อย่ากลัว AI ถ้าใจพร้อมสู้

ปัจจุบันมีการกล่าวถึงกันมากว่า AI หรือ ระบบปัญญาประดิษฐ์ จะเข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์ในอนาคตอันใกล้ จากเดิมที่นิยมใช้สำหรับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ก็เริ่มทดลองใช้เอไอกับงานที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ในไทยเองก็เริ่มมีกระแสตื่นตัวเรื่องดังกล่าว ดังนั้นคนไทยโดยเฉพาะในกลุ่ม Millennial ที่จะก้าวขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญในยุคต่อไป จำเป็นที่จะต้องตื่นตระหนกไหม หรือ ต้องปรับตัวอย่างไร จึงจะอยู่ให้รอดในสังคมแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้

ภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เน้นการนำ AI และเทคโนโลยีขั้นสูง มาแทนที่ “แรงงานทักษะต่ำ” ที่ปฏิบัติการซ้ำๆ ในโรงงาน เพื่อลดต้นทุนด้านแรงงานคน ขณะที่ “แรงงานทักษะสูง”  ซึ่งต้องเป็น “ผู้ควบคุม หรือ สั่งการ AI” ยังขาดแคลน แม้มีความแม่นยำในเชิงปฏิบัติและวิเคราะห์ข้อมูล แต่ AI ยังไม่สามารถเข้าใจอารมณ์ ความรู้สึก เข้าถึงวัฒนธรรมพื้นถิ่นและรสนิยมได้เหมือนมนุษย์ จึงยังไม่สามารถเข้ามาทดแทนมนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยเฉพาะกลุ่มงานที่ต้องการใช้ความคิดสร้างสรรค์ และต้องการทักษะด้านการสร้างปฏิสัมพันธ์

แท้จริงแล้ว AI ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยสนับสนุนและขยายขอบเขตการทำงานของมนุษย์ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดมากกว่าการแทนที่ ซึ่ง AI จะทำหน้าที่เสมือนกองทหาร โดยมีมนุษย์เป็น “แม่ทัพ” คอยสั่งการและควบคุม การเข้ามาของ AI จึงอาจไม่ใช่เรื่องที่ควรตื่นตระหนก แต่เป็นโอกาสสำคัญของการวางแผนเตรียมความพร้อมและวิธีรับมือที่เหมาะสม ทั้งในด้านของผู้ประกอบการและแรงงาน

คนรุ่นใหม่อย่ากลัว AI อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้น AI ถูกพัฒนามาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการทำงานควบคู่กับมนุษย์ ซึ่งวันนี้หลายองค์กรยังต้องการ “แม่ทัพ” เหล่านี้ เป็นจำนวนมาก ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าวิวัฒนาการของเทคโนโลยีมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาทุกยุคทุกสมัย แต่มิได้ทำให้ที่ยืนของ “มนุษย์” หมดไป เพราะสุดท้าย เทคโนโลยีถูกพัฒนาขึ้นและควบคุมโดยมนุษย์

“คน” ขยันถึงรอด ถ้าจอดก็จบ แรงงานคนใดที่มีการพัฒนาทักษะความเชี่ยวชาญ และปรับตัวเท่าทันเทคโนโลยี ก็ย่อมมีความได้เปรียบและสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตนเอง เป็นที่ต้องการของตลาดอยู่เสมอ สอดคล้องกับที่
อ.เฉลิมชัยได้กล่าวไว้ว่า “ทุกอาชีพไม่มีไส้แห้ง ถ้าใจสู้ก็รอด ใจกระจอกก็จน!”

 

นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต