Kinyupen-GenXY-Stopshop.jpg

kinyupen_adminJune 23, 2020

วัยทำงานของคนไทย ปัจจุบันจะมีอยู่ 3 เจน คือ Gen X Gen Y และ Gen Z ที่มีช่วงอายุตั้งแต่ 23 – 55 ปี  โดยหนี้ก้อนโตแต่ละกลุ่มจะสัมพันธ์กับความต้องการและพฤติกรรมของช่วงอายุ คือ หนี้ที่อยู่อาศัยจะเป็นของ Gen X และ Gen Y ส่วนหนี้รถยนต์ หรือ สินเชื่อประเภทเช่าซื้อจะเป็นกลุ่ม Gen Y และ Gen Z โดยเฉพาะ เนื่องจาก 2 กลุ่มนี้ส่วนใหญ่เริ่มค้าขายออนไลน์ ทำให้เป็นหนี้ในสินเชื่อหลายประเภท ทั้งสินเชื่อบุคคล บัตรกดเงินสด และจากข้อมูลเครดิตบูโรล่าสุด ระบุว่า Gen Z มีหนี้กระจุกตัวในกลุ่มสินเชื่อรถยนต์

 

Gen Y-Gen Z หนี้ควรหยุดสร้าง วางแผนออมบ้าง ถ้าอยากรวย
Gen Y-Gen Z หนี้ควรหยุดสร้าง วางแผนออมบ้าง ถ้าอยากรวย

 

การเป็นหนี้ของกลุ่มคนต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ทั้ง Gen Y และ Gen Z ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพฤติกรรม ค่านิยมในการใช้ชีวิต ที่ต้องการทั้งความสนุกสนาน ความมีอิสระในการดำเนินชีวิต แต่ขาดความเข้าใจ หรือความใส่ใจด้านบริหารจัดการเงินโดยเฉพาะวินัยด้านการออมประกอบกับค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตในเมืองจะค่อนข้างสูงจึงส่งผลให้เกิดหนี้และเอาเงินอนาคตมาใช้

 

ดังนั้นสิ่งที่กลุ่ม Gen Y และ Gen Z ต้องทำแต่วันนี้ด้วยเทคนิคพื้นๆ แต่ต้องมีวินัย คือ

 

Credit : www.jobstreet.com.sg

 

  1. ทำบัญชีรายรับ รายจ่ายทุกวันและทบทวนดูทุกสิ้นเดือน ว่าใช้เงินในส่วนใดมากสุด อาจแปลกใจก็ได้ว่าส่วนใหญ่หมดไปกับกาแฟและชาไข่มุก หรือ shopping online ที่สุดท้ายไม่ได้ใช้
  2. สร้างวินัยการออมและลงทุนเพื่ออนาคต โดยเลือกรูปแบบการออมที่คิดว่าเหมาะกับสถานการณ์และแผนในอนาคตของตนเอง ซึ่งมีหลักที่สำคัญ 3 ประการ

2.1 วางแผนและประเมินผลตอบแทน / ความเสี่ยง

ไม่ยากอย่างที่กังวล..เพราะมีตัวช่วยสำหรับวางแผนและประเมินผลตอบแทน ที่จัดทำเป็นแบบสอบถามในonline สำหรับผู้ต้องการวางแผนการลงทุนอาจดูในเว็บตลาดหลักทรัพย์ หรือ บลจ.ของธนาคารต่างๆ ว่าเราจะรับความเสี่ยงได้มากน้อยเพียงใด เช่น รักษาเงินต้นทั้งหมด หรือ ขาดทุนได้บ้าง ทั้งกำหนดว่าต้องการผลตอบแทนเท่าใดต่อปี  ทั้งนี้ความเสี่ยงกับผลตอบแทนจะผกผันกันเสมอโดยเกณฑ์ในการเลือกอาจเปรียบเทียบกับดอกเบี้ยเงินฝากประจำ

 

2.2 คัดเลือกและจัดสรรสัดส่วนการลงทุน

เงินที่จะออมในระยะยาวจัดสรรได้หลายวิธี ทั้งประกันเงินออม ประกันบำนาญ ซึ่งจะได้เงินคืนในระยะยาวแบบเป็นก้อนหรือแบบรายเดือน และยังมีการลงทุนในรูปแบบซื้อผ่านกองทุนที่มีหลากประเภท ลงทุนในหุ้นกู้ ลงทุนในตลาดหุ้น หรือล่าสุดลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล หรือ ลงทุนซื้อกองทุนที่ให้ผลตอบแทนลดหย่อนภาษีอย่าง SSF ที่มาแทน LTF โดยมีระยะเวลา 7 ปี  และกองทุน RMF ที่จะมีเงื่อนไขมากกว่าคือขายคืนได้ต่อเมื่ออายุครบ 55 ปี (ควรศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม)

หากวิธีการจัดสรรสัดส่วนการลงทุนมีหลักการง่ายๆ ที่ บลจ.ไทยพาณิชย์ แนะนำคือ การคุมความเสี่ยงและผลตอบแทนให้ตอบโจทย์การลงทุน ควรจะมีการกำหนด Risk Management เช่น ไม่ลงทุนในตราสารใดเกิน 30% หรือ ไม่ควรลงทุนในอุตสาหกรรมเดียวกันมากกว่า 40% เช่น ไม่ซื้อหุ้นโรงไฟฟ้า หรือ หุ้นด้านพลังงานหลายๆ รายแต่ให้กระจายในอุตสาหกรรมอื่น ๆ

 

2.3 ติดตามผลลงทุนต่อเนื่อง

หลายคนมักจะลงทุนในกองทุน หรือ หุ้น แล้วปล่อยไว้รอเก็บเกี่ยว หากสิ่งหนึ่งที่ควรระวังและใส่ใจคือการติดตามผล วิธีการง่ายๆ หากลงทุนในกองทุน หรือ หุ้นประเภทใด สิ่งที่ควรดู คือข่าวจากสื่อต่างๆ ที่มาจากกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน นโยบายของภาครัฐที่จะทำให้เราประเมินแนวโน้มได้ หรือ ใบสรุปผลตอบแทนที่แต่ละกองทุนจะส่งมาให้รายไตรมาส อย่างน้อยเพื่อรู้ อย่างดีก็ย้ายปรับเปลี่ยนได้ทัน เช่นหากลงทุนในกลุ่มหุ้นบริษัทการบิน และในช่วงโควิดที่คนหยุดเดินทางอาจต้องขายออกชั่วคราวเพื่อไม่ตกใจกับราคาหุ้นที่จะร่วงลง แต่สำหรับผู้ที่ลงทุนในหุ้นก็มีเครื่องมือติดตามผลในสื่อออนไลน์ที่สามารถเลือกโปรแกรมได้ตามชอบ

 

Credit : www.theedvantage.org

 

  1. มีเงินออมสำรองฉุกเฉิน

เหตุการณ์ไม่คาดคิดมักเกิดเสมอ ดังนั้นไม่ให้การลงทุนเพื่ออนาคตต้องชะงัก หรือ ลดมูลค่าเนื่องจากส่วนใหญ่เป็นการลงทุนระยะยาว จังหวะที่ต้องการถอนออกอาจไม่ใช่ช่วงราคาดี จึงควรกันเงินส่วนหนึ่งให้เป็นการออมเผื่อฉุกเฉิน ในส่วนนี้ไม่จำเป็นต้องใช้ก้อนใหญ่ทีเดียวหากทยอยสะสม เช่น เงินฝากประจำรายเดือนระยะสั้น หรือ สลากออมสินที่หลัง 3เดือนสามารถขายได้โดยไม่ถูกหักเงินต้น หรือ เก็บเงินได้ระยะหนึ่งซื้อทองแท่งหากต้องการขายก็จะทำได้ทันที (แนะนำเฉพาะผู้ที่สามารถจัดเก็บในที่ปลอดภัย)

ทั้งหมดนี้ คือ การวางแผนเพื่อออมและจัดเก็บหากในส่วนของการใช้จ่าย สิ่งที่พึงระวังคืออย่าใช้บัตรเครดิตโดยหลงไปกับโปรโมชั่น 0% เพราะวันที่รูด กับวันที่จ่ายสถานการณ์อาจไม่เหมือนกัน

 

กิน อยู่ เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตจึงขอให้ทุกคนมีสุขภาพการเงินที่ดีทั้งจ่ายทั้งออม และมีแผนการเงินที่ยืดหยุ่นในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน


-Cover-1-2.jpg

kinyupen_adminJune 23, 2020

เปิดตำนาน ราดหน้า “ยอดอร่อย” จากหน้าวัง สู่หน้าคุก ต้นตำรับราดหน้าเจ้าเก่า ราดหน้ายอดผัก

ที่มาของคำว่า ยอดอร่อย

เดิมทีราดหน้าเจ้านี้อยู่ในตรอกวังบูรพา ที่ปัจจุบันอยู่ปากตรอกร้านบ้านช่างทอง โดยย่านนั้นเมื่อกว่า 50 ปีก่อนถือเป็นย่านเจริญ เพราะมีโรงภาพยนตร์ถึง 3 แห่ง คือโรงภาพยนตร์แกรนด์ โรงภาพยนตร์คิงส์ และโรงภาพยนตร์ควีนส์ ถัดจากนั้นไปก็จะเป็นโรงภาพยนตร์เฉลิมกรุง ทั้งยังใกล้กับแหล่งขายผ้าและขนมหวานอย่างสะพานหัน พาหุรัด ความเจริญและยอดนิยมจะเห็นได้จากการเป็นย่านแรกของการตั้งร้านไอศกรีมหรือ โดนัทเพราะศาลาโฟรโมสต์ แฟรนไชส์ไอศกรีมแห่งแรก (คล้ายสเวนเซ่นส์ปัจจุบัน) หรือ มิสเตอร์โดนัทก็เริ่มตั้งที่นี่เป็นแห่งแรก

 

 

ความนิยมของราดหน้าในตรอกวังบูรพาจะวัดได้จากจำนวนผู้ที่มากิน นับแต่การเปิดร้านคือสี่โมงเย็น จนถึงตีสอง เนื่องจากสมัยก่อนโรงภาพยนตร์รอบดึกเลิกเวลาเกือบเที่ยงคืนและบางทีมีรอบมิดไนท์ ประกอบกับไนท์คลับและบาร์จะเลิกช่วงเที่ยงคืน มีเรื่องเล่าว่า ดาราอินเดียที่บินมาเปิดภาพยนตร์ถึงขั้นซื้อขึ้นเครื่องกลับบ้าน

 

 

หากในช่วงที่ราดหน้าตรอกวังบูรพากำลังเฟื่องสุดขีดนั้นเจ้าของพื้นที่ต้องการใช้พื้นที่ก่อสร้างโรงแรมและอาคารพาณิชย์ เถ้าแก่หอย (เจ้าของสูตร) ก็วางแผนย้ายร้านไปตึกแถว 2 คูหาฝั่งตรงข้ามหน้าเรือนจำลหุโทษคลองเปรม (สมัยก่อนเรือนจำชายลหุโทษคลองเปรมเป็นสถานที่กักขังนักโทษชายสถานเบา) ที่เถ้าแก่ใช้ทำเป็นบ้านและร้านกาแฟ-อาหาร ใช้ชื่อห้องอาหารพระนคร (นี่อาจเป็นที่มาที่ทำให้ชาวพันทิปบางท่านเข้าใจว่าราดหน้าร้านนี้คือ พระนคร :คาดเดา)

 

ในช่วงนี้เอง เถ้าแก่ต้องคิดหาชื่อร้านและติดประกาศย้ายที่ตั้ง..ระหว่างนั้นมีคนที่ทานในร้านเสร็จเป็นเด็กอายุ 3-4 ขวบที่มากับพ่อแม่ มายืนอยู่หน้าร้านและยกนิ้วให้กับเถ้าแก่ พร้อมตะโกนบอก “ยอด ยอด ยอดอร่อย” นี่จึงเป็นที่มาของชื่อร้านยอดอร่อย โดยร้านใหม่เปิดขายตั้งแต่ 11 โมงเช้าปิดตีหนึ่ง โดยมีระยะพักช่วง 4 โมง ถึง 6 โมงเย็น

 

ด้วยสมัยก่อนร้านอาหารและแหล่งบันเทิง ไม่ได้มีมากมาย ทำให้ลูกค้าหลายรายเป็นลูกค้าประจำมีการพูดคุย และมีเรื่องเล่าสนุกสนานแบบที่ไม่พบในบรรยากาศสมัยนี้ที่คนกินทั้งร้านสามารถหัวเราะ พูดคุยกันในเรื่องเดียวกัน รวมถึงมีการแข่งขันท้ากินก๋วยเตี๋ยวว่าใครได้มากกว่า หรือบางทีจะเห็นผู้ใหญ่ในวงการสื่อ วงการทหารมานั่งกินพร้อมผู้ติดตามไม่นับ รถ ร.ย.ล.ที่จะมาซื้อประจำจัดใส่สำรับแยกหมู แยกผัก และเส้นเพื่อเตรียมอุ่นในยามดึก

 

 

การคิดค้นสูตรราดหน้า

 

หัวใจของราดหน้าที่จะให้อร่อย คนมักนึกถึงสูตรหมักหมู หมักเนื้อ (นี่ก็มีเรื่องเล่าครั้งสมัย ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัฒน์ ทำเชลล์ชวนชิม มาทีไรจะต้องชิมหมูและเนื้อดิบพร้อมจะขึ้นป้ายเชลล์ชวนชิมแต่เถ้าแก่หอยไม่เอาด้วยความเป็นคนจีนจึงเกรงจะวุ่นวายประกอบกับ ม.ร.ว. ถนัดศรีไม่ได้พูดคุยหว่านล้อมต่างจากแม่ช้อย นางรำ จึงเป็นที่มาของป้ายเปิปพิสดารที่แม่ช้อย นางรำให้กับร้านอาหารเรียกได้ว่าในยุคแรกเลยก็ว่าได้)

 

ความจริงหัวใจของราดหน้าคือส่วนประกอบทั้งหมดตั้งแต่ การเตรียมน้ำซุปสำหรับทำน้ำราดหน้า การเตรียมหมูและเนื้อที่ในช่วงหน้าร้อนกับหน้าหนาวก็จะแตกต่างกัน การผัดเส้นที่จะต้องกระตุ้นให้แป้งตื่นตัวและส่งกลิ่นหอม การผัดหน้าที่จะทำอย่างไรให้ผักคะน้าสุกกรอบกำลังกิน รวมถึงน้ำหนักมือในการใส่เครื่องปรุงที่มีทั้งน้ำปลา น้ำตาล น้ำเต้าเจี้ยวผัด พริกไทย (สิ่งที่ยืนยันข้อเหล่านี้คือร้านยอดอร่อยมีคนยืนผัดหน้า 4-5คน แต่ถ้าเป็น รถ ร.ย.ล. คนผัดจะต้องเป็นเจ๊ที่คุ้นหน้าคนเดียวเท่านั้นเพราะมีเสียงสะท้อนก่อนหน้าว่าทำไมรสชาติเปลี่ยน)

 

คำถามจากพันทิป

น้ำปรุงในกา

  • คือน้ำปลารสดี ที่มีส่วนผสมของน้ำมันหอย โดยน้ำปลาจะสั่งจากโรงงานมาครั้งละไม่ต่ำกว่า 10 ไหไม่ใช่แบรนด์ที่อยู่ในตลาดปัจจุบัน ส่วนน้ำมันหอย นั้นเถ้าแก่เคี่ยวขึ้นมาเองโดยพัฒนาสูตรจากการที่ได้ไปชิมที่เกาะฮ่องกง ซึ่งหอยที่ใช้ในยุคนั้นไม่มีแบบที่เห็นในเกาะฮ่องกงจึงประยุกต์ใช้เป็นหอยแมลงภู่และหอยลายเคี่ยวรวมกัน

ปัจจุบันมีขายที่ไหน

  • ร้านยอดอร่อยหลังจากเลิกแล้วก็ไม่ได้มีการดำเนินการต่อ เพราะด้วยคนผัด และข้อจำกัดของคนเสิร์ฟ ประกอบกับร้านสาขาที่เป็นของลูกสาวคนโตหน้าหมู่บ้าน ต.รวมโชค โชคชัย 4 ก็เลิกตามติดมาหลังจากนั้นไม่กี่ปี

 


 

สูตรการทำราดหน้าต้นตำรับร้านยอดอร่อย ปรับวัตถุดิบและเครื่องปรุงตามยุคสมัยสำหรับทำรับประทานในบ้าน แต่ยังคงรสชาติความอร่อย

 

 

วัตถุดิบ

  • กระดูกเล้ง 1 กิโลกรัม และซี่โครงไก่ 1 ตัว
  • เต้าเจี้ยวสูตรพิเศษ (หอมแดง 3 หัว + กระเทียมไทย 1 ช้อนโต๊ะ+ เต้าเจี้ยวบด 1 ช้อนโต๊ะ)
  • เส้นใหญ่ 2 กิโลกรัม
  • ผักคะน้า 5 กิโลกรัม
  • น้ำมันหมู 500 กรัม
  • เนื้อหมูส่วนที่เป็นเนื้อสัน 500 กรัม เนื้อสะโพก 500 กรัม (เพิ่มปลาหมึก กุ้งตามชอบ)
  • น้ำตาล น้ำมันหอย ซอสปรุงรสฝาเขียว ซีอิ๊วขาวหรือน้ำปลา และพริกไทย
  • แป้งมัน 2 ช้อนโต๊ะ และแป้งฮ่องกง 1 ช้อนโต๊ะ

 

ขั้นตอนการเตรียมส่วนประกอบหลัก

น้ำซุป (ประยุกต์)

  1. ล้างกระดูกเล้งกับซี่โครงไก่ด้วยน้ำเกลือให้สะอาด ลวกน้ำทิ้ง 1 ครั้ง ก่อนนำมาต้ม
  2. เปิดไฟตั้งหม้อใส่กระดูกเล้งกับซี่โครงไก่ลงไปต้มกับหอมใหญ่หรือหัวไชเท้าประมาณ 1 ชม.

เต้าเจี้ยวสูตรพิเศษ

  1. นำหอมแดงและกระเทียมสับรวมกันให้ละเอียด แล้วนำไปเจียวกับน้ำมัน
  2. เติมเต้าเจี้ยวบดละเอียด ผัดรวมกันจนมีกลิ่นหอม

เส้นใหญ่

  1. ตั้งกระทะให้ร้อน ไม่ต้องใส่น้ำมัน
  2. นำเส้นใหญ่ลงไปผัดให้มีกลิ่นหอม ตักพักไว้

หมูหมัก

  1. ล้างเนื้อหมูให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นตามแนวขวางของลายเส้นเนื้อจะได้ไม่เหนียว ถ้ามีพังผืดติดมาให้แล่ออก
  2. หมักด้วยพริกไทย แป้งมัน น้ำมัน และน้ำแข็งหรือน้ำเย็น เพื่อให้เนื้อหมูนิ่มอิ่มน้ำ คนทุกอย่างให้เข้ากัน พักทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที ก่อนนำไปแช่ตู้เย็นประมาณ 1 – 2 ชม. (สามารถนำกุ้งและปลาหมึกไปผสมรวมกับหมูหมักก่อนนำเข้าตู้เย็นได้)

 

 

ขั้นตอนการทำ

  1. ตั้งกระทะเปิดไฟแรง ใส่น้ำมันหมู ตามด้วยผักคะน้าลงไปผัด
  2. ระหว่างผัดผักคะน้าคอยเติมน้ำซุปเลี้ยงไว้รอบๆ เพื่อให้ผักยังมีสีเขียวและกรอบ ปริมาณน้ำซุปที่เติมต้องไม่มากหรือน้อยเกินไป กะให้พอดีกับจำนวนคนที่รับประทาน
  3. ใส่เนื้อหมู กุ้ง ปลาหมึก ตามลำดับ ปล่อยทิ้งไว้ให้พอเดือด
  4. ปรุงรสด้วยเต้าเจี้ยวที่เตรียมไว้ ตามด้วยน้ำตาล ซอสปรุงรส น้ำมันหอย ซีอิ๋วขาว (หรือใช้น้ำปลาแทนก็ได้)
  5. ลดไฟลง เติมแป้งมันกับแป้งฮ่องกงที่ผสมน้ำไว้ลงในกระทะ ใส่ทีละน้อยและคนไปพร้อมๆกัน เพื่อไม่ให้แป้งจับตัวเป็นก้อน
  6. ผัดให้เข้ากันจนข้นพอดี แล้วตักราดบนเส้นใหญ่ที่ผัดเตรียมไว้ พร้อมรับประทาน

 

เคล็ดลับความอร่อยที่เจ้าของสูตรฝากบอกต่อ

  • ผักคะน้าใช้ต้นใหญ่ เด็ดใบแก่ออก เอาแต่ช่วงยอด ปอกเปลือกลำต้น ล้างน้ำให้สะอาด แช่ทิ้งไว้อย่างน้อย 30 นาที ล้างน้ำทิ้งอีก 1 ครั้ง พักให้สะเด็ดน้ำ ถ้ายังไม่ทำในตอนนั้นให้นำน้ำแข็งมาวางไว้ด้านบนช่วยเพิ่มความกรอบ
  • น้ำซุปที่นำมาใส่ตอนผัดหน้าต้องตั้งไฟให้ร้อนอยู่ตลอดเวลาจะช่วยให้ผักยังคงสีเขียวและกรอบ และถ้าหากอยากได้รสชาติดียิ่งขึ้นให้ใส่ หอม ข่า กระชาย กระเทียม พริกที่คั่วจนหอมใส่ถุงผ้ากรองเคี่ยวไปพร้อมกัน
  • การใส่แป้งฮ่องกงลงไปผสมกับแป้งมันจะช่วยให้แป้งไม่คืนตัวเป็นน้ำ
  • เส้นราดหน้า ผัดจานต่อจานอร่อยกว่าที่จะผัดทิ้งไว้ เพราะจะทำให้เส้นติดเป็นก้อน

 

หมายเหตุ : เส้นใหญ่ในปัจจุบันจะผสมแป้งมันลงไปด้วย ซึ่งจะต่างจากสมัยก่อนที่จะใช้แป้งข้าวเจ้าล้วน


Kinyupen-Prison-Break-2000s.jpg

kinyupen_adminJune 22, 2020

ย้อนดูการวางแผนแหกคุก จากสติปัญญานักโทษยุคหลังปี 2000 ตั้­งแต่สุดยอดมหาเศรษฐีเจ้าพ่อยาเสพติด เอลชาโป แห่งเม็กซิโก ทุ่มเงินสร้างสุดยอดการเจาะอุโมงค์ใต้ดินสุดไฮเทค ไปจนถึงวิธีพื้นๆ แบบปลอมตัวเป็นสาว หรือแปลกสุดกับการใช้วิธีดัดตัวลอดช่องลูกกรงส่งอาหารของปรมาจารย์โยคะจากเกาหลี

 

 

ในช่วงหลังปี 2000 เป็นต้นมามีคดีแหกคุก ในรูปแบบแปลกๆ เกิดขึ้นจนเป็นข่าวฮือฮามาแล้วหลายคดี และเหล่านี้คือวิธีการแหกคุกที่หลายคนยังจำได้ดี เพราะนอกจากจะทำให้เห็นถึงวิธีการแปลกประหลาดในการหลบหนีแล้ว ยังทำให้เห็นความพยายามของที่ต้องการทำทุกอย่างเพื่อ “อิสรภาพ” ของมนุษย์นั่นเอง

 

 

เอล ชาโป เจ้าพ่อยาเสพติด กับการแหกคุกบันลือโลก

 

 

คดีแหกคุกที่โด่งดังมากที่สุดในยุค ปี 2544 -2558  ต้องยกให้คดีของ  โจอาควิน เอล ชาโป กุซแมน (Joaquin El Chapo Guzman) เจ้าพ่อค้ายาเสพติดชาวเม็กซิกันซึ่งเป็นที่รู้จักในนาม ‘El Chapo’ ซึ่งมีบทบาทอย่างมากตั้งแต่ปี  2523 และก้าวขึ้นมาเป็นพ่อค้ายาเสพติดที่ทางการสหรัฐฯ ต้องการตัวมากที่สุด เขาปฏิบัติการแหกคุกสำเร็จถึงสองครั้ง โดยครั้งล่าสุดเกิดขึ้นที่คุก อัลติพลาโน่ ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น “อัลคาทราซ” ของเม็กซิโก ซึ่งเป็นคุกที่มีความไฮเทคทันสมัย และเป็นหนึ่งในคุกที่ดีที่สุดในเม็กซิโก

 

เพราะความร่ำรวยของเอลชาโป ทำให้เขาสามารถวางแผนการหลบหนีได้อย่าแนบเนียน และซับซ้อนชนิดช็อคโลก โดยเฉพาะครั้งล่าสุด จากการว่าจ้างวิศวกรหัวกะทิ ออกแบบเส้นทางการหลบหนีด้วยการเจาะอุโมงค์ใต้ดินเป็นระยะทางกว่า 1 ไมล์ หรือราว 1.6 กิโลเมตร จากบริเวณภายนอกสู่พื้นที่ภายในห้องอาบน้ำในคุก ซึ่งเป็นจุดเดียวที่ไม่มีกล้องวงจรปิด

 

ภายในอุโมงค์ติดตั้งระบบไฟฟ้า,ระบบดูดอากาศเพื่อให้หายใจได้ระหว่างหลบหนี และยังมีมอเตอร์ไซค์รางสำหรับนำตัวเขาออกจากคุกได้อย่างรวดเร็วกว่าเดิมหลายเท่า  ว่ากันว่าเอล ชาโป ใช้เงินไปกว่า 5 ล้านดอลลาร์สำหรับการเจาะอุโมงค์นี้ ยังไม่นับเงินที่ต้องจ่ายเป็นสินบนให้กับเจ้าหน้าที่เรือนจำของเม็กซิโกด้วย อย่างไรก็ตาม เจ้าพ่ออัลชาโป ได้ใช้ชีวิตอยู่นอกคุกได้เพียง 6 เดือน ก่อนที่จะถูกนาวิกโยธินสหรัฐฯ จับตัวได้ และเขาได้ถูกศาลกลางสหรัฐตัดสินจำคุกตลอดชีวิตอีกครั้งเมื่อปี 2559

 

แหกคุกด้วยโยคะที่แทกู เกาหลีใต้

 

 

ในประเทศเกาหลีใต้ มีการแหกคุกที่กลายเป็นข่าวไปทั่วโลก เมื่อนายซอย กาบ บก ผู้ต้องสงสัยในคดีปล้นทรัพย์ ชาวเกาหลีใต้ ปรมาจารย์ด้านโยคะ  ได้ใช้วิชาที่เขาฝึกฝนมากว่า 23 ปี  แหกคุกจากห้องขังในสถานีตำรวจเมืองแทกู หลังถูกคุมขังนาน 5 วัน  โดยชโลมร่างกายท่อนบนด้วยน้ำมันนวดตัวที่นำติดตัวมา  แล้วค่อยๆ ดัดตัวเองเพื่อมุดออกจากช่องส่งอาหารที่ประตูห้องขัง ซึ่งมีความสูงเพียง 15 ซม. กว้างเพียง 45 ซม. ได้สำเร็จภายในแค่ 34 วินาที  ก่อนที่จะใช้วิชาโยคะมุดหนีห้องขังออกไป ซอยยังไม่ลืมที่จัดฉากที่นอนภายในห้องขังของเขา เหมือนกับว่าตัวเขาเองยังนอนอยู่อีกด้วย

แต่เหมือนกับทุกคน เขาถูกจับหลับจากหนีออกไปลอยนวลเล่นโยคะอยู่ข้างนอกเพียง 6 วัน  และถูกส่งตัวกลับเข้าห้องขังที่ตำรวจไม่ยอมให้มีช่องที่เขาจะสามารถดัดตัวเล็ดลอดออกไปได้อีกต่อไป

 

ปลอมเป็นลูกสาวหนีคุก

 

 

ปลายปี 2562  เคลาวิโน ดา ซิลวา วัย 42 นักโทษคดียาเสพติดของบราซิล พยายามที่จะหลบหนีจากเรือนจำความปลอดภัยสูงเกรินซิโน ในเขตตะวันตกของนครริโอเดอจาเนโร  โดยอาศัยวิธีอำพรางเป็นลูกสาวของตัวเอง  โดยใช้หน้ากากซิลิโคนใบหน้าหญิงสาว สวมชุดชั้นในยัดหน้าอกปลอม และเสื้อยืดสีชมพู สวมกางเกงยีนส์รัดติ้ว และวิกผมยาว เพื่อที่จะตบตาเจ้าหน้าที่ว่าเขาคือหญิงสาวสุดเซ็กซี่ที่เข้ามาเยี่ยมนักโทษ  โดยในเวลานั้น มีผู้หญิงเข้ามาเยี่ยมนักโทษ 7 คน รวมถึงลูกสาวของเขาที่ยอมถอดเสื้อผ้าให้พ่อใส่ ส่วนตัวเธอซ่อนตัวในห้องขังแทนพ่อ

 

แต่แผนการของดา ซิลวา ก็ไปไม่รอดเมื่อเขาแสดงพิรุธจนทำให้เจ้าหน้าที่จับได้ และต้องถูกส่งกลับเข้าห้องขังไปอีกครั้ง แต่ไม่มีรายงานว่าเหล่าบรรดาหญิงสาวที่เข้าไปช่วยเขาถูกลงโทษอย่างไร อย่างไรก็ตามหลังเกิดเหตุ ดา ซิลวา ก็ได้ผูกคอตายภายในห้องขังหลังจากนั้นไม่นาน

 

ส่งโปสการ์ดเยาะเย้ยเรือนจำหลังหนีสำเร็จ

 

 

ต้นปีนี้ เว็บไซต์ นสพ. The Independent ของอังกฤษ เสนอข่าว ระบุว่า อูอาลิด เซ็กกากิ (Oualid Sekkaki) นักโทษที่ถูกจับกุมข้อหาครอบครองยาอี 25,000 เม็ด เมื่อปี 2560 และพยายามแหกคุกหลายครั้ง หลายวิธี เช่น ก่อเหตุชิงเฮลิคอปเตอร์เพื่อหลบหนีจากเรือนจำในเมืองบรูกส์ กระทั่งประสบความสำเร็จจากการแหกคุกเมื่อ เดือน ธ.ค. 2562 ด้วยการปีนข้ามกำแพงไปขึ้นรถที่จอดรออยู่ และหลบหนีจากเรือนจำเมืองแอนต์เวิร์ป

 

รายงานข่าวระบุว่า หลังจากหลบหนีจากคุกได้ไม่กี่เดือน เรือนจำเมืองแอนต์เวิร์ป ก็ได้รับโปสการ์ดที่ถูกส่งกลับมาที่เรือนจำพร้อมระบุว่า “สวัสดีจากประเทศไทย (Greetings from Thailand)” โดยผู้คุมคนหนึ่งกล่าวว่า จดหมายนี้ถูกส่งถึงคณะผู้บริหารเรือนจำ 3 คน เบื้องต้นเจ้าหน้าที่คาดว่าเป็นของจริงเพราะถูกส่งโดยไปรษณีย์ลงทะเบียนพร้อมประทับตราถึงเรือนจำที่ผู้ต้องขังรายนี้ถูกจำคุก แต่ไม่ยืนยันว่า อูอาลิด เซ็กกากิ อยู่ในประเทศไทยจริงหรือไม่ และจนถึงปัจจุบันก็ไม่มีรายงานความคืบหน้าว่าเขาอยู่ที่ไหน และถูกจับแล้วหรือยัง

 

 อัลคาทราช (Alcatraz)” สุดยอดตำนานแห่งการแหกคุก

 

 

สำหรับการแหกคุกระดับตำนาน ต้องยกให้การแหกคุก “อัลคาทราช (Alcatraz)” สถานที่คุมนักโทษที่มีโทษร้ายแรงของอเมริกา เมื่อ ปี ค.ศ.1962 นักโทษ 3 คนได้วางแผนแหกคุก ด้วยวิธีปีนขึ้นไปตามช่องระบายอากาศ แล้วกะเทาะฝาครอบออก หลบหนีออกไปทางหลังคาคุก โดยแผนพวกเขาเริ่มต้นด้วยการขุดผนังด้วยอุปกรณ์ที่ค่อยๆ สะสมตามจะหาได้ เช่น ช้อนโลหะในโรงอาหาร จากนั้นก็ขุดฝาผนังทุกคืนด้วยช้อนและเหรียญ อุปกรณ์โลหะขนาดเล็กอื่นๆ ที่มี ซึ่งไม่ว่าต้องใช้เวลาเท่าไหร่พวกเขาก็มุ่งมั่นขุดต่อไป

 

และเพื่อป้องกันสายตาผู้คุมได้มีการสร้างฉากกั้นขึ้นมาหลอกตาเสมือนเป็นฝาผนังจริง ที่ไม่ได้เกิดอะไรขึ้น  ระหว่างการขุดก็ให้เพื่อนนักโทษเล่นดนตรีในห้องขัง เพื่อให้เสียงดนตรีกลบเสียงขุดฝาผนัง จนถึงเวลาดับไฟเข้านอน

 

 

นอกจากนี้ นักโทษทั้งสามคนยังลักลอบนำสบู่และกระดาษชำระมาปั้นเป็นศีรษะและใบหน้าตนเองขนาดเท่าจริงพร้อมทั้งทาสีเสมือนจริง และแอบเก็บเศษผมจากร้านตัดผมนักโทษมาติดบนศีรษะหุ่นปั้น ให้เห็นทรงผมคล้ายจริงเพื่อใช้ในยามค่ำคืน ด้วยการนำผ้าห่มมาห่มจากส่วนคอลงไป หลอกตาผู้คุมที่ออกตรวจภายใต้แสงสลัวว่านักโทษกำลังนอนหลับอยู่บนเตียง

 

กระทั่งเวลาผ่านไป 8 เดือน ทั้งสามคนก็สามารถออกไปทางช่องทางที่ขุดไว้สู่หลังคาเรือนจำได้สำเร็จ แล้วข้ามสู่ฝั่งที่ห่างออกไป 2 กิโลเมตร ด้วยการนำเสื้อกันฝนของเพื่อนนักโทษกว่า 50 คนมาเป่าลมด้วยหีบเพลงอันเล็กๆ ทำเป็นแพ มุ่งสู่อิสรภาพบนฝั่งซานฟรานซิสโกได้สำเร็จ

 

ปัจจุบันเรือนจำแห่งนี้ กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวไป ในขณะที่เรื่องราวของนักโทษทั้งสามคนยังถูกนำไปเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างซีรีย์ และภาพยนตร์ แอคชั่นเกี่ยวกับ การแหกคุก หลายเรื่องไม่ว่าจะเป็น ซีรีย์ยอดนิยมอย่าง Prison Break หรือภาพยนตร์ฮอลิวู้ด “The Rock”  ที่ใช้ “อัลคาทราช (Alcatraz)” เป็นสถานที่หลักของเหตุการณ์ในเรื่องอีกด้วย

 


Kinyupen-yoga-Greeck-Orthodox.jpg

kinyupen_adminJune 22, 2020

เมื่อต้นเดือนหากใครเห็นข่าวใน BBC  ที่พาดหัวประเด็น ผู้แทนโบสถ์ของคริสตจักรในกรีกแนะนำให้ผู้นับถือศาสนาคริสต์นิกายออร์ทอดอกซ์ เลี่ยงการเล่นโยคะทั้งนี้การออกมาของผู้แทนโบสถ์แห่งคริสต์จักรของกรีกอาจเป็นเพราะ 90% ของชาวกรีกนับถือนิกายออร์ทอดอกซ์​  โดยการให้เลี่ยงดังกล่าวคาดเหตุผลส่วนหนึ่งเป็นเพราะท่าพื้นฐานของโยคะหลายท่าไม่เหมาะกับความเชื่อและความศรัทธาของชาวคริสต์อย่างเช่นท่าสุนัขก้ม (downward dog) หรือท่าไหว้พระอาทิตย์ อีกทั้งโยคะถือเป็นการปฏิบัติส่วนหนึ่งของศาสนาฮินดู ขณะเดียวกันเมื่อวันที่ 21 มิถุนายนที่ผ่านมาก็เป็นวันโยคะสากล

 

 

กิน- อยู่-เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตจึงชวนไปย้อนดูที่มาและหลักการของโยคะเพื่อเป็นเกร็ดความรู้ถึงที่มาที่ไปของประเด็นดังกล่าว  โยคะมาจากศัพท์ของคำว่า “ยุชิร” หรือ “ยุช” ซึ่งแปลว่า เทียมแอก ผูกมัด ประกอบ หรือรวมกัน ตามความหมายของศัพท์ โยคะจึงหมายถึงการเพ่งเล็งหรือการทำสมาธิเพื่อให้จิตสู่ความหลุดพ้น ซึ่งมีต้นกำเนิดจากอินเดียสมัยโบราณกว่าหลาย 1,000 ปี โยคะมีอยู่ด้วยกันหลายสำนักซึ่งวิธีและเป้าหมายจะต่างกันไปโดยบรรดาฤาษีหรือโยคีต่างฝึกเพราะเชื่อว่าคนเราจะมีจิตใจที่แข็งแรงและสมบูรณ์จะต้องร่างกายสมบูรณ์และแข็งแรงเป็นพื้นฐาน

 

หากจุดเริ่มต้นเกิดจาก 2,500 ปีที่แล้วปัตญชลี มหาโยคีชาวฮินดูผู้มีประสบการณ์ในเรื่องสมาธิได้ปรับปรุงโยคะขั้นพื้นฐาน และเขียนโศลกที่ถือเป็นพระสูตรแห่งโยคะ เรียกว่า โยคะสุตรา จึงส่งผลให้โยคะเป็นที่แพร่ หลาย

 

timesofindia.indiatimes.com

 

ผู้ที่ปฏิบัติโยคะที่เป็นผู้ชายจะถูกเรียกว่า โยคิน หรือ โยคี ส่วนผู้หญิงเรียก โยคินี ผู้สอนเรียกว่า คุรุ (ครู) เมื่อโยคะแพร่หลายสู่ยุโรปโดยใช้เป็นหนึ่งในวิธีออกกำลังกายนั้นส่วนใหญ่จะดัดแปลงจากหฐะ โยคะ (Hatha Yoga) ซึ่งเน้นการหายใจและความยืดหยุ่นของร่างกาย โดยการฝึกท่าโยคะจะเรียกว่าอาสนะ (Asanas)

ที่หมายถึงการอาศัยหรือนั่งในท่าใดท่าหนึ่ง

 

ด้วยที่มาของโยคะที่เชื่อมโยงกับศาสนาฮินดู ที่กำหนดว่าพราหมณ์จะบำเพ็ญตบะด้วยการปฏิบัติโยคะ และท่าโยคะ ที่เชื่อมโยงกับการนับถือธรรมชาติและมีเทพเป็นสัญญะ อย่างเช่นโยคะในอาสนะของสุริยะนมัสการ ซึ่งก็เป็นท่าไหว้พระอาทิตย์ หรือบางอาสนะจะเหมือนกับท่าก้มกราบ ซึ่งขัดกับบางหลักศาสนาที่กราบได้เพียงพระเจ้าของศาสนานั้นๆ เท่านั้น ทั้งมีการเปล่งเสียงโอม ที่มาจากการขานพระนาม 3 มหาเทพผู้ยิ่งใหญ่ (อุ:พระวิษณุ อะ:พระศิวะ และมะ:พระพรหม)  โยคะบางอาสนะ หรือการโอมจึงอาจเป็นอุปสรรค

 

 

อย่างไรก็ตามการฝึกโยคะจะเน้นความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของกระดูกสันหลังทำให้เลือด และสารอาหารไปเลี้ยงประสาทไขสันหลังเพิ่ม การฝึกโยคะจะทำให้การทำงานของต่อมต่างๆ รวมทั้งต่อมไร้ท่อทำงานดีขึ้น ท่าของการฝึกโยคะเป็นการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ และสอดคล้องกับการหายใจเป็นการรวมกาย และจิตร่วมกัน การฝึกท่าโยคะจะเป็นการฝึกประสาท ความยืดหยุ่น ความแข็งแรง การทรงตัว ลดความอ่อนล้าของกล้ามเนื้อ ส่งผลให้สุขภาพจิต และสุขภาพกายดีขึ้น

 

แต่ก็ยังมีวิธีออกกำลังหรือการยืดหยุ่นหลายอย่างให้เราเลือกตามความเชื่อ ความชอบ ได้แบบไม่จำกัด กิน-อยู่-เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตขอ Cheer Up ให้ทุกท่านมีสุขภาพแข็งแรง

 

 


_Ep1_FB_1.jpg

kinyupen_adminJune 22, 2020

“จะดีแค่ไหนถ้าเรามีธนาคารที่รับฝาก ความสุข ได้จริง สามารถฝาก หรือ ถอน ความสุข มาใช้ได้ทุกเมื่อตามใจเรา แต่ธนาคารแบบนี้ ตั้งอยู่ที่ไหนล่ะ” ค้นคำตอบได้แล้วที่ Podcast ธนาคารความสุข


-Cover-1.jpg

kinyupen_adminJune 18, 2020

น้ำหนักที่เพิ่มเป็นสิ่งกวนใจโดยเฉพาะวัย 40 up ถึงขั้นมีคำกล่าว แค่หายใจก็อ้วนแล้ว วันนี้กิน-อยู่-เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ได้ค้นหาและนำส่วนหนึ่งจากบทความของ ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ มาถ่ายทอดเพื่อให้ทุกท่านเข้าใจและหาเหตุหยุดอ้วนอย่างถูกหลัก

 

ภาพจาก : Brian Harris/Rex Features

 

อันตรายของโรคอ้วนนอกจากเสื้อผ้าที่ต้องซื้อใหม่ หากรวมถึงโรคภัยไข้เจ็บ การอักเสบเรื้อรัง แก่เกินวัย รวมถึงโรคเรื้อรังอย่างเบาหวาน ความดันโลหิต จนสุดที่มะเร็ง แต่เดิมเรามักเชื่อว่าออกกำลังกาย และลดอาหารจะเป็นตัวทำให้น้ำหนักลดอย่างมีนัยสำคัญ โดยสูตรออกกำลังลดอ้วนแบบคร่าวๆ คือเดินเร็ววันละ 1 ชั่วโมงจะส่งผลให้น้ำหนักลด 1 กิโลกรัมในระยะเวลา 5 สัปดาห์ หรือถ้าเปลี่ยนเป็นวิ่ง ที่ความเร็ว 7 กิโลเมตรต่อชั่วโมงจะลด 1 กิโลกรัมในระยะเวลา 4 สัปดาห์ ส่วนลดอาหาร คือเน้น 2 มื้อหลักต่อวันเว้นขนมจุบจิบ

 

ภาพจาก : https://corporissanum.com

 

หากช่วงหลายปีมานี้มีการวิจัยพบว่านอนน้อยส่งผลต่อน้ำหนัก คือถ้านอนน้อยกว่า 5 ชั่วโมงในแต่ละคืนจะมีโอกาสน้ำหนักเพิ่ม 4.5 – 7 กิโลกรัม เพราะโดยเฉลี่ยคนวัยหนุ่มสาวควรนอน 7-9 ชั่วโมง วัยกลางคนขึ้นไปอยู่ที่ 8 ชั่วโมง

 

ทั้งนี้บทความของ ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อได้อ้างอิงจากหนังสือของ Dr.Matthew Walker “Why We Sleep ว่าการนอนน้อยกว่าระดับที่จะเป็น ส่งผลให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนที่อยู่ในกระเพาะอาหารที่เรียกว่า Ghrelin เพิ่มขึ้น ซึ่งฮอร์โมนนี้ทำหน้าที่ส่งสัญญาณไปยังสมองว่าท้องว่างและหิว  หากนอนน้อยฮอร์โมนตัวนี้จะเพิ่มขึ้นและส่งสัญญาณให้สมองว่าไม่อิ่มต้องกินต่อไป ทั้งยังกระตุ้นให้เลือกกินอาหารที่มีแคลอรี่สูง นี่จึงเป็นที่มาของ อ้วนเพราะนอนน้อย

 

ภาพจาก : www.hindustantimes.com

 

แต่การนอนย่อมไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ส่งผลต่อน้ำหนักโดยมีนักวิจัยด้านสุขภาพระบุว่าเหตุของอ้วนมาจากพฤติกรรมกิน อยู่ หลับนอน  8 ประการ

  1. นอนน้อย
  2. เครียด
  3. อาหารแปรรูป
  4. ขาดสารอาหาร
  5. ปริมาณจุลินทรีย์ดีในลำไส้
  6. มลภาวะสิ่งแวดล้อม
  7. ไทรอยด์
  8. ไม่ออกกำลังกาย

ทั้งนี้สำหรับผู้ที่สนใจว่าออกกำลังประเภทใดจะช่วยลดตัวชี้วัดเสี่ยงโรคอ้วน นั้น พบว่า วิ่งจ๊อกกิ้งเป็นประจำให้ประโยชน์สูงสุด รวมถึงการการเล่นโยคะ การปีนเขา เดิน หรือเต้นรำโดยเฉพาะจังหวะ Waltz และ Foxtrot


_ฝันร้าย_สร้างเองได้_Cover_2.jpg

kinyupen_adminJune 18, 2020

ช่วงที่รอบตัวมีแต่เรื่องร้าย ทั้งการระบาดของโควิด-19 ที่ยังไม่มีทีท่ายุติและลามกระทบต่อเศรษฐกิจปากท้องที่โดนกันถ้วนหน้าไม่ว่าเจ้าของธุรกิจ มนุษย์เงินเดือน พ่อค้าแม่ค้า ซึ่งหลายคนเก็บเรื่องราวเหล่านั้นมาคิดวิตกจนนำไปสู่ฝันร้ายที่กระทบต่อทั้งสุขภาพกายใจ วันนี้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำทุกท่านไปรู้จักกับต้นเหตุที่มาที่ไป รวมถึงวิธีพาตัวเองให้หลุดพ้นจากฝันร้ายกัน

 

ฝันร้าย (nightmare) เป็นสภาวะของร่างกายที่มีการปรากฏภาพและเรื่องราวซับซ้อนกระทบแง่ลบต่อจิตใจ โดยผู้ฝันอาจสะดุ้งตื่นขึ้นมาเพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายที่รับรู้และจำได้เมื่อตื่นขึ้น ขณะเดียวกันก็นำไปสู่การหลับต่อได้ยากขึ้น

 

ภาพจาก : www.fatherly.com

 

อาการฝันร้ายมักเกิดขึ้นในช่วงหลับฝัน (Rapid Eye Movement: REM) ซึ่งวงจรร่างกายหยุดทำงาน ยกเว้นหัวใจ กะบังลม กล้ามเนื้อตาและกล้ามเนื้อเรียบ มักเกิดภาวะดังกล่าวตอนใกล้เช้า เนื่องจากช่วงหลับฝันที่เป็นระยะนอนหลับที่สมองตื่นตัวและประมวลความจำ หรือ เรียนรู้ข้อมูลใหม่ ทำให้สิ่งที่สมองประมวลออกมานั้นปรากฏภาพเหมือนจริงและส่งผลต่ออารมณ์ความรู้สึกเมื่อนอนหลับฝัน

 

ฝันร้ายของแต่ละคนมีรูปแบบแตกต่างกันตามประสบการณ์ชีวิตและจิตใต้สำนึก หากรูปแบบฝันร้ายที่คนส่วนใหญ่พบเจอจะเป็นลักษณะการวิ่งหนีสัตว์ร้าย คนร้าย อสุรกาย หรือ การสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก รวมถึงการตกจากที่สูงแบบเฉียบพลัน ส่วนผู้ที่เคยประสบเหตุการณ์สะเทือนขวัญ เช่น ประสบอุบัติเหตุ ถูกทำร้ายก็อาจฝันถึงเหตุการณ์แบบนั้นอยู่บ่อยๆ

 

สาเหตุหลักของฝันร้าย

1.ผลกระทบทางจิต มีความวิตกกังวล เครียด ประสบเหตุสะเทือนขวัญ หรือสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก รวมถึงปัญหาสุขภาพจิตบางประเภท เช่น โรคซึมเศร้า

2.ความผิดปกติของร่างกาย มีอาการป่วยบางประเภท เช่น หยุดหายใจขณะหลับ นอนหลับยาก กลัวการนอนหลับ รวมถึงการรับประทานอาหารก่อนนอน อาทิ อาหารที่ร่างกายแพ้ หรือ ย่อยยาก ฯลฯ ซึ่งส่งผลให้การทำงานของระบบเมตาบอลิซึมเพิ่มขึ้นและส่งสัญญาณให้สมองตื่นตัวมากกว่าเดิม

3.พฤติกรรมการใช้ชีวิต อาทิ นอนพักผ่อนไม่เพียงพอ ผลข้างเคียงจากการใช้ยา หรือ สารเสพติด ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป หรือ หยุดดื่มแบบหักดิบ ผู้ที่สูบบุหรี่จัด หรือ เลิกสูบกะทันหัน ฯลฯ

 

ภาพจาก : www.e-counseling.com

 

ผลของฝันร้ายทำให้ร่างกายประสบภาวะวิตกกังวล ระทึก โศกเศร้า หรือ หวาดกลัวอย่างรุนแรง จนอาจส่งผลให้ไม่มีความสุขในการใช้ชีวิต หรือ เข้าสังคม โดยฝันร้ายจะมีความถี่เพิ่มขึ้นเมื่อบุคคลนั้นเริ่มมีความผิดปกติกับการดำเนินชีวิตในสังคม และหากเกิดขึ้นบ่อยมากๆ ก็อาจบ่งชี้ว่ามีความเกี่ยวข้องกับภาวะปัญหาสุขภาพจิต อาทิ ภาวะวิตกกังวล เครียด หรือได้รับบาดเจ็บทางจิตใจอย่างรุนแรง ส่งผลต่อภาวะสุขภาพจิตและจิตเวชตามมาในอนาคตได้

 

ดังนั้นถ้าไม่อยากฝันร้าย ให้เสพข่าวสารแต่พอดีและมีสติโดยเฉพาะทางโซเชียลมีเดีย เพื่อไม่เก็บมาคิด หรือ วิตกเกินไป พยายามหากิจกรรมผ่อนคลายลดความเครียด หาเวลาออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดในช่วงนี้

 

ภาพจาก : https://bettersleep.org

 

เคล็ดลับนอนหลับฝันดีจาก National Sleep Foundation

  1. กำหนดตารางเวลาเข้านอน – ตื่น ให้เป็นช่วงเวลาเดียวกันทุกวันเพื่อรีเซ็ตรอบการนอนหลับเพื่อให้ตื่นขึ้นโดยอัตโนมัติ
  2. ออกกำลังกายวันละ 20-30 นาที จะช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น แต่ควรเว้นระยะ 5-6 ชั่วโมง หรือ อย่างน้อย 3 ชั่วโมงก่อนเข้านอน
  3. หลีกเลี่ยงคาเฟอีน นิโคติน แอลกอฮอล์ อาทิ กาแฟ ช็อคโกแลต ยาลดความอ้วน น้ำอัดลม ชาสมุนไพร และยาแก้ปวด
  4. หากิจกรรมผ่อนคลายก่อนนอน อาทิ อาบน้ำอุ่น อ่านหนังสือ ฟังเพลงเบาๆ จะทำให้นอนหลับง่ายขึ้น
  5. นอนบริเวณที่แดดส่องถึงเมื่อตื่น เพราะแสงแดดตอนเช้าจะช่วยรีเซ็ตนาฬิกาชีวิตของเราทุกวัน โดยเฉพาะถ้าใครที่มีปัญหานอนหลับยากนั้น ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับแนะนำให้รับแสงแดดเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงทุกเช้า
  6. อย่านอนแช่บนเตียง หากนอนไม่หลับอย่าพยายามนอนแช่บนเตียง ให้ไปหาอย่างอื่นทำ เช่น อ่านหนังสือ ฟังเพลงจนกว่าจะรู้สึกเหนื่อย หรือ อ่อนล้า เพราะความวิตกที่ว่าพยายามนอนแล้วแต่ยังไม่สามารถหลับได้เสียที อาจนำไปสู่อาการนอนไม่หลับติดตัวไปได้
  7. ควบคุมอุณหภูมิห้องนอน เน้นที่เรารู้สึกสบาย เพราะถ้าร้อน หรือ เย็นเกินไป อาจขัดขวางการนอนหลับ
  8. พบแพทย์ หากปัญหาการนอนไม่หลับเริ่มรุนแรงจนรบกวนการดำเนินชีวิตปกติ และกระทบต่อการประกอบอาชีพ

 


Slim_ดูดไขมัน_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJune 17, 2020

**ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า “การดูดไขมัน ไม่ใช่การลดน้ำหนัก” ควรพิจารณาร่างกาย ผิวพรรณความยืนหยุ่นของคุณ และคาดหวังผลลัพธ์บนพื้นฐานความจริงและความเป็นไปได้

 

สำหรับหลายคนที่มีปัญหา “รากฐานมั่นคง ต้นขาใหญ่” ไม่ว่าจะด้วยกรรมพันธุ์ หรือ ไขมันที่สะสมจากมื้อหนัก มื้อเบา ย่อมต้องเคยหาวิธีการลดไขมันจากหลายทางเลือก ไม่ว่าจะเป็นการแก้ที่ต้นเหตุ เช่น การเลือกรับประทานอาหาร, ออกกำลังกายกระชับสัดส่วน หรือการแก้ที่ปลายเหตุอย่างการดูดไขมัน แน่นอนว่าทางที่ดีที่สุดก็เห็นจะเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ เพราะ “การดูดไขมัน” มีความเสี่ยงด้วยผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น ผิวหนังไม่เรียบเนียน, กล้ามเนื้อขาไม่ได้สัดส่วนที่สวยงาม หรือการติดเชื้อ

 

ซึ่งในปัจจุบันโรงพยาบาลชั้นนำและคลินิกศัลยกรรมเสริมความงามชั้นนำต่างออกโปรโมชั่นเอาใจคนหุ่นเชฟบ๊ะอย่างเราๆ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงรวบรวมข้อมูลสำหรับผู้ที่สนใจ “ดูดไขมัน” ไม่ว่าจะเป็นจุดเด่น ข้อควรระวัง ความเสี่ยง การเลือกประเภทวิธีการดูดไขมันที่เหมาะกับแต่ละคน และการดูแลตัวเอง มาให้ได้พิจารณากัน

 

 

“สวยทางลัด”

หลายคนน่าจะเคยได้ยิน อันตรายจากการดูดไขมัน ในอดีตมาอย่างหนาหู ทั้งการเสียเลือดในปริมาณมาก รอบแผลขนาดใหญ่ หรือการโยโย่ที่ถือว่าได้ไม่คุ้มเสีย แต่เคยสงสัยมั้ยว่า ทำไมโปรแกรมดูดไขมัน ถึงยังเป็นโปรแกรมยอดนิยมที่สถาบันเสริมความงามทุกแห่งต่างต้องมี เพราะปัจจุบันเทคโนโลยีที่ทันสมัยขึ้น และวิวัฒนาการด้านการศัลยกรรมความงามก็เพิ่มมากขึ้น ระยะเวลาผ่านไปก็มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ที่ชำนาญมากขึ้นเช่นกัน มาดูกันว่า ในปัจจุบันการดูดไขมันมีกี่ประเภท และแบบไหนที่เหมาะกับคุณ

การดูดไขมันแบ่งออกเป็น 5 วิธี ดังนี้

 

  1. Vaser

วิธีการ คือ ต้องฉีดน้ำเกลือชนิดพิเศษและยาชาเข้าไปในจุดที่ต้องการสลายไขมัน และใช้เครื่อง VASER ซึ่งจะมีหัวขนาดเล็กประมาณ 2-3 มม.เข้าไปและปล่อยคลื่นเสียง (Ultrasound) ทำให้ไขมันที่เป็นก้อนสลายตัวกลายเป็นของเหลว หลังจากนั้นจึงดูดไขมันหลังเสร็จแพทย์จะเย็บปิด 1 เข็ม ซึ่งแทบมองไม่เห็นเลย โดยกลับบ้านได้ทันที

จุดเด่น

  • เซลล์ผิวหนังได้รับการกระทบกระเทือนน้อย ลดการเกิดรอยฟกช้ำ
  • จะใช้ระยะเวลาพักฟื้นน้อยกว่าการดูดไขมันแบบเดิม แผลหลังจากดูดไขมันหายเร็ว
  • ใช้ได้แทบทุกส่วนของร่างกาย เช่น หน้าท้อง สะโพก ใต้คาง หรือแม้กระทั่งโหนกบริเวณหลังต้นคอ
  • ดูดไขมันด้วยวิธีนี้เหมาะกับคนที่มีไขมันที่กำจัดได้ยาก เช่น คนที่ออกกำลังกายเท่าไหร่ไขมันก็ไม่ยุบ
  • การดูดไขมันในกลุ่มของคนที่อายุยังน้อยจะให้ผลการรักษาที่ดีกว่า

ข้อควรระวัง

  • อาจมีน้ำคั่งหลังดูดไขมันได้ โดยแพทย์สามารถเจาะออกในภายหลังได้

การดูแลตัวเอง

  • ควรงดออกกำลังกายประมาณ 1 เดือน และให้กลับมาออกกำลังกาย เพื่อช่วยให้ผิวหนังและกล้ามเนื้อในบริเวณที่ดูดไขมันออกไปนั้น มีความแข็งแรงขึ้น
  • ใช้ผ้ายืดรัดบริเวณที่ดูดไขมันแล้ว เพื่อช่วยลดอาการบวมและกระชับกล้ามเนื้อ

 

 

  1. Bodytite

วิธีนี้ถูกพัฒนาหลังจาก Vaser ประมาณ 7 ปี โดยใช้คลื่นความถี่วิทยุ (Radio frequency: RF) เป็นการดูดไขมันด้วยพลังงานความร้อน เพื่อช่วยสลายไขมันให้มีโมเลกุลที่เล็กลง และสามารถดูดออกมาได้ง่าย

จุดเด่น

  • เหมาะกับคนที่มีไขมันส่วนเกินในปริมาณมาก
  • คนที่ปัญหาด้านสรีระไม่สมส่วน
  • ช่วยสลายไขมันพร้อมกับการกระชับผิวหนัง
  • ลดการเสียเลือดได้มากกว่า เพราะมีการ Coagulation ที่ช่วยห้ามเลือดไปได้ขณะดูดไขมัน
  • ไม่ทำให้เกิดแผลเป็นขนาดใหญ่
  • ไม่ก่อให้เกิดพังผืดรัดตัว และไม่จำเป็นต้องทำซ้ำ

ข้อควรระวัง

  • ราคาค่อนข้างสูง
  • สลายไขมันตรงบริเวณที่เป็นพังผืดหนาได้ไม่ค่อยดี

การดูแลตัวเอง

  • ไม่ควรโดนน้ำจนกว่าแผลจะปิดสนิท
  • ใส่ชุดที่มีความกระชับต่อเนื่อง ตลอดเวลา โดยเฉพาะในช่วง 1 เดือนแรกหลังทำการดูดไขมัน

 

 

  1. Water Jet หรือ Body Jet

วิธีการ คือ เข้าไปแยกเซลล์ไขมันออกจากเนื้อเยื่อผิวหนัง ทำให้เซลล์ไขมัน คงสภาพสมบูรณ์และนำมาใช้ประโยชน์ต่อได้อีก

จุดเด่น

  • ไม่ทำให้เนื้อเยื่อบอบช้ำ ผิวไม่เป็นคลื่นหลังจากการดูดไขมัน
  • แผลหายเร็ว ไม่ต้องใช้เวลาพักฟื้นนาน
  • เหมาะกับคนที่ต้องการนำไขมันที่สมบูรณ์ไปใช้ประโยชน์อื่นๆ ต่อ
  • สามารถนำไขมันที่ได้ไปสกัดเป็นสเต็มเซลล์ช่วยซ่อมแซมร่างกาย
  • สามารถนำไปเติมไขมันบริเวณใบหน้า ส่วนอื่นๆ และศัลยกรรมเพิ่มขนาดหน้าอกด้วยไขมันตัวเอง

ข้อควรระวัง

  • อาจมีน้ำหรือไขมันตกค้างได้ โดยแพทย์สามารถเจาะออกในภายหลังได้

การดูแลตัวเอง

  • ใส่ชุดที่มีความกระชับต่อเนื่อง ตลอดเวลา โดยเฉพาะในช่วง 1 เดือนแรกหลังทำการดูดไขมัน

 

 

  1. Smart Lipo

วิธีการ คือ ยิงเลเซอร์เข้าไปสลายไขมัน (Laser-assisted liposuction : LAL) แล้วจึงดูดไขมันออกมา ถือเป็นการดูดไขมันกึ่งผ่าตัดที่มีแผลขนาดเล็กมาก

จุดเด่น

  • เป็นวิธีที่มีความปลอดภัยสูง เพราะได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาของประเทศสหรัฐอเมริกา
  • ในบางหลายที่มีไขมันปริมาณน้อยแพทย์อาจพิจารณาไม่ดูดไขมันออกมา แต่จะให้ร่างกายขับออกมาในรูปแบบของเสียแทน
  • เหมาะกับคนที่มีปัญหาไขมันตรงตำแหน่งเล็กๆ

ข้อควรระวัง

–     เหมาะกับ ผู้หญิงและผู้ชายที่ไม่ได้มีน้ำหนักมากจนเกินไป

การดูแลตัวเอง

  • ใส่ชุดที่มีความกระชับต่อเนื่อง ตลอดเวลา โดยเฉพาะในช่วง 1 เดือนแรกหลังทำการดูดไขมัน

 

 

  1. PAL

PAL (Power Assisted Liposuction) เป็นการดูดไขมันด้วยเครื่องสั่น ที่เรียกว่า Microaire ที่ถือเป็นหนึ่งในอุปกรณ์มาตรฐานในการดูดไขมัน การสั่นสะเทือนทำให้รอบของการดูดไขมันถี่ขึ้น และยังช่วยทำให้ดูดมันได้ในปริมาณมากขึ้น

จุดเด่น

  • เหมาะกับบริเวณที่มีความแข็งของพังผืด
  • เป็นวิธีการดูดไขมันที่ได้ดูดได้ในปริมาณมาก และดูดไขมันออกมาได้อย่างรวดเร็ว
  • เหมาะกับผู้ที่เคยดูดไขมันมาก่อนและต้องการดูดซ้ำ

ข้อควรระวัง

  • ราคาค่อนข้างสูง
  • ความถี่ในการสั่นสะเทือนมีผลต่างกันในบริเวณที่มีเนื้อเยื่อต่างกัน

 

 

ทั้งนี้สิ่งสำคัญที่ทุกคนต้องรู้ คือ การดูดไขมัน ไม่ใช่ การลดน้ำหนัก และท้ายที่สุดหากคุณกลับมาสร้างเหตุหรือกินอาหารที่ไม่มีประโยชน์ในปริมาณมาก ขาดการออกกำลังกาย และไม่ดูแลตัวเองคุณก็อาจจะกลับมามีไขมันสะสมที่มากขึ้นกว่าเดิม โดยไม่ต้องโทษเทคโนโลยีหรือแพทย์ท่านใดเลย


_Cover_2.jpg

kinyupen_adminJune 17, 2020

ใครคือ “บอมเบย์เบอร์มา” เจ้าของอาคารอนุสรณ์ค้าไม้เก่าแก่อายุ 127 ปีของเมืองแพร่ ที่ถูกรื้อแบบไม่เหลือซาก จนกลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในขณะนี้ วันนี้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต อาสาค้นหามาฝากกัน

 

ทรงอิทธิพลยุคอาณานิคมอังกฤษ

บริษัท บอมเบย์ เบอร์มา เทรดดิ้ง จำกัด เป็นบริษัทสัญชาติอังกฤษที่เคยเข้ามาทำธุรกิจป่าไม้ในไทย ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 จัดตั้งขึ้นในปี พ.ศ.2406 โดยหกพี่น้องชาวสก็อตตระกูลวัลเลซ ซึ่งเดิมทีพี่น้องกลุ่มนี้เริ่มเข้ามาทำธุรกิจปลูกชาและป่าไม้ ภายใต้ชื่อบริษัท “Wallace Bros & Co” ที่เมืองบอมเบย์ (ปัจจุบัน คือ มุมไบ) ก่อนขยายธุรกิจมายังเมืองย่างกุ้งของพม่าเพื่อผลิตไม้สักส่งออกไปยังจีน อินเดีย และก่อตั้ง “บอมเบย์เบอร์มา” ขึ้นมา ทั้งยังมีธุรกิจอื่นร่วมด้วย เช่น การปลูกฝ้าย สำรวจน้ำมันและการขนส่ง เป็นต้น

“บอมเบย์เบอร์มา” ถือเป็นหนึ่งในบริษัทที่มีอิทธิพลต่อรัฐบาลอังกฤษในยุคอาณานิคมเป็นอย่างมาก การทำป่าไม้ในพม่าและหัวเมืองเหนือของไทย (เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน) หรือ สยามสมัยนั้นเกือบทั้งหมด ล้วนอยู่ในความควบคุมของ 2 บริษัทป่าไม้ของอังกฤษ คือ บอมเบย์ เบอร์มา และ บริติช บอร์เนียว

 

บอมเบย์เบอร์มากับป่าไม้เมืองสยาม

เหตุผลของ “บอมเบย์เบอร์มา” ในการเข้ามาทำกิจการป่าไม้ที่เมืองไทย เนื่องจากสมัยนั้นป่าไม้ยังอุดมสมบูรณ์และค่าสัมปทานถูกกว่าในพม่า โดยเข้ามาทำไม้ในเมืองแพร่ ตั้งแต่ พ.ศ. 2432 ได้รับสัมปทานบริเวณป่าแม่น้ำยมตะวันตก และได้สร้างอาคารสำนักงานที่ถูกรื้อไปนี้ จนถึงปัจจุบันมีอายุราว 127 ปี ตั้งอยู่ที่บริเวณท่าน้ำบ้านเชตวัน อ.เมือง จ.แพร่

 

 

ข้อมูลเว็บไซต์เชียงใหม่นิวส์ ระบุว่า การเข้ามาของบอมเบย์เบอร์มา ได้สร้างปางไม้ นำช้างและอุปกรณ์เครื่องมือต่างๆ มาอยู่ในบริเวณพื้นที่บ้านเกาะทุ่งม่าน ต.ป่าพลู อ.บ้านโฮ่ง จ.ลำพูน โดยใช้วิธีตัดไม้จากป่าต่างๆ แล้วใช้ช้างลากไม้ซุงลงแม่นํ้าลี้ เพื่อนำมากองไว้ที่ปางไม้ ซึ่งว่ากันว่าไม้ซุงที่ตัดนั้นมีจำนวนหลายหมื่นต้น แต่ละต้นมาหน้าตัดกว้างไม่ตํ่ากว่า 1 เมตร

หลังนำไม้ซุงมากองพักไว้ที่ปางไม้แล้ว ยังได้สร้างทางรถไฟเพื่อลำเลียงไม้ซุงจากปางไม้บ้านเกาะทุ่งม่าน ไปยังบ้านหนองปลาสะวาย (ปัจจุบันกลายเป็นส่วนหนึ่งของถนนสายลำพูน – ลี้) ขนถ่ายไม้ลงในแม่นํ้าปิงไหลล่องไปลงแม่นํ้าเจ้าพระยาถึงกรุงเทพมหานครก่อนจะนำขึ้นเรือกลับสู่ประเทศอังกฤษ

 

 

การทำไม้ช่วยสร้างรายได้เล็กๆ ให้กับชุมชนรอบบริเวณ โดยชาวบ้านจะทำบุหรี่ หมากพลู หรือ ข้าวปลาอาหารไปขายให้คนงาน ซึ่งมีหลายชาติพันธุ์ปะปนกัน ทั้งเงี้ยว ไทใหญ่ ม่าน (พม่า) กะเหรี่ยง ขมุ นอกจากนี้ชาวบ้านผู้ชายบางคนไปรับจ้างตัดไม้แบบ (ไม้หมอน) ทำรางรถไฟด้วย

ผู้เฒ่าผู้แก่ในพื้นที่ เล่าย้อนระลึกถึงเหตุการณ์ในสมัยนั้นว่านายห้างซึ่งเป็นฝรั่งคุมงานจะนำเงินแถบบรรจุกระสอบใส่บนหลังช้าง 2 ตัวมาจ่ายให้กับคนงาน แต่ภายหลังเมื่อสัมปทานไม้หมดไป คนงานเหล่านั้นก็พากับเดินทางกลับภูมิลำเนาของตัวเอง แต่ก็มีบางส่วนที่ไม่ได้กลับและมีครอบครัวอยู่ในไทย

 

ย้อนอดีตอาคารป่าไม้ 127 ปี เมืองแพร่

อาคารสำนักงานที่ถูกรื้อถอนตามข่าว ตั้งอยู่บริเวณท่าน้ำบ้านเชตวัน สันนิษฐานว่า เริ่มจากบริเวณท่าน้ำ บ้านเชตวันในอดีตเป็นที่พักไม้ที่ล่องมาทางเหนือแม่น้ำ ก่อนล่องตามแม่น้ำยมจนถึงกรุงเทพนำไปแปรรูปต่อ ณ โรงงานในพระนครก่อนขึ้นเรือส่งออกยังประเทศต่างๆ โดยขณะนั้นไม้สักถือเป็นสินค้าส่งออกอันดับ 2 ของประเทศไทย รองจากข้าว

 

บอมเบย์เบอร์มา เข้ามารับสัมปทานป่าไม้ในประเทศไทยเป็นระยะเวลากว่า 50 ปี ทำให้เกิดการถ่ายทอดวิธีการทำไม้ให้กับชาวไทยภาคเหนือส่งต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน กระทั่งในปี พ.ศ.2518 รัฐบาลไทยยกเลิกสัมปทานป่าไม้ บริษัทนี้จึงเลิกกิจการในประเทศไทย ขณะที่ อาคารต่างๆ ได้ตกเป็นสมบัติของรัฐบาลไทย ส่วน บริษัท บอมเบย์ เบอร์มา เทรดดิ้ง จำกัด ถูกเปลี่ยนมือเป็นของนักธุรกิจอื่นตามวิถีทางธุรกิจซึ่งยังคงดำเนินธุรกิจมาจนถึงปัจจุบัน

 

ภาพสำนักงานในพื้นที่สาธร กรุงเทพฯ ในอดีต

 

ที่มา https://bbtcl.com/company-profile/


_Cover_2.jpg

kinyupen_adminJune 16, 2020

กิน-อยู่-เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต คลี่วิธีการเตรียมตัวใช้สิทธิ์แพคเกจ “เที่ยวปันสุข” และ “เราไปเที่ยวกัน” ตามที่รัฐบาลประกาศ เพื่อกระตุ้นภาคท่องเที่ยว เป็นระยะเวลา 4 เดือนตั้งแต่ กรกฎาคม-ตุลาคม 2563 โดย 2 แพคเกจสำหรับกลุ่มผู้ที่ชื่นชอบการท่องเที่ยว มีรายละเอียดโดยสรุปดังนี้

 

 

แพ็คเกจ “เที่ยวปันสุข” (สนับสนุนค่าตั๋วเครื่องบิน และ ค่ารถเช่า)

นักท่องเที่ยวรายใดที่ลงทะเบียนผ่าน Platform ธนาคารกรุงไทย จะได้รับ Promotion Code เพื่อนำมารับสิทธิ์ที่รัฐจะสนับสนุนค่าตั๋วเครื่องบิน ค่ารถโดยสารไม่ประจำทาง และลดเช่าในอัตรา 40% ของราคาค่าบัตรโดยสาร แต่สูงสุดไม่เกิน 1,000 บาท โดยให้ 1 คนต่อ 1 สิทธิ์ (ต้องมีอายุ 20 ปี ขึ้นไป)

นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวที่เข้าจองที่พักในโครงการ “เราไปเที่ยวกัน” ยังจะได้รับสิทธิ์จองตั๋วเครื่องบิน ทั้งขาไป-ขากลับ ในราคาสุดคุ้ม 2,500 บาท จากโครงการ “เที่ยวปันสุข” เพิ่มทันทีอีก 1 สิทธิ์ด้วย

 

แพ็คเกจ “เราไปเที่ยวกัน” (สนับสนุนค่าโรงแรม ที่พัก)

นักท่องเที่ยวรายใดที่ลงทะเบียนผ่าน Platform ธนาคารกรุงไทย (อยู่ระหว่างรอการยืนยันเว็บไซต์ที่จะเปิดให้ลงทะเบียนอีกครั้ง) รัฐจะช่วยจ่ายค่าห้องพัก 40% ต่อคืน แต่สูงสุดไม่เกิน 3,000 บาทต่อคืน และจองได้ไม่เกิน 5 คืน โดยให้ 1 คนต่อ 1 สิทธิ์ (ต้องมีอายุ 20 ปี ขึ้นไป)

 

ทั้งจะได้รับ “วงเงิน” 600 บาทต่อคืน สูงสุดไม่เกิน 5 คืน หรือ 3,000 บาท เพื่อให้นำไปใช้จ่ายกิจกรรมในด้านการท่องเที่ยวอื่นๆ เช่น ใช้บริการสปา ซื้อของที่ระลึก ร้านอาหาร ฯลฯ โดยรัฐจะโอนให้ผ่านทางแอพฯ “เป๋าตัง”  ของธนาคารกรุงไทย ซึ่งจะใช้ตั้งแต่วันที่เช็คอิน ถึงวันที่เช็คเอ้าท์ (23.59น.) เท่านั้น และถ้าคุณไม่ได้นำเงินที่ได้ก้อนนี้มาใช้จ่ายในพื้นที่นั้นๆ ที่คุณเข้าไปท่องเที่ยวละก็ รัฐจะยึดเงินก้อนนี้กลับคืนทันที

 

ตัวอย่างแรก  กรณีซื้อที่พักจากโรงแรมคืนละ 1,000 บาท พัก 1 คืน จ่าย 600 บาท รัฐช่วยจ่าย 400 บาท และยังได้เงินที่รัฐจ่ายให้นำไปใช้จ่ายในพื้นที่มีเดินทางไปเที่ยวอีก 600 บาท รวมแล้วเราก็ได้รับการสนับสนุนจากรัฐ 1,000 บาท

 

ตัวอย่างที่สอง ถ้าพัก 5 คืน จากราคาห้อง 5,000 บาท ก็จะจ่ายแค่ 3,000 บาท เพราะรัฐจ่ายให้ 2 พันบาท บวกกับเงินที่ได้อีก 600 บาทต่อคืน ก็ได้เพิ่มมาอีก 3,000 บาทหรือถ้าจะเป็นคนกำลังซื้อสูง  จองที่พักแบบพูลวิลล่า โดยโรงแรมขายคืนละ 1 หมื่นบาท ถ้าพัก 5 คืน ปกติราคา 5 หมื่นบาท แต่เมื่อรัฐช่วยจ่ายสูงสุดวันละ 3 พันบาท ก็จ่ายเพียง 3.5 หมื่นบาทเท่านั้น เพราะรัฐช่วยจ่ายให้ 1.5 หมื่นบาท บวกกับเงินที่ได้อีก 600 บาทต่อคืน ก็ได้เพิ่มมาอีก3,000 บาททั้งนี้เงิน 600 บาทต่อคืนที่รัฐโอนมาให้

 

อย่างไรก็ตาม คงต้องรอติดตามความคืบหน้าที่ชัดเจนเกี่ยวกับ Platform ที่จะถูกนำมาใช้อย่างเป็นทางการ ซึ่งจะมีการประกาศจากรัฐบาลต่อไป แต่อย่างน้อยรู้ก่อนเตรียมตัวไว้ก่อนก็ยังดี เพราะถ้าทุกอย่างพร้อมใครลงทะเบียนก่อน ก็ได้เที่ยวก่อนแน่นอน