตือนว่า ในช่วงฤดูฝนนี้ให้หมั่นดูแลรักษาสุขภาพให้ดี โดยเฉพาะผู้ที่มีสุขภาพไม่แข็งแรง หรือ มีภูมิต้านทานน้อย ยิ่งมีโอกาสเจ็บป่วยด้วยโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจได้ง่าย โดยเฉพาะ “ไข้หวัดใหญ่” ซึ่งกลุ่มเสี่ยงที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ คือ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว เพราะหากป่วยจะมีอาการรุนแรงมากกว่ากลุ่มอื่นๆ

 

ไข้หวัดใหญ่ VS ไข้หวัด อาการต่างกันอย่างไร

“โรคไข้หวัดใหญ่” เกิดเชื้อ Influenza Virus ซึ่งสายพันธุ์ที่พบในมนุษย์ คือ สายพันธุ์ A, B และ C การติดต่อเกิดจากการสัมผัสสารคัดหลั่งจากปากและการหายใจ มักพบการระบาดในสถานที่แออัด หรือ ชุมชน

 

อาการของไข้หวัดใหญ่มักเกิดขึ้นแบบฉับพลันทันที และที่สำคัญคือ ไข้หวัดใหญ่มักมีไข้สูงติดกันหลายวันโดยเฉพาะในเด็กจะมีไข้สูงลอยเกินกว่า 39-40 องศาเซลเซียสติดต่อกัน 3-4 วัน อาจมีอาการหนาวสั่นสะท้านร่วมด้วย นอกจากนั้นเด็กโตและผู้ใหญ่มักมีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลียอย่างมาก และเบื่ออาหารเป็นอาการสำคัญ ขณะที่ไข้หวัดธรรมดาจะมีไข้เช่นกันแต่ไม่สูงมากนัก และลักษณะอาการของโรคจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปมากกว่า

 

โดยปกติผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถหายเองได้ แต่บางรายอาจมีอาการรุนแรง หรือ เกิดภาวะแทรกซ้อนของโรค อาทิ โรคปอดอักเสบ โรคสมองอักเสบ ที่ส่งผลถึงชีวิต ดังนั้นเมื่อป่วยควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาโดยเร็วจะเป็นการดีที่สุด

 

 

กรมควบคุมโรคแนะ “ปิด ล้าง เลี่ยง หยุด” ป้องกันไข้หวัดใหญ่

  • “ปิด” ปิดปากและปิดจมูก เมื่อไอจามต้องใช้หน้ากากอนามัย หน้ากากผ้า หรือ กระดาษทิชชูทุกครั้ง
  • “ล้าง” ล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่ หรือ แอลกอฮอล์เจล เมื่อสัมผัสสิ่งของ กลอนประตู ลูกบิด ราวบันได หรือ ราวบนรถโดยสาร
  • “เลี่ยง” หลีกเลี่ยงการคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วย หรือ เข้าไปในสถานที่แออัด ซึ่งมีคนอยู่จำนวนมาก
  • “หยุด” เมื่อป่วย ควรหยุดเรียน หยุดงาน หยุดกิจกรรม แม้มีอาการป่วยไม่มากก็ควรหยุดพักรักษาตัวอยู่ที่บ้านจนกว่าจะหายเป็นปกติ หากมีอาการให้รีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรับการรักษา

 

ในช่วงที่การระบาดของโรคโควิด-19 ยังไม่สามารถควบคุมได้เบ็ดเสร็จ เมื่อจำเป็นต้องออกนอกบ้านก็ต้องสวมใส่หน้ากากผ้า หรือ หน้ากากอนามัยทุกครั้ง ทั้งควรเตรียมหน้ากากสำรองไว้เปลี่ยนในกรณีเปียกฝน และควรเว้นระยะห่างระหว่างบุคคล  หมั่นล้างมือบ่อยๆ เพื่อลดโอกาสเสี่ยงในการสัมผัสเชื้อและป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อในวงกว้างด้วย

 

ที่สำคัญในช่วงฤดูฝนนี้จะไปไหนมาไหนก็ควรพกร่ม หรือ เสื้อกันฝนติดตัวไปด้วยทุกครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายต้องเปียกฝน ช่วยลดการอับชื้น ลดการสะสมของเชื้อรา อันเป็นสาเหตุที่นำไปสู่การเจ็บป่วยต่างๆ นานาได้

ที่มา : กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข


Social-jet-lag_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMay 27, 2020

“Social jet lag” ชื่ออาจไม่คุ้นหูนัก แต่หากพูดถึงแต่คำว่า Jet Lag เพียงอย่างเดียว หลายคนคงคุ้นเคยเป็นอย่างดี เพราะนั่นคืออาการที่มักจะเกิดขึ้นหลังจากการเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศ ย้ายจากเวลาหนึ่งไปยังอีกเวลาหนึ่ง ส่งผลให้เวลานอนของเราต่างไปจากปกติ แต่ “Social Jet Lag” หรือที่เรียกว่าอาการเมาเวลาที่เกิดจากการใช้ชีวิตและกิจกรรมสังคมที่ไม่ตรงกับตารางทำงานของนาฬิกาชีวิต (Biological Clock) วงจรระบบการทำงานของร่างกายมนุษย์ ทำให้เกิดผลกระทบอื่นๆ ตามมาทั้งเรื่องประสิทธิภาพการทำงาน ปัญหาสุขภาพกายและ สุขภาพจิต

 

ส่วนใหญ่โรค “Social Jet lag” จะเกิดขึ้นกับวัยทำงานหรือที่เรียกกันว่า “มนุษย์เงินเดือน” ทำให้รู้สึกอ่อนแรง เหนื่อยง่าย ง่วงหรือเพลีย อยากหลับอยู่ตลอดเวลา สาเหตุเกิดจากกิจกรรมหรือภาระหน้าที่ต่างๆ ที่ทำให้ธรรมชาติการนอนผิดแปลกไป ซึ่งปกติร่างกายจะต้องการพักผ่อนประมาณ 6-8 ชั่วโมงต่อวัน แต่บางคนนอนดึก เพราะทำงานไม่เสร็จ ปิดงบไม่ลงตัว ทำงานกันหามรุ่งหามค่ำ หรือ ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ใช้เวลาไปกับกิจกรรมทางสังคมต่างๆ เช่น ปาร์ตี้กับแก๊งค์เพื่อนข้ามวันจากเย็นวันเสาร์ถึงเช้าวันอาทิตย์ หรือนอนดูซีรีส์อย่างบ้าคลั่งไม่หยุดจนกว่าจะจบตอน เพราะคิดว่าวันหยุดทั้งทีจะนอนดึกตื่นสายยังก็ได้ นั่นถือเป็นความคิดที่ผิดมาก

 

Top view portrait of woman lying at desk near the laptop Free Photo

 

แบบไหนถึงเรียกว่า Social Jet lag

กินอยู่เป็น 360 องศา แห่งการใช้ชีวิต ชวนมนุษย์เงินเดือนทั้งหลายมาลองสำรวจตัวเองว่าเข้าข่ายเป็น Social Jet lag แล้วหรือยัง ลักษณะอาการเบื้องต้นที่สังเกตง่ายๆ คือ

  1. รู้สึกร่างกายอ่อนเพลีย – อ่อนล้า ไม่สดชื่น ไม่กระปรี้กระเปร่า อาการเหมือนคนเมาค้าง
  2. หนังท้องตึงหนังตาก็หย่อน ง่วงนอนตลอดช่วงบ่าย หาวจนน้ำหูน้ำตาไหลไปหมด
  3. อารมณ์ไม่ดี หงุดหงิดง่าย ความอดทนต่ำลง จนบางครั้งก็อยากอยู่เงียบๆ คนเดียว
  4. สมองไม่ค่อยแล่น หัวตื้อ คิดอะไรก็ไม่ออก งานที่ต้องทำก็ไม่เข้าหัว เบลอๆ ลอยๆ

 

หากมีอาการตาม 4 ข้อนี้แล้วละก็ เตรียมระวังไว้ เพราะนั่นคือความเสี่ยงของปัญหาสุขภาพที่จะตามมาในอนาคตไม่ว่าจะโรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิต อ้วน และเครียด โรคติดอันดับทั้งนั้น

 

เคล็ดลับปรับนาฬิกาชีวิตสร้างสมดุลให้ร่างกาย คือ

  • เข้านอนให้ตรงเวลาในทุกๆ คืน หากเป็นคนตื่นยาก ให้ตั้งนาฬิกาปลุก เวลาเดิมทุกวันไม่เว้นเสาร์-อาทิตย์
  • เปิดม่านในห้องนอน รวมถึงภายในบ้าน เพื่อให้แสงสว่างช่วยให้เราตื่นในเวลาที่ควรตื่น
  • หากเมื่อคืนนอนดึก ตื่นเช้าแล้วง่วง อาจนอนพักสายตาระยะเวลาสั้นๆ ในช่วงบ่ายได้
  • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนก่อนเข้านอนอย่างต่ำ 6 ชั่วโมง
  • หากตอนกลางคืนนอนไม่หลับหลังจากเข้านอน 30 นาที ให้ฟังเพลงเบา ๆ อ่านหนังสือ ก็ช่วยได้

 

ด้วยปัจจัยต่างๆ ที่ไม่แน่นอน คงไม่ใช่เรื่องง่ายนักที่ต้องทำให้เป็นกิจวัตร แต่เพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาวจึงควรถนอมรักษาร่างกายไว้ อย่าปล่อยให้การใช้ชีวิตที่ผิดเพี้ยน มาทำร้ายร่างกายได้อีกต่อไป


_โชว์ฟรี_ขอบริจาค_โควิด19_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMay 26, 2020

โปรดิวเซอร์รายการศิลปะของอินโดนีเซียช่อง Dance Dance Network ผ่านยูทูป ช่วยเหลือนักกลุ่มนักเต้นที่ต้องตกงานจากผลกระทบโควิด 19 โดยใช้เป็นเวทีโชว์การแสดงแบบฟรีออนไลน์ เพื่อขอรับเงินบริจาคจากผู้ชมตามความสมัครใจเพื่อต่อชีวิตศิลปิน พร้อมแบ่งส่วนหนึ่งสมทบทุนทีมแพทย์แก้ปัญหาการระบาดของโคโรนาไวรัส

 

 

สำนักข่าวเอพี รายงานข่าวความพยายามของศิลปินชาวอินโดนีเซียที่ต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด หลังได้รับผลกระทบจากโรคระบาดครั้งใหญ่จนทำให้ขาดรายได้ โดยนำเสนอเรื่องราวชายหนุ่มนักเต้น ชาวอินโดนีเซียอย่างชิโก เซทยันโต ที่ต้องประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ หลังงานของเขาถูกยกเลิกทั้งหมด ทั้งๆ ที่ก่อนการระบาดปีนี้อาจจะเป็นปีทองในการสร้างรายได้ เพราะเขามีคิวการแสดงที่จะต้องออกเดินทางไปโชว์ศิลปะการเต้นในแบบดั้งเดิมของอินโดนีเซียที่ต่างประเทศหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น เยอรมนีและเกาหลีใต้ หรือแม้กระทั่งทัวร์การแสดงในประเทศอินโดนีเซียเอง ขณะที่ยังมีงานการฝึกสอนให้กับนักเรียนในคลาสศิลปะการเต้นอีกด้วย

 

แต่หลังเกิดการระบาดชิโก ต้องไปกักกันตัวเองอยู่ที่บ้านของภรรยา ซึ่งจากเวลานั้นจนถึงตอนนี้เป็นเวลากว่า 2 เดือนแล้วโดยไม่ได้ทำอะไรเลย งานทุกอย่างถูกระงับ และแน่นอนปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ ความรับผิดชอบต่างๆ ที่ไม่หยุดตามไปทำให้เกิดความเครียดตามมาอย่างช่วยไม่ได้

 

 

อย่างไรก็ตามล่าสุดชิโก ได้รับความช่วยเหลือจากนักออกแบบท่าเต้น 2 คนในจาร์กาตา เมื่อทราบว่าเขากำลังลำบาก แต่ความสามารถและศิลปะการเต้นในรูปแบบดั้งเดิมของอินโดนีเซียเป็นสิ่งที่น่าสนใจและเชื่อว่ายังคงได้รับการสนับสนุนจากคนจำนวนมาก พวกเขาจึงตัดสินใจที่จะให้ชิโก บันทึกลีลาการเต้นของชิโก ที่สวยงามและเป็นเอกลักษณ์ลงบนช่องทางเพลตฟอร์มยูทูป พร้อมกับระบุชัดเจนว่าขอบริจาคเพื่อสนับสนุนและต่อชีวิตศิลปะการแสดงการเต้นของอินโดนีเซียนี้ และยังเป็นการช่วยเหลือนักเต้นที่ขาดรายได้ในช่วงนี้ด้วย

 

โยลา ยูเฟน สมาชิกของกลุ่มงานศิลปะจาการ์ตาหนึ่งในผู้ที่ให้ความช่วยเหลือ ชิโก บอกว่า พวกเขาเคยเห็นการเผยแพร่การแสดงศิลปะการเต้นแบบนี้ในระบบออนไลน์ และทุกคนที่ชอบจะเข้ามาดูได้ฟรี มันเป็นพื้นที่สำหรับผู้ที่รักในเสียงดนตรี และศิลปะการแสดงในรูปแบบนี้ และหากผู้ชมชอบการแสดงพวกเขาก็จะให้คำแนะนำกับนักแสดง ดังนั้นเราจึงเปิดช่องในยูทูปขึ้น โดยใช้ชื่อว่าช่อง Dance Dance Network ของอินโดนีเซีย บนเวทีดิจิทัลนักเต้นสามารถแสดงผลงานของพวกเขา โดยรายการจะเปิดให้ศิลปินสามารถแสดงความสามารถได้อย่างอิสระ และผู้ชมจะสามารถร่วมบริจาคเงินหากชื่นชอบ หรือต้องการสนับสนุนนักแสดงเหล่านี้

 

 

ตั้งแต่มีการระบาด ช่อง Dance Dance Network มีการอัปโหลดคลิปวิดีโอไปแล้วมากกว่า 60 รายการ โดยเป็นการแสดงทั้งจากนักแสดงเดี่ยว หรือ กลุ่มนักเต้นรำต่างๆ ที่ช่องไม่ได้กำหนดว่าจะต้องมีรูปแบบใด ดังนั้นมันจึงมีคลิปวิดีโอที่หลากหลายสำหรับผู้ชม ตั้งแต่ การเต้นรำดั้งเดิมของอินโดนีเซีย ,บัลเลต์ร่วมสมัย การเต้นฮิปฮอป ไปจนถึงคลิปการเต้นออกกำลังกาย

 

สำหรับเงินบริจาคที่ได้รับจากผู้ชมจะถูกแบ่งออกเป็นส่วนๆ โดยนักแสดงจะได้ส่วนแบ่ง 75% อีก 20% จะถูกแบ่งไปเพื่อสนับสนุนการแก้ปัญหาCOVID-19 ในประเทศอินโดนีเซียและส่วนที่เหลือจะเป็นจ่ายค่าใช้จ่ายของโครงการ และแน่นอนชิโก ซึ่งเข้าร่วมโครงการนี้ได้รับเงินจากส่วนแบ่งนี้ด้วยเมื่อเขาได้ทำการบันทึกคลิปการเต้นของตัวเองและอัปโหลดไปยังช่อง Dance Dance Network ทำให้รู้สึกดีใจที่ยังมีพื้นที่สำหรับการแสดงของเขา และซาบซึ้งมากที่ยังคงมีคนสนับสนุนการแสดงของเหล่าศิลปินที่ต้องประสบกับปัญหายากลำบากในระหว่างที่โรคระบาดในขณะนี้

 

 

ที่จริงแล้วความริเริ่มการแสดงดังกล่าว เกิดขึ้นจากแนวคิดของ รัสดี อนินดาจาติ โปรดิวเซอร์รายการทีวีด้านการแสดงของอินโดนีเซีย ซึ่งเป็น อดีตผู้ป่วยโรค COVID-19 จนเป็นที่รู้จักขึ้นมาในฐานะของผู้ป่วยรายที่ 3 ในอินโดนีเซีย และการที่เขามีชีวิตรอดจากโรคนี้ทำให้เกิดแรงบันดาลใจที่จะหาทางทำอะไรเพื่อคนอื่นได้บ้างในช่วงของการระบาดใหญ่

 

“เพราะผมโตมาในสังคมของนักเต้นเหล่านี้ จึงมีความคิดว่าจะช่วยเหลืออะไรกับพวกเขาได้ และยิ่งไปกว่านั้นคือมันจะไม่ใช่เป็นเพียงการช่วยเหลือศิลปินนักเต้นเหล่านี้เท่านั้นแต่ มันยังรวมไปถึงการให้ความช่วยเหลือคนอื่นๆ ด้วยเช่นกัน” รัสดี กล่าว


-โควิด_Cover-1-1.jpg

kinyupen_adminMay 25, 2020

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอถ่ายทอดมุมมองพระมงคลกิจโกศล (เทพหิรัณย์ ชวโร) หรือที่บรรดาศิษยานุศิษย์รู้จักกันดีในนาม “หลวงปู่ฤาษีตาไฟ” เจ้าอาวาสวัดเทพหิรัณย์ (หนองทาระภู) จังหวัดชัยนาท ต่อการระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่เกิดขึ้นว่าท่านมองเห็นแง่มุมใด มนุษย์ได้อะไรจากสิ่งนี้ในเชิงธรรมะ

 

 

 

 

โลกและธรรมชาติได้ “พักฟื้น”

เมื่่อโควิดเข้ามาธรรมชาติก็ได้ปัดกวาดเช็ดถู ฟื้นฟู อีกอย่างหนึ่งก็ไปช่วยลดโลกร้อนด้วย แทนที่มนุษย์จะเดือดร้อนเร็วขึ้นเรื่อยๆ โลกก็จะได้รับภัยจากธรรมชาติลดลงในช่วง 2-3 เดือน

 

มนุษย์มีเวลา “ทบทวน” ชีวิต

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ช่วยให้ผู้คนหันมาทำความดี และหันมาทบทวนค่าใช้จ่าย ทั้งเรื่องครอบครัว ลูก สามี ภรรยา ต่างมีเวลาให้กันมากขึ้น ทำให้ชีวิตครอบครัวอบอุ่น และเราก็มีเวลามานั่งดูตัวเอง ไหนๆ ก็ไปไหนไม่ได้ ทำอะไรไม่ได้ ก็หันมาทบทวน ว่าจิตเราละเป็นอย่างไร บางทีเราก็จะมาสรุปตัวเราได้ตรงนี้เพราะได้มาทบทวน

 

ถ้าเราไม่เจอโควิด เราก็จะวิ่งทำมาหากินดิ้นรนกันเป็นหนูติดจั่น กินไม่ตรงเวลา นอนไม่ตรงเวลา พักไม่ตรงเวลา และเราทำตรงนั้นกันไปเพื่ออะไร เราได้อะไรกลับคืนมา แล้วที่เป็นอยู่ตรงนี้เราได้อะไร เราได้ทำความดี สวดมนต์ไหว้พระ ได้ปฏิบัติความดี ได้รู้จักชีวิตครอบครัว หันมามองพ่อแม่เป็นอย่างไร คนใกล้ชิด สามีภรรยาเป็นอย่างไร

 

เวลาที่เหลือ ชีวิตที่เหลือ เธอจะได้รู้ตัว ว่าใช้ชีวิตผิดพลาดอย่างไร ที่ผ่านมาไม่มีการเตรียมตัวทั้งตัวเองและครอบครัว พูดไปก็แย้งกันตลอด แต่เมื่อเรามานั่งมอง ก็จะได้รู้ว่า “การไม่รู้ทุกข์ ไม่เห็นทุกข์ แล้วคนจะละจากทุกข์ได้ไหมละ” เป็นประโยชน์นะ

 

มอง “ทุกข์” ให้เป็นเรื่องปกติ

ที่นั่งกันอยู่ต่างมีปัญหา ทั้งคนว่า คนดูถูก คนนินทา น้อยใจ เสียใจ ทำความดีแต่ทำคุณคนไม่ขึ้น ปิดทองหลังพระ มันมีทั้งนั้น แต่หลายคนเค้าไม่เอามาเป็นอุปสรรคในการดำเนินชีวิต เค้าอยู่ได้ ยืนได้ เดินได้ ดำรงชีวิตเค้าได้หมด ในส่วนของคนที่ทุกข์ให้มองว่าปัญหามันเป็นเรื่องปกติ เหมือนการทำดี การเสียสละ การให้ การช่วยแล้วกลับถูกกระทำ แล้วอยากให้ลองคิดว่า พระพุทธเจ้าท่านโดนอะไรมาบ้าง แล้วเราโดนแค่นี้ เรากลัวอะไร

 

New Normal แท้จริง “ไม่ใช่สิ่งใหม่”

เหตุการณ์ครั้งนี้มันให้อะไรเยอะนะ โยมก็ศึกษาดู พอมองดูว่าโลกมันกำลังจะปรับ การใส่หน้ากากเนี่ยมันเป็นเรื่องที่เราควรจะต้องทำกันทุกวันอยู่แล้ว ล้างไม้ล้างมือให้สะอาด ไม่จำเป็นว่าจะต้องโควิดหรอก

 

ท้ายสุดนี้ เมื่อพิจารณามุมมองของหลวงปู่แล้วเห็นได้ว่า เหตุการณ์นี้ได้ทำให้สรรพสิ่งทั้งหลาย “มีโอกาสพักฟื้น ทบทวนชีวิต พิจารณาทุกข์เพื่อเรียนรู้เข้าใจให้มากขึ้น และวิกฤตโรคระบาดก็ไม่ใช่สิ่งใหม่ หากเป็นสิ่งที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปคู่โลกใบนี้มาโดยตลอด”


_Cover_3.jpg

kinyupen_adminMay 25, 2020

วงการคอนเสิร์ตในออสเตรเลียปรับรูปแบบการจัดคอนเสิร์ตของนักดนตรี จากในสตูดิโอเป็นที่ลานจอดรถแทน ตามกฎการรักษาระยะห่างทางสังคม ผู้ชมใช้วิธีบีบแตรรถแทนเสียงกรีดร้องหรือการปรบมือ เตรียมเปิดเพิ่มอีกหลายแห่งหลังได้รับความนิยมจากแฟนผู้ขาดเสียงดนตรีสดไม่ได้ ชี้ เป็นการคลายเครียดและปรับตัวสู่การใช้ชีวิตแบบนิวนอร์มอล ช่วงการระบาดของ COVID-19

 

เมื่อสถานการณ์การระบาดของโควิด 19 ยังไม่คลี่คลาย หลายกิจกรรมจึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ที่เรียกว่า นิวนอร์มอล เช่นเดียวกับกลุ่มนักร้องนักดนตรี ที่จะต้องคิดค้นรูปแบบการแสดงของพวกเขาเพื่อให้เข้ากับสถานการณ์และเพื่อความปลอดภัยของแฟนๆ โดยล่าสุด นักร้องนักแต่งเพลงชาวออสเตรเลีย อย่าง  คาเซย์ โดโนแวน Casey Donovan ได้จัดการแสดงคอนเสิร์ตของเธอบนเวทีเป็นครั้งแรกโดยเรียกการแสดงแบบนี้ว่า  Drive-in Entertainment ซึ่งถือเป็นการจัดคอนเสิร์ตในรอบหลายเดือนที่ผ่านมาหลังการระบาดของโคโรนาไวรัส แต่การแสดงครั้งนี้แตกต่างออกไปเมื่อต้องอยู่บนเวทีเพียงลำพัง ในขณะที่ผู้ชมเองก็ต้องรักษาระยะห่างทางสังคมด้วยการสนุกอยู่บนรถยนต์ส่วนตัวที่มาจอดรอชมการแสดงอยู่ด้านหน้าเวที

 

ขอขอบคุณภาพจาก AAP

 

โดโนแวนเป็นนักร้องนักดนตรีชื่อดังของออสเตรเลีย หลังจากได้รับรางวัลไอดอลด้านตนตรีของออสเตรเลียเมื่อ 10 ปีที่แล้ว และยังคงสร้างผลงานเพลงอย่างต่อเนื่อง การเปิดคอนเสิร์ตในครั้งนี้ นับเป็นการแสดงสดครั้งแรกหลังการระบาดของโรคโควิด 19  แม้จะมีผู้ชนขับรถมาชมการแสดงเพียง 40 กว่าคัน แต่ก็ถือเป็นการเริ่มต้นการใช้ชีวิตแนวใหม่ ที่ทุกคนจะต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่จะต้องต่อสู้กับการระบาด แต่มุมความสุขของชีวิตก็ไม่ควรถูกทำให้หายไปด้วยเช่นกัน

 

“ผมไม่ได้ดูดนตรีสดมานาน จนรู้สึกอึดอัด การเข้ามาชมคอนเสิร์ตในลานจอดรถแบบนี้ก็ทำให้ผ่อนคลายและปลอดภัย ซึ่งมันก็เป็นสิ่งที่ดี”แฟนของโดโนแวนที่ขับรถเข้ามาชมคอนเสิร์ตแสดงความรู้สึกเมื่อถูกถามว่าทำไมถึงตัดสินใจมาชมการแสดงของนักร้องดังคนนี้

 

การแสดงคอนเสิร์ตของโดโนแวนครั้งนี้ ผู้ชมจะไม่ได้รับให้ออกจากรถยนต์ได้เพื่อเพื่อรักษาระยะห่างทางสังคม แต่พวกเขาสามารถที่จะเปิดคลื่นเอฟเอฟในวิทยุที่ออกอากาศการแสดงสดนี้เพื่อเพิ่มความชัดเจนของเสียงเพลงที่แสดงอยู่บนเวที หรือรถบางคันก็เปิดกระจกหน้าต่างรถเพื่อชมการแสดง และได้ยินเสียงเพลงที่ชัดขึ้นแม้ว่าในช่วงการแสดงของโดโนแวนจะมีฝนตกลงมาแต่ดูเหมือนว่าแฟนๆ ก็ไม่ยอมหนีไปไหน และหากพอใจกับการแสดง แทนที่จะส่งเสียงกรีดร้อง หรือเสียงปรบมือ พวกเขาก็จะใช้วีการบีบแตรรถแทนการแสดงความรู้สึกนั้น

 

ขอขอบคุณภาพจาก :DRIVE IN ENTERTAINMENT AUSTRALIA

 

การแสดงดนตรีสดแบบ Drive-in Entertainment ในออสเตรเลีย กำลังจะถูกจัดขึ้นในลานจอดรถอีกหลายแห่งในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าและผู้คนจำนวนมากสามารถเข้าร่วมได้เนื่องจากข้อจำกัดของรัฐบาลจะผ่อนคลายลงเรื่อยๆ

 

ทั้งนี้นักดนตรีทั่วโลกต้องปรับวิธีการที่พวกเขามีส่วนร่วมกับผู้ชมของพวกเขาเนื่องจากการปิดสถานที่จัดคอนเสิร์ตจำนวนมากโดยมีการแสดงออนไลน์มากมายจากบ้านของพวกเขาในคอนเสิร์ตเสมือนจริง และการแสดงคอนเสิร์ตแบบชมในลานจอดรถก็ดูเหมือนจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของนักดนตรีในยุคนิวนอร์มอลในขณะนี้

 

ขอขอบคุณภาพจาก : Ed JONES / AFP

 

ล่าสุดฝั่งเอเชียบ้านเราก็มีคอนเสิร์ตแบบนิวนอร์มอลจัดขึ้นเช่นกัน อย่างที่เมืองโคยาง ประเทศเกาหลี มีการจัดคอนเสิร์ตแบบไดร์ฟทรู (Drive-Thru) โดยสามารถขับรถเข้ามาจอดในลานแล้วชมการแสดงจากภายในรถ และถึงแม้ว่าอรรถรสในการชมคอนเสิร์ตจะลดลงไปบ้าง แต่หลายคนก็พยายามที่จะสนุกไปกับการแสดง


1590208625358.jpg

kinyupen_adminMay 23, 2020

“เต้าทึง” ชื่อเรียกขนมหวานชนิดหนึ่งของคนจีน ประกอบด้วย ถั่วเขียว ลูกบัว ลูกเดือย ลูกพลับ วุ้น และแป้ง ต้มกับน้ำตาล คนจีนสมัยก่อนนิยมบริโภคแบบร้อนเพื่อให้ร่างกายอบอุ่นในช่วงฤดูหนาว เพราะเป็นขนมที่รวมเอาธัญพืชต่างๆ ไว้มากมาย อุดมไปด้วยโปรตีน สร้างพลังงานให้กับร่างกาย

ปัจจุบันสามารถเลือกทานได้ทั้งแบบร้อน และแบบเย็น ขึ้นอยู่กับความชอบ แต่ไม่ว่าจะเลือกแบบไหน คุณประโยชน์ก็ไม่ได้หายไป

 

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จะมาแนะนำสูตรเต้าทึง ทำง่าย สดชื่น คลายร้อน แทนการกินน้ำแข็งใส แถมยังอุดมคุณประโยชน์จากธัญพืชหลากหลายชนิดอีกด้วย 

 

 

วัตถุดิบ

  1. ลูกเดือย 250 กรัม 
  2. แปะก๊วย 200 กรัม
  3. ถั่วแดง 100 กรัม 
  4. เม็ดลำไยอบแห้ง  2 ช้อนโต๊ะ
  5. พุทราจีนเชื่อม  100 กรัม 
  6. เม็ดเก๋ากี้ 100 กรัม 
  7. น้ำตาลทรายแดง และ ขาว 500 กรัม 
  8. ใบเตย 3 – 4 ใบ 

วัตถุดิบเหล่านี้ถือว่าเป็นตัวละครหลัก แต่หากคุณจะเพิ่มพวก เม็ดบัว ถั่วเขียว สาคู วุ้น เฉาก๊วย ก็ได้ตามชอบ  

 

ขั้นตอนการทำ

– ล้างลูกเดือยด้วยน้ำสะอาดที่ผสมเกลือเล็กน้อย 3 – 4 ครั้ง หลังจากนั้นล้างออกด้วยน้ำสะอาด ก่อนจะแช่ลูกเดือยทิ้งไว้ 3 – 4 ชั่วโมง หรือจะแช่ค้างคืนก็ได้ เพื่อให้เปื่อย ต้มสุกง่าย 

– ต้มแปะก๊วยและถั่วแดงให้สุก พักไว้รอนำมาต้มรวมกัน

– หลังจากแช่ลูกเดือยให้เปื่อยได้ที่ ล้างอีกครั้ง แล้วใส่หม้อต้มให้เดือด คอยช้อนฟองออก

– นำถั่วแดง แปะก๊วย เม็ดลำไยอบแห้ง พุทราจีน ลงไปต้มพร้อมกัน ประมาณ 30 นาที 

– เติมน้ำตาล ชิมรสตามชอบ ใส่ใบเตยและเม็ดเก๋ากี้ลงไป แล้วปิดเตายกหม้อลง

 

หากไม่เติมน้ำตาลลงไปขณะต้ม สามารถใช้น้ำเชื่อมใส่ขณะทานแทนได้ และหากอยากเก็บไว้ทานได้นาน ให้แบ่งใส่กล่องไว้เป็นมื้อๆ แล้วเก็บในช่องฟรีซตู้เย็น อย่าเก็บทั้งหม้อที่ต้ม เพราะอาหารแช่แข็งนั้นเมื่อนำออกมาทาน ควรทานทีเดียวให้หมด ไม่ควรนำส่วนที่เหลือกลับเข้าช่องแข็งซ้ำจะทำให้เสียเร็ว หรือจะดัดแปลงเป็นไอศกรีมแท่งไว้ทานก็ได้ อร่อย ง่าย  คลายร้อน

 


Thermage-aging-Cover_1.jpg

kinyupen_adminMay 21, 2020

ในยุคที่สาวๆ ต้องหน้าเรียว “วีเชฟ” ทำให้หลายคนเริ่มหันมาสนใจโปรแกรมเสริมความงามที่ช่วยยกกระชับใบหน้ากันมากขึ้น แต่ทราบหรือไม่ว่า ไม่ใช่ทุกโปรแกรมและทุกเครื่องที่เหมาะกับปัญหาหรือความต้องการของเรา วันนี้กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอพาสาวๆ ไปทำความรู้จักก่อนยกหน้าเรียวสวยได้ดั่งใจ

 

 

Ulthera ‘อัลเทอรา ‘ หรือ HIFU เป็นเลเซอร์คลื่นเสียงที่ช่วย ยกกระชับ ระดับลึก

ทำงานอย่างไร : ใช้คลื่น Ultrasound ที่สามารถส่งผ่านพลังงานได้ลึกถึงชั้น SMAS โดยคลื่นเสียงนี้จะส่งผลให้เกิดการหดตัวของบริเวณชั้นผิวคล้ายกับการเย็บ และยังส่งผลให้เกิดการกระตุ้นเนื้อเยื่อให้สร้างคอลลาเจนใหม่ ทำให้หน้าดูเฟิร์มกระชับ

ระยะเวลา : กระบวนการนี้ใช้เวลาเพียง 30-60 นาทีและเห็นผลลัพท์ที่หลังทำทันที โดยผลลัพท์จะชัดเจนขึ้นเมื่อครบ 3 เดือน และผลลัพท์จะคงอยู่ประมาณ 1-2 ปี ตามสภาพผิวของแต่ละคน

ข้อดี     

– ผู้ที่ต้องการปรับกรอบหน้าให้เรียวกระชับ

– เหมาะสำหรับผู้ที่มีแก้มเยอะ เนื่องจากพลังงานที่ใช้สามารถส่งได้ถึงชั้นผิวหนังในระดับที่แพทย์ผ่าตัดได้

– กระชับผิวหน้าหย่อนคล้อยตามวัย

– ยกหางคิ้วที่ตก, รูขุมขนกระชับ, ผิวหน้าเรียบเนียน

– กำจัดไขมันบริเวณเหนียง คอกระชับขึ้น

– มีความปลอดภัยสูง ไม่กระทบต่อบริเวณอื่นๆ ไม่มีรอยแผล

– หลังทำสามารถใช้ชีวิตได้ปกติ ทาครีมแต่งหน้าได้ทันที

ข้อควรระวัง

– มีราคาสูง (15,000+ บาท)

– ในบางรายอาจรู้สึกเจ็บเนื่องจากการปล่อยพลังงานจะให้ความรู้สึกคล้ายหนามเล็กๆ แต่ก่อนทำแพทย์จะลงยาช้าให้ประมาณ 30-45 นาที

– อาจมีอาการแดงเป็นจ้ำ  หรือเขียวช้ำ แต่ส่วนใหญ่จะจางภายใน 1 ชั่วโมง

 

 

 

Thermage

ทำงานอย่างไร : เป็นคลื่นความถี่วิทยุพลังงานสูง ลงลึก 4.3 มม. ได้ตั้งแต่ชั้นผิวบนสุดจนถึงชั้นไขมันหรืออาจจะ SMAS ส่วนบน โดยจะช่วยแก้ไขปัญหาผิวหย่อนคล้อย ลดไขมันสะสมใต้ผิวชั้นลึก

ระยะเวลา : ใช้เวลาในการทำ 1-2 ชั่วโมง และหลังจากที่เนื้อเยื่อเริ่มสร้างคอลลาเจน จะได้ผลเต็มที่ใน 6 เดือนและผลลัพท์อยู่ได้นาน 1-2 ปี

ข้อดี

– ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนอีลาสตินในทุกชั้นของผิวตั้งแต่ชั้นหนังแท้ลงมาถึงชั้นไขมัน

– ความเจ็บปวดน้อยกว่าอัลเทอราอยู่พอสมควร

– สามารถทำได้หลากหลายส่วน เช่น ผิวหน้า เหนียง คอ ร่างกาย เช่น หน้าท้อง รวมถึงจุดที่บอบบางอย่างเปลือกตา

ข้อควรระวัง

– มีราคาที่ค่อนข้างแพง ในคลินิกชั้นนำ เริ่มต้นที่ 25,000 บาท / 400 shots (ราคาขึ้นอยู่กับจำนวน shots และรุ่นที่ใช้)

ความทนผิวของแต่ละคนไม่เท่ากัน จึงอาจก่อให้เกิดอาการ Burn หรือ ผิวไหม้ได้ ควรปรึกษาแพทย์ถึงระดับที่ผิวเรารับไหว

 

 

Thread Lifting การร้อยไหม

ทำงานอย่างไร? : ยกกระชับผิวหน้าด้วยการสอดไหมชนิดละลายเข้าไปในชั้นผิวหนังเป็นการฟื้นฟูใบหน้าที่มีผลลัพท์ระยะเวลาสั้น เหมาะกับผู้ที่มีความหย่อยคล้อยเล็กน้อยถึงปากลาง

ระยะเวลา : : กระบวนการนี้ใช้เวลาเพียง 20-30 นาทีส่วนมากอยู่ได้ประมาณ 6-8 เดือน สูงสุด 3 ปี ขึ้นอยู่กับลักษณะของไหม

ข้อดี     

ราคาไม่แรงมาก ขึ้นอยู่กับชนิดไหมที่เลือกว่าใช้วัสดุอะไร เป็นญี่ห้อที่นิยมหรือไม่

มีความเสี่ยงค่อนข้างต่ำ มีความปลอดภัยสูง

– ไม่ต้องใช้เวลาพักฟื้นนาน

– ตลอดกระบวนการที่ไหมค่อยๆ ละลาย เนื้อเยื่อจะกระตุ้นไฟโบรบาสต์ในร่างกายให้สร้างคอลลาเจนเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นการตอบสนองโดยธรรมชาติ

ข้อควรระวัง

อาจเกิดอาการไม่พึงประสงค์ได้บ้าง เช่น ปวด บวม แดง แต่ 2-3 วันก็จะหายเป็นปกติ

– อาจเกิดความผิดพลาดขึ้นได้จากการติดเชื้อ เส้นประสาทเสียหาย และใบหน้าที่ไม่สมดุล หากไม่ดูแลตนเองตามคำแนะนำของแพทย์

 

 

ข้อมูลจาก : Honestdocs.co