-สังคมไทยทุกวันนี้_กินอยู่เป็น_Website.jpg

adminApril 23, 2018
…เพราะอยู่ในวัยกลางคน
…เพราะยังไม่มีครอบครัว
…เพราะเป็นนักกฎหมายที่สนใจสิทธิสตรีและสิทธิครอบครัว พอๆ กับสิทธิมนุษยชน

และ..เพราะคับข้องใจกับสภาพสังคมไทยในปัจจุบันที่มีข่าวการใช้ความรุนแรงกับเด็กและสตรี ไม่ว่าผู้กระทำผิด โดยใช้ความรุนแรงตลอดช่วง 2 – 3 เดือนที่ผ่านมาไม่ว่า จะเป็นบิดาทำร้ายลูกจนเลือดคั่งสมองเข้าไอซียู แม่ผลักลูกวัยสามขวบจมน้ำจนเสียชีวิต หรือ กระทั่งล่าสุดกรณีไลฟ์สดทำร้ายแฟนสาวผ่านโซเชียลออนไลน์ จนกลายเป็นประเด็นไปทั่วประเทศ

เกิดข้อสงสัย ..สังคมไทยทุกวันนี้ “เป็นอยู่” กันแบบไหน?

เหตุใดสถาบันครอบครัว ชุมชนที่เล็กที่สุดในสังคม ถึงได้มีปัญหาแบบนี้ไม่เปลี่ยนแปลง ??

สาเหตุเกิดจากอะไร ??  และอะไรคือสาเหตุที่แท้จริงของปัญหา ??

นักกฎหมายอย่างดิฉันเอง ถูกสอนให้เชื่อมั่นว่า “กฎหมายเป็นเครื่องมือในการรักษาความสงบเรียบร้อยในสังคม” และเมื่อเกิดปัญหาขึ้นแล้ว “กฎหมายจะเป็นกลไกให้เจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาช่วยเหลือแก้ไขปัญหานั้นได้” บัดนี้ ได้แต่ตั้งคำถามในใจว่า .. จริงหรือ ??  หรือจะต้องทำอย่างไรที่ทำให้เครื่องมือนี้ศักดิ์สิทธิ์ ?

ความสัมพันธ์ระหว่างบิดา มารดา และบุตร ถูกเขียนบัญญัติไว้ในกฎหมายหลักของประเทศ คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ขอยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น  เช่น  บุตรมีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา อยู่ในมาตรา ๑๕๖๓  แต่ในขณะบุตรอยู่ในวัยเยาว์ บิดามารดาต้องอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตร และหากบุตรบรรลุนิติภาวะแล้วแต่เป็นผู้ทุพพลภาพและหาเลี้ยงตนเองมิได้ บิดามารดาก็ต้องอุปการะเลี้ยงดูต่อไป อยู่ในมาตรา ๑๕๖๔

ในระหว่างที่บุตรยังไม่บรรลุนิติภาวะ บุตรต้องอยู่ใต้อำนาจปกครองของบิดามารดา  โดยบิดามารดามีสิทธิ (๑) กำหนดที่อยู่ของบุตร (๒) ทำโทษบุตรตามสมควรเพื่อว่ากล่าวสั่งสอน (๓) ให้บุตรทำการงานตามสมควรแก่ความสามารถและฐานานุรูป และ (๔) เรียกบุตรคืนจากบุคคลอื่นซึ่งกักบุตรไว้โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งบัญญัติในมาตรา ๑๕๖๖ และมาตรา ๑๕๖๗ เป็นต้น

หรือในกรณีที่มีการใช้ความรุนแรงในครอบครัว ประเทศไทยก็ได้บัญญัติกฎหมายเฉพาะในเรื่องนี้ไว้ เมื่อสิบปีที่แล้ว คือ พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. ๒๕๕๐ เพื่อคุ้มครองสมาชิกในครอบครัวและสถาบันครอบครัว ได้มีการระบุบทลงโทษไว้ใน มาตรา ๔ ผู้ใดกระทำการอันเป็นความรุนแรงในครอบครัว ผู้นั้นกระทำความผิดฐานกระทำความรุนแรงในครอบครัว ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ให้ความผิดตามวรรคหนึ่ง เป็นความผิดอันยอมความได้ แต่ไม่ลบล้างความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาหรือกฎหมายอื่น หากการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๕ ด้วย ให้ความผิดดังกล่าวเป็นความผิดอันยอมความได้

มาตรา ๕ ผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว หรือผู้ที่พบเห็นหรือทราบการกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว มีหน้าที่แจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เพื่อดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้

การแจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามวรรคหนึ่ง เมื่อได้กระทำโดยสุจริต ย่อมได้รับความคุ้มครองและไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา และทางปกครอง

รวมทั้งกำหนดมีกลไกหน่วยงานภาครัฐเข้ามาดูแลแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมด้วย

ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับเด็ก ประเทศไทยก็ได้บัญญัติกฎหมายเฉพาะในเรื่องนี้ไว้ เมื่อสิบกว่าปีที่แล้วเช่นกัน คือ พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.๒๕๔๖ เพื่อบอกว่า ประเทศไทยได้คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็ก หากผู้ปกครองไม่สามารถดูแลเด็กได้ ก็ให้มีหน่วยงานของรัฐเข้ามาทำหน้าที่คุ้มครองและดูแลเด็กแทน ..

หากดูแค่ว่าประเทศไทยมีกฎหมายที่ดูแลปัญหาเรื่องเด็กและสตรีแล้ว เราอาจอนุมานว่า ประเทศไทยประสบความสำเร็จในการบริหารจัดการกับปัญหาเหล่านั้นได้ดี  แต่ถ้าหันมาดูสถิติจำนวนเด็กสตรีที่ถูกทำร้ายร่างกายในสังคมไทย ในแต่ละรอบปี พบว่ามีจำนวนเพิ่มขึ้น และบางปีก็สูงกว่าปีอื่นๆ อย่างน่าแปลกใจ

ตารางข้อมูลจากศูนย์พึ่งได้ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข

ปี พ.ศ. โรงพยาบาล เด็กที่ถูกทำร้าย สตรีที่ถูกทำร้าย เด็กและสตรีที่ถูกทำร้าย เฉลี่ยการถูกทำร้าย
๒๕๕๐ ๒๕๐ ๙,๕๙๘ ๙,๔๖๙ ๑๙,๐๖๗ ๕๒
๒๕๕๒ ๖๑๗ ๑๒,๓๕๙ ๑๑,๑๔๐ ๒๓,๔๙๙ ๖๔
๒๕๕๔ ๕๗๘ ๑๑,๔๙๑ ๑๑,๐๔๗ ๒๒,๕๖๕ ๖๒
๒๕๕๖ ๖๓๑ ๑๙,๒๒๙ ๑๒,๖๓๗ ๓๑,๘๖๖ ๘๗
๒๕๕๘ ๕๒๓ ๑๐,๗๑๒ ๑๓,๒๖๕ ๒๓,๙๗๗ ๖๖

 

กฎหมายอาจไม่ใช้ทางออกสุดท้ายในการแก้ไขปัญหาสังคมแบบนี้ .. แล้วเราจะใช้กลไกอะไรที่จะแก้ไขปัญหานี้ บางคนคิดถึงโรงเรียน คิดถึงสถาบันการศึกษา แต่เราก็ยังอยู่ในวังวนห้วงคำนึงว่า เราไว้ใจโรงเรียนและครูได้มากน้อยแค่ไหนกัน .. เมื่อเห็นข่าว “ครูมีความสัมพันธ์กับเด็กม.๒”  หรือข่าว “เด็กนักเรียนประถมข่มขืนเด็กรุ่นน้อง” .. เพลียใจแทนคุณครู หากเราจะฝากอนาคตของสังคมไทยไว้กับโรงเรียน  ท่ามกลางสภาพสังคมไทยแบบทุนนิยม บริโภคนิยม กระแสสังคมสื่อโลกาวินาศ เน็ตไอดอลแบบที่วัยกลางคนอย่างดิฉันไม่เข้าใจว่าเป็นเน็ตไอดอลได้อย่างไร ??

โลกเราจะเป็นอยู่อย่างไรในอนาคต น่าห่วงยิ่งนัก ความแตกต่าง ความเหลื่อมล้ำ ที่ถ่างขยายออกอย่างเห็นได้ชัด ทั้งเรื่องเงินทอง สติปัญญา และการใช้ชีวิต .. มานึกอีกที  ไม่มีครอบครัว ไม่มีลูก ก็ดีแล้วสำหรับดิฉัน 

นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

////////////////////////

อารีวรรณ จตุทอง

นักวิชาการกฎหมายด้านสตรี ครอบครัว และเด็ก


-“แบรนด์แดนมังกร”-รอผงาดในศึกเวิลด์คัพ_กินอยู่เป็น_Website.jpg

adminApril 19, 2018
จับตา “แบรนด์แดนมังกร” รอผงาดในศึกเวิลด์คัพฉบับรัสเซีย นับถอยหลังไม่ถึง 2 เดือน…กระแสเวิลด์คัพฟีเวอร์จะกลับมาอีกครั้ง ในศึก “ฟีฟ่า เวิลด์คัพ 2018

 

ซึ่งเริ่มฟาดแข้งระหว่างวันที่ 14 มิถุนายน –15 กรกฎาคม โดยถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของรัสเซียกับการรับบทเจ้าภาพฟุตบอลโลก “เวิลด์คัพ” กลายเป็นมหกรรมกีฬาที่สามารถสร้างรายได้มหาศาล ดังนั้นนอกจากการชิงชัยบนสนามหญ้าของเหล่าแข้งทองเพื่อหาแชมป์แล้ว การขับเคี่ยวของแบรนด์ต่างๆ เพื่อกระตุ้นตลาดและสร้างแบรนด์สู่ผู้บริโภค ก็เป็นอีกหนึ่งสนามที่น่าจับตามองไม่แพ้กัน โดยเวทีเวิลด์คัพ 2014 ครั้งล่าสุดที่บราซิล สามารถสร้างรายได้ให้สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) สูงถึง 4,800 ล้านเหรียญ (ประมาณ 158,000 ล้านบาท) มากกว่าเวิลด์คัพ 2010 ที่แอฟริกาใต้ถึง 66% โดยส่วนใหญ่มาจากรายได้ของการขายสิทธิถ่ายทอดสด และ สิทธิการทำตลาดในสนามและนอกสนามให้พันธมิตรและสปอนเซอร์

 

“เวิลด์คัพฉบับรัสเซีย” ครั้งนี้เป็นที่น่าสังเกตว่าบรรดาแบรนด์พันธมิตรและสปอนเซอร์หลักนั้น นอกจาก Adidas, Coca-Cola, Mcdonald, Hyundai & KIA Motor และ Visa ขาประจำแล้ว ยังมีหน้าใหม่จากจีนเข้ามาถึง 5 แบรนด์ ได้แก่

  1. Wanda Group กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจบันเทิงยักษ์ใหญ่ของ “หวัง เจี้ยนหลิน” มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งบนแผ่นดินจีน 2. Hisense ผู้นำตลาดทีวี อันดับ 1 ในจีนกว่า 13 ปี 3. Vivo แบรนด์มือถือชื่อดัง 4. Mengniu ผู้ผลิตนมรายใหญ่ และ 5. Yadea ผู้ผลิตมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า

แม้เคยมีการวิเคราะห์ของกลุ่มนักการตลาดว่า การเข้ามาของแบรนด์จีนครั้งนี้ เป็นผลจากที่หลายแบรนด์ดังถอนตัวเพราะกลัวภาพลักษณ์จะถูกโยงพัวพันไปกับการทุจริตของฟีฟ่าชุดเก่า แต่นั่นก็อาจไม่ใช่ทั้งหมด เพราะหากมองแผนธุรกิจของแบรนด์จีนกลุ่มนี้ จะไม่น่าแปลกใจเลยเพราะมีการตั้งเป้าชัดเจนที่จะรุกสร้างแบรนด์สู่ระดับโลก ด้วยกลยุทธ์ Sport Marketing มาโดยตลอด

เห็นได้จาก Hisense ที่เข้าร่วมสนับสนุนกีฬาระดับโลกต่อเนื่อง เช่น การแข่งขันยูโร 2016, เทนนิสออสเตรเลียนโอเพ่น ฯลฯ ขณะที่  Wanda Group นอกจากสนับสนุนฟุตบอลในประเทศแล้ว ยังเข้าซื้อหุ้นแอตเลติโกมาดริด สโมสรชื่อดังจากลาลีกาสเปนเพื่อเป็นพันธมิตรธุรกิจ รวมถึงอาสาเป็นผู้จัดการแข่งขันให้กับสหพันธ์แบดมินตันโลก (BWF) มาแล้ว

จึงน่าติดตามว่า แบรนด์แดนมังกรกลุ่มนี้ ซึ่งมีศักยภาพธุรกิจเป็นอันดับต้นๆ ในประเทศจีน จะออกหมัดจัดกลยุทธ์เพื่อ “ผงาดสร้างแบรนด์” โดยใช้โอกาสจากฐานผู้ชมและผู้ติดตามจำนวนมหาศาลของศึกเวิลด์คัพ 2018 ได้สำเร็จมากน้อยเพียงใด ซึ่งบางแบรนด์ทราบมาว่าเตรียมที่จะนำสินค้าเข้ามาท้าชิงตลาดในประเทศไทย ผ่านศึก “เวิลด์คัพ 2018” นี้ด้วยเช่นกัน

 

สำหรับ กระแสเวิลด์คัพฟีเวอร์ในไทย คาดว่าไม่ต่างทุกครั้งที่ผ่านมา ที่เราจะได้เห็นแบรนด์ต่างๆ งัดกลยุทธ์ทั้งแคมเปญ โปรโมชั่น ฯลฯ มาประชันอย่างดุเดือด ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนแต่ส่งผลดีให้ผู้บริโภคอย่างเรา มีทางเลือกมากขึ้นทั้งสิ้น

22-เอาใจคนรัก-The-Lord-of-the-Rings-_กินอยู่เป็น_Website-1280x720.jpg

adminApril 17, 2018
“อเมซอน” เอาใจคนรัก The Lord of the Rings เอาจริงด้วยการสร้าง Series 5 season!!

 

หลังจาก “อเมซอน” ได้ลิขสิทธิ์หนังสือ “The Lord of the Rings” จาก J.R.R. Tolkien เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ในราคา 250 ล้านเหรียญสหรัฐ และอเมเซอนมีแผนจะหยิบนิยายเรื่องนี้มาทำเป็นซีรีส์ทั้งหมด 5 ซีซั่น ไม่ต่ำกว่า 50 ตอน ด้วยงบประมาณกว่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งรวมทั้งค่าตัวนักแสดง โปรดิวเซอร์ เทคนิคพิเศษ ซึ่งทำให้ซีรี่ส์เรื่องนี้มีมูลค่าสูงกว่าซีรี่ส์ในตำนานหลายๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็น The Crown, Friends, ER หรือแม้กระทั่ง Game of Thrones ก็ตาม!!

“Sharon Tal Yguado” หัวหน้าทีมผู้เขียนบทซีรี่ส์ให้กับ “อเมซอน สตูดิโอ“ ให้สัมภาษณ์ว่า The Lord of the Rings เป็นปรากฏการณ์ที่ยิ่งใหญ่ทางวัฒนธรรม ได้สร้างจินตนาการให้กับแฟนๆ รุ่นสู่รุ่น ทั้งผลงานหนังสือและในจอภาพยนตร์

 

อย่างไรก็ตาม TV Series เรื่องนี้จะเป็นเรื่องที่แพงมากที่สุด หากดูจากงบการผลิตน่าจะแพงกว่า Game of Thrones มากกว่าถึงเท่าตัวเลยทีเดียว หากใครเป็นแฟนพันธุ์แท้ของหนังเรื่องนี้แล้ว การกลับมาครั้งนี้ของ The Lord of the Rings จัดว่าไม่ควรพลาด!!

Smart-island-ประเทศโปรตุเกส_website-1280x720.jpg

adminMarch 16, 2018

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของ “Smart island” เกาะพลังงานสะอาด สูดโอโซนให้เต็มปอด อย่างเกาะแซมโซ ประเทศเดนมาร์ก เกาะเชจู ประเทศเกาหลีใต้ เกาะพูเลา อูบิน ประเทศสิงคโปร์ และเกาะพะลวย ในประเทศไทย กำลังจะเกิดขึ้นในประเทศโปรตุเกส

 

“เรโนลต์” (Renault) ผู้ผลิตรถยนต์จากยุโรปเปิดตัวโปรเจ็กต์  “smart island” ในโปรตุเกส  โดยเลือกเกาะ “Porto Santo” ในหมู่เกาะเมเดรา  สำหรับการพัฒนาโมเดล smart island ที่สามารถนำไปปรับใช้ในเกาะหรือเมืองอื่น ๆ ได้  เป็นการสร้าง ecosystem เพื่อสร้างเกาะที่ปลอดมลภาวะและปลอดคาร์บอน  โดยเน้นแนวคิดการใช้พลังงานสะอาด ซึ่งจะนำรถยนต์ไฟฟ้ารุ่น Zoe ให้บริการบนเกาะ พร้อมติดตั้งระบบชาร์จอัจฉริยะและ vehicle-to-grid (V2E) พื้นที่เก็บพลังงานที่สามารถใช้งานได้โดยไม่ต้องใช้พลังงานฟอสซิล  โดยเกาะแห่งนี้มีประชากร 5,483 คน บนพื้นที่ 16 ตารางไมล์

โปรเจ็กต์นี้จะแบ่งเป็น 3 เฟส เฟสแรกจะให้อาสาสมัคร 20 คนรับรถยนต์ Zoe จำนวน  14 คัน และรถตู้ Kangoo Z.E. อีก 6 คันเพื่อใช้งานในชีวิตประจำวัน โดยมีการติดตั้งสถานีชาร์ทไฟฟ้าไว้ทั้งหมด 40 จุด   เฟสสองจะนำรถยนต์ไฟฟ้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบพาวเวอร์กริด   โดยการเติมไฟฟ้ากลับเข้าระบบในช่วงพีคที่พลังงานไม่เพียงพอ และเฟสสุดท้ายคือ Renault จะนำแบตเตอรี่จาก Zoe หรือรถยนต์ไฟฟ้าอื่น ๆ มารีไซเคิลและใช้ต่อเป็น second-life   เช่นนำแบตเตอรี่รีไซเคิลมาใช้ในบ้าน และเชื่อมต่อกับกังหันลมหรือโซลาเซลล์เพื่อกักเก็บพลังงานและปล่อยออกมาในช่วงที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงได้

โปรเจ็กต์นี้เกิดขึ้นได้แสดงให้เห็นว่าในหลายประเทศเริ่มตื่นตัวกับสภาวะโลกร้อน และหันมาเอาใจใส่สิ่งแวดล้อมมากขึ้น ซึ่งในอนาคตเกาะ “Porto Santo” จะเป็นอีกเกาะหนึ่ง ที่เป็นเกาะพลังงานสะอาดเพียงไม่กี่แห่งในโลก และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

Featured image: psfk.com


_Website-1280x720.jpg

adminMarch 13, 2018

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวที่ประเทศออสเตรเลียเตรียมใช้ระบบสแกนหน้าแทนพาสปอร์ต เทคโนโลยีแบบในภาพยนตร์กำลังจะเกิดขึ้นจริง ด้วยการสแกนใบหน้าสำหรับ Check in ที่จะสร้างความสะดวกสบายและสร้างความปลอดภัยได้อีกหนึ่งทาง

 

หนังสือพิมพ์ซิดนีย์ มอร์นิ่ง รายงานว่า สนามบินในซิดนีย์ของออสเตรเลีย เตรียมติดตั้งเครื่องประมวลผล”ไบโอ-เมตริก”  ซึ่งมีความสามารถในการจำแนกใบหน้าผู้โดยสารแทนการใช้พาสปอร์ต ที่อาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศของสนามบินซิดนีย์ เดือนพ.ค.นี้  โดย “เจฟฟ์ คัลเบิร์ต” ผู้บริหารสนามบินระบุว่า นับจากนี้ใบหน้าจะเป็นทั้งพาสปอร์ตและบอร์ดดิ้ง พาส

ทั้งนี้ ผู้โดยสารของสายการบินแควนตัส จะเป็นกลุ่มแรกที่จะได้ใช้งานระบบดังกล่าว  อันเป็นส่วนหนึ่งของการทดสอบ ที่จะมีถึง 6 ขั้นตอน ส่วนพาสปอร์ตมีไว้เพื่อแสดงตนแค่ครั้งเดียว ซึ่งจะช่วยร่นเวลาจากขั้นตอนเดิมลงไปอีก 4 นาที  และถ้าประสบความสำเร็จก็คาดว่าจะมีสายการบินอื่นๆ รองรับการใช้งานระบบนี้มากขึ้น

 

ซึ่งปัจจุบันประเทศที่พัฒนาแล้ว มีการติดตั้งเครื่องสแกนใบหน้าไว้ในบริเวณที่สาธารณะในตัวเมือง เช่น ตามสี่แยก ห้างสรรพสินค้า ที่ชุมชน จนผู้ก่อการร้ายไม่สามารถใช้สถานที่สาธารณะ ทำให้มีความปลอดภัยแก่ประชาชนทั่วไปมากขึ้น นี่เป็นอีกก้าวหนึ่งของเทคโนโลยีที่จะสร้างสังคมให้ปลอดภัยในอนาคตก็เป็นได้และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

Featured image: ABC News

 


-“ไฮเปอร์ลูป”_Website-1280x720.jpg

adminMarch 12, 2018

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของดูไบอวดโฉมยานพาหนะใหม่ “ไฮเปอร์ลูป” เข้าใกล้ความไวเสียงด้วยความเร็ว1,200กม./ชม. เป็นระบบขนส่งรถไฟฟ้า ที่เร็วกว่าเครื่องบินโดยสารบนอวกาศสะด้วย!!

 

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ดูไบ) เปิดตัวยานพาหนะใหม่ “ไฮเปอร์ลูป” ที่สำนักงานถนนและการขนส่ง (RTA) ซึ่งถือเป็นระบบขนส่งความเร็วสูงแห่งอนาคต ณ มหานครดูไบ โดยไฮเปอร์ลูปจะวิ่งด้วยความเร็วสูงสุด 1,200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ช่วยร่นระยะเวลาการเดินทางระหว่างนครดูไบกับกรุงอาบูดาบีเหลือเพียง 12 นาทีจากเดิมราว 90 นาทีเมื่อเดินทางด้วยรถยนต์ และสามารถขนส่งผู้โดยสารได้ราว 10,000 คนต่อชั่วโมง

ทั้งนี้ไฮเปอร์ลูปเป็นเทคโนโลยีการขนส่งที่นำระบบขับเคลื่อนคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (EMP) มาเพิ่มความเร็วของยานพาหนะ ซึ่งจะวิ่งลอยอยู่เหนือรางภายในอุโมงค์สูญญากาศ

 

หากการพัฒนานี้สำเร็จ มนุษย์จะมียานพาหนะในการเดินทางที่สะดวกและรวดเร็วขึ้น แล้วลองคิดเล่นๆว่าเทคโนโลยีไฮเปอร์ลูปมาใช้ในประเทศไทย เราจะเดินทางจากกรุงเทพถึงเชียงใหม่ภายในเวลาเพียง 12 นาทีเท่านั้น!! และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

Featured image: The National


-ดึง-AI-เสริมบริการ_website-1280x720.jpg

adminMarch 5, 2018

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของโซนี่จับมือแท็กซี่ญี่ปุ่นเปิดบริการร่วมเดินทางดึง AI เสริมบริการในช่วงฤดูใบไม้ผลินี้ นี่คงเป็นยุคแห่งการพัฒนาทางปัญญาประดิษฐ์ที่แท้จริง หรือสิ่งที่เราเห็นในภาพยนตร์จะเกิดขึ้นจริงในไม่ช้า?

 

“โซนี่” ประกาศความร่วมมือกับ “ไดวา  มอเตอร์ ทรานสปอร์ตเทชั่น” และบริษัทแท็กซี่ในญี่ปุ่นอีก 5 แห่ง ซึ่งมีแท็กซี่รวมกันประมาณ 10,000 คัน  เปิดตัวบริการร่วมเดินทาง(ไรด์ แชร์ริ่ง) ในญี่ปุ่น ซึ่งความพิเศษของบริการคือ การนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยในการบริการ  ซึ่งจะมาช่วยคาดการณ์ความต้องการแท็กซี่ในท้องถนน และส่งรถออกไปให้เพียงพอกับความต้องการ โดยคาดว่าจะเปิดตัวบริษัทใหม่ได้ในช่วงฤดูใบไม้ผลินี้

ทั้งนี้การประกาศของโซนี่ ถือว่าออกมาชนกับนโยบายของ “Dara Khosrowshahi” ซีอีโอคนใหม่จาก “อูเบอร์” ที่แสดงความสนใจในตลาดญี่ปุ่น  และนอกจากโซนี่ และอูเบอร์ แล้วค่ายรถ “โตโยต้า” ก็มีแผนลงทุนมูลค่า 7,500 ล้านเยน เพื่อให้บริการร่วมเดินทางอย่าง “JapanTaxi” ด้วยเช่นกัน ทั้งหมดนี้ถือเป็นความเคลื่อนการลงทุนที่ทำให้ตลาดรถร่วมเดินทางในญี่ปุ่นร้อนแรงขึ้นอย่างมากในเวลาเพียงไม่กี่เดือน

 

คงปฏิเสธได้ยากว่านี่คือยุคของปัญญาประดิษฐ์ (AI) หลายบริษัทเล็งเห็นถึงความสำคัญในการพัฒนา AI เพื่อแก้ไขปัญหาแรงงาน รวมถึงช่วยเสริมสร้างการบริการต่างๆ เมื่อโลกหมุนไปเร็วขึ้นเราในฐานะของมนุษย์คงต้องตระหนักและปรับตัวเพื่อให้อยู่กับเทคโนโลยีที่พัฒนาให้ได้… นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

Featured image: Jerry Driendl


-_Website-1280x720.jpg

adminMarch 2, 2018

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวนวัตกรรมสุดล้ำ ผิวหนังอัจฉริยะโชว์การเต้นหัวใจบนหลังมือ! ด้วยการพัฒนาของเทคโนโลยีทำให้มีอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อตอบโจทย์ชีวิตของคนในอนาคต หนึ่งในนั้นคือผิวหนังอิเล็กทรอนิกส์ ที่จะสอดคล้องกับแนวทาง Smart life ในอนาคต

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโตเกียว ร่วมกับ บริษัท Dai Nippon Printing จากประเทศญี่ปุ่น  แนะนำ  “Electronic skin” หรือผิวหนังอัจฉริยะ นวัตกรรมดูแลสุขภาพที่สามารถติดตามสุขภาพได้แบบเรียลไทม์    E-Skin นี้ผลิตมาจากวัสดุที่มีการระบายอากาศและมีความยืดหยุ่นสูง มาพร้อมจอไมโคร LED แสดงกราฟฟิคแบบง่ายๆ มีความยืดหยุ่นสามารถยืดขยายได้ 45% ของขนาดดั้งเดิม ทนทาน ป้องกันการฉีกขาดด้วยการใช้ nanomesh electrodes และสายไฟแบบยืดได้ ทำให้โค้งงอไปตามผิวหนังได้อย่างสบายๆ

E-Skin ใช้วัดอัตราการเต้นของหัวใจแบบเรียลไทม์เพื่อบอกข้อมูลสุขภาพ เพื่อแสดงให้คนอื่นเห็นได้ทันทีในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉินช่วยให้ทีมแพทย์หรือผู้ดูแลผู้สูงอายุจะทราบได้ทันที เพียงมองไปที่หลังมือของผู้ป่วยหรือผู้สูงวัย โดยระบบเซ็นเซอร์ของ E-Skin สามารถจับคู่กับสมาร์ทโฟน เพื่อส่งข้อมูลไปยังระบบคลาวด์   ผิวหนังอัจฉริยะนี้เป็นอีกทางเลือกในการเช็คและตรวจสอบสุขภาพของผู้สูงอายุได้แบบไม่ยุ่งยาก โดยทางบริษัท Dai Nippon Printing ตั้งเป้าให้เริ่มสามารถนำไปใช้งานได้จริงภายใน 3 ปีข้างหน้า โดยจะพัฒนาให้ระบบมีความเสถียรมากยิ่งขึ้น  รวมทั้งปรับปรุงให้รองรับการใช้งานบนพื้นที่ผิวขนาดใหญ่ขึ้น

ด้วยพลังของเทคโนโลยีนี้ในอนาคตที่จะมาถึง จะทำให้คุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของคนในสังคมดีขึ้น จากเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยเสริม ในด้านการตรวจเพื่อช่วยเจ้าหน้าที่แพทย์ในการวินิจฉัยโรคต่างๆ ได้อย่างทันท่วงที นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

Alibaba-จับมือยักษ์ใหญ่_Website-1280x720.jpg

adminFebruary 28, 2018
อาลีบาบาจับมือยักษ์เกษตรใช้ AI ช่วยเลี้ยงหมูในประเทศจีน ในยุคที่นวัตกรรมพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว AI หรือปัญญาประดิษฐ์ คือตัวช่วยที่มนุษย์พยายามพัฒนาขึ้นเพื่อลดปัญหาการขาดแคลนแรงงาน อย่างที่เราเคยเห็นกันในภาพยนตร์ และในอนาคตอันใกล้เราอาจจะได้เห็น AI มาทำงานแทนมนุษย์จริงๆ ก็เป็นได้

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของ “อาลีบาบา” จับมือกับ Tequ Group ผู้นำด้านธุรกิจอาหารและเกษตรรายใหญ่ของจีน ที่มีฟาร์มเลี้ยงหมูปีละกว่า 10 ล้านตัว ด้วยการนำระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) และคลาวด์คอมพิวติ้ง ผ่านโปรแกรมที่เรียกว่า ET Brain มาช่วยในการ “เลี้ยงหมู” ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ระบบ AI ของอาลีบาบาสามารถแยกแยะหมูกว่า 10ล้านตัว นี้ได้จากการทำสัญลักษณ์ไว้บนตัวหมู พร้อมกับจดจำข้อมูลอายุ และน้ำหนักตัวของหมูแต่ละตัว รวมทั้งการติดตามพฤติกรรมของหมูแต่ละตัว เพื่อเก็บข้อมูลการเจริญเติบโต

หรือแม้แต่การตรวจสอบว่าหมูกำลังป่วยหรือเกิดโรค จากเสียงร้องของหมูที่ผิดแปลกไป โดยเมื่อเกิดปัญหาขึ้น AI จะแจ้งเตือนให้ไปทำการช่วยเหลือรักษาได้อย่างทันท่วงที และไม่ส่งผลเสียต่อหมูตัวอื่นๆ ในฟาร์ม

หัวหน้าฝ่ายเทคโนโลยีของ Tequ Group บอกว่า การเลี้ยงหมูจำนวน 10 ล้านตัวไม่ใช่เรื่องง่าย และที่สำคัญไม่เพียงแก้โจทย์ปัญหาขาดแคลนแรงงาน แต่การนำ AI มาใช้ในโลกการเกษตรเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่น่าสนใจ และจะกลายเป็นเทรนด์ใหญ่ของโลกอนาคต

นี่เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของการพัฒนาด้านนวัตกรรมของระบบปัญญาประดิษฐ์ เรื่องนี้อาจจะทำให้ใครหลายคนตื่นตัวว่า AI จะเข้ามาแย่งงานมนุษย์ในอนาคต แต่อย่าลืมว่า AI ถูกสร้างโดยมนุษย์ AI ยังต้องการผู้ควบคุม เพราะฉะนั้นแรงงานทางด้านนี้จะเป็นที่ต้องการของสังคมในอนาคต และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

-เปรม-ปรี-ทิ้งบทเรียนอะไร_Website-1280x720.jpg

adminFebruary 23, 2018

เมื่อก่อนถ้าพูดถึงเรื่องเวรกรรมอาจรู้สึกว่าล่าช้ากว่าจะเห็นผลจนเกิดข้อสงสัยว่า “ทำดีได้ดีมีจริงหรือ” เพราะอดีตการทำความผิดโดยเฉพาะของกลุ่มผู้มีอำนาจ มักถูกแทนที่ด้วยคำว่า “ไม่เป็นไร” “เคลียร์ได้” เพื่อหลบสายตาจากสังคม เลี่ยงการรับโทษทางกฎหมาย หลายๆเรื่องก็เงียบหายไปตามเวลา หรือ กว่าจะรวบรวมหลักฐานจับตัวคนผิดได้ ก็เสวยสุขจนแก่…หมดแรงเดิน

 

แต่ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีอย่าง “โซเชียลมีเดีย” ทำให้พลิกโฉมผลแห่งกรรมที่เกิดจากการกระทำที่ อาจคิดว่า “ไม่เป็นไร” ได้ในชั่วพริบตา…

กรณี นาฬิกาหรูบิ๊กป้อม เสี่ยเปรมชัยกับเสือดำ รวมถึงคดีหวย 30ล้านกับครูปรีชา หากเกิดในยุคที่ยังไม่มีโซเชียลมีเดีย ก็อาจ “ไม่เป็นไร” และเงียบหายไปในที่สุด แต่ในยุคนี้ดูท่าจะเงียบยาก จนกว่าสังคมจะสาแก่ใจ เห็นได้ว่าแม้ทั้งสามท่านจะออกมาชี้แจงแล้ว  และกฎหมายก็ยังไม่ตัดสินว่าถูกหรือผิดก็ตาม

เพราะมีการจับผิด โดยเหล่านักสืบออนไลน์ เพื่อชำแหละและตั้งศาลเตี้ยตัดสินกันเองอย่างเมามัน  เล่นกันเป็นซีรี่ย์ หรือ ขุดคุ้ยแตกประเด็นไกลเกินผลของเหตุการณ์ จนกระทบถึงคนใกล้ตัวและญาติพี่น้อง ทำให้ได้รับผลกระทบด้านจริยธรรมไปเต็มๆ ทั้งด้านชื่อเสียง เกียรติยศ ความดีที่สั่งสมมาต้องด่างพร้อยในพริบตา อย่างกรณีครูปรีชาเองแม้เรื่องราวยังไม่เป็นที่สิ้นสุด แต่ก็ถูกชาวเน็ตวิพากษ์วิจารณ์ จนกระทบหน้าที่การงาน  สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ ช่วยทำให้เราเห็นได้ว่า “โซเชียลมีเดีย” เป็นเสมือนกระจกสะท้อนกรรมในยุค 4.0 ที่รวดเร็วทันใจ

อย่างไรก็ตาม เรื่องราวของป้อม เปรม ปรี แม้ยังไม่อาจหาบทสรุป หรือ ฟันธง เพราะเรื่องทุกเรื่องมีหลายด้าน หลายแง่มุม อยู่ที่ใครต้องการจะเห็น หรือ ได้ยินอย่างไร เหมือนเช่นคำให้การของซามูไร โจร และหญิงสาว จากภาพยนตร์ราโชมอน ที่แม้พูดเรื่องเดียวกันแต่กลับเป็นไปคนละทิศละทาง…

แต่ก็ได้ทิ้งบทเรียนให้เราได้ขบคิดว่า บางครั้งการกระทำที่คิดว่า “ไม่เป็นไร” อาจส่งผลตามมามากกว่าที่คิด ดังนั้น ในวันนี้ก่อนเราจะทำอะไรลงไป จึงควรคิดและตระหนักถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาให้มากขึ้น เพราะทุกคนมี “Smart phone” เป็นอาวุธประจำกาย ส่งผลให้ “คนกลายเป็นสื่อทรงอิทธิพล” ที่ทำหน้าที่จับผิด แจ้งเตือนสังคม ซึ่งไม่ว่าจะทำความผิดในรูปแบบใด จะมีใครจะรู้หรือไม่ แต่ความผิดนั้นจะติดตัวไป และอาจถูกบันทึกไว้ด้วยโซเชียลมีเดียเมื่อใด ที่ใดก็ได้ เปรียบได้ดั่งคำสอนของเหลี่ยวฝาน ที่เคยพูดไว้ว่า

 

“ไม่ว่าจะทำผิดอะไรที่คนไม่รู้ แต่ผีสางเทวดารู้ ถ้าทำความผิดร้ายแรง จะต้องรับเคราะห์กรรมหนัก ถ้ากระทำผิดเพียงนิดหน่อย ก็จะทำให้ความสุขลดลง” 

 

และนี่คือหนึ่งในเรื่องราวที่ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ภูมิใจนำเสนอ