Facebook-ออกกฎโฆษณา_Website-1280x720.jpg

adminFebruary 22, 2018
หลังจากพี่มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ได้ออก Algorithm ใหม่ในการลด Reach ของ Page ต่างๆ คราวนี้ พี่มาร์กก็ได้จัดกฎใหม่สำหรับการทำโฆษณาบน Facebook มาให้นักการตลาด ต้องร้อนๆหนาวๆกัน…

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของ “เฟซบุ๊ก” (Facebook) ได้ประกาศนโยบายใหม่สำหรับการโพสต์เนื้อหา (Branded Content Policies) โดยระบุให้เพจและโปรไฟล์เฟซบุ๊ก รวมถึงบัญชีผู้ใช้ Instagram จะต้องปฏิบัติตามกฎ อาทิ

1. ห้ามใส่โฆษณาก่อน คั่นกลาง หรือหลังเนื้อหาวิดีโอหรือเสียง

  1. ห้ามใส่โฆษณาแบบแบนเนอร์ ไว้ในวิดีโอหรือรูปต่างๆ
  2. ห้ามใส่โฆษณาภายในช่วงสามวินาทีแรกของวิดีโอ และโฆษณาหลังจากนั้น จะต้องมีความยาวต่อเนื่องไม่เกินสามวินาที และต้องไม่รวมอยู่ใน Facebook Stories หรือ Instagram Stories
  3. เพจของรายการโชว์ ต้องไม่มีเนื้อหาที่มีแบรนด์ เป็นโลโก้รายการหรือในวิดีโอตัวอย่าง
  4. ห้าม Tag เนื้อหาที่มีตราสินค้า กับเพจ หรือพันธมิตรทางธุรกิจโดย ไม่ได้รับอนุญาต เป็นต้น

กฎเหล่านี้ถูกมองว่า จะส่งผลกระทบต่อการทำงานต่อผู้ดูแลเพจ นักการตลาด และนักโฆษณาอย่างแน่นอน เพราะเฟซบุ๊ก ได้กำหนดบทลงโทษที่ชัดเจนขึ้น เริ่มตั้งแต่การแจ้งเตือนไปจนถึงสั่งปิดเพจ  ในขณะที่เทคนิคที่ถูกห้ามดังกล่าว ส่วนใหญ่ก็มักจะมีการใช้กันอยู่บ้าง  ทั้งนี้กฎคุมเข้มดังกล่าวเฟซบุ๊กจะเริ่มบังคับใช้ ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคมนี้เป็นต้นไป

 

สำหรับประเทศไทยที่ใครหลายคนยังมองว่า เฟซบุ๊ก เป็นสื่อช่องทางหลักของการทำการตลาด เราคงต้องหาวิธีรับมือกับ การผุดไอเดียใหม่ของพี่มาร์กกัน และในขณะเดียวกันคงต้องฉุกคิดสักนิด ว่าการทำการตลาดบนเฟซบุ๊ก ควรมองเป็นแค่ช่องทางหนึ่ง หรือควรให้เป็นช่องทางหลักกันแน่

และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


Banner_welltitude_มหันตภัยไวรัสล้างโลก-เรื่องจริง…ที่ต้องเตรียมรับมือ.jpg

adminFebruary 21, 2018
เรามักคิดไม่ถึง เวลาที่ดูหนังเกี่ยวกับการระบาดของเชื้อโรคที่ทำให้มีคนป่วยและล้มตายทั้งเมือง ที่ไม่ตายก็กลายเป็น “ซอมบี้” สามารถแพร่เชื้อไปสู่คนอื่นๆได้ อย่าง เกาะไวรัสล้างโลก หรือ 28  Days After  ว่าวันหนึ่ง เรื่องที่เคยเห็นในหนังจะกลายมาเป็นเรื่องจริงที่สร้างความตื่นตระหนกให้กับเราได้

 

แต่แล้วเมื่อศตวรรษที่ 21 เริ่มต้นขึ้น ข่าวการระบาดของโรคต่างๆ เริ่มเกิดขึ้นจากประเทศหนึ่งไปยังอีกประเทศหนึ่ง มีคนตายจากการติดเชื้อไวรัสชนิดต่างๆเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในหลายแห่งของโลก ถึงขั้นที่ขาดแคลนยา และวัคซีนในการรักษาป้องกันโรคเหล่านี้

ล่าสุด กระทรวงสาธารณสุขไทย ออกประกาศเตือน และเฝ้าระวังโรคไข้หวัดนก สายพันธุ์ A (H7N4) ในต่างประเทศ ซึ่งเป็นเชื้อที่ไม่เคยพบมาก่อน จากเดิมที่ไข้หวัดนกเป็นการติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์ A H 5 N 1

นี่อาจเป็นสัญญาณเตือนที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆสำหรับการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัส ที่ก่อให้เกิดโรคระบาดทั้งในคนและในสัตว์

 

เมื่อเร็วๆนี้ ศูนย์ควบคุมโรคติดต่อสหรัฐอเมริกา (CDC) ออกประกาศเตือนภัย การแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ใน 47 รัฐ ทั่วประเทศ ส่งผลให้ชาวอเมริกันจำนวนมากพากันตื่นตระหนก ขณะที่ประเทศไทยในช่วงปี 2560 จนถึง ต้นปี 2561 มีรายงานผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่แล้วมากกว่า 2 แสนราย

3-4 สัปดาห์ในช่วงต้นปี ตัวเลขผู้ป่วยด้วยไข้หวัดใหญ่ในในรัฐต่างๆของสหรัฐอเมริกาพุ่งสูงขึ้นจนน่าตกใจ แม้แต่ในมหานครนิวยอร์ก ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่มีความเจริญติดอันดับต้นๆของโลก มีผู้คนจากทั่วโลกเดินทางเข้าออกนับหมื่นคนต่อวัน ยังมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุข จาก ผู้ว่าการัฐ หลังการระบาดของโรคขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ โรงพยาบาลหลายแห่ง ต้องตั้งเต็นท์หน่วยแพทย์ฉุกเฉิน บริเวณนอกโรงพยาบาล เพื่อรองรับผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ที่เพิ่มขึ้น ขณะที่สถานพยาบาลหลายแห่งเริ่มขาดแคลนยาและวัคซีนต้านไวรัส โดยเฉพาะยาทามิฟูล(Tamiflu) ซึ่งเป็นยาที่ใช้ในการรักษาไข้หวัดใหญ่ ก็เริ่มหายากขึ้น

 

ศูนย์ควบคุมโรคติดต่อสหรัฐอเมริกา (CDC) ออกมาแสดงความวิตกถึงสถานการณ์ระบาดของไข้หวัดใหญ่ดังกล่าว โดยยืนยันว่า การระบาดครั้งนี้ เป็นเรื่องไม่ปกติ สำหรับไวรัสไข้หวัดใหญ่ ที่ปกติจะระบาดในช่วงเดือนกุมภาพันธุ์ แต่กลับพบว่าปีนี้มีการระบาดในเดือนมกราคม เร็วกว่าปกติถึง 1 เดือน ซึ่งยังเป็นช่วงที่อากาศหนาวเย็น นั่นหมายความว่า ไวรัสจะแพร่กระจายได้ง่ายขึ้น และ อยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นานขึ้น

CDC ถึงกับยอมรับว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดครั้งนี้ น่าจะรุนแรงที่สุด เมื่อเทียบกับเมื่อปีที่แล้ว โดยการระบาดขยายวงกว้างออกไปจาก 12 รัฐ กลายเป็น 47 รัฐทั่วสหรัฐอเมริกา ถือเป็นวิกฤตไข้หวัดใหญ่ที่เลวร้ายที่สุดในรอบ 9 ปีของสหรัฐฯ

เหยื่อรายสำคัญของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่คราวนี้เป็นเด็กและเด็กเล็ก คนที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป และหญิงตั้งครรภ์ ที่ส่วนใหญ่เมื่อติดเชื้อและไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที จะเสียชีวิตด้วยโรคแทรกซ้อนอย่างปอดบวม หรือการติดเชื้อในทางเดินหายใจและกระแสเลือด

แพทย์ผู้เชียวชาญ บอกว่า การเพิ่มขึ้นของไข้หวัดใหญ่ในช่วงนี้มีความรุนแรงผิดปกติและพลเมืองส่วนใหญ่ในสหรัฐฯกำลังเผชิญกับไวรัสสายพันธ์อันตรายรุนแรง ซึ่งวัคซีนไข้หวัดใหญ่ทั่วไปไม่สามารถยับยั้งเชื้อได้

 

เจฟฟ์ คว็อง นักวิทยาศาสตร์จากจากสถาบันวิทยาศาสตร์การแพทย์ในโตรอนโต บอกว่า กลุ่มเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังในการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่มากที่สุด  คือ เด็กและผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป ทั้งนี้ ผู้สูงอายุที่ติดเชื้อหรือล้มป่วยด้วยไข้หวัดใหญ่มีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะหัวใจวายได้มากกว่าคนที่ไม่ติดเชื้อ

จากสหรัฐอเมริกา ข้ามมาที่ประเทศจีน ศูนย์ไข้หวัดใหญ่แห่งชาติจีนรายงานการระบาดของไข้หวัดใหญ่ ที่พบว่า ไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่พบในจีนเป็นเชื้อไวรัสสายพันธุ์หายาก  เป็นสายพันธุ์ที่แทบไม่มีการพบมาก่อนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ผู้ป่วยมีแนวโน้มที่จะขาดแคลนภูมิคุ้มกันต่อไวรัส

นอกจากไข้หวัดใหญ่ และไข้หวัดนก แล้ว ไวรัสที่ทำให้เกิดอาการเลือดออก หรือที่เรียกกันว่า “ไข้เลือดออก” ซึ่งมีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัสหลายสายพันธุ์ ทั้งเดงกี่ มาร์บวร์ก และอีโบล่า โดยเฉพาะอีโบล่า ซึ่งเคยเห็นกันแต่ในหนัง ก็มีการพบว่า เริ่มกลายพันธุ์แล้ว ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาภายหลังพบผู้ป่วยในประเทศเซเนกัล ที่ติดเชื้ออย่างรุนแรง ต่อจากกินี เซียร์ราลีโอน และไลบีเรีย ทำให้องค์การอนามัยโลก (WHO)ต้องออกประกาศเตือน พร้อมกับยอมรับว่า ไม่สามารถควบคุมการระบาดของโรคนี้ได้แล้ว และยังพบด้วยว่า เชื้อไวรัสอีโบล่า ที่ทำให้เกิดการเลือดออกนั้น ได้ “กลายพันธุ์”แล้ว

วารสารการแพทย์ “ไซแอนซ์” ซึ่งตีพิมพ์ผลงานของ ปาร์ดิส ซาเบติ (Pardis Sabeti) จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard University) และสถาบันบอร์ด (Broad Institute)ซึ่งเป็นทีมนักวิจัยระดับโลก ระบุว่า หลังทำการตรวจพันธุกรรมเชิงลึกของเชื้ออีโบล่าสายพันธุ์ซาร์อีร์ พบว่า มีการกลายพันธุ์มากกว่า 300 ตำแหน่งในระดับพันธุกรรม โดยน่าจะมีการกลายพันธุ์ระหว่างแพร่กระจายจาก “คนสู่คน”

 

หลังข้อมูลดังกล่าวเผยแพร่ออกไป ผู้เชียวชาญด้านไวรัสวิทยาจากทั่วโลก พากันตื่นตระหนก พร้อมกับยืนยันว่า นี่คือ ..สัญญาณเตือนของมหันตภัยไวรัส..กลายพันธุ์ ที่น่ากลัวมาก เพราะโดยปกติแล้ว ไวรัสจะไม่กลายพันธุ์รวดเร็วและรุนแรงขนาดนี้

คณะนักวิจัยจากสถาบันปาสเตอร์ ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นคนกลุ่มแรกๆ ที่แจ้งเตือนเรื่องการระบาดของเชื้ออีโบล่าพบว่ามีผู้ติดเชื้ออีโบล่ามากกว่า 22,000 ในจำนวนนี้กว่า 8,700 คน เสียชีวิต

 

และนี่ คือ สัญญาณเตือนว่า ไวรัสในโลกพร้อมที่จะปรับตัว กลายพันธุ์ และ ทำลายล้างมนุษยชาติ เหมือนกับอีโบลา กำลังดัดแปลงตัวเองเพื่อสู้กับภูมิคุ้มกัน ยา และ วัคซีน ที่มนุษย์คิดค้นขึ้น…!!!

 

ซึ่งหากพวกมันกลายพันธุ์ไปมากกว่าเดิม นั่นหมายถึง ยาหรือวัคซีนที่หลายบริษัทกำลังพัฒนา เพื่อนำมาป้องกันและรักษาโรคที่เกิดจากไวรัส จะใช้ไม่ได้ผลในทันที และมนุษย์จะไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องเผชิญกับการติดเชื้อไวรัสพวกนี้อย่างง่ายดายมากขึ้น…เท่านั้น

 


website_ป้าแอ๊ด-2-1280x720.jpg

adminFebruary 20, 2018
ผู้หญิงคนนี้ชื่อ “ป้าแอ๊ด”
ป้าแอ๊ดไม่ได้เป็นคนที่มีชื่อเสียง ไม่ได้โด่งดังมากมายจนใครๆ ต้องรู้จัก ป้าเป็นเพียงอดีตครูที่คอยแนะนำ แนะแนวให้เด็กๆ ในโรงเรียนต่างจังหวัดที่ป้าสังกัดให้ใช้ชีวิตได้อย่างถูกที่ถูกทาง

 

ป้าตกลงกับลุงคู่ชีวิต ไปหาที่ดินพอดีตัวเป็นที่ปักหลักในบั้นปลายชีวิต ที่ที่ป้าและลุงเลือกเป็นไร่อ้อยเสื่อมสภาพ ดินแห้งแข็งราวกับซีเมนต์ ใน ต.หนองขาว อ.ท่าม่วง แหล่งผลิตผ้าขาวม้าร้อยสี ที่ตอนนั้นยังไม่ได้ขึ้นชั้นเป็นของดีเมืองกาญจน์

 

สองลุงป้า เพียรฟื้นชีวิตดินทีละน้อย และค่อยๆหมั่นลงมือปลูกต้นไม้ทีละต้นๆ หลายปีผ่านไปมหัศจรรย์จากความเพียรมีจริง ผืนดินแห้งแล้งพลิกฟื้น กลายเป็นความชุ่มชื่น ต้นไม้ใหญ่น้อยเติบโตอย่างมีความสุข
ป้าและลุงแบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งปลูกบ้านหลังย่อมใต้ไม้ใหญ่ โดยมีลุงทำหน้าที่เป็นสถาปนึก ขณะที่อีกส่วนทำเป็นสวนผักปลูกมือเอาไว้กินเอง แบบที่คนปัจจุบันเรียกว่า ออร์แกนิก
ชีวิตเรียบๆง่ายๆ แต่ทรงเสน่ห์จนมีผู้คนสนใจแวะเวียนไปเสพความสงบ เงียบ เรียบง่ายอยู่เสมอ กลายเป็นที่รู้จักในชื่อของ “บ้านกลางทุ่ง” ออร์แกนิก โฮมสเตย์

 

เย็นทั้งกาย เย็นทั้งใจ ทำให้คนแวะเวียนไปมากเข้า จนต้องขยับขยายเพิ่มเป็นบ้านหลังน้อยชั้นเดียว 3 ห้อง กับเรือนสองขั้นใต้ถุนโปร่ง ที่เกิดขึ้นด้วยฝีมือสถาปนึกคนเดิม ตกแต่งภายในด้วยฝีมืออินทีเรียที่ชื่อ ป้าแอ๊ด และขยายไปอีก 3 ห้องสวยๆ บรรยากาศดีกลางสวนผักปลูกเองในเวลาต่อมา ชื่อชั้น บ้านกลางทุ่ง ได้ติดอันดับต้นๆ ของโฮมสเตย์ที่ต้องไปเยือน

 

วันนี้แม้ป้าแอ๊ดจะไม่มีลุงอยู่เป็นเพื่อนชีวิตอีกต่อไป แต่ป้าก็มีผู้คนแวะเวียนไปหาอยู่เสมอ จนผูกพันกลายเป็นเพื่อน เป็นพี่ เป็นป้า เป็นญาติที่รักกันแบบไม่มีข้อแม้

 

ป้ายังอ่านหนังสือ เขียนกวีไฮกุ และดำรงความซน ออกไป ตีเทนนิส สำรวจพื้นที่ หาของอร่อยกิน รดน้ำต้นไม้ ปลูกผัก ปลูกป่า กอดต้นไม้ ทำโรงเห็ด รวมไปถึงปลูกมะเขือเทศ ปลูกองุ่นออร์แกนิกส์ฝีมือตัวเองจนได้ผลิตผลที่น่าตื่นเต้น เหลือก็เอาไปแปรรูปทำแยม ทำแห้ง หรือฟรีซแข็งเพิ่มมูลค่า

“ป้าไม่อยากได้อะไร มีเพียงอย่างเดียวที่ขอคือ ขอให้ปลูกต้นไม้กันเถอะ เพราะต้นไม้คือ สิ่งมหัศจรรย์ เป็นมหัศจรรย์ของโลกที่ใครๆ ก็สร้างได้ เรื่องนี้ผ่านการพิสูจน์แล้ว บ้านกลางทุ่งคือ หลักฐาน ป้าแอ๊ดเป็นพยาน”

 

ทีมงานกินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต


website_Valentine-1280x720.jpg

adminFebruary 20, 2018
วันนี้คงเป็นวันที่คนมีคู่ตั้งหน้าตั้งตารอ แต่สำหรับใครหลายคนคงมีความคิดที่อยากจะลบวันนี้ให้หายไปจากปฏิทิน วันนี้วันที่ถูกเรียกว่า “วาเลนไทน์”

 

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของอีกหนึ่งวันดีๆ อย่างวันที่ 14 กุมภาพันธ์ เป็นวันที่คนทั่วไปให้ความสำคัญมากอีกวันหนึ่ง พบว่าการใช้จ่ายในช่วงวันนี้ มีมากถึง 3,822 ล้านบาท โดยส่วนมากใช้ซื้อ ดอกไม้ ประมาณ 49.3% รองลงมาเป็นของขวัญ ซึ่งวันวาเลนไทน์หรือวันพิเศษนี้เป็นวันที่ วัยรุ่นให้ความสำคัญมากถึง 55% วัยทำงาน 25% และคู่สมรส 19.4% โดยทุกกลุ่มคิดถึงความสุขเป็นอันดับแรก

 

วันนี้เป็นวันที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความรักสำหรับคนที่มีคู่ แต่อีกหลายคนวันนี้คงเป็นวันที่เงียบเหงา หรือเป็นแค่วันธรรมดาวันหนึ่ง ที่มี 24ช.ม. เหมือนทุกวัน…แต่ทำไมไม่เหมือนทุกวัน

 

วันนี้มีตำนานมากมาย ตั้งแต่สมัยอดีตในกรุงโรม ตำนานคร่าวๆเริ่มขึ้นหลังเซนต์วาเลนไทน์ ถูกประหารชีวิตโดยการตัดศีรษะ และส่งจดหมายสุดท้ายถึงหญิงสาวคนรัก (จูเลีย) พร้อมลงท้ายจดหมายว่า “From Your Valentine” หลังจากนั้นศพของเขาได้ถูก เก็บไว้ที่โบสถ์พราซีเดส (Praxedes) ณ กรุงโรม

จูเลียได้ปลูกต้นอามันต์ หรืออัลมอลต์สีชมพู ไว้ใกล้หลุมศพของเซนต์วาเลนไทน์ แด่ผู้เป็นที่รัก โดยในทุกวันนี้ต้นอามันต์สีชมพูได้เป็นตัวแทน แห่งรักนิรันดรและมิตรภาพอันสวยงาม ต่อมา วันที่ 14 กุมภาพันธ์ จึงกลายเป็นวันเฉลิมฉลองเทศกาลวันแห่งความรักสืบต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้…

 

“วันนี้จึงกลายเป็นวันพิเศษของใครหลายคน”

 

ผู้คนต่างตื่นเต้นไปกับความพิเศษที่ในหนึ่งปีก็มีเพียงหนึ่งหน วันที่ใครหลายคนจะแสดงความรักให้กัน ด้วยดอกไม้ช่อใหญ่ ขนมแสนหวาน หรือดินเนอร์สุดหรู จนทำให้รู้สึกว่า “ความรัก” ใช้อะไรวัด ดอกไม้ช่อโต? ขนม? ของขวัญ? ทำไมผู้คนถึงให้ความสำคัญกับวันนี้เพียงหนึ่งวัน แล้วอีก 300 กว่าวันล่ะ? หากเปรียบความรักกับต้นไม้ มันคือการใส่ใจรดน้ำและเติมเต็มในทุกวันไม่ใช่หรือ  ผู้คนต้องการความรักที่วัดด้วยคุณค่าของมันหรือเพียงเพราะค่านิยมของกระแสสังคม ใครหลายคนตั้งหน้าตั้งตารอรับของขวัญ แล้วอัพรูปอวดกันลงบนสื่อ Social Media แค่นั้นเอง นี่หรือ “วันพิเศษ”?

 

แต่สำหรับใครหลายคนวันนี้เราได้เห็นถึงความเหงา ความเศร้า ความน้อยใจและตัดพ้อ ที่แสดงผ่าน Status บน Social Media ทำให้เรารู้สึกว่า เอ๊ะ! วันนี้ ก็ไม่ได้พิเศษสำหรับทุกคน วันนี้คงเป็นแค่วันธรรมดาเซ็งๆ วันหนึ่งของคนที่ไร้ความรัก ที่ต้องตื่นเช้า แปรงฟัน แต่งตัวออกไปทำงานเหมือนเดิม แต่ความรู้สึกกลับไม่เหมือนเดิม หรืออันที่จริง

 

“ความพิเศษของมันไม่ได้อยู่ที่ตำนาน หรือ เพียงเพราะมันถูกเรียกว่า วาเลนไทน์ แต่ทว่ามันพิเศษเพราะมีใครสักคนคอยเคียงข้าง”

 

หากเป็นเช่นนั้น จะดีกว่าไหมหากไม่ทำให้วันพิเศษกลายเป็นวันพิเศษ แล้วหันมาทำวันธรรมดาให้ไม่ธรรมดา หมั่นดูแล ใส่ใจกัน แล้วขนานนามวันธรรมดา ให้กลายเป็น “วันพิเศษ” ของคนสองคน

 

นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


website_coincheck-1280x720.jpg

adminFebruary 20, 2018
สกุลเงินดิจิทัลที่ใครต่างหลงใหล วันนี้หลายคนคงต้องสะดุ้งตื่นจากฝันดี แล้วเตรียมหาทางรับมือกับความจริงที่เกิด

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวที่เมื่อไม่นานมานี้ “ญี่ปุ่น” ตื่นตัวเร่งกำกับดูแลเงินดิจิทัล หลัง “Coincheck” ถูกขโมยเหรียญ สำนักข่าวนิเกอิรายงานว่า จากกรณีที่ “Coincheck” เว็บไซต์ซื้อขายเงินดิจิทัลของญี่ปุ่นถูกขโมยเหรียญครั้งใหญ่ ถึงแม้บริษัทประกาศชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมด แต่เรื่องนี้ก็กลายเป็นประเด็นถกเถียงเรื่องการกำกับดูแลเงินสกุลดิจิทัล (cryptocurrency) และวงการฟินเทคในญี่ปุ่น เพราะมีความเสียหายถึง 5.8 หมื่นล้านเยน (ราว 1.7 หมื่นล้านบาท) ส่งผลให้ล่าสุด “Financial Services Agency” (FSA) หน่วยงานกำกับดูแลด้านการเงินของญี่ปุ่นเข้ามาสอบสวนและสั่งให้ Coincheck ส่งรายละเอียดการแฮ็ก และประกาศให้บริษัทซื้อขายเหรียญทุกรายในญี่ปุ่น ส่งแผนประเมินความปลอดภัยของตัวเองมาให้พิจารณา โดยระบุให้ฝ่ายบริหารของบริษัทต้องลงมาดูแลเรื่องนี้ด้วยตัวเอง

รายงานข่าวระบุว่า ขณะที่ภาคเอกชนที่ทำธุรกิจด้าน cryptocurrency ในญี่ปุ่นก็ตื่นตัวอย่างมาก โดยสมาคมภาคเอกชน 2 แห่ง คือ Japan Blockchain Association และ Japan Cryptocurrency Business Association ก็ประกาศรวมตัวกันเป็นหน่วยงานเดียว เพื่อสร้างสมาคมหลักที่คอยกำกับดูแลกันเอง หลังจากก่อนหน้านี้ทั้งสองสมาคมเคยมีแนวคิดจะควบรวมกันแต่ก็ไม่มีความคืบหน้า กระทั่งเกิดเหตุดังกล่าวก็ทำให้เป็นปัจจัยกดดันให้ทั้งสองสมาคมตัดสินใจควบรวมกันได้สำเร็จ

เรื่องราวดังกล่าวทำให้เห็นว่า สกุลเงินดิจิทัลยังคงมีความละเอียดอ่อนด้านความปลอดภัยอยู่ ถึงแม้ตัวระบบเองจะถูกสร้างขึ้นโดยพื้นฐานของ Blockchain แต่ก็ยังคงมีผู้ไม่ไหวดีอย่าง Hacker ที่พยายามจะเจาะระบบอยู่ สกุลเงินดิจิทัล คุณค่าของมันแปรผันตาม Demand และ Supply รวมถึงระบบความปลอดภัย

“วันนี้ผู้ที่สนใจในการลงทุนในรูปแบบใหม่นี้ คงต้องฉุกคิดกันสักนิดถึงความเป็นไปได้ในการลงทุน”

และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


_website-1280x720.jpg

adminFebruary 20, 2018
มองผ่านหนุ่มรัสเซียซำเหมา ตรวจแถวกองทัพแบกแพคเกอร์พันธุ์ใหม่ ทำงานแลกเงินต่อชีวิต แลกค่าตั๋วเดินทาง ฟรีแลนเซอร์แบกเป้ท่วมโลก หรือจะหมดยุคทำงานเก็บเงินเที่ยว

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำท่านไปติดตามเรื่องราวของแบกแพคเกอร์หรือนักเดินทางพวกแบกเป้ นอนง่าย กินถูก เที่ยวถูก เกิดขึ้นมานานหลายสิบปี เพิ่มมากขึ้นและแตกเหล่าออกไปในยุคที่โลกเสมือนไร้พรมแดนการสื่อสารคือสะพานเชื่อมโลก คนเหล่านี้ตามรอยพวกนักสำรวจรุ่นแรกๆอย่าง เอ็ดมันด์ ฮิลลารี่ผู้พิชิตเอเวอเรสต์ หรือคริสโตเฟอร์ โคลัมบัสผู้คนพบทวีปอเมริกาแสวงหาแผ่นดินและความเร้าใจบนดินแดนที่น่าค้นหา การเดินทางของแบกแพคเกอร์ขนานไปกับ “ทัวริสต์” หรือนักท่องเที่ยวที่ทำงานเก็บเงินประเภทซื้อกรุ๊ปทัวร์มีไกด์นำทาง ไม่ต้องหาข้อมูล ไม่ต้องจองตั๋วเอง ไม่ต้องหาห้องพัก แต่เมื่อโลกแห่งข้อมูลข่าวสารเติบโตขึ้น ไกด์บุ๊กมีหลากหลาย อินเตอร์เน็ตเป็นคำตอบของทุกสิ่ง ทำให้คนเดินทางแสวงหาทางเลือกของตนเอง ทำให้ “ทัวริสต์” แบบเก่าๆ ลดน้อยลง

 

จะเห็นได้ว่า พฤติกรรมนักเดินทาง นักท่องเที่ยวในปัจจุบันต่างไปจากเดิมคือ แทนที่จะเก็บเงินก้อนแล้วออกเที่ยวโดยเลือกบริษัทและโปรแกรมทัวร์ แต่ลงมือหาข้อมูลจากไกด์บุ๊กหรือข้อเขียนของบล็อกเกอร์ที่ไปเส้นทางนั้นๆ มาก่อน หนึ่งในนั้นเป็นประเภทเที่ยวไปใช้ชีวิตไป อย่างที่เราจะเห็นได้จากเรื่องราวของเหล่าบล็อกเกอร์ทั้งไทยและต่างประเทศในลักษณะของการใช้ชีวิตอิสระ โดยเฉพาะกลุ่มฟรีแลนซ์ที่ทำงานอิสระหารายได้จากโลกดิจิทัล คือนั่งตรงไหนที่มีสัญญานไวไฟแรงๆ ก็ทำงานได้

 

นักท่องเที่ยวขาเข้าที่ผ่านเข้าประเทศมมีปีละกว่า 15 ล้านคน ทำเงินให้ประเทศเราปีละเกือบ 800 ล้านบาท สัญชาติที่เพิ่มมากที่สุดเป็นนักท่องเที่ยวจากจีนที่เปลี่ยนจากเป้เป็นกระเป๋าลาก จากเดิมที่เป็นกลุ่มแบกเป้เดินทางจากยุโรปและอเมริกา และต้องยอมรับว่า คนที่มาก็มีทั้งแบบคุณภาพและไม่คุณภาพซึ่งเป็นเรื่องแยกแยะได้ยาก หนึ่งในคนพวกนี้เป็นฝรั่งหน้าตาหล่อ เหมือนแขกปนฝรั่ง ปนจีน  นั่งอยู่ ริมทางเท้า ริมทางเดินของถนนสีลมใกล้สวนลุมพินี มีเป้ใบใหญ่ขนาดจุสัก 20 ลิตรวางข้างกาย พิงไม้เท้าเดินเขาไว้อีกข้าง ถอดรองเท้าเดินเขาหุ้มข้อไว้อีกมุม

 

เบื้องหน้ามีภาพถ่ายขนาดโปสการ์ดวางเรียงรายบนผ้าปู เป็นภาพสวยๆ สถานที่ต่างๆ ที่ไม่ใช่เมืองไทย และมีแผ่นกระดาษเขียนภาษาไทยบอกว่า “ต้องการขายภาพแลกเงิน จะให้กี่บาทก็ได้” ไมเคิล เป็นแบกแพกเกอร์หนุ่มจากรัสเซียที่ใช้ภาพถ่ายขนาดโปสการ์ดแลกเงินเพื่อเดินทางไปในที่ต่อไป ซึ่งถือว่า เป็นวิธีการที่เชยมากสำหรับยุคนี้ ดูจากภาพที่นำมาวางโชว์  เขาคงเดินทางมาไม่น้อยทีเดียว ขึ้นเขา ลงห้วย ลุยหิมะ นอนหนาวกลางหุบเขาในอุณหภูมิเยือกแข็งมาหลายที่

 

คุยกันสั้นๆ ได้ความว่า เขาเดินทางมาจากเมืองชื่อแปลกๆ ในประเทศรัสเซียเป็นเมืองที่มีคนมุสลิมอยู่เยอะ และจะเอาเงินที่ได้ซื้อตั๋วเครื่องบินต่อไปยังประเทศอินเดีย แววตาแล้วดูใสซื่อ ไม่น่าเป็นพวกต้มมนุษย์ด้วยกัน แต่ถ้าคิดแง่ร้ายหนุ่มคนนี้อาจแค่อยากหาค่าเกสต์เฮ้าส์คืนนี้ เมื่อก่อนนี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยไม่ค่อยสนใจตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้เพราะใช้จ่ายเงินน้อย เลือกไปสนใจกลุ่ม “อีลิท” ที่รวยและมาเที่ยวแบบ กินแพงอยู่แพงมากกว่า บางทีอาจจะลืมนึกไปว่า คนพวกนี้บางคนอาชีพการงานดี แต่เลือกเดินทางแบบประหยัดเพื่ออยู่กันยาวๆ เขาอยากเดินทางเพื่อมา “ใช้ชีวิต” ได้มองหามุมใหม่ๆ ของโลก พวกเขาเป็น “นักเดินทาง” ชอบซอกแซกเข้าซอย เข้าตลาด ใช้ชีวิตกับผู้คนในชุมชน ไม่ใช่ท่องเที่ยวแบบ ชะโงก ชิม ช้อบ แชะ และเช็คอิน

 

คนสายพันธุ์นี้เติมเงินเติมความรู้ให้ชุมชนทีละนิดเหมือนหยอดกระปุกน้อยๆ แต่นานๆ ไม่ใช่เทเงินใส่กระเป๋าบริษัททัวร์ที่บางครั้งเปิดร้านอาหาร ร้านของที่ระลึกเอง  และหลายคนกลับมาอีกเมื่อมีหน้าที่การงาน มีเวลาและฐานะดีขึ้น ทุกวันนี้เกสต์เฮ้าส์ระดับดีและโฮสเตลเท่ๆ เกิดขึ้นมากมายเพื่อรองรับคนเดินทางกลุ่มนี้ ซึ่งได้กลายพันธุ์ไปเป็น “แฟลชแพคเกอร์” (flashpacker)  หรือแบกแพคเกอร์ยุคพัฒนาที่มีกำลังซื้อ มีหน้าที่การงาน มีรายได้ดี แน่นอนรสนิยมดีขึ้น

 

กลุ่มนี้ไม่ชอบให้ใครมาจับใส่รถพาไปช้อบปิ้งตามร้านของที่ระลึก เลือกที่จะเที่ยวเองแต่เพิ่มความสะดวกให้ตัวเองมากขึ้น บางคนเปลี่ยนจากแบกเป้มาเป็นลากกระเป๋ามีล้อ  ขึ้นรถทัวร์ รถไฟ หรือเครื่องบินราคาประหยัดแทนการโบกรถแบบแต่ก่อน  เลือกกินอาหารอร่อย นอนดี เพราะไม่อยากฟังคนอื่นกรน หรือดมขี้เต่าคนแปลกหน้า แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น คนพันธุ์นี้ยังคงนิสัยเดิมอยู่คือ ชอบซอกแซกเข้าหาชุมชน พบปะผู้คน  กินของอร่อยข้างทางหรือร้านที่ไกด์บุ๊กแนะนำ นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ขยายตัวมากขึ้นจนโรงแรมใหญ่ๆ 5-6 ดาว ต้องปรับตัวก้มลงมามองคนพวกนี้  โดยหันมาทำโรงแรมเล็กๆพวกโฮสเตล หรือ ดอมิทอรี ที่มีเตียงหลายชั้นแบบหอพักนักศึกษา ที่ทั้งดีและสะอาดแบ่งตลาดไป

 

นักเดินทางประเภทไมเคิลมีมากมายหลายแบบและมีอยู่ทั่วโลก บางคนพกเงินมาพอแค่พอมาใช้ชีวิต มาอยู่ มากิน มานอนกับชาวบ้าน แต่เมื่อจะเดินทางไปต่อก็งัดเอาความถนัดของตนเองมาขาย บางคนนำงานหัตถกรรมจากที่หนึ่งมาขายอีกที่หนึ่ง เช่น เปลถัก กำไล สายสร้อยแปลกๆ บางคนเอางานศิลปะมาขายบวกกำไรนิดหน่อย  บ้างก็มาขอทำงานตามร้านอาหารตามเกาะ ตามเกสต์เฮาส์ หรือทำงานในสวนในไร่ และมีไม่น้อยมาช่วยสอนภาษาให้เด็กตามโรงเรียนชนบทแลกประสบการณ์หรือที่พัก นอกจากประหยัดเงินได้หลายบาทแล้ว  เงินส่วนนี้คือ ต่าตั๋วและต้นทุนในการเดินทางไปในเมืองอื่นหรือประเทศอื่นต่อไป

 

โลกกำลังเปลี่ยนไปมนุษย์สายพันธุ์ที่เรียกว่า “นักเดินทาง” ก็หลากหลายมากขึ้นด้วย คนแบบไมเคิลเป็นสายพันธุ์หนึ่งที่น่าสนใจ อาจมีประโยชน์กับการท่องเที่ยวไทยไม่มากก็น้อย นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

website_พร้อมไหมสังคมไร้เงินสด-1280x720.jpg

adminFebruary 20, 2018
การที่เราอยู่ในยุคเทคโนโลยีปรับเปลี่ยน ทำให้บางครั้งก็กังวลกับเรื่อง 108 – 1009 โดยเฉพาะความมั่นคง และ ความปลอดภัยว่าเงินในกระเป๋าเมื่อย้ายไปอยู่ในรูปแบบออนไลน์จับต้องไม่ได้ควรจะป้องกัน หรือทำอย่างไรดี กินอยู่เป็น ขอเสนอแบบประเทศญี่ปุ่นดีไหม ที่เค้าถอนเงินสดมาเก็บไว้ที่บ้าน

นั่นอาจเป็นด้านหนึ่งของความวิตก แต่ถ้ามองอีกด้านหนึ่งคงต้องมีข้อดีแฝงอยู่ เหมือนกับที่เราปรับผ่านจากยุคเตาถ่าน สู่เตาแก๊ส  เตาไฟฟ้า และไมโครเวฟ คืออันตรายก็อาจมีหากไม่ระวัง แต่ข้อดีที่เกิดขึ้นก็มีมาก โดยเฉพาะการประหยัด ค่าธรรมเนียม ประหยัดเวลา และการเดินทาง รวมถึงสะดวก รวดเร็ว สามารถย้อนตรวจสอบย้อนหลังได้ว่าชำระหรือยัง ใช้เงินไปกับอะไร เมื่อไร อย่างไร

หากวันนี้เราจะชวนมาดูข้อดีของกระเป๋าเงินออนไลน์ หรือ Internet Banking ที่ส่งผลต่อการใช้งบภาษีประชาชนชน ของ รัฐบาลนั่นคือ  มีส่วนที่จะช่วยประหยัดงบประมาณในการผลิตธนบัตรและเหรียญกษาปน์ได้  ซึ่งข้อมูลจากธนาคาร แห่ง ประเทศไทยได้ระบุว่าจำนวนการพิมพ์ธนบัตรใหม่ของประเทศไทยค่าเฉลี่ยอยู่ท่ีปีละ 2,800 ล้านฉบับ -3,000 ล้าน ฉบับ ต่อปี ซึ่งเป็นยอมรวมธนบัตรทุกราคา ทุกประเภท คือราคา 20/ 50/ 100/ 500 และ 1000 บาทในที่นี้ อาจรวม ถึงธนบัตร ในโอกาสพิเศษ หรือถ้าคิดเป็นจำนวนเงินธนบัตรที่เราหมุนเวียนใช้กันในประเทศจะมีค่าเฉลี่ยที่ 1.5 – 1.6ล้านล้านบาท

ส่วนเหรียญกษาปน์อันนี้จะมีต้นทุนการผลิตที่ว่ากันว่าสูงกว่าราคาหน้าเหรียญโดยแต่ละปีรัฐบาลใช้งบประมาณในการผลิตเหรียญประมาณ 2,000 – 3,000 ล้านบาท และด้วยจุดเด่นที่เห็นได้ชัดนี้เอง ปีก่อนรัฐบาลญี่ปุ่นถึง ระบุว่าได้ลดการผลิต เหรียญ 1 เยนถึงครึ่งหน่ึงเพราะปัจจุบันชาวญี่ปุ่นนิยมการจับจ่ายด้วยเงินอิเล็คทรอนิคส์ในรูปแบบต่างๆมากขึ้น

ข้อดีประการต่อมาคือสบายใจเรื่องแบงค์ปลอม โดยปัญหานี้จะลดไประดับหนึ่ง ขณะเดียวกันตำรวจก็ไม่ต้อง มาวุ่นวาย กับการกวาดล้างแหล่งผลิตแบงค์ปลอมให้มุ่งไปยาเสพติด กับตรวจสอบเรื่องอื่นแทนจากข้อมูลสำนัก งานตำรวจ แห่งชาติพบว่าแบงค์ปลอมจะถูกปล่อยในกลุ่มแท็กซี่ ตลาดสด ปั้มแก๊ส คาดว่าเพราะคนไทย ส่วนใหญ่ไม่ค่อย ระแวงกับปัญหานี้ซึ่งจากสถิติพบว่าประเทศไทยจะพบแบงค์ปลอม 1 ใบต่อธนบัตร 1 ล้านใบ

ถ้างั้นระหว่างตัดสินใจว่าจะ ช่วยชาติ 2 เด้งหรือไม่ ก็เริ่มจากส่องแบงค์ที่ได้มาก่อน เป็นการกันก่อนแก้ไง !!

Virsual-VS-Reality_website-1280x720.jpg

adminFebruary 20, 2018
บนความเป็นจริงที่เราต้องเรียนรู้และปรับตัวเพื่อเฟ้นหาความสุขในชีวิต นับเป็นโจทย์ที่ท้าทายของคนในสังคมปัจจุบันและด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย Social media จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่คนใช้สร้างความสุข เราคงต้องยอมรับว่านี่คือยุค Social media อย่างแท้จริง…ที่ไม่ใช่โลกของความเป็นจริง

ด้วยค่านิยมของคนในปัจจุบันคงปฏิเสธได้ยากว่าค่านิยม “เปลือกนอก” ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Twitter, Instagram, Youtube หรือถ้าให้ย้อนกลับไปสมัย 10กว่าปีก่อนอย่าง Hi5 ไม่ว่าใครก็ต้องการลงเรื่องราวของตัวเองในด้านบวก ใช้อวดความร่ำรวยบ้าง ใช้อวดวิถีชีวิตของตัวเองบ้าง หรือรูปที่ใช้บน Profile ก็ต้องดูดี (บางทีก็อาจจะดูดีกว่าตัวจริง) จนเกิดเป็นการปิ๊งรักปักอก นัดเจอกัน บนโลกแห่งความจริง พอเจอกันกลับไม่เหมือนในรูปทำให้หลายคนก็ห่างหายกันไป บางคนก็ต้อง Block กันเพราะไม่อยากติดต่อกันอีกเป็นที่มาของศัพท์วัยรุ่นที่ว่า “หนังไม่ตรงปก” ใครรู้สึกมากกว่าคนนั้นก็แพ้ไป บางคนถึงกับเสียสุขภาพจิต กลายเป็นคนคิดมาก ไม่มั่นใจในตัวเอง ยอมอยู่แค่บนโลก Social Media เพื่อทำให้ตัวเองเป็นที่ยอมรับ มีแต่คนชื่นชอบ มาเอาอกเอาใจ กระทำบางอย่างเพื่อเรียก like, comment หรือ share จนเรียกได้ว่า

“Social media ทำให้คนหลงโลกของเงา”

ด้วยสังคมที่เปลี่ยนไปนี้ทำให้เกิดปรากฏการณ์ การแบ่งปันข้อมูลและการกระจายข่าวสาร มีทั้งด้านดีและด้านลบ เฉกเช่นเดียวกับคนในสังคมที่มีทั้งคนดีและไม่ดี ด้วยการเจริญเติบโตของเทคโนโลยี ทำให้ช่องทางบนโลกเสมือนจริงนี้ เป็นอีกหนึ่งช่องทางของผู้ไม่หวังดีสามารถแสวงหาผลประโยชน์ได้ ไม่ว่าจะเป็นการฉ้อโกง การหลอกลวง การล่วงละเมิดต่างๆ ที่เราเห็นได้อยู่ทุกวันบนสื่อช่องทางนี้  หากกล่าวว่า Social Media ทำให้สังคมเสื่อมโทรมลงก็คงไม่แปลก

“สังคมไทยปัจจุบัน คือ สังคมแห่งเปลือกนอก”

เปลือกคือสิ่งที่ถูกแต่งแต้มด้วยสีต่างๆ เปลือกคือความสวยงามแค่ผิวเผินภายนอก คือกลิ่นหอมหวานที่น่าหลงใหล เปลือกมีคุณค่าสำหรับสัตว์สังคมอย่างมนุษย์ การยอมรับจากสังคมเป็นสิ่งที่ทุกคนใฝ่หา คนที่มีแก่นอ่อนแอก็ย่อมต้องการเปลือกที่แข็งแรงมากกว่าผู้ที่มีแก่นแข็งแรงไม่หวั่นไหวต่อกระแสสังคม เฉกเช่นเดียวกับไข่ ที่ต้องมีเปลือกไว้ปกป้องตัวเอง แต่สุดท้ายแล้ว “เปลือกก็คือ เปลือก” ย่อมมีวันแตกออกและหายไป เปลือกแห่งกระแสสังคมนี้มีกันให้เห็นอยู่เรื่อยๆ เปลี่ยนไปตามกาลเวลา แก่นเนื้อในต่างหากที่แข็งแรง ที่จะบอกถึงความเป็นตัวตนของคนนั้นๆ เป็นสิ่งที่มันไม่มีวันจะดับสลาย กระจกบานใหญ่นี้ที่มีชื่อเรียกว่า Social media ได้สะท้อนอะไรบางอย่างให้เราได้เห็น จะดีกว่าไหมถ้าเราลองหยุดแล้วคิดไตร่ตรองดูสักนิด หันมาสร้างแก่นบนโลกแห่งความจริง แทนที่จะสร้างเปลือกบนโลกแห่งเงานี้ หันมาสร้างความสุขที่แท้จริง ใช่ว่าเป็นแค่ “ความสุขบนกระจกวิเศษของตนเอง”

 

นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


-1280x720.jpg

adminFebruary 19, 2018
ภาระค่าใช้จ่ายที่เข้าแถวรอในแต่ละเดือนของคนทำงาน คงหนีไม่พ้นจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าบัตรเครดิตและอื่นๆอีกมากมายที่เป็นค่าใช้จ่ายจำเป็นและค่าธรรมเนียม ไม่รวมการใช้ชีวิตท่องเที่ยวแบบชิลๆ อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง แล้วจะทำอย่างไร? วันนี้ กินอยู่เป็น มีวิธีมานำเสนอ

ในทุกการชำระค่าใช้จ่าย มีค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่ายให้กับธนาคาร หรือเคาน์เตอร์บริการ ด้วยราคาที่ แตก ต่างกัน เริ่มต้นตั้งแต่ 5 – 30  บาทในแต่ละรายการ แล้วแต่ว่าจะชำระที่ไหน นั่นหมายถึงแต่ละ เดือนเงิน ที่เรา ต้องควัก กระเป๋าจ่ายค่าธรรมเนียมอาจจะมีตั้งแต่ 30 – 300 ขึ้นอยู่กับรายการที่ต้องจ่าย ไม่รวมถึงการโอนเงินให้พ่อ แม่ พี่ น้องที่ต่างจังหวัดที่ต้องมีค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อย 30 บาทต่อรายการ ถ้าจำนวนมากก็อาจขึ้นไปถึง 100 บาทได้ ขึ้นอยู่กับจำนวนเงิน

ดังนั้นทางออกของการประหยัดคุ้มคือ การใช้ Internet หรือ Mobile Banking เพื่อลดค่าธรรมเนียม ซึ่งไม่ควรเป็นค่าใช้จ่ายออกไป เงินที่ประหยัดได้ต่อไปก็จะงอกเงยตั้งแต่หลักร้อยถึงหลักพันต่อปี ทั้งสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ ขณะเดียวกันยังช่วยลดเงินส่วนเกิน ที่ต้องจ่ายประเภทเศษสตางค์ที่ธนาคารหรือเคาน์เตอร์บริการ ที่มักจะปัดขึ้นเป็นถ้วน (งานนี้ไม่มีปัดลง)

FACT

ถ้าดูตัวเลขโดยรวมที่ธนาคารแห่งประเทศไทยจัดเก็บไว้เฉพาะตัวเลขครึ่งปีของปี 2560 ที่ผ่านมา มีการชำระ ค่าบริการทั้งในธนาคารและเคาน์บริการ นับเฉพาะจำนวนที่ชำระเป็นเงินสด รวมทั้งสิ้น 1,809,000,000,000 บาท (หนึ่งล้านแปดแสนเก้าพันล้านบาท) 240,438,000 รายการ (สองร้อยสี่สิบล้านสี่แสนสามหมื่นแปดพันรายการ) ถ้าลองคิดกันเล่นๆ เอาฐานกลางคือเอา 10  บาท คูณจำนวน รายการ (10 x 240,438,000) เพื่อหาภาพ รวมรายได้จากการรับชำระค่าบริการคร่าวๆ จะเห็นได้ว่าเฉพาะครึ่งปีที่ผ่านมา มากกว่า 2,000 ล้านบาท นี่ยังไม่รวมรายได้จากค่าปัดเศษเป็นถ้วน…นี่แค่ครึ่งปีนะ!

นั่นคงเป็นข้อสรุปเบื้องต้นได้ว่าหากเราเปลี่ยนจากการชำระค่าบริการที่ธนาคารพาณิชย์และเคาน์เตอร์บริการ เป็นการชำระบนระบบออนไลน์หรือแอพพลิเคชั่น จะช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าได้มากขนาดไหน แต่ยังมีข้อกังวลถึงระบบความปลอดภัยในการหักค่าใช้จ่ายผ่านระบบออนไลน์ วิธีป้องกันเบื้องต้นคือลองแยกบัญชี ชำระค่าบริการที่ทำผ่านออนไลน์ ออกมา เพื่อให้มีวงเงินจำกัดโดยที่เราสามารถคำนวณไว้เบื้องต้นได้ ว่าภาระที่ต้องชำระประจำต่อเดือนอยู่ที่ประมาณเท่าไหร่ ก็กันไว้เท่านั้นก็จะทำให้เปิดใจใช้บริการได้อย่างไม่กังวล

“เพราะไม่เพียงความเสี่ยงต่อการเสียค่าบริการจะลดลง เม็ดเงินที่เพิ่มขึ้น ระยะเวลาในการเข้าคิวจะลดลง มีเวลาเหลือมากขึ้น…ความสุขก็จะเพิ่มขึ้นตาม”

website_อย่ากลัว-AI-1280x720.jpg

adminFebruary 6, 2018
ปัจจุบันมีการกล่าวถึงกันมากว่า AI หรือ ระบบปัญญาประดิษฐ์ จะเข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์ในอนาคตอันใกล้ จากเดิมที่นิยมใช้สำหรับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ก็เริ่มทดลองใช้เอไอกับงานที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ในไทยเองก็เริ่มมีกระแสตื่นตัวเรื่องดังกล่าว ดังนั้นคนไทยโดยเฉพาะในกลุ่ม Millennial ที่จะก้าวขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญในยุคต่อไป จำเป็นที่จะต้องตื่นตระหนกไหม หรือ ต้องปรับตัวอย่างไร จึงจะอยู่ให้รอดในสังคมแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้

ภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เน้นการนำ AI และเทคโนโลยีขั้นสูง มาแทนที่ “แรงงานทักษะต่ำ” ที่ปฏิบัติการซ้ำๆ ในโรงงาน เพื่อลดต้นทุนด้านแรงงานคน ขณะที่ “แรงงานทักษะสูง”  ซึ่งต้องเป็น “ผู้ควบคุม หรือ สั่งการ AI” ยังขาดแคลน แม้มีความแม่นยำในเชิงปฏิบัติและวิเคราะห์ข้อมูล แต่ AI ยังไม่สามารถเข้าใจอารมณ์ ความรู้สึก เข้าถึงวัฒนธรรมพื้นถิ่นและรสนิยมได้เหมือนมนุษย์ จึงยังไม่สามารถเข้ามาทดแทนมนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยเฉพาะกลุ่มงานที่ต้องการใช้ความคิดสร้างสรรค์ และต้องการทักษะด้านการสร้างปฏิสัมพันธ์

แท้จริงแล้ว AI ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยสนับสนุนและขยายขอบเขตการทำงานของมนุษย์ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดมากกว่าการแทนที่ ซึ่ง AI จะทำหน้าที่เสมือนกองทหาร โดยมีมนุษย์เป็น “แม่ทัพ” คอยสั่งการและควบคุม การเข้ามาของ AI จึงอาจไม่ใช่เรื่องที่ควรตื่นตระหนก แต่เป็นโอกาสสำคัญของการวางแผนเตรียมความพร้อมและวิธีรับมือที่เหมาะสม ทั้งในด้านของผู้ประกอบการและแรงงาน

คนรุ่นใหม่อย่ากลัว AI อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้น AI ถูกพัฒนามาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการทำงานควบคู่กับมนุษย์ ซึ่งวันนี้หลายองค์กรยังต้องการ “แม่ทัพ” เหล่านี้ เป็นจำนวนมาก ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าวิวัฒนาการของเทคโนโลยีมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาทุกยุคทุกสมัย แต่มิได้ทำให้ที่ยืนของ “มนุษย์” หมดไป เพราะสุดท้าย เทคโนโลยีถูกพัฒนาขึ้นและควบคุมโดยมนุษย์

“คน” ขยันถึงรอด ถ้าจอดก็จบ แรงงานคนใดที่มีการพัฒนาทักษะความเชี่ยวชาญ และปรับตัวเท่าทันเทคโนโลยี ก็ย่อมมีความได้เปรียบและสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตนเอง เป็นที่ต้องการของตลาดอยู่เสมอ สอดคล้องกับที่
อ.เฉลิมชัยได้กล่าวไว้ว่า “ทุกอาชีพไม่มีไส้แห้ง ถ้าใจสู้ก็รอด ใจกระจอกก็จน!”

 

นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต