ประเทศไทยถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่มี “ความทุกข์ยากทางเศรษฐกิจ” ต่ำที่สุดของโลก จากดัชนี Hanke’s Annual Misery Index (HAMI) ล่าสุด โดยไทยอยู่อันดับ 3 รองจาก ไต้หวัน และ สิงคโปร์ ดัชนีนี้วัดจากอัตราการว่างงาน อัตราเงินเฟ้อ และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ซึ่งหากคะแนนต่ำ หมายถึงประชาชนเผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจไม่มากนัก เรื่องนี้มีความน่าสนใจยังไง ตามกินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต มาส่องเรื่องนี้ไปพร้อมกัน

การติดอันดับดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าไทยไม่มีปัญหาความเหลื่อมล้ำหรือความยากจน แต่สะท้อนว่าโดยภาพรวม คนไทยยังเผชิญ “แรงกดดันในการดำรงชีวิต” น้อยกว่าหลายประเทศ ความแตกต่างสำคัญคือคำว่า “ความยากจน” หมายถึงระดับรายได้หรือทรัพยากรที่จำกัด ขณะที่ “ความทุกข์ยาก” ในมุมเศรษฐศาสตร์ หมายถึงภาระจากราคาสินค้าที่สูงขึ้น การว่างงาน หรือค่าครองชีพที่ผันผวนเกินควบคุม

จุดแข็งสำคัญของไทยคือ เสถียรภาพของค่าครองชีพพื้นฐาน แม้รายได้ของประชาชนอาจไม่ได้สูงมาก แต่คนส่วนใหญ่ยังพอคาดการณ์ค่าใช้จ่ายประจำวันได้ ทั้งค่าอาหาร การเดินทาง และค่าครองชีพทั่วไป ซึ่งต่างจากหลายประเทศที่ต้องเผชิญเงินเฟ้อสูงหรือราคาสินค้าที่ปรับขึ้นอย่างรวดเร็ว

เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่อยู่ในภาวะวิกฤตจริงอย่าง เวเนซุเอลา จะเห็นความต่างชัดเจน เพราะเวเนซุเอลาเผชิญเงินเฟ้อระดับสูงมากและการว่างงานสูง ขณะที่ไทยยังอยู่ในระดับที่ถือว่าค่อนข้างมีเสถียรภาพ ทั้งด้านราคาสินค้าและตลาดแรงงาน จึงทำให้คำว่า “วิกฤตเศรษฐกิจ” อาจไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงเชิงเศรษฐศาสตร์ทั้งหมด

อีกปัจจัยที่ช่วยพยุงคุณภาพชีวิตของคนไทยคือ การเข้าถึงปัจจัยพื้นฐาน โดยเฉพาะเรื่องอาหารและระบบสาธารณสุข ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบเรื่องอาหารที่เข้าถึงง่ายและราคาไม่สูงเมื่อเทียบกับค่าครองชีพ ไม่ว่าจะเป็นอาหารริมทางหรืออาหารในต่างจังหวัด ขณะเดียวกันระบบสาธารณสุข เช่น สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือระบบบัตรทอง และ สำนักงานประกันสังคม ก็ช่วยลดภาระค่ารักษาพยาบาล ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของครัวเรือน

อย่างไรก็ตาม ไทยยังมีความเปราะบางที่ต้องจับตา โดยเฉพาะความเสี่ยงจากราคาพลังงานและราคาอาหารในตลาดโลก หากเกิดความขัดแย้งรุนแรงในภูมิภาคตะวันออกกลางหรือบริเวณอ่าวเปอร์เซีย อาจส่งผลให้เงินเฟ้อกลับมาสูงขึ้น และกระทบค่าครองชีพของประชาชนได้โดยตรง

สรุปคือ เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันอาจยังเผชิญความท้าทายหลายด้าน แต่จุดแข็งสำคัญยังอยู่ที่ เสถียรภาพของค่าครองชีพพื้นฐาน การจ้างงาน และระบบสวัสดิการด้านสุขภาพ ซึ่งทำให้ไทยยังอยู่ห่างจากภาวะ “วิกฤต” ในความหมายทางเศรษฐศาสตร์อย่างแท้จริง



